วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Navies of Landlocked Countries

กองทัพเรือประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล

            อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดที่มีการสำรวจ จำนวนประเทศบนโลกเบี้ยว ๆ ใบนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 228 ประเทศ จำนวนประชากรทั้งโลกเท่ากับ 7,400,786,496 คน (ประเทศไทยมีจำนวนประชากรเป็นอันดับที่ 20 นั่นคือมีจำนวน 68,414,135 คน) เทียบกับปี 1950 หรือย้อนเวลากลับไป 67 ปี จำนวนประชากรทั่วทั้งโลกมีแค่เพียง 2,557,628,654 คนเท่านั้น ในทางกลับกันพื้นที่บนโลกยังคงเท่าเดิม นั่นหมายถึงมีผู้คนแย่งกันกินแย่งกันใช้มากกว่าเดิมเกือบ 3 เท่าตัว

                และในจำนวนประเทศน้อยใหญ่ซึ่งผู้เขียนไม่มีวันจำชื่อหมด มีประเทศที่ถูกปิดล้อม(หรือเกือบถูกปิดล้อม)ด้วยแผ่นดินทุกด้านอยู่จำนวน 44 ประเทศ เราเรียกดินแดนเหล่านี้ว่า Landlocked Countries ดินแดนบางแห่งอาจมีทะเลขนาดใหญ่ขนาบข้าง แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอย่างแท้จริง ในทะเลอาจมีทรัพยากรอันมีค่าอยู่ก็จริง แต่ไม่อาจขนส่งสินค้าทางเรือไปยังสถานที่ห่างไกล จำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอื่นซึ่งยุ่งยากกว่า ไม่ก็ลำเลียงไปยังท่าเรือประเทศใกล้เคียงทดแทน

                และในบรรดาผู้โชดร้ายจำนวน 44 รายนั้น มีการจัดตั้งกองทัพเรือขึ้นมาถึง 10 ประเทศด้วยกัน รวมทั้งมีประเทศที่ไม่มีกองทัพเรือแต่มีกำลังรบทางเรืออีกจำนวน 8 ประเทศ บทความนี้จะเขียนถึงประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลแต่มีกองทัพเรือ ถือเสียว่าอ่านเรื่องแปลกแต่จริงอิงความสนุก ได้ความรู้ติดปลายนวมนิดหน่อยแล้วกันนะครับ

Azerbaijan Navy

                อาเซอร์ไบจานประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1991 ใกล้เคียงกับหลายประเทศเมื่อคราวเกิดเหตุการณ์กรุแตก จำนวนประชากรประมาณ 10 ล้านคน ขนาดพื้นที่ประมาณ 86,600 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปตะวันออกกับเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดประเทศรัสเซีย ทิศใต้ติดประเทศอิหร่าน ทิศตะวันตกติดประเทศอาร์มีเนีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดประเทศจอร์เจีย และทิศตะวันออกจรดทะเลแคสเปียน ซึ่งแม้ทะเลจะมีความยาว 1,030 กิโลเมตร กว้าง 435 กิโลเมตร และมีส่วนลึกสุดถึง 1,025 เมตรก็ตาม แต่ทว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแห่งใดเลย (เปรียบได้กับคดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย ไม่สามารถเข้าหรือออกจากห้องได้เพราะประตูโดนล๊อค) อาเซอร์ไบจานจึงกลายเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล แม้จะมีทะเลขนาดใหญ่ขนาบข้างก็ตาม


                กองทัพเรืออาเซอร์ไบจานซึ่งเกิดขึ้นพร้อมประเทศ ได้รับการโอนเรือรบและอาวุธจำนวนหนึ่งจากโซเวียต มีความแข็งแกร่งมากเป็นอันดับสองในทะเลแคสเปียน (เจ้าตัวเขาว่าแบบนี้นะครับ) นอกจากเรือรบติดอาวุธนำวิถีจำนวนหนึ่งแล้ว ยังมีเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก เรือกวาดทุ่นระเบิด รวมทั้งดำน้ำขนาดเล็กสำหรับหน่วยปฎิบัติการพิเศษใต้น้ำ ส่วนอันดับหนึ่งคงไม่ต้องทายกันนะครับ กองทัพเรือรัสเซียชนะเลิศแบบทิ้งห่างหลายกิโลตัน

                กองทัพเรืออาเซอร์ไบจานมีควมสัมพันธ์อันดีกับอเมริกาและตุรกี โดยรายแรกเข้ามาช่วยอบรมฝึกสอนหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งในส่วนกองทัพเรือและเหล่านาวิกโยธิน รวมทั้งช่วยปรับปรุงวางรากฐานภายในกองทัพให้ทันสมัย (ช่วยเหลือด้านการเงินด้วยนิดหน่อย) ส่วนรายหลังเข้ามาช่วยปรับปรุงซ่อมแซมเรือรบน้อยใหญ่ในราคาไม่แพง รวมทั้งขายเรือช่วยรบขนาดเล็กให้กับหลายหน่วยงาน ถือเป็นพันธมิตรที่สนิทสนมมากอะไรประมาณนั้น

กำลังทางเรืออาเซอร์ไบจานในปัจจุบัน มีเรือรบจำนวน 14 ลำ เรือช่วยรบจำนวน 22 ลำ เครื่องบินปีกแข็ง 3 ลำ เครื่องบินปีกหมุน 3 ลำ เรือรบสำคัญ ๆ ประกอบไปด้วย เรือดำน้ำขนาด 6 ตันชั้น Triton จำนวน 4 ลำ เรือฟริเกตเบาชั้น Petya II จำนวน 1 ลำ (หรือจะเรียกว่าเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำก็คงไม่ผิด) เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Osa II จำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ขนาดเล็กจำนวน 3 ลำ เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น Sonya จำนวน 2 ลำ เรือกวาดทุ่นระเบิดขนาดเล็กชั้น Yevgenya จำนวน 5 ลำ รวมทั้งเรือยกพลขึ้นบกความยาว 72 เมตรชั้น Polnocny จำนวน 6 ลำ

                เรือฟริเกตเบาชั้น Petya II มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,150 ตัน ยาว 81.8 เมตร กว้าง 9.2 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-6000 จำนวน 2 ระบบ ปืนกลอัตโนมัติแฝดหก AK-630 จำนวน 2 กระบอก และตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำขนาด 406 มม.จำนวน 4 ท่อยิง ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG ทำความเร็วสุงสุด 30 น๊อต เป็นเรือขนาดกระทัดรัดที่มีอาวุธมากเกินตัว ด้วยว่าเป็นเรือโซเวียตจากยุคสงครามเย็น


                เรือรบส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานพอสมควร กองทัพเรืออาเซอร์ไบจานมีแนวคิดที่จะต่อเรือขึ้นเอง ดูจากภาพรวมความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย ความต้องการเร่งด่วนในตอนนี้ก็คือ การจัดหาเรือคอร์เวตและเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชนิดละ 2 ลำ เพื่อทดแทนของเดิมที่มีประจำการอยู่ 2 ลำ ซึ่งแม้จะได้รับการปรับปรุงไปแล้วเมื่อไม่นาน แต่ก็ชราภาพไปตามอายุไขนั่นแหละครับ โครงการนี้เดินหน้ามาได้ระยะหนึ่ง ตุรกีได้เสนอแบบเรือทั้งสองชนิดให้พิจารณา และเป็นเต็งจ๋าอันดับหนึ่งทั้งแบบเรือและความสัมพันธ์ โดยมีคู่แข่งขันที่น่ากลัวมากชื่อว่าอิสราเอล ที่เหลือจากนี้ยังมองไม่เห็นความน่าจะเป็น

Azerbaijan Border Guard

                ในปี 2002 อาเซอร์ไบจานได้จัดตั้งหน่วยยามฝั่งขึ้น เหตุผลสำคัญคงมาจากหลักสูตรอเมริกานั่นเอง กระทั่งครบ 3 ปีหน่วยงานนี้จึงเป็นรูปเป็นร่าง มีการโอนเจ้าหน้าที่และเรือบางส่วนไปจากกองทัพเรือ ได้แก่ เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Osa II ขนาด 200 ตันจำนวน 1 ลำ (ถอดอาวุธนำวิถีออกเพราะไม่ได้ใช้งาน) เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Stenka จำนวน 3 ลำ (ถอดโซนาร์และตอร์ปิโดออกเพราะไม่ได้ใช้งาน) และเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กอีกจำนวนหนึ่ง

                เรือที่ได้รับโอนมาใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับภารกิจคือลาดตระเวน รวมทั้งมีระยะปฎิบัติการณ์ที่น้อยเกินไป หน่วยยามฝั่งจึงได้จัดหาเรือรุ่นใหม่ทดแทน แบ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งความเร็วสุงจำนวน 6 ลำ และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งพร้อมลานจอดเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวน 6 ลำ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดเข้าร่วมชิงชัยบ้าง แต่ทว่า Israel Shipyards เป็นผู้ได้รับสัญญาต่อเรือทั้ง 12 ลำ

ปี 2014 เรือตรวจการณ์ความเร็วสุงชั้น Shaldag Mk V จำนวน 2 ลำ ถูกส่งมอบให้หน่วยยามฝั่งอาเซอร์ไบจาน มีระวางขับน้ำ 100 ตัน ยาว 32 เมตร กว้าง 6.4 เมตร ความเร็วสุงสุด 40 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 1,800 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติควบคุมด้วยรีโมทขนาด 23 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติควบคุมด้วยรีโมทขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลเบาขนาด 7.62 มม.จำนวน 4 กระบอก และจรวดพื้น-สู่-พื้น Spike ER ระยะยิง 8 กิโลเมตรจำนวน 4 นัด ปัจจุบันเรือทั้ง 6 ลำส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย เข้าประจำการจริงและทดสอบยิงจรวด Spike ER เข้าเป้าอย่างแม่นยำ



ปี 2016 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Sa'ar 62 จำนวน 2 ลำ ถูกส่งมอบให้หน่วยยามฝั่งอาเซอร์ไบจาน มีระวางขับน้ำ 500 ตัน ยาว 62 เมตร กว้าง 7.6 เมตร ความเร็วสุงสุด 30 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเล ด้านท้ายเรือมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ รองรับการใช้งาน EC-135 ซึ่งน่าจะมีน้อยกว่าจำนวนเรือ ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติควบคุมด้วยรีโมทขนาด 23 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติควบคุมด้วยรีโมทขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลเบาขนาด 7.62 มม.จำนวน 4 กระบอก และจรวดพื้น-สู่-พื้น Spike NLOS ระยะยิง 25 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด ติดตั้งระบบเป้าลวงจรวด/ตอร์ปิโดจำนวน 4 ระบบ มีการทดสอบยิงจรวด Spike NLOS เข้าเป้าอย่างแม่นยำ อาเซอร์ไบจานสั่งซื้อเรือเฟสแรกจำนวน 3 ลำ เรือลำสุดท้ายมีกำหมดส่งมอบภายในปีนี้ ส่วนเรือเฟสที่สองจะตามมาในอีกไม่นาน


ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กองทัพเรืออาเซอร์ไบจานจะประกอบไปด้วย เรือคอร์เวต เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถี เรือกวาดทุ่นระเบิด เรือยกพลขึ้นบก และเรือขนส่งเท่านั้น ส่วนทางด้านหน่วยยามฝั่งอาเซอร์ไบจาน จะมีเรือแค่ใหม่จากอิสราเอลจำนวน 12 ลำ อาเซอร์ไบจานยังมีตำรวจน้ำพร้อมเรือขนาดเล็กอีกจำนวน 12 ลำ ทำหน้าที่ดูแลความสงบและรักษากฎหมายบริเวณชายฝั่ง ประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลประเทศนี้ มีกำลังทางเรือที่ค่อนข้างเข้มแข็งและเป็นระเบียบแบบแผน

Bolivia Navy

            โบลิเวียตั้งอยู่ตอนกลางทวีปอเมริกาใต้ ได้รับเอกราชจากสเปนตั้งแต่ปี1825 จำนวนประชากรประมาณ 11 ล้านคน ขนาดพื้นที่ประมาณ 1,098,581 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดประเทศบราซิล ทิศใต้ติดประเทศปารากวัยและอาร์เจนตินา ทิศตะวันตกประเทศชิลีและเปรู เป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลที่เคยมีทางออกสู่ทะเลมาก่อนหน้านี้ นั่นคือเคยมีพื้นที่ติดกับทะเลเหมือนประเทศทั่วไป แต่พอไม่มีทางออกสู่ทะเลเท่านั้นแหละ…ก็ได้กลายมาเป็นเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลไปในทันที อ่านแล้วงงดีไหมครับ ถ้ายังไม่งงตามข้าพเจ้ามา

                หลังได้รับเอกราชในปี 1825 โบลิเวียมีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดมหาสมุทรแปซิฟิค สามารถค้าขายทางทะเลกับนานาชาติได้อย่างปรกติ แต่ทว่าในสงคราม “War of Pacific” ช่วงปี 1879 ถึง 1883 ระหว่างประเทศชิลีกับประเทศโบลิเวียกับเปรู ซึ่งแม้ชิลีจะมีกำลังทางบกน้อยกว่า แต่กำลังทางเรือแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายพอสมควร หลังใช้เวลาในสนามรบถึง 5 ปีเต็ม สงครามใหญ่จบลงด้วยชัยชนะของชิลี พวกเขายึดครองพื้นที่บางส่วนของโบลิเวียและเปรูได้อย่างเด็ดขาด และหลังใช้เวลาเจรจาอย่างยาวนานถึง 10 ปีเต็ม ชิลีกับโบลิเวียได้ทำสัญญาสงบศึกในปี 1904 โดยชิลีได้ครอบครองพื้นที่ติดทะเลตลอดแนว โบลิเวียกลายมาเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล ขณะที่เปรูซึ่งแพ้สงครามด้วยนั้น ต้องสูญเสียพื้นที่ภาคใต้ทั้งก้อนให้กับชิลี


พื้นที่ของโบลิเวียตอนได้รับเอกราชและพื้นที่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าต้องสูญเสียให้กับชาติใกล้เคียงไปพอสมควร พื้นที่หมายเลข 1 ต้องสูญเสียให้กับชิลีในสงครามใหญ่ จึงไม่มีทางออกสู่ทะเลในปัจจุบัน พื้นที่หมายเลข 2 เป็นของเปรูที่สูญเสียให้กับชิลี


                โบลิเวียเป็นประเทศที่มีกำลังทหารไม่เข้มแข็งนัก จึงต้องสูญเสียพื้นที่ให้กับผู้รุกรานหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาไม่มีกองทัพเรือในการรบกับชิลี ทั้งที่มีพื้นที่ติดทะเลก็เลยต้องสูญเสียดินแดนไป กว่าจะมีการจัดตั้งกองทัพเรือกันอย่างจริงจัง ก็ปาเข้าไปในปี 1963 หรือหลังสงคราม War of Pacific ถึง 80 ปีเต็ม พื้นที่รับผิดชอบอยู่ในทะเลสาบตีตีกากา ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีสระหว่างประเทศเปรูและโบลิเวีย ครอบคลุมพื้นที่ 8,372 ตารางกิโลเมตร มีความลึกสูงสุดประมาณ 284 เมตร และความลึกเฉลี่ยประมาณ 107 เมตร มากกว่าอ่าวไทยที่มีความลึกสุงสุดประมาณ 80 เมตร และความลึกเฉลี่ยประมาณ 50 เมตร นำเรือดำน้ำ S26T ของเราไปดำผุดดำว่ายสบายใจเฉิบ

                นอกจากทะเลสาบตีตีกากาแล้ว กองทัพเรือยังต้องดูแลรักษาความปลอดภัย รวมทั้งให้บริการด้านการอนามัยให้กับพลเมือง ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลองทั่วทั้งประเทศ กองทัพเรือมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3,800 นาย และมีเหล่านาวิกโยธินอีกประมาณ 700 นาย กำลังทางเรือประกอบไปด้วย เรือตรวจการณ์ขนาดเล็กจำนวน 44 ลำ เรือลำที่ใหญ่ที่สุดคือเรือชั้น PR-51 จำนวน 1 ลำ เรือหมายเลข LP-501 มีระวางขับน้ำ 46 ตัน ยาว 21 เมตร กว้าง 5.8 เมตร ติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลเบาขนาด 7.62 มม.อีก 2 กระบอก เรือลำนี้คือเรือธงลำใหญ่ที่สุดของพวกเขาแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนแต่เป็นเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กความยาวไม่เกิน 15 เมตร โบลิเวียยังมีเรือฝึกจำนวน 1 ลำ เรือน้ำมันจำนวน 2 ลำ เรือพยาบาลอีกจำนวน 3 ลำ ซึ่งนับเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดที่ยังประจำการอยู่


                ทะเลสาบตีตีกากา แหล่งท่องเทียวสำคัญสร้างรายได้มหาศาลให้กับโบลิเวีย และเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือในปัจจุบัน


                                                                                  เรือตรวจการณ์ชั้น PR-51 ติดธงกองทัพเรือโบลิเวีย 

กองทัพเรือโบลิเวียเคยมีเรือขนส่งสินค้าขนาด 6,390 ตันชื่อ Libertador Bolivar (TM-01) เป็นเรือมือสามต่อจากประเทศอังกฤษในปี 1950 โดยต้องนำไปจอดเทียบท่าอยู่ในอาเจนติน่าหรืออุรุกวัย ก่อนลำเลียงยุทธปัจจัยผ่านทางบกเข้าสู่ประเทศ ปัจจุบันปลดระวางเป็นที่เรียบร้อย ใช้บริการขนส่งเอกชนสะดวกและประหยัดกว่า ลำบากลำบนดีเหมือนกันนะครับ

ปี 2015 กองทัพเรือโบลิเวียเซ็นสัญญาซื้อเรือพยาบาลจำนวน 1 ลำ จากอู่ต่อเรือกองทัพเรือเปรูในวงเงิน 1.2 ล้านเหรียญ PIASS (Plataforma Intinerante de Acción Social con Sostenibilidad) มีระวางขับน้ำ 226 ตัน ยาว 42 เมตร กว้าง 8 เมตร เป็นเรือท้องแบนกินน้ำลึกเพียงนิดเดียว เรือจากเปรูลำนี้มีความอเนกประสงค์มากมาย สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายตามภารกิจ PIASS จะเป็นเรือพยาบาลลำที่ 4 ที่ใหญ่ที่สุดและใหม่ที่สุดของโบลิเวีย

นอกจากเรือลำเล็กลำน้อยทั้งเก่าและใหม่นั้น โบลิเวียยังมีเครื่องบินตรวจการณ์ใบพัดรุ่น Cesna 206 และ Cesna 402 อีกชนิดล่ะ 1 ลำ กองทัพเรือประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลประเทศนี้ มีความหวังอันยิ่งใหญ่ว่าในอนาคตซักวันหนึ่ง พวกเขาจะมีท้องทะเลให้ได้ปกปักษ์รักษาอย่างแท้จริง เพื่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งในการจัดตั้งกองทัพเรือโบลิเวีย ผู้เขียนขอเอาใจช่วยแม้จะมองไม่เห็นหนทาง


                 เรือรุ่น PIASS ซึ่งในประเทศชิลีใช้เป็นเรือโดยสารภายในแม่น้ำ มีการต่อออกมาจำนวนมากกว่า 6 ลำแล้ว

Kazakhstan Navy

                ย้อนกลับมายังทะเลแคสเบี้ยนอีกครั้ง ยังมีอีกสองดินแดนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เริ่มจากประเทศคาซัคสถานที่เราคุ้นหู ซึ่งประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1991 (ชาติสุดท้ายในจำนวนสมาชิก 15 ชาติ) จำนวนประชากรประมาณ 18 ล้านคน ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,724,900 ตารางกิโลเมตร กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอันดับที่ 9 ของโลก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินแดนกึ่งทะเลทราย มีฤดูหนาวที่หนาวเย็นและฤดูร้อนที่แห้งแล้งมาก ทิศเหนือติดประเทศรัสเซีย ทิศใต้ติดประเทศเติร์กเมนิสถาน คีร์กีซถานและอุซเบกิสถาน  ทิศตะวันออกติดประเทศจีน และทิศตะวันตกจรดทะเลแคสเปียน

                กำลังทางทหารของคาซัคสถานแตกต่างจากโบลิเวียราวฟ้ากับเหว คือออกจะเข้มแข็งเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ พวกเขาสนิทสนมกับรัสเซียค่อนข้างมาก กองทัพอากาศมีทั้งเครื่องบินขับไล่ Mig-29 Mig-31 และ Su-30 เครื่องบินทิ้งระเบิด Su-25 เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-24 และ Mi-35 รวมทั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน S-300 กองทัพบกมีรถถังหลัก T-72B3 รถหุ้มเกราะสายพาน BMP-2 รถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-80 รวมทั้งอาวุธโน่นนั่นนี่เยอะแยะมากมาย เราไปดูกองทัพเรือประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันดีกว่า ไม่อย่างนั้นบทความคงยาวจนอ่านไม่ไหว

                กองทัพเรือคาซัคสถานก็มีไอเท็มลับเช่นกัน นั่นคือเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Su-27 จำนวน 2 ลำ และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-24 อีกจำนวนหลายลำ (กลืนน้ำลายดังเอื๊อกกันเลยทีเดียว) นอกจากนี้ยังมีสุดยอดท่าไม้ตายอยู่ในมือ นั่นคืออู่ต่อเรือZenit ตั้งอยู่ในเมือง Uralsk ภาคตะวันตกของประเทศ และเริ่มต่อเรือรบกันมาตั้งแต่ปี 1941 เท่ากับมีประสบการณ์อย่างโชกโชนถึง 66 ปี ปัจจุบันสามารถต่อเรือขนาดเล็กได้ทุกประเภท เท่าที่ขนาดแท่นต่อเรือของอู่รองรับได้

                Project 250 Patrol Vessel หรือ Kazakhstan Class คือเรือตรวจการณ์ติดจรวดรุ่นใหม่ล่าสุด ปรับปรุงมากจากแบบเรือ Project 300 ของหน่วยยามฝั่ง มีระวางขับน้ำ 230 ตัน ยาว 42.2 เมตร กว้าง 7.8 เมตร ใช้เครื่องยนต์ MTU จากเยอรมันจำนวน 2 ตัว ความเร็วสุงสุด 30 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 1,200 ไมล์ทะเลหรือ 10 วัน เรือเฟสแรกจำนวน 3 ลำเข้าประจำการครบแล้ว เรือเฟสสองจำนวน 3 ลำอยู่ในระหว่างการต่อ โดยลำแรกของเฟสหรือลำที่ 4 ของทั้งหมด ปล่อยลงน้ำแล้ว และจะเข้าประจำการในปีนี้ ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศและพื้นน้ำรุ่น Delta-250 และเรดาร์เดินเรือ Furuno ใช้ระบบอำนวยการรบ Kaskad-250 ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเอง งานนี้พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ นะจ๊ะน้องสาว

                Project 250 Patrol Vessel หรือ Kazakhstan Class มีชื่อตามโครงการว่า Bars-MO class และมีฉายาว่า Rocket Artillery Ship มีการติดอาวุธที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เรือลำแรกสุดชื่อ PC-250 Kazakhstan ติดปืนกลอัตโนมัติ 2M-3Mขนาด 25 มม.ลำกล้องแฝดเป็นปืนหลัก และปืนกลอัตโนมัติ ZU-23-2 ขนาด 23 มม.ลำกล้องแฝดเป็นปืนรอง ระบบเป้าลวงกลางเรือจำนวน 2 ระบบ ท้ายเรือติดตั้งจรวดไม่นำวิถีขนาด 122 มม.จำนวน 12 ท่อยิง MLRS BM-21 Grad ที่เราคุ้นเคยมีระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร ซึ่งถ้าจรวดทั้งหมดเกาะกลุ่มกันไม่เกิน 100 เมตร เรือฟริเกตของนาโต้ที่ว่าแน่ ๆ ได้มีคางเหลืองกันบ้าง เพราะระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์และระบบเป้าลวงไม่ส่งผลต่อวิถีโคจร หลุดเข้าไปซัก 6-7 ลูกหมดสภาพนักศึกษาแน่


                                                                       เรือหมายเลข 250 ทดสอบยิงจรวดไม่นำวิถีขนาด 122 มม.

                ส่วนเรือ Rocket Artillery Ship ลำที่ 2 เป็นต้นไป เปลี่ยนมาใช้ปืนหลักเป็นรุ่น AK-306 พร้อมระบบออปโทรนิคควบคุมการยิง Sens-2-250 ซึ่งพัฒนาเองอีกแล้ว AK-306 คือปืนกล 30 มม.แฝดหกรุ่น AK-630 ที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ ทว่าได้ลดสเป็กและน้ำหนักเพื่อใช้ติดตั้งบนเรือขนาดเล็ก อัตรายิงลดลงจาก 4000 นัดต่อนาทีเหลือแค่ 1,000 นัดต่อนาที (แต่ก็ยังมากกว่า DS-30MR ที่ยิงได้จุ๋มจิ๋มแค่ 200 นัดต่อนาที) ติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน Igla พร้อมแท่นยิงแฝดสี่รุ่น Arbalet-K ทดแทนปืนรอง ด้านท้ายเรือติดตั้งระบบแท่นยิงแฝดสี่ Baryer-VK สำหรับจรวดอเนกประสงค์นำวิถีเลเซอร์รุ่น RK-2V ซึ่งมีระยะยิงไกลสุดประมาณ 7.5 กิโลเมตร ขนาดเล็กลงปริมาณน้อยลง แต่กระทัดกว่าเดิมและแม่นยำกว่าเดิม


เรือหมายเลข 253 ซึ่งเป็นลำที่ 4 ในจำนวน 6 ลำ จะติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานขนาดเล็กบนดาดฟ้าชั้นสองกลางลำ (มุมบนซ้ายมือ) และจรวดพื้น-สู่-พื้นขนาดเล็กด้านท้ายสุดของเรือ (มุมบนขวามือ)

                กองทัพเรือคาซัคสถานยังมีเรือขนาดเล็กอีกประมาณ 15 ลำ ที่สำคัญหน่อยได้แก่ เรือตรวจการณ์ขนาด 39 ตัน ชั้น Project 1400M Grif จากรัสเซียจำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์ยาว 40 เมตร ชั้น AB-25 จากตุรกีจำนวน 2 ลำ และเรือกวาดทุ่นระเบิดชายฝั่ง Project 10750E ใหม่เอี่ยมอีก 1 ลำ (กำลังต่ออีก 1 ลำ) MCM Alatau สร้างโดยอู่ต่อเรือในรัสเซีย ระวางขับน้ำ 169 ตัน ยาว 32 เมตร กว้าง 6.9 เมตร ติดตั้งปืนกล AK-306 ขนาด 30 มม.แฝดหกจำนวน 1 กระบอก รวมทั้งระบบเรดาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดและยานกู้ทำลายทุ่นระเบิดใต้น้ำรุ่น A9-M เรือสวยมากเห็นแล้วอยากได้ซัก 4 ลำ



Kazakhstan Coast Guard and Future Navy

            หน่วยยามฝั่งคาซัคสถานสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ มีความรับผิดชอบในเขตน่านน้ำ 25 กิโลเมตรจากชายฝั่ง พวกเขาได้รับเรือรุ่นใหม่เข้ามาประจำการเช่นกัน ลำแรกคือเรือตรวจการณ์ความเร็วสุงขนาด 62 ตัน Project 0210 Aybar ยาว 27.3 เมตร กว้าง 6.62 เมตร ความเร็วสุงสุด 37 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ 600 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนกล 12.7 มม.ควบคุมด้วยรีโมท เข้าประจำการแล้ว 8 ลำจากยอดรวม 10 ลำ เรืออีกลำคือ Project 300 ซึ่งปรับปรุงมาจากแบบเรือ Project 22180 ของรัสเซีย มีระวางขับน้ำ 218 ตัน ยาว 41.75 เมตร กว้าง 7.8 เมตร ความเร็วสุงสุด 30 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 1,200 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนกล 12.7 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก เรือบางลำติดตั้งปืนกล AK-306 ขนาด 30 มม.พร้อมระบบออปโทรนิคควบคุมการยิง เข้าประจำการครบถ้วนทั้ง 5 ลำแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะมีเฟสสองต่อไปหรือเปล่า


                                       เรือหมายเลข 205 ซึ่งเป็นลำที่ 5 และเป็นลำสุดท้าย ติดอาวุธปืนหลักและระบบควบคุมการยิงทันสมัย

                รูปร่างหน้าตาเรือยามฝั่งเหมือนเรือกองทัพเรือราวกับฝาแฝด เพราะใช้แบบเรือเดียวกันแต่ติดอาวุธต่างกันนั่นเอง คาซัคสถานมีแนวคิดที่ทันสมัยไม่แพ้ประเทศอื่น พวกเขาต่อเรือรุ่นเดียวกันอย่างต่อเนื่องถึง 11 ลำด้วยกัน จึงมีการสร้างงานและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ราคาเรือต่อหน่วยลดลงตามปริมาณสั่งซื้อ การซ่อมบำรุงและอะไหล่ตามวงรอบใช้งานร่วมกันได้ ขณะที่กองทัพเรือไทยในอดีตใช้วิธีการต่อเรือเฟสละ 3 ลำ จากนั้นก็เว้นไปอีก 4 ปีแล้วค่อยต่อใหม่อีก 3ลำ ทว่าในตอนนี้ดูแล้วแย่กว่าเก่า เพราะต่อเรือเพียง 1 ลำแล้วหยุดไป 2-3 ปีค่อยต่อลำถัดไป ขอบ่นถึงหน่อยนะครับอย่าว่ากันเลย

                กองทัพเรือคาซัคสถานมีความต้องการเรือรบขนาดใหญ่เพิ่มเติม กระทั่งในปี 2014 จึงได้เซ็นข้อตกลงจัดหาเรือคอร์เวตจำนวน 3 ลำจากรัสเซีย ทำไมโครงการนี้จึงไม่ต่อเองภายในประเทศ เป็นเพราะอู่ต่อเรือ Zenit รองรับขนาดเรือได้แค่ 300 ตัน จำเป็นต้องจัดหาจากอู่ต่อเรือ Zelenodolsk ของรัสเซียเป็นการแก้ขัดไปก่อน

                Project 21632 Tornado Design ใช้แบบเรือคอร์เวตชั้น Buyan ของรัสเซียมาปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น มีระวางขับน้ำ 560 ตัน ยาว 61.45 เมตร กว้าง 9.6 เมตร ความเร็วสุงสุด 26 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 1,500 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Kh-35 Uran-E จำนวน 8 นัด จรวดต่อสู้อากาศยาน Igla พร้อมแท่นยิงแฝดสี่รุ่น Arbalet-K จำนวน 1 ระบบ ปืนกล AK-306 ขนาด 30 มม.แฝดหกจำนวน 2 กระบอก (ไม่ก็รุ่น AK-630 ที่ทันสมัยกว่า) ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติทันสมัย พร้อมระบบสงครามอิเลคทรอนิคส์และระบบเป้าลวง




            เรือในเฟสสองจำนวน 3 ลำต้องการต่อเองในประเทศ โดยจะต้องปรับปรุงอู่ต่อเรือให้รองรับได้เสียก่อน แบบเรือคอร์เวตเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะกลับมาติดตั้งจรวดไม่นำวิถีขนาด 122 มม.อีกครั้ง โดยใช้ระบบแท่นยิงใหม่ทันสมัยมากขึ้น จำนวนลำกล้องจรวดมีมากขึ้น และมีออปชั่นเสริมคือระบบบรรจุจรวดแบบอัตโนมัติ


Turkmenistan Navy

                เติร์กเมนิสถานเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล พวกเขาได้รับเอกราชในวันที่ 27 ตุลาคม 1991 มีจำนวนประชากรประมาณ 5.2 ล้านคน ขนาดพื้นที่ประมาณ 491,210 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดประเทศคาซัคสถาน ทิศใต้ติดประเทศอิหร่านและอัฟกานิสถาน ทิศตะวันออกติดประเทศอุซเบกิสถาน และทิศตะวันตกจรดทะเลแคสเปียน

                กองทัพเรือเติร์กเมนิสถานมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก ถึงกระนั้นก็ยังมีหน่วยยามฝั่งเฉกเช่นอารยประเทศ มีเรื่องน่าปวดหัวมาเล่าสู่กันฟัง เรือยามฝั่งสั่งซื้อล๊อตเดียวกับเรือกองทัพเรือนี่แหละ ทาสีใกล้เคียงกันติดอาวุธเหมือนกันทุกประการ และมีออปชั่นเสริมเป็นจรวดต่อสู้อากาศยาน ติดตั้งถึง 2 ระบบทั้งที่เรือลำเล็กนิดเดียว

                หลังได้รับเอกราชในปี 1991 กองทัพเรือเติร์กเมนิสถานได้รับโอนเรือจากโซเวียตจำนวนหนึ่ง จัดหาเรือตรวจการณ์จากยูเครนเพิ่มเติม รวมทั้งได้รับโอนเรือขุดเจาะน้ำแข็งจากอเมริกาจำนวน 1 ลำ ต่อมาได้จัดหาเรือตรวจการณ์ความเร็วสุงขนาดเล็กจากรัสเซียเพิ่มเติม บรรดาเรือลำเล็กลำน้อยผู้เขียนอยากขอข้าม ไปพบกับหัวหมู่ทะลวงฟันตัวจิ๊ดกันเลยดีกว่า

                ปี 2011 กองทัพเรือเติร์กเมนิสถาน จัดหาเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีขนาดเล็ก (หรือเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีขนาดใหญ่) จากรัสเซียจำนวน 2 ลำ Project 1241.8 Molniya เข้าประจำการในปีถัดไป มีระวางขับน้ำ 550 ตัน ยาว 56 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ความเร็วสุงสุด 38 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 2,400 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล AK-630 ขนาด 30 มม.แฝดหกจำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้อากาศยาน Igla พร้อมแท่นยิงแฝดสอง และจรวดต่อสู้เรือรบ Kh-35 Uran-E จำนวน 8 นัด ฮาร์พูนสกี้สามารถยิงได้ไกลสุดถึง 130 กิโลเมตร (โดนไม่โดนอีกเรื่อง) ทั้งสองลำถือเป็นกำลังหลักในการป้องกันประเทศ เติร์กเมนิสถานมีความต้องการจำนวน 4 ลำ คาดว่าจะจัดหาเพิ่มเติมเมื่อมีงบประมาณ


เรือชั้น Molniya พร้อมบ้องข้าวหลามจำนวน 16 บ้อง เจ้าของฉายานาม Fisherman Killer of Caspian Sea ชื่อนี้ได้มาไม่ใช่เพราะโชดช่วยหรือจับสลากได้

ปี 2011 กองทัพเรือเติร์กเมนิสถานจัดหาเรือตรวจการณ์ชั้น Tuzla จากตุรกีจำนวน 2 ลำในวงเงิน 55 ล้านยูโร และเข้าประจำการในปีถัดไป NTPB (New Type Patrol Boat) มีระวางขับน้ำ 406 ตัน ยาว 55.7 เมตร กว้าง 8.85 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 1,000 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 1 กระบอก ปืนกล 14.5 มม.จำนวน 2 กระบอก ด้านท้ายสามารถติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบขนาดเล็ก หรือเครื่องยิงจรวดปราบเรือดำน้ำและรางปล่อยระเบิดลึกได้ ทว่าปัจจุบันยังคงปล่อยโล่งโจ้งเหมือนเดิม น่าจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกล

จากนั้นจึงมีการจัดหาเรือตรวจการณ์ชั้น Tuzla เพิ่มเติมอีกจำนวน 8 ลำ ซึ่งน่าจะมอบให้หน่วยยามฝั่งจำนวน 6 ลำและกองทัพเรืออีกจำนวน 2 ลำ เรือของหน่วยยามฝั่งใช้หมายเลขเรือนำด้วยตัว S (กองทัพเรือใช้ตัว P) ทาสีเหมือนกันแต่คาดสีเขียวกลางลำพร้อมตัวหนังสือภาษาท้องถิ่นขนาดใหญ่ ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ THALES MW-08 (กองทัพเรือใช้แค่เรดาร์เดินเรือต๊อกต๋อย) ติดตั้งระบบจรวดต่อสู้อากาศยาน Simbad-RC จำนวน 2 แท่นยิง ควบคุมการยิงด้วยรีโมทพร้อมระบบตรวจจับเป้าหมายรุ่นใหม่ล่าสุด (ทันสมัยกว่า Sadral ของทร.ไทยพอสมควร) เป็นลูกค้ารายแรกสุดที่ซื้อไปติดตั้งบนเรืออย่างเป็นทางการ ทำให้เรือตรวจการณ์ชั้น Tuzla ของหน่วยยามฝั่ง มีเขี้ยวเล็บแหลมคมกว่าของกองทัพเรือประมาณ 2 เสาไฟ


        เรือตรวจการณ์ชั้น Tuzla ของหน่วยามฝั่ง พร้อมเรดาร์ทันสมัยและจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่เอี่ยมจำนวน 2 ระบบ



                                                         เรือตรวจการณ์ชั้น Tuzla ของกองทัพเรือ โล้งโจ้งเชียวนะคุณ

ทำไมกองทัพเรือในทะเลแคสเปียนถึงได้เสริมทัพกันเป็นการใหญ่ แล้วยังติดอาวุธค่อนข้างมากทั้งที่เรือลำเล็กนิดเดียว ไม่เว้นกระทั่งเรือตรวจการณ์ของหน่วยยามฝั่ง พวกเขามีความขัดแย้งกันเองอยู่หรือเปล่า เพราะมีทั้งโปรรัสเซียและโปรอเมริกาประจัญหน้าทุกวี่วัน หรือว่าพี่ปูได้แผ่รังสีอำมหิตออกมา เพื่อสร้างบรรยากาศมาคุให้กับทะเลปิดตายแห่งนี้ เปล่าเลยครับ…ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ประเด็น ประเทศอิหร่านต่างหากคือภัยคุกคามที่น่ากลัว

ปี 2015 เรือคอร์เวตชั้น Molniya ของเติร์กเมนิสถาน ยิงจรวดใส่เรือประมงอิหร่านโดยไม่มีการเตือน อิหร่านได้ออกมาประณามอย่างดุเดือด ฝ่ายคนยิงบอกแค่เพียงเรือประมงรุกล้ำน่านน้ำ (น่าจะเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานหลายปี และเคยมีคดีความกันมาก่อนเพียงแต่ไม่ออกสื่อ ไม่อย่างนั้นเติร์กเมนคงไม่กล้ากระตุกหนวดเสือ) ทะเลแคสเปียนร้อนระอุขึ้นมาทันควัน ประเทศใกล้เคียงรวมทั้งพี่เบิ้มรัสเซีย ต้องเสริมกำลังทางเรือและเตรียมความพร้อมขั้นสุดยอด

ยังไม่มีการเอาคืนจากฝ่ายอิหร่านนะครับ คงเป็นเพราะติดพันการรบทางบกในซีเรียและเยเมนนี่แหละ แต่ในอนาคตที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ ประเทศแถบนี้จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีคนจองกฐินอิหร่านสามัคคีเยอะพอตัว รวมทั้งปากีสถานที่แม้จะไม่ได้ติดทะเลแคสเปียน แต่ก็มีเรื่องระหองระแหงกับขาใหญ่อยู่บ่อยครั้ง

คุยกันส่งท้าย

                เรื่องน่าสนใจเมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้ก็คือ ตุรกีขายอาวุธได้เยอะกว่าที่ผู้เขียนเคยคาดคิด ล่าสุดเพิ่งขายเรือคอร์เวต MILGEM ขนาด 2,400 ตันให้กับปากีสถานจำนวน 4 ลำ ถ้าอาเซอร์ไบจานจัดหาไปอีกจำนวน 2 ลำ ตามที่ตุรกีได้ยื่นข้อเสนอไปให้แล้วนั้น (อิสราเอลบอกข้ามศพตัวเองไปก่อน) เรือชั้น Sigma ของเนเธอร์แลนด์ และเรือชั้น Gowind ของฝรั่งเศส จะได้เจอคู่แข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อในตลาดโลกแน่ ว่าแต่พี่ไทยไม่สนใจซัก 2 ลำบ้างเหรือครับ ในฐานลูกค้าเก่าแก่เคยซื้อแบบเรือตั้งหลายหน รับรองตุรกียอมเสนอราคาพิเศษให้แน่นวล



บทความเรื่อง “กองทัพเรือประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล” ก็ต้องจบลงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกแล้ว ทั้งที่เพิ่งไปได้แค่เพียง 4 ประเทศเท่านั้นเอง บทความตอนต่อไปจะเกี่ยวข้องกับ 6 ประเทศที่เหลือ และถ้าไม่ยาวเกินไปนักก็จะต่อด้วย ประเทศที่ไม่มีกองทัพเรือแต่มีกำลังรบทางเรือทั้ง 8 ประเทศตามลำดับ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)

           ---------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
















ภาพประกอบอ้างอิงจาก













วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

World War II : General Nakamura

คำนำคำนัย

            บทความที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มต้นจากความสนใจใคร่รู้ของตัวผู้เขียน เป็นเรื่องราวที่สนใจมาเนิ่นนานพอสมควร และได้พบว่ามีข้อมูล(เฉพาะที่อยู่ในมือ)ค่อนข้างเยอะพอสมควรเช่นกัน เฉพาะเอกสารภาษาอังกฤษก็ปาเข้าไปร่วมหมื่นหน้า เกิดปัญหาว่าจะเริ่มอ่านจากจุดไหนหรืออย่างไร กระทั่งรู้สึกเหนื่อยหน่ายขาดความกระตือรืนร้น

                จึงได้ตัดสินใจเขียนบทความขึ้นมาเสียเอง เพื่อบังคับให้อ่านและเรียบเรียงให้มันเป็นเรื่องเป็นราว (ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อ่านแน่นวล) ทว่าผู้เขียนเป็นคนไม่อยู่กับร่องกับรอยนัก ประกอบกับมีเรื่องราวน่าสนใจค่อนข้างเยอะ ผลงานในแต่ละตอนจึงอาจย้อนช่วงเวลาไปบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและไม่งุนงง ผู้เขียนจะขอใช้พื้นที่ในการอธิบายความซักนิดนึง

บทความเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย มีค่อนข้างเยอะทั้งในหนังสือ ตำรา หรือเอกสารดาวน์โหลด ผู้เขียนพยามรวมรวบเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ด้วยกัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเพราะมีผู้เล่นหลักอยู่ 3 ฝ่าย โดยจะเน้นไปยังเรื่องราวที่ไม่เคยมีในฐานข้อมูล (หรือมีแค่เพียงเล็กน้อย) ส่วนเรื่องราวที่มีคนเขียนชัดเจนและดีอยู่แล้ว ก็จะใช้ในการอ้างอิงเท่านั้นนะครับ เฉพาะบทความที่เขียนจบประกอบไปด้วย

การปฎิบัติการจากฝ่ายญี่ปุ่น



               3.General Nakamura : นายพลนากามูระ  (ซึ่งก็คือบทความนี้)

การปฎิบัติการจากฝ่ายสัมพันธมิตร



การปฎิบัติการจากฝ่ายไทย

            เรื่องราวของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม สงครามที่เชียงตุง รวมทั้งขบวนการเสรีไทย

                ช่วงเวลาแต่ละบทความประมาณนี้ครับ เริ่มต้นมาจากการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่น ก่อนแตกออกเป็นแม่น้ำสามสาย ไหลมาบรรจบกันในตอนท้ายสุดของสงคราม ผู้เขียนคาดหวังว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สงครามโลกครั้งที่สอง : นายพลนากามูระ

วันที่ 8 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 2.00 น.กองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทยพร้อมกับ มลายู  ฮ่องกง และฟิลิปปินส์
วันที่ 21 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยได้ทำพิธีลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น โดยทำเป็นข้อตกลงตามวิถีการทูตใช้ชื่อว่า “กติกาสัญญาพันธมิตรระหว่างไทยกับญี่ปุ่น”
วันที่ 16 มกราคม 2485 กองทัพญี่ปุ่นเริ่มต้นบุกพม่าในหลายเส้นทาง โดยใช้กำลังทางทะเลเข้ายึดเกาะสองหรือวิคตอเรีย พอยต์ เพื่อใช้เป็นฐานทัพอากาศในการบุกเข้าสู่กรุงย่างกุ้ง กำลังทางบกใช้เส้นทางรถไฟสายหนองปลาดุก-ด่านเจดีย์สามองค์ รวมทั้งเส้นทางรถยนต์สายเชียงใหม่-ตองอู ซึ่งยังเป็นทางเกวียนแคบ ๆ ลัดเลาะไปตามภูเขา
วันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2485 สิงคโปร์ยอมจำนนต่อญี่ปุ่นแบบไม่มีเงื่อนไข
วันที่ 9 มีนาคม 2485 กองทัพญี่ปุ่นยึดกรุงร่างกุ้งได้อย่างเด็ดขาด กำลังทหารอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ถอยร่นเข้าสู่อินเดีย กองทัพญี่ปุ่นวางแผนบุกทางทิศตะวันตก เพื่อยึดเมืองอิมพาลและโคฮิมาของอินเดียต่อไป

                ปฎิบัติการที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกี่ยวข้องกับการขยายแผนการสถาปนา “ระเบียบใหม่ในเอเชียตะวันออก” ให้กลายมาเป็น “วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา” หรือ “Greater East Asia Co - Prosperity Sphere” ทำไมญี่ปุ่นถึงตัดสินใจทำสงคราม ทั้งยังเป็นสงครามใหญ่ระดับโลก กินพื้นที่ตั้งแต่ทวีปเอเชียไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ทำไมคนในชาติถึงได้เห็นดีเห็นงามกับทหารสายเหยี่ยว พวกเขาคิดอะไรกันแน่ หรือว่าพวกเขาอยากเป็นประเทศมหาอำนาจ เมื่อเป็นแล้วได้อะไรกลับคืนบ้าง


หนึ่งในแผนที่ New Asia Order แสดงประเทศสมาชิกวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา ราชอาณาจักไทยกินดินแดนไปถึงเกาะสุมาตรา ซาราวัก และเกาะลังกาโน่น ส่วนญี่ปุ่นจับจองออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ นี่คือความฝันบนหอคอยงาช้างที่ไม่มีวันเป็นจริง

กำเนิดพายุกามิกาเซ่

ประเทศญี่ปุ่นช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ได้ถูกปกครองโดยทหารและกลุ่มชนชั้นสูง ซึ่งต้องการขับไล่อิทธิพลตะวันตกออกจากเอเชียอาคเนย์ จากนั้นจึงเข้าควบคุมประเทศต่าง ๆ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จึงได้กำเนิดนโยบายสำคัญที่มีชื่อว่า “วงไพบูลย์ร่วมกันแห่งมหาเอเชียบูรพา” เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้เยอรมันในสงครามทวีปยุโรป ญี่ปุ่นจึงฉวยโอกาสขยายอำนาจเข้ามาในอินโดจีน รวมทั้งจัดตั้งกระทรวงกิจการมหาเอเชียบูรพา (Ministry of Great East Asia Affairs) เพื่อกระชับอำนาจและควบคุมประเทศในวงไพบูลย์ให้แน่นแฟ้น พวกเขาหวังผลประโยชน์หลายประการด้วยกัน ใช้เป็นฐานทัพสำหรับดำเนินการรบ เป็นแหล่งสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ เป็นตลาดใหญ่เพื่อจัดจำหน่ายสินค้า เป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำหรับพลเมืองที่เพิ่มมากขึ้น

ย้อนเวลากลับไปประมาณ 100 ปีหลังสิ้นสุดสงครามฝิ่น ทวีปเอเชียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งอเมริกาที่เริ่มขยายอำนาจมากขึ้นทุกขณะ มีผู้คนจำนวนมากเกิดความไม่พอใจ ต้องการปลดแอกประเทศและได้รับเอกราช ญี่ปุ่นได้แอบติดต่อผู้นำทุกชาติเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายต่อต้านที่ไม่มีกำลังทหารในมือ เมื่อทหารญี่ปุ่นบุกเข้ายืดเป็นที่เรียบร้อย ผู้นำเหล่านั้นจะได้รับการจัดตั้งเป็นรัฐบาลต่อไป

ทำไมประเทศไทยเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศหรือไม่ หรือเพราะเราเป็นมหามิตรกับญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นมาจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทย นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยคณะราษฎร ภายใต้การปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข หลังบริหารประเทศได้เพียงไม่กี่เดือน คณะผู้นำใหม่ถอดด้ามก็ได้ออกงานใหญ่ระดับโลก และได้สร้างความแปลกใจขนาดใหญ่ระดับโลก

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2476 ในการประชุมสมัชชาใหญ่เฉพาะกาลสันนิบาตชาติ ที่กรุงเจนีวาประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีการโหวตให้ญี่ปุ่นถอนตัวจากแมนจูเรีย (ซึ่งได้ส่งทหารเข้ารุกรานตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2474) ผลการลงคะแนนอยู่ที่ 42 ต่อ 1 ตามความคาดหมาย ญี่ปุ่นถอนตัวจากสันนิบาตชาติตามความคาดหมาย สันนิบาตชาติเป็นได้แค่เสือกระดาษตามความคาดหมาย แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายนั่นก็คือ ผู้แทนจากไทยเป็นชาติเดียวที่ขอสละสิทธิ์การลงคะแนน

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทยอยู่ในระดับดีเยี่ยม มีการลงทุนในไทยโดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น การค้าขายระหว่างประเทศพูดได้คำเดียวว่าอู้ฟู่ ญี่ปุ่นได้ขึ้นมาเทียบอังกฤษที่มีกิจการมากมายในประเทศ รวมทั้งพ่อค้าชาวจีนที่ผูกขาดตลาดล่างมาเนิ่นนาน ประเทศไทยยังได้จัดซื้อเรือรบจำนวน 11 ลำ เครื่องบินทะเลจำนวน 6 ลำ รวมทั้งอาวุธชนิดอื่น ๆ อีกมากมายจากญี่ปุ่น เพื่อนำมาใช้ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามที่กำลังร้อนระอุ สนใจรายละเอียดอ่านบทความ –>  โครงการบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478  ได้เลยครับ

                ก่อนเกิดสงครามใหญ่แค่เพียงไม่กี่เดือน ได้มีชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยจำนวนหนึ่ง ขับร้องเพลงที่แต่งขึ้นเองในงานบันเทิงกลางกรุง เนื้อเพลงกล่าวถึงการฉลองชัยปี 2600 ของการก่อตั้งประเทศญี่ปุ่น และยังได้โยงมาถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทย ผู้ที่จะช่วยสร้างระเบียบใหม่ให้กับเอเชียตะวันออก อาจเป็นเพลงที่ทางการญี่ปุ่นจงใจเผยแพร่ หรือคนญี่ปุ่นแต่งขึ้นมาเองไม่ขอยืนยัน แต่สิ่งหนึ่งที่กล้ายืนยันโดยไม่กลัวเพื่อนบ่น นั่นก็คือการบุกเอเชียไม่ได้เป็นความลับอะไรเลย


                แล้วทำไมญี่ปุ่นถึงได้ท้าตีท้าต่อยไปทั่วโลก ขอนำผู้อ่านมายังหนังสือเรียนระดับประถมศึกษา ภาพการ์ตูนด้านบนมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง อธิบายมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ในภาพแสดงแผนที่ทวีปเอเชียแฟซิฟิคก่อนสงคราม ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอเมริกาถึง 90 เปอร์เซนต์ กลางภาพค่อนไปทางซ้ายมือจะเห็นธงไตรรงค์ของไทย โบกสะบัดท่ามกลางธงยูเนี่ยนแจ๊คและธงสามสีฝรั่งเศส ภาพนี้แสดงตัวผู้ร้ายได้อย่างชัดเจน


                ภาพถัดมาแสดงแผนที่ทวีปเอเชียแฟซิฟิคหลังสงคราม ทหารญี่ปุ่นเป็นฮีโร่ขับไล่ผู้รุกรานตกทะเลหมดสิ้น ธงฮิโนะมะรุโบกสะบัดทั่วทั้งทวีป วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาได้ถือกำเนิดขึ้น ความสงบสุขอันเป็นนิรันดร์กลับคืนสู่มาตุภูมิ และแน่นอนที่สุด…ธงไตรรงค์ของไทยยังคงปักอยู่ที่เดิม โดยมีขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดพื้นที่ประเทศ

ทหารญี่ปุ่นในไทย

                หลังได้รับชัยชนะในพม่าและแหลมลายู ทหารบางส่วนบุกตะลุยเข้าสู่ประเทศอินเดีย ทหารบางส่วนเสริมกำลังไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย และทหารบางส่วนประจำการอยู่ในประเทศไทย ภายใต้สังกัดกองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ ตั้งอยู่ที่โชนันหรือเกาะสิงคโปร์ในปัจจุบัน โดยมีจอมพลฮิซะอิจิ เทราอูจิเป็นผู้บัญชาการ

                งานสำคัญในไทยตลอดทั้งปี 2485 นั้น คือการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อสร้างระบบคมนาคมข้ามประเทศให้ลุล่วง ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการขนส่งกำลังทหาร เสบียงอาหาร รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้เป็นกำลังบำรุงให้กับทัพหน้าในพม่าและแหลมมลายู งานสำคัญชิ้นแรกที่ต้องรีบทำก็คือ เข้าควบคุมเส้นทางรถไฟไทยทั้งประเทศ

ทางรถไฟสายใต้มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยงไปยังแหลมมลายูและพม่า เมื่อเรือสินค้าเข้าจอดบริเวณท่าเรือคลองเตย จะทยอยลำเลียงมายังสถานีรถไฟต้นทางสายใต้ ขบวนรถเที่ยวพิเศษออกเดินทางวันละ 2 ขบวน เริ่มต้นจากสถานีบางกอกน้อยหรือธนบุรี สิ้นสุดที่สถานีปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา และเมื่อทหารญี่ปุ่นบุกยึดสิงคโปร์เป็นที่สำเร็จ มีการเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้กับทางรถไฟมลายูสายตะวันตกมาสิ้นสุดที่สิงคโปร์ เชื่อต่อทางรถไฟมลายูสายตะวันออกมาสิ้นสุดที่กัวลาลิปิส นี่คือยุคเรืองรองผ่องอำไพของกองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้

ย้อนกลับมายังสมรภูมิฝั่งพม่ากันบ้าง เส้นทางหลักในการขนส่งอาวุธยุทธปัจจัย คือใช้เรือสินค้าลำเลียงเข้ามาในอ่าวมะตะบัน กองทัพเรือญี่ปุ่นควบคุมน่านน้ำได้ทั้งหมด จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และง่ายที่สุด ทว่ากองทัพไม่ได้พอใจแค่เพียงเท่านี้ ทหารญี่ปุ่นในไทยได้รับมอบหมายงานสำคัญ ให้สำรวจเส้นทางทุกจังหวัดที่เชื่อมต่อกับพม่า พวกเขาต้องการเส้นทางที่ตรงที่สุด สะดวกที่สุด และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อสร้างถนนความกว้าง 4 เมตรรองรับรถถังและยานหุ้มเกราะ

มีการตัดถนนขนาดเล็กเชื่อมโยงภายในประเทศ เพื่อเป็นการทดสอบก่อนลงมือทำงานใหญ่ กระทั่งปลายปีจึงได้มีการเลือกเส้นทาง จุดเริ่มต้นอยู่ที่บ้านแม่มาลัย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอปาย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม บ้านห้วยต้นนุ่น ออกชายแดนพม่าไปถึงเมืองตองอูของพม่า เป็นถนนที่มีความยาวมากที่สุด สร้างยากที่สุด และใช้เวลานานที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจากจำนวน 8 เส้นทางที่ทำการสำรวจ

ญี่ปุ่นยังได้วางแผนสร้างทางรถไฟไปยังพม่า เชื่อมโยงชายแดนอินเดียจรดสิงคโปร์ที่ตั้งกองทัพใหญ่ มีการสำรวจเส้นทางหลายสายเช่นเดียวกับถนน ก่อนตัดสินใจเลือก 2 เส้นทางที่เหมาะสมที่สุด เส้นทางแรกเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จุดปลายทางอยู่ที่เมืองทันบูซายัด ประเทศพม่า รู้จักกันในชื่อ “ทางรถไฟสายไทย-พม่า” แต่มักถูกขนานนามว่า "ทางรถไฟสายมรณะ"

เส้นทางที่สองรู้จักกันในชื่อ “ทางรถไฟสายคอคอดกระ” เชื่อมต่อเส้นทางสายใต้ที่สถานีชุมพร วิ่งมาสิ้นสุดที่สถานีกระบุรี จังหวัดระนอง ทางรถไฟขนานแนวถนนสายชุมพร-กระบุรี และถนนสายกระบุรี-ระนอง ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร กำลังทหารและเสบียงอาหารซึ่งมาจากต้นทาง จะถูกลำเลียงมายังสถานีเขาฝาชีเพื่อลงเรือที่ท่าเรือละอุ่น ก่อนล่องไปตามแม่น้ำกระบุรี ออกสู่ปากน้ำจังหวัดระนอง ตรงไปยังวิคตอเรีย พอยต์ประเทศพม่า ญี่ปุ่นสร้างเส้นทางสายนี้ด้วยเหตุจำเป็น การทิ้งระเบิดในพื้นที่พม่ามีมากขึ้นทุกวัน กองทัพต้องการทางเลือกเผื่อเหลือเผื่อขาด ทางรถไฟสายคอคอดกระจึงเริ่มนับหนึ่งทันที ทว่าไม่เหมาะสมกับการลำเลียงอาวุธหนักนะครับ เพราะท่าเรือมีขนาดเล็กการขนส่งจึงทำได้ลำบาก

โครงการทั้งสองเริ่มต้นเดินหน้าในปี 2486 ทางรถไฟสายไทย-พม่าสร้างเสร็จวันที่ 17 ตุลาคม 2486 โดยใช้แรงงานนักโทษสงครามเป็นหลัก ใช้เวลาสร้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 10 เดือน ทางรถไฟสายคอคอดกระสร้างเสร็จวันที่ 25 ธันวาคม 2486 โดยใช้แรงงานกรรมกรชาวมลายูและชาวจีนเป็นหลัก ใช้เวลาสร้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 7 เดือน ผู้เขียนหมายถึงพิธีเปิดใช้งานนะครับ มีการทดลองวิ่งด้วยรถไฟขบวนพิเศษ แต่คงต้องตามเก็บงานกันอีกหลายเดือน

นอกจากทางรถยนต์และทางรถไฟแล้ว สนามบินก็เป็นอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากเข้าใช้งานสนามบินเดิมของไทย ญี่ปุ่นยังได้แอบสร้างสนามบินลับเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนตั้งใจที่จะเขียนเป็นตอนพิเศษ ติดตามกันต่อว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขอเวลาหาข้อมูลเพิ่มเติมซักพักหนึ่ง

การทดสอบเดินรถไฟสายไทย-พม่าขบวนแรกที่จุดแก่งคอยท่า หรือตังกอนตะ (KonKoita) ซึ่งเป็นจุดที่ทางรถไฟในเขตไทยและพม่าเชื่อมโยงกัน ปัจจุบันจุดแก่งคอยท่าจมอยู่ในเขื่อนวชิราลงกรณ์เป็นที่เรียบร้อย รถไฟหัวรถจักรไอน้ำหมายเลข C5631 ซึ่งเป็น 1 ใน 90 คันที่นำมาจากญี่ปุ่น ภายหลังถูกให้กับประเทศไทยและเปลี่ยนมาเป็นหมายเลข 725 กระทั่งในปี 2522 ญี่ปุ่นได้ขอซื้อกลับคืนประเทศ เพื่อนำไปบูรณะซ่อมแซมและจัดเก็บอยู่ในอนุสรณ์สถานสงครามโลก

            บริเวณปากคลองละอุ่นเชื่อมต่อกับแม่น้ำกระบุรี เป็นเส้นทางที่เรือลำเลียงทหารญี่ปุ่นใช้เดินทางสู่วิคตอเรีย พอยต์ ประเทศพม่า


ผลกระทบต่อชีวิตคนไทย

            อย่างที่ผู้อ่านทราบกันโดยทั่วไป ว่าผลของสงครามสร้างความลำบากไปทุกหย่อมหญ้า นอกจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรแล้ว ยังมีผลกระทบตามมาอีกตั้งหลายอย่าง ขอนำมายังเรื่องปากท้องเป็นอย่างแรกสุด เพราะมันใกล้ตัวที่สุดและส่งผลรุนแรงที่สุด สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดมีราคาสุงขึ้น ดูตัวเลขโดยรวมกันหน่อยนะครับ

เครื่องอุปโภคหรือของกินสูงราคาขึ้นโดยเฉลี่ย 170 เปอร์เซ็นต์ ราคาข้าวสารสูงขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์ ปลาสุงขึ้น 191เปอร์เซ็นต์ เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ สุงขึ้น 191 เปอร์เซ็นต์ ผักและผลไม้สุงขึ้น 307 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าคุณซื้อมะละกอ 1 ลูกในราคา 3 ลูกตามปรกติ ตรงข้ามกับกระเป๋าสตางค์ผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งมีเงินน้อยลงกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยมีงานให้ทำ

เครื่องอุปโภคหรือของใช้ราคาสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1,226 เปอร์เซ็นต์ แยกเป็นของใช้เบ็ดเตล็ดสูงขึ้น 843 เปอร์เซ็นต์ เครื่องนุ่งห่มสูงขึ้นถึง 1,604 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าคุณซื้อกางเกง 1 ตัวในราคา 16 ตัวตามปรกติ แต่ถึงคุณจะกำเงินสดเดินเข้าตลาด ก็ใช่ว่าหาซื้อเสื้อตราห่านคู่ได้โดยละม่อม เนื่องจากขาดแคลนอย่างหนักทั่วประเทศ

เห็นตัวเลขแล้วปวดใจกันบ้างไหมครับ ทว่าชีวิตจริงลำบากกว่านี้หลายเท่า สินค้าในภาคใต้มีราคาสุงกว่าภาคอื่น นอกจากปัญหาการผลิตในช่วงสงครามแล้ว ขบวนรถไฟจากกรุงเทพได้ถูกแบ่งให้กับญี่ปุ่น การขนส่งสินค้าจึงทำได้ยากลำบากกว่าเดิม การเข้ามาของกรรมกรชาวมลายูและชาวจีน ได้แย่งชิงของกินของใช้คนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ เทียบราคาขายจริงกันบ้างนะครับ ข้าวขาว 15 เปอร์เซนต์ (มีข้าวหักปะปน 15 เปอร์เซนต์ ) ส่วนกลางขายกิโลกรัมละ 0.21 บาท จังหวัดสงขลาขายกิโลกรัมละ 1.6 บาท ไข่ไก่สดส่วนกลางขายฟองละ 0.09 บาท จังหวัดสงขลาขาย 0.20 บาท ผักบุ้งส่วนกลางขายกิโลกรัมละ 0.10 บาท จังหวัดสงขลาขาย 0.80 บาท ฉายหนังตัวอย่างแค่เพียงเท่านี้แล้วกัน

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่โต กองทัพญี่ปุ่นมีความต้องการเครื่องอุปโภคบริโภคทุกวัน ช่วงต้นสงครามญี่ปุ่นแจ้งความต้องการผักสดวันละ 4-5 ตัน เนื้อโคและเนื้อกระบือสดวันละ 1-2 ตัน ช่วงปลายสงครามแจ้งเพิ่มเป็นวันละ 6-7 ตัน และ 3-4 ตันตามลำดับ รวมทั้งมีการกว้านซื้อจากรายย่อย ก่อให้เกิดปัญหาของหายไปจากตลาด มีการแก้ไขให้จัดซื้อผ่านทางการไทยเท่านั้น เอาเข้าจริงญี่ปุ่นแค่เพียงแจ้งตัวเลขประจำวัน ส่วนการจัดซื้อทำผ่านบริษัทคู่ค้าญี่ปุ่นด้วยกัน ซึ่งนำมาจากพ่อค้าไทยที่ไปกว้านซื้อมาอีกที ทั้งยังมีการกักตุนเพื่อขายต่อในตลาดมืด ปัญหาของแพงจึงไม่อาจแก้ไขได้เลย

เรื่องถัดมาก็คือการขาดแคลนข้าวสาร ญี่ปุ่นไม่เพียงแค่ซื้อสำหรับทหารในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปให้ทหารญี่ปุ่นในมลายูด้วย ปัญหาสำคัญอีกเรื่องคือการใช้เงินดอลลาร์ทหารญี่ปุ่นภายในประเทศ โดยปรกติเงินชนิดนี้นิยมใช้ในมลายู แต่ที่เมืองไทยไม่มีสถานที่รับแลกเปลี่ยนเงิน เพราะทางการไทยไม่ได้รับรองเงินชนิดนี้ เรื่องสำคัญอีกอย่างก็คือผู้หญิงปลอบขวัญ นับว่าโชดดีที่ในไทยพบปัญหาน้อยมาก ไม่เกิดกรณีบังคับคนในพื้นที่เฉกเช่นไต้หวันหรือสิงคโปร์

เงิน ๆ ทอง ๆ ก็เป็นปัญหาที่ใหญ่โตเช่นกัน กองทัพญี่ปุ่นได้มีการกู้ยืมเงินจากรัฐบาลไทยหลายครั้ง ทั้งใช้ในการซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับกำลังพล จัดหายุทธปัจจัยและน้ำมัน รวมทั้งใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟสายต่าง ๆ เงินที่ญี่ปุ่นกู้ไทยเพื่อใช้ในการทหารนั้น มีตัวเลขรวมกันสุงถึง 1,530,100,000 บาท ( หมายเหตุ : ปี 2487 รัฐบาลไทยมีงบประมาณประจำปีอยู่ที่ 125,860,000 บาท จำนวนเงินกู้มีตัวเลขสุงมากกว่าถึง 12.15 เท่า) นอกจากนี้ยังมีการนำตั๋วเงินทหารมาใช้ในไทย และยังปรับเปลี่ยนค่าเงินเยนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทต่อ 1.56 เยน มาเป็น1 บาทต่อ 1 เยน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2485 ทั้งหมดทั้งปวงก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ผลที่ตามมาผู้อ่านทุกคนคงทราบกันดี

ปัญหาทั้งหมดที่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมานั้น ส่งผลกระทบกับคนไทยทุกคนก็จริง แต่ไม่ได้แสดงออกต่อหน้าต่อตาชัดเจน ราคามะละกอสุงขึ้นใครจะรู้ว่าเพราะอะไร รัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นไล่บี้กันแบบไหนมีใครรู้บ้าง ชีวิตในประจำวันของทุกคนยังคงเหมือนเดิม ความสัมพันธ์คนไทยกับทหารญี่ปุ่นไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาไม่ได้หมดแค่เพียงเท่านี้


                  ภาพทหารญี่ปุ่นที่คนไทยทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทว่ายังมีภาพอีกด้านที่คนไทยไม่อยากคุ้นเคยซักนิดเดียว

วัฒนธรรมของทุกประเทศล้วนมีความแตกต่าง กระทั่งประเทศเดียวกันก็ยังแตกต่างแบ่งแยกออกไป คนญี่ปุ่นเองก็ไม่พ้นคำพูดนี้ แม้จะมีทหารบางส่วนสุภาพเรียบร้อยและอยู่ในระเบียบ แต่ก็มีทหารอีกส่วนนิสัยก้าวร้าวดุดัน ชอบนุ่งผ้าเตี่ยวยืนปัสสาวะริมถนน และใช้วิธีตบหน้าเพื่อเป็นการลงโทษ ทหารญี่ปุ่นทำกันเป็นเรื่องปรกติ แต่กับคนไทยการตบหน้าถือเป็นการหยามศักดิ์ศรี เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมความได้ จนทำให้เกิดเหตุร้ายตามมาในภายหลัง

วันที่ 18 ธันวาคม 2485 เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ที่วัดดอนตูม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี สามเณรรูปหนึ่งมอบบุหรี่ให้กับเชลยสงคราม สร้างความไม่พอใจให้กับนายทหารญี่ปุ่น จึงตบหน้าสามเณรเพื่อลงโทษจำนวน 3 ครั้ง กรรมกรชาวไทยและชาวบ้านเห็นเข้าพอดี คิดว่าพระโดนทำร้ายจึงรีบเข้ามาช่วยเหลือ บทสรุปของเรื่องวุ่นวายในครั้งนี้ ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตจำนวน 5 นาย ฝ่ายไทยเสียชีวิตมากกว่าเกือบ 2 เท่า แต่รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าบาดเจ็บ 1 นาย

นี่คือการปะทะกันครั้งแรกหลังวันญี่ปุ่นขึ้นบก ข้อเท็จเรื่องนี้ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย ฝ่ายญี่ปุ่นบอกว่าคนไทยโจมตีค่ายทหารช่วงเวลากลางคืน ฝ่ายไทยบอกว่าญี่ปุ่นขนทหารมาถล่มโรงพัก มุมมองสองฝ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ต่างว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อนและเป็นผู้กระทำผิด แต่สิ่งหนึ่งที่มีมุมมองตรงกันก็คือ คนไทยจำนวนมากไม่พอใจทหารญี่ปุ่น

ฟังเขาเล่ามาอีกที

วันที่ 26 ธันวาคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศให้ น้ำตาลทรายขาว ไม้ขีดไฟ และน้ำมันก๊าดเป็นสินค้าปันส่วน เพื่อเฉลี่ยสินค้าสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ในทางปฎิบัติมีปัญหาพอสมควร อาทิเช่น คนในพื้นที่ลดลงแต่ได้ปันส่วนเท่าเดิม สินค้าขาดหายไประหว่างเดินทาง มีการกักตุนไว้ขายต่อในตลาดมืด ทั้งหมดทั้งปวงได้พัฒนามาเป็นระบบโคตรโกงในปัจจุบัน



ผู้บัญชาการกองทัพประจำประเทศไทย

            วิกฤตการณ์บ้านโป่งส่งผลกระทบใหญ่โต พลเอกฮิเดกิ โตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รู้สึกเป็นห่วงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหามากมายรุมเร้าในช่วงเวลาแค่ปีเดียว การตบหน้าสามเณรถือเป็นจุดวิกฤตสุด วันที่ 1 มกราคม 2486 ได้มีการแต่งตั้งพลโทนากามูระ อาเคโตะ ด้วยวาจา ก่อนจะมีพระบรมราชโองการตามมาในอีก 3 วัน และในวันที่ 21 มกราคม 2486 ผู้ถูกแต่งตั้งเดินทางมาถึงประเทศไทย

                มีการจัดตั้งการกองทัพประจำประเทศไทย นายพลนากามูระเป็นผู้บัญชาการคนแรก ถึงจะอยู่ภายใต้สังกัดกองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ ทว่าเป็นเอกเทศในการบริหารจัดการปัญหา หน้าที่หลักของนายพลสายพุทธประกอบไปด้วย การป้องกันประเทศไทย บีบบังคับกดดันจุงกิงจากภาคเหนือของรัฐฉาน รักษาระเบียบวินัยทหารญี่ปุ่นทั้งที่อยู่ในไทยและเดินทัพผ่าน ให้ที่พัก การอนามัย และอาหารกับทหารญี่ปุ่น ควบคุมศาลทหาร โดยตั้งบนพื้นฐานกติกาสัญญาพันธมิตรระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หน่วยทหารภายใต้การบังคับบัญชาประกอบไปด้วย

                -กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 82 ประจำการในกรุงเทพ

                -กองทหารสารวัตรที่ 2 สังกัดกองบัญชาการใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ ประจำการในกรุงเทพ

                -กองร้อยรถยนต์พิเศษ กองร้อยต่อสู้อากาศยานอิสระ กองทหารส่งกำลังบำรุง โรงพยาบาลที่ 16 กองบัญชาการใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ ที่คุมขังเชลยศึกที่ 340 สภากาชาดญี่ปุ่น


                 พลโทนากามูระ อาเคโตะ ผู้บัญชาการกองทัพประจำประเทศไทยคนแรกและคนเดียว ในอดีตเคยนำทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดอินโดจีน-ฝรั่งเศสได้อย่างเด็ดขาด

                การจัดตั้งกองทัพประจำประเทศไทยมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2486 ช่วงนั้นทหารญี่ปุ่นในไทยมีจำนวนไม่มาก นอกจากส่วนที่ดูแลความปลอดภัยแล้ว ยังมีกองบัญชาการรถไฟ ภายใต้การควบคุมพลตรีโนบูโอะ ชิโมดะ ซึ่งมีกรมทหารรถไฟจำนวน 2 กรม และกองส่งกำลังบำรุงภายใต้กรมรถไฟ เพื่อทำการก่อสร้างทางรถไฟทั้ง 2 สายให้แล้วเสร็จ

ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องสะสางเป็นอย่างแรก ก็คือเรื่องความวุ่นวายเพราะบุหรี่มวนเดียวนั่นแหละ ศาลไทยตัดสินจำคุกสามเณรและกรรมกรชาวไทยตลอดชีวิต ส่วนทหารไทยที่ยิงญี่ปุ่นตัดสินจำคุก 10 ปี ทางการไทยจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวผู้ตายจำนวน 8 หมื่นบาท ญี่ปุ่นมอบเงินก้อนนี้คืนให้กับครอบครัวคนไทย ที่เสียชีวิตจากการปะทะกันในวันยกพลขึ้นบก วิกฤตการณ์บ้านโป่งจบลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น นายพลนากามูระทำงานอย่างหนักในการเคลียร์หน้าเสื่อ

                ปัญหาถัดมาคือเรื่องหนี้สินกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งได้ตกค้างเนิ่นนานตั้งแต่วันยกพลขึ้นบก ความเสียหายของรัฐบาลไทย ข้าราชการท้องถิ่น และประชาชนพลเรือนมีพอสมควร แต่เพราะต้องรีบเดินทัพจึงไม่มีการจัดการ ญี่ปุ่นยังได้ค้างจ่ายค่าสินค้าจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาทหารแนวหน้าขาดแคลนอาหาร เมื่อมีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ปัญหาเรื่องการจัดซื้อจึงทยอยหมดสิ้นลง รวมทั้งหนี้สินตกค้างตั้งแต่วันยกพลขึ้นบกด้วย

                ปัญหาสำคัญเรื่องถัดไปก็คือ ความประพฤติทหารญี่ปุ่นสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทย มีการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับทหารทุกนาย สั่งห้ามไม่ให้มีการตบหน้า การแก้ผ้า หรือปัสสาวะริมชานชลารถไฟ รวมทั้งมารยาทการกิน การอนามัย ที่พักอาศัย จัดทำคู่มือทหารแจกจ่ายอย่างทั่วถึง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับทหารญี่ปุ่นมากกว่าเดิม

                ปัญหาต่อไปก็คือทรัพย์สินกองทัพอังกฤษ โดยเฉพาะไม้สักซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก อังกฤษได้ผลประโยชน์จากป่าไม้มาเนิ่นนาน มีการสร้างโรงเลื่อยและโรงงานต่าง ๆ ทั่วไทย นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด โรงพิมพ์ กิจการขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่ง ได้มีการตั้งกรมประสานงานพันธมิตรขึ้นมา เพื่อจัดแบ่งว่าส่วนไหนญี่ปุ่นใช้งาน ส่วนไหนไทยใช้งาน หรือส่วนไหนใช้งานร่วมกัน เสียดายว่าผู้เขียนไม่มีรายละเอียด จึงไม่รู้กันว่าจำนวนไม้สักมากน้อยแค่ไหน

                ปัญหาเรื่องท้ายสุดก็คือ การส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับไทยตามข้อตกลง เป็นปัญหาตกค้างมาเนิ่นนานเช่นกัน จึงมีการทยอยมอบอาวุธให้มากบ้างน้อยบ้าง รวมทั้งยาควิกนินซึ่งไทยต้องการมาก วันที่ 3 กรกฎาคม 2486 นายกโตโจเดินทางมาเยี่ยมประเทศไทย และเห็นว่าไทยควรมีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เพื่อป้องกันภัยจากการโจมตีทางอากาศ ปีถัดมาจึงมีการมอบเครื่องบินขับไล่ บ.ข.13  (Ki–43 IIb Hayabusa) จำนวน 24 ลำ ประจำการอยู่ที่สนามบินดอนเมืองภายใต้ชื่อ "ฝูงบินรักษาพระนคร" ฮายาบูช่า 24 ลำคือการส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ล๊อตใหญ่ที่สุด

นายพลสายพุทธ

            ตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพประจำประเทศไทย เป็นงานที่ยากลำบากเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ กองทัพดังกล่าวมีขนาดเล็กพอสมควร แต่มีระบบการบัญชาการที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากงานบริหารจัดการที่มีมากจนล้นมือแล้ว ยังมีงานทางด้านการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มเติม ไทยกับญี่ปุ่นนั้นเป็นพันธมิตรกันก็จริง ทว่าความสัมพันธ์ค่อนข้างเปาะบางง่ายต่อการแตกหัก ส่วนรัฐบาลไทยก็มีแต่ความเคลือบแคลงใจ หมายถึงทั้งสองฝ่ายนั่นแหละครับ

                นายพลนากามูระใช้หลักคำสอนพุทธศาสนาในการทำงาน ถือเป็นทหารสายพิราบที่ผู้เขียนขอเน้นเสียงว่า พิร๊าบบ…พิราบ เขาได้พยายามประสานงาน ติดต่อช่วยเหลือ ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ช่วยสานสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นไม่ให้แตกร้าวมากกว่าเดิม โชดดีประการหนึ่งที่กองทัพได้เปรียบในการรบ จึงมีเวลาทุ่มเทแก้ไขปัญหาจนสำเร็จลุล่วง (ในระดับหนึ่ง)

                การรับราชการในไทยนั้นเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ และต้องเผชิญสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ลูกระเบิดจากฟากฟ้าอาจพรากชีวิตนับพันในเวลา 2 ปี แต่การระบาดของโรคอหิวาต์ได้คร่าชีวิตนับหมื่นในเวลา 2 เดือน การสร้างทางรถไฟที่อังกฤษใช้เวลา 5 ปีให้เสร็จภายใน 1 ปี ญี่ปุ่นต้องขนผู้เชี่ยวชาญระดับครูมาช่วยทำงาน กระทั่งแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่ก็มีปัญหาวุ้นวายตามมาอย่างที่ทราบกันดี นายพลนามุระไม่ได้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึไม่โดนลูกหลังภายหลังสงครามสิ้นสุด

                งานที่ยากที่สุดคือการประสานงานระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีของไทยมีทีท่าเฉยชาและไม่เคยยิ้ม การเข้าพบก็แสนยุ่งยากรวมทั้งหายตัวบ่อยครั้ง ไม่มีความหวานชื่นเหมือนประเทศร่วมวงศ์ไพบูลย์ ราวกับว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีความระแวง ต่างคนต่างทำหน้าที่ตนโดยไม่บอกอีกฝ่าย ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลญี่ปุ่นรับรู้มาเนิ่นนาน

                วันที่ 3 กรกฎาคม 2486 นายกโตโจเดินทางมาเยี่ยมประเทศไทย เป็นความลับสุดยอดและไม่มีพิธีการใหญ่โต นายกไทยเดินทางมารับและกลับด้วยรถยนต์คันเดียวกัน งานเลี้ยงตอนเย็นที่บ้านนายพลยามากุระคือสุดยอดปัญหาโลกแตก นายกไทบเคยโดนลอบวางยาพิษหลายครั้ง จึงไม่ทานอาหารอื่นนอกจากคนในครอบครัวทำให้ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันถัดมานายกโตโจได้มอบ 2 รัฐฉาน (เชียงตุงและเมืองพัน) กับ 4 รัฐมลายู (ปะลิส ไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู) คืนสู่ประเทศไทย นับได้ว่าเป็นยุคทองของไทย-ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ความบาดหมางที่เคยมีหายไปจนแทบไม่เหลือ


                ต้นเดือนพฤษภาคม 2486 ทหารญี่ปุ่นอยู่ในสถานะได้เปรียบมากที่สุด สงครามมหาเอเชียบูรพาเดินไปตามแผนทุกประการ ปัญหาเล็กน้อยที่เข้ามากวนใจก็คือ กองทัพอากาศยังมีเครื่องบินและนักบินไม่เพียงเพียงพอ ในเดือนนี้มีการประชุมผู้บัญชาการทหารที่สิงคโปร์ เพื่อปรึกษาการยุทธและสร้างความรู้จักกันให้มากขึ้น

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วย ผู้บัญชาการกองทัพใหญ่ภาคพื้นทิศใต้ ผู้บัญชาการภาคพม่า ผู้บัญชาการทหารประจำอินโดจีน-ฝรั่งเศส ผู้บัญชาการกองทัพที่ 12 ประจำนิวกินี ผู้บัญชาการกองทัพที่ 16 ประจำชวา ผู้บัญชาการกองทัพที่ 25 ประจำสุมาตรา ผู้บัญชาการกองทัพที่ 15 ประจำพม่า ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาบอเนียว และผู้บัญชาการกองทัพประจำประเทศไทย ในการประชุมมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่มีใครซักคนคิดถึงความพ่ายแพ้ การรบอาจกินเวลายาวนานไปอีกหลายปี แต่ท้ายที่สุดพวกเขาจะเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด และเดินทางกลับบ้านเกิดในฐานะวีรบุรุษ

ความได้เปรียบในสนามรบแปรผันได้ทุกเมื่อ แม้ญี่ปุ่นกำลังเป็นฝ่ายบุกในสงครามทวีปเอเชีย แต่ที่ทวีปยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำประเทศอิตาลี ได้หลุดพ้นจากตำแหน่งพร้อมหลบหนีหัวซุกหัวซุน กองกำลังปาติซานจากพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีได้กลายเป็นผู้ไล่ล่า ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มโอบล้อมเยอรมันมากกว่าเดิม

ย่างเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2487 สายลมแห่งชัยชนะเริ่มพัดเปลี่ยนทิศ การทิ้งระเบิดในพม่าหนักหน่วงรุนแรงกว่าเดิม เรือดำน้ำอเมริกาแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นเท่าตัว การขนส่งทางเรือแทบจะทำไม่ได้เลย ต้องเปลี่ยนมาใช้ทางรถไฟสายไทย-พม่า และทางรถไฟสายคอคอดกระ ญี่ปุ่นได้นำหัวรถจักรไอน้ำจำนวน 90 คันเข้ามาใช้งาน นี่คือเป้าหมายใหม่ที่อีกฝ่ายจ้องตามเป็นมัน ส่งผลให้การทิ้งระเบิดในไทยมีมากขึ้นตามติดกันมา

น้ำผึ้งเริ่มขม

หลังเข้าสู่ปีใหม่ได้ไม่กี่วัน รัฐบาลไทยได้ผูดโครงการ "นครบาลเพชรบูรณ์" ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ วัตถุประสงค์เพื่อย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพไปยังเพชรบรูณ์ มีการออกพระราชกำหนดในช่วงปลายเดือน พร้อมกับเร่งมือเดินหน้าก้าวแรก ด้วยการย้ายโรงเรียนนายร้อย กระทรวงการคลัง กระทรงยุติธรรม รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม ไปที่เพชรบรูณ์เป็นชุดแรก การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่เป็นไปอย่างเร่งรีบ มีการระดมกรรมกรชาวไทยนับหมื่นคนเข้าสู่พื้นที่ ผู้อำนวยการก่อสร้างประเมินราคาเบื้องต้นไว้ที่ 100 ล้านบาท แผนย้ายเมืองหลวงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คำตอบที่ได้รับจากฝ่ายไทยไม่ชัดเจน รวมทั้งแย่งแรงงานและอุปกรณ์ก่อสร้างไปจนเกือบหมด ยุคทองระหว่างไทย-ญี่ปุ่นสั้นแค่เพียงไม่กี่เดือน

นายพลนากามูระเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีเค้ามาได้ซักพักหนึ่ง วันที่ 5 พฤษจิกายน 2486 มีการประชุมผู้นำวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาที่ประเทศญี่ปุ่น ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรีโตโจ ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีวังจิงเว่ย ประเทศสาธารณรัฐจีน นายกรัฐมนตรีจังจินฮุย ประเทศแมนจูกัว ประธานาธิบดี โฮเซ เป เรอเรล ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีบามอ ประเทศพม่า อิสระสุภาษ จันทรโบส ประธานคณะกู้อิสรภาพของอินเดีย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลชั่วคราวประเทศอินเดีย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร


ผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาที่ประเทศญี่ปุ่น จากซ้ายไปขวา นายกรัฐมนตรีบามอ ประเทศพม่า นายกรัฐมนตรีจังจินฮุย ประเทศแมนจูกัว นายกรัฐมนตรีวังจิงเว่ย ประเทศสาธารณรัฐจีน นายกรัฐมนตรีโตโจ ประเทศญี่ปุ่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ตัวแทนประเทศไทย จูกัว ประธานาธิบดี โฮเซ เป เรอเรล ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และอิสระสุภาษ จันทรโบส ตัวแทนรัฐบาลชั่วคราวประเทศอินเดีย 

เอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้พยายามเชิญนายกไทยไปญี่ปุ่นถึง 4 ครั้ง แต่ถูกปฎิเสธทุกครั้งด้วยสาเหตุนานับประการ ไทยจึงเป็นชาติเดียวที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลญี่ปุ่นรับรู้ทั้งหมด จึงได้เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และหนึ่งในหลายวิธีการนั่นก็คือ การเพิ่มกำลังพลทหารประจำการ

วันที่ 1 มกราคม 2487 มีการจัดตั้งกองพลน้อยที่ 29 ขึ้นในประเทศไทย ภายใต้การบัญชาการของนายพลนากามูระ ประกอบไปด้วย กองพันทหารราบอิสระที่ 158 159 160 161 และ 162 (กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 82 ย้ายกลับไปสังกัดกองทัพอินโดจีน-ฝรั่งเศส) เท่ากับว่าทหารญี่ปุ่นมีมากขึ้นถึง 4 กองพัน อาจยังไม่มากเพียงพอกับแผนที่ประเทศไทย เพราะต้องแบ่งทหารจำนวน 2 กองพันไปดูแลภาคใต้ แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ในตอนนั้น

นอกจากจะต้องชิงไหวชิงพริบกับเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ซึ่งมีความเขี้ยวชนิดทั่วโลกต้องตะลึงมาแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรยังได้ส่งไอเท็มลับใหม่เข้ามาในพื้นที่ สิ่งนั้นก็คือขบวนการเสรีไทย หรือ Free Thai Movement

วันที่ 15 มีนาคม 2487 นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ นายประทาน เปรมกมล และนายเปรม บุรี เสรีไทยสายอังกฤษ ได้ลักลอบกระโดดร่มเข้าสู่ประเทศไทย ที่บ้านน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ทั้งสามคนถูกตำรวจไทยจับกุมตัวในที่สุด แต่ด้วยความช่วยเหลือจากตำรวจที่เป็นเสรีไทยในไทยนั้น จึงสามารถติดต่อกับหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ ส่วนวิทยุติดต่อทหารอังกฤษที่นำมาด้วย ถูกจัดเก็บอยู่ที่กรมตำรวจโดยไม่ได้ใช้งาน นี่คือรายงานอย่างเป็นทางการนะครับ

วันที่ 10 มิถุนายน 2487 ร้อยเอกนายการะเวก ศรีวิจารณ์ ร้อยโท สมพงศ์ ศัลยพงศ์ พร้อมผู้นำทาง ได้ลักลอบเข้าสู่ประเทศไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง ทว่าถูกตำรวจท้องที่ยิงเสียชีวิตทั้งหมด เพราะต้องการทรัพย์สินโดยเฉพาะทองคำ อุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งวิทยุกำลังส่ง 500 ไมล์ ถึงมือพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจในที่สุด

2 อาทิตย์ถัดมา ร้อยโทโผน อินทรทัต ได้ข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งลาวเข้าสู่จังหวัดน่าน ก่อนมอบตัวกับตำรวจไทยตามแผนการ เขาและเพื่อนอีก 7 คนเป็นเสรีไทยสายอเมริการุ่นแรก ที่ลักลอบเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ


เสรีไทยทั้งหมดอยู่ในความควบคุมตำรวจไทย โดยการบังคับบัญชาจากพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบุคคลระดับสุงของไทย ที่นายพลนากามูระหวาดหวั่นมากที่สุด


เส้นทางการเดินเท้าลักลอบเข้าสู่ประเทศไทย ของเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก ระบุพิกัดที่แครี่และแซล (ร้อยเอกนายการะเวก ศรีวิจารณ์ และร้อยโท สมพงศ์ ศัลยพงศ์ ) เสียชีวิตหลังจากเข้าไทยเป็นทีมแรกสุด

คุยส่งท้าย
บทความนี้เดินทางมาถึงช่วงเวลาใกล้เคียงกับบทความ ”The Tragic Year : 2487 มหาวิปโยค” เพื่อไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำแม้จะเป็นมุมมองที่ต่างกันก็ตาม ส่วนตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ  ;)

     -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
หนังสือ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามและสงครามแปซิฟิก โดย Toshiharu Yoshikawa
หนังสือ ผู้บัญชาการชาวพุทธ โดย Nakamura Aketo
บทความเรื่อง ชีวิตราษฎรไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา โดย พวงทิพย์ เกียรติสหกุล
ภาพถ่ายอ้างอิงจาก