วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Commando Stingray

 

วันที่ 29 กันยายน 2530 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดหารถถังเบา Commando Stingray จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 106 คัน แบ่งเป็นรถถังบังคับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารพิเศษจำนวน 26 คัน กับรถถังลูกแถวจำนวน 80 คัน มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 4,136 ล้านบาท ราคานี้รวมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ แบ่งชำระจำนวน 8 งวดภายในระยะเวลา 5 ปี

รถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์ (Command Stingray) เป็นผลงานการพัฒนาโดยบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอ็กซ์-เซล-โอ คอเปอร์เรชัน เริ่มต้นเดินหน้าอย่างเต็มตัวในปี 2526 โดยติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม.แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ของบริษัทโรยัลออร์แนนซ์ ประเทศอังกฤษ ใช้ระบบควบคุมการยิงบริษัทมาโคนี่ ประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน กองทัพบกไทยคือลูกค้ารายแรกที่ได้จัดหา กระเบนธงจู่โจม มาใช้งาน โดยมีการเสริมเกราะบริเวณด้านหน้าให้หนากว่าของเดิม ส่งผลให้น้ำหนักรวมรถถังเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ตัน ป้องกันแรงระเบิดอาวุธยิงระยะใกล้ได้ดีกว่าเดิม

บริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนออกแบบให้คอมมานโดสติงเรย์มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถจัดส่งโดยเครื่องบินลำเลียง C-130 ได้อย่างเหมาะสม สามารถใช้งานกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มม.มาตรฐานนาโต้ได้หมดทุกรุ่น เป็นรถถังสำหรับภารกิจที่ต้องการความเร่งด่วน คล่องแคล่ว และรวดเร็ว มีอำนาจการยิงทำลายรถถังหลักได้ทุกชนิด ผ่านการทดสอบจริงในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาในเดือนตุลาคม 2530 บริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนได้รับคำสั่งซื้อรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์จำนวน 106 คันจากกองทัพบกไทย กำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นไปกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2533 ถือเป็นความสำเร็จร่วมระหว่างบริษัทสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ

การใช้งานคอมมานโดสติงเรย์ในช่วงแรกประสบปัญหาเรื่องหนึ่ง รถถังบางคันปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่นแต่งซิ่งไม่พร้อมใช้งาน เหตุผลเกิดจากบริษัทโรยัลออร์แนนซ์หรืออาร์โอ ซึ่งมีชื่อแบบยาวๆ ว่า แผนกปืนใหญ่และยานยนต์แห่งกรมสรรพาวุธอังกฤษ ผลิตป้อมปืนตามใบสั่งไม่ทันเวลา

ก่อนหน้านี้ไม่นานเกิดความเปลี่ยนแปลงกับรัฐวิสาหกิจทางทหารของอังกฤษ บริษัทอาร์โอลีคส์ถูกขายให้กับบริษัทวิคเกอร์ ดีเฟนซ์ ซิสเต็ม ส่วนอาร์โอถูกขายให้กับบริษัทบริทิช แอโรสเปช มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่จำนวนมากตามปรกติของการปรับเปลี่ยนผู้ถือครอง ส่งผลต่อการควบคุมการผลิตระบบอาวุธชนิดต่างๆ ในสายพานการผลิต รวมทั้งการผลิตปืนใหญ่ขนาด 105 มม.สำหรับคอมมานโดสติงเรย์โดยบริษัทอาร์โอ นอตติ้งแฮม ซึ่งถูกลดทอนประสิทธิภาพการผลิตอย่างน่าใจหาย

นายจอห์น เบอรี่ผู้จัดการขายแผนกปืนใหญ่และยานยนต์บริษัทอาร์โอกล่าวว่า บริษัทถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการค้าทั่วโลกตลอดเวลา และต้องจับตามองการลงทุนตลอดจนข้อตกลงร่วมกัน เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่อาทิเช่นรถหุ้มเกราะให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

ปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.เป็นการลงทุนส่วนตัวครั้งแรกของอาร์โอ พัฒนาขึ้นมาเพื่อติดตั้งบนรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์ซึ่งเป็นการลงทุนโดยบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอน เมื่อได้รับคำสั่งซื้อในปี 2530 และต้องปิดโครงการภายในปี 2533 บริษัทอาร์โอ นอตติ้งแฮมได้เร่งผลิตปืนแรงถอยต่ำรุ่น L7A3 เพื่อส่งมอบให้ทันเวลา ปืนบางกระบอกถูกส่งมอบเข้าสู่โรงงานเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่รถถังเบาบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนจะออกไปทดสอบนอกโรงงาน เตรียมตัวส่งมอบให้กับกองทัพบกไทยตามระยะเวลาในสัญญา ส่งผลให้ปืนใหญ่บางกระบอกประสบปัญหาในการใช้งานจริง

         คอมมานโดสติงเรย์มีอำนาจการยิงรุนแรงด้วยปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.ใช้ระบบควบคุมการยิงบริษัทมาโคนี่ขนาดเล็กกะทัดรัดแต่ทันสมัย ซึ่งพัฒนาต่อจากระบบควบคุมการยิงรถถังชีฟเท่นและชาแลนเจอร์กองทัพบกอังกฤษ ขั้นตอนการค้นหาเป้าหมายและยิงใช้เวลาค่อนข้างน้อย นับตั้งแต่ออกคำสั่งยิงจนถึงใช้ระบบเลเซอร์ค้นหาระยะใช้เวลาเพียง 5 วินาที พลยิงสามารถลั่นไกปืนภายในเวลา 7 วินาที เทียบกับรถถังทุกรุ่นของกองทัพบกไทยถือว่ารวดเร็วมากที่สุด

ภาพรวมรถถังเบาจากสหรัฐอเมริกามีความเหมาะสมมากที่สุด ทั้งด้านยุทธการและการส่งกำลังบำรุง ด้วยน้ำหนักตัว 21 ตันสามารถใช้งานร่วมกับรถวางสะพานได้ สามารถใช้อะไหล่ร่วมกับปืนใหญ่อัตตาจร M109 ได้ การจัดหาอะไหล่คาดว่าราคาไม่แพงและหาซื้อค่อนข้างง่าย

กองทัพบกจะได้รับคอมมานโดสติงเรย์ 5 คันแรกช่วงปลายปี 2532 และทยอยส่งเพิ่มจนครบจำนวนภายใน 30 เดือนตามสัญญา ก่อนได้รับมอบรถถังกองทัพบกส่งเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ไปเข้ารับการฝึกใช้งานและการซ่อมบำรุงที่สหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาฝึกสอนทหารประจำรถถังในประเทศไทยต่อไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมอบเขี้ยวเล็บใหม่ในการปกป้องประเทศและประชาชน

คุณลักษณะของรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์

้ำหนักรวม : 21,364 กิโลกรัม (47,000 ปอนด์)

พลประจำรถถัง : 4 นาย (ผู้บังคับรถ, พลยิง, พลบรรจุ, พลขับ)

ระบบเครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ดีเซล DDA&V 92 TA ให้แรงขับ 400 กิโลวัตต์ที่ 2,400 รอบ (535 แรงม้า)

หีบเฟืองส่งกำลัง : ใช้ร่วมกับ XTG 411

เครื่องเปลี่ยนความเร็ว : DDA XTG 411-2 A

เฟืองขับขั้นสุดท้าย : ใช้ร่วมกับ XTG 411

สมรรถนะ

ความเร็วบนถนน :  67 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (47 ไมล์ต่อชั่วโมง)

อัตราเร่งจาก 0-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง : 10 วินาที

ระยะปฏิบัติการเมื่อใช้ความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง : 483 กิโลเมตร (300 ไมล์)

อาวุธหลัก : ปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.

กระสุนพร้อมรบ : 8 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 24 นัด

อาวุธรอง : ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.รุ่น M240

กระสุนพร้อมรบ : 500 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 2,000 นัด

อาวุธเพิ่มเติม : ปืนกลประจำป้อมของผู้บังคับรถขนาด 7.62 มม.หรือ 12.7 มม.

กระสุนพร้อมรบ : 200 นัดหรือ 100 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 1,000 นัด

อาวุธป้องกันตัว : เครื่องยิงลูกระเบิด 8 ลำกล้องพร้อมลูกระเบิดยิง 16 นัด (บรรจุในลำกล้อง 8 นัด เก็บไว้ในที่เก็บ 8 นัด)

ระบบควบคุมการยิง : M39E1 กลางวัน/กลางคืน พร้อมอุปกรณ์หาระยะด้วยเลเซอร์

กล้องตรวจการณ์ผู้บังคับรถ : 7 ตัว

ระบบควบคุมการยิงแบบดิจิตอล : ระบบของมาโคนี่ (เลือกได้)

ระบบควบคุมบังคับปืนและป้อมปืน : ระบบอีเลคโตร-ไฮโดรลิก และระบบหมุนด้วยมือ มีคันบังคับสำหรับพลยิงและผู้บังคับรถ

ระบบรักษาการทรงตัวของปืน : แบบทำงานสองแกน (เลือกได้)

เครื่องมือติดต่อสื่อสาร

ชุดวิทยุ : AN/VRC-46 (รถถัง)

ชุดวิทยุ : AN/VRC-47 (รถบังคับการ)

ระบบติดต่อภายในรถ : 4 สถานี

ระบบไฟฟ้า

แรงเคลื่อนไฟฟ้าปรกติ : 24 โวลต์

เครื่องผลิตกระแสไฟ : ขนาด 300 แอมแปร์

แบตเตอรี่ : 4 หม้อ (6TN)

ระบบป้องกันเคมีชีวะรังสี : หน้ากาก M13A1 และสีแบบป้องกันวัสดุเคมี (เลือกได้)

อุปกรณ์ตรวจสอบและดับเพลิง : หม้อเคมีดับเพลิงด้วยมือ และกลไกแบบทำงานอัตโนมัติ ระบบฮาลอน (เลือกได้)

ระบบผลิตควันกำลังตน : ใช้ท่อไอเสียผลิตควันขาว (เลือกได้)

บทสรุปปิดท้าย

รถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์มีอุปกรณ์ที่เป็นออปชันเสริมหลายอย่างประกอบไปด้วย ระบบควบคุมการยิงแบบดิจิตอล, ระบบรักษาการทรงตัวของปืน, ระบบป้องกันเคมีชีวะรังสี รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจสอบและดับเพลิง ซึ่งในรถถัง M41 GTI รุ่นปรับปรุงใหม่ถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถถัง พลอยทำให้ราคาปรับปรุงค่อนข้างสูงจนกองทัพบกยกเลิกโครงการ ผู้เขียนไม่แน่ใจอุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการติดตั้งครบถ้วนหรือไม่ ถ้ามีก็ดีถ้าไม่มีก็ว่ากันไม่ได้แล้วกันเนอะ

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ประจำเดือนตุลาคม 2530

https://web.facebook.com/share/p/19bjE8cUe8/

https://thaidefense-news.blogspot.com/2013/11/walk-aroundrta-commando-stingray.html