วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

HTMS Similan (871)

       

วันที่ 30 กันยายน 2569 เรือหลวงสิมิลัน เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำแรกและลำเดียวของ ราชนาวีไทยจะปลดประจำการ เท่ากับว่าเราจะไม่มีเรือเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลและส่งอาหารกับยาให้กับกองเรือ ส่วนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนอีกไม่ช้าไม่นานคงได้รู้กัน และในโอกาสที่เหลือเพียงครั้งเดียวก่อนปลดประจำ ผู้เขียนขอพูดถึงประวัติการจัดหาเรือลำใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือไทยอีกครั้ง

เรือส่งกำลังบำรุง

          ตามที่กองทัพเรือได้จัดสร้างเรือฟริเกตจำนวน 6 ลำ และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ รวมทั้งจัดหาเรือฟริเกตจากสหรัฐอีก 2 ลำ ซึ่งการให้เรือขนาดใหญ่สามารถปฏิบัติการในทะเลลึกได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยไม่ต้องกลับเข้ารับการส่งกำลังบำรุงที่ฐานทัพ เพื่อให้การใช้เรืออย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีเรือส่งกำลังบำรุงที่สามารถให้การสนับสนุนการกำลังบำรุงในทะเล

กองทัพเรือได้กำหนดความต้องการของเรือส่งกำลังบำรุงไว้ในแผนพัฒนากองทัพ จึงได้ขออนุมัติโครงการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงจำนวน 1 ลำ ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท (รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจากความต้องการในโครงการร้อยละ 10) ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ให้กองทัพเรือ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณได้ระหว่างปี 2534-2538 รวมเวลา 4 ปี

          แต่เนื่องมาจากแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอมาให้กองทัพเรือคัดเลือก มีคุณลักษณะทางเทคนิคไม่ตรงตามความต้องการ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพเรือได้พิจาณาแล้วว่า แบบเรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติงานของกำลังพล ขณะรับ-ส่งสิ่งของกลางทะเลเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงได้ขอยกเลิกการดำเนินการเพื่อพิจาณาจัดหาใหม่

          หลังยกเลิกการดำเนินการในครั้งแรก กองทัพเรือได้ปรับแต่งการกำหนดคุณลักษณะของเรือส่งกำลังบำรุง ให้ตรงตามความต้องการใหม่ของฝ่ายเสนาธิการ พร้อมกับขออนุมัติกระทรวงการคลังกันเงินปีงบประมาณ 2535 จำนวน 100 ล้านบาทที่ได้จัดสรรไว้สำหรับโครงการนี้ เพื่อเบิกจ่ายเหลื่อมปีในปีงบประมาณ 2536 เป็นกรณีพิเศษกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน ซึ่งได้รับอนุมัติให้จนถึง 30 กันยายน 2536

          คุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงตามความต้องการของฝ่ายเสนาธิการ ได้พิจารณาภารกิจและขีดความสามารถที่กองทัพเรือต้องการ โดยสามารถส่งกำลังบำรุงให้กองเรือซึ่งประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กับเรือฟริเกตซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันได้เป็นเวลาที่นานเพียงพอ ด้วยสมรรถนะของเรือส่งกำลังบำรุงที่กำลังจะจัดหา รวมทั้งได้พิจารณาแล้วว่างบประมาณประจำปีของกองทัพเรือ ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงได้อีกในอนาคตอันใกล้ จึงได้กำหนดคุณลักษณะเรือให้สอดคล้องกับระบบการรับส่งกำลังบำรุงในทะเลของเรือในกองทัพเรือ ซึ่งต้องประกอบกำลังออกไปปฏิบัติการในทะเลลึก รวมทั้งได้ระบุมาตรฐานของระบบอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เรือส่งกำลังบำรุงได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และสนองความต้องการกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี

          จากการพิจารณาแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอเข้ามา ปรากฏว่าแบบเรือของบริษัท China Ship-building and Trading CompanyLimited (CSTC) สามารถสนองตอบความต้องการของกองทัพเรือได้ดีกว่าแบบเรืออื่น โดยมีคุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ และความปลอดภัยเหมาะสม และน่าเชื่อถือมากที่สุด ราคาในมาตรฐานเดียวกันต่ำที่สุด จึงเป็นแบบเรือที่สมควรพิจารณาจ้างสร้าง

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนแสดงความจำนงในการช่วยเหลือประเทศไทย โดยการซื้อข้าวสารจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก กองทัพเรือจึงได้เจรจากับบริษัท CSTC เป็นลำดับแรก หากการเจรจาไม่ได้ผลถึงจะเจรจากับบริษัทอื่นต่อไป

          กองทัพเรือได้ต่อรองเจรจากับบริษัท CSTC ในการปรับแต่งคุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงให้ได้มาตรฐานสากล และมีความปลอดภัยสูงตรงตามความต้องการ โดยได้เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัททำตัวเรือแบบ 2 ชั้นหรือ (Double Hull เพราะกฎสากลว่าด้วยการควบคุมมลภาวะในทะเลหรือ MARPOL กำหนดให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดระวางขับน้ำตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไป ซึ่งทำสัญญาจ้างสร้างภายหลัง 6 กรกฎาคม 2536 ต้องมีตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น

แม้เรือส่งกำลังบำรุงกองทัพเรือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎ แต่เพื่อแสดงถึงเจตนาดีในการช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในทะเล และป้องกันปัญหาเรื่องการเข้าจอดเมืองท่าต่างประเทศ กองทัพเรือจึงได้เพิ่มเงื่อนไขสร้างตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น โดยที่บริษัทคิดราคาเพิ่มประมาณ 1,000,000 เหรียญ นอกจากนี้ได้ต่อรองเปลี่ยนใบจักรเรือจากชนิดปรับไม่ได้ (FPP-Fixed Pitch Propeller) เป็นชนิดปรับได้ (CPP-Controllable Pitch Propeller) ซึ่งกองทัพเรือให้บริษัทเสนอเป็นรายการเผื่อเลือกหรือ Option เพื่อให้เรือมีความคล่องตัวในการหันเลี้ยวมากขึ้น ช่วยให้เรือมีความปลอดภัยสูงขึ้นขณะเข้าเทียบและออกจากเทียบท่า ซึ่งจะต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,000,000 เหรียญ

และเพื่อให้เรือมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น กองทัพเรือให้บริษัทติดตั้งระบบแก๊สเฉื่อยหรือ Inert Gas System) เพื่อลดจุดวาบไฟของน้ำมันในถังคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000 เหรียญ รวมทั้งให้บริษัทใช้สีกันเพรียงชนิดพิเศษหรือ Autopolishing Paint เพื่อให้ท้องเรือมีความคงทนต่อการกัดกร่อนของเพรียง ซึ่งบริษัทได้คิดเงินเพิ่มอีก 100,000 เหรียญ

สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงบนเรือคิดเป็นมูลค่า 2,400,000 เหรียญ กองทัพเรือได้ต่อรองลงมาเหลือเพียง 1,500,000 เหรียญ) รวมทั้งต่อรองให้เพิ่มอุปกรณ์ระบบย่อยของเรือให้อีกหลายรายการ เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่และการปฏิบัติการในเรือมีความสะดวกและได้มาตรฐาน

ราคาเรือเมื่อรวมการปรับปรุงคุณลักษณะทางเทคนิคเท่ากับ 57.5 ล้านเหรียญหรือ 1,454 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ถึง 195,825,000 บาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 11.87 ของวงเงิน และในวันที่ 28 กันยายน 2536 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กองทัพเรือจ้างสร้างเรือในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ครั้นถึงวันที่ เมื่อ 29 กันยายน 2536 กองทัพเรือได้ลงนามในข้อตกลงว่าจ้างสร้างเรือ

วันที่ 16 สิงหาคม 2539 กองทัพเรือได้รับมอบเรือส่งกำลังบำรุง ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเรือว่า “เรือหลวงสิมิลัน” มาใช้ราชการในสังกัดกองเรือยุทธบริการ กองเรือยุทธการ

++++++++++++++++++++

 

อ้างอิงจาก :

หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์

https://thaimilitary.blogspot.com/2023/07/the-off-shore-navy.html

 

 

 

 

 

 

 

 

         

 

         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น