วันที่
30
กันยายน 2569 เรือหลวงสิมิลัน เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำแรกและลำเดียวของ
ราชนาวีไทยจะปลดประจำการ เท่ากับว่าเราจะไม่มีเรือเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลและส่งอาหารกับยาให้กับกองเรือ
ส่วนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนอีกไม่ช้าไม่นานคงได้รู้กัน และในโอกาสที่เหลือเพียงครั้งเดียวก่อนปลดประจำ
ผู้เขียนขอพูดถึงประวัติการจัดหาเรือลำใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือไทยอีกครั้ง
เรือส่งกำลังบำรุง
ตามที่กองทัพเรือได้จัดสร้างเรือฟริเกตจำนวน
6
ลำ และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ
รวมทั้งจัดหาเรือฟริเกตจากสหรัฐอีก 2 ลำ ซึ่งการให้เรือขนาดใหญ่สามารถปฏิบัติการในทะเลลึกได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
โดยไม่ต้องกลับเข้ารับการส่งกำลังบำรุงที่ฐานทัพ เพื่อให้การใช้เรืออย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพนั้น
จำเป็นต้องมีเรือส่งกำลังบำรุงที่สามารถให้การสนับสนุนการกำลังบำรุงในทะเล
กองทัพเรือได้กำหนดความต้องการของเรือส่งกำลังบำรุงไว้ในแผนพัฒนากองทัพ
จึงได้ขออนุมัติโครงการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงจำนวน 1
ลำ ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท
(รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจากความต้องการในโครงการร้อยละ 10) ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ให้กองทัพเรือ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณได้ระหว่างปี
2534-2538 รวมเวลา 4 ปี
แต่เนื่องมาจากแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอมาให้กองทัพเรือคัดเลือก
มีคุณลักษณะทางเทคนิคไม่ตรงตามความต้องการ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพเรือได้พิจาณาแล้วว่า
แบบเรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติงานของกำลังพล ขณะรับ-ส่งสิ่งของกลางทะเลเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงได้ขอยกเลิกการดำเนินการเพื่อพิจาณาจัดหาใหม่
หลังยกเลิกการดำเนินการในครั้งแรก กองทัพเรือได้ปรับแต่งการกำหนดคุณลักษณะของเรือส่งกำลังบำรุง
ให้ตรงตามความต้องการใหม่ของฝ่ายเสนาธิการ
พร้อมกับขออนุมัติกระทรวงการคลังกันเงินปีงบประมาณ 2535 จำนวน 100 ล้านบาทที่ได้จัดสรรไว้สำหรับโครงการนี้
เพื่อเบิกจ่ายเหลื่อมปีในปีงบประมาณ 2536 เป็นกรณีพิเศษกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน
ซึ่งได้รับอนุมัติให้จนถึง 30 กันยายน 2536
คุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงตามความต้องการของฝ่ายเสนาธิการ
ได้พิจารณาภารกิจและขีดความสามารถที่กองทัพเรือต้องการ โดยสามารถส่งกำลังบำรุงให้กองเรือซึ่งประกอบไปด้วย
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กับเรือฟริเกตซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันได้เป็นเวลาที่นานเพียงพอ
ด้วยสมรรถนะของเรือส่งกำลังบำรุงที่กำลังจะจัดหา รวมทั้งได้พิจารณาแล้วว่างบประมาณประจำปีของกองทัพเรือ
ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงได้อีกในอนาคตอันใกล้
จึงได้กำหนดคุณลักษณะเรือให้สอดคล้องกับระบบการรับส่งกำลังบำรุงในทะเลของเรือในกองทัพเรือ
ซึ่งต้องประกอบกำลังออกไปปฏิบัติการในทะเลลึก
รวมทั้งได้ระบุมาตรฐานของระบบอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เพื่อทำให้เรือส่งกำลังบำรุงได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และสนองความต้องการกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี
จากการพิจารณาแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอเข้ามา
ปรากฏว่าแบบเรือของบริษัท China Ship-building and Trading
CompanyLimited (CSTC) สามารถสนองตอบความต้องการของกองทัพเรือได้ดีกว่าแบบเรืออื่น
โดยมีคุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ และความปลอดภัยเหมาะสม และน่าเชื่อถือมากที่สุด
ราคาในมาตรฐานเดียวกันต่ำที่สุด จึงเป็นแบบเรือที่สมควรพิจารณาจ้างสร้าง
นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
รัฐบาลจีนแสดงความจำนงในการช่วยเหลือประเทศไทย
โดยการซื้อข้าวสารจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก
กองทัพเรือจึงได้เจรจากับบริษัท CSTC เป็นลำดับแรก หากการเจรจาไม่ได้ผลถึงจะเจรจากับบริษัทอื่นต่อไป
กองทัพเรือได้ต่อรองเจรจากับบริษัท CSTC ในการปรับแต่งคุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงให้ได้มาตรฐานสากล
และมีความปลอดภัยสูงตรงตามความต้องการ โดยได้เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัททำตัวเรือแบบ 2
ชั้นหรือ (Double Hull เพราะกฎสากลว่าด้วยการควบคุมมลภาวะในทะเลหรือ
MARPOL กำหนดให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดระวางขับน้ำตั้งแต่ 5,000
ตันขึ้นไป ซึ่งทำสัญญาจ้างสร้างภายหลัง 6 กรกฎาคม
2536 ต้องมีตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น
แม้เรือส่งกำลังบำรุงกองทัพเรือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎ
แต่เพื่อแสดงถึงเจตนาดีในการช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในทะเล และป้องกันปัญหาเรื่องการเข้าจอดเมืองท่าต่างประเทศ
กองทัพเรือจึงได้เพิ่มเงื่อนไขสร้างตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น โดยที่บริษัทคิดราคาเพิ่มประมาณ 1,000,000 เหรียญ
นอกจากนี้ได้ต่อรองเปลี่ยนใบจักรเรือจากชนิดปรับไม่ได้ (FPP-Fixed Pitch
Propeller) เป็นชนิดปรับได้ (CPP-Controllable Pitch
Propeller) ซึ่งกองทัพเรือให้บริษัทเสนอเป็นรายการเผื่อเลือกหรือ Option
เพื่อให้เรือมีความคล่องตัวในการหันเลี้ยวมากขึ้น ช่วยให้เรือมีความปลอดภัยสูงขึ้นขณะเข้าเทียบและออกจากเทียบท่า
ซึ่งจะต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,000,000 เหรียญ
และเพื่อให้เรือมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น
กองทัพเรือให้บริษัทติดตั้งระบบแก๊สเฉื่อยหรือ Inert Gas
System) เพื่อลดจุดวาบไฟของน้ำมันในถังคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000
เหรียญ รวมทั้งให้บริษัทใช้สีกันเพรียงชนิดพิเศษหรือ Autopolishing
Paint เพื่อให้ท้องเรือมีความคงทนต่อการกัดกร่อนของเพรียง ซึ่งบริษัทได้คิดเงินเพิ่มอีก
100,000 เหรียญ
สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงบนเรือคิดเป็นมูลค่า
2,400,000
เหรียญ กองทัพเรือได้ต่อรองลงมาเหลือเพียง 1,500,000 เหรียญ) รวมทั้งต่อรองให้เพิ่มอุปกรณ์ระบบย่อยของเรือให้อีกหลายรายการ
เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่และการปฏิบัติการในเรือมีความสะดวกและได้มาตรฐาน
ราคาเรือเมื่อรวมการปรับปรุงคุณลักษณะทางเทคนิคเท่ากับ
57.5
ล้านเหรียญหรือ 1,454 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ถึง
195,825,000 บาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 11.87 ของวงเงิน และในวันที่ 28 กันยายน 2536 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กองทัพเรือจ้างสร้างเรือในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ครั้นถึงวันที่
เมื่อ 29 กันยายน 2536 กองทัพเรือได้ลงนามในข้อตกลงว่าจ้างสร้างเรือ
วันที่
16
สิงหาคม 2539 กองทัพเรือได้รับมอบเรือส่งกำลังบำรุง
ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเรือว่า “เรือหลวงสิมิลัน” มาใช้ราชการในสังกัดกองเรือยุทธบริการ กองเรือยุทธการ
++++++++++++++++++++
อ้างอิงจาก
:
หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ
พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์
https://thaimilitary.blogspot.com/2023/07/the-off-shore-navy.html



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น