วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

The Kolonka


 โคลอนคา ระบบควบคุมการยิงสุดเก๋าจากรัสเซีย

ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณเขียนบทความสั้นๆ กระชับและชัดเจนคุณจะได้แฟนพันธ์แท้มากขึ้นหลายเท่าตัว ใครคนนั้นยังได้กล่าวต่อไปว่า ถ้าคุณเขียนบทความสั้นๆ กระชับและชัดเจนคุณจะไม่สามารถเขียนบทความยาวๆ ได้อีกเลย ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้เป็นจริงหรือเท็จ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจมากนั่นก็คือ..บทความที่กำลังอ่านอยู่นี้ยาวแน่นอน อยากให้อ่านและอยากให้อ่านจนจบนะครับ เพราะคนเขียนมีอะไรที่อยากเขียนเยอะแยะมาก
ปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ทวีปยุโรปถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งตะวันตกมีการจัดตั้งองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตขึ้นมา นำโดยอเมริกาซึ่งไม่ได้มีพื้นที่ในยุโรปแม้แต่ฟุตเดียว ส่วนฝั่งตะวันออกมีการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอหรือหรือกติกาสัญญาวอร์ซอขึ้นมา นำโดยสหภาพโซเวียตซึ่งมีพื้นที่ใหญ่โตครึ่งค่อนโลก ทั้งนาโต้และวอร์ซอต่างเผชิญหน้ากันโดยเปิดเผย มีการสั่งสมกำลังทหารและอาวุธจำนวนมหาศาล เพื่อเตรียมความพร้อมถ้าเกิดสงครามที่ชายแดนประเทศเยอรมัน ช่วงเวลานี้ผู้คนทั่วโลกต่างเรียกขานว่า สงครามเย็น
ช่วงเวลาที่เกิดสงครามเย็นนั้น เครื่องบินไอพ่นถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างจริงจัง นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทุกๆ สมรภูมิ เรือรบทุกลำของทุกประเทศตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง เพราะปืนกลต่อสู้อากาศยานที่ตนเองครอบครองอยู่นั้น อาจมีอัตรายิงมากเพียงพอที่จะรับมือก็จริงอยู่ แต่ระบบป้อนกระสุนยังใช้แรงงานจากมนุษย์เป็นหลัก ปืนกลกระบอกเล็กมีกล่องกระสุนก็จริงแต่จำนวนกระสุนจำกัด ไม่สามารถยิงสกัดเครื่องบินไอพ่นรุ่นใหม่ได้ดีเท่าที่ควร
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนสักนิด ในสงครามเกาหลีกองกำลังสหประชาชาติเผชิญหน้าเครื่องบิน Mig-15 เรือรบที่เข้าร่วมปฏิบัติการณ์ต้องติดปืนกลต่อสู้อากาศยานให้มากที่สุด อย่างน้อยก็คือ 8-10 กระบอกเพื่อที่จะสามารถป้องกันตนเองได้ (ถ้าน้อยกว่านี้ต้องพยายามอยู่ใกล้เพื่อนเข้าไว้) ที่ว่าป้องกันตัวเองคือยิงขับไล่จนเครื่องบินล่าถอยไปเอง ส่วนเรื่องยิงโดนทำให้เครื่องบินเสียหายหรือตกลงทะเลนั้น เปอร์เซ็นต์น้อยลงกว่าสงครามโลกครั้งที่สองอย่างลิบลับ
ปัญหาข้อนี้ถูกปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาปืนกลอัตโนมัติพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง ฝั่งนาโต้มีการพัฒนาจากหลายประเทศ ส่วนฝั่งวอร์ซอโต้โผใหญ่คือโซเวียตเป็นผู้ออกโรง ต่อมาไม่นานจึงเกิดอาวุธปืนประจำเรือที่ดีกว่าเดิม แต่ด้วยเหตุผลทางกายภาพรวมทั้งหลักนิยม ทำให้โซเวียตพัฒนาระบบควบคุมการยิงขนาดเล็กเพิ่มขึ้นมา และถูกใช้งานบนเรือตัวเองตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวันนี้ อุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวผู้คนทั่วโลกต่างเรียกขานว่า ‘Kolonka’

เมื่อคุณมองโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ผ่าน Kolonka คุณจะพบว่าตัวเองกลับมาอายุสิบสี่อีกครั้ง เพราะมันช่างเหมือนตู้เกมที่ชอบโดดเรียนไปเล่นเหลือเกิน ทาบวงกลมให้ตรงกลางเป้าแล้วยิงเข้าไปสิ มีห้าสิบบาทหมดทั้งห้าสิบบาทวันนั้นแหละ ผู้เขียนมีปริศนาคาใจมาร่วมเล่นสนุก คำถามก็คือถ้าเราบังคับ Kolonka ไปทางขวามือหรือซ้ายมือนิดหน่อยแล้วกดปุ่มยิง เสาวิทยุที่เห็นอยู่ในภาพจะมีสภาพอย่างไร? ท้ายบทความมีเฉลยตอนนี้ผู้อ่านคิดคำตอบเล่นๆ ไปก่อน
Kolonka คืออะไร? มีการกำหนดคำนิยามอุปกรณ์ชิ้นนี้ไว้อย่างมากมาย ส่วนใหญ่เรียกกันง่ายๆ ว่า Optical Director แต่ถ้าจะให้วุ่นวายหน่อยก็เรียกว่า Simple Optical Director หรือ Optical Backup Director ทีนี้ถ้าพิจารณาตามรูปลักษณ์อุปกรณ์ อาจเรียกว่า Optical Sights หรือกล้องเล็งที่ชาวบีบีกันทุกคนรู้จักดี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผู้เขียนขอเรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้ว่าระบบความคุมการยิง ง่ายๆ แบบนี้แหละครับจะได้เขียนบทความต่อเสียที

Kolonka มีรูปร่างหน้าตาประมาณนี้ ในภาพเป็นเวอร์ชันโปแลนด์นะครับ อาจมีบางอย่างแตกต่างกับต้นฉบับแต่น้อยมาก มีขาตั้งสูงขึ้นมาจากพื้นระดับสายตา มีก้านจับซ้ายขวา มีเครื่องเล็ง มีสายไฟ มีปุ่มบังคับ รวมทั้งมีระบบไฮโดรลิคช่วยในการหมุน โซเวียตพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เป็นระบบสำรอง ในกรณีที่เรดาร์ควบคุมการยิงไม่สามารถทำงานได้ หรือกรณีต้องยิงปืนพร้อมกันหลายกระบอกในหลายทิศทาง Kolonka จะเป็นนารีขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ
แต่พอใช้ไปใช้มาจนมาถึงปัจจุบัน มีการนำ Kolonka มาเป็นระบบหลักกับอาวุธปืนรุ่นใหม่ เนื่องมาจากภัยคุมคามเปลี่ยนไป หลักนิยมเปลี่ยนไป รวมทั้งภารกิจของเรือก็เปลี่ยนไป หน่วยยามฝั่งรัสเซียใช้กับเรือตรวจการณ์เป็นชาติแรกสุด ก่อนแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นต่อไปเรื่อยๆ การใช้งานเป็นระบบสำรองก็ยังคงได้รับความนิยม ขนาดโปแลนด์ซึ่งปัจจุบันย้ายค่ายเรียบร้อยแล้ว มีโครงการพัฒนาปืนกล 35 มม.ประจำเรือรบรุ่นใหม่ ให้มีคุณสมบัติเทียบเท่าระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด พี่แกยังพ่วง Kolonka เวอร์ชันตัวเองเป็นระบบสำรอง แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในประสิทธิภาพ

เรามาชมภาพของจริงบนเรือรบจริงกันบ้าง เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด การติดตั้ง Kolonka ควรอยู่ไม่ไกลจากอาวุธปืนที่ใช้ควบคุม เพราะถูกออกแบบให้เล็งยิงด้วยสายพลยิง ถ้าติดห่างเกินไปต้องฝึกฝนพลยิงให้ใช้งานคล่อง แต่ถ้าติดตามภาพจะเล็งยิงง่าย ใช้งานก็ง่าย โอกาสยิงโดนมีมากขึ้น เพียงแต่เกะกะไปบ้างโดยเฉพาะเรือฟริเกตหรือเรือพิฆาต ที่ต้องแบกจรวดต่อสู้เรือรบหรือจรวดต่อสู้อากาศยานไปด้วย ฉะนั้นสมควรออกแบบจุดติดตั้งกันตั้งแต่พิมพ์เขียว
ภาพถ่ายใบนี้เห็นอะไรบ้าง? เห็น Kolonka ตั้งอยู่บนแท่นยิงยกสูงเล็กน้อย มีตู้ไฟอยู่ในคอกเหล็กที่ล้อมเอาไว้เพื่อกันตก สามารถเข้าไปยืนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยงจะคอยเสี้ยมสอน พลยิงต้องได้รับการฝึกอบรมจนเกิดความชำนาญ ถัดไปหน่อยเดียวเป็นปืนกล 30 มม.รุ่น AK-630 เห็นอะไรแปลกๆ กันบ้างไหมครับ
AK-630 คือระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรุ่นแรกของโซเวียต ใช้ปืนกล 30 มม.หกลำกล้องรวบควบคุมด้วยระบบเรดาร์ มีอัตรายิงสูงถึง 4,000-5,000 นัดต่อนาที ป้อมปืนมีขนาดเล็กและเป็นป้อมโล้นๆ (ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือพอสมควร) ไม่สามารถเดินไปหลังป้อมเพื่อบังคับยิงด้วยมือได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรดาร์ควบคุมการยิงกลับบ้านเก่าไปก่อน อาวุธปืนทันสมัยจะมีค่าเท่ากับเศษเหล็กผุพัง พวกเขาจำเป็นต้องพัฒนา Kolonka ขึ้นมาควบคู่กัน เป็นระบบสำรองที่ใช้งานง่าย ซ่อมบำรุงก็ง่าย แข็งแรงทนทาน ราคาไม่แพง และต้องมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง
ถ้าเปรียบเทียบกับระบบอาวุธในยุคปัจจุบัน เรียก Kolonka ว่าระบบควบคุมปืนด้วยรีโมทแบบเปิดโล่งก็คงไม่ผิด มีหลักการทำงานง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่ทำงานได้จริงผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ทีนี้มาชมภาพถ่ายที่ชัดเจนกันต่อเลย

ในภาพเห็นพลยิงเล็ง Kolonka ไปทางซ้ายพร้อมยกแป้นขึ้นสูง ปืนกลจะหันไปทางเดียวกันพร้อมพ่นกระสุนปืนจนไฟลุก อุปกรณ์มีน้ำหนักรวมเทียบเท่าเด็กประถม การควบคุมทำได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าขี่จักรยาน ผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวก็ยังสามารถยิงปืนได้ อาจมีปัญหาบ้างเรื่องความสูงแก้ไขโดยใส่รองเท้าส้นตึก
ในปี 1960 ปืนกล AK-230 เข้าประจำการบนเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Osa (หรือ Project 205) ต่อมาไม่นานเริ่มมีการใช้งาน Kolonka บนเรือจริง ผ่านไปประมาณ 10 ปีปืนกล AK-630 เข้าประจำการบ้าง พร้อมกับ Kolonka ถูกใช้เป็นระบบควบคุมการยิงสำรองแบบเต็มตัว ผ่านไปอีก 10 ปีกองทัพเรือโซเวียตมีแนวคิดใหม่ ต้องการลดจำนวนอาวุธปืนกลให้น้อยที่สุด เพื่อให้การซ่อมบำรุงจัดหาอะไหล่เป็นไปอย่างสะดวก จึงได้มีการพัฒนาปืนกล AK-306 ขึ้นมาอีกหนึ่งรุ่น
AK-306 คือปืนกลที่เห็นอยู่ภาพ รูปร่างหน้าตาภายนอกเหมือนกับ AK-630 แต่ลดอัตรายิงจาก 5,000 นัดต่อนาทีลงมาเหลือ 1,000 นัดต่อนาที นำมาใช้เป็นแทน AK-230 บนเรือตรวจการณ์ตัวเองและประเทศพันธมิตร ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ AK-630 มีปลอกหุ้มลำกล้องปืนติดตั้งไว้ด้วย ส่วน AK-306 ไม่มีมองเห็นลำกล้องปืน 6 ลำกล้องมัดติดกัน
ผู้อ่านอาจมีข้อสงสัยว่า การใช้ Kolonka ควบคุมการยิงปืนกล AK-306 ทั้งเป็นระบบหลักและระบบสำรอง จะมีความแม่นยำสักแค่ไหน? จะยิงเครื่องบินหรือเรือโจรสลัดโดนไหม? ในเมื่ออุปกรณ์ใช้เทคโนโลยีปลายสงครามโลกครั้งที่สอง นี่คือคำถามที่ดีมาก เพื่อให้คำอธิบายมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้เขียนขอเปรียบเทียบกับอาวุธปืนชนิดอื่นด้วย

ภาพนี้ก็คือปืนกล 30 มม.รุ่น DS30MR บนเรือหลวงอ่างทอง นี่คือปืนรองมาตรฐานกองทัพเรือไทยปี 2019 แต่เลยจากนี้ไปผู้เขียนไม่แน่ใจแล้วล่ะ นอกจากควบคุมด้วยระบบเรดาร์หรือออปทรอนิกส์แล้ว DS30MR สามารถยิงโดยการบังคับด้วยมือได้ด้วย มีปัญหาสำคัญเรื่องขนาดและน้ำหนักอยู่บ้าง เรามาจินตนาการไปพร้อมๆ กันนะครับ
พลทหารบัวลอยทำหน้าที่บนเรือหลวงอ่างทองตำแหน่งพลยิง วันหนึ่งเขาถูกเรียกตัวให้ไปประจำการที่ปืนตัวเอง เพราะเรดาร์ควบคุมการยิงเสียหายใช้งานไม่ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับราวกันตกให้แบนราบ จากนั้นเข้าควบคุมปืนและปรับมาเป็นโหมดอัตโนมือ ทันใดนั้นเองเครื่องบินซีโร่ไม่ปรากฏสัญชาติบินผ่านมา พลทหารบัวลอยผู้มีความสูง 165 เซนติเมตรได้รับคำสั่งยิง เขารีบสวมหมวกกันกระแทกแล้วกระโดดเข้าใส่ทันที
DS30MR มีความสูงมากกว่าชายไทยโดยเฉลี่ย มีน้ำหนักรวมกระสุน 2 กล่องประมาณหนึ่งตันกว่าๆ ทหารหนุ่มยืนอยู่บนฐานรองทำให้ตัวเองสูงขึ้น ทว่าเขาต้องออกแรงกดปืนสักเล็กน้อย จากนั้นทำการเล็งด้วยเครื่องเล็งวงกลมความเร็วแบบโลหะเปิด ปรากฏว่าหาไม่เจอเจอแต่สายกระสุน 2 สายในระดับสายตา ครั้นมองเห็นเครื่องบินพลทหารตัดสินใจเหนี่ยวไกปืน ปรากฏว่าไม่โดนเพราะอัตรายิง 200 นัดต่อนาทีช้าเกินไป
ต่อมาไม่นานมีเรือหางยาวแล่นเข้ามาใกล้ ผู้การเรือสั่งให้เปลี่ยนเป้าหมายแล้วรีบยิงสกัด ทั้งนี้เนื่องมาจากเรือหลวงอ่างทองมีขนาดค่อนข้างใหญ่และสูง ส่วนปืนกล DS30MR ก็ติดอยู่ชั้นสะพานเดินเรือ ทำให้ปืนอยู่สูงกว่าระดับผิวน้ำอย่างลิบลับ พลทหารบัวลอยใช้สองมือประคองปืนขึ้นข้างบน เพื่อกดปากลำกล้องปืนให้ลดต่ำลงมากที่สุด จากนั้นจึงเล็งด้วยเครื่องเล็งวงกลมความเร็วแบบโลหะเปิด เอ่อเล็งไม่ได้สินะเพราะไม่มี หรือถ้ามีตอนนี้เครื่องเล็งจะอยู่สูงลิบลับ ต้องเป็นกระเหรี่ยงคอยาวเท่านั้นถึงจะชะโงกหัวมองได้ แต่จะไม่ใช่กับชายไทยหัวใจลูกทุ่งรายนี้แน่นอน
ทหารหนุ่มจำเป็นต้องเหนี่ยวไกปืนตามคำสั่ง ทว่าไม่โดนเพราะเรือหางยาวหลบไปทางขวาเสียก่อน เขาจำเป็นบังคับปืนไปทางซ้ายเพื่อไล่ยิง แม้ระบบควบคุมจะใช้มอเตอร์ช่วยผ่อนแรงก็ตาม แต่ทว่าไม่มีผลต่อความสูงของมนุษย์และอาวุธปืน บัวลอยเขย่งเท้าไปทางขวาราวกับนักบัลเลย์ชื่อดังจากเลนินการ์ด ลำกล้องปืนหันไปทางซ้ายจากการทำงานของมอเตอร์ พลทหารเหนี่ยวไกปืนโดยไม่เล็งเพราะไม่มีเครื่องเล็ง ปรากฏว่ากระสุนกล่องซ้ายดันหมดเสียก่อน เขารีบปรับมาใช้กระสุนกล่องขวาซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 80 นัด ทันใดนั้นเองเครื่องบินซีโร่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง!
บัวลอยปล่อยมือจากปืนให้แรงดึงดูดโลกทำงาน จากนั้นออกแรงกดให้ปากกระบอกปืนยกขึ้นสูง แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ทว่าช้าเกินไปไม่สามารถจับเป้าหมายได้ทัน เครื่องบินซีโร่บินตัดจากหัวเรือไปทางท้ายเรือ พลทหารออกแรงเหวี่ยงปืนไปทางขวามือทันที มอเตอร์ควบคุมการหันเหวี่ยงแรงเกินไปจนเขาพลัดหล่นฐานรอง บัวลอยเหยียบปลอกกระสุนปืนเสียหลักหกล้มหงายเก๋ง กระแทกเสากันตกที่วางแบนราบหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงร่วงหล่นลงสู่ท้องทะเลอันดามัน เดือนร้อนมายังเพื่อนๆ ต้องพาขึ้นเรืออย่างทุลักทุเล ปิดฉากตำนานพลยิง DS30MR ด้วยระบบอัตโนมือ
หนึ่งปีต่อมาพลทหารบัวลอยย้ายมาอยู่เรือต.997 ระหว่างลาดตระเวนบริเวณทะเลอันดามันจุดเดิม เครื่องบินซีโร่กับเรือหางยาวลำเดิมได้ปรากฏตัวขึ้น พลทหารหนุ่มเดินมาประจำการที่ Kolonka บังคับด้วยปลายนิ้วเพื่อยิงปืนกล AK-306 ใส่เครื่องบินไม่ปรากฏสัญชาติ เขาใช้เวลาเหนี่ยวไก 12 วินาทีส่งกระสุนปืนขนาด 30 มม.จำนวน 200 นัดขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นเป็นต้นมาไม่มีใครเจอเครื่องบินซีโร่อีกเลย ตอนนี้เรือหางยาวกำลังแล่นตรงเข้าใกล้เพื่อล้างแค้นแทนเพื่อน
ทหารหนุ่มเริ่มบิดขี้เกียจหนึ่งครั้ง คว้าผ้าสีแดงแขวนบนราวกันตกมาเช็ดหน้า ก่อนหยิบไอโฟนออกมาอ่านข่าวกีฬาที่ตนเองโปรด หงส์จมเรือใบมาเน่ยิงได้แต่ไม่ยอมพุ่ง เขาส่งยิ้มมุมปากให้กับตัวเองก่อนเก็บไอโฟน พร้อมกับจ้องมองเครื่องเล็งวงกลมความเร็วแบบโลหะเปิดของ Kolonka ก่อนบรรจงเหนี่ยวไก 6 วินาทีส่งกระสุนปืนขนาด 30 มม.จำนวน 100 นัดไปยังเรือเป้าหมาย จากนั้นเป็นต้นมาไม่มีใครเจอเรือหางยาวลำนี้อีกเลย
จากตัวอย่างที่ผู้เขียนนั่งเทียนเขียนจะเห็นได้ว่า การใช้งาน Kolonka ทำให้ทุกอย่างง่ายดายกว่าเดิม บวกกับปืนกลรัสเซียมีกระสุนปืนจำนวน 500 นัด สามารถยิงสกัดโดยใช้ปริมาณและอัตรายิงเป็นสิ่งทดแทน ถ้าเรือหลวงอ่างทองมีอุปกรณ์นี้เป็นระบบควบคุมการยิงสำรอง พลทหารบัวลอยคงไม่ตกน้ำป๋อมแป๋มให้เพื่อนล้อยันลูกบวช
ต้องบอกตรงนี้ว่าเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ข้อเท็จจริงการใช้งาน DS30MR อาจง่ายดายกว่านี้

กลับสู่เนื้อหาหลักของบทความกันอีกครั้ง สมาชิกจากอาเซียนมีการใช้งาน Kolonka เช่นกัน และประเทศที่มีใช้งานมากที่สุดก็คือพม่า ในภาพคือเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีหมายเลข 557 ยาวประมาณ 45 เมตร ระวางขับน้ำประมาณ 220 ตัน ติดปืนกล AK-230 จำนวน 2 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติ Type 91 ผลิตขึ้นเองอีก 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ C-80X จำนวน 2 นัด ติดเรดาร์ตรวจการณ์ Type 362 1 ระบบ เรดาร์เดินเรือ Furuno 1 ระบบ เรดาร์ควบคุมการยิงปืน Type 347G 1 เรดาร์ควบคุมการยิงจรวด Type-352 อีก 1 ระบบ รวมทั้งระบบควบคุมการยิงสำรอง Kolonka อีก 2 ระบบ
เรือลำนี้เป็นเรือลำแรกๆ ที่มีการติดจรวด อาวุธบางอย่างยังเก่าอยู่อาทิเช่นปืนหลัก รวมทั้งยังไม่มีระบบเป้าลวงและระบบแปลกๆ เป็นแท่งเหลี่ยมๆ มนๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรดาร์ 3 มิติควบคุมจรวดหรือระบบดาต้าลิงก์ แต่เรือลำนี้ของพม่าถือว่าจัดแน่นจัดเต็มหนึ่งลำ ผู้เขียนมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องติด Kolonka 2 ระบบ ผู้อ่านนึกสงสัยกันบ้างไหมครับ

ดูภาพถัดไปกันก่อนดีกว่า เรือตรวจการณ์พม่าทดสอบยิงปืนกล AK-230 กระบอกหัวเรือ จะเห็นว่ากระบอกปืนเล็งไปทางขวาทำมุม 10 นาฬิกา แต่เรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G อยู่ในตำแหน่งปรกติ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมคือ Kolonka ฝั่งซ้ายของเรือ พลยิงสวมชุดป้องกันไฟครบถ้วนถือว่าดีมาก เยื้องต่ำลงมาเล็กน้อยเห็นปืนกล Type 91 ซึ่งใช้ปืนกลขนาด 14.5 มม.จำนวน 4 กระบอก ปืนรุ่นนี้ออกแบบให้ใช้งานผ่านรีโมทควบคุม สามารถยิงด้วยมือจากหลังป้อมเหมือนกับ DS30MR ได้ ไม่ได้ติดเครื่องเล็งบนป้อมปืนเหมือนกัน แต่น่าจะใช้งานง่ายกว่าเพราะปืนน้ำหนักเบากว่า
เท่ากับว่าเรือลำนี้มีปืนอัตโนมัติหัวเรือถึง 3 กระบอก ที่จำเป็นต้องติดตั้ง Kolonka ถึง 2 ระบบนั้น ผู้เขียนอนุมานเอาเองว่าเพราะ Kolonka ควบคุมปืนได้ 2 กระบอก จึงต้องมี Kolonka ตัวที่สองเพื่อใช้ควบคุมปืนกล AK-230 กระบอกหลังด้วย กวาดตามองไปยังเรือประเทศอื่นก็ติดแบบนี้เช่นกัน คือใช้ Kolonka 1 ระบบกับปืนกล 2 กระบอก
ปืนกล AK-230 มีความสำคัญกับรัสเซียหรือโซเวียตในอดีตมาก สมัยก่อนนี้พวกเขาใช้ปืนกลขนาด 23 มม.แท่นคู่บ้าง ขนาด 25 มม.แท่นคู่บ้าง รวมทั้งขนาด 37 มม.แท่นคู่ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ครั้นพอพัฒนา AK-230 เข้าประจำการได้แล้ว ด้วยขนาดป้อมปืนที่เล็กกะทัดรัด (แต่กินพื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ) มีระบบบรรจุกระสุนปืนอัตโนมัติ พร้อมอัตรายิงสูงสุด 1,000 นัดต่อนาที ทำให้วอร์ซอประจำการปืนชนิดนี้บนเรือนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเรือลำเล็กๆ สามารถป้องกันตนเองได้ดีกว่าเดิม นี่คือปืนที่เปลี่ยนหลักนิยมเรือรบค่ายตะวันออกตลอดกาล มีความสำคัญมากแต่ชื่อเสียงน้อยกว่า AK-630 อย่างไม่น่าเชื่อ
 ปัจจุบัน AK-230 แทบจะเลือนหายไปแล้ว เหลือใช้งานบนเรือเก่าจำนวนหนึ่งเท่านั้น เรือตรวจการณ์และเรือช่วยรบรุ่นใหม่จะใช้งาน AK-306 ทดแทน เพราะใช้อะไหล่จำนวนมากร่วมกับ AK-630 ได้เป็นอย่างดี เคยมีการนำ Kolonka มาใช้งานกับปืนกลขนาด 23 มม. 25 มม. และ 37 มม.มาแล้ว ทว่าไม่ได้รับความนิยมจนแทบไม่ปรากฏภาพถ่าย

ภาพต่อไปเป็นเรือฟริเกต F-14 ซึ่งทันสมัยมากที่สุดของพม่า สารภาพบาปว่าเคยวาดภาพเรือลำนี้หลายครั้ง แต่จำชื่อไม่ได้จริงๆ รวมทั้งเรือทุกลำของเขา รวมทั้งเรือทุกลำของชาติอื่นก็เช่นกัน ผู้เขียนจำได้แค่ชื่อชั้นเรือที่คนทั่วมักนิยมเรียกกัน ส่วนชื่อยิบย่อยอะไรพวกนี้บอกได้คำเดียวว่าตาย เพราะฉะนั้นขอเรียกเรือลำนี้ว่า F-14 ง่ายๆ แบบนี้แหละ
เล่นเกมจับผิดกันดูสักหน่อยเป็นไร เรือลำนี้มีอะไรแปลกๆ ติดอยู่เต็มลำ เริ่มกันจากแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน Igla แบบ 6 ท่อยิง รูปร่างประหลาดเหมือนตู้โทรศัพท์เสียบเสาทิ้งไว้ ต่อด้วยปืนกล AK-630 ใช้ป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ เพราะฉะนั้นป้อมปืนนี้มาจากจีนไม่ใช่รัสเซีย ก้มลงไปเล็กน้อยเห็นระบบเป้าลวงอาวุธนำวิถี หน้าตาคล้ายคลึงระบบเป้าลวง Dagaie ซึ่งมีใช้งานบนเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ท่อยิงตอร์ปิโดเบาแฝดสามอยู่ใต้สะพานเดินเรือถือว่าแปลก ทีนี้แหงนหน้าขึ้นมองหลังคาสะพานเดินเรือบ้าง จะเห็น Kolonka หน้าตาแปลกพิกลล้อมด้วยราวกันตก
Kolonka บนเรือ F-14 แปลกอย่างไร? ผู้เขียนรู้สึกว่าตรงก้านมันตันๆ เหมือนคอตัวเอง เพียงแต่ภาพไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไร เพื่อให้ข้อสงสัยนี้กระจ่างแจ้งในคืนลอยกระทง จึงถอดจิตเดินทางไปสืบที่กองทัพเรือเวียดนามบ้าง ประเทศนี้ใช้งาน Kolonka บนเรือรบจำนวนมากเช่นกัน และภาพถัดไปมาจากเรือฟริเกตชั้น Gepard ซึ่งพวกเขามีอยู่จำนวน 4 ลำ

ค่อนข้างชัดเจนว่าเหมือนกับเรือ F-14 ของพม่า Kolonka ของโปแลนด์และรัสเซียตรงก้านจับจะแยกซ้ายขวา โดยมีช่องว่างเล็กๆ ตรงกลางใต้เครื่องเล็ง ผู้เขียนขอตั้งชื่อให้เองว่ารุ่นก้านวาย แต่ของเวียดนามก้านจับจะเป็นเหล็กทั้งแท่ง ผู้เขียนขอตั้งชื่อให้เองว่ารุ่นก้านตัน ขนาดเครื่องเล็งอาจต่างกันเล็กน้อยไม่ใช่ประเด็น ที่เป็นประเด็นจนเกิดคำถามตามมาก็คือ ของเวียดนามเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดหรือเปล่า?  หรือเป็นรุ่นส่งออก? หรือเวียดนามกับพม่าพัฒนาขึ้นมาเอง? หรือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ Kolonka? ทั้งหมดนี้ผู้เขียนขอรวบรวมไว้เป็นคำถามข้อแรก
ก่อนอื่นมาทายคำถามข้อที่สองกันก่อน คำถามมีอยู่ว่า…Kolonka ติดอยู่ตรงไหนของเรือฟริเกตชั้น Gepard? ให้เวลาคิด 5 นาทีแล้วค่อยดูภาพถัดไปนะครับ (จะปิดบังภาพกันอย่างไรละหนอ?)
คำตอบคำถามข้อที่สองก็คือ Kolonka ติดอยู่บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบเปิดโล่งของเรือฟริเกตชั้น Gepard ที่ว่าเปิดโล่งคือมีอุปกรณ์ลากเฮลิคอปเตอร์เข้ามาจอด พับใบพัดเสียบเข้ามาในโรงเก็บขนาดค่อนข้างสั้น ส่วนตัวเครื่องตากแดดตากฝนทนทุกสภาวะเช่นเดิม การใช้งาน Kolonka ค่อนข้างลำบากพอตัว พลยิงจะต้องปีนบันไดลิงจำนวน 3 ชั้นด้วยกัน ขึ้นไปบนจุดที่มีธงเหลืองฟ้าโบกสะบัดนั่นแหละครับ จากนั้นจึงทำการเล็งจำลองไปยังเป้าหมายที่ต้องการ

การยิงปืนกลด้วย Kolonka ทั้งหมดเป็นการเล็งจำลอง เพราะอุปกรณ์ช่วยเล็งไม่ได้อยู่ด้านหลังป้อมปืน ต้องมีการปรับแต่งปืนแต่ละกระบอกให้ยิงดักยิงเผื่อล่วงหน้าไว้ก่อน ถ้าอยู่ใกล้กันแบบเรือภาพที่ 3 หรือ 4 การปรับแต่งจะไม่ยากเท่าไร แต่ถ้าอยู่ห่างไกลแบบภาพที่ 7 หรือ 8 งานนี้เริ่มลำบาก ถ้าต้องบังคับปืน 2 กระบอกที่อยู่ห่างไกลกัน พลยิงจะเกิดอาการเหวอๆ อยู่บ้างในช่วงแรก วิธีแก้ไขคือซ้อมยิงด้วยกระสุนจริงมากครั้งเข้าไว้ และพยายามอย่าเปลี่ยนพลยิงให้บ่อยเกินไป
เนื่องมาจาก Kolonka ไม่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์เลย สงครามอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ส่งผลกระทบกับการใช้งาน แต่เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมโอกาสผิดเพี้ยนจึงมีสูง ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจระบบให้ดีเสียก่อน เหมือนรถเก๋งสมัยก่อนมีสายคันเร่งภายในห้องเครื่อง แต่รถเก๋งปัจจุบันใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดอะไรประมาณนี้
กลับมาที่คำถามข้อแรกอีกครั้ง Kolonka รุ่นก้านตันคืออะไรกันแน่? ผู้เขียนสวมวิญญาณโคนันยอดนักสืบจิ๋ว ตามดมกลิ่นกลับไปยังอดีตกาลสมัยตัวเองเป็นเด็กน้อย แล้วในที่สุดก็ได้พบเจอของดีของเด็ดโดนใจ

นี่คือภาพแสกนจากนิตยสารสงครามเมื่อ 32 ปีที่แล้ว เห็นทหารบนเรือลาดตระเวนของโซเวียต ยืนคาบซิการ์ใกล้กับ Kolonka รุ่นก้านตัน ส่วนอีกภาพสหายรัสเซียกำลังทดสอบเครื่องเล็ง ซึ่งในนิตยาสารใช้คำว่า ศูนย์รวมโคลอนคา เพราะฉะนั้นเราได้คำตอบชัดเจนแล้วว่า Kolonka ของเวียดนามไม่ใช่รุ่นล่าสุด ไม่ใช่รุ่นส่งออก ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเอง และเป็น Kolonka ตัวจริงเสียงจริง ส่วนรุ่นก้านตันจะเก่ากว่าหรือใหม่กว่ารุ่นก้านวาย ผู้เขียนขอติดไว้ก่อนแล้วกันนะครับ
เรามาชมแผนภาพระบบควบคุมการยิงของรัสเซียกันบ้าง ผู้อ่านอย่าเพิ่งสับสนกับคำว่าโซเวียตและรัสเซียนะครับ เหตุการณ์ที่เกิดก่อนปี 1991 เป็นโซเวียต เหตุการณ์ที่เกิดหลังจากนั้นเป็นรัสเซียง่ายๆ แค่นี้เอง

จากแผนภาพแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน A คือระบบควบคุมการยิงหลัก ใช้เรดาร์หรือออปทรอนิกส์ในการติดตามเป้าหมาย ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทันสมัย พลยิงนั่งภายในเรือบังคับอาวุธปืนด้วยปลายนิ้ว เหมือนกับระบบควบคุมการยิงฝั่งตะวันตก ส่วน B คือระบบควบคุมการยิงสำรอง ใช้ Kolonka ตั้งบนดาดฟ้าเรือใกล้กับตู้ไฟ ใช้อุปกรณ์ติดตั้งควบคุมคล้ายคอมพิวเตอร์พกพา หน้าตาโปรแกรมเหมือนสมัยบิล เกตส์ ยังอาศัยอยู่ในโรงรถพ่อตัวเอง
อย่างที่รู้ว่ากองทัพเรือไทยสั่งซื้อปืนกล AK-306 จากรัสเซีย เพราะฉะนั้นเนื้อหาต่อจากนี้จะเกี่ยวข้องกับปืนกระบอกนี้ รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมการยิงรูปแบบแตกต่างกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นทุกคนตามข้าพเจ้ามา

เรือหมายเลข 11 ในภาพคือเรือชั้น Svetlyak หรือ Project 10412 ชื่อ VLN-11 Triglav ของสโลวาเนีย ระวางขับน้ำเต็มที่ 375 ตัน ยาว 49.5 เมตร กว้าง 9.2 เมตร กินน้ำลึก 2.5 เมตร ติดปืนกล AK-306 ที่หัวเรือจำนวน 1 กระบอก มาพร้อมระบบตรวจจับแบบจัดแน่นจัดเต็มล้นลำ เริ่มจากออปทรอนิกส์ควบคุมการยิงจากรัสเซีย ต่อกันด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ถัดไปหน่อยเดียวเป็นระบบควบคุมการยิงสำรอง Kolonka บนเสากระโดงเป็นเรดาร์เดินเรือ ถัดจากเรดาร์เป็นกล้องตรวจการณ์กลางคืน เรือลำนี้ทันสมัยมากรวมทั้งราคาแพงมาก ใช้ระบบควบคุมการยิงปืนกล AK-306 แผน AB
ก่อนไปที่เรือลำอื่นผู้เขียนขอเฉลยปริศนาเสียก่อน ภาพถ่ายใบแรกสุดมาจากเรือชื่อ VLN-11 Triglav ของสโลวาเนียลำนี้แหละ เรือติด Kolonka หน้าเสากระโดง ติดเสาวิทยุริมหน้าต่างสะพานเดินเรือ และติดปืนกล AK-306 1 กระบอกที่หัวเรือ ฉะนั้นถ้าเราบังคับ Kolonka ไปทางขวามือหรือซ้ายมือนิดหน่อย เสาวิทยุที่เห็นอยู่ในภาพจะไม่เป็นอะไรเลย เพราะนี่คือการเล็งจำลองไม่ใช่เล็งจริง ผู้อ่านท่านใดทายถูกโทรเลขมาบอกด้วยนะครับ J

ส่วนลำนี้เป็นเรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่งคาซัคสถาน เรือชั้น Project 300 ถูกปรับปรุงมาจากแบบเรือ Project 22180 ของรัสเซีย ระวางขับน้ำ 218 ตัน ยาว 41.75 เมตร กว้าง 7.8 เมตร ความเร็วสูงสุด 30 นอต ติดปืนกล AK-306 บริเวณหัวเรือ ใช้ระบบควบคุมการยิง Kolonka รุ่นก้านวายบนหลังคาสะพานเรือ จึงถูกจัดให้เป็นแผน B อย่างชัดเจน

ลำถัดไปมาจากกองทัพเรือคาซัดสถานบ้าง Project 250 Patrol Vessel หรือ Kazakhstan Class ปรับปรุงมาจากเรือชั้น Project 300 ของหน่วยยามฝั่งอีกที ระวางขับน้ำ 230 ตัน ยาว 42.2 เมตร กว้าง 7.8 เมตร ใช้เครื่องยนต์ MTU จากเยอรมันจำนวน 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 30 นอต ติดปืนกล AK-306 บริเวณหัวเรือ ใช้ออปทรอนิกส์ควบคุมการยิง Sens-2-250 พัฒนาขึ้นมาเอง ติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน Igla พร้อมแท่นยิงแฝดสี่รุ่น Arbalet-K รวมทั้งระบบแท่นยิงแฝดสี่ Baryer-VK สำหรับจรวดอเนกประสงค์นำวิถีเลเซอร์รุ่น RK-2V ซึ่งมีระยะยิงไกลสุดประมาณ 7.5 กิโลเมตร
Kazakhstan Class เป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งตัวจิ๊ดลำหนึ่งของโลก ประเทศคาซัดสถานไม่มีพื้นที่ติดกับทะเลหลวง ทั้งกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่งต้องทำงานในทะเลแคสเบี้ยน ประเทศเขามีพื้นที่น้อยนิดยังแยกหน่วยงานเลยครับ ไม่ทราบว่าประเทศเราจะทำกันเมื่อไหร่ เรือลำนี้ใช้ระบบควบคุมการยิงปืนกล AK-306 แผน A+ คือใช้ระบบออปทรอนิกส์ของตัวเอง
แล้วแผน A แท้ๆ ที่ใช้ออปทรอนิกส์ของรัสเซียมีหรือไม่? มีสิครับ….เยอะแยะตาแป๊ะไก่
กลับมาที่กองทัพเรือคาซัคสถานกันอีกครั้ง เพื่อได้พบกับเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง Project 10750E สภาพใหม่เอี่ยม MCM Alatau สร้างโดยอู่ต่อเรือในรัสเซีย ระวางขับน้ำ 169 ตัน ยาว 32 เมตร กว้าง 6.9 เมตร ติดปืนกล AK-306 บริเวณหัวเรือ ใช้ออปทรอนิกส์ควบคุมการยิงจากรัสเซีย รวมทั้งโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดกับยานทำลายทุ่นระเบิดใต้น้ำรุ่น A9-M

เรือลำนี้ขนาดเล็กมากจนถูกเรียกว่า Harbor Minesweeper ทว่าติดปืนกลอัตโนมัติพร้อมระบบควบคุมการยิงทันสมัย โดยใช้พื้นที่จำนวนน้อยนิดบนเรือได้อย่างเหมาะเจาะ นี่คือแผน A แท้ๆ จากดินแดนหลังม่านเหล็ก นำมาใช้งานบนเรือลำเล็กลำน้อยกองทัพเรือไทยได้อย่างสบาย ไม่ทราบว่ามีใครสนใจบ้างไหมเอ่ย?
บทความเดินทางมาถึงตอนจบแล้ว ผู้เขียนสามารถสรุปความตามท้องเรื่องได้ 3 ประการดังนี้
1. AK-306 คือปืนกลอัตโนมัติธรรมดาๆ นี่แหละ สามารถใช้เรดาร์หรือออปทรอนิกส์ทุกรุ่นควบคุมการยิงได้ ไม่อยากใช้ของรัสเซียใช้ของสวีเดนหรืออเมริกาก็ได้ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินค่าพัฒนาระบบเพิ่มเติมเข้าไปด้วย
2. Kolonka ยังได้รับความนิยมในการใช้เป็นระบบควบคุมการยิงสำรอง แต่มีคู่แข่งมากขึ้นในการใช้เป็นระบบควบคุมการยิงหลัก เนื่องจากใช้งานตอนกลางคืนลำบาก ใช้งานตอนฝนตกก็ลำบาก สู้ควบคุมด้วยรีโมทจากภายในเรือไม่ได้
3. Kolonka จะมาประเทศไทยหรือไม่มีด้วยกัน 2 เงื่อนไข ถ้านำมาติดบนเรือตรวจการณ์ไม่กี่ลำคิดว่าคงไม่มา แต่ถ้าเรือฟริเกตรัสเซียมาตามนัดไม่ว่าลำไหนก็ตาม อาจต้องส่งพลยิงไปฝึกใช้งาน Kolonka ที่เวียดนาม ไปพม่าไม่ได้เพราะระบบผูกกับเรดาร์ควบคุมการยิงของจีน อยากโหดสลัดรัสเซียต้องฮอยอันฉันรักเธอสถานเดียว
บทความนี้ค่อนข้างยาวพอสมควร มีการใส่จินตนาการเหนือความรู้เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อให้เห็นภาพจากมุมมองอื่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณมากๆ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าสวัสดีครับ ^_+
                     -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
นิตยาสารสงครามฉบับปี 2530



วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

HX Fighter Programme


โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่กองทัพอากาศฟินแลนด์

สาธารณะรัฐฟินแลนด์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยุโรป พื้นที่ใหญ่โตอันดับ 8 ก็จริงแต่จำนวนประชากรเบาบางที่สุด มีชายแดนติดกับสวีเดน นอร์เวย์ และรัสเซีย ประเทศสุดท้ายถือเป็นภัยคุกคามหลักในปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงหลังรัสเซียออกมาฮึ่มๆ ใส่บ่อยครั้ง เพื่อห้ามไม่ให้ฟินแลนด์เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้
ลูกหลานลุงซานต้าจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง จนกว่านาโต้พี่น้องร่วมน้ำสาบานจะเข้ามาช่วยเหลือ เครื่องบินขับไล่ถือเป็นอาวุธสำคัญลำดับต้นๆ จึงได้มีการปรับปรุงใหญ่ติดอาวุธทันสมัยมากขึ้น แต่เนื่องมาจากอายุการใช้งานค่อนข้างยาวนาน ทุกลำต้องปลดประจำการภายในไม่เกิน 11 ปี รัฐบาลจำเป็นต้องซื้อเครื่องบินใหม่เอี่ยมเข้ามาทดแทน

HX Programme คือชื่อโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ของฟินแลนด์ กองทัพอากาศเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปลายปี 2015 เครื่องบิน 64 ลำจะเข้าประจำการภายในปี 2030 โดยใช้งบประมาณ 7 ถึง 10 พันล้านยูโร หรือ 235,270 ล้านบาทถึง 336,100 ล้านบาท โครงการนี้ใช้เงินภาษีประชาชนค่อนข้างสูงมาก ทัพฟ้าฟินแลนด์ชี้แจงอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ว่า
1.เครื่องบินรุ่นเก่าถูกทดแทนด้วยเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์
2.จรวดต่อสู้อากาศยานกับอากาศยานไร้คนขับไม่สามารถทดแทนเครื่องบินขับไล่ได้
3.ฟินแลนด์ต้องการเครื่องบินขับไล่จำนวนมากเพียงพอเพื่อป้องกันตนเอง
4.เครื่องบินรุ่นใหม่สามารถโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้ทั้งบนอากาศ บนบก และในทะเล
คำชี้แจงค่อนสั้นแต่ชัดเจนตามนิสัยชาวฟินแลนด์ ส่วนหัวข้อหลักในการพิจารณาคัดเลือกแบบเครื่องบิน แบ่งออกเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆ ประกอบไปด้วย
1.ประสิทธิภาพ
2.ราคา
3.ผู้ผลิตเครื่องบินกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ
4.ผลกระทบต่อนโยบายป้องกันประเทศ
เครื่องบินรุ่นใหม่จะมีอายุการใช้งานถึงปี 2060 ต้องรองรับภัยคุกคามตลอด 30 ปีเต็มได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยที่สุดคือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงฝ่ายตรงข้าม การพิจารณาแบบเครื่องบินต้องมองให้ไกลกว่าเดิม การพัฒนาเครื่องบินต่อไปในภายภาคหน้า มีความสำคัญกว่าประสิทธิภาพเครื่องบินในปัจจุบัน บริษัทที่เข้าร่วมโครงการต้องนำเสนอแผนการพัฒนาเครื่องบิน ควบคู่ไปกับการยื่นข้อเสนออื่นๆ ตามปรกติ ไม่ได้เป็นหัวข้อหลักที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชนก็จริง แต่ถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายในการคัดเลือกแบบเครื่องบิน ซึ่งผู้เชียนอยากให้เข้าใจตรงกันล่วงหน้าเสียก่อน
ทำในเรื่องนี้มีความสำคัญกับฟินแลนด์? อยากให้มองกรณีเลวร้ายมากที่สุดกันสักนิด
ปี 2020 พวกเขาต้องเผชิญ Su-30 ซึ่งเป็นเครื่องบินเก่าไม่น่ากลัวสักเท่าไร
ปี 2030 พวกเขาต้องเผชิญ Su-57 ซึ่งเป็นเครื่องบินยุค 5 เกือบแท้ น่ากลัวขึ้นมา 50 เปอร์เซ็นต์
ปี 2040 พวกเขาต้องเผชิญ Mig-41 ซึ่งเป็นเครื่องบินยุค 6 เกือบแท้ น่ากลัวขึ้นมาสองเท่าตัว
ปี 2050 พวกเขาต้องเผชิญ T-60 Project ซึ่งเป็นเครื่องบินยุค 6 ของแท้ ช่างน่ากลัวอย่างถึงที่สุด
ถ้าเครื่องบินที่ได้รับการคัดเลือกไม่สามารถปรับปรุงเพิ่มเติม ไม่สามารถรองรับอาวุธใหม่ เทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งการรบรูปแบบใหม่ได้ ตั้งแต่ปี 2040 เป็นต้นไปพวกเขาจะลำบากแสนสาหัส โครงการนี้จำเป็นต้องเกิดและทำให้ได้ตามความตั้งใจ ฤดูใบไม้ผลิปี 2016 ฟินแลนด์ส่งคำเชิญในการเสนอข้อมูลหรือ Request For Information หรือ RFI ไปยังบริษัทผลิตเครื่องบินที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ข้อมูลที่คณะกรรมการคัดเลือกต้องการประกอบไปด้วย
1.เครื่องบินขับไล่
2.ระบบอาวุธ
3.อุปกรณ์ในการฝึกอบรม
4.การฝึกอบรม
5.ระบบควบคุมและสั่งการ
6.การซ่อมบำรุง
7.การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ
8.ราคาเริ่มต้น
ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2018 ฟินแลนด์ส่งคำเชิญสำหรับใบเสนอราคาหรือ Request For Quotation หรือ RFQ ไปยังรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน และอเมริกา เพื่อให้ส่งต่อไปยังบริษัทผลิตเครื่องบินจำนวน 5 ราย ที่ตอบกลับคำเชิญในการเสนอข้อมูลมายังฟินแลนด์ ทั้งหมดล้วนเป็นหน้าเดิมเคยปะทะกันหลายครั้งในหลายประเทศ
ปีหน้าจะเป็นการแข่งขันอย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนมีการตัดสินผู้ชนะเลิศกลางปี 2021 จากนั้นโครงการเริ่มเดินหน้าต่อทันที เครื่องบินใหม่เข้าประจำการภายในปี 2030 หรือล่าช้าไม่เกินปี 2031 ส่วนเครื่องบินเก่าปลดประจำการภายในปี 2030 เป็นการทดแทนในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ลำ ฉะนั้นตามแผนจะไม่มีช่วงเวลาที่การป้องกันประเทศอ่อนแอลง

ผู้อ่านเห็นภาพโครงการชัดเจนแล้วนะครับ ก่อนข้ามไปยังเรื่องอื่นขอเขียนถึงความต้องการพิเศษ โดยปรกติแล้วการซื้ออาวุธในปัจจุบัน ผู้ซื้อมักมีความต้องการเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาวุธ บางประเทศต้องการให้เปิดเผย Source Code บางประเทศต้องการซื้ออาวุธด้วยสินค้าเกษตรกรรม บางประเทศต้องการให้ลงทุนกลับคืนวงเงินเท่านั้นเท่านี้ บางประเทศอยากได้ของแถมพวงกุญแจ ปากกา แก้วน้ำ หรือตุ๊กตา สำหรับฟินแลนด์มีความต้องการค่อนข้างชัดเจน อุตสาหกรรมภายในประเทศต้องมีส่วนร่วม 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปของมูลค่าโครงการ ยิ่งมีส่วนร่วมมากยิ่งได้คะแนนพิเศษเพิ่มมากขึ้น นี่คืออีกหนึ่งจุดชี้เป็นชี้ตายของโครงการนี้ รบกวนทดข้อมูลไว้ในใจแล้วไปเรื่องอื่นกันต่อเลย
เรามาทำความรู้จักกองทัพอากาศฟินแลนด์กันสักนิด พวกเขามีเครื่องบินขับไล่รุ่นเดียวคือ F/A-18 Hornet จำนวน 62 ลำ แบ่งเป็น F/A-18C ที่นั่งเดี่ยวจำนวน 55 ลำ F/A-18D สองที่นั่งอีก 7 ลำ ฟินแลนด์เข้าประจำการ Hornet ในปี 1992 เพื่อทดแทนเครื่องบิน Saab 35 Draken กับ MiG-21 ที่เริ่มชราภาพตามกาลเวลา F/A-18D สร้างในอเมริกาทุกลำ แต่ F/A-18C ประกอบเองภายในประเทศโดยบริษัท Patria ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธใหญ่โตที่สุดของฟินแลนด์

ปี 2006-2010 กองทัพอากาศปรับปรุงเครื่องบิน F/A-18 ตามโครงการ MLU1 นอกจากจัดการโครงสร้างเครื่องบินใหม่แล้ว ยังได้ติดตั้งระบบพิสูจน์ทราบฝ่ายรุ่นใหม่ ซื้อหมวด Helmet มาใช้งานคู่กับจรวดอากาศ-สู่-อากาศ AIM-9X Sidewinder จำนวน 150 นัด ติดตั้งระบบ Tactical Moving Map ทำภารกิจอากาศ-สู่-อากาศได้ดีกว่าเดิม
ปี 2012-2016 กองทัพอากาศปรับปรุงเครื่องบิน F/A-18 ตามโครงการ MLU2 สามารถทำภารกิจอากาศ-สู่-พื้นได้ดีกว่าเดิม นอกจากกระเปาะ Litening ระเบิดนำวิถี จรวดร่อน และจรวดอากาศ-สู่-พื้นรุ่นใหม่จากอเมริกา ยังมีจรวดอากาศ-สู่-อากาศ AIM-120C-7 AMRAAM อีก 300 นัด เปลี่ยนระบบสื่อสารใหม่ทั้งหมด ติดตั้ง Link-16 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องบิน ปรับปรุงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ติดตั้งระบบเป้าลวงรุ่นใหม่ เปลี่ยนหน้าจอ LCD ในห้องนักบินใหญ่กว่าเดิม อัพเดทระบบซอฟแวร์เป็นรุ่นล่าสุด พูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนใหม่ทุกอย่างยกเว้นเรดาร์กับเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้น F/A-18 มือสองของฟินแลนด์น่าสนใจมาก แต่มีข้อแม้ว่าประเทศที่ซื้อไปควรมีหิมะปกคลุมทั้งปี ไม่ใช่โดนแดดเผาหัวปีจนถึงท้ายปี
ระบบอาวุธทันสมัยที่ฟินแลนด์จัดหามาใช้งาน เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีความสำคัญกับโครงการนี้
กองทัพอากาศยังมีเครื่องบินฝึกขั้นสูง Hawk จากอังกฤษ ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกที่สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ Hawk 51 เริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1980 ปัจจุบันเหลืออยู่จำนวน 31 ลำ แบ่งเป็น Hawk 51 จำนวน 8 ลำ Hawk 51A จำนวน 7 ลำ และ Hawk 66 อีก 16 ลำ เครื่องบินทุกลำได้รับการปรับปรุงใหญ่ เหมาะสมกับการฝึกนักบิน F/A-18 มากกว่าเดิม ติดตั้ง Hawk Link system ของ Patria สามารถส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคลื่นวิทยุ ติดตั้งจอ HUD หรือ Head-Up Display ติดตั้งจอ LCD สำหรับ Moving Map ประจำการได้จนถึงปี 2030 หรือมากกว่า ฉะนั้นยังทันถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเครื่องบินขับไล่ลำใหม่
ได้รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างครบถ้วนแล้ว เชิญพบกับผู้เข้าแข่งขันโครงการนี้ต่อเลยครับ
1.Lockheed Martin F-35
                F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ยุค 5 ตัวจริงเสียงจริงที่สามารถแตะต้องได้ เป็นเครื่องบินใหม่ล่าสุดในจำนวน 5 ลำที่เข้าแข่งขัน มีทุกอย่างตรงตามความต้องการของฟินแลนด์ สามารถพัฒนาและปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม บริษัทผู้ผลิตมีแผนการพัฒนาอย่างชัดเจน แต่อาจมาล่าช้าไปบ้างเพราะฟินแลนด์ไม่ได้ร่วมโครงการตั้งแต่แรก ประเทศในยุโรปจำนวนมากสั่งซื้อเข้ามาประจำการ ทั้งอิตาลี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เบลเยี่ยม รวมทั้งโปแลนด์ในอนาคต ถ้าต้องการเลือกอนาคตต้องเป็นลำนี้ลำเดียวเท่านั้น คุณจะใช้งานได้จริงสินค้าตรงหน้าปกและเจ็บตัวน้อยที่สุด

                F-35 ใช้อาวุธทุกชนิดที่ฟินแลนด์จัดหาใหม่ได้ F/A-18 C/D อาจปลดประจำการภายในปี 2030 แต่อาวุธยังสามารถใช้งานได้อีก 10-15 ปีแล้วแต่ชนิด F-35 ใช้งานอาวุธรุ่นใหม่ของนาโต้ในอนาคตได้ ทำภารกิจได้หมดตั้งแต่ออกงานวันเด็ก ลาดตระเวนหาข่าว สกัดกั้นเครื่องบินผู้รุกราน โจมตีบนบก โจมตีในทะเล รวมทั้งโจมตีทางลึก ด้วยคุณสมบัติและสมรรถนะของเครื่องบิน ทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้วยรูปแบบแตกต่างจากเดิม F-35 มีคุณสมบัติลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ ถ้ามียุทธวิธีที่ดี มีการวางแผนที่ดี และมีนักบินฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ด้วยเครื่องบินเพียงไม่กี่ลำคุณสามารถชนะศึกได้อย่างง่ายดาย
ข้อเสียของเครื่องบินลำนี้ก็มีเช่นกัน เรื่องแรกสุดค่าใช้จ่ายในการใช้งานและซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง เพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ แต่มีข้อดีคือเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ของใหม่ทันที ถ้าเลือก F-35 เท่ากับเลือกก้าวกระโดดไปข้างหน้า อาจมีการเจ็บตัวสักเล็กน้อยคงว่ากันไม่ได้ ข้อเสียอีกเรื่องก็คืออาจได้เครื่องบินล่าช้ากว่าแผนการ เนื่องจากว่าคิวยาวมากชนิดล้นหลามไปอีกหลายปี ทุกประเทศยกเว้นรัสเซียกับจีนอยากเป็นเจ้าของ F-35 กันทั้งนั้น
ผู้อ่านบางคนอ่านติดใจเรื่องราคาเครื่องบิน นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดโดยความมุมานะ ปี 2018 ราคาเครื่องบิน F-35A อยู่ที่ 89.2 ล้านเหรียญ มีการคาดหมายว่าจะลดลงเหลือ 80 ล้านเหรียญในปี 2020 ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2019 เพนตากอนกับ Lockheed Martin แถลงข่าวร่วมกันว่า ราคาเครื่องบิน F-35A ล๊อตที่ 12 อยู่ที่ 82.4 ล้านเหรียญ ล๊อตที่ 13 อยู่ที่ 79.2 ล้านเหรียญ และล๊อตที่ 14 อยู่ที่ 77.9 ล้านเหรียญ ราคาถูกลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งไปแล้ว
                F-35 สมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินลำอื่นก็จริง แต่นี่คือการแข่งขันที่มีเดิมพันระดับชี้เป็นชี้ตาย คู่แข่งขันหลายรายพร้อมทุ่มสุดตัวเพราะเป็นทางเลือกเดียว คนที่ประมาทเลินเล่อจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน นาทีนี้ Lockheed Martin เดินหน้าเต็มสูบ และพร้อมที่จะทำตามทุกๆ เงื่อนไขของฟินแลนด์ F-35 ถูกจัดให้เป็นเต็งหามนอนมาพระสวดที่แท้จริง ปัญหาก็คือรัฐบาลอเมริกาพวกเขาต้องการเดินหน้าเต็มสูบหรือเปล่า? ที่ผู้เขียนสงสัยเป็นเพราะเครื่องบินลำถัดไป
2 Boeing F/A-18 Super Hornet
                F/A-18 E/F Super Hornet และเครื่องบินจากบริษัท Boeing ทุกลำ ถือเป็นลูกรัก ลูกสุดที่รัก หรือลูกเทวดาของรัฐบาลอเมริกายุคปัจจุบัน รักมากแค่ไหนเหรอครับ? มากขนาดท่านประธานาธิบดีพูดเองว่าฟินแลนด์ซื้อ Super Hornet แล้ว ทั้งๆ ที่การตัดสินจะเกิดขึ้นจริงกลางปี 2021 โน่น นโยบาย American First มีสองมาตรฐานอย่างชัดเจน

                แม้ผู้เขียนจะไม่ประทับเรื่องนี้เลย แต่ยอมรับว่า Super Hornet เหมาะสมกับฟินแลนด์ค่อนข้างมาก วงเล็บต่อท้ายถ้ามองแค่เพียง 15 ปีข้างหน้า เพราะกองทัพอากาศคุ้นเคยกับเครื่องบินตระกูลนี้ แม้ Super Hornet จะใหญ่กว่า Hornet จนใช้งานอะไหล่ร่วมกันได้น้อยมากก็เถอะ เครื่องบินมีความทันสมัยมากขึ้น ค่ายใช้จ่ายน้อยลง เรื่องจุกจิกน้อยลง ใช้อาวุธทั้งหมดที่ฟินแลนด์มีอยู่ได้เลย ใช้อุปกรณ์ภาคพื้นดินหลายอย่างจาก Hornet ได้เลย ตอนนี้ Boeing กำลังพัฒนารุ่น Block III ให้ดียิ่งขึ้น มีการติดตั้ง Conformal Fuel Tanks เพิ่มระยะปฏิบัติการ ติดระบบค้นหา Infrared Search And Track (IRST) ปรับปรุงแอร์เฟรมให้มีอายุใช้งานเป็น 10,000 ชั่วโมง รวมทั้งพัฒนาระบบดาต้าลิงก์ทันสมัยรุ่นใหม่
                แต่ถ้าพูดตามตรง Super Hornet มีความคล่องตัวค่อนข้างน้อย มีดีหลายอย่างก็จริงแต่ภาพรวมไม่โดดเด่นสักอย่าง เข้าร่วมการชิงชัยหลายรายการเป็นได้แค่ตัวประกอบ มีออสเตรเลียกับคูเวตเท่านั้นยอมเสียเงินซื้อไปใช้งาน รายสุดท้ายได้มาเพราะรัฐบาลช่วยผลักดันสุดแรง ต่อลมหายใจให้กับโรงงานได้อย่างจวนเจียน
                แต่ Super Hornet ยังมีหนทางคว้าชัยที่ฟินแลนด์ ผู้เขียนขอยกให้เป็นเต็งสองเต็มตัว อย่างที่รู้ว่างบประมาณโครงการนี้ไม่ได้กำหนดตายตัว เครื่องบินและระบบอาวุธต่างๆ ก็เช่นกัน บริษัท Boeing ตัดสินใจเดินหน้าเต็มกำลัง โดยมีมือที่มองไม่เห็นตามมาช่วยขยี้อย่างแข็งขัน พวกเขาส่งไอเทมลับเข้ามาต่อกรกับเพื่อนร่วมชาติ โดยการนำเสนอเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G Growler เพิ่มเข้ามา เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศฟินแลนด์เริ่มฟินไปตามๆ กัน
                นี่คือเครื่องบินตัวแสบที่อเมริกาหวงนักหวงหนา อยากได้ต้องซื้อ Super Hornet ครบจำนวนเพื่อเอาหางตั๋วมาแลก นี่คือเครื่องบินตัวป่วนที่หลายชาติต้องการที่สุด ติดอยู่ก็เพียงไม่รู้จะซื้อ Super Hornet ไปทำอะไร เอ๊ย! ติดอยู่ก็เพียงอเมริกาไม่ยอมขายให้ แต่กับโครงการ HX กองทัพเรือและรัฐบาลเปิดไฟเขียวผ่านตลอดทุกสี่แยก
                ปัญหาก็คือฟินแลนด์อยากได้ EA-18G Growler หรือเปล่า? ได้มาแล้วจะเอาไปทำอะไรต้องวางแผนใหม่หมด การชิงชัยระหว่างน้องเมียกับลูกสาวคนสวนกำลังเข้มข้นเร้าใจ สุดท้ายอาจตัดสินที่คะแนนเฮดทูเฮดแบบไทยลีก 2018
3. Saab Gripen
                สวีเดนเป็นประเทศเพื่อนบ้านของฟินแลนด์ มีสภาพอากาศเหมือนกัน มีภัยคุกคามหลักคือรัสเซียเหมือนกัน พวกเขาพัฒนาอาวุธสำคัญในการป้องกันตัวเองขึ้นมา สิ่งนั้นก็คือเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือเครื่องบินรบรัสเซีย มีคุณลักษณะเหมาะสมกับภูมิประเทศและยุทธวิธีการต่อสู้ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำและไม่ยุ่งยากในการใช้งาน ถ้าฟินแลนด์อยากลอกการบ้านทั้งอาวุธและยุทธวิธี ข้อเสนอจากสวีเดนคือทางเลือกที่ดีที่สุดของแจ้

                เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วันที่ 14 มิถุนายน 2019 Saab เดินหน้าโครงการ HX อย่างเต็มตัว ด้วยการเสนอเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุดให้กับฟินแลนด์ แบ่งเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยว Gripen E จำนวน 52 ลำ รุ่นสองที่นั่ง Gripen F จำนวน 12 ลำ และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า GlobalEye อีก 2 ลำ นี่คือยุทธวิธีที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต
Gripen E/F เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด พัฒนาต่อจาก Gripen C/D ก็จริงแต่ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ค่อนข้างน้อย เพราะ Gripen E/F มีขนาดใหญ่กว่าพอสมควร บรรทุกอาวุธได้มากกว่า บินได้ไกลกว่า ติดตั้งเรดาร์ทันสมัยกว่า อุปกรณ์ในห้องนักบินก็ทันสมัยกว่า สามารถใช้อาวุธจากค่ายนาโต้ได้เกือบทั้งหมด รวมทั้งอาวุธทันสมัยที่ฟินแลนด์จัดหามาใช้งาน ค่ายใช้จ่ายในการใช้งานต่ำที่สุด ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงน้อยที่สุด อะไรต่อมิอะไรค่อนข้างเหมาะสมกับฟินแลนด์ โชคร้ายที่คู่แข่งขันกระดูกขัดมันด้วยกันทุกราย และ Gripen E/F เองก็มีจุดด้อยปรากฏอย่างชัดเจน
เรื่องแรกสุดขนาดเครื่องบินค่อนข้างเล็ก คู่แข่งรายอื่นบรรทุกอาวุธได้มากกว่า บินได้ไกลกว่า ทำภารกิจโจมตีทางลึกได้ดีกว่า ใช้งานจรวดอากาศ-สู่-อากาศ Meteor ได้ก็จริง ทว่าคู่แข่งขันรายอื่นก็ใช้งานได้ยกเว้น Super Hornet และจุดด้อยที่ค่อนข้างสำคัญนั่นก็คือ Gripen ขายได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ Gripen E/F มีเพียงบราซิลสั่งซื้อจำนวน 36 ลำ โครงการของสวิสเซอร์แลนด์เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ โครงการที่อินเดียเฟสแรกแพ้ไปแล้ว ส่วนเฟสสองก็มีแนวโน้มที่จะแพ้ซ้ำซาก ขณะที่ Gripen C/D ก็มีสภาพไม่ต่างกัน บัลแกเรียกับสโลวักเลือกเครื่องบิน F-16V ทั้งๆ ที่สวีเดนเสนอเครื่องบินให้บัลแกเรียมากกว่าถึง 2 ลำ และมีความมั่นใจล้นแก้วว่าตนเองจะได้รับคัดเลือก แต่แล้วสุดท้ายก็บัวแล้งน้ำเศร้ากันทั้งประเทศ
ผลกระทบจากเรื่องนี้ค่อนข้างใหญ่ โดยเฉพาะกับการพัฒนาเครื่องบินให้ทันสมัยมากขึ้น (ทั้ง Gripen C/D และ Gripen E/F) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนพอสมควร แต่ถ้าไม่มีลูกค้ามาใช้บริการปรับปรุงเครื่องบิน เท่ากับว่าเป็นการโยนเงินลงสู่ท้องทะเล โครงการ HX ของฟินแลนด์จึงมีความสำคัญมาก ทั้ง Saab และรัฐบาลสวีเดนต้องทุ่มสุดตัวพลาดไม่ได้แล้ว
GlobalEye เป็นเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ารุ่นใหม่ล่าสุด ติดตั้งระบบเรดาร์ AESA รุ่น Saab Erieye ER (Extended Range) มีระยะตรวจจับไกลสุดถึง 650 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับ Gripen E/F และจรวด Meteor ได้เป็นอย่างดี มีกล้องตรวจการณ์ Electro-Optical ใต้ท้องเครื่อง สามารถตรวจการณ์ทางทะเล ค้นหาและกู้ภัย หรือช่วยนำวิถีให้กับจรวดต่อสู้เรือรบได้ GlobalEye 2 ลำจะทำให้ฟินแลนด์แข็งแกร่งกว่าเดิมวงเล็บต่อท้ายว่าจริงหรือเปล่า?
ทำไมต้องมีวงเล็บต่อท้าย? ผู้เขียนมองว่าถ้าฟินแลนด์ต้องการใช้งานเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า GlobalEye 2 ลำ น้อยเกินไปสำหรับเครื่องบินขับไล่ 64 ลำ สุดท้ายต้องเสียเงินซื้อ GlobalEye เพิ่มเติมอยู่ดี แต่ถ้าฟินแลนด์ไม่ต้องการใช้งานเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า GlobalEye 2 ลำจะกลายเป็นภาระของลูกหลาน ความต้องการของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน ยุทธวิธีในการรบของแต่ละประเทศก็เช่นกัน ฉะนั้นแล้วต้องอ่านเกมให้ขาดถ้าอยากเป็นผู้ชนะโครงการนี้
ผู้เขียนให้ Gripen E/F เป็นเต็งสามที่พร้อมจะสอดแทรก สาเหตุเป็นเพราะพวกเขากำลังเข้าตาจน พลาดโครงการนี้จะหายอดขาย 64 ลำได้จากที่ไหน ข้อเสนอเครื่องบินเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าถือว่าดีมาก แต่จะดีกว่านี้ถ้าเพิ่มจำนวนมากกว่านี้ ปลายปี 2020 หรือต้นปี 2021 เมื่อการชิงชัยพุ่งเข้าสู่โค้งสุดท้าย บางทีจำนวน GlobalEye อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 หรือ 4 ลำ
4.Dassault Rafale
            เครื่องบินลำถัดไปมาจากประเทศฝรั่งเศส บริษัทผู้ผลิตให้คำนิยามสั้นๆ ไว้ว่า เป็นเครื่องบินที่ผ่านการรบจริงมาแล้วมากกว่า 30,000 ชั่วโมง คู่แข่งรายอื่นอยากเถียงกลับก็เถียงไม่ออก เพราะกลัวโดนสวนหมัดขวาตรงด้วยคำว่า เป็นเครื่องบินเพียงรุ่นเดียวที่ผ่านการรบจริงในทวีปแอฟริกาเพราะเหลือแค่เพียงฝรั่งเศสที่ส่งกำลังรบมาประจำการในทวีปนี้

                Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่แท้จริง ทำภารกิจได้หมดทุกอย่างตั้งแต่โชว์ตัว บินผาดโผน ลาดตระเวน ขับไล่ครองอากาศ สกัดกั้น สนับสนุนภาคพื้นดิน โจมตีทางลึก โจมตีตอนกลางคืน เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ รวมทั้งใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน เพราะเป็นเครื่องบินกระดูกสันหลังของฝรั่งเศส จึงเป็นเครื่องบินที่มีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ช่วงเวลาและสถานการณ์ ระบบอาวุธก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน
Rafale มียอดขายขอใช้คำว่าไปเรื่อยๆ โรงงานไม่ได้ใหญ่โตปีหนึ่งผลิตออกมาได้จำนวนจำกัด แต่มียอดการผลิตเลยไปอีกหลายปีทีเดียวเชียว เพราะการตลาดที่สุดยอดเยี่ยม และการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ประธานาธิบดีฝรั่งเศสต้องเป็นเซลล์แมนผีมือติดอันดับโลก ส่วนกองทัพยอมทุ่มทุนสร้างเพื่อให้ลูกค้าควักกระเป๋าสตางค์ ทำให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะ 5 ปีหลัง) ฝรั่งเศสสามารถขายอาวุธได้อย่างเทน้ำเทท่า พวกเขาสามารถตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเต็มที่ มีแผนหนึ่งแผนสองแผนสามว่ากันไปตามสถานการณ์ ยกตัวอย่างให้ดูกันสักเล็กน้อย
ลูกค้ารายแรกสุดที่ซื้อ Rafale คืออียิปต์ พวกเขาต้องการเครื่องบินมาใช้งานอย่างเร่งด่วน และมีปัญหาเรื่องการเงินพอสมควร ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเจรจาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง กองทัพอากาศยอมตัดยอดเครื่องบินเพิ่งสร้างเสร็จให้กับอียิปต์ ส่วนรัฐบาลช่วยหาเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยไม่แพงมาให้ สุดท้ายจึงปิดยอดขายที่ 36 ลำสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย
 โครงการ MMRCA ของอินเดียก็เช่นกัน Rafale เอาชนะ Gripen E/F กับ Super Hornet ไปได้แบบไม่ยากเย็น ยอดรวมของโครงการนี้คือ 126 ลำ อินเดียต้องการสร้างเองจำนวนหนึ่งโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสและบริษัท Dassault ไม่มีปัญหาเลย แต่ปัญหามีอยู่ว่าอินเดียต้องการให้ฝรั่งเศสรับประกันเครื่องบินที่อินเดียสร้าง สุดท้ายโครงการนี้จึงเหลือแค่เพียง 36 ลำ เครื่องบินทุกลำผลิตในฝรั่งเศสรับประกันโดยฝรั่งเศสตามระยะเวลา
คิดว่าพวกเขาทำยอดขายหล่นหรือเปล่า?   ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่ เพราะอินเดียตั้งโครงการ MMRCA 2.0 ขึ้นมาหลังจากนั้น ยอดรวมทั้งหมด 110 ลำ เป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยว 75 เปอร์เซ็นต์ และต้องสร้างเองในประเทศทุกลำ Rafale เป็นเต็งหามเหมือนกับโครงการแรกอยู่ดี อยู่ที่ว่าการเจรจาครั้งใหม่จะสำเร็จหรือล้มเหลว นอกจากนี้กาตาร์ยังขอซื้อไปใช้งานอีก 36 ลำ คนงานที่โรงงานมีงานทำงานทุกวันไปอีกหลายปี นับเป็นช่วงเจริญรุ่งเรืองของเครื่องบินขับไล่เมืองน้ำหอม
กลับมาที่ฟินแลนด์กันอีกครั้ง หลังได้รับคำเชิญสำหรับใบเสนอราคา Dassault เริ่มต้นเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการส่งเครื่องบินมาทดสอบใช้งานจริงในสถานที่จริงซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ฝรั่งเศสตั้งใจที่จะขาย Rafale F4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดให้ มีการปรับปรุงระบบเรดาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการใช้งานอาวุธรุ่นใหม่ในอนาคตได้ อาทิเช่นจรวดอากาศ-สู่-อากาศ Mica NG หรือระเบิดนำวิถี ASSM Hammer ขนาด 1,000 กิโลกรัม รัฐบาลฝรั่งพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ความต้องการพิเศษของฟินแลนด์ไม่น่ามีปัญหา เมื่อเทียบกับอินเดียแล้วเรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อย
แต่ Rafale ก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะใช้งานอาวุธทันสมัยจากอเมริกาไม่ได้ จะให้ใช้งานได้ต้องมานั่งโมกันอีกพักใหญ่ แม้เครื่องบินมียอดขายน่าพอใจมาก แม้มีผลงานในการรบจริงมาอย่างโชกโชน แต่กลับไม่มีลูกค้าจากทวีปยุโรปแม้แต่รายเดียว สิ่งนี้เองเป็นจุดสำคัญต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ อะไรที่แตกต่างไปจากเพื่อนมักมีปัญหาเสมอ ผู้เขียนขอกำหนดเองให้เป็นเต็งสี่ เพราะเต็งสองกับเต็งสามมีอาการหนักกว่าเยอะ ส่วน Dassault กับฝรั่งเศสยังมีอินเดียให้ปวดไมเกรนเล่นอีกตั้ง 110 ลำ
5.Eurofigher Typhoon
            มาถึงลำสุดท้ายกันแล้วนะครับ สุดยอดเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจากยุโรป บรรทุกอาวุธได้มาก บินได้ไกล ติดระบบเรดาร์ทันสมัย พร้อมอาวุธร้ายแรงเต็มสองปีก ถูกออกแบบให้ปฏิบัติภารกิจอาทิตย์ละ 7 วัน วันละ 24 ชั่วโมง (ยกเว้นเครื่องบินเยอรมันจอดตายยกฝูงเพราะไม่มีเงินซ่อมบำรุงฮา) และถูกออกแบบมาเพื่อทวีปยุโรปโดยเฉพาะ

Eurofighter Typhoon เป็นโครงการใหญ่โตและสำคัญมาก ประจำการกับประเทศอังกฤษ เยอรมัน ออสเตรีย อิตาลี และสเปน รวมทั้งขายให้กับซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน จำนวนรวมค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Gripen หรือ Rafale ใช้งานอาวุธจากอเมริกาได้เกือบทั้งหมด ใช้งานอาวุธจากทวีปยุโรปได้ทั้งหมด มีการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องบินให้สูงมากขึ้น
ที่ผู้เขียนได้เขียนถึงทั้งหมดนั้น คือคำกล่าวอ้างจากบริษัทผู้ผลิตไปยังฟินแลนด์ แต่ในความเป็นจริงนั้นเล่าเครื่องบินจากอังกฤษลำนี้ค่อนข้างนิ่งมาก นอกจากจัดทำเว็บไซต์กับทวิตเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์แล้ว ได้มีการนำเครื่องบินมาโชว์ตัวพอเป็นพิธี หลังจากนั้นก็เริ่มเงียบหายไปพร้อมสายลม ให้คู่แข่งขัน 4 รายปล่อยของเด็ดโดนใจใส่กันอย่างเมามัน
 Typhoon เป็นเครื่องบินที่ดีมากลำหนึ่ง แต่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานและซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง เป็นรองก็เพียง F-35 ลำเดียวเท่านั้น มีความจุกจิกเกินงามไปสักนิด มีโครงการติดตั้ง Conformal Fuel Tanks แต่ไม่เป็นรูปเป็นร่างเสียที มีโครงการ Sea Typhoon ใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่ประเทศผู้ใช้งานไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินที่แท้จริงเลยสักลำ ขนาดอังกฤษยังหนีไปใช้ F-35B บนเรือบรรทุกเครื่องบินติดสกีจั๊มป์ (อิตาลีกับสเปนก็เช่นกัน) การพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ประสบปัญหาความล่าช้า ผู้เขียนขอตัดบทห้วนๆ ตรงนี้เลยดีกว่า เดี๋ยวจะโดนมิตรรักแฟนเพลง Typhoon ตามมารุมกระทืบ
ผู้เขียนจำเป็นต้องให้ Typhoon เป็นเต็งห้า ทั้งที่เครื่องบินลำนี้สวยมากจนถึงมากที่สุด เพราะมองไม่เห็นหนทางในการคว้าชัยกลับบ้าน บางที Eurofighter กับรัฐบาลอังกฤษอาจซุ่มเงียบจนถึงปีหน้า หรืออาจมั่นใจในประสิทธิภาพเครื่องบินตนเอง หรืออาจคิดว่าขายให้กับประเทศตะวันออกกลางสบายกว่า หรืออาจยื่นข้อเสนอตัวเองให้แล้วโดยไม่ได้ออกสื่อ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นการคาดเดาด้วยตัวเองฟังหูไว้หูแล้วกันนะครับ
สรุปความตอนสุดท้ายได้ดังนี้ โครงการสำคัญของกองทัพอากาศฟินแลนด์ยังต้องจับตามองไปเรื่อยๆ มีเวลาอีก 1 ปีครึ่งกว่าจะประกาศผลสอบ ข้อเสนอจาก 5 บริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงตอนไหนก็ได้ HX Fighter Programme จะมีบทสรุปอย่างไร ระหว่างนี้ผู้อ่านทายผลกันเล่นๆ กับเพื่อนไปก่อน ครั้นถึงเวลาผู้เขียนจะกลับมาเขียนเก็บตกให้อีกครั้ง วันนี้ต้องกล่าวอำลากันตรงนี้สวัสดีรอบวงครับ J
                    -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
            รายงานเรื่อง : Preliminary Assessment for Replacing the Capabilities of the Hornet Fleet
https://ilmavoimat.fi/en/materiel1
https://www.reddit.com/r/MilitaryPorn/comments/26aron/finnish_f18_hornets_with_aams_over_finland_3509_x/