วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563

Squadron 2020


 โครงการจัดหาเรือคอร์เวตอเนกประสงค์กองทัพเรือฟินแลนด์

ปี 2008 กองทัพเรือฟินแลนด์เริ่มต้นโครงการสำคัญที่สุด คือการจัดหาเรือรบอเนกประสงค์เข้าประจำการแทนเรือเก่า ช่วงแรกเป็นเพียงตั้งโครงการและกำหนดความต้องการ ปีถัดเริ่มมาเข้าสู่ Multi-Purpose Vessel 2020 Research Program ซึ่งเป็นโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ รองรับการสร้างเรือรบอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเงินในปี 2020 เพื่อนำมาทดแทนเรือรบรุ่นปัจจุบันที่กำลังประจำการ
โครงการที่ว่านี้รู้จักกันในชื่อ  Multi-Purpose Vessel 2020 หรือ MTA 2020 ระบุอยู่ในแผนการของกองทัพเรืออย่างชัดเจน เรือลำใหม่จะต้องมีความเอนกประสงค์มากกว่าเดิม รองรับภัยคุกคามโดยทั่วไปและสงครามอสมมาตร ใช้งานได้ดีทั้งในทะเลหลวงและทะเลบอลติก สามารถเข้าร่วมกับภารกิจระดับวิกฤตระหว่างประเทศ ต้องการนำมาทดแทนเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hameenmaa ชั้น Pohjanmaa และเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma

ก่อนอื่นทำความรู้จักกองทัพเรือฟินแลนด์สักนิด หลังสงครามโลกครั้งที่สองพวกเขาใช้เรือและอาวุธรัสเซียเป็นหลัก ยุคถัดมาเปลี่ยนมาใช้อาวุธสวีเดนโดยสร้างเรือเองในประเทศ มีแค่เพียงเรือลำเล็กขนาดไม่เกิน 2,000 ตัน อาวุธหลักสำคัญที่สุดคือจรวดต่อสู้เรือรบกับทุ่นระเบิด ใช่แล้วครับอ่านไม่ผิดทุ่นระเบิด เขาเคยปรับปรุงเรือฟริเกตชั้น Riga เป็นเรือวางทุ่นระเบิด เรือธงลำสุดท้ายของฟินแลนด์เป็นเรือวางทุ่นระเบิด ปัจจุบันมีเรือวางทุ่นระเบิดติดจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto
เพราะฉะนั้นผู้เขียนต่อร้อยบาทขอดีดมะกอกทีเดียว อย่างไรเสียเรือลำใหม่ต้องวางทุ่นระเบิดได้แน่นอน
โครงการเดินหน้าเต็มตัวในปี 2015 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้แถลงข่าว นี่คือโครงการที่มีชื่อเรียกขานค่อนข้างมาก นอกจากชื่อเดิมคือ Multi-Purpose Vessel 2020 หรือ MTA 2020 แล้ว ในฟินแลนด์มักเรียกกันว่า Laivue 2020 หรือ Flotilla 2020 รวมทั้ง Monitoimialus 2020 ด้วย ส่วนชื่อภาษาอังกฤษหันมาใช้คำว่า Squadron 2020 OPV Programme หรือโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Squadron 2020  จำนวนเรือในโครงการมีจำนวน 4 ลำ นำมาทดแทนเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hameenmaa 1 ลำ (ปัจจุบันปลดประจำการแล้ว) เรือวางทุ่นระเบิดชั้น Pohjanmaa 2 ลำในปี 2025 และเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma 4 ลำในปี 2025 อันเป็นปีที่เรือรบรุ่นใหม่ลำแรกเข้าประจำการ

เท่ากับว่าเรือรบหลักลดจำนวนลงจาก 7 เป็น 4 ลำ ปริมาณน้อยลงแต่ระวางขับน้ำเท่ากับหรือมากกว่า เพราะมีเรือเพียงแบบเดียวทำให้สะดวกต่อการซ่อมบำรุง ส่งผลมายังความพร้อมของกองเรือและกองทัพเรือ ซึ่งดีกว่าเดิมแน่นอนแต่มากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดู ลดค่าใช้และปัญหาจุกจิกจากจากจำนวนแบบเรือ รวมทั้งเมื่อถึงเวลาปรับปรุงใหญ่กลางอายุใช้งาน การวางแผนกระทำได้สะดวก ราคาปรับปรุงเรือสมเหตุสมผล สามารถสลับเรือเข้ามาปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อจำนวนเรือเข้าประจำการเพียงเล็กน้อย เพราะมีข้อดีเยอะมากทุกชาติจึงอยากมีแบบเรือน้อยที่สุด
การมาของเรือรบ 4 ลำหน้าตาเหมือนกัน เป็นการปิดฉากเรือธงตลอดกาล เป็นเพราะอะไรนั้นเดี๋ยวเราค่อยว่ากัน

Squadron 2020 กำหนดให้มีเรือความยาวระหว่าง 60 ถึง 105 เมตร ระวางขับน้ำ 2,000 ถึง 3,000 ตัน และภาพนี้คือเรือแบบแรกสุดในปี 2015 ผู้เขียนขอเรียกว่า V1 เพื่อความเข้าใจชัดเจน เรือมีขนาดกะทัดรัดแต่ติดอาวุธครบครัน ระวางน้ำน่าจะปริ่มๆ 2,000 ตัน ยาวไม่น่าเกิน 90 เมตร ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่หัวเรือ จรวดต่อสู้อากาศยาน 32 ท่อยิง มีเรดาร์ควบคุมการยิงเพียงตัวเดียว ฉะนั้นจรวดน่าจะเป็น Umkhonto ซึ่งเวลาติดตั้งจริงคงไม่เกิน 16 ท่อยิง เรดาร์ตรวจการณ์แบบ 3 มิติบนเสากระโดง มีจรวดต่อสู้เรือรบจำนวน 8 นัด ท่อยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำซ่อนในตัวเรือ
ท้ายเรือมีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ตีเส้นไว้สำหรับวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module และยังเหลือพื้นที่รองรับอากาศยานไร้คนขับ ก้นเรือเจาะช่องขนาดใหญ่ใช้ปล่อยทุ่นระเบิดกับโซนาร์ลากท้าย นี่คือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่ดีที่สุดในปี 2020 แต่ยังเป็นเพียงแบบเรือลำแรกสุดของโครงการ

ครั้นถึง ปี 2017 กองทัพเรือฟินแลนด์ออกเอกสารเพิ่มเติม เรือในเอกสารรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้เขียนขอเรียกว่า V2 ก็แล้วกัน นอกจากอธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของโครงการ ยังได้ลงลึกรายละเอียดความสามารถเรือลำใหม่ว่า สามารถป้องกันภัยทางอากาศ ป้องกันภัยจากเรือผิวน้ำ ป้องกันภัยจากเรือใต้น้ำ ใช้วางทุ่นระเบิดได้ ใช้เก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ได้ และสามารถแล่นในน่านน้ำที่มีน้ำแข็ง ถูกกำหนดชนิดเรือให้เป็นเรือคอร์เวต แต่คนฟินแลนด์มักเรียกติดปากว่า Minelaying Icebreaker Corvette ครั้นคนในยุโรปเห็นเข้ามักเรียกกันว่า Light Frigate
แบบเรือ V2 แตกต่างจากแบบเรือ V1 ชนิดหน้ามือหลัง มีความยาวประมาณ 105-110 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid ซึ่งฟินแลนด์ไม่เคยมีประจำการมาก่อน สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายคนตามปรกติแหละครับ เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติฝังในเสากระโดง Integrated Mast จำนวนเรดาร์ 4 ตัว 4 ทิศทางทันสมัยที่สุด สันข้างเรือซึ่งเป็นจุดแบ่งแยกสีเรือด้านล่างกับด้านบน โค้งค่อนข้างสูงขนานไปกับดาดฟ้าหัวเรือ ความเห็นส่วนตัวเรือลำนี้ออกแบบได้สวยงาม

ชมภาพที่ชัดเจนกว่าเดิมกันต่อ ภาพนี้แสดงถึงอาวุธและระบบต่างๆ ภายในเรือ มีครบถ้วนทุกอย่างตามข้อมูลเอกสารฉบับใหม่ รวมทั้งทุ่นระเบิดไพ่เด็ดไม้ตายหนุ่มขี้อายเมืองหิมะ คนฟินแลนด์ค่อนข้างเก็บตัวไม่ชอบออกสังคม เวลาเข้าประชุมระดับประเทศหรือระดับโลก มักโต้เถียงชาติอื่นไม่ทันโดนเพื่อนล้อเป็นประจำ นิสัยน่ารักเป็นกันเองมีภาษาเป็นของตัวเอง โครงการ Squadron 2020 สำคัญกับพวกเขามาก เพราะกองทัพเรือจะก้าวกระโดดไปข้างหน้าแบบปุบปับ นับรวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาวุธ อุปกรณ์ตรวจจับ อุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเรือ

ชมภาพวาดเรือด้านข้างกันบ้างนะครับ หัวเรือค่อนข้างสูงและเรียบตามแบบฉบับเรือรุ่นใหม่ สะพานเดินเรืออ้อมมาด้านหลังเล็กน้อย ทำให้มีมุมมองประมาณ 310 องศา เสากระโดงค่อนมาทางกลางเรือ มีเรดาร์เดินเรือหลังเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหน้า ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง 2 ตัว มีระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun มีระบบเป้าลวง MASS จำนวน 4 ระบบ พร้อมระบบสื่อสารแบบจัดเต็มเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นเรือลำนี้ติดระบบ Datalink อย่างแน่นอน
แบบเรือโดยรวมค่อนข้างสวยงาม เสากระโดง Integrated Mast ใหญ่โตไปสักนิด เพราะไม่มีจุดติดตั้งระบบเป้าลวงท้ายเรือ จึงต้องตีโป่งห้อยออกมาด้านข้างแบบนี้ บังเอิญจุดปล่อยเรือเล็กอยู่สูงกว่าเรือลำอื่น ทำให้ Superstructure หรือเก๋งเรือส่วนท้ายสูงขึ้นตามกัน ปล่องระบายความร้อนจึงสูงกว่าสะพานเดินเรืออย่างชัดเจน หัวเตี้ยท้ายโด่งต่างจากเรือเกาหลีที่หัวโด่งท้ายเตี้ย แต่มีข้อดีคือความสมดุลหน้า-กลาง-หลังไม่ต่างกันมาก เป็นการพิจารณาจากภาพอย่างเดียวนะครับ

ต่อมาไม่กี่เดือนมีการโชว์ภาพเรือแบบที่สามหรือ V3 รูปร่างหน้าตาผิดไปจากเดิมพอสมควร ใช้สะพานเดินเรือแบบ 270 องศา เป็นแนวยาวขนานกราบเรือมองไม่เห็นด้านหลัง เสากระโดงถูกขยับมาข้างหน้าเล็กน้อย เรดาร์เดินเรือหลังเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหน้าหายไป ติดแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 2 ระบบหรือ 16 ท่อยิง ระบบเป้าลวงท้ายขยับมาอยู่ข้างเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหลัง มีปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.ห้อยข้างเรือแทน ปืนกล Millennium Gun ใช้ยิงเรือขนาดเล็กได้ก็จริง แต่ติดอยู่ตรงกลางมีมุมอับข้างเรือแน่นอน เพราะฉะนั้นปืนกล 12.7 มม.จะเข้ามาเสริมช่องว่างดังกล่าว
ระบบเป้าลวง MASS ติดเป้าลวงตอร์ปิโดเสริมได้ โดยการเสียบ Canto ไว้ด้านบนประมาณ 4- 6 นัด เพราะฉะนั้นเรือฟินแลนด์มีเป้าลวงครบทั้งหมด แบบเรือ V3 สวยดีนะครับ หัวเตี้ยท้ายโด่งเช่นเดิมแสดงว่านำแบบเรือ V2 มาขัดเกลา ทว่าสันข้างเรือเตี้ยกว่าเดิมพอสมควร ถ้าพูดถึงเรื่องความสวยงามต้องโดนตัดคะแนน ถึงตอนนี้ดูไม่เหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งแล้ว จะว่าเรือคอร์เวตก็ไม่ใช่เรือฟริเกตเบาก็ไม่เชิง เหมือนเรือฟริเกตขนาดมาตรฐานทั่วไปมากกว่า
ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 มีข่าวการจัดซื้ออาวุธในโครงการ Squadron 2020 ต้นเหตุมาจากการเสนอให้สภาคองเกรสอนุมัติ มีการเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซด์สื่อมวลชนจึงเล่นข่าวตาม ฟินแลนด์จัดหาจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM จำนวน 68 นัด กล่องบรรจุจรวดแบบแฝดสี่ MK25 จำนวน 17 กล่อง ราคาเฉพาะโครงนี้อยู่ที่ 112.7 ล้านเหรียญ เท่ากับว่าเรือ 3 ลำมีจรวด ESSM 16 นัดกับกล่อง MK25 อีก 4 กล่อง และเรือ 1 ลำมีจรวด ESSM 20 นัดกับกล่อง MK25 อีก 5 กล่อง เอาเข้าจริงน่าจะมีการทดสอบยิงเมื่อเรือเข้าประจำการ ฉะนั้นจำนวนจรวดจะอยู่ที่ 16 นัดเท่ากันทุกลำ

นอกจากนี้ฟินแลนด์ยังขอซื้อจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon block II+ extended range (ER) ทั้งลูกจริงและลูกซ้อมรวมกัน 120 นัด ราคารวมเฉพาะโครงการอยู่ที่ 622 ล้านเหรียญ นับรวมทั้ง 2 โครงการเท่ากับ 734.7 ล้านเหรียญ ค่อนข้างสูงมากและเป็นการประเดิมส่งออก Harpoon block II+ ER ล็อตใหญ่รายแรก สื่อมวลชนจำนวนมากเสนอข่าวนี้ออกไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยทั้งจากสื่อจริงและมิตรรักแฟนเพลง แต่นี่คือข้อมูลเฉพาะฝั่งอเมริกาเท่านั้น (ย้ำว่าเท่านั้น)
ถัดมาแค่เพียงไม่กี่เดือน กองทัพเรือฟินแลนด์ลงข่าวจัดหาอาวุธอย่างเป็นทางการ จรวด ESSM มาจริงตามที่อับดุลเอ๊ยว่าไว้ ไม่มีการเปิดเผยจำนวนคาดว่าลดลงเล็กน้อย แต่จรวดต่อสู้เรือรบกลายเป็น Gabriel MK5 ของอิสราเอล มูลค่ารวม 162 ล้านยูโร มีออปชั่นเสริมเพิ่มเป็น 193 ล้านยูโร ลดลงมาจากซื้อจรวด Harpoon ถึงสามในสี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนจรวดที่จัดหา ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแต่น้อยกว่ากันแน่ ฉะนั้นแล้วฟินแลนด์ไม่มี Harpoon block II+ ER นะครับ

ในข่าวยังได้แสดงแบบเรือใหม่หรือ V4 มีหน้าตาผิดแปลกจากเดิมค่อนข้างมาก ขนาดโดยรวมใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน เสากระโดงโยกมาด้านหน้าติดสะพานเดินเรือ รูปทรงเจดีย์หักมีเสาเสียบกลางดูยังไงก็ไม่งามสง่า กลางเรือเว้นที่ว่างค่อนข้างเยอะมาก ปล่องระบายความร้อนสูงกว่าสะพานเดินเรือเล็กน้อย ทำให้เรือมีรูปร่างสมส่วนมากกว่าเดิม ท้ายเรือเตี้ยลงกว่าเดิมติดปืนกล Millennium Gun ที่เดิม รายละเอียดของภาพไม่ค่อยชัดเจน แต่มีจุดที่แตกต่างจากทุกเวอร์ชันมองเห็นไหมครับ
จุดที่ว่านั้นคือใช้ปืนใหญ่ขนาด 57 มม.แทนที่ปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่เราคุ้นเคย ในภาพเรือกำลังแล่นตัดทะเลน้ำแข็ง ฉะนั้นโครงสร้างเรือต้องออกแบบรองรับจุดนี้ มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อเติมด้วยว่า เรือจะใช้ระบบอำนวยการรบ 9LV ของ SAAB เรดาร์ควบคุมการยิง Ceros 200 เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ Sea Giraffe 4A แบบฝังติดจำนวน 4 ตัว เรดาร์ตรวจการณ์ผิวน้ำ Sea Giraffe 1X อีก 1 ตัว นี่คือคู่หูคู่ใหม่ของ SAAB ในยุคใหม่ ส่วนเรดาร์ Sea Giraffe AMB ไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้ว
ข่าวคราวโครงการ Squadron 2020 เงียบหายไปประมาณ 1 ปี กระทั่งกลางเดือนกันยายน 2519 รัฐบาลฟินแลนด์ประกาศอนุมัติสร้างเรือคอร์เวตเอนกประสงค์จำนวน 4 ลำ และนี่ภาพเรือลำสุดท้ายท้ายสุดหรือแบบเรือ V5

รูปร่างหน้าตาเหมือนแบบเรือ V4 หัวจรดท้าย แต่หน้าสะพานเดินเรือสร้างเก๋งเรือยื่นออกมา ความสวยงามลดลงทันทีหนึ่งในสาม เสากระโดง Light Integrated Mast ผอมเพรียวกว่าเดิม เข้าใจว่า SAAB คือผู้รับผิดชอบเพราะเป็นมืออาชีพ กลางเรือวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module  2 ตู้ กับจรวดต่อสู้เรือรบ Gabriel MK5 อีก 8 นัด ปล่องระบายความร้อนเปลี่ยนเป็นทรงสามเหลี่ยมแหลมตั้ง บังคับทิศทางให้ควันลอยสูงกว่าเรดาร์ควบคุมการยิง (ไม่รู้ของจริงทำได้ดีแค่ไหน)
ปืนกล Millennium Gun หายไปแล้ว แทนที่ด้วยปืนกล 12.7 ควบคุมด้วยรีโมท ช่องปล่อยเรือเล็กเตี้ยลงมาในระดับมาตรฐาน ทำให้ความสูงท้ายเรือลดลงมาเทียบเท่าปรกติ ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์มี Mission Deck ขนาดใหญ่ ท้ายเรือมีช่องขนาดใหญ่จำนวน 2 ช่อง สำหรับเก็บทุ่นระเบิดกับโซนาร์ลากท้ายและอื่นๆ ต้องออกแบบจุดนี้มาตั้งแต่พิมพ์เขียวนะครับ ให้มาปรับปรุงเรือในภายหลังทำไม่ได้แน่นอน เรือที่มี Mission Deck จะมีราคาสูงกว่าเรือทั่วไป
ภาพรวมแบบเรือ V5 ดูปราดเปรียวขึ้นและใหญ่ขึ้น แต่ดูให้สิบครั้งก็ดูไม่เหมือนเรือคอร์เวต สันข้างเรือตัดขึ้นดาดฟ้าก่อนถึงหัวเรือพอสมควร แปลกดีและสวยกว่า V3 ซึ่งดูน่าเบื่อเกินไป ความเห็นส่วนตัวเหมือนเรือฟริเกตระบบเอจิสของนอร์เวย์ เพียงแต่ลำนี้เป็นรุ่นประหยัดใช้เรดาร์ SAAB ระบบอำนวยการรบ SAAB รวมทั้งเพิ่มเติมความอเนกประสงค์เข้ามา

ชมภาพวาดด้านข้างเรือสักนิด สะพานเดินเรือกลับมาเป็นแบบ 310 องศาอีกครั้ง ลำตัวเรือใต้น้ำออกแบบมาสำหรับทะเลลึก ใช้สีกันเพรียงสีเขียวมาตรฐานกองทัพเรือฟินแลนด์ สีนี้สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นที่นิยมมาก ปัจจุบันแทบหายไปเลยเหลือแค่สีแดงกับสีดำ มีรัสเซียใช้อีกหนึ่งชาติแต่เฉพาะแค่บางลำ ที่ต้องสร้างเก๋งเรือหรือ Superstructure ยื่นออกมาจากสะพานเดินเรือ เข้าใจว่ากลางลำเว้นพื้นที่ว่างไว้ค่อนข้างมาก หัวเรือจึงมีพื้นที่ใช้งานไม่เพียงพอต้องโมใหม่ สังเกตไหมครับว่าโซนาร์หัวเรือขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะทำการสั้นตามขนาดไปด้วยเรื่องนี้มีสาเหตุ
เพราะต้องใช้งานในพื้นที่หนาวเย็นอุณหภูมิติดลบ จึงมีหัวเรือค่อนข้างสูงแข็งแกร่งเป็นพิเศษ นอกจากฝ่าทะเลน้ำแข็งแล้วยังเผชิญคลื่นลมดีกว่าเรือหัวเตี้ย บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดระบบป้องกันตัวเองในอนาคตได้ ผู้เขียนคิดว่าคงไม่ติดในอีก 10 ปีข้างหน้า และถ้าติดก็อาจไม่ใช่ Millennium Gun เรือฟินแลนด์ใช้ปืนขนาด 57 มม.กับ 40 มม.มาเนิ่นนาน ฉะนั้นอาจได้ Bofors 40 mm Mk5 ยิงเลเซอร์ได้ด้วย (อันนี้ก็เว่อไป) รวมทั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid โอกาสมาคงเหลือน้อย

ภาพนี้แสดงข้อมูลเรือคอร์เวตลำใหม่ของฟินแลนด์ ระวางขับน้ำ3,900 ตัน ยาว 114 เมตร กว้าง 16 เมตร กินน้ำลึก 5 เมตร ใช้ลูกเรือ 70 นาย ความเร็วสูงสุด 26 นอต ระยะปฏิบัติการณ์ไกลสุด 2,600 ไมล์ทะเล ระวางขับน้ำมากกว่าเรือฟริเกต DF3000F ของเราเล็กน้อย ความสวยงามผู้เขียนขอไม่เทียบแล้วกัน เพราะโดยส่วนตัวชอบแบบเรือ V2 มากที่สุด
Mission Deck ท้ายเรือมีช่องขนาดใหญ่ 2 ช่อง ในภาพช่องขวามือปล่อยโซนาร์ลางท้าย Tower Array Sonar ทำงานโหมด Passive ระยะไกล ที่อยู่ในเรือสีส้มคือยานใต้น้ำไร้คนขับ ส่วนสีเหลืองเป็นโซนาร์ลากท้ายตรวจจับทุ่นระเบิด ช่องซ้ายมือทุ่นระเบิดบนรางปล่อย กับตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module นี่คือทางเลือกทั้งหมดที่สามารถติดตั้งได้ แต่เวลาใช้งานต้องเลือกติดเฉพาะบางอย่าง รวมทั้งอาจมีโซนาร์ลากท้าย Variable Depth Sonar ขนาดเล็กเสริมเข้ามา ส่วนเรื่องโซนาร์หัวเรือที่มีขนาดเล็ก คาดว่าเป็นโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด โดยปรกติมีระยะทำการประมาณ 2 กิโลเมตร
ที่เห็นเป็นท่อกลมๆ คือแท่นยิงตอร์ปิโด T-47 หรือ New Lightweight Torpedo (NLWT) ของ SAAB ขนาด 400 มม.นำวิถีเส้นลวดระยะยิง 20 กิโลเมตร ยิงใส่เรือดำน้ำก็ได้หรือเรือผิวน้ำก็ดี กองทัพเรือไทยคงไม่สนใจลูกยาวสวีเดนสินะ โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์โชว์การใส่อากาศยานไร้คนขับกับตู้ควบคุม กลางเรือโชว์เรือยางท้องแข็งกับจรวดต่อสู้เรือรบ Gabriel MK5 หัวเรือเป็นปืนใหญ่ 57 มม.กับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM ทั้งหมดนี้คืออาวุธมาตรฐานฟินแลนด์ในอนาคต
โครงการ Squadron 2020 ตั้งงบประมาณไว้ที่ 1.3 พันล้านยูโร นับรวมจรวดต่อสู้อากาศยานจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าเหมือนกันโครงการอื่นคืองบบานปลาย ไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามต้องการ กองทัพเรือฟินแลนด์จำเป็นต้องเลือกและไม่เลือก อะไรที่เขาเลือกหรือไม่เลือกพอคาดเดาได้ เริ่มจากสิ่งที่เขาเลือกก่อนแล้วกัน
1 เรือขนาด 3,900 ตันใหญ่กว่าความต้องการเดิม อเนกประสงค์มากขึ้นทำภารกิจได้อย่างครบถ้วน
2 ระบบเรดาร์ ระบบสื่อสาร ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์
3 จรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM
ฟินแลนด์เลือกสิ่งมีความสำคัญมากกว่า เรือขนาดใหญ่ใช้งานได้ดีทั้งเขตน้ำตื้นและทะเลลึก เรดาร์รุ่นทันสมัยแปะติดเสากระโดง 4 ทิศทาง เปลี่ยนให้เรือลำนี้เป็นสถานีเรดาร์เคลื่อนที่ จรวดต่อสู้อากาศยานที่ผ่านการเก็บแต้มมาแล้ว เปลี่ยนให้เรือเป็นฐานยิงจรวดเคลื่อนที่ มีประสิทธิภาพกว่าจรวด Sea Ceptor หนึ่งในผู้ท้าชิง ทีนี้เรามาดูสิ่งที่เขาไม่เลือกบ้าง
1 ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม. ถูกตัดทิ้ง ใช้ปืนใหญ่ 57 มม.จากเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma ทดแทน มีค่าใช้จ่ายแค่ตอนยกปืนมาใส่เท่านั้น ส่วนการซ่อมคืนสภาพดูตามหน้างานไม่เสียไม่ต้องซ่อม
2 จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon block II+ extended range (ER) ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ระยะยิงไกลกว่าเดิม สามารถยิงโจมตีชายฝั่งได้ถูกตัดออกไป หันมาใช้จรวดอิสราเอลซึ่งมีระยะยิง 150 กิโลเมตรขึ้นไป มี Datalink แบบสองทางติดตั้งในจรวด ความทันสมัยและความน่าเชื่อถืออาจไม่เทียบเท่า แต่อาวุธพี่อิสใช้งานได้และใช้งานได้ดีด้วยหรือใครจะเถียง
3 ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ขายไม่ออกอีกแล้วน่าสงสารคนขาย
สิ่งที่กองทัพเรือฟินแลนด์เลือกและไม่เลือกบ่งบอกอะไรบ้าง หนึ่งพวกเขาเน้นเรื่องการป้องกันมากกว่าโจมตี สองพวกเขาเลือกเรือลำใหญ่ที่สุด ไม่สนใจเรื่องโดนค่อนแคะการเรียกชื่อเรือ สามอาวุธสวีเดนหายไปเกือบทั้งหมด เหลือแค่เพียงเรดาร์ ระบบอำนวยการรบ และกลับมาใช้ตอร์ปิโด 400 มม.อีกครั้ง สี่ไม่มีเรือธงอีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องมาจากเรือ 4 ลำทุกอย่างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรือทุกลำสามารถเป็นเรือธงได้ (แล้วแต่กำหนด) การทำภารกิจต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งกรณีเรือธงมีอุบัติเหตุหรือความเสียหาย สามารถเปลี่ยนเรือลำใหม่เป็นเรือธงได้เดี๋ยวนั้น
เรื่องเรือธงพิจารณาตามกายภาพนะครับ ส่วนเรื่องตามตำราว่าอย่างไรผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ

ชมภาพกราฟิกมุมบนของเรือกันบ้าง มีจุดติดตั้งแท่นยิง MK41 จำนวน 2 ระบบแต่ติดแค่ 1 ระบบ เห็นเก๋งเรือส่วนที่เป็นติ่งหน้าสะพานเดินเรือ กลางเรือวางตู้คอนเทนเนอร์ไว้ 2 ตู้ ถ้าเอาออกจะติดจรวดต่อสู้เรือรบเพิ่มเป็น 16 นัด ปล่องระบายความร้อนเตี้ยลงในระดับมาตรฐาน หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ค่อนข้างราบโล่ง มีสะพานขึ้นเรือแบบซ่อน 2 ฝั่งหลังช่องปล่อยเรือเล็ก ท้ายเรือค่อนข้างสูงกว่าเรือรุ่นเดิมเพราะมี Mission Deck
เรือลำใหม่ของฟินแลนด์ตั้งชื่อว่าชั้น PHOJANMAA มาจากชื่อเขตการปกครองฝั่งตะวันตกของประเทศ กองทัพเรือฟินแลนด์กำหนดให้สามารถทำภารกิจได้ดังนี้
-ปราบเรือผิวน้ำ
-วางทุ่นระเบิดและไล่ล่าทุ่นระเบิด
-ปราบเรือดำน้ำ
-ป้องภัยทางอากาศ
-ระดมยิงชายฝั่ง (ด้วยปืนใหญ่และจรวด)
-เป็นเรือบัญชาการในการทำภารกิจต่างๆ
-ปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลายาวนาน
-ใช้งานได้ทั้งเขตทะเลน้ำแข็งและทะเลบอลติก
เพราะต้องการเรือที่ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด ฟินแลนด์เลือกที่จะพัฒนาและสร้างเรือด้วยตัวเอง บริษัทต่างชาติให้ความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนไม่มีข้อมูลรู้เพียงสร้างโดยอู่ต่อเรือในประเทศ นี่คือแบบเรือที่น่าสนใจในปัจจุบันและอนาคต อาวุธอาจไม่มากมายชนิดล้นลำก็จริง แต่มีครบถ้วนทำได้ทุกภารกิจด้วยเรือลำเดียว ติดตั้งเรดาร์ทันสมัยเทียบเท่าเรือฟริเกตรุ่นใหม่ มีพื้นที่ว่างเผื่อไว้บนเรือค่อนข้างมาก การติดตั้งอาวุธเพิ่มจึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เสียดายก็แต่ฟินแลนด์คงไม่ทำอะไรมากมาย อย่างดีแค่เปลี่ยนปืนใหญ่กับติดระบบป้องกันตนเองระยะประชิด
เรือลำแรกเริ่มสร้างในปี 2022 ทดสอบเดินเรือปี 2024 และเข้าประจำการปีถัดไป เรือทั้ง 4 ลำพร้อมประจำการปี 2028 สิ้นสุด 20 ปีแห่งการเดินทางที่มีตอนจบเลิศหรู ปรกติฟินแลนด์ประจำการเรือประมาณ 30 ปี ฉะนั้นทุกคนมีเวลาดื่นน้ำผึ้งพระจันทร์ 10 ปี หลังจากนั้นเตรียมตัวเข้าสู่โครงการ Squadron 2050 ต่อไป ถึงเวลานั้นผู้เขียนจะกลับมาเขียนถึงอีกครั้ง (ทวงด้วยนะ) วันนี้ต้องกล่าวอำลากันตรงนี้สวัสดีรอบวงครับ J
                    -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
            รายงานเรื่อง : Laivue 2020 tiedotustilaisuus
                รายงานเรื่อง : Squadron 2020 The Finnish Defence Forces strategic project




วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562

HTMS Khamronsin

โครงการสร้างเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2529 กองทัพเรือได้ออกหนังสือเชิญชวนให้บริษัท ห้างร้าน และอู่ต่อเรือต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ให้เสนอราคาและรายละเอียดสำหรับการสร้างเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ โดยมีคุณลักษณะโดยย่อดังนี้

1. ประเภท เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำหรือ ตกด. (Patrol Ship-ASW)
2. ภารกิจ ลาดตระเวนตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ เพื่อป้องกันเรือลำเลียงและคุ้มครองทรัพยากรของชาติในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
3. ขีดความสามารถ
3.1 ลาดตระเวนตรวจการณ์ทางพื้นน้ำและใต้น้ำ
3.2 คุ้มกันเรือลำเลียงด้วยการป้องกัน ปราบปราม หยุดยั้ง หรือทำลายเรือดำน้ำ
3.3 คุ้มครองทรัพยากรของชาติในทะเล
3.4 สนับสนุนกำลังรบทางบกด้วยการทำลายเป้าหมายบนฝั่งในระยะใกล้
3.5 ป้องกันตนเองได้จากภัยคุกคามทางผิวน้ำ ใต้น้ำ และทางอากาศ
3.6 วางทุ่นระเบิดทางรับได้
3.7 ป้องกันการแทรกซึมทางทะเล
3.8 ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางอย่างทางทะเล
3.9 ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย
 4. ขนาดและความเร็ว
                4.1 ความยาวตลอดลำระหว่าง 55-65 เมตร
                4.2 ระวางขับน้ำปรกติระหว่าง 450-550 ตัน
                4.3 ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 25 นอต
                4.4 ระยะปฏิบัติการณ์ด้วยความเร็วเดินทางไม่น้อย 2,500 ไมล์ เมื่อระวางขับน้ำเต็มที่
5. ตัวเรือ
                5.1 ตัวเรือเป็นเหล็ก เก๋งสะพานเดินเรือเป็นอลูมีเนียมอัลลอยด์
                5.2 เป็นเรือแบบที่เคยใช้ได้ผลดีมาแล้ว (Well-Proven) หรือดัดแปลงน้อยที่สุดจากเรือแบบที่เคยใช้ได้ผลดีมาแล้ว การดัดแปลงนี้อนุญาตเฉพาะการเปลี่ยนแปลงความยาวเรือไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์
                5.3 สามารถปฏิบัติภารกิจในทะเลไม่น้อยกว่าระดับ 4
                5.4 มีมาตรฐานการสร้าง การออกแบบ วัสดุ ฝีมือ และอุปกรณ์ทนทานต่อแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน
                5.5 เป็นเรือที่มีการออกแบบให้มีคุณสมบัติที่จะทำให้เกิดเสียงใต้น้ำน้อยที่สุด
ลักษณะของโครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยเริ่มต้นโครงการในปีงบประมาณ 2530 ดังนี้
โครงการส่วนที่ 1 เป็นการจัดซื้อลิขสิทธิ์รวมทั้งแบบเรือ วัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างเรือ รวมทั้งจัดผู้เชี่ยวชาญเพื่อควบคุม แนะนำ และตรวจงานสร้างเรือ ทดสอบและทดลองเรือจนเสร็จเรียบร้อยสมบรูณ์จำนวน 1 ลำ
 โครงการส่วนที่ 2 ว่าจ้างสร้างเรือจำนวน 2 ลำ
บริษัทอิตัลไทย มารีนจำกัด ได้ติดต่อกับบริษัทวอสเปอร์ ธอร์นิครอพท์แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นอู่เรือที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบเรือ และเคยต่อเรือผิวน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กให้กับกองทัพเรือแห่งราชนาวีอังกฤษและบรรดามิตรประเทศมาแล้วมากมาย โดยเลือกแบบเรือในชั้น Province Class ซึ่งมีความยาว 56.7 เมตร และนำมาดัดแปลงยืดเฉพาะความยาวไปอีก 9 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ได้ความยาวตลอดลำใหม่เป็น 62 เมตร

เหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเลือกแบบเรือในชั้น Province Class มาเสนอให้กับกองทัพเรือ เนื่องมาจากบริษัทวอสเปอร์ได้เคยต่อเรือชุดนี้ให้กับกองทัพเรือโอมานมาแล้ว 4 ลำ โดยมีมาตรฐานการออกแบบและการสร้าง รวมทั้งการตรวจงานภายใต้การควบคุมของราชนาวีอังกฤษ เพื่อใช้ในภารกิจคุ้มครองเส้นทางลำเลียงน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ มีความเร็วสูงและมีสมรรถนะดีเยี่ยมสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทวอสเปอร์เป็นอันมาก อีกทั้งได้เคยพิสูจน์ตัวเองในการทดสอบทางทะเล โดยการวิ่งฝ่าคลื่นลมในสภาพระดับ 7 มาแล้ว (ความสูงของคลื่นเฉลี่ยประมาณ 8 เมตร) เป็นเวลา 9 วันโดยไม่มีอันตรายใดๆ และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและแข็งแกร่งกับตัวเรือมากขึ้น บริษัทได้ตกลงกับบริษัทวอสเปอร์ให้ออกแบบโครงสร้างตัวเรือใหม่ทั้งหมดตามกฎของลอยด์ และให้สถาบันลอยด์แห่งอังกฤษตรวจรับรองแบบโครงสร้างใหม่นี้ทั้งหมดด้วย
บริษัทได้ยื่นซองประกวด ราคา และรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2530 และได้รับให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคาทั้ง 2 รายการ ได้มีการเจรจาทางด้านรายละเอียดและเทคนิคอื่นๆ ต่อมาอีกเป็นเวลา 7 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ส่วนที่เป็นรายละเอียดต่างๆ ใกล้เคียงความต้องการกองทัพเรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในที่สุดได้มีการลงนามในสัญญาทั้ง 2 ฉบับในวันที่ 24 กันยายน 2530 โดยพลเรือเอกธาดา ดิษฐบรรจง ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้นเป็นประธานในพิธี
หลังการเซ็นสัญญาบริษัทอิตัลไทย มารีนโดยความร่วมมือจากบริษัทวอสเปอร์ ธอร์นิครอพท์ เริ่มวางแผนงานพร้อมทั้งเตรียมการด้านวิศวกรรม ทั้งด้านการต่อเรือและการสั่งของโดยละเอียด จากนั้นจึงเริ่มต้นโครงการที่ 1 โดยการประกอบสร้างเรือลำที่ 1 ที่กรมอู่ทหารเรือ พร้อมๆ กับเรื่องต้นโครงการที่ 2 โดยการประกอบสร้างเรือลำที่ 2 ที่อู่ต่อเรือของตัวเอง ดังนั้นตามแผนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำจะแล้วเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน
การสร้างเรือที่อิตัลไทยเริ่มต้นปลายเดือนมีนาคม 2531 ควบคู่ไปกับการสร้างเรือที่กรมอู่ทหารเรือ ชิ้นส่วนแรกซึ่งมีน้ำหนัก 20 ตันสร้างแล้วเสร็จกลางเดือนพฤษภาคม การดำเนินงานได้ดำเนินก้าวหน้ามาด้วยดี และเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้โดยตลอด ทำการปิดดาดฟ้าภายหลังที่ได้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรใหญ่ เครื่องจักรช่วย เครื่องหางเสือ ทำการติดตั้งเพลาใบจักร ทำการติดตั้งเก๋งสะพานเรือรวมทั้งเสากระโดง และพร้อมที่จะปล่อยเรือลงในภายในเดือนกรกฎาคม 2534 การก่อสร้างเรือลำนี้ให้แล้วเสร็จสมบรูณ์ รวมทั้งการทดสอบและปรับแต่งอุปกรณ์ทุกอย่าง จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 18 เดือน โดยบริษัทมีแผนจะส่งให้กองทัพเรือได้ในเดือนมกราคม 2534

เรือตรวจการณ์ที่กรมอู่ทหารเรือสร้างใช้ชื่อว่าเรือหลวงล่องลม หรือ HTMS Longlom วันที่ 8 สิงหาคม 2532 กองทัพเรือได้เชิญคุณชนิดา กมลนาวิน ภรรยารองผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้นเป็นประธานในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ถัดมาไม่กี่วันคือวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำลำที่สองชื่อเรือหลวงคำรณสินธุ หรือ HTMS Khamronsin ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำโดย นอ.หญิงวัชรินทร์ นาคะเทศ ภริยาผู้บัญชาการกองเรือยุทธการเป็นประธาน ส่วนเรือตรวจการลำที่สามกำลังดำเนินการที่อู่ต่อเรืออิตัลไทย มีความคืบหน้าค่อนข้างมากกำหนดให้ชื่อเรือหลวงทยานชล หรือ HTMS Thayanchon สามารถทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 7 ธันวาคม 2532 (ต้องใช้คำว่าเร็วฟ้าผ่าความเห็นส่วนตัวผู้เขียน)
เหตุการณ์หลังจากนั้น
บทความช่วงแรกทั้งหมดผู้เขียนนำมาจากนิตยสารสงคราม หรือ ALL WARFARE ปี 2532 จริงอยู่ว่าเป็นข้อมูลเปิดเผยทว่าในชีวิตไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะฉะนั้นจะขออ้างอิงจากนิตยสารสงครามเป็นหลัก รวมทั้งอยากขอร้องผู้ต้องการนำข้อมูลไปเผยแพรต่อว่า กรุณาลงเครดิตให้ตรงเจ้าของที่แท้จริงด้วยขอบคุณครับ
เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำทั้ง 3 ลำเข้าประจำการในปี 2535-2536  ตามแผนการบริษัทจะส่งมอบลำแรกให้กองทัพเรือต้นปี 2534 ซึ่งดูเหมือนว่าล่าช้าไปประมาณ 1 ปีกว่า ขณะที่พิธีปล่อยเรือล่าช้าแค่เพียง 1 เดือนเท่านั้น ผู้เขียนไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังว่าติดปัญหาตรงไหน และการส่งมอบกับการเข้าประจำการต้องทำอะไรก่อนหรือไม่ ทว่าเมื่อลองเปรียบเทียบกับโครงการอื่นโดยเฉพาะในปัจจุบัน ไม่ถือว่าล่าช้ามากอยู่ในระดับค่อนข้างใช้ได้ ผู้อ่านต้องไม่ลืมประเด็นสำคัญในโครงการนี้ว่า เรือหลวงคำรณสินธุเป็นเรือติดโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำลำแรกที่สร้างในไทย เรือหลวงคำรณสินธุเป็นเรือติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 76/62 มม.ลำแรกที่สร้างในไทย และเรือหลวงคำรณสินธุเป็นเรือติดระบบอำนวยการรบลำแรกที่สร้างในไทย

            ชมภาพนางเอกในบทความนี้กันสักนิด เรือหลวงคำรณสินธุซึ่งเปลี่ยนมาใช้หมายเลข 531 ในภายหลัง ระวางขับน้ำปกติ 475 ตัน ยาว 62 เมตร กว้าง 8.22 เมตร กินน้ำลึกสุด 4.5 เมตร ความเร็วมัธยัสถ์ 15 นอต ความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,850 ไมล์ กำลังพลประจำเรือ 58 นาย ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.1 กระบอกที่หัวเรือ ปืนกล 30 มม.แท่นคู่ 1 กระบอกท้ายเรือบนดาดฟ้าชั้นสอง ปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 4 กระบอก แท่นยิงตอร์ปิโดแบบแฝดสามจำนวน 2 แท่น แท่นยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่น รางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 1 ราง รวมทั้งรางปล่อยทุ่นระเบิดอีก 2 ราง
                เรือทั้ง 3 ลำติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ Plessey AWS-4 ระยะตรวจจับไกลสุด 110 กิโลเมตร ใช้ระบบอำนวยการรบ NAUTIS-P เรดาร์ควบคุมการยิง Sea Archer 1A Mod 2s เป็นเรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นส่งออกปรับปรุงจากรุ่น GSA.8 ที่มีใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Type22 กับ Type23 ของราชนาวีอังกฤษ มีเรดาร์เดินเรืออีก 2 ตัว (ติดเพิ่มเติมในภายหลัง 1 ตัว) จะเห็นได้ว่าเรือหลวงคำรณสินธุและพี่น้องอีกสองลำ มีเรดาร์รวมทั้งอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในยุคนั้น ที่น่าสังเกตก็คือทั้งเรือ เรดาร์ แท่นยิงตอร์ปิโด และระบบอำนวยการรบยกมาจากอังกฤษ ส่วนโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำมาจากเยอรมัน เพราะต้องการใช้รุ่น DSQS-21C ของ Atlas ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานกองทัพเรือไทย

                เรามาชมสองพี่สาวของเรือหลวงคำรณสินธุกันต่อ ภาพใหญ่คือเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Nyayo ของเคนยา ติดจรวดต่อสู้เรือรบออโตแมทจากอิตาลีได้มากสุด 8 นัด (ในภาพไม่มีนะครับ) เข้าประจำการปี 2531 ก่อนหน้าเรือเรา 4 ปี ส่วนลำบนซ้ายเป็นเรือชั้น Dhofar แห่งกองทัพเรือโอมาน หรือเรือชั้น Province Class แบบดั้งเดิม ติดจรวดต่อสู้เรือรบเอ็กโซเซ่ต์จากฝรั่งเศสได้มากสุด 8 นัด เข้าประจำการปี 2525 ก่อนหน้าเรือเราถึง 10 ปี และภาพบนขวาคือเรือหลวงทยานชลของเรา ดูอวบอั๋นบวมน้ำมากขึ้น มีความทันสมัยมากขึ้น มีปล่องควันขนาดใหญ่กลางลำ ทว่าทรวดทรงองค์เอวไม่ต่างไปจากพี่น้องเลย
                จำคุณสมบัติที่กองทัพเรือกำหนดได้ไหมครับ เรือที่เข้าร่วมชิงชัยโครงการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ ต้องเป็นเรือที่มีการออกแบบให้มีคุณสมบัติที่จะทำให้เกิดเสียงใต้น้ำน้อยที่สุด นี่คือการปรับปรุงโครงสร้างตัวเรือใหม่หมดตามกฎของลอยด์ และให้สถาบันลอยด์แห่งอังกฤษตรวจรับรองแบบโครงสร้างใหม่ แต่อย่างที่รู้ว่าแบบเรือไม่ได้เกิดมาเพื่อภารกิจปราบเรือดำน้ำ ถึงมีการปรับปรุงจนหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดินค่อนข้างมากก็ตาม แต่ยังห่างไกลเรือรบที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจปราบเรือดำน้ำโดยตรง ใช้งานได้ดีในระดับหนึ่งซึ่งน่าจะมากเพียงพอกับความต้องการ
                คำถามตามมาก็คือมีประเทศอื่นใช้เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ แปลงร่างจากเรือตรวจการณ์หรือเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีแบบประเทศไทยไหม คำตอบคือมีแน่นอนในยุคสมัยใกล้เคียงกัน ช่วงนั้นหลายๆ ประเทศขนาดกองทัพเรือค่อนข้างเล็ก เศรษฐกิจไม่ค่อยดีไม่มีเงินซื้อเรือลำใหญ่ ต้องใช้การปรับปรุงเรือไม่แตกต่างไปจากเรา ยกตัวอย่างก็คือเรือตรวจการณ์ชั้น Fearless ของสิงคโปร์จำนวน 6 ลำจาก 12 ลำ ติดโซนาร์หัวเรือและตอร์ปิโดเบาแฝดสามเหมือนเรือเรา ส่วนเรือคอร์เวตชั้น Victory ซึ่งใช้แบบเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจากเยอรมัน มีโซนาร์ลากท้ายกับตอร์ปิโดเบาแฝดสามสุดแสนทันสมัย

ภาพนี้คือเรือตรวจการณ์ชั้น Fearless ซึ่งสิงคโปร์ออกแบบเองและสร้างเอง ระวางขับน้ำ 500 ตัน ยาว 55 เมตร กว้าง 8.6 เมตร ติดโซนาร์หัวเรือกับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาแฝดสาม หัวเรือเป็นปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ท้ายเรือมีแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยานระยะประชิดแฝดสอง หน้าตาเหมือนเรือตรวจการณ์มีท่อระบายความร้อนข้างตัวเรือ การเก็บเสียงใต้น้ำคิดว่าไม่น่าดีกว่าเรือของเรา ปัจจุบันเรือชั้นนี้ซึ่งเข้าประจำการหลังเรือเรา 3 ปีปลดประจำการหมดแล้ว เรือชั้น Victory ทุกลำก็ถอดแท่นยิงตอร์ปิโดเบาออกแล้ว เพราะสิงคโปร์มีเรือฟริเกตทันสมัยติดโซนาร์ลากท้าย 6 ลำเข้ามาทำหน้าที่แทน

   กลับมาที่กองเรือยุทธการราชนาวีไทยกันต่อ ในปี 2532 กองเรือปราบเรือดำน้ำมีจำนวนเรือเท่าในภาพ เหลือเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำจากยุคสงครามโลกจำนวน 5 ลำ กองทัพเรือตั้งใจสร้างเรือใหม่เข้ามาทดแทนจำนวน 3 ลำ ถ้าดูจากปริมาณจะเห็นว่าลดน้อยลง ถ้านับยอดรวมก่อนเหตุการณ์กบฎแมนฮัตตันจะมีมากถึง 8 ลำ แต่ต้องไม่ลืมว่าเราได้เรือคอร์เวตเพิ่มเข้ามาถึง 4 ลำ ประกอบไปด้วยเรือชั้นเรือหลวงตาปีระวางขับน้ำ 885 ตันจำนวน 2 ลำ เรือชั้นเรือหลวงรัตนโกสินร์ระวางขับน้ำ 840 ตันจำนวน 2 ลำ เมื่อรวมของใหม่อีก 3 ลำเท่ากับ 7 ลำใกล้เคียงกับของเดิม ฉะนั้นแล้วกองเรือปราบเรือดำน้ำไม่ได้เล็กลงจากยุคก่อนปี 2500 ให้บังเอิญแผนภาพของท่านจูดาสมีอายุสั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
                เนื่องมาจากกองทัพเรือได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ให้ซื้อเรือรบจากต่างประเทศจำนวนมากเข้าประจำการ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่โจมตีมือสองอีก 2 ฝูงบิน ครั้นถึงเดือนมีนาคม 2435 มีการปรับปรุงโครงสร้างกองเรือยุทธการใหม่ กองเรือปราบเรือดำน้ำเปลี่ยนชื่อเป็นกองเรือฟริเกตที่ 1 เพิ่มกองเรือฟริเกตที่ 2 เพื่อประจำการเรือฟริเกตจากประเทศจีนจำนวน 6 ลำ เพิ่มกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เพื่อประจำการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จากสเปน เมื่อเรือหลวงคำรณสินธุเข้าประจำการในอีก 4 เดือนถัดมา จึงได้สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 ทั้งที่ตัวเองไม่ใกล้เคียงเรือฟริเกตสักนิด
เหตุการณ์ต่อจากนี้
            การสร้างเรือชั้นเรือหลวงคำรณสินธุถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญ เพราะเป็นแบบเรือรุ่นใหม่มีความสลับซับซ้อน ติดตั้งอาวุธและเรดาร์ทันสมัยพร้อมใช้งาน รวมทั้งใช้วิธีสร้างเรือแบบ Block Technology ทำให้ลดระยะเวลาในการสร้างเรือ มีความสะดวกสบายกว่าเดิม ผลงานมีคุณภาพมากกว่าเดิม แต่ต้องใช้พื้นที่ในการสร้างเรือมากกว่าเดิม ต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งบุคลการในการสร้างเรือมากกว่าเดิม ต้องมีการควบคุมการจัดการและบริหาร การควบคุมคุณภาพ และข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด การสร้างเรือจึงจะเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในภายหลัง
ปี 2525-2535 เป็นยุคเรืองรองการสร้างเรือในประเทศไทย มีการสร้างเรือยกพลขนาดใหญ่ระวางขับน้ำ 3,000 ตันจำนวน 2 ลำ สร้างเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบความยาว 50 เมตรจำนวน 6 ลำ สร้างเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุอีก 3 ลำ จากนั้นเว้นระยะไปอีก 8 ปีถึงได้มีการสร้างเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงหัวหินอีก 3 ลำ โดยใช้แบบเรือบริษัทวอสเปอร์มาปรับปรุงให้เหมาะสม กรมอู่ทหารเรือเป็นคนออกแบบโดยได้รับคำแนะนำจากวิศวกรบริษัทวอสเปอร์ แต่ทว่าหลังจากนั้นเราหักเลี้ยวไปทิศทางอื่น ไม่มีการสร้างเรือตรวจการณ์ความยาว 60 เมตรเพิ่มเติม ละทิ้งความรู้ความสามารถทั้งหมดลอยสู่ท้องทะเล กระทั่ง 3 ปีที่ผ่านมามีการสร้างเรือหลวงแหลมสิงห์ความยาว 58 เมตรเพิ่มเติม 1 ลำ

ในภาพเป็นพิธีขึ้นระวางประจำการเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วยเรือหลวงตากใบ เรือหลวงกันตรัง เรือหลวงเทพา และเรือหลวงท้ายเหมือง ซึ่งเป็น 4 ลำสุดท้ายของเรือสร้างโดยบริษัทอิตัลไทย มารีน ภาพแบบนี้หาดูในยุคสมัยนี้ไม่ได้แล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นเรือตรวจการณ์ความยาว 25-35 เมตรยังมีให้เห็นเป็นกระษัย จากภาพจะเห็นว่าเรือติดอาวุธปืนรุ่นเก่าที่ซ่อมคืนสภาพ ทำการเล็งยิงด้วยสายตา บังคับทิศทางด้วยสองมือ ราคาเรือจึงไม่แพงสั่งซื้อรวดเดียว 6 ลำได้ทันที ครั้นนำมาติดอาวุธทันสมัยพร้อมระบบควบคุมการยิง ก็เกิดเหตุการณ์คดีพลิกขึ้นมากะทันหัน

หลังเข้าประจำการปี 2527 กับ 2529 เมื่อถึงปี 2532 เรือหลวงคลองใหญ่กับเรือหลวงตากใบได้รับการปรับปรุง โดยการติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ปืนกล 40/70 มม.และระบบควบคุมการยิง NA-18 จากอิตาลี คำถามมีอยู่ว่าทำไมปรับปรุงแค่เพียง 2 ลำ คำตอบก็คือราคาปรับปรุงเรือแพงกว่าราคาสร้างเรือทั้งลำ โดยเฉพาะปืนใหญ่ 76/62 มม.นี่แพงเลือดสาด ปัจจุบันมีขายแต่รุ่น Super Rapid คราวนี้ยิ่งแพงไปใหญ่ เรือหลวงคำรณสินธุจึงไม่ใช่แค่เพียงเรือตรวจการณ์ที่ดีที่สุด ติดอาวุธและเรดาร์ทันสมัยที่สุด ใช้วิธีการสร้างเรือรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ยังเป็นเรือตรวจการณ์ราคาแพงที่สุดอีกหนึ่งตำแหน่ง
ทางบ้านส่งโทรเลขมาสอบถามว่า การสร้างเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำยังเหมาะสมหรือไม่ และยังมีความจำเป็นอยู่อีกหรือไม่ เรื่องความจำเป็นผู้เขียนคิดว่ามีดีกว่าไม่มี แต่เรื่องสร้างเรือใหม่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะเรือมีขนาดเล็กเกินไป ออกทะเลลึกไม่ไหว ทำงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำได้ก็จริง แต่ไม่มีลานจอดและไม่มีระบบดาต้าลิงก์กับอากาศยาน ที่สำคัญเรือดำน้ำทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม อย่าลืมนะครับว่าเราสร้างเรือลำนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรายังไม่มีรถไฟฟ้ามีแต่ถนนดินลูกรัง ปัจจุบันเรามีรถไฟฟ้าคู่ถนนดินลูกรังแล้ว เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปแล้ว
มาลองคิดราคาแบบมั่วๆ กันดูสักหน่อย เรือหลวงแหลมสิงห์ราคาเรือเปล่า 700 ล้านบาท ราคารวมปืนใหญ่ 76/62 มม.มือสอง ปืนกล DSM-30MR และระบบควบคุมการยิงเท่ากับ 1,200 ล้านบาท (700+500=1,200) ถ้าติดปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid ในฝันของมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย จะมีราคาสยองขวัญวันพระใหญ่มากไปกว่านี้

สมมุติว่านำเรือชั้นเรือหลวงแหลมสิงห์มาติดโซนาร์หัวเรือ ขนาดไม่ใหญ่นักราคา 10 ล้านเหรียญไม่น่ามีถูกกว่านี้ ติดแท่นยิงตอร์ปิโดเบาและอุปกรณ์ 2 แท่นตีว่า 6 ล้านเหรียญ หาชุดคิทแปลงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำรุ่น Mk46 เป็นรุ่น Mk54 นัดละ 1.5 ล้านเหรียญ จำนวน 6 นัดรวมเท่ากับ 9 ล้านเหรียญ ติดระบบเป้าลวง V-Canto 24 นัด นัดละ 6.56 ล้านบาทรวมเท่ากับ 158 ล้านบาท ต้องติดแท่นยิงและอุปกรณ์ด้วยใช่ไหมตีกว่า 120 ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะมีราคา1,200+300+180+270+158+120=2,228 ล้านบาทต่อลำ ถ้ายังไม่จัดหาลูกตอร์ปิโดกับเป้าลวงอยู่ที่ 1,800 ล้านบาทต่อลำ
เรือ 3 ลำเท่ากับ 5,400 ล้านบาทแพงจับใจ ไม่นับรวมการแก้ไขแบบเรือให้มีความเงียบกว่าเดิม ซึ่งว่ากันตรงๆ ขนาดเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น River ยังทำไม่ได้ ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยกับแผนนี้แบบออกหน้า แต่ทว่าแต่ทว่า ถ้าเป็นเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำราคาประหยัด อันนี้ผู้เขียนเห็นด้วยสมควรมีเผื่อเหลือเผื่อขาด ติดโซนาร์เรือหาปลาราคาไม่เกิน 2 ล้านเหรียญ กับจรวดปราบเรือดำน้ำไม่นำวิถี รวมทั้งรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือเป็นท่าไม้ตาย อยากประหยัดกว่าเดิมไม่ต้องติดปืนใหญ่ 76/62 มม. ตัดความต้องการระดมยิงฝั่งให้เรือลำอื่นทำแทน ราคาเรือจะลดลงมาอยู่ในระดับสามารถแตะต้องได้

นี่เป็นการยกตัวอย่างเท่านั้น ในภาพคือเรือตรวจการณ์ชั้น P1200 ของตุรกี ราคาในปี 2547 อยู่ที่ลำละ 840 ล้านบาท ไทยแลนด์ซื้อแบบเรือมาสร้างเองใช้ระบบอำนวยการรบกับโซนาร์ตามเขาก็ได้ ปืนกล 40 มม.แท่นคู่ถ้าแพงเกินไปซื้อ Bofors 40 มม. Mk4 แท่นเดี่ยวมาใช้งานแทนก็ได้ สามารถยิงกระสุน 3P ตี่ต่อเป้าหมายพื้นน้ำและบนอากาศได้ดีกว่าเดิม ปืนรองใช้ 20 มม.กระบอกละ 10 กว่าล้านบาทประหยัดดี ส่วนปืนกล 12.7 มม.แล้วแต่สะดวกเลย ท้ายเรือมีรางปล่อยระเบิดลึกกับจรวดปราบเรือดำน้ำ Rocketsan ระยะยิง 2 กิโลเมตร ใช้ตรวจการณ์เป็นงานหลักปราบเรือดำน้ำเป็นงานรอง
ราคาเรือแพงสุดน่าจะประมาณ 1,000-1,100 ล้านบาท ได้อาวุธใหม่หมดไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องการซ่อมแซมก่อนเวลา เริ่มต้นโครงการในปี 2563 กำหนดให้สร้างเฟสละ 3 ลำใช้เวลา 3 ปี เฟสแรกนำมาทดแทนเรือชั้นเรือหลวงสัตหีบที่ไม่ได้รับการปรับปรุง เฟสสองในปี 2566 นำมาทดแทนเรือชั้นเรือหลวงสัตหีบที่ได้รับการปรับปรุง อาวุธปืน 76/62 เอาไปทำอะไหล่ให้กับเรือลำอื่น ส่วนเฟสสามในปี 2569 นำมาทดแทนเรือชั้นเรือหลวงหัวหิน ถ้าเรือเก่ายังใหม่อยู่อาจโอนไปสังกัดตำรวจน้ำ กรมประมง กรมเจ้าท่า หรือแบ่งเรือมาสนับสนุนการกวาดทุ่นระเบิดโดยใช้ Mission Module ตามความเหมาะสม  
และเฟสสี่ในปี 2572 นำมาทดแทนเรือชั้นเรือหลวงคำรณสินธุ สร้างแล้วเสร็จทั้ง 3 ลำในปี 2575 ตอนนั้นเรือมีอายุ 40 ปีพอดิบพอดี สมควรกับเวลาแล้วเธอควรพักผ่อนได้แล้ว เราจะมีเรือตรวจการณ์รุ่นใหม่ถึง 12 ลำหน้าตาเหมือนกัน (เฟสห้าแล้วแต่กองทัพเรือเลยครับ) โดยไม่จำเป็นต้องใช้เรือและอาวุธตามใจผู้เขียน แต่ให้ทำเป็นเฟสๆ โดยใช้แบบเรือเดียวกัน กำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน ระบุว่าสร้างภายในประเทศเท่านั้น ที่เหลือให้เอกชนจัดการเหมือนโครงการเรือหลวงคำรณสินธุ
แม้ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ ใช้เรือฟริเกตกับเฮลิคอปเตอร์ที่ออกแบบมาโดยตรงดีที่สุด ให้บังเอิญเรือตรวจการณ์ความยาว 50 เมตรของเราชราภาพเต็มที แค่เพิ่มระบบปราบเรือดำน้ำราคาประหยัดเข้ามาไม่น่ามีปัญหา จะใช้ RBU-1200 กับโซนาร์รุ่นสงครามโลกของรัสเซียก็ได้ หรือรุ่นก๊อปปี้จากจีนที่เราซื้อเรือรบจากเขาเกิน 10 ลำแล้วก็ได้ นำมาใช้งานพื้นที่ใกล้ฝั่ง เขตน้ำตื้น หรือตามท่าเรือ เพื่อกดดันและหรือขับไล่ให้เรือดำน้ำข้าศึกทำภารกิจไม่สำเร็จ
เรือหลวงคำรณสินธุเป็นโครงการที่ดีมากในปี 2530 เสียดายว่าเราไม่ได้สานต่อให้เป็นเรือคอร์เวตความยาว 80 เมตร ระวางขับน้ำ 1,500 ตันมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ทำนองนี้ ความรู้ความชำนาญของทีมงานสร้างเรือรางเลือนไปตามเวลา ดูจากหน้าเสื่อกว่าจะเริ่มต้นได้ใหม่ก็คงอีกนาน ตามอ่านกันต่อในบทความหน้าสวัสดีปีใหม่ 2563 ผู้อ่านทุกท่านครับ J
                     -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
            นิตยสารสงคราม หรือ ALL WARFARE ฉบับที่ 282 400 411 และ 416
                เฟซบุ๊คนิตยาสารสงคราม สมรภูมิ แทงโก้ และอื่นๆ ทางการรถไฟและการทหาร
เฟซบุ๊คเรือหลวงคำรณสินธุ
                วารสารกรมอูทหารเรือประจำปี 2551 ฉบับที่ 1