วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Operation Suriyapong 4

     

         ยุทธการสุริยพงษ์ 4 คือเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2526 เป็นภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภาคเหนือจังหวัดน่าน ภาพและเหตุการณ์ต่างๆ มาจากสมรภูมิจริงทั้งหมด ผู้เขียนตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลให้เพื่อนๆ สมาชิกและคนรุ่นใหม่ได้รับรู้เรื่องราว ความสำเร็จของแผนยุทธการสุริยพงษ์ 4 อันนำมาสู่ความสงบเป็นปึกแผ่นในปัจจุบัน

ความเป็นมา

เขตงาน 4 ภูยักษ์ (ภูผายักษ์หรือภูพยัคฆ์ในปัจจุบัน) หรือขุนน้ำช้าง ถือเป็นเขตงานใหญ่ที่สุดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภาคเหนือ (ค่าย 708) ที่ยังหลงเหลือไม่ถูกปราบปรามเหมือนเขตงานอื่น เขตงาน 4 ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยภูยักษ์ ลุ่มน้ำฮี ลุ่มน้ำช้าง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน มีพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่บ้านน้ำรี ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

พื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในอิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท.” ยาวนานมากกว่า 10 ปี อำนาจการปกครองของรัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะภูมิประเทศค่อนข้างทุรกันดาร เต็มไปด้วยป่าเขาสลับซับซ้อนยากแก่การเดินทาง รวมทั้งมีพื้นที่บางส่วนยื่นยาวเข้าสู่ประเทศลาว พคท.ได้อาศัยภูมิประเทศซึ่งยากที่คนทั่วไปจะเข้าถึง ซ่องสุมกำลังโดยอาศัยมวลชนเผ่าลัวะเป็นกำลังพล มีการเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ภาคเหนือตลอดเวลา

กองทัพบกได้ออกนโยบายให้ทุกกองทัพภาค เร่งทำลายกองกำลังและฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หรือ ผกค.”ให้หมดสิ้นโดยเร็วที่สุด พลโทพร้อม ผิวนวล แม่ทัพภาคที่ 3 จึงได้สั่งการให้กรมทหารพรานที่ 32 หรือ พตท.32” เร่งดำเนินการทางยุทธการต่อเขตงาน 4 ภูยักษ์ เพื่อกวาดล้างทำลายฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เขตน่านเหนือ ให้หมดสิ้นภายใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2526

แนวคิดในการเปิดยุทธการ

ในปีงบประมาณ 2525 ห้วงระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ 2525 พตท.32 ได้เปิดยุทธการ สิงหชัย ซึ่งเป็นยุทธการย่อย มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลโดยใช้วิธีเดินเท้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม เหตุผลก็คือต้องการตรวจสอบขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามเป็นการหยั่งเชิง ปรากฏว่าฝ่ายเราได้รับการต่อต้านอย่างหนักจาก ผกค.ทั้งจากเขตงาน 1 บ้านผาแดง และเขตงาน 4 ภูยักษ์หรือขุนน้ำช้าง ซึ่งสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการรุกรานจากทหารพรานไทยในยุทธการย่อย

แนวความคิดหลักในการทำลาย พคท.ในเขตงาน 4 จึงสรุปได้ว่า ต้องทำลายเขตงาน 1 กับเขตงาน 2 ในเขตน่านเหนือให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อโดดเดี่ยวเขตงาน 4 ไม่ให้ได้รับการสนับสนุน จากแนวคิดดังกล่าว พตท.32 จึงเปิด ยุทธการสุริยพงษ์ 2” เป้าหมายคือเขตงาน 1 บ้านผาแดง กับ ยุทธการสุริยพงษ์ 3” เป้าหมายคือเขตงาน 2 ขุนน้ำบัว เมื่อวันที่ 6 ถึง 14 มกราคม 2526 ผลการปฏิบัติการของทั้งสองยุทธการ ฝ่ายเราสามารถสลายเขตงาน 1 กับเขตงาน 2 ได้โดยสิ้นเชิง ทำให้เขตงาน 4 ต้องโดดเดี่ยวไม่อาจรับการสนับสนุนจากเขตงานใกล้เคียงได้อีกต่อไป

การเตรียมการด้านการข่าว

ทางการไทยได้ดำเนินการด้านการข่าวลับและข่าวเปิดจากแหล่งข่าวมาโดยตลอด ข่าวสารที่นับว่าเป็นคุณค่ากับฝ่ายเรามากที่สุดก็คือ ข่าวสารจากผู้กลับใจเข้ามอบตัวกับและให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ทำให้เราทราบถึงแหล่งที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธ ทั้งทหารหลัก ทหารบ้าน ตลอดจนแหล่งสะสมเสบียงอาหาร อาวุธ ยาและเวชภัณฑ์ของฝ่ายตรงข้าม

จากข่าวสารขั้นต้นที่ได้รับ พตท.32 ได้ดำเนินกรรมวิธีเพื่อให้เป็นข่าวกรองทางการรบ โดยการส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเล็ดลอดเข้าไปพิสูจน์ทราบเป้าหมาย การลาดตระเวนทางอากาศ การขอความร่วมมือจากการถ่ายภาพทางอากาศของกองทัพอากาศ ด้วยกรรมวิธีดังกล่าว พตท.32 ได้รับทราบข่าวกรองเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามประกอบไปด้วย

สำนัก 638 : ตั้งอยู่ริมน้ำช้าง เป็นสำนักควบคุมการก่อการร้ายในเขตน่านเหนือทั้งหมด มีฝ่ายชี้นำจำนวน 5 คน ประกอบไปด้วยสหายทัด สหายเป้าน้ำ สหายป้าผึ้ง สหายเล่าอู และสหายแสน มีผู้ปฏิบัติงานและทหารประจำสำนักรวมทั้งสิ้น 50 คน

กองร้อยทหารหลัก 304 : เป็นกองทหารประจำเขตงานที่ 4 ตั้งอยู่ที่ห้วยลอย เชิงภูยักษ์ มีสหายสมศรีเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 80 คนส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะ

กองทหารท้องถิ่น : เป็นกำลังผลิตและกองหนุนประจำเขตงานที่ 4 ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำฮี มีสหายพันเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 30 คน

หน่วยอำนาจรัฐ : มีหน้าที่ปกครองประชาชนเขต 4 ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำฮี มีสหายจงเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 14 คน

โรงพยาบาลธงแดง : เป็นโรงพยาบาลประจำเขต 4 มีสหายหมอจี๊ด (ผู้หญิง) เป็นหัวหน้า มีหมอจำนวน 8 คน มีทหารประจำสำนักจำนวน 7 คน

หน่วยดาวน้อย : เป็นโรงเรียนการเมือง และโรงเรียนเยาวชนประจำเขต 4 ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำฮี มีสหายเทอดเป็นหัวหน้า กับผู้ปฏิบัติการจำนวน 4 คน

มวลชน : เขตงานที่ 4 มวลชนเป็นชาวลัวะทั้งหมด จำนวน 11 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย หมู่บ้านสู้รบ หมู่บ้านสว่าง หมู่บ้านยืนหยัด หมู่บ้านรักชาติ หมู่บ้านชนะ หมู่บ้านกู้ชาติ หมู่บ้านเอกราช หมู่บ้านนำชัย หมู่บ้านปลดแอกหมู่บ้านสามัคคี หมู่บ้านปลดแอก มีมวลชนประมาณ 1,500 คน

สรุปยอดกำลังพล ผกค.

ในเขตงานที่ 4 มีกำลังพลติดอาวุธของ ผกค.ทั้งทหารหลัก ทหารบ้าน และมวลชนติดอาวุธรวมกันประมาณ 390 คน อาวุธที่ใช้มีปืนเล็กยาวเอเค.47 เซกาเซ ปืนกลจาน ปืนครกขนาด 60 มม.ปืนไร้แรงสะท้อนขนาด 57 มม.เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ไม่ขาดแคลนอาวุธกับกระสุน แต่ขาดแคลนเครื่องอุปโภค เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาลาวได้เหมือนดังแต่ก่อน

การเตรียมการด้านยุทธการ

เพื่อให้ยุทธการสุริยพงษ์ 4 เป็นการจู่โจมสูงสุดต่อที่หมาย ถนอมกำลังพลฝ่ายเราไม่ให้เหน็ดเหนื่อยเกินไป และเสี่ยงต่ออันตรายต่อทุ่นระเบิดในการเดินทางเข้าสู่ที่หมาย พตท.32 จึงตกลงใจใช้การเคลื่อนพลทางอากาศ ใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงกำลังพลทั้งหมดมาลงที่จุดส่งลง ซึ่งฝ่ายเราได้ลาดตระเวนทางอากาศเพื่อคัดเลือกเป็นการล่วงหน้า

กำลังพลที่ใช้ในยุทธการประกอบไปด้วย

-16 กองร้อยจาก พตท.32 ประกอบไปด้วยกองร้อยทหารม้าและกองร้อยทหารพราน

-6 กองร้อยทหารพรานจู่โจมจากปักธงชัย

-1 กองร้อยทหารพรานจาก พตท.31

-1 กองร้อยทหารพรานจาก พตท.33

-สนับสนุนด้วย ปืนใหญ่ หน่วยบินทหารบก หน่วยบินทิ้งระเบิดกองทัพอากาศ

-กำลังพลทั้งส่วนปฏิบัติการและสนับสนุนประมาณ 1,400 นาย

การปฏิบัติการ

วันที่ 2 มีนาคม 2526 ก่อนเริ่มปฏิบัติการลำเลียงพลทางอากาศ มีการใช้ปืนใหญ่ขนาด 155 มม.จากฐานยิงบ้านห้วยโก๋นยิงเตรียมเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นเวลาประมาณ 10.00.เฮลิคอปเตอร์เที่ยวแรกนำกำลังพลจากฐานทุ่งช้างมาลงที่จุดรับส่งจุดแรก ปรากฏว่าได้รับการยิงต่อต้านจาก ผกค.อย่างหนัก แต่ด้วยความสามารถของนักบินสามารถนำกำลังพลลงส่งอย่างปลอดภัย เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงจำนวนหลายลำ นักบินบาดเจ็บสาหัสจำนวน 1 นาย กำลังพลฝ่ายเราทยอยเดินทางจากบ้านห้วยโก๋นมาสมทบเพิ่มเติม เพื่อเสริมความมั่นคงและเริ่มเข้าตีเป้าหมายต่างๆ จนมีผลงานดังนี้

-ยึดสำนัก 638 ได้ในวันที่ 4 มีนาคม 2526

-ยึดโรงพยาบาลธงแดง หน่วยอำนาจรัฐ และหน่วยดาวน้อยได้ในวันที่ 5 มีนาคม 2526

-ยึดกองร้อยทหารหลักได้ในวันที่ 5 มีนาคม 2526

-ยึดหน่วย นปถ. หรือกองทหารท้องถิ่นได้ในวันที่ 12 มีนาคม 2526

ในวันต่อๆ มามีการขยายผลเข้ายึดบ้านมวลชน ทำลายแหล่งสะสมเสบียง ค้นหาแหล่งซุกซ่อนอาวุธ ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม

สรุปผลการปฏิบัติการ

วันที่ 31 มีนาคม 2526 ฝ่ายเราสามารถสลายเขตงานที่ 4 ได้โดยสิ้นเชิง สามารถยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้และเสบียงฝ่ายตรงข้ามได้เป็นจำนวนมาก โดยที่บางส่วนสามารถนำกลับมาได้ และบางส่วนหน่วยปฏิบัติการต้องทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นภาระ

ขณะนี้หน่วยปฏิบัติการได้ถอนตัวกลับมาเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงกำลังยึดรักษาพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรอการพัฒนา ผลจากปฏิบัติการสามารถสรุปผลได้ดังนี้

-มวลชนมอบตัว 1,219 คน

-ทหารหลักมอบตัว 52 คน

-ทหารบ้านมอบตัว 151 คน

ยอดรวมเท่ากับ 1,422 คน

ความสูญเสีย

-ฝ่ายเราบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

-ฝ่าย ผกค.เสียชีวิตเท่าที่นับได้ 18 ศพ คาดว่าเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

การพัฒนาความมั่นคง

         พตท.32 พิจารณาที่จะนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากเขตงานที่ 4 ทั้งหมดกลับคืนสู่พื้นที่ทำกินเดิม และเตรียมแผนการพัฒนาเข้าสู่พื้นที่ประกอบไปด้วย

1.โครงการพัฒนาเร่งด่วน สร้างเส้นทางสาย บ้านห้วยโก๋น-ลุ่มน้ำช้าง-ลุ่มน้ำฮี-บ้านง่อมเปา-บ้านผาแดงใหม่ ระยะทาง 55 กิโลเมตร งบประมาณ 37,000 ล้านบาท สร้างโดยโครงการน่านที่ 2 กรมทางหลวง ได้รับอนุมัติหลักการให้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-ลาว ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกา

2.การพัฒนาด้านอื่น ได้รับอนุมัติหลักการให้บรรจุหมู่บ้านจัดตั้งใหม่ เขตงานที่ 4 ไว้ในโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-ลาว ปี 2527 ซึ่งจะได้เสนอรายละเอียดการดำเนินการตามโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

3.โครงการสันติสุขเคลื่อนที่พิเศษ เพื่อปรับทัศนคติและฟื้นฟูจิตใจให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากเขตงานที่ 4 โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กอ.รมน. มาดำเนินการ

ผลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ระหว่างดำเนินยุทธการสุริยพงษ์ 4 ผกค.ในจังหวัดน่านและบริเวณใกล้เคียงถูกปราบปรามจนหมดสิ้น ที่ยังหลงเหลือก็ออกจากป่ามามอบตัวต่อทางการจำนวนมาก เท่ากับว่ากองทัพภาคที่ 3 นำโดยพลโทพร้อม ผิวนวล ได้บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ

บัญชีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้จากยุทธการสุริยพงษ์ 4

         1.ปืน ค.60 จำนวน 9 กระบอก

2.ปืนกลจาน จำนวน 2 กระบอก

3.เครื่องยิง เอ็ม.72 จำนวน 4 กระบอก

4.เครื่องยิง เอ็ม.79 จำนวน 1 กระบอก

5.ปืนอาก้า จำนวน 11 กระบอก

6.ปืนเซกาเซ่ จำนวน 171 กระบอก

7.ปลยบ.88 จำนวน 2 กระบอก

8.ปลยบ.87 จำนวน 11 กระบอก

9ปืนเอ็ม.ทรี จำนวน 1 กระบอก

10.ปืนยิงพลุ จำนวน 1 กระบอก

11.ปืนแก๊ป จำนวน 2 กระบอก

12.ลูกปืน ค.60 จำนวน 30 ลูก

13.กระสุนเครื่องยิงอาร์พีจี จำนวน 91 ลูก

14.กระสุน ปรส.57 จำนวน 2 นัด

15.กระสุนปืนอาก้า จำนวน 148,904 นัด

16.ลูกปืน ค.81 จำนวน 1 ลูก

17.กระสุน ปลยบ.88 จำนวน 7,573 นัด

18.กระสุน ปลยบ.87 จำนวน 1,739 นัด

19.กระสุน เอ็ม.60 จำนวน 975 นัด

20.กระสุน เอ็ม.79 จำนวน 42 นัด

21.กระสุนยิงพลุ จำนวน 27 นัด

22.กระสุนปืนอาก้าซ้อมยิง จำนวน 2,000 นัด

23.ดินส่งอาร์พีจี จำนวน 10 แท่ง

24.ดินระเบิด ที.เอ็น.ที จำนวน 676 แท่ง

25.กับระเบิดฝักข้าวโพด จำนวน 60 ลูก

26.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.32-9 จำนวน 159 ลูก

27.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.33-11 จำนวน 57 ลูก

28.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.32-12 จำนวน 5 ลูก

29.ลูกระเบิดด้ามไม้ จำนวน 590 นัด

30.ลูกระเบิดด้ามเขียว จำนวน 81 นัด

หมายเหตุ : มีสิ่งของเครื่องใช้อีก 38 รายการผู้เขียนไม่ได้ลงข้อมูลเพราะยิบย่อยเกินไป

บทสรุป

ยุทธการสุริยพงษ์ 4 ถือเป็นยุทธการช่วงท้ายของความขัดแย้งบริเวณภาคเหนือ จากนั้นไม่นานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเลือนหายไปจากพื้นที่เหลือเพียงความทรงจำ ให้คนไทยยุคหลังใช้เป็นบทเรียนในการศึกษาความขัดแย้งภายในประเทศจากสมัยอดีตกาล

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 6 เล่มที่ 161 วันที่ 30 พฤษภาคม 2526

 

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Commando Stingray

 

วันที่ 29 กันยายน 2530 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดหารถถังเบา Commando Stingray จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 106 คัน แบ่งเป็นรถถังบังคับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารพิเศษจำนวน 26 คัน กับรถถังลูกแถวจำนวน 80 คัน มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 4,136 ล้านบาท ราคานี้รวมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ แบ่งชำระจำนวน 8 งวดภายในระยะเวลา 5 ปี

รถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์ (Command Stingray) เป็นผลงานการพัฒนาโดยบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอ็กซ์-เซล-โอ คอเปอร์เรชัน เริ่มต้นเดินหน้าอย่างเต็มตัวในปี 2526 โดยติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม.แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ของบริษัทโรยัลออร์แนนซ์ ประเทศอังกฤษ ใช้ระบบควบคุมการยิงบริษัทมาโคนี่ ประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน กองทัพบกไทยคือลูกค้ารายแรกที่ได้จัดหา กระเบนธงจู่โจม มาใช้งาน โดยมีการเสริมเกราะบริเวณด้านหน้าให้หนากว่าของเดิม ส่งผลให้น้ำหนักรวมรถถังเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ตัน ป้องกันแรงระเบิดอาวุธยิงระยะใกล้ได้ดีกว่าเดิม

บริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนออกแบบให้คอมมานโดสติงเรย์มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถจัดส่งโดยเครื่องบินลำเลียง C-130 ได้อย่างเหมาะสม สามารถใช้งานกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มม.มาตรฐานนาโต้ได้หมดทุกรุ่น เป็นรถถังสำหรับภารกิจที่ต้องการความเร่งด่วน คล่องแคล่ว และรวดเร็ว มีอำนาจการยิงทำลายรถถังหลักได้ทุกชนิด ผ่านการทดสอบจริงในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาในเดือนตุลาคม 2530 บริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนได้รับคำสั่งซื้อรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์จำนวน 106 คันจากกองทัพบกไทย กำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นไปกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2533 ถือเป็นความสำเร็จร่วมระหว่างบริษัทสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ

การใช้งานคอมมานโดสติงเรย์ในช่วงแรกประสบปัญหาเรื่องหนึ่ง รถถังบางคันปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่นแต่งซิ่งไม่พร้อมใช้งาน เหตุผลเกิดจากบริษัทโรยัลออร์แนนซ์หรืออาร์โอ ซึ่งมีชื่อแบบยาวๆ ว่า แผนกปืนใหญ่และยานยนต์แห่งกรมสรรพาวุธอังกฤษ ผลิตป้อมปืนตามใบสั่งไม่ทันเวลา

ก่อนหน้านี้ไม่นานเกิดความเปลี่ยนแปลงกับรัฐวิสาหกิจทางทหารของอังกฤษ บริษัทอาร์โอลีคส์ถูกขายให้กับบริษัทวิคเกอร์ ดีเฟนซ์ ซิสเต็ม ส่วนอาร์โอถูกขายให้กับบริษัทบริทิช แอโรสเปช มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่จำนวนมากตามปรกติของการปรับเปลี่ยนผู้ถือครอง ส่งผลต่อการควบคุมการผลิตระบบอาวุธชนิดต่างๆ ในสายพานการผลิต รวมทั้งการผลิตปืนใหญ่ขนาด 105 มม.สำหรับคอมมานโดสติงเรย์โดยบริษัทอาร์โอ นอตติ้งแฮม ซึ่งถูกลดทอนประสิทธิภาพการผลิตอย่างน่าใจหาย

นายจอห์น เบอรี่ผู้จัดการขายแผนกปืนใหญ่และยานยนต์บริษัทอาร์โอกล่าวว่า บริษัทถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการค้าทั่วโลกตลอดเวลา และต้องจับตามองการลงทุนตลอดจนข้อตกลงร่วมกัน เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่อาทิเช่นรถหุ้มเกราะให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

ปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.เป็นการลงทุนส่วนตัวครั้งแรกของอาร์โอ พัฒนาขึ้นมาเพื่อติดตั้งบนรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์ซึ่งเป็นการลงทุนโดยบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอน เมื่อได้รับคำสั่งซื้อในปี 2530 และต้องปิดโครงการภายในปี 2533 บริษัทอาร์โอ นอตติ้งแฮมได้เร่งผลิตปืนแรงถอยต่ำรุ่น L7A3 เพื่อส่งมอบให้ทันเวลา ปืนบางกระบอกถูกส่งมอบเข้าสู่โรงงานเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่รถถังเบาบริษัทคาดิแลคเกจ เทกซ์ทรอนจะออกไปทดสอบนอกโรงงาน เตรียมตัวส่งมอบให้กับกองทัพบกไทยตามระยะเวลาในสัญญา ส่งผลให้ปืนใหญ่บางกระบอกประสบปัญหาในการใช้งานจริง

         คอมมานโดสติงเรย์มีอำนาจการยิงรุนแรงด้วยปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.ใช้ระบบควบคุมการยิงบริษัทมาโคนี่ขนาดเล็กกะทัดรัดแต่ทันสมัย ซึ่งพัฒนาต่อจากระบบควบคุมการยิงรถถังชีฟเท่นและชาแลนเจอร์กองทัพบกอังกฤษ ขั้นตอนการค้นหาเป้าหมายและยิงใช้เวลาค่อนข้างน้อย นับตั้งแต่ออกคำสั่งยิงจนถึงใช้ระบบเลเซอร์ค้นหาระยะใช้เวลาเพียง 5 วินาที พลยิงสามารถลั่นไกปืนภายในเวลา 7 วินาที เทียบกับรถถังทุกรุ่นของกองทัพบกไทยถือว่ารวดเร็วมากที่สุด

ภาพรวมรถถังเบาจากสหรัฐอเมริกามีความเหมาะสมมากที่สุด ทั้งด้านยุทธการและการส่งกำลังบำรุง ด้วยน้ำหนักตัว 21 ตันสามารถใช้งานร่วมกับรถวางสะพานได้ สามารถใช้อะไหล่ร่วมกับปืนใหญ่อัตตาจร M109 ได้ การจัดหาอะไหล่คาดว่าราคาไม่แพงและหาซื้อค่อนข้างง่าย

กองทัพบกจะได้รับคอมมานโดสติงเรย์ 5 คันแรกช่วงปลายปี 2532 และทยอยส่งเพิ่มจนครบจำนวนภายใน 30 เดือนตามสัญญา ก่อนได้รับมอบรถถังกองทัพบกส่งเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ไปเข้ารับการฝึกใช้งานและการซ่อมบำรุงที่สหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาฝึกสอนทหารประจำรถถังในประเทศไทยต่อไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมอบเขี้ยวเล็บใหม่ในการปกป้องประเทศและประชาชน

คุณลักษณะของรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์

้ำหนักรวม : 21,364 กิโลกรัม (47,000 ปอนด์)

พลประจำรถถัง : 4 นาย (ผู้บังคับรถ, พลยิง, พลบรรจุ, พลขับ)

ระบบเครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ดีเซล DDA&V 92 TA ให้แรงขับ 400 กิโลวัตต์ที่ 2,400 รอบ (535 แรงม้า)

หีบเฟืองส่งกำลัง : ใช้ร่วมกับ XTG 411

เครื่องเปลี่ยนความเร็ว : DDA XTG 411-2 A

เฟืองขับขั้นสุดท้าย : ใช้ร่วมกับ XTG 411

สมรรถนะ

ความเร็วบนถนน :  67 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (47 ไมล์ต่อชั่วโมง)

อัตราเร่งจาก 0-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง : 10 วินาที

ระยะปฏิบัติการเมื่อใช้ความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง : 483 กิโลเมตร (300 ไมล์)

อาวุธหลัก : ปืนใหญ่แรงถอยต่ำรุ่น L7A3 ขนาด 105 มม.

กระสุนพร้อมรบ : 8 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 24 นัด

อาวุธรอง : ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.รุ่น M240

กระสุนพร้อมรบ : 500 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 2,000 นัด

อาวุธเพิ่มเติม : ปืนกลประจำป้อมของผู้บังคับรถขนาด 7.62 มม.หรือ 12.7 มม.

กระสุนพร้อมรบ : 200 นัดหรือ 100 นัด

กระสุนในที่เก็บ : 1,000 นัด

อาวุธป้องกันตัว : เครื่องยิงลูกระเบิด 8 ลำกล้องพร้อมลูกระเบิดยิง 16 นัด (บรรจุในลำกล้อง 8 นัด เก็บไว้ในที่เก็บ 8 นัด)

ระบบควบคุมการยิง : M39E1 กลางวัน/กลางคืน พร้อมอุปกรณ์หาระยะด้วยเลเซอร์

กล้องตรวจการณ์ผู้บังคับรถ : 7 ตัว

ระบบควบคุมการยิงแบบดิจิตอล : ระบบของมาโคนี่ (เลือกได้)

ระบบควบคุมบังคับปืนและป้อมปืน : ระบบอีเลคโตร-ไฮโดรลิก และระบบหมุนด้วยมือ มีคันบังคับสำหรับพลยิงและผู้บังคับรถ

ระบบรักษาการทรงตัวของปืน : แบบทำงานสองแกน (เลือกได้)

เครื่องมือติดต่อสื่อสาร

ชุดวิทยุ : AN/VRC-46 (รถถัง)

ชุดวิทยุ : AN/VRC-47 (รถบังคับการ)

ระบบติดต่อภายในรถ : 4 สถานี

ระบบไฟฟ้า

แรงเคลื่อนไฟฟ้าปรกติ : 24 โวลต์

เครื่องผลิตกระแสไฟ : ขนาด 300 แอมแปร์

แบตเตอรี่ : 4 หม้อ (6TN)

ระบบป้องกันเคมีชีวะรังสี : หน้ากาก M13A1 และสีแบบป้องกันวัสดุเคมี (เลือกได้)

อุปกรณ์ตรวจสอบและดับเพลิง : หม้อเคมีดับเพลิงด้วยมือ และกลไกแบบทำงานอัตโนมัติ ระบบฮาลอน (เลือกได้)

ระบบผลิตควันกำลังตน : ใช้ท่อไอเสียผลิตควันขาว (เลือกได้)

บทสรุปปิดท้าย

รถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์มีอุปกรณ์ที่เป็นออปชันเสริมหลายอย่างประกอบไปด้วย ระบบควบคุมการยิงแบบดิจิตอล, ระบบรักษาการทรงตัวของปืน, ระบบป้องกันเคมีชีวะรังสี รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจสอบและดับเพลิง ซึ่งในรถถัง M41 GTI รุ่นปรับปรุงใหม่ถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถถัง พลอยทำให้ราคาปรับปรุงค่อนข้างสูงจนกองทัพบกยกเลิกโครงการ ผู้เขียนไม่แน่ใจอุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการติดตั้งครบถ้วนหรือไม่ ถ้ามีก็ดีถ้าไม่มีก็ว่ากันไม่ได้แล้วกันเนอะ

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ประจำเดือนตุลาคม 2530

https://web.facebook.com/share/p/19bjE8cUe8/

https://thaidefense-news.blogspot.com/2013/11/walk-aroundrta-commando-stingray.html

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

M41 Walker Bulldog with 105 mm L7 Low Recoil Force Rifled Gun

      

        ระหว่างปี 2528 บริษัทร่วมจากเยอรมันตะวันตกนำรถถัง M41 GTI (GERMAN TANK IMPROVEMENT) มาทดสอบในประเทศไทย และได้เสนอแผนการปรับปรุงรถถัง M41 อายุ 30 ปีจำนวน 290 คันมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทแก่กองทัพบก เรียกเสียงฮือฮาให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวไทยจำนวนมาก เพราะเป็นการยกระดับรถถังเก่าให้มีความทันสมัยเทียบเท่ารถถังรุ่นใหม่ราคาแพง

เวลาถัดมาเพียงไม่กี่เดือนบริษัทคาดิแลคเกจจากสหรัฐอเมริกา นำรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์เข้ามาทดสอบในเมืองไทย ตามโครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพันมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท บริษัทยังให้ความสนใจโครงการปรับปรุงรถถัง M41 ไปพร้อมกัน มีการส่งป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ของรถถังคอมมานโดสติงเรย์ มาติดตั้งบนรถถัง M41 กองทัพบกไทย เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในสถานที่จริง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประเทศไทย

ป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.จากสหรัฐอเมริกามีขนาดค่อนข้างกะทัดรัด ถูกออกแบบให้ติดตั้งบนรถหุ้มเกราะล้อยาง รถหุ้มเกราะสายพาน หรือรถถังเบาขนาด 15-20 ตันได้อย่างเหมาะสม บริษัทคาดิแลคเกจตั้งใจนำมาใช้งานบนรถหุ้มเกราะล้อยางคอมมานโด V-300 ฉะนั้นการทดสอบติดตั้งบนรถถัง M41 จึงไม่ประสบปัญหา เพราะมีขนาดวงแหวนป้อมปืนใหญ่เท่าของเดิมชนิดพอดิบพอดี

ป้อมปืนรุ่นใหม่รูปร่างค่อนมาทางแบนราบ ด้านหน้าลาดเป็นมุมแหลมทำให้มีรูปทรงทางขีปนวิธีที่ดี หากถูกยิงทางด้านหน้ากระสุนจะแฉลบออกด้านข้างค่อนข้างง่าย ช่วยลดอันตรายได้มากกว่าป้อมปืนใหญ่ขนาด 76 มม.รุ่นเดิมของ M41 ซึ่งไม่มีการติดตั้งระบบรักษาการทรงตัวของปืน จึงใช้งานปืนใหญ่ระหว่างรถถังเคลื่อนที่ไม่ได้ รวมทั้งไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยวัดระยะ พลประจำรถต้องใช้สายตาวัดระยะทำให้การยิงเป้าหมายขาดความแม่นยำ ป้อมปืนรุ่นใหม่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายช่วยให้รถถังน่าเกรงขามมากกว่าเดิม

การติดตั้งป้อมปืนบนรถถัง M41

        เนื่องจากป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่จากบริษัทคาดิแลคเกจรูปร่างค่อนมาทางแบนราบ รวมทั้งใช้ปืนใหญ่ขนาดแตกต่างกันจึงใช้รางเก็บกระสุนร่วมกันไม่ได้ การนำมาติดตั้งบนรถถัง M41 จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม สำหรับการถอด/ใส่ป้อมปืนสามารถจัดการภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยใช้รถเครนหรือปั้นจั่นขนาด 8 ตันสำหรับยกป้อมปืน เครื่องมือช่างชุดใช้งานทั่วไปจำนวน 1 ชุด แหวนรองป้อมปืนหนา 1 นิ้วฟุตจำนวน 1 อัน ใช้รองป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ให้สูงกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ตัวป้อมเสียดสีกับขอบวงแหวนป้อมปืนซึ่งติดอยู่กับรถ

        แหวนรองป้อมปืนจะช่วยให้ป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่สูงกว่าเดิม 2 นิ้ว การประกอบใช้กำลังพลเพียง 2 นายใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ต่อด้วยใช้รถเครนยกป้อมปืนใหญ่น้ำหนัก 5 ตันกว่าเข้ามาติดตั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที การติดตั้งวงจรไฟฟ้ากับวงจรระบบสื่อสารสามารถใช้สายไฟขั้วเดิม นำมาเสียบเข้ากับวงจรไฟฟ้าบริเวณพื้นกระเช้าป้อมปืนเป็นอันแล้วเสร็จ โดยไม่ต้องปรับปรุงหรือดัดแปลงเนื่องจากอุปกรณ์ใช้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งเดียวที่ต้องดัดแปลงคือจุดเก็บกระสุนปืนใหญ่ภายในรถถัง เหตุผลก็คือป้อมปืนรุ่นใหม่ใช้กระสุนขนาด 105 มม.ต่างจากรุ่นเก่าใช้กระสุนขนาด 76 มม.

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนป้อมปืนใหญ่

        หลังการเปลี่ยนป้อมปืนรถถัง M41 อาจดูเทอะทะไม่คล่องตัวเหมือนเดิม เหตุผลก็คือป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่นเดียวกับรถถังคอมมานโดสติงเรย์ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมบวกลำกล้องปืนยาวกว่าเดิม การใช้งานอาจไม่คล่องแคล่วเท่าเดิมรวมทั้งมีจุดที่ต้องพึงระวังมากขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับกลับคืนถือว่าคุ้มค่าและน่าสนใจมาก รถถัง M41 จะมีอำนาจการยิงสูงขึ้นทัดเทียมรถถังหลักรุ่นใหม่ ปืนใหญ่ขนาด 105 มมรุ่น L7 มีแรงถอยต่ำประมาณ 11 ตันกว่า ใช้งานร่วมกับรถถัง M41 ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 24 ตันได้โดยไม่มีปัญหา รวมทั้งสามารถใช้งานกระสุนร่วมกับรถถัง M48 A5 ได้หมดทุกรุ่น การจัดหากระสุนหรือการส่งกำลังบำรุงเกิดความสะดวกสบายมากกว่าเดิม

        ประโยชน์เรื่องถัดไปคือเรื่องความแม่นยำ ปรกติพลประจำรถถัง M41 ต้องวัดระยะเป้าหมายด้วยสายตา การยิงปืนใหญ่นัดแรกจึงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 วินาที รวมทั้งต้องหยุดรถทุกครั้งที่ยิงเพราะไม่มีระบบรักษาการทรงตัวของปืน เมื่อเปลี่ยนมาติดตั้งป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ขนาด 105 มม.พลประจำรถจะใช้ระบบควบคุมการยิงในการเผด็จศึกเป้าหมาย โดยใช้อุปกรณ์ช่วยวัดระยะด้วยเลเซอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ในกล้องเล็ง ใช้อุปกรณ์คำนวณการยิงแบบดิจิตอลซึ่งสามารถคำนวณขีปนวิธีได้อย่างอัตโนมัติ รวมทั้งมีระบบรักษาการทรงตัวของปืน อุปกรณ์วัดความเอียงของป้อมปืน อุปกรณ์วัดความเร็วเป้าหมาย และอุปกรณ์วัดความเร็วกระแสลม นำมาใช้ในการคำนวณแก้ไขความคลาดเคลื่อนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งผลให้การยิงปืนใหญ่นัดแรกใช้เวลาไม่เกิน 8 วินาที

        นอกจากเปลี่ยนมาใช้งานปืนใหญ่ L7 ขนาด 105 มม.ป้อมปืนรุ่นใหม่ยังใช้ปืนกลร่วมแกนรุ่น M240 ขนาด 7.62 มม.ตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องลูกระเบิดควันขนาด 66 มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน 2 ชุด ส่วนปืนกลประจำป้อมปืนยังคงใช้งานปืนกล M2 ขนาด 12.7 มม.เหมือนเดิม การเปลี่ยนป้อมปืนรุ่นใหม่จีงช่วยให้ M41 มีเขี้ยวเล็บแหลมคมเทียบเท่ารถถังรุ่นใหม่

คุณลักษณะป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์

        -น้ำหนักรวม ประมาณ 5,240 กิโลกรัม

        -อาวุธหลัก : ปืนใหญ่ขนาด 105 มม.แรงถอยต่ำ 1 จำนวนกระบอก

        -อาวุธรอง : ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลประจำป้อมปืนขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอก และเครื่องลูกระเบิดควันขนาด 66 มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน 2 ชุด

กล้องตรวจการณ์และกล้องเล็ง

        -พลขับ : กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 4 ตัว

        -ผบ.รถ : กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 7 ตัว กับกล้องเล็งกลางวัน/กลางคืนรุ่น NV52 จำนวน 1 ตัว

-พลยิง : กล้องเล็งแบบ M36E1 พร้อมเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์จำนวน 1 ตัว

        ระบบควบคุมการยิง

        -อุปกรณ์ให้ทางสูงและอุปกรณ์หมุนป้อมปืน : ใช้ระบบไฟฟ้าและระบบหมุนด้วยมือ

        -ระบบรักษาการทรงตัวของปืน : ทำงานทั้งแกนตั้งและแกนนอน

        -ความเร็วในการหมุนป้อมปืนด้วยกำลัง : เท่ากับ 35 องศาต่อวินาที

        -มุมยกปืนและมุมกดปืน : เท่ากับ +20 องศาและ -7.5 องศา

        -ความเร็วในการยกปืน : เท่ากับ 8 องศาต่อวินาที (เมื่อใช้ระบบรักษาการทรงตัวของปืน 40 องศาต่อวินาที)

        -ความเร็วในการเล็งเกาะเป้าหมาย : เท่ากับ .25 มิลเลียมต่อวินาที

        -การป้องกันปืนกระแทกตัวรถ : ใช้ระบบอัตโนมัติ

        กระสุนปืนขนาด 105 มม.

        -กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบรักษาทิศทางด้วยหาง (APFSDS-T)

        -กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบ (APDS-T)

        -กระสุนระเบิดกะเทาะเกราะ (HESH)

        -กระสุนควัน (SMOKE)

        -ในป้อมปืนเก็บกระสุนขนาด 105 มม.ได้จำนวน 8 นัด

        -ในตัวรถแล้วแต่การดัดแปลง ซึ่งอาจจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 20 นัด

บทสรุป

        รถถัง M41 กับป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการทดสอบใช้งานจริงในประเทศไทย ช่วงเวลาที่กองทัพบกขึ้นโครงการใหญ่มูลค่า 14,000 ล้านบาทในปี 2528 เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผู้เขียนตั้งใจเก็บบันทึกให้กับคนรุ่นหลัง ต่อไปในอนาคตหากพวกเขาต้องการสืบค้นข้อมูลจะได้ทำอย่างสะดวก หรือจะเรียกว่าเป็นระบบเอไอสมัยพระเจ้าเหาก็เห็นจะไม่ผิด

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 9 เล่มที่ 272 วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2529