การปรับปรุงรถถังที่กองทัพบกมีประจำการ
คือหนึ่งในโครงการพัฒนาเขี้ยวเล็บกองทัพบกให้ทันสมัยกว่าเดิม
เทียบเท่ากำลังรบฝ่ายตรงข้ามซึ่งทวีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ดังคำแถลงข่าวของผู้อำนวยการสำนักงานสารนิเทศประจำเดือนตุลาคม 2528 ว่า “ทหารเวียดนามได้เพิ่มรถถังประมาณ 50 คันเข้ามายังกรุงพนมเปญ”
กองทัพบกไม่เคยนิ่งนอนใจต่อข่าวสารด้านการทหารที่ได้รับ
และได้พยายามปรับปรุงรถถังที่มีประจำการอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างเช่นโครงการปรับปรุงรถถัง M41 และโครงการปรับปรุงรถถัง
M48A5 นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดหารถถังรุ่นใหม่เข้าประจำการ
สำหรับโครงการหลังสุดได้รับความสนใจจากบริษัทตัวแทนขายในประเทศ
นำรถถังตัวเองมาสาธิตให้ทหารไทยได้รับชมไปแล้วหลายคัน
โครงการปรับปรุงรถถัง
M41
รายละเอียดโครงการปรับปรุงรถถัง
M41 ในปี 2528 ใช้ชื่อว่า M41 GTI (GERMAN TANK
IMPROVEMENT) มีบริษัทจากเยอรมันจำนวน 4 บริษัทเข้าร่วมการปรับปรุง
โดยมี 4 บริษัทจากเมืองไทยเป็นตัวแทนประกอบไปด้วย
1.KRAUSSMAFFEI/GLS
บริษัทล็อกซเล่ย์ (กรุงเทพ) จำกัดเป็นตัวแทน
2.WEGMANN&DIEHL บริษัทไทยอามาเม้นท์จำกัดเป็นตัวแทน
3.KRUPP
ATLAS ELEKTRONIK GmbH บริษัทพร้อมไพบูลย์แอทโซซิเอทจำกัดเป็นตัวแทน
4.MOTOREN-UND
TURBINEN-UNION บริษัททวีศักดิ์พาณิชย์จำกัดเป็นตัวแทน
แนวทางในการปรับปรุงรถถัง
M41
ได้มาจากโครงการปรับปรุงรถถัง M48 กองทัพบกตุรกี
อาศัยประสบการณ์และการทดลองมากมายในประเทศอิตาลี ปากีสถาน กรีก และตุรกี
นำมาปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต่างๆ ของรถถังประกอบไปด้วย
ก.ปรับปรุงสมรรถนะในการขับเคลื่อน
ข.ขยายรัศมีปฏิบัติการ
ค.เพิ่มความน่าเชื่อถือในการใช้งาน
ง.ลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานและซ่อมบำรุง
จ.สนับสนุนการส่งกำลังบำรุงง่ายกว่าเดิม
การปรับปรุงเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งคือทดแทนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
AOS
895-3 ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล MTU MB 833
Aa-500 เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบจากเยอรมันมีใช้งานในรถถังและรถสายพานหลายแบบด้วยกัน
กำลังม้าที่รอบเกียร์ที่รอบใช้งานสูงเท่ากับ 285 กิโลวัตต์ (กำลังม้าที่ห้องเกียร์)
มากกว่าเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจากสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ 254 กิโลวัตต์
ระบายความร้อนด้วยน้ำไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศภายนอก
ต่างจากเครื่องยนต์เก่าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
ระบบเกียร์อัตโนมัติ
3
จังหวะ ALLISON CD 500-3 ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ใหม่
มีการติดตั้งระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราเพิ่มเติมเข้ามา
โดยมีอัตราส่วนเท่ากับ 0.857 ส่งผลให้รอบใช้งานเครื่องยนต์เท่ากับ
2,400 รอบ/นาทีต่ำกว่าของเดิม 400
รอบ/นาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ลดจาก 3.1 ลิตรต่อกิโลเมตรเหลือเพียง 1.3 ลิตรต่อกิโลเมตร รัศมีปฏิบัติการบนถนนที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มจากประมาณ 160 กิโลเมตรเป็น
600 กิโลเมตร
สมรรถนะและความทนทานของระบบกันสะเทือนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
มีการติดตั้งระบบหยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทก (HYDRAULIC BUMP STOPS) ติดตั้งระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิค (HYDRAULIC TELESCOPIC
SHOCK ABSORBERS) และระบบเหล็กทอร์ชัน (TORSHION BARS) ทำจากโลหะแข็งแรงเพิ่มเติมเข้ามา
ระบบสายพานรุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนแผ่นยางได้
สำหรับการขับเคลื่อนบนถนนลาดยาง หรือสามารถติดตั้งแผ่นเหล็ก 8
แผ่นต่อสายพานแต่ละข้าง สำหรับการขับเคลื่อนผ่านเส้นทางทุรกันดาร
หรือใช้แบบไม่มียางรองก็ได้ เป็นการยึดอายุสายพาน มีความปลอดภัยสูง
และลดการบำรุงรักษา
พลประจำรถจะได้รับการป้องกันระเบิดภายในห้องปฏิบัติการ
โดยการติดตั้งระบบป้องกันระเบิดซึ่งไม่มีสารพิษอันตรายจำนวน 1
ระบบ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบป้องกันสงครามนิวเคลียร์-เคมี-ชีวะ (NBC)
ซึ่งจะติดตั้งภายในหรือภายนอกป้อมปืนก็ได้
สำหรับกรณีไฟไหม้ห้องเครื่องยนต์สามารถป้องกันและดับไฟได้
โดยติดตั้งระบบเตือนไฟและระบบตัดไฟของเฮลอน (HALON)
รายละเอียดอุปกรณ์ในการปรับปรุง (SCOPE OF SUPPLY)
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสมรรถนะรถถัง
M41
นั้นมีอุปกรณ์หลักดังต่อไปนี้
อุปกรณ์เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อน
1.เครื่องยนต์ดีเซล
2.ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์และเกียร์
3.ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบ รวมทั้งพัดลมเป่าผงฝุ่นแบบหยาบ 1 ชุด
4.เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 9 Kw รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบ
และอุปกรณ์ควบคุมการติดตั้งเข้ากับเครื่องยนต์
5.อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมระบบเครื่องยนต์ เครื่องจักรช่วย
ตลอดจนอุปกรณ์ในการติดตั้งเครื่องยนต์
6.แท่นรับเครื่องยนต์แบบยืดหยุ่น
7.ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์เดิม
8.ข้อต่อแบบยืดหยุ่น (สปริงเหล็ก)
9.ท่อไอเสียจำนวน 2 อัน
เครื่องยนต์ดีเซล
เครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่จะผ่านไปหล่อเย็นทั้ง
6
สูบ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะลักษณะการวางลูกสูบเป็นรูปตัววีทำมุม
90 องศา มีแบริ่งรับเพลาข้อเสีย 4 ตัว
โครงสร้างภายนอกทำจากโลหะผสมน้ำหนักเบา (LIGHT ALLOY) ใช้ระบบ
OVERHEAD CAMSHAFTS จำนวน 2 แถว
ทำหน้าที่เปิดปิดลิ้นไอดีและไอเสียจำนวนอย่างละ 2 ชิ้นต่อหนึ่งสูบ
ในการรักษาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ให้สูงตลอดเวลา ระบบหล่อลื่นจะทำงานโดยอาศัยระบบ DRY
SUMP และ SCAVENGE PUMBS
ในการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล
MTU
MB 833 Aa-500 ยังคงใช้งานเกียร์อัตโนมัติ 3
จังหวะของเดิม เป็นแบบเกียร์ 2 ความเร็วประกอบกับทอร์คคอนวอตเตอร์
(TORQVE CONVERTER) และคลัชแบบล็อกอัพ (LOCK UP
CLUTCH)
ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตรา
ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราจะติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์
โดยมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
-ปรับความเร็วให้สัมพันธ์กัน
-ทำหน้าที่เชื่อมเครื่องยนต์ใหม่เข้ากับเกียร์เดิม
ข้อต่อสปริงเหล็กซึ่งต่อระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์
จะทำหน้าที่เป็นตัวหยุ่นและรับแรงบิดกะทันหัน
ระบบระบายความร้อน
ระบบนี้ประกอบไปด้วยระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์
กับระบบระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ โดยจะติดตั้งบริเวณด้านขวาของเครื่องยนต์
อากาศเย็นจะผ่านเข้าสู่ระบบระบายความร้อนจากด้านบน
ถูกดูดผ่านข้อต่อไฮดรอลิกโดยพัดลม
อากาศร้อนจะผ่านไปยังห้องเกียร์ก่อนออกจากตัวถังรถ
ตรงช่องระบายอากาศร้อนที่ผนังห้องเครื่องยนต์ด้านท้ายรถ
ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบ
ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบเป็นแบบไส้กรองแห้ง
2
ตอน ติดตั้งบริเวณด้านซ้ายของเครื่องยนต์
อากาศที่จะเข้ามาเผาไหม้ในลูกสูบจะถูกดูดผ่านช่องดูดอากาศที่ผนังห้องเครื่องด้านบน
ขั้นตอนแรกของการกรองอากาศ
(CYCLON
STAGE) ฝุ่นละอองต่างๆ จะถูกแยกได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์
โดยอาศัยพัดลมฉีด (EJECTION BLOWER) เป็นตัวเป่าฝุ่นละอองแบบหยาบออกนอกตัวรถ
ฝุ่นละอองที่เหลือจะผ่านเข้าไปยังขั้นตอนการกรองอากาศชั้นที่สอง
หรือการกรองอากาศแบบละเอียด (FINE FILTER)
ในชั้นนี้อากาศจะผ่านไส้กรองกระดาษซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมในเครื่องกรอง
ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
(FUEL
SYSTEM)
ในการเพิ่มรัศมีปฏิบัติการของรถถังให้สูงขึ้น
มีการเพิ่มปริมาณการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงให้จุได้ประมาณ 800
ลิตร โดยมีถังน้ำมันทำด้วยโลหะผสม (ALLOY)
จำนวน 3 ถังติดตั้งภายในห้องเครื่องยนต์ ติดตั้งด้านซ้ายและด้านขวาของรถอีกฝั่งละ
1 ถังโดยเป็นถังหุ้มเกราะ
ติดตั้งหน้าคลังกระสุนส่วนหน้าของรถอีก 1 ถัง รวมทั้งมีอีก 3
ถังเป็นถังอ่อนมีโฟมบรรจุโดยรอบป้องกันการระเบิด
ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงมีระบบส่งน้ำมันจำนวน
2
ชุด น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังเก็บจะถูกสูบเข้าไปในถังใช้การโดยอาศัยเครื่องสูบน้ำมันเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้า
เพิ่มความมั่นใจได้ว่าไม่ว่ารถถังอยู่ในมุมเอียงสักเท่าไร
น้ำมันจะถูกจ่ายเข้าเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ และสามารถใช้งานได้จนถึงหยดสุดท้าย
ระบบท่อไอเสีย
(EXHAUST
SYSTEM)
เนื่องจากมีการดัดแปลงให้รถถังเปลี่ยนมาใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล
รวมทั้งได้มีการดัดแปลงห้องเครื่องยนต์
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนท่อไอเสียทั้งหมด
แก๊สเสียจะผ่านออกมาทางท่อแก๊สเสียจำนวน 2 ท่อ
เข้าไปยังหม้อเก็บเสียงซึ่งอยู่ด้านบนของห้องเกียร์ แก๊สเสียจะถูกผสมร่วมกับอากาศเย็นทำให้ความร้อนลดลง
ก่อนผ่านออกไปยังช่องอากาศออกซึ่งอยู่บริเวณผนังเครื่องยนต์ด้านท้ายรถ
ระบบเตือนไฟดับไฟอัตโนมัติของเฮลอน
(AUTOMATIC
FIRE WARNING AND HALON FIRE-EXTINGUISHING SYSTEM)
ระบบเตือนไฟดับไฟอัตโนมัติของเฮลอนเป็นระบบไม่มีสารพิษ
มีการทำงานสองลักษณะด้วยกัน
คือดับไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟไหม้โดยอาศัยอุปกรณ์เตือนไฟ (FIRE-WIRE
SYSTEM) หรืออาจทำงานโดยพลประจำรถเป็นผู้ใช้งาน
อุปกรณ์ป้องกันการระเบิดภายในตัวรถแบบอัตโนมัติของเฮลอน
(AUTOMATIC
HALON EXPLOSION SUPORESSION SYSTEM FOR THE CREW COMPARTMENT)
ไฟไหม้และการระเบิดภายในห้องบังคับรถ
จะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับพลประจำรถ
ระบบทันสมัยจากเฮลอนจะติดตั้งกล้องตรวจจับจำนวน 4 ตัวเพื่อตรวจสอบการระเบิด เมื่อมีสัญญาณถึงระดับหนึ่งระบบดับเพลิง HALON
1301 จะถูกปล่อยออกมาโดยอัตโนมัติ โดยใช้ขวดดับเพลิงสำหรับพลขับจำนวน
1 ขวด และใช้ขวดดับเพลิงภายในป้อมปืนอีก 3 ขวด อุปกรณ์ทั้งหมดจะติดตั้งบนแชสซีส์ของรถถัง (CHASSIS) การทำงานจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงมิลลิวินาที (MILL SECONDS) ซึ่งเร็วมากพอที่จะป้องกันการระเบิดภายในตัวรถ
ช่วยให้พลประจำรถปลอดภัยจากกำลังดันของระเบิดและอุณหภูมิสูง
ระบบไฟฟ้า
(ELECTRICAL
SYSTEM)
ระบบไฟฟ้าภายในรถถังมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด
9 Kw ติดตั้งอยู่กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีวงจรเรคติไฟเออร์ (RECTIFIER) และระบบควบคุมโวลต์เตจ (VOLTAGE CONTROL) ติดตั้งแยกต่างหากภายในห้องบังคับรถ
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายไฟขนาด 6 Kw เมื่อเครื่องยนต์ดีเซลใช้รอบเดินเบา
(IDLE SPEED)
กล่องฟิวส์ถูกติดตั้งภายในห้องบังคับรถ
ในกล่องคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการจ่ายไฟและวงจรป้องกันระบบไฟฟ้า
การต่อไฟเข้าหรือออกจากกล่องฟิวส์ทำได้อย่างรวดเร็วผ่านข้อต่อรุ่นใหม่ (QUICK
DISCONNECT COVPLINGS) ที่แผงควบคุมไฟฟ้าจะติดตั้งสวิตช์ต่างๆ, หน้าปัดแสดงสถานะ,สัญญาณเตือน, ตลอดจนหน้าปัดต่างๆ สำหรับการขับเคลื่อน
แบตเตอรี่ประจำรถอยู่ในกล่องแบตเตอรี่ฝั่งขวาของรถ
ส่วนสายกราวด์ตัวถังแยกออกต่างหากและผ่านรีเลย์ควบคุมหลัก
ระบบกันสะเทือน
ระบบกันสะเทือนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ประกอบไปด้วย
-หยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทก (HYDRAULIC BUMP STOPS)
-ระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิค (HYDRAULIC TELESCOPIC SHOCK
ABSORBERS)
-ระบบเหล็กทอร์ชัน (TORSHION BARS)
-ใช้สายพานและเฟืองขับสายพานรุ่นใหม่
ระบบผ่อนแรงสะเทือน
สมรรถนะและความคงทนระบบผ่อนแรงสะเทือนใหม่
ได้รับการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ประกอบไปด้วย
-ติดตั้งระบบหยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทกให้ล้อทุกล้อที่สัมผัสผิวถนน
-ติดตั้งระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิคที่ตำแหน่ง 1,2,4 และ 5
-ติดตั้งเหล็กทอร์ชันทำจากโลหะแข็งแรง
เนื่องจากประสิทธิภาพระบบผ่อนแรงสะเทือนใหม่ดีขึ้นกว่าเดิม
การสั่นสะเทือนภายในห้องบังคับจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางทุรกันดารใช้ความเร็วได้มากกว่าเดิม
รวมทั้งช่วยให้การทรงตัวดีขึ้นกว่าเดิม
แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรก (TRACK (DUST) SKIRTS)
ในการป้องกันช่องระบายอากาศหรือระบบดูอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้
รวมทั้งช่องระบายความร้อนจากฝุ่น ผง หรือสิ่งสกปรก แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรกช่วยทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
แผ่นป้องกันทำจากยางผ่านการทดสอบใช้งานจริงมาแล้ว
หรือสามารถเปลี่ยนเป็นแผ่นป้องกันหุ้มเกราะก็ได้ แต่จะทำให้รถถังมีน้ำหนักมากขึ้น
ความคล่องตัวของรถน้อยลง
อุปกรณ์ประกอบตัวรถประกอบไปด้วย
1.ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ชุด
2.แผงอุปกรณ์ไฟฟ้า
3.ชุดต่อขั้วไฟฟ้า สายไฟ กล่องฟิวส์และอื่นๆ สำหรับปรับปรุงระบบไฟฟ้า
4.ฝาปิดห้องเครื่องยนต์
5.ชิ้นส่วนสำหรับเชื่อมติดกับตัวถัง
6.อุปกรณ์เตือนไฟและดับไฟอัตโนมัติของเฮลอน
7.อุปกรณ์ป้องกันการระเบิดภายในตัวรถแบบอัตโนมัติ
8.อุปกรณ์ป้องกันสงครามนิวเคลียร์-เคมี-ชีวะ
9.แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรก
ระบบควบคุมการยิงโมล์ฟ
ระบบควบคุมการยิงโมล์ฟ
(MOLF 41) เป็นระบบควบคุมการยิงสำหรับรถถังขนาดเล็ก
การออกแบบระบบใช้วงจรในลักษณะโมดูล มีหน้าที่ควบคุมการยิงปืนใหญ่ประจำรถถัง
หรือปืนกลร่วมแกนซึ่งติดตั้งคู่กับปืนใหญ่ จุดเด่นของระบบควบคุมการยิงโมล์ฟก็คือ
1.ทำการต่อตีเป้าหมายนิ่งหรือเป้าหมายเคลื่อนที่ทุกชนิด
2.สามารถควบคุมการยิงทั้งในกลางวันและกลางคืน
3.มีความแม่นยำสูงไม่ว่าจะยิงขณะรถถังเคลื่อนที่หรือจอด
เนื่องจากโครงสร้างระบบควบคุมการยิงโมล์ฟมีขนาดค่อนข้างเล็ก
ทำให้สามารถติดตั้งบนรถถัง M41 ได้อย่างสะดวก
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสู้รบให้สูงกว่าเดิม
และด้วยชิ้นส่วนของระบบควบคุมการยิงเป็นแบบโมดูล
ทำให้สามารถติดตั้งบนชิ้นส่วนต่างๆ ของรถถังได้อย่างสะดวก
หลักการทำงานของระบบควบคุมการยิงโมล์ฟแบ่งเป็นขั้นตอนประกอบไปด้วย
-การค้นหาและพิสูจน์ทราบเป้า
-การติดตามเป้า
-การวัดค่าต่างๆ ของเป้าและของเรา
-การคำนวณสำหรับการยิง
-การเล็งติดตามเป้าของปืน
-การยิง
การค้นหาและพิสูจน์ทราบเป้าอาศัยกล้องศูนย์ในการค้นหา
ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศระหว่างทำการค้นหาเป้า
เมื่อพบเป้าแล้วให้กำหนดเป้าด้วยเครื่องหมายให้ตรงกับตำแหน่งเป้าจริง
ต่อด้วยทำการวัดระยะเป้าด้วยเครื่องวัดระยะเลเซอร์
จากข้อมูลต่างๆ
ของเป้าและระยะ ตลอดจนขีปนวิธีของลูกปืนที่ได้กำหนดไว้ในคอมพิวเตอร์
จะถูกนำมาดำเนินกรรมวิธีในการคำนวณหามุมหัน/กระดกของปืน
(มุมดักหน้าเป้า) เมื่อคำนวณเสร็จจะปรากฏจุดสีแดงในศูนย์กล้องแสดงมุมดักหน้าเป้าเท่านั้น
ต่อจากนั้นเราสามารถควบคุมปืนหันไปหาแล้วติดตามเป้า การคำนวณดักหน้าเป้าจะได้รับการแก้ไขอัตราผิดโดยอัตโนมัติ
หลังการติดตามเป้าจุดสีแดงจะทับกับตำแหน่งเป้าจริง
และเคลื่อนที่ไปพร้อมเป้าจริงตลอดเวลา
เมื่อถึงขั้นตอนนี้พลประจำปืนสามารถยิงทำลายเป้าได้อย่างแม่นยำ
ระบบคอมพิวเตอร์จะทำการคำนวณต่อเนื่องตลอดเวลา
เมื่อได้รับค่าระยะเป้าใหม่จะแก้อัตราผิดทันทีโดยอัตโนมัติ
การหันของป้อมปืนจะได้การกรองสัญญาณให้เรียบ
เพื่อให้การหันมีอัตราเร็วสม่ำเสมอป้องกันการกระตุก รวมทั้งข้อบกพร่องต่างๆ
ซึ่งอาจเกิดจากพลประจำปืน
กรรมวิธีทั้งหมดจนถึงทำการยิงกินเวลาไม่กี่วินาที
ในกรณีไม่ใช้ระบบเลเซอร์ในการวัดค่าระยะเป้า
พลประจำปืนสามารถป้อนข้อมูลระยะเป้าเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง
บทสรุป
ข้อมูลจากเยอรมันมีความแตกต่างจากข้อมูลประเทศไทยเล็กน้อย
ผู้เขียนนำมาลงเพิ่มให้มีการเปรียบเทียบและบันทึกเรื่องราวอย่างครบถ้วน รถถัง M41
GTI ถูกพัฒนาต้นแบบขึ้นมาเพียงคันเดียว
นำมาทดสอบในประเทศไทยเป็นเวลานานพอสมควร เป็นชุดอัปเกรดที่ไม่ใช้สำหรับประเทศไทยเพียงชาติเดียว
ประเทศอื่นที่ยังคงใช้รถถัง M41 รุ่นมาตรฐานสามารถจัดหาไปใช้งานได้เช่นกัน
โดยที่ระบบอาวุธทั้งหมดยังคงเหมือนเดิมรวมทั้งปืนใหญ่ M32 ขนาด
76 มม. ยกเว้นปืนกลร่วมแกนถูกแทนที่ด้วยปืนกล Heckler
& Koch HK21 แต่เนื่องมาจากโครงการปรับปรุงในประเทศไทยไม่ได้ไปต่อ
พลอยทำให้รถถัง M41 GTI และชุดอัปเกรดเหลือเพียงตำนานให้เล่าขานสืบไป
ชุดอัปเกรดเพิ่มระบบควบคุมการยิง
MOLF
41 เข้ามา ประกอบไปด้วยกล้องตรวจจับคลื่นความร้อน
เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ และคอมพิวเตอร์ดิจิทัลสำหรับคำนวณผล สามารถยิงกระสุน HEAT-FS
และ APDS ขณะเคลื่อนที่ได้ มีการแทนที่ระบบขับเคลื่อนป้อมปืนไฮดรอลิกแบบเดิม
ด้วยระบบ ELAN 41 T ซึ่งใช้ระบบไฟฟ้าที่มีตัวกันสั่นแทนที่ระบบไฮดรอลิก
เครื่องยนต์แก๊สโซลีน AOS 895-3 ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล
MTU MB 833 Aa-500 ซึ่งให้กำลัง 450 แรงม้า
ขยายรัศมีปฏิบัติการจาก 160 กิโลเมตรเป็น 600 กิโลเมตร
รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันภัยรุ่นใหม่เพิ่มความปลอดภัยให้กับพลประจำรถ
ถือเป็นการปรับปรุงใหญ่ทั้งคันและทุกจุดอย่างแท้จริง
โครงการปรับปรุงรถถัง
M41 โดยบริษัทจากเยอรมัน
มีการนำรถถังปรับปรุงแล้วมาทดสอบในประเทศไทยเป็นเวลาพอสมควร มีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างละเอียดผ่านสื่อมวลชนสายการทหาร
มีการทดสอบใช้งานรถถังและระบบควบคุมการยิงที่สนามซ้อมจังหวัดสระบุรี
เพียงแต่ผู้เขียนไม่มีข้อมูลบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า
เหตุใดโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญค่อนข้างมากถึงไม่ได้ไปต่อ
อ้างอิงจาก
นิตยสารสงคราม
ปีที่ 8
ฉบับที่ 264 ประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2528











