วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

F-16 A/B Conflict

 

ปัจจุบันการจัดหาอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยจากทุกเหล่าทัพ ได้รับความนิยมชมชอบจากบรรดามิตรรักแฟนเพลงทั่วประเทศ การเปิดเผยข้อมูลแบบตรงไหนตรงมามีความสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการราคาค่อนข้างแพงอาทิเช่น โครงการจัดหาเรือฟริเกต รถถังหลัก หรือเครื่องบินขับไล่

ใครหลายคนมักอ้างว่าสมัยก่อนการจัดหาอาวุธของประเทศไทย ไม่เคยประสบปัญหาสามารถซื้อเท่าไร ซื้อจากชาติไหนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน ผู้เขียนจึงไปงัดข้อมูลการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ฝูงแรกของประเทศไทย มาให้อ่านไปพร้อมกันว่าผู้คนยุคสมัยไร้สิ้นสมาร์ตโฟน มีความตื่นตัวเรื่องโครงการจัดหาอาวุธมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกองทัพอากาศรับมือสถานการณ์ได้ดีมากน้อยเพียงไร จะได้นำมาเปรียบเทียบกับโครงการสำคัญบางโครงการในปัจจุบัน ที่มีความพยายามจะรักษาสัญญาใจมากกว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศ

โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B

หลังกองทัพอากาศได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ให้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B และได้ลงชื่อใน LOA เพื่อจัดหาเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าโครงการถูกท้วงติง คัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

1.ด้านเศรษฐกิจ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงบทความคล้ายกันทำนองว่า การจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-16 A/B ของกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อาจทำให้การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ไม่บรรลุเป้าหมาย

กองทัพอากาศชี้แจงว่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B เป็นไปตามแผนโครงสร้างกองทัพไทยของกองบัญชาการสูงสุด ที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี 2524 และได้จัดทำเป็นโครงการพร้อมกำหนดวงเงินโดยประมาณตั้งแต่ปี 2525 ด้วยความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการประสานแผนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ในคณะกรรมการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 โดยพิจารณาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนากำลังรบ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศตระหนักดีว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ผลเต็มที่ กองทัพอากาศจึงลดจำนวนจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ลงเหลือเพียง 12 ลำ และใช้งบประมาณประจำปีของกองทัพอากาศจัดหาด้วยวิธีผ่อนชำระเป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่องบประมาณส่วนรวมและฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ

เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่จัดหาแบ่งเป็นแบบเอที่นั่งเดี่ยวจำนวน 8 ลำ กับแบบบีสองที่นั่งจำนวน 4 ลำ วงเงินในการจัดหาทั้งต้นทั้งดอกรวมกันเท่ากับ 378 ล้านเหรียญหรือ 8,900 ล้านบาท โดยที่ปีแรกต้องผ่อนชำระ 2,200 ล้านบาท ส่วนปีถัดไปต้องผ่อนชำระประมาณ 1,000-2,500 ล้านบาท โดยไม่ใช้เงินกู้ต่างประเทศรวมทั้งไม่ใช่เงินกู้เพื่อช่วยเหลือทางทหารหรือ FMS เพราะเป็นเงินที่หลายหน่วยงานจำเป็นต้องใช้งาน กองทัพอากาศจะได้รับมอบ F-16 ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นไป ผลการคิดคำนวณค่าใช้จ่าย F-16 เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน คิดเป็นค่าใช้จ่ายชั่วโมงละ 50,000 บาทรวมทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าดูแลรักษา

2.ด้านความปลอดภัย

         ช่วงเวลาที่กองทัพอากาศดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ได้เกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบินรุ่นนี้เป็นข่าวโด่งดังทั่วโลก เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเครื่องบินมีความปลอดภัยไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ F100-PW-100 ซึ่งประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อกลางอากาศบ่อยครั้ง รวมทั้งเป็นสาเหตุหลักทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุสูง

         ทว่าจากเอกสารรายงานสถิติอากาศยานอุบัติเหตุของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาประจำปี  2528 คิดเทียบต่อหนึ่งแสนชั่วโมง ปรากฏว่า F-16 A/B มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุน้อยกว่าเครื่องบิน F-4 , F-104, F-106 และ F-101 โดยปรกติเครื่องบินที่เข้าประจำการมากกว่า 5 ปี จะมีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับเครื่องบิน F-16 A/B เข้าประจำการครบ 7 ปีแล้ว จึงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทั้งตัวอากาศยานและเครื่องยนต์ให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม

         ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ F100-PW-100 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงแก้ไขชิ้นส่วนให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม โดยการพัฒนาเป็นรุ่น F100-PW-220 มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบภายในปี 2530 เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B กองทัพอากาศไทยทุกลำจะติดตั้งเครื่องยนต์ F100-PW-220 จึงนับได้ว่า F-16 A/B กองทัพอากาศไทยมีความปลอดภัยด้านการบินสูงกว่าเครื่องบินขับไล่หลายรุ่น

3.ความทันสมัย

         ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ถูกพัฒนาเป็นรุ่น F-16 C/D เรียบร้อยแล้ว จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากองทัพอากาศซื้อเครื่องบินล้าสมัยที่สหรัฐอเมริกาปิดสายการผลิตไปแล้ว สมควรพิจารณาจัดซื้อรุ่น F-16 C/D มาใช้งานจะเป็นการเหมาะสมกว่า แต่ถ้าได้ทราบการดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ตั้งแต่ต้นจะพบว่า กองทัพอากาศได้พยายามจัดหาเครื่องบินทันสมัยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ แต่ติดขัดในเรื่องงบประมาณที่มีจำกัด รวมทั้งประเทศผู้ผลิตไม่ขายเครื่องบินบางรุ่นให้เรา

สหรัฐอเมริกาอยากให้ประเทศไทยใช้งานเครื่องบินขับไล่ F-16/79 หรือ F-20 ซึ่งมีสมรรถนะต่ำกว่า F-16 A/B ทว่ากองทัพอากาศพยายามดำเนินการทุกวิถีทาง กระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายินยอมขายเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ให้กับเรา และกองทัพอากาศสามารถจัดซื้อได้เพียง 12 ลำเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณประจำปี ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐอเมริการับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 C/D เข้าประจำการแล้ว รวมทั้งขายให้กับมิตรประเทศบางชาติแล้วก็ตาม แต่เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ยังคงเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม โดยเฉพาะโครงการผลิตร่วมในกลุ่มประเทศยุโรป จะมีโครงการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ต่อไปจนถึงปี 2535 ซึ่งเมื่อถึงปีนั้นหากยังมีประเทศต่างๆ ต้องการใช้งาน F-16 A/B โครงการนี้จะดำเนินการและเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม

4.เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ที่กองทัพอากาศจัดซื้อราคาแพง

         นิตยสาร FAR EASTERN ECONOMIC ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของประเทศไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยใช้งบประมาณค่อนข้างสูงในการจัดหาเครื่องบิน F-16 A/B มาใช้งาน โดยไม่รู้ว่าขณะนี้มีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่มีราคาถูกกว่า และมีขีดความสามารถก้าวหน้ากว่าออกวางขาย ถ้าประเทศไทยได้รับอนุญาตให้ซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากประหยัดงบประมาณยังช่วยเพิ่มความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้ดีกว่าเดิม

         เครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ลำนี้คือ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ (SPECIAL CONFIGURATION)

         กองทัพอากาศได้ตรวจสอบข่าวอย่างละเอียดก่อนได้พบว่า F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษเป็นเครื่องบินที่บริษัท GENERAL DYNAMICS ตั้งใจผลิตออกมาเสนอขายกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา แข่งกับเครื่องบินขับไล่ F-20 ของบริษัท NORTHROP ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เข้าประจำการ โดยใช้โครงอากาศยานเหมือน F-16 C/D ซึ่งมีความทันสมัยค่อนข้างสูง แต่ได้ลดขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองลง เพราะมีจุดมุ่งหมายใช้ป้องกันภัยทางอากาศเป็นหลักเท่านั้น

         บริษัท GENERAL DYNAMICS ได้เสนอขาย F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ ต่อกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจำนวนมากกว่า 200 ลำในราคาต่ำกว่า F-16 A/B อย่างไรก็ตามหากกองทัพอากาศไทยจัดซื้อ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษมาใช้งาน ราคาเครื่องบินคงไม่แตกต่างจาก F-16 A/B เพราะเรามีงบประมาณจัดซื้อเพียง 12 ลำด้วยการผ่อนชำระเงินภายในเวลา 5 ปี ราคาย่อมแพงกว่าการจัดซื้อรวดเดียวมากถึง 200 ลำ นอกจากนี้ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษใช้ป้องกันภัยทางอากาศได้เพียงภารกิจเดียว ไม่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการของกองกำลังภาคพื้นดิน จึงไม่ตรงกับความต้องการกองทัพอากาศซึ่งอยากได้เครื่องบินทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย การจัดซื้อ F-16 A/B มาใช้งานจึงเป็นสิ่งถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด

สรุป

         กองทัพอากาศตระหนักถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามทางอากาศในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดในอนาคต กำลังทางอากาศในปัจจุบันไม่สามารถรองรับภัยคุกคามได้อย่างเต็มที่ กองทัพอากาศจึงได้พิจารณาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B จำนวน 1 ฝูง โดยได้จัดหาในขั้นต้นจำนวน 12 ลำ เพื่อให้กองทัพอากาศมีขีดความสามารถจัดหาเครื่องบินด้วยงบประมาณตัวเอง และเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนฐานะทางเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ

         และเนื่องมาจาก F-16 A/B เป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง การดำเนินการจัดซื้อต้องกระทำในระดับรัฐบาลเท่านั้น กองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางกระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายอมขายให้กับประเทศไทย เมื่อกองทัพอากาศได้รับเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B เข้าประจำการ จะสามารถใช้เป็นกำลังป้องกันและป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม ใช้กำลังทางอากาศคุกคามประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงสูงกว่าเดิม เป็นที่เชื่อถือของประเทศอื่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ถือเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5

อ้างอิงจาก

         เอกสารดาวน์โหลด ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ของกองทัพอากาศ

 

 

 

                 

 

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Porborkhor 105 Attajhon

 

ปบค 105 อัตตาจร ปืนใหญ่อัตตาจรผลิตในประเทศไทย

         ระหว่างปี 2520 กองทัพบกไทยต้องการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 105 มม.และ 155 มม.จากสหรัฐอเมริกา แต่ถูกบอกปัดด้วยเหตุผลความมั่นคงทางการเมือง สหรัฐอเมริกาได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาชั่วคราวโดยใช้การขนส่งทางอากาศ ซึ่งค่อนข้างไม่สะดวกสำหรับประเทศที่มีอากาศยานขนาดใหญ่จำนวนไม่มาก กองทัพบกไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันกลับมาพึ่งพาตัวเอง

         ปี 2480 กองทัพบกไทยจัดหาปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่น Bofors L/22 Model 1936 จากบริษัท Bofors ประเทศสวีเดนมาใช้งานจำนวนหนึ่ง ปืนมีน้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เวลาเตรียมยิงประมาณ 4 นาที ระยะยิงไกลสุด 11.2 กม. อัตรายิงสูงสุด 6 นัดต่อนาที ต่อมาในปี 2495 มีการจัดหาปืนใหญ่ M101A1 ขนาด 105 มม. รุ่นใหม่ทันสมัยจากสหรัฐอเมริกามาใช้งาน ปืนใหญ่จากสวีเดนจึงถูกลดบทบาทกระทั่งปลดประจำการในเวลาต่อมา

         เมื่อกองทัพบกไทยต้องการสร้างปืนใหญ่อัตตาจรขึ้นมาใช้งาน ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. รุ่น Bofors L/22 จำนวน 20 กระบอกถูกส่งมาที่ศูนย์การทหารราบลพบุรี เพื่อติดตั้งบนรถลำเลียงพลหุ้มเกราะแบบฮาล์ฟแทร็ก M3 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล Cummins V8504C 8 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 147 แรงม้าแทนที่เครื่องยนต์เดิม โดยมีปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอกกับปืนกลขนาด 7.62 มม.อีก 1 กระบอกไว้ป้องกันตัว

อาวุธพัฒนาเองในช่วงสงครามเย็นถูกตั้งชื่อว่า “ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งขนาด 105 มิลลิเมตรอัตตาจร” หรือ “ปบค 105 อัตตาจร”

ระหว่างปี 2524 มีการผลิต ปบค 105 อัตตาจร ออกมาทดสอบใช้งานจำนวน 4 คัน และส่งไปฝึกร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 4 ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ผลการทดสอบสามารถใช้งานได้จริงโดยไม่เกิดปัญหาติดขัด จากนั้นจึงมีการผลิตเพิ่มอีก 2 คันส่งไปทดสอบที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 30 ในเดือนสิงหาคม และเข้าประจำการจริงเพื่อต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในภาคกลาง





ปบค 105 อัตตาจรทั้ง 6 คันประจำการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 30 ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการผลิตเพิ่มมากน้อยแค่ไหน หลังปี 2526 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่ในช่วงขาลง ทั้งชาวบ้านและนักศึกษาพากันวางอาวุธยอมออกจากป่า บทบาทปืนใหญ่อัตตาจรไทยสร้างเองก็เลยลดน้อยถอยลง ถูกกำหนดให้เป็นปืนใหญ่สำหรับฝึกอยู่หลายปีก่อนปลดประจำการ

หลังออกจากกองทัพ ปบค 105 อัตตาจร จำนวน 4 คันถูกส่งกลับไปจัดแสดงที่ศูนย์ปืนใหญ่ลพบุรี อีก 1 คันถูกส่งมาจัดแสดงที่อุทยานอนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อนๆ สมาชิกคนไหนอยากเห็นของจริงแวะไปดูเผื่อแอดด้วย

 

อ้างอิงจาก

https://tanks-encyclopedia.com/coldwar/thailand/porborkhor-105-attajhon/

https://forum.warthunder.com/t/porborkhor-105-attajhon-royal-thai-armys-improvised-artillery-truck/100788

 

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Mayaguez Incident

 

ยุทธการมายาเกวซ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2518 เรือบรรทุกสินค้าอเมริกันชื่อ เอสเอส มายาเกวซ (SS Mayaguez) ถูกทหารเขมรแดงบุกเข้ายึดกลางทะเล ขณะลอยลำห่างชายฝั่งกัมพูชาประมาณ 60 ไมล์ ห่างเกาะเปาโลวาย (Poulo Wai) ประมาณ 8 ไมล์ รวมทั้งห่างจากเกาะตังของกัมพูชาระยะทาง 35 ไมล์

มีความพยายามทางการทูตจากสหรัฐอเมริกา ให้ทหารเขมรแดงคืนเรือกับลูกเรือมายาเกวซทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ช่วงเวลาที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันกำลังตึงเครียด นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาจากโอกินาวาจำนวน 1,000 นาย ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาที่ฐานทัพอเมริกันในประเทศไทย เพื่อเตรียมบุกยึดเรือกลับคืนในกรณีการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ

วันที่ 13 พฤษภาคม 2518 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ส่งเครื่องบินลาดตระเวนมาตรวจสอบเรือมายาเกวซ นักบินเห็นทหารเขมรแดงกำลังเคลื่อนย้ายตัวประกันไปเกาะตัง เมื่อเครื่องบินเข้าใกล้มากกว่าเดิมกลับถูกฝ่ายตรงข้ามสาดกระสุนใส่ จึงมีคำสั่งยิงทำลายเรือที่ทหารเขมรแดงใช้งานจำนวน 3 ลำ ถือเป็นการโดดเดี่ยวกำลังพลฝ่ายตรงข้ามบนเกาะตังจากแผ่นดินใหญ่

เมื่อความพยายามทางการทูตประสบความล้มเหลว ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดสั่งให้กองกำลังผสมบุกโจมตีพร้อมกันทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ วันที่ 15 พฤษภาคม 2518 เวลา 06.09 .เฮลิคอปเตอร์หน่วยบิน Jolly Green Giant นำนาวิกโยธินจำนวน 112 นายบุกเข้ายึดพื้นที่ 3 แห่งทางทิศเหนือของเกาะตัง มีการต่อต้านอย่างหนักจากทหารเขมรแดงในบังเกอร์แข็งแรง ต่อมาในช่วงสายนาวิกโยธินจำนวน 127 นายถูกส่งมาเสริมทัพ ท่ามกลางการคุ้มกันจากเครื่องบินโจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Coral Sea กับปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วจากเรือพิฆาตอาวุธนำวิถี USS Henry B.Wilson

เวลาเดียวกันเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ USS Harold E.Holt ลอยลำเข้าเทียบเรือมายาเกวซ นาวิกโยธินบนเรือได้รับคำสั่งบุกเข้าเคลียร์สถานที่ เพื่อได้พบว่าบนเรือไม่มีทั้งทหารเขมรแดงและตัวประกัน การยึดครองเรือเรือบรรทุกสินค้าสำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น



กลับมาที่การปะทะเดือดบนเกาะตังอีกครั้ง เหล่าคอหนังอเมริกันพยายามค้นหาเพื่อนร่วมชาติด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงว่าอาจถูกทหารเขมรแดงซุ่มโจมตี แผนการค้นหาถูกยกเลิกในเวลาต่อมา หลังรับแจ้งทางวิทยุเรื่องตัวประกันทั้งหมดได้รับการปลดปล่อย ขณะนี้กำลังเดินทางมาที่เรือพิฆาต USS Henry B.Wilson โดยเรือประมงไทยซึ่งถูกทหารเขมรแดงยึดมาใช้งาน

นาวิกโยธินทุกนายได้รับคำสั่งยุติปฏิบัติการถอนตัวกลับทันที ให้บังเอิญการเดินทางขากลับถูกขัดขวางโดยทหารเขมรแดงบนเกาะตัง กว่าจะพาทุกคนออกจากนรกบนดินใช้เวลายาวนานมากถึง 14 ชั่วโมง 8 นาที ปิดฉากยุทธการมายาเกวซซึ่งประสบความล้มเหลวหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นประกอบไปด้วย นาวิกโยธินเสียชีวิต 11 นาย ทหารอากาศเสียชีวิต 2 นาย ทหารเรือ (ทหารช่าง) เสียชีวิต 2 นาย มีผู้สูญหายจำนวน 3 นาย มีผู้บาดเจ็บอีก 41 นาย อากาศยานถูกทำลายบวกเสียหายอย่างหนักจำนวนหนึ่ง ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดออกมาแสดงความยกย่องผ่านโทรทัศน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า ความสำเร็จที่มีเกียรติ ให้บังเอิญทหารทุกนายที่เข้าร่วมการรบกลับมีความเห็นตรงข้าม

นักบินเฮลิคอปเตอร์ได้รับคำสั่งให้บินมารับเพื่อนกลับฐานทัพ โดยไม่ได้ข้อมูลการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามจนเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก ช่วงเวลาที่เฮลิคอปเตอร์ CH-53 นำนาวิกโยธินจำนวน 20 นายกับช่างภาพอีก 1 นายจากฐานทัพในประเทศไทยมาเกาะตัง ทุกคนบนเครื่องรู้แล้วว่าลูกเรือเรือมายาเกวซได้รับอิสรภาพ ทว่ากลับมีคำสั่งให้พวกเขาเสี่ยงตายช่วยเหลือบางอย่างซึ่งไม่เคยมีตัวตน

ข้อเท็จจริงเรื่องสำคัญลูกเรือเรือมายาเกวซถูกควบคุมตัวในเกาะแห่งหนึ่ง ห่างจากเกาะตัง 25 ไมล์โดยที่สหรัฐอเมริกาไม่รู้เรื่อง ส่งผลให้นาวิกโยธินถูกฝ่ายตรงข้ามโอบล้อมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ปฏิบัติการเสี่ยงตายของเหล่าคอหนังอเมริกัน คล้ายเอาชีวิตตัวเองมาทดสอบกระสุนฝ่ายตรงข้าม

เหตุปะทะระหว่างเขมรกับลุงแซมสิ้นสุดลงด้วยความน่าอับอาย

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Vickers Mk.3 in Thailand

 

ระหว่างปี 2527 กองทัพบกไทยริเริ่มโครงการปรับปรุงหน่วยยานเกราะครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรถถังหลักหรือ Main Battle Tank มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศจีน หนึ่งในตัวเต็งที่กำลังร้อนแรงเป็นพิเศษคือรถถัง Vickers Mk.3 จากประเทศอังกฤษ

บริษัท Vickers ส่งรถถัง Vickers Mk.3 คันต้นแบบมาที่ประเทศไทยในเดือนมกราคม 2527 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์มีการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดสระบุรี ช่วงปลายปี 2526 พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมนายทหารระดับสูงจำนวน 20 นาย ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถถังบริษัท Vickers รวมทั้งดูงานที่ศูนย์การฝึกทหารยานเกราะกองทัพบกอังกฤษ เพราะมีทหารไนจีเรียกำลังฝึกใช้งานรถถัง Vickers Mk.3 ที่ตัวเองเพิ่งจัดหามาใช้งาน ส่งผลให้ใครหลายคนยกให้ Vickers Mk.3 เป็นเต็งจ๋าในโครงการจัดหารถถังหลักกองทัพบกไทย

ถ้าการประเมินคุณค่ารถถังต้นแบบในประเทศไทยเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าจะมีการสั่งซื้อรถถัง Vickers Mk.3 งวดแรกจำนวน 110 คันภายในปีนี้ กองทัพบกไม่ได้มุ่งหวังการสั่งซื้ออาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ได้ยื่นข้อเสนอต่อบริษัท Vickers ให้ช่วยสนับสนุนประเทศไทย ให้สามารถผลิต ประกอบ ซ่อมบำรุง ตลอดจนการฝึกใช้งานรถถังรุ่นนี้ในประเทศไทย หากมีการขายรถถัง Vickers Mk.3 ต่อประเทศเพื่อนบ้านในย่านอาเซียน คนไทยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ลักษณะคล้ายโครงการเครื่องบินฝึกแฟนเทนเนอร์ระหว่างเยอรมันกับกองทัพอากาศไทย

เรามาทำความรู้จักสินค้าจากเมืองผู้ดีกันสักเล็กน้อย บริษัท Vickers ผลิตรถถัง Vickers Mk.1 ออกมาใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 คัน เพื่อทดแทนรถถัง Centurion โดยมีราคาต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถือเป็นความสำเร็จด้านการค้าอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดและถูกลืมเลือนมากที่สุดของอังกฤษ เพื่อสานความสำเร็จให้ยั่งยืนยาวนานมีการพัฒนารถถัง Vickers Mk.2 ขึ้นมา โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลัง 720 แรงม้า กับป้อมปืนรุ่นใหม่มีความโค้งมนทันสมัยมากกว่าเดิม มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire บังเอิญโชคร้ายไม่เคยมีการสร้างต้นแบบขึ้นมาทดสอบ

ถัดมาเพียงไม่กี่ปีรถถัง Vickers Mk.2 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Vickers Mk.3 แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire ถูกถอดออก เปลี่ยนระบบเกียร์ให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ติดตั้งระบบกันโคลง GEC-AEI EC517 เน้นความคล่องแคล่วบวกการยิงถูกฝ่ายตรงข้ามในนัดแรก ลดความหนาของเกราะให้บางกว่า Vickers Mk.1 เพื่อลดต้นทุน ติดตั้งระบบควบคุมการยิง Marconi SFC 600 ระบบควบคุมและรักษาเสถียรปืน EC620 (GCE) กล้องเล็งติดเครื่องวัดระยะเลเซอร์ Barr & Stroud (TLS) รวมทั้งมีกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน Pilkington Condor เป็นออปชันเสริม

กองทัพบกเคนยาเซ็นสัญญามูลค่า 100 ล้านปอนด์ในการจัดหารถถัง Vickers Mk.3 จำนวน 76 คัน กับรถกู้ภัยหุ้มเกราะ Mk.3 (ARV) อีก 7 คัน ไนจีเรียกับแทนซาเนียเห็นแล้วชอบก็เลยจัดหาตามกัน  บริษัท Vickers พยายามหาลูกค้าเพิ่มเน้นมาที่ประเทศคุ้นเคย ระหว่างปี 2520 พวกเขาส่งสินค้าตัวเองไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่เนื่องมาจากขาดการเตรียมตัวที่ดี การทดสอบยิงปืนใหญ่มีปัญหาติดขัดตั้งแต่ยิงนัดแรก ส่งผลให้คะแนนรวมพ่ายแพ้ให้กับรถถังหลักจากประเทศอื่น

เป้าหมายถัดไปคือกองทัพบกประเทศอียิปต์ ให้บังเอิญรถถังที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับกลายเป็น Vickers Mk.1 สร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายเป็นอย่างมาก ความพยายามครั้งถัดไปคือขายรถถังให้กับประเทศไทย ผลลัพธ์ก็คือสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายอีกครั้ง เหตุผลเกิดจากรถถังต้นแบบมีอุปกรณ์สำคัญบางส่วนหายไป ระหว่างทดสอบมีการเติมของเหลวผิดประเภท รวมทั้งต้องยกเลิกการทดสอบยิงตอนกลางคืนเนื่องจากไม่ได้ติดกล้อง Pilkington Condor

อังกฤษก็แบบนี้แหละผู้เขียนชินเสียแล้ว

ว่ากันตามจริงระหว่างปี 2527 รถถังจากเมืองผู้ดีมีคู่แข่งไม่มาก หากผ่านการทดสอบอาจมีการจัดหาอย่างเร่งด่วนเข้าประจำการ บรรดานายทหารระดับชั้นผู้ใหญ่ก็มีทีท่าโอนอ่อนผ่อนตาม บังเอิญโชคร้ายพวกเขาประกอบพิธีฮาราคีรีตัวเอง Vickers Mk.3 จึงสิ้นสุดทางเพื่อนต่อทบ.ไทยไปโดยปริยาย

 

อ้างอิงจาก : นิตยสารสงครามฉบับที่ 208 ปี 2527 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 189 ปี 2527

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Leopard 1 A5 in Thailand

 

ระหว่างปี 2528 บริษัทเคร้าส์ มาฟไฟฟ์ ประเทศเยอรมันตะวันตก ทุ่มทุนมากกว่า 10 ล้านบาทในการส่งรถถัง Leopard 1 A5 กับรถถัง M-41 GTI รุ่นปรับปรุงมาให้กองทัพบกทดสอบใช้งาน รวมทั้งเชิญคณะนายทหารระดับสูงไปเยี่ยมชมโรงงานที่ประเทศเยอรมันตะวันตก

รถถัง Leopard 1 A5 ซึ่งถูกส่งมาทดสอบในประเทศไทย แท้จริงแล้วคือรถถัง Leopard 1 A3 ที่ได้รับการปรับปรุงระบบควบคุมการยิง FLP-10 เพิ่มเติม โดยการติดตั้งกล้องเล็ง EMES 18 และระบบอ้างอิงปลายกระบอกปืนหรือ Muzzle Reference System มีความแตกต่างจากรถถัง Leopard 1 A5 ที่เยอรมันตะวันตกปรับปรุงใหม่หลายจุด อันเป็นเรื่องปรกติของรถถังรุ่นส่งออกในยุคสงครามเย็น

ตอนนั้นกองทัพบกมีโครงการปรับปรุงรถถัง M41 อายุ 30 ปีจำนวน 290 คันมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และโครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพันมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท บริษัทเคร้าส์ มาฟไฟฟ์จึงทุ่มสุดตัวหวังกินรวบทั้งโครงการปรับปรุงรถถัง M41 จำนวน 290 คัน และโครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพัน พวกเขาคาดหวังว่าสินค้าตัวเองจะเข้าตาคณะกรรมการคัดเลือกรถถังภายใต้การนำของบิ๊กจ๊อดเสื้อคับ

คู่แข่งสำคัญของ Leopard 1 A5 มีจำนวนหลายรุ่นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่รถถัง Vickers Mk3 หรือวิคเกอร์ มาร์ค 3 จากบริษัท Vickers MBT ประเทศอังกฤษ ถูกส่งมาทดสอบในประเทศไทยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2527 หรือบริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ล ประเทศเยอรมันตะวันตก ซึ่งส่งรถถังขนาดกลาง TH-301 เข้าร่วมชิงชัยในโครงการจัดหารถถังหลัก พร้อมเสนอทางเลือกจัดตั้งโรงการผลิต/ประกอบรถถังขึ้นในประเทศไทย และส่งรถถังตัวเองมาเข้าร่วมการทดสอบในปี 2529 ตอนนั้น Leopard 1 A5 ถือเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ ส่วน M-41 GTI ก็ได้รับคำชมจากผู้ใช้งานจำนวนมาก

ท้ายที่สุดโครงการปรับปรุงรถถัง M41 ถูกยกเลิกไม่ได้ไปต่อ โครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพัน ผู้ได้รับการคัดเลือกคือรถถังเบา Commando Stingray จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 106 คัน รถถังมือสอง M48A5 จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 40 คัน และรถถัง Type 69-II จากประเทศจีนจำนวนมากกว่า 100 คัน รถถังคันสุดท้ายอยู่ดีๆ ก็โผล่เข้ามาและได้ไปต่อเพราะราคาถูกมากเป็นพิเศษ

ความฝันและการลงทุนของบริษัทเคร้าส์ มาฟไฟฟ์เลือนหายไปพร้อมสายลม

ปัจจุบันรถถังต้นแบบ Leopard 1 A5 ถูกจัดเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประเทศแคนาดา เพียงแต่ไม่ทราบสถานะว่ายังคงสมบูรณ์แบบเหมือนเดิมหรือไม่

เรามาชมรายละเอียดการปรับปรุงรถถังกันสักเล็กน้อย บริษัทผู้ผลิตดัดแปลงรถถัง Leopard 1 A3 โดยการติดตั้งกล้องเล็ง EMES 18 และระบบอ้างอิงปลายกระบอกปืน รวมทั้งคาดการณ์ว่านี่คือ Leopard 1 คันแรกที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการหมุนป้อมปืน ซึ่งมีการใช้งานจริงกับรถถัง Leopard 1 A5 เยอรมันตะวันตกในเวลาต่อมา ประสิทธิภาพการโจมตีเป้าหมายย่อมดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งมีการสร้างจุดเก็บของบริเวณท้ายป้อมปืนเพิ่มเติมเข้ามา

ข้อมูลรถถังคันนี้ค่อนข้างเป็นปริศนา รู้กันในวงกว้างว่าเป็นรถถัง Leopard 1 A3 รุ่นปรับปรุงที่ไม่เคยส่งมอบให้กับกองทัพบกเยอรมันตะวันตก และเกือบได้เป็นรถถังหลักกองทัพบกไทยในช่วงจัดตั้งโครงการเมกกะโพรเจกต์

อ้างอิงจาก

https://web.facebook.com/share/p/1L6Z8dWc55/

นิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 254 256 และ 257 ปี 2528

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

OF 40 Mk.2 in Thailand

 

        โครงการปรับปรุงหน่วยยานเกราะกองทัพบกไทยช่างแสนหอมหวาน หลังบริษัท Vickers ประเทศอังกฤษส่งรถถัง Vickers Mk.3 มาทดสอบใช้งานจริงในเดือนมกราคม 2527 ต่อมาในเดือนกันยายน 2528 บริษัท OTO MELARA S.p.A. ประเทศอิตาลีส่งรถถัง OF 40 Mk.2 มาทดสอบที่ศูนย์การทหารม้าจังหวัดสระบุรีเช่นกัน

เรามาทำความรู้จักรถถังหลักรุ่นส่งออกจากเมืองรองเท้าบู๊ทกันสักนิด

         ปลายยุค 70 บริษัท OTO MELARA S.p.A. จับมือกับบริษัท FIAT พัฒนารถถังขนาด 40 ตันขึ้นมา ใช้ชื่อง่ายๆ ว่า OF 40 Mk.1 ตัวอักษร O มาจาก OTO MELARA S.p.A. ส่วน F มาจาก FIAT เป้าหมายแรกเริ่มเดิมทีของพวกเขาคือประเทศตัวเอง ให้บังเอิญกองทัพบกอิตาลีใช้งาน Leopard 1 จากเยอรมันอยู่ก่อนแล้ว การจัดหารถถังเพิ่มมีแต่จะสร้างปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง ส่งผลให้ OTO MELARA จำเป็นต้องเบนเข็มไปยังตลาดส่งออก กระทั่งประสบความสำเร็จในปี 1980 สามารถขายให้กับกองทัพบกประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวน 18 คัน

         ต่อมาในปี 1982 มีการเปิดตัวรถถัง OF 40 Mk.2 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมและหนักกว่าเดิม 3 ตัน สามารถยิงเป้าหมายขณะเคลื่อนที่ได้ทันสมัยกว่า Leopard 1 รุ่นแรกๆ ใช้ระบบไฟฟ้าหมุนป้อมปืนเพิ่มความเร็วในการติดตามเป้า ติดตั้งระบบควบคุมการยิง OG14L2A มาพร้อมเลเซอร์วัดระยะ ติดตั้งกล้องโทรทัศน์ LLLTV รุ่นใหม่สังเกตการณ์ในเวลากลางคืนได้ รวมทั้งมีกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน SFIM จากฝรั่งเศสเป็นออปชันเสริม

         รถถังจากอิตาลีใช้เครื่องยนต์ดีเซล FIAT V-10 10 สูบ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้าที่ 2200 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 4 จังหวะบวกถอยหลัง 2 จังหวะ ระยะปฏิบัติการไกลสุด 600 กิโลเมตร อาวุธหลักคือปืนใหญ่ขนาด 105 มม. L/52 จากบริษัท OTO MELARA ใช้งานกระสุนขนาด 105 มม.ของนาโต้ได้ทุกรุ่น รวมทั้งมีแผนการติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 120 มม. L/44 เข้ามาในป้อมเดิม ให้บังเอิญโครงการถูกยกเลิกในภายหลังเนื่องจากยอดขายไม่เป็นดั่งใจหวัง


                               

         ภาพประกอบที่หนึ่งรถถัง OF 40 Mk.2 ขณะทดสอบยิงช่วงเวลากลางวันในประเทศไทย สังเกตนะครับยังมีการติดตั้งสเกิร์ตข้างตามปรกติ ภาพประกอบที่สองรถถัง OF 40 Mk.2 ขณะทดสอบใช้งานในเส้นทางทุรกันดาร มีการถอดสเกิร์ตข้างออกเพราะไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ส่วนภาพประกอบที่สามรถถัง OF 40 Mk.2 ขณะทดสอบยิงช่วงเวลากลางคืน อันเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบเพื่อจัดเก็บคะแนนโดยคณะกรรมการคัดเลือกกองทัพบกไทย

รถถัง OF 40 Mk.2 มีขนาดกำลังเหมาะสม เครื่องยนต์แรงกว่าคู่แข่งทุกราย ปืนใหญ่ใช้งานได้เทียบเท่าปืนใหญ่อังกฤษ ระบบควบคุมการยิงทันสมัยอันดับต้นๆ ไม่เป็นรองใคร แม้กระทั่งกองทัพบกเชกโกสโลวาเกียยังเลือก OG14L3 มาติดตั้งบนรถถัง T-72M4CZ ของตัวเอง จุดอ่อนสำคัญเพียงเรื่องเดียวคือขายได้น้อยเหลือเกิน มีเพียงกองทัพบกประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จัดหาไปใช้งานจำนวน 18 คัน บวกปรับปรุงรถถัง OF 40 Mk.1 รุ่นเก่าให้เป็น OF 40 Mk.2 อีก 18 คัน เท่ากับมีการใช้งานจริงเพียง 36 คันไม่ถึง 1 กองพันด้วยซ้ำไป

อาจเป็นเพราะเหตุนี้น้องออฟสุดหล่อจึงไม่อาจแจ้งเกิดในเมืองไทย

 

อ้างอิงจาก https://x.com/ronkainen7k15/status/1796857384687866109

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Operation Suriyapong 4

     

         ยุทธการสุริยพงษ์ 4 คือเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2526 เป็นภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภาคเหนือจังหวัดน่าน ภาพและเหตุการณ์ต่างๆ มาจากสมรภูมิจริงทั้งหมด ผู้เขียนตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลให้เพื่อนๆ สมาชิกและคนรุ่นใหม่ได้รับรู้เรื่องราว ความสำเร็จของแผนยุทธการสุริยพงษ์ 4 อันนำมาสู่ความสงบเป็นปึกแผ่นในปัจจุบัน

ความเป็นมา

เขตงาน 4 ภูยักษ์ (ภูผายักษ์หรือภูพยัคฆ์ในปัจจุบัน) หรือขุนน้ำช้าง ถือเป็นเขตงานใหญ่ที่สุดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภาคเหนือ (ค่าย 708) ที่ยังหลงเหลือไม่ถูกปราบปรามเหมือนเขตงานอื่น เขตงาน 4 ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยภูยักษ์ ลุ่มน้ำฮี ลุ่มน้ำช้าง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน มีพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่บ้านน้ำรี ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน

พื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในอิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท.” ยาวนานมากกว่า 10 ปี อำนาจการปกครองของรัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะภูมิประเทศค่อนข้างทุรกันดาร เต็มไปด้วยป่าเขาสลับซับซ้อนยากแก่การเดินทาง รวมทั้งมีพื้นที่บางส่วนยื่นยาวเข้าสู่ประเทศลาว พคท.ได้อาศัยภูมิประเทศซึ่งยากที่คนทั่วไปจะเข้าถึง ซ่องสุมกำลังโดยอาศัยมวลชนเผ่าลัวะเป็นกำลังพล มีการเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ภาคเหนือตลอดเวลา

กองทัพบกได้ออกนโยบายให้ทุกกองทัพภาค เร่งทำลายกองกำลังและฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หรือ ผกค.”ให้หมดสิ้นโดยเร็วที่สุด พลโทพร้อม ผิวนวล แม่ทัพภาคที่ 3 จึงได้สั่งการให้กรมทหารพรานที่ 32 หรือ พตท.32” เร่งดำเนินการทางยุทธการต่อเขตงาน 4 ภูยักษ์ เพื่อกวาดล้างทำลายฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เขตน่านเหนือ ให้หมดสิ้นภายใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2526

แนวคิดในการเปิดยุทธการ

ในปีงบประมาณ 2525 ห้วงระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ 2525 พตท.32 ได้เปิดยุทธการ สิงหชัย ซึ่งเป็นยุทธการย่อย มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลโดยใช้วิธีเดินเท้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม เหตุผลก็คือต้องการตรวจสอบขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามเป็นการหยั่งเชิง ปรากฏว่าฝ่ายเราได้รับการต่อต้านอย่างหนักจาก ผกค.ทั้งจากเขตงาน 1 บ้านผาแดง และเขตงาน 4 ภูยักษ์หรือขุนน้ำช้าง ซึ่งสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการรุกรานจากทหารพรานไทยในยุทธการย่อย

แนวความคิดหลักในการทำลาย พคท.ในเขตงาน 4 จึงสรุปได้ว่า ต้องทำลายเขตงาน 1 กับเขตงาน 2 ในเขตน่านเหนือให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อโดดเดี่ยวเขตงาน 4 ไม่ให้ได้รับการสนับสนุน จากแนวคิดดังกล่าว พตท.32 จึงเปิด ยุทธการสุริยพงษ์ 2” เป้าหมายคือเขตงาน 1 บ้านผาแดง กับ ยุทธการสุริยพงษ์ 3” เป้าหมายคือเขตงาน 2 ขุนน้ำบัว เมื่อวันที่ 6 ถึง 14 มกราคม 2526 ผลการปฏิบัติการของทั้งสองยุทธการ ฝ่ายเราสามารถสลายเขตงาน 1 กับเขตงาน 2 ได้โดยสิ้นเชิง ทำให้เขตงาน 4 ต้องโดดเดี่ยวไม่อาจรับการสนับสนุนจากเขตงานใกล้เคียงได้อีกต่อไป

การเตรียมการด้านการข่าว

ทางการไทยได้ดำเนินการด้านการข่าวลับและข่าวเปิดจากแหล่งข่าวมาโดยตลอด ข่าวสารที่นับว่าเป็นคุณค่ากับฝ่ายเรามากที่สุดก็คือ ข่าวสารจากผู้กลับใจเข้ามอบตัวกับและให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ทำให้เราทราบถึงแหล่งที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธ ทั้งทหารหลัก ทหารบ้าน ตลอดจนแหล่งสะสมเสบียงอาหาร อาวุธ ยาและเวชภัณฑ์ของฝ่ายตรงข้าม

จากข่าวสารขั้นต้นที่ได้รับ พตท.32 ได้ดำเนินกรรมวิธีเพื่อให้เป็นข่าวกรองทางการรบ โดยการส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเล็ดลอดเข้าไปพิสูจน์ทราบเป้าหมาย การลาดตระเวนทางอากาศ การขอความร่วมมือจากการถ่ายภาพทางอากาศของกองทัพอากาศ ด้วยกรรมวิธีดังกล่าว พตท.32 ได้รับทราบข่าวกรองเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามประกอบไปด้วย

สำนัก 638 : ตั้งอยู่ริมน้ำช้าง เป็นสำนักควบคุมการก่อการร้ายในเขตน่านเหนือทั้งหมด มีฝ่ายชี้นำจำนวน 5 คน ประกอบไปด้วยสหายทัด สหายเป้าน้ำ สหายป้าผึ้ง สหายเล่าอู และสหายแสน มีผู้ปฏิบัติงานและทหารประจำสำนักรวมทั้งสิ้น 50 คน

กองร้อยทหารหลัก 304 : เป็นกองทหารประจำเขตงานที่ 4 ตั้งอยู่ที่ห้วยลอย เชิงภูยักษ์ มีสหายสมศรีเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 80 คนส่วนใหญ่เป็นชาวลัวะ

กองทหารท้องถิ่น : เป็นกำลังผลิตและกองหนุนประจำเขตงานที่ 4 ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำฮี มีสหายพันเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 30 คน

หน่วยอำนาจรัฐ : มีหน้าที่ปกครองประชาชนเขต 4 ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำฮี มีสหายจงเป็นหัวหน้า มีกำลังพลจำนวน 14 คน

โรงพยาบาลธงแดง : เป็นโรงพยาบาลประจำเขต 4 มีสหายหมอจี๊ด (ผู้หญิง) เป็นหัวหน้า มีหมอจำนวน 8 คน มีทหารประจำสำนักจำนวน 7 คน

หน่วยดาวน้อย : เป็นโรงเรียนการเมือง และโรงเรียนเยาวชนประจำเขต 4 ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำฮี มีสหายเทอดเป็นหัวหน้า กับผู้ปฏิบัติการจำนวน 4 คน

มวลชน : เขตงานที่ 4 มวลชนเป็นชาวลัวะทั้งหมด จำนวน 11 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย หมู่บ้านสู้รบ หมู่บ้านสว่าง หมู่บ้านยืนหยัด หมู่บ้านรักชาติ หมู่บ้านชนะ หมู่บ้านกู้ชาติ หมู่บ้านเอกราช หมู่บ้านนำชัย หมู่บ้านปลดแอกหมู่บ้านสามัคคี หมู่บ้านปลดแอก มีมวลชนประมาณ 1,500 คน

สรุปยอดกำลังพล ผกค.

ในเขตงานที่ 4 มีกำลังพลติดอาวุธของ ผกค.ทั้งทหารหลัก ทหารบ้าน และมวลชนติดอาวุธรวมกันประมาณ 390 คน อาวุธที่ใช้มีปืนเล็กยาวเอเค.47 เซกาเซ ปืนกลจาน ปืนครกขนาด 60 มม.ปืนไร้แรงสะท้อนขนาด 57 มม.เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ไม่ขาดแคลนอาวุธกับกระสุน แต่ขาดแคลนเครื่องอุปโภค เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาลาวได้เหมือนดังแต่ก่อน

การเตรียมการด้านยุทธการ

เพื่อให้ยุทธการสุริยพงษ์ 4 เป็นการจู่โจมสูงสุดต่อที่หมาย ถนอมกำลังพลฝ่ายเราไม่ให้เหน็ดเหนื่อยเกินไป และเสี่ยงต่ออันตรายต่อทุ่นระเบิดในการเดินทางเข้าสู่ที่หมาย พตท.32 จึงตกลงใจใช้การเคลื่อนพลทางอากาศ ใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงกำลังพลทั้งหมดมาลงที่จุดส่งลง ซึ่งฝ่ายเราได้ลาดตระเวนทางอากาศเพื่อคัดเลือกเป็นการล่วงหน้า

กำลังพลที่ใช้ในยุทธการประกอบไปด้วย

-16 กองร้อยจาก พตท.32 ประกอบไปด้วยกองร้อยทหารม้าและกองร้อยทหารพราน

-6 กองร้อยทหารพรานจู่โจมจากปักธงชัย

-1 กองร้อยทหารพรานจาก พตท.31

-1 กองร้อยทหารพรานจาก พตท.33

-สนับสนุนด้วย ปืนใหญ่ หน่วยบินทหารบก หน่วยบินทิ้งระเบิดกองทัพอากาศ

-กำลังพลทั้งส่วนปฏิบัติการและสนับสนุนประมาณ 1,400 นาย

การปฏิบัติการ

วันที่ 2 มีนาคม 2526 ก่อนเริ่มปฏิบัติการลำเลียงพลทางอากาศ มีการใช้ปืนใหญ่ขนาด 155 มม.จากฐานยิงบ้านห้วยโก๋นยิงเตรียมเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นเวลาประมาณ 10.00.เฮลิคอปเตอร์เที่ยวแรกนำกำลังพลจากฐานทุ่งช้างมาลงที่จุดรับส่งจุดแรก ปรากฏว่าได้รับการยิงต่อต้านจาก ผกค.อย่างหนัก แต่ด้วยความสามารถของนักบินสามารถนำกำลังพลลงส่งอย่างปลอดภัย เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงจำนวนหลายลำ นักบินบาดเจ็บสาหัสจำนวน 1 นาย กำลังพลฝ่ายเราทยอยเดินทางจากบ้านห้วยโก๋นมาสมทบเพิ่มเติม เพื่อเสริมความมั่นคงและเริ่มเข้าตีเป้าหมายต่างๆ จนมีผลงานดังนี้

-ยึดสำนัก 638 ได้ในวันที่ 4 มีนาคม 2526

-ยึดโรงพยาบาลธงแดง หน่วยอำนาจรัฐ และหน่วยดาวน้อยได้ในวันที่ 5 มีนาคม 2526

-ยึดกองร้อยทหารหลักได้ในวันที่ 5 มีนาคม 2526

-ยึดหน่วย นปถ. หรือกองทหารท้องถิ่นได้ในวันที่ 12 มีนาคม 2526

ในวันต่อๆ มามีการขยายผลเข้ายึดบ้านมวลชน ทำลายแหล่งสะสมเสบียง ค้นหาแหล่งซุกซ่อนอาวุธ ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม

สรุปผลการปฏิบัติการ

วันที่ 31 มีนาคม 2526 ฝ่ายเราสามารถสลายเขตงานที่ 4 ได้โดยสิ้นเชิง สามารถยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้และเสบียงฝ่ายตรงข้ามได้เป็นจำนวนมาก โดยที่บางส่วนสามารถนำกลับมาได้ และบางส่วนหน่วยปฏิบัติการต้องทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นภาระ

ขณะนี้หน่วยปฏิบัติการได้ถอนตัวกลับมาเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงกำลังยึดรักษาพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรอการพัฒนา ผลจากปฏิบัติการสามารถสรุปผลได้ดังนี้

-มวลชนมอบตัว 1,219 คน

-ทหารหลักมอบตัว 52 คน

-ทหารบ้านมอบตัว 151 คน

ยอดรวมเท่ากับ 1,422 คน

ความสูญเสีย

-ฝ่ายเราบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

-ฝ่าย ผกค.เสียชีวิตเท่าที่นับได้ 18 ศพ คาดว่าเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

การพัฒนาความมั่นคง

         พตท.32 พิจารณาที่จะนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากเขตงานที่ 4 ทั้งหมดกลับคืนสู่พื้นที่ทำกินเดิม และเตรียมแผนการพัฒนาเข้าสู่พื้นที่ประกอบไปด้วย

1.โครงการพัฒนาเร่งด่วน สร้างเส้นทางสาย บ้านห้วยโก๋น-ลุ่มน้ำช้าง-ลุ่มน้ำฮี-บ้านง่อมเปา-บ้านผาแดงใหม่ ระยะทาง 55 กิโลเมตร งบประมาณ 37,000 ล้านบาท สร้างโดยโครงการน่านที่ 2 กรมทางหลวง ได้รับอนุมัติหลักการให้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-ลาว ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกา

2.การพัฒนาด้านอื่น ได้รับอนุมัติหลักการให้บรรจุหมู่บ้านจัดตั้งใหม่ เขตงานที่ 4 ไว้ในโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-ลาว ปี 2527 ซึ่งจะได้เสนอรายละเอียดการดำเนินการตามโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

3.โครงการสันติสุขเคลื่อนที่พิเศษ เพื่อปรับทัศนคติและฟื้นฟูจิตใจให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากเขตงานที่ 4 โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กอ.รมน. มาดำเนินการ

ผลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ระหว่างดำเนินยุทธการสุริยพงษ์ 4 ผกค.ในจังหวัดน่านและบริเวณใกล้เคียงถูกปราบปรามจนหมดสิ้น ที่ยังหลงเหลือก็ออกจากป่ามามอบตัวต่อทางการจำนวนมาก เท่ากับว่ากองทัพภาคที่ 3 นำโดยพลโทพร้อม ผิวนวล ได้บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ

บัญชีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้จากยุทธการสุริยพงษ์ 4

         1.ปืน ค.60 จำนวน 9 กระบอก

2.ปืนกลจาน จำนวน 2 กระบอก

3.เครื่องยิง เอ็ม.72 จำนวน 4 กระบอก

4.เครื่องยิง เอ็ม.79 จำนวน 1 กระบอก

5.ปืนอาก้า จำนวน 11 กระบอก

6.ปืนเซกาเซ่ จำนวน 171 กระบอก

7.ปลยบ.88 จำนวน 2 กระบอก

8.ปลยบ.87 จำนวน 11 กระบอก

9ปืนเอ็ม.ทรี จำนวน 1 กระบอก

10.ปืนยิงพลุ จำนวน 1 กระบอก

11.ปืนแก๊ป จำนวน 2 กระบอก

12.ลูกปืน ค.60 จำนวน 30 ลูก

13.กระสุนเครื่องยิงอาร์พีจี จำนวน 91 ลูก

14.กระสุน ปรส.57 จำนวน 2 นัด

15.กระสุนปืนอาก้า จำนวน 148,904 นัด

16.ลูกปืน ค.81 จำนวน 1 ลูก

17.กระสุน ปลยบ.88 จำนวน 7,573 นัด

18.กระสุน ปลยบ.87 จำนวน 1,739 นัด

19.กระสุน เอ็ม.60 จำนวน 975 นัด

20.กระสุน เอ็ม.79 จำนวน 42 นัด

21.กระสุนยิงพลุ จำนวน 27 นัด

22.กระสุนปืนอาก้าซ้อมยิง จำนวน 2,000 นัด

23.ดินส่งอาร์พีจี จำนวน 10 แท่ง

24.ดินระเบิด ที.เอ็น.ที จำนวน 676 แท่ง

25.กับระเบิดฝักข้าวโพด จำนวน 60 ลูก

26.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.32-9 จำนวน 159 ลูก

27.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.33-11 จำนวน 57 ลูก

28.ลูกระเบิดแบบ เอ็ม.32-12 จำนวน 5 ลูก

29.ลูกระเบิดด้ามไม้ จำนวน 590 นัด

30.ลูกระเบิดด้ามเขียว จำนวน 81 นัด

หมายเหตุ : มีสิ่งของเครื่องใช้อีก 38 รายการผู้เขียนไม่ได้ลงข้อมูลเพราะยิบย่อยเกินไป

บทสรุป

ยุทธการสุริยพงษ์ 4 ถือเป็นยุทธการช่วงท้ายของความขัดแย้งบริเวณภาคเหนือ จากนั้นไม่นานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเลือนหายไปจากพื้นที่เหลือเพียงความทรงจำ ให้คนไทยยุคหลังใช้เป็นบทเรียนในการศึกษาความขัดแย้งภายในประเทศจากสมัยอดีตกาล

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 6 เล่มที่ 161 วันที่ 30 พฤษภาคม 2526