คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 987/2569
เรื่อง “ให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ” เนื้อหาสำคัญคือการปลดประจำการเรือในสังกัดกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ 1
ตุลาคม 2569 ประกอบไปด้วย
-เรือหลวงคีรีรัฐ ประเภทเรือฟริเกต
-เรือหลวงสิมิลัน ประเภทเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่
-เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร ประเภทเรือสำรวจขนาดใหญ่
-เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ประเภทเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง
-เรือ ต.243 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง
-เรือ ล.115 และเรือ ล.141
ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง
การขาดหายไปของเรือจำนวน
10
ลำส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เรามาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดไปพร้อมกันฝนในวันฝนตกมองไม่เห็นแสงแดด
1.เรือหลวงคีรีรัฐ
เรือฟริเกตตรวจการณ์จากสหรัฐอเมริกาอายุมากกว่า
52
ปี
เป็นเรือฟริเกตชุดแรกที่ได้รับการติดตั้งตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk44 เข้าประจำการช่วงแรกถือว่าทันสมัยที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ทว่าปัจจุบันเรือหลวงคีรีรัฐอายุมากพอสมควร
การซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ยากลำบากกว่าเรือลำอื่น ฝาแฝดเรือหลวงตาปีก็ปลดประจำการไปแล้วเป็นเวลา
3 ปี จึงสมควรกับเหตุและผลที่เธอจะได้พักผ่อนตลอดกาล
ภารกิจทั้งหมดของเรือยกเว้นปราบเรือดำน้ำ
กองทัพเรือสามารถใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทำได้อย่างครบถ้วนโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
ส่วนภารกิจปราบเรือดำน้ำให้เฮลิคอปเตอร์ S-70B ทำหน้าที่แทน
การไล่ล่าเรือดำน้ำจากบนฟากฟ้าอังกฤษเริ่มทำตั้งแต่ปี 1982 ในสงครามฟอล์กแลนด์
เราก็แค่ทำตามเพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด
ผู้อ่านบางคนอาจบอกว่าเราจะมีเรือติดโซนาร์ลดลงอีก 1 ลำ
สิ่งนี้เป็นเรื่องปรกติขนาดกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เมื่อปลดเรือฟริเกตชั้น OHP
พวกเขามีเรือติดโซนาร์ลดลง 51 ลำ
หนักกว่าเราไม่รู้กี่สิบเท่าพวกเขายังผ่านมาได้และเป็นอันดับหนึ่งของโลก
2.เรือหลวงสิมิลัน
เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำนี้ถือเป็นเรือดัดแปลงรุ่นแรกๆ
จากประเทศจีน ต้นแบบตัวเรือชั้นเดียวเพราะกองทัพเรือจีนในตอนนั้นใช้แบบนี้
แต่เราขอให้ปรับปรุงเรือเป็นตัวเรือแบบ 2 ชั้น
เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ การดัดแปลงอาจส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย
ประกอบกับเรือขนาดใหญ่มากค่าใช้จ่ายในการดูแลย่อมสูงตามกัน ไหนยังเรื่องชิ้นส่วนเรือที่ถูกดัดแปลงตามประสาจีนในยุคนั้น
หากฝืนใช้งานต่ออาจประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยเหมือนเรือหลวงสุโขทัย
การปลดประจำการเรือหลวงสิมิลันมีข่าวออกมามากกว่าหนึ่งเดือน
ความเห็นส่วนตัวหากเรือไปต่อไม่ไหวสมควรปล่อยเธอไป
ส่วนการเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลซึ่งมีความสำคัญในการออกทะเลลึก
ยกหน้าที่ให้กับเรือหลวงจักรีนฤเบศรไปพลางๆ ก่อน ส่วนหน้าที่จัดหาอาหารและยาให้ใช้เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์หรือ
LPD
จนกว่าจะได้เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำใหม่ในอนาคต
3.เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร
ปัจจุบันเรือสำรวจขนาดใหญ่แทบไม่มีความหมายอีกต่อไป
อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด
สามารถนำอุปกรณ์กับห้องทำงานมายัดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20
ฟุต นำไปวางบนเรือลำไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องซื้อเรือ เรือสำรวจรุ่นใหม่จึงพากันกลายร่างเป็นเรืออเนกประสงค์
ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย โดยมีภารกิจสำคัญเป็นเรือพี่เลี้ยงให้กับเรือดำน้ำ
รวมทั้งใช้ค้นหาเรือดำน้ำซึ่งประสบอุบัติเหตุหายตัวไปใต้ท้องทะเล
เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทรทำภารกิจพวกนี้ไม่ได้สักอย่าง
หนำซ้ำเรือยังมีอายุการใช้งาน 44 ปีกับ 65
ปีเยอะจนน่าประหลาดใจ
สิ่งที่ยังคงหลงเหลือคือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในอดีต ฉะนั้นปลดประจำการแล้วนำเรือจัดแสดงบนฝั่งน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย
4.เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83
วันที่
17
กันยายน 2539 กองทัพเรือว่าจ้างกิจการค้าร่วมบริษัทซิลค์ไลน์
อินเตอร์เนชันแนล จำกัด และออสเตรเลียนซับมารีน คอปเปอร์เรชั่น พีทีวาย ลิมิเต็ด
สร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งพร้อมอุปกรณ์จำนวน 3 ลำในวงเงิน 219
ล้านบาท เรือ ต.81 เข้าประจำการวันที่ 5
สิงหาคม 2542 เรือ ต.82 เข้าประจำการวันที่
9 ธันวาคม 2542 และเรือ ต.83 เข้าประจำการวันที่ 27 ตุลาคม 2543
ปรกติเรือรบมีอายุราชการประมาณ
30
ปี หากต้องการใช้งานมากกว่านี้ต้องมีการปรับปรุงใหญ่ เพื่อยืดอายุการใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ
ให้มีความทันสมัย เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อายุ
27 ปีบวกลบนิดหน่อย ใกล้เคียงระยะเวลาปลดประจำการของเรือรบโดยทั่วไป
ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยมักคิดว่าเรือมีอายุการใช้งาน 50 ปี ต่ำกว่านี้ถือว่าเตีเก๊ต้องมีการโกงกินบ้านเมืองอย่างแน่นอน จึงเกิดความไม่คุ้นเคยและคิดว่าเรือมีปัญหาตรงโน้นตรงนี้
การเปรียบเทียบต้องทำกับเรือขนาดใกล้เคียงกัน
ระวางขับน้ำห่างกันเล็กน้อย และมีลักษณะการใช้งานค่อนข้างคล้ายกัน เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งใช้งานบ่อยปีหนึ่งต้องมีมากกว่า
180
วัน ต่างจากเรือฟริเกตไทยปีหนึ่งได้ออกทะเลถึง 90 วันก็หรูแล้ว อะไรที่ใช้งานบ่อยย่อมบุบสลายมากกว่าอะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปนั่นเอง
เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อาจมีปัญหาส่วนตัวไม่มากก็น้อย
เพราะใช้แบบเรือจากออสเตรเลียซึ่งไม่เคยสร้างเรือให้ไทย
แต่ถึงกระนั้นไม่ถือเป็นปัญหารบกวนการใช้งานเรือ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเรือประสบปัญหาระหว่างใช้งานมาโดยตลอด
กองทัพเรือจึงเลือกปลดประจำการเร็วกว่าเดิมเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ
บวกกับเรืออายุมากแล้วไม่มีประโยชน์ในการเสียเงินก้อนโตเพื่อปรับปรุง
เพราะไม่รู้ว่าอนาคตภายภาคหน้าจะประสบปัญหาเหมือนเดิมอีกหรือไม่
5.เรือ ต.243
6.เรือ ล.115 และเรือ ล.141
เรือทั้ง
3
ลำเป็นเรือขนาดเล็กผ่านการใช้งานมาแล้วพอสมควร การปลดประจำการเนื่องจากไม่คุ้มกับการซ่อมถือว่าเหมาะสม
กองทัพเรือมีเรือคล้ายกันจำนวนมากในการทำภารกิจทดแทน
บทสรุป
ผู้เขียนสนับสนุนการปลดประจำการเรือเก่าเพื่อลดค่าใช้จ่าย
สนับสนุนการลดจำนวนกองเรือ ลดจำนวนนักเรียนนายร้อยทหารเรือ
รวมทั้งลดจำนวนนายพลกองทัพเรือ
เพื่อที่จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า เป็นสิ่งที่กองทัพเรือสมควรทำตั้งแต่หลายปีแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่มีใครขัดขวางได้ ยกตัวอย่างเช่นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ
กองทัพสหรัฐอเมริกาและนาโต้ทุกเหล่าทัพได้พลอยล่มสลายตามกัน
สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องปลดให้ปลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องลดให้ลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้เปลี่ยน
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเรือฟริเกตนะครับ
โครงการนี้แอดยังคงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเหมือนเดิม และคาดหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาใหญ่กับเรือฟริเกตราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
อนาคตภายภาคหน้าหากกองทัพเรือคิดว่า
“เรือหลวงเจ้าพระยา” กับ “เรือหลวงบางปะกง” ไม่ไหวแล้วสมควรปลดประจำการ
ผู้เขียนขอชูมือสนับสนุนให้จัดการที่ปลายน้ำจนเสร็จเรียบร้อย เรือทั้งสองลำถ้าต้องทำสงครามเป็นได้เพียง
“เดอะภาระ” เดือดร้อนเพื่อนต้องช่วยดูแลทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด
ส่วนจะนำมาใช้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งก็ดันใส่เครื่องยนต์ดีเซลตัวแรง
ค่าใช้จ่ายในการใช้เรือไม่ประหยัดเหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งตัวจริง ส่งผลให้เรืออยู่ในสถานะอยู่หรือไปมีค่าเท่ากัน
การปลดประจำการไม่จำเป็นต้องมีเรือใหม่ทดแทน
ขึ้นอยู่กับว่าอนาคตเรือแบบนี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่นกองทัพเรือไทยปลดประจำการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 6
ลำ โดยไม่จัดหาเรือใหม่เพราะสามารถใช้เครื่องบินขับไล่ทำงานทดแทนได้ดีกว่า
+++++++++++++++++++++



















