วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Jinnah Class Frigate

 

ระหว่างปี 2017 กองทัพเรือปากีสถานผุดแผนการปรับปรุงกำลังรบ กองเรือผิวน้ำถูกขยายใหญ่โตกว่าเดิมเป็น 50 ลำ โดยมีเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตมากถึง 20 ลำ ส่วนกองเรือดำน้ำจะถูกเสริมทัพด้วยเรือรุ่นใหม่ทันสมัย ผู้เขียนเคยเขียนถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดในบทความปี 2021 ผู้อ่านทุกคนสามารถทบทวนข้อมูลได้ตามลิงก์ด้านล่าง

Pakistan Navy Supremacy

ในการเสริมทัพมีโครงการสำคัญโครงการหนึ่งยังขาดความชัดเจน นั่นคือ Unspecified Frigate Project หรือโครงการสร้างเรือฟริเกตทันสมัยขนาด 5,000 ตัน ปากีสถานตั้งใจใช้แบบเรือประเทศจีนมาปรับปรุงเพิ่มเติม มีการเซ็นข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้วในปี 2020 เพียงแต่รายละเอียดโครงการไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน 2021 มีการให้ข่าวว่ารัฐบาลปากีสถานตัดสินใจเลือกบริษัท ASFAT จากตุรกี เป็นผู้ออกแบบเรือฟริเกตในโครงการ Unspecified Frigate  แทนที่บริษัทจากประเทศจีน

การตัดสินใจเลือกบริษัทตุรกีสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน สาเหตุที่รัฐบาลปากีสถานยอมถอยห่างจากจีนผู้อ่านเดากันไปก่อน ใกล้จบบทความเมื่อไรผู้เขียนจะกลับมาเฉลยปริศนาคาใจ

หลังจากทราบข่าวบรรดามิตรรักแฟนเพลงชาวปากีสถาน พากันคาดเดาแบบเรือฟริเกตรุ่นใหม่ว่ามีรูปร่างหน้าตาเช่นไร จนกระทั่งเมื่อมีการจัดงานแสดงอาวุธ International Defence Industry Fair 2021 หรือ IDEF 2021 ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2022 ที่ประเทศตุรกี บริษัท ASFAT นำแบบเรือฟริเกตใหม่เอี่ยมของตัวเองมาจัดแสดงในงาน แจ้งรายละเอียดว่านี่คือโมเดลเรือฟริเกตชั้น Jinnah ของกองทัพเรือปากีสถาน ส่วนเรือคอร์เวต MİLGEM ที่ปากีสถานสั่งซื้อจำนวน 4 ลำก่อนหน้านี้ ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือคอร์เวตชั้น Babur ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ผู้เขียนขออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมสักเล็กน้อย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2018 ปากีสถานสั่งซื้อเรือคอร์เวตจากตุรกีจำนวน 4 ลำในวงเงิน 1-1.5 พันล้านเหรียญ โดยใช้ชื่อโครงการว่า MİLGEM/Jinnah Class Project ผู้เขียนและคนทั่วโลกพลอยเข้าใจว่าโครงการเรือคอร์เวตขนาดใหญ่ใช้ชื่อเรือคอร์เวตชั้น Jinnah แต่แล้วในความเป็นจริงโครงการดังกล่าวได้แอบเก็บซ่อนความลับสำคัญ เป็นไปได้ว่าปากีสถานเลือกแบบเรือตุรกีตั้งแต่แรกเพียงแต่ไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจน

เนื่องจากในงาน IDEF 2021 บริษัท ASFAT นำมาโชว์แค่เพียงโมเดลเรือ บรรดามิตรรักแฟนเพลงชาวปากีสถานต้องคาดเดาข้อมูลตามจินตนาการ จนกระทั่งถึงต้นปี 2022 มีการเผยแพร่โบรชัวร์ตามภาพประกอบที่สอง เรือฟริเกตชั้น Jinnah คือการนำเรือคอร์เวตชั้น Babur มาขยายใหญ่โตกว่าเดิม ระวางขับน้ำเพิ่มเป็น 3,300 ตัน (ของเดิม 2,980) ยาว 119.45 เมตร (ของเดิม 108.2 เมตร) และกว้าง 15.4 เมตร (ของเดิม 14.8 เมตร) 


ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 6 MW จำนวน 4 ตัว มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด 620 Kw จำนวน 4 ตัว พร้อมกับระบบไฟฟ้าสำรองขนาด 250 Kw อีก 1 ตัว ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 26 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 17 นอต สามารถบรรทุกน้ำดื่มสะอาด 85 ตัน เชื้อเพลิงเรือจำนวน 250 ตัน และเชื้อเพลิง JP-5 สำหรับอากาศยานปีกหมุนอีก 30 ตัน

ระบบอาวุธผู้เขียนขออนุญาตไล่จากหัวเรือมาถึงท้ายเรือ เริ่มต้นจากจรวดปราบเรือดำน้ำรูปร่างหน้าตาคล้าย RBU-6000 ของรัสเซียจำนวน 2 แท่นยิง ผู้เขียนคาดว่าน่าจะเป็นรุ่น Type 87 เหมือนเรือฟริเกตชั้น Type 054A/P จากจีน เนื่องจาก RBU-6000 ขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะติดตั้งที่หัวเรือ 2 แท่นยิงคู่กัน แต่ไม่ว่าจะเป็นอาวุธรัสเซียหรืออาวุธจีนก็แปลกประหลาดพอๆ กัน เรือฟริเกตค่ายตะวันตกติดอาวุธค่ายตะวันออกมันไม่ใช่นะเจี๊ยบ

ถัดจากจรวดปราบเรือดำน้ำคือปืนใหญ่ Oto 76/62 Super Rapid ยกสูงครึ่งชั้นจำนวน 1 กระบอก ต่อด้วยพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งยกสูงขึ้นอีกครึ่งชั้น สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatros NG จำนวน 16 นัด กลางเรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ/โจมตีชายฝั่ง Harbah ระยะยิง 700 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด ต่ำลงมาคือแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามแต่ยังไม่ทราบรุ่น เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Gokdeniz ใช้ปืนกล 35 มม.ลำกล้องแฝด โดยมีปืนกลอัตโนมัติ SMASH ขนาด 30 มม.ติดตั้งขนาบสองกราบเรือ

ระบบเรดาร์และระบบอื่นๆ ประกอบไปด้วย เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Smart-S Mk2 ของ THALES สร้างโดยตุรกี เรดาร์ควบคุมการยิง STING-EO Mk2 ของ THALES สร้างโดยตุรกีเช่นกัน ระบบอำนวยการรบ G-MSYS จากตุรกี โซนาร์หัวเรือ Yakamos ระยะทำการ 30 กิโลเมตรจากตุรกี อุปกรณ์ดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ RES-2NC ESM จากตุรกีอีกแล้ว ระบบเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี MASS จากเยอรมัน ระบบเป้าลวงตอร์ปิโด HIZIR จากตุรกีเช่นกัน ติดตั้งแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงรุ่นปรับทิศทางได้ไว้ที่สองกราบเรือ ทำงานร่วมกับโซนาร์ลากท้าย HIZIR-LFAS Low Frequency Towed Active Sonar สำหรับตรวจจับและเตือนภัยตอร์ปิโด มีระบบเป้าลวงตอร์ปิโดแบบลากสายติดตั้งเพิ่มเติมมากับโซนาร์ลากท้าย

ระบบเป้าลวงตอร์ปิโดจากตุรกีจัดว่าดียอดเยี่ยม ค่อนข้างเหมาะสมกับเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ทร.ไทย

ตอนนี้บริษัท Aselsan กำลังเร่งพัฒนาโซนาร์ลูกจูงรุ่น DUFAS Low Frequency Towed Active Sonar System ตั้งใจนำมาติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ของตัวเองซึ่งปล่อยลงน้ำไปแล้ว 1 ลำ สำเร็จเมื่อไรเรือฟริเกตชั้น Jinnah ซึ่งเป็นแบบเรือครอบครัวเดียวกันย่อมใช้งานได้เช่นกัน

เรือฟริเกตชั้น Jinnah คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์ทำงานได้หลากหลาย ระบบอาวุธกับระบบเรดาร์เกือบทั้งหมดใช้รุ่นเดียวกับเรือคอร์เวตชั้น Babur มีแค่เพียงปืนกลอัตโนมัติถูกปรับเปลี่ยนจากรุ่น STOP ขนาด 25 มม.เป็น SMASH ขนาด 30 มม. ทว่าเรือลำจริงอาจเปลี่ยนกลับมาเป็นรุ่น STOP ก็ได้ไม่ใช่เรื่องยาก


เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาชมภาพประกอบที่สามกันต่อ นี่คือการเปรียบเทียบทางกายภาพระหว่างเรือฟริเกตชั้น Jinnah กับเรือคอร์เวตชั้น Babur หัวเรือถูกเพิ่มเติมความยาวสำหรับติดตั้งจรวดปราบเรือดำน้ำ ปืนใหญ่กับแท่นยิงแนวดิ่งถูกยกสูงเชื่อมโยงมาถึงสะพานเดินเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatros NG เพิ่มขึ้นจาก 12 นัดเป็น 16 นัด โดยใช้แท่นยิงแนวดิ่ง Cold Launch รุ่น GWS-35 จากประเทศอังกฤษ

Superstructure รูปทรงห้าเหลี่ยมถูกแปลงโฉมเป็นรูปทรงหกเหลี่ยม เสากระโดงเรือหน้าตาคล้ายเดิมร่วมๆ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ/โจมตีชายฝั่ง Harbah เพิ่มขึ้นจาก 6 นัดเป็น 8 นัด ปล่องระบายความร้อนสั้นกว่าเดิมบางกว่าเดิมนิดหน่อย ลานจอดกับโรงเก็บรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตันเช่นเดียวกัน น่าจะได้ใช้งานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Z-9EC จากจีน

ภาพรวมเรือทั้งสองรุ่นรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกันมาก แต่ในความเหมือนมีความแตกต่างสามารถแยกออกอย่างชัดเจน บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงชาวปากีสถานไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไร พวกเขาอยากได้เรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศขนาด 5,000 ตัน มาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง 32 ท่อยิงกับระบบเรดาร์ AESA 4 ทิศทางบนเสากระโดง ทุกคนพากันตั้งคำถามทำไมไม่เอาเรือฟริเกต Type 054B ของจีนมาปรับปรุงเพิ่มเติม? (แท้จริงแล้วจีนยังไม่มีเรือฟริเกต Type 054B แม้แต่ลำเดียว ยังคงมุ่งมั่นกับการสร้างเรือฟริเกต Type 054A ต่อไป) ลำนั้นต่างหากที่เหมาะสมกับโครงการสำคัญของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ยอมเด็ดขาดข้าพเจ้าไม่ต้องการแบบเรือจากตุรกี

อารมณ์น่าจะคล้ายๆ มิตรรักแฟนเพลงชาวไทยสมัยโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูง พูดอย่างไม่อายสมัยนั้นผู้เขียนเองออกอาการงอแงเช่นกัน อยากได้โน่นนั่นนี่ตามที่ทร.ไทยอ้างอิงถึงในแผ่นกระดาษ เมื่อผู้เขียนเติบโตเป็นวัยรุ่นตอนปลายจึงเริ่มเข้าใจชัดเจนว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไม่ใกล้เคียงราคาเรือฟริเกตในฝัน รวมทั้งบรรดาลูกยาวน้อยใหญ่ทำงานร่วมกับระบบ SAAB ไม่ได้ สุดท้ายจึงปลงตกไม่คิดอยากมีอยากได้อีกต่อไป

สาเหตุที่รัฐบาลและกองทัพเรือปากีสถานเลือกแบบเรือจากตุรกี เนื่องจากโครงการ Unspecified Frigate  กำหนดให้สร้างเรือฟริเกตทั้ง 6 ลำในประเทศ บริษัท ASFAT จากตุรกีทั้งยินดีและเต็มใจสนับสนุนการสร้างเรือด้วยตัวเอง ตรงกันข้ามกับบริษัท CSSC จากจีนซึ่งเน้นขายเรือฟริเกตสร้างโดยอู่ต่อเรือตัวเอง เรื่องนี้โทษ CSSC เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่เหมาะสม พวกเขาทำตามนโยบายรัฐบาลจีนซึ่งไม่นิยมถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ให้กับลูกค้า

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ปากีสถานตัดสินใจถอยห่างจากมิตรแท้

เมื่อสร้างเรือคอร์เวตชั้น Babur จำนวน 2 ลำเสร็จเรียบร้อย อู่ต่อเรือ Karachi Shipyard บริษัท KSEW จะเตรียมความพร้อมสถานที่สักพักหนึ่ง ก่อนเริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือฟริเกตชั้น Jinnah จำนวน 6 ลำต่อกันไปเลย โครงการสำคัญโครงการนี้กินเวลาอย่างน้อยที่สุด 10 ปี รวมกับโครงการเรือคอร์เวตชั้น Babur ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 ปีเสร็จ เท่ากับเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้คนในประเทศยาวนานถึง 15 ปี

นี่คือ 15 ปีแห่งความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมสร้างเรือในประเทศ และเป็น 15 ปีของก้าวแรกในการพึ่งพาตัวเองอย่างมั่นคงยืนยาวถาวร ปากีสถานเคยล้มเหลวกับโครงการเรือดำน้ำชั้น Agosta-90B จากฝรั่งเศสซึ่งล้าสมัยเกินไป ต่อด้วยโครงการเรือฟริเกตชั้น F22P จากจีนจนเปลี่ยนใจมาสั่งซื้อเรือฟริเกต Type 054A/P

นาทีนี้ปากีสถานใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเต็มตัว วันที่ 20 พฤษภาคม 2022 เรือคอร์เวตชั้น Babur สร้างเองลำแรกชื่อ PNS BADR (F281) ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรือฟริเกตชั้น Jinnah คัดเลือกบริษัทร่วมโครงการเกือบครบถ้วนแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นภายในปี 2035 กองทัพเรือปากีสถานจะมีเรือติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatros NG กับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Gokdeniz มากถึง 10 ลำ

                             +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

https://defence.pk/pdf/threads/pakistan-turkey-4-milgem-ada-class-corvettes-contract-construction-started.566857/page-80

https://defence.pk/pdf/threads/pakistans-next-generation-national-warships-jinnah-class-frigates.733264/

https://www.shephardmedia.com/news/naval-warfare/pakistan-navy-has-designs-on-jinnah-class-frigates/

https://thaimilitary.blogspot.com/2021/07/pakistan-navy-supremacy.html

https://www.defenceturkey.com/tr/icerik/pns-badr-korveti-msb-akar-ve-pakistan-basbakani-serif-in-katildigi-torenle-ksew-de-denize-indirildi-5087?fbclid=IwAR0ksrtn6PvpxSBWdQNUwY8t42kZFpPGdgIpU9I7egnHr4FWM1DebJrrooI

https://www.navalnews.com/event-news/dimdex-2022/2022/03/dimdex-2022-asfat-sheds-light-on-pakistans-pn-milgem-corvette/


 

 

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565

Slava-Class Cruiser News

 

            บทความนี้ได้รวบรวมข่าวสารและข้อมูลเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava หรือเดอะแบกรัสเซีย ตั้งแต่เรือลำนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่ในเมืองไทย จนกระทั่งเรือจมลงสู่ทะเลดำเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญกองทัพเรือรัสเซีย ผู้เขียนจึงได้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เขียนถึงในเว็บเพจ มาลงเป็นบทความยาวให้ได้อ่านกันอย่างจุใจ

            เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเข้าสู่เนื้อหาเดี๋ยวนี้เลย

+++++++++++++++++++++++++++

เมื่อเดอะแบกรัสเซียปะทะเดอะแบกไทย

ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2562 หมู่เรือรัสเซียได้แวะมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการจำนวน 3 ลำ หนึ่งในนั้นก็คือเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava ชื่อ Varyag หมายเลข 011

วันสุดท้ายก่อนเดินทางออกจากน่านน้ำ หมู่เรือรัสเซียร่วมฝึกซ้อม PASSEX (Passing Exercise) กับเรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีซึ่งเป็นกำลังรบหลักราชนาวีไทยมาอย่างยาวนานสามสิบกว่าปี ส่งผลให้เกิดภาพถ่ายร่วมกันระหว่างเดอะแบกหมีขาวกับเดอะแบกช้างศึก

ภาพประกอบที่หนึ่งคือภาพประวัติศาสตร์หาไม่ได้อีกแล้ว

ระหว่างปี 1982-1989 รัสเซียเข้าประจำการเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava จำนวน 3 ลำ ลดลงชนิดฮวบฮาบจากจำนวน 10 ลำตามแผนเดิม ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรง จนต้องแตกประเทศจากสหภาพโซเวียตเป็นรัสเซียในปัจจุบัน

เรือลำนี้ระวางขับน้ำเต็มที่ 11,490 ตัน ยาว 186.4 เมตร กว้าง 20.8 เมตร กินน้ำลึกสุด 8.4 เมตร มีเขี้ยวเล็บแหลมคมไว้ป้องกันตัวประกอบไปด้วย อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ P-1000 Vulkan จำนวน 16 นัด (ที่เห็นคล้ายบ้องข้าวหลามนั่นแหละครับ) ความเร็วสูงถึง 3 มัค ระยะยิงไกลสุด 800 กิโลเมตร ออกแบบมาเพื่อจัดการกองเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกา โดยมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล S-300F ระยะยิงไกลสุด 120 กิโลเมตรจำนวน 64 นัดไว้ปัองกันตัว  

เมื่อสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้น เรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava ถูกส่งไปปฏิบัติการนอกประเทศทุกลำ หนึ่งในนั้นกำลังลอยลำอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำหน้าที่ขัดขวางไม่ให้กองเรือนาโต้โดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกากับฝรั่งเศส เข้าใกล้ทะเลดำอันเป็นพื้นที่สำคัญในการบุกยูเครนอย่างเด็ดขาด เรือลำไหนอยากลองของต้องฝ่าลูกยาวความเร็ว 3 มัคให้ได้เสียก่อน

ภาพประกอบที่สองเพื่อนๆ สมาชิกมองเห็นภาพอย่างชัดเจน ระยะทำการของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ P-1000 Vulkan (สีทอง) ครอบคลุมพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเกือบทั้งหมด ส่วนอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน S-300F (สีฟ้า) สามารถป้องกันตัวเองได้ดีพอสมควรแม้ไม่ดีที่สุด บนเรือยังมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด รวมทั้งจรวดปราบเรือดำน้ำและตอร์ปิโดปราบดำน้ำขนาด 533 มม.ไว้ป้องกันตัวเองจากภัยคุกคาม

จุดอ่อนสำคัญของเรือลาดตระเวนอาวุธวิถีชั้น Slava ก็คือ ระบบเรดาร์ ระบบโซนาร์ และระบบควบคุมการยิงล้าสมัยกว่าเรือรบฝั่งนาโต้ จุดอ่อนสำคัญที่สุดก็คือมีแค่เพียงลำเดียว เรือรบรัสเซียลำอื่นไม่สามารถใช้งาน P-1000 Vulkan ได้

แม้กาลเวลาผ่านพ้นไปรวดเร็วสักแค่ไหน เดอะแบกก็คือเดอะแบกไม่มีเปลี่ยนแปลง

https://twitter.com/CovertS.../status/1504193595934482436...

https://www.facebook.com/535099393194626/posts/2517098984994647/

+++++++++++++++++++++++++++

ใหญ่แค่ไหนก็ไม่รอด

วันที่ 9 เมษายน 2022

นี่คือภาพถ่ายเรือ Moskva หมายเลข 121 ของรัสเซียประจำการอยู่ในทะเลดำ หนึ่งในสามเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava ผู้เป็นเดอะแบกในปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุด Moskva ถูกลบหมายเลขข้างเรือเป็นที่เรียบร้อย

เท่ากับว่าหาก Moskva เกิดพลาดท่าเสียที ถูกโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้องหรือฮาร์พูนทิพย์จากยูเครนจนเสียหายหรือจมลง ยูเครนจะไม่สามารถระบุได้ว่าเรือลำนั้นคือ Moskva เพียงแต่ผบ.กองเรือเฉพาะกิจอาจลืมนึกสักเล็กน้อยว่า ทะเลดำมีเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava เพียงลำเดียวเท่านั้น

https://twitter.com/GrangerE04117/status/1512540208725905409

+++++++++++++++++++++++++++

ไม่น่าเจิมเลยเรา

ข่าวใหญ่ล่าสุดในทะเลดำประจำวันที่ 14 เมษายน 2022 ก็คือ เกิดไฟไหม้บนเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถี Moskva อันเป็นเรือธงกองเรือรัสเซียในการบุกยูเครน ซึ่งผู้เขียนเพิ่งลงข่าวว่าลบชื่อกับหมายเลขข้างเรือไปหมาดๆ ความเสียหายรุนแรงเสียจนต้องอพยพทุกคนลงจากเรือเพื่อความปลอดภัย

ทางการยูเครนออกมาให้ข่าวว่าเรือ Moskva ถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Neptune ซึ่งยูเครนพัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเองจำนวน 2 นัด ก่อนหน้านี้ยูเครนเคยอ้างว่าจมเรือฟริเกตรัสเซียไป 1 ลำด้วย Neptune แต่ไม่มีภาพถ่ายและรัสเซียไม่เล่นด้วยผู้เขียนจึงนิ่งเฉย

ทีนี้มาฟังคำอธิบายจากอีกฝ่ายบ้าง ทางการรัสเซียให้ข้อมูลว่ากระสุนปืนบนเรือ Moskva เกิดการระเบิดและมีไฟไหม้ตามมา ผู้เขียนพยายามหาข้อมูลมาช่วยเสริมคำกล่าวอ้าง เป็นไปได้ว่ากระสุน 30 มม.ของระบบป้องกันตนเองระยะประชิด AK-360 ซึ่งติดตั้งไว้ 6 ระบบคือต้นเหตุ โดยเฉพาะบริเวณกลางเรือติดคู่กัน 2 ระบบ หากเกิดขึ้นจริงจะสร้างความเสียหายต่อเรือพอสมควร

ส่วนปืนใหญ่ AK-130 ขนาด 130 มม.ลำกล้องแฝดที่อยู่หัวเรือ โอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าและหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง กระสุนในแมกาซีนกับคลังแสงฝังลึกกลางตัวเรือ อาจสร้างความเสียหายใหญ่หลวงเกิดระเบิดต่อเนื่องจนเรือจม เหมือนที่เราเคยเห็นกับเรือประจัญบานหลายลำในสงครามโลกครั้งที่ผ่านมา

https://www.reuters.com/world/europe/russia-says-flagship-black-sea-fleet-badly-damaged-by-blast-2022-04-14/

+++++++++++++++++++++++++++

สามทหารเสือกองทัพเรือรัสเซีย

ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลบางส่วนของเรือรบที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตก

ระหว่างปี 1982-1989 รัสเซียเข้าประจำการเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava จำนวน 3 ลำ ลดลงชนิดฮวบฮาบจากจำนวน 10 ลำตามแผนเดิม ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรง จนต้องแตกประเทศจากสหภาพโซเวียตเป็นรัสเซียในปัจจุบัน

เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 11,490 ตัน ยาว 186.4 เมตร กว้าง 20.8 เมตร กินน้ำลึกสุด 8.4 เมตร โดยมีเขี้ยวเล็บไว้ป้องกันตัวประกอบไปด้วย อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ P-500 Bazalt จำนวน 16 นัด ความเร็วสูงถึง 3 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตร ออกแบบมาเพื่อจัดการกองเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกา กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล S-300F ระยะยิงไกลสุด 120 กิโลเมตรอีกจำนวน 64 นัด

P-500 Bazalt กับ S-300F ในช่วงปี 1982 นับว่าทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงอันดับต้นๆ

             อุปกรณ์ตรวจจับเป้าหมายทางอากาศบนเรือประกอบไปด้วย เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติระยะกลาง MR-710 Top Steer บนเสากระโดงหลัก ตรวจจับได้ไกลสุดถึง 150 กิโลเมตร ทำงานเคียงคู่เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติระยะไกล MR-800 Top Pair ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้งานร่วมกับ S-300 ได้อย่างดีเยี่ยม ตรวจจับเครื่องบินขับไล่นาโต้ได้ที่ระยะไกลสุด 200 กิโลเมตร

เรามาเจาะลึกเรือลาดตระเวนทั้ง 3 ลำกันดูสักนิด

เริ่มจากลำแรก Marshal Ustinov 055 ซึ่งในอดีตใช้ชื่อว่า Admiral Flota Lobov เรือลำนี้ถูกปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานให้ทันสมัยกว่าเดิม เรดาร์ตรวจการณ์ MR-710 Top Steer เปลี่ยนเป็น MR-750 Top Plate ระยะตรวจจับเพิ่มขึ้นสองเท่า ส่วนเรดาร์ MR-800 Top Pair เปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ชื่อยาวหน่อย Podberyozovik three-dimensional long-range target acquisition  ช่วยเสริมประสิทธิภาพ S-300F ให้น่ากลัวกว่าเดิม

Marshal Ustinov เคยมีข่าวว่าเปลี่ยนมาใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ P-1000 Vulkan ระยะยิงเพิ่มขึ้นเป็น 800 กิโลเมตรแล้ว แต่ไม่เคยปรากฏภาพถ่ายชัดเจนผู้เขียนจึงไม่กล้ายืนยัน

เรือลำที่สองคือ Varyag 011 ในอดีตสมัยโซเวียตใช้ชื่อว่า Chervona Ukraina เรือได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานเช่นกัน อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ P-1000 Vulkan มากับเรือแน่นอน เรดาร์ตรวจการณ์ MR-710 Top Steer เปลี่ยนจานใหม่ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงใช้งานเรดาร์ MR-800 Top Pair คู่กับ S-300F เช่นเดิม

Varyag ถือว่าได้รับการปรับปรุงแบบครึ่งๆ กลางๆ

มาถึงลำสุดท้ายคือนางเอกของเรา Moskva 121 ซึ่งในอดีตเคยใช้ชื่อ Slava เรือลำนี้สมเป็นเดอะแบกตัวจริงเสียงจริง เนื่องจากไม่เคยมีการปรับปรุงใดๆ ทั้งสิ้น อาวุธทั้งหมดเหมือนเก่ายกเว้นรุ่นไม่ได้ผลิตแล้วจึงใช้รุ่นใหม่ เรือเคยซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวหนึ่งซึ่งเสียหายหนักเท่านั้น ที่เหลือก็ซ่อมบำรุงทั่วไปแล้วทาสีใหม่เป็นอันเรียบร้อย

เหตุผลที่ Moskva ไม่ได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานง่ายดายมาก เธอเป็นเรือธงกองเรือทะเลดำซึ่งไม่เคยมีอันตรายใดๆ มากล้ำกราย

https://web.facebook.com/NavyForLifePage/posts/2517098984994647

https://twitter.com/Capt_Navy/status/1515627981632421890

https://twitter.com/GrangerE04117/status/1512540208725905409

 

+++++++++++++++++++++++++++

หลักฐานปรากฏ

            วันที่ 18 เมษายน 2022

ในที่สุดภาพเรือ Moskva ขณะเกิดไฟไหม้ก่อนถูกลากจูงเข้าฝั่งก็ถูกเปิดเผย ใครอยากเชื่อเช่นไรผู้เขียนตามใจเต็มที่ครับผม แต่ถึงกระนั้นมีสื่อมวลชนนายหนึ่งแสดงความเห็นใกล้เคียงความเห็นผู้เขียนเหลือเกิน

"ต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณแท่นยิงระบบป้องกันตนเองระยะประชิด AK-630 สองแท่นใกล้กันกลางเรือ"

เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งกระสุนในคลังแสงระเบิดเกิดไฟไหม้ควบคุมไม่ได้ หรือถูกน้องจูนยูเครนยิงใส่สองนัดบริเวณกราบซ้ายชนิดตรงเผง

ติดแค่เพียงปัญหาสำคัญก็คือ ผู้เขียนมองไม่เห็นรูใหญ่บนเรือ มองไม่เห็นจริงๆ สงสัยตาถั่ว




https://twitter.com/Capt_Navy/status/1515830499020877830

http://www.hisutton.com/Russian-Navy-Moskva-Sinking.html

+++++++++++++++++++++++++++

เดอะภาระแห่งยูเครน

Ukrainian Cruiser Ukraina

เมื่อยูเครนแยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตที่ล่มสลาย ประเทศใหม่รับโอนเรือรบจำนวนหนึ่งเป็นของขวัญ อาทิเช่นเรือฟริเกตตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Krivak III เรือดำน้ำโจมตีชั้น Kilo รวมทั้งเรือลาดตระเวนอาวุธนำวิถีชั้น Slava ชื่อ Komsomolets

อุปสรรคเล็กๆ ของเรือรบขนาด 11,490 ตันก็คือ ทำพิธีปล่อยลงน้ำในปี 1990 แล้วก็จริง แต่ติดปัญหาการเงินอย่างหนักจำเป็นต้องยุติการก่อสร้าง เท่ากับว่ายูเครนได้เรือสร้างเสร็จเพียง 75 เปอร์เซ็นต์มาครอบครอง

มีการเปลี่ยนชื่อเรือเป็น Ukraina แสดงถึงอัตลักษณ์ใหม่ โลกใหม่ ประเทศใหม่ ความหวังใหม่ กองทัพเรือประเมินว่าต้องใช้เงิน 30 ล้านเหรียญเป็นอย่างต่ำสร้างเรือจนแล้วเสร็จ ทว่าแผนการสำคัญถูกยกเลิกในปี 1996 เพราะเงินไม่มีงานไม่มา

เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นเช่นไร?

ยูเครนซ่อมบำรุงเรือตามปรกติไม่ให้ชำรุดทรุดโทรม และพยายามหาเงินมาต่อเติมเรือปีล่ะนิดปีล่ะหน่อย รวมทั้งมีการป่าวประกาศขายเรือกับพันธมิตรทั่วโลก ลูกค้าเงินถุงเงินถังแสดงความสนใจประกอบไปด้วย

- รัสเซีย แสดงความต้องการหลายครั้ง ครั้งล่าสุดในปี 2012 แต่ดีลล้มเพราะความขัดแย้งในอีก 2 ปีถัดมา

- จีน พอได้อยู่

- อินเดีย ตามนั้น

- อเมริกา อะไรนะ!! จะบ้าเรอะ

- บราซิล  เฮ้ย!! ถามจริง

ราคาเรือสร้างเสร็จ 95 เปอร์เซ็นต์ในปี 2013 แค่เพียง 40 ล้านเหรียญ ไม่แพงก็จริงแต่ใช้อาวุธรัสเซีย เรดาร์รัสเซีย ใช้ทุกอย่างผลิตจากรัสเซีย ลูกค้าที่เหมาะสมมากที่สุดย่อมเป็นรัสเซียเพียงชาติเดียว

ปี 2012 รัสเซียอาจต้องการ Ukraina เป็นอะไหล่เดอะแบกตัวเอง แต่ทว่าในปี 2022 สามทหารเสือลดเหลือเพียง 2 ลำเท่านั้น การเสริมทัพให้กลับมาใช้แผนสามกองหน้าดังเดิม มีเพียง Ukraina ของยูเครนลำเดียวบนโลกใบนี้ที่เหมาะสม

ชะตากรรมเรือรบที่ยูเครนได้รับโอนค่อนข้างเลวร้าย เรือฟริเกตตรวจการณ์ใช้ไปเรื่อยๆ ลำไหนไม่ไหวปลด เรือดำน้ำ Kilo ไม่มีเงินซื้อแบตเตอรี่ใหม่ ต้องส่งคืนรัสเซียเพื่อแลกอะไหล่เรือรบลำอื่น เรือลาดตระเวนผู้เขียนคิดว่าควรขายออกไปให้ไว้ที่สุด ครั้นพอยูเครนไม่ขายหรือขายไม่ออกจะเป็นภาระเปล่าๆ

แค่จอดนิ่งอยู่ที่ท่าเรือก็มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ

อุปกรณ์ทุกชนิดบนเรือย่อมต้องการพลังงาน ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในการหล่อเลี้ยงไม่ให้ชำรุดเสียหาย ไหนจะค่าจ้างแม่บ้านทำความสะอาด ค่ารปภ.รักษาความปลอดภัย จอดสักพักสนิมเกาะเพรียงเกาะเสียเงินอีก อุปกรณ์โซเวียตอายุใช้งานสั้นเดี๋ยวเปลี่ยนๆ เงินทั้งนั้นยังบอกไม่ใช่ภาระอีกหรือ

ผู้เขียนมีตัวเลขไม่ทางการมารายงานให้ทราบ ปี 2017 ค่าดูแลซ่อมแซมเรือต่อหนึ่งเดือนเท่ากับ 225,000 เหรียญหรือ 7.57 ล้านบาท!

ค่าดูแลซ่อมแซมเรือต่อหนึ่งปีจึงเท่ากับ 2.7 ล้านเหรียญหรือ 90.9 ล้านบาท!

ภาระทั้งนั้นเลย

จากเดอะแบกรัสเซียกลับกลายเป็นเดอะภาระยูเครน

จากเดอะภาระยูเครนกลับกลายเป็นเดอะแบกรัสเซียได้หรือไม่?

ได้สิครับ....ยูเครนขายเรือให้รัสเซียปัญหาจบทันที

ฝั่งนี้ได้สามทหารเสือกลับคืน นำไปปรับปรุงไม่กี่เดือนกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง Ukraina ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ทันสมัยกว่า Moskva ที่จมทะเลดำไปแล้วด้วยซ้ำ

อีกฝั่งไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อเรือรบ 95 เปอร์เซ็นต์ สร้างเรือรบมาตรฐานนาโต้เติมเต็มฝันดีกว่า อุตสาหกรรมต่อเรือยูเครนในอดีตยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากอังกฤษกับตุรกีเสียหน่อย ขี้คร้านจะสร้างเรือมาหลอกขายชาติอื่นเก็บเงินเข้ากระเป๋า

วิธีการจัดหาเรือ Ukraina ของรัสเซียมีดังนี้

1.เมื่อสงครามยุติด้วยผลเสมอไว้รอดวลกันนัดใหม่ รัสเซียขอซื้อเรือในราคามิตรภาพเพื่อนพ้องน้องพี่

2.รัสเซียทำสงครามต่อไปจนเอาชนะอย่างเด็ดขาด แล้วเรียกค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเรือลำนี้เสียเลย

3.รัสเซียส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาขโมยเรือ ใช้เรือตักลากออกไปกลางทะเลมีเรือดำน้ำคุ้มกัน โดยได้รับความร่วมมือจาก นาตาชา โรมานอฟ สายลับสาวสวย

4.ใช้บริษัทเอกชนจีนเป็นนอมินี ติดต่อยูเครนบอกว่าจะซื้อเรือไปทำโรงแรมนะ ได้เรือมาแล้วก็ขายต่อรัสเซียกินส่วนต่าง 15 เปอร์เซ็นต์

รัสเซียได้เดอะแบก ยูเครนกำจัดเดอะภาระ สรุปความได้ว่าดีลนี้วินวินด้วยกันทั้งสองฝ่าย ~_^

ปัญหาสำคัญมีเพียงหนึ่งเดียว ตอนนี้เรือยังสุขสบายดีหรือไม่?

https://dambiev.livejournal.com/458538.html

https://weaponews.com/news/65352868-poltorak-suggested-zelensky-to-disassemble-the-cruiser-ukraine-for-par.html

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Ukrainian_cruiser_Ukraina

+++++++++++++++++++++++++++

 

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2565

Chaijinda 1031 Patrol Boat

 

วันที่ 11 กันยายน 2563 พลตำรวจโท พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี  ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิธีถูกจัดขึ้นที่อู่ต่อเรือบริษัท ซีเครสท์มารีน จำกัด ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบริษัทสร้างเรือในประเทศมีผลงานสร้างเรือขนาดต่างๆ จำนวน 8 แบบ เรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเป็นเรือแบบที่ 9

วัตถุประสงค์สร้างเรือเพื่อใช้ในภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงตามแนวชายฝั่งทะเล การป้องกันและปราบปรามแก้ไขปัญหาอาชญากรรมต่างๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรทางน้ำ

กองบังคับการตำรวจน้ำมีเรือตรวจการณ์ ขนาด 110 ถึง 180 ฟุตจำนวน 6 ลำ เรือ 5 ลำอายุการใช้งาน 45 ปีขึ้นไปและอีก 1 ลำอายุการใช้งาน 27 ปี  สำนักงานตำรวจแห่งชาติเล็งเห็นความสำคัญกองบังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งมีหน้าที่และภารกิจทางน้ำในการถวายความปลอดภัย  รักษาความปลอดภัย ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กองบังคับการตำรวจน้ำเป็น 1 ใน 6 หน่วยงานหลักของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลหรือที่รู้จักกันในนาม ศรชล.การจัดหาเรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำหน้าที่และภารกิจทางน้ำได้ดีกว่าเดิม

แบบเรือบริษัทซีเครสท์มารีนใช้ชื่อว่า 42 m Monohull Fast Patrol Boat หรือ 1301 ROYAL THAI MARINE POLICE เรือมีความยาว 42 เมตรหรือ 137.76 ฟุต จึงถูกกำหนดให้เป็นเรือตรวจการณ์ 130 ฟุตใช้หมายเลข 1301 ความกว้างอยู่ที่ 7.9 เมตร กินน้ำลึก 1.5 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU 16V2000 M86 จำนวน 3 เครื่อง 3 ใบจักร ความเร็วสูงสุดมากถึง 34 นอต กำลังพลประจำเรือ 23 นาย

เพราะเรือมี 3 เครื่องยนต์ 3 ใบจักร กัปตันเรือสามารถเลือกได้ว่าจะเดินเครื่อง 1 หรือ 2 หรือ 3 ตัว

หัวเรือมีจุดติดตั้งปืนกลขนาดไม่เกิน 30 มม.Superstructure หรือเก๋งเรือชั้นสองคือสะพานเดินเรือขนาดใหญ่ ต่อด้วยห้องควบคุมกลางและห้องรับรองแขกวีไอพี เก๋งเรือชั้นหนึ่งขนาดใหญ่โตกว้างขวาง มีห้องรับรองอเนกประสงค์และห้องอาหารตกแต่งอย่างดี ห้องเครื่องยนต์ขนาดเล็กมากกินพื้นที่เพียงนิดเดียว พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องนอนกำลังพลประจำเรือ ต่อด้วยห้องเครื่องยนต์หลักกับระบบขับเคลื่อน มีการติดตั้งระบบปรับอากาศครอบคลุมทั้งลำ

แบบเรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตซีเครสท์มารีนได้มาจากไหน ?

คำตอบก็คือปรับปรุงจากแบบเรือ SEA SWORDFISH 1 ของตัวเองนั่นแหละครับ เรือรับส่งผู้โดยสารและสัมภาระทางทะเลขนาดสั้นลง 0.5 เมตร แต่กว้างกว่าเดิม 0.1 เมตร เปลี่ยนเครื่องยนต์ Caterpillar C32 มาเป็น MTU 16V2000 M86 ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 27 นอตเป็น 34 นอต อัตราการใช้เชื้อเพลิงกับระยะปฏิบัติการย่อมน้อยลงตามความแรงเครื่อง แต่ภารกิจเรือตรวจการณ์ตำรวจน้ำเน้นความเร็วมากกว่าความประหยัด ซีเครสท์มารีนจึงได้ปรับปรุงแบบเรือให้เหมาะสมความต้องการของลูกค้า

วันที่ 5 ตุลาคม 2564 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตลงน้ำที่บริษัทซีเครสท์มารีน จำกัด ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยมีคุณรัตนาภรณ์ สีวลีพันธ์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในฐานะภริยาผบ.ตร.เป็นผู้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจเข้าร่วมพิธี

เรือลำใหม่ถูกตั้งชื่อว่า เรือตรวจการณ์ 1301’ หรือ เรือชัยจินดา โดยการนำบรรดาศักดิ์หรือนามสกุลอดีตอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเป็นชื่อเรือ ยกเว้นเรือตรวจการณ์ขนาด 60 ฟุตลงไปไม่มีชื่อเรือ จะถูกเรียกว่าเรือตำรวจน้ำตามด้วยหมายเลขประจำเรือ ซึ่งในบางครั้งอาจเขียนอักษรย่อว่า รน.’ หน้าหมายเลขเรือ

ภาพประกอบที่สองคือเรือตรวจการณ์ 1301 ก่อนปล่อยลงน้ำ  เรือใหม่นี่สีสวยมากผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษ กินน้ำลึกปรกติที่ 1.5 เมตร กินน้ำลึกสูงสุดที่ 1.7 เมตร สองกราบเรือติดตั้งแผงกันกระแทกยาวไปจรดบั้นท้าย เก๋งเรือชั้นสองสร้างระเบียงทางเดินค่อนข้างยาวจนเลยสะพานเดินเรือ มองเห็นเครนขนาดใหญ่สีเหลืองเป็นภาพเบื้องหลัง

งบประมาณในการเรือตรวจการณ์ 1301อยู่ที่ 336.951 ล้านบาท ใช้งบประมาณปี 2563 จำนวน 70 ล้านบาท กับงบประมาณปี 2564 อีก 266.951 ล้านบาท ผู้เขียนมีรายละเอียดการแบ่งจ่ายเงินเท่าที่ตัวเองพอหาได้

เงินจ่ายล่วงหน้าเรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุตจำนวนเงิน 33,695,091.90 บาท

เรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุต งวดที่ 1 จำนวนเงิน 18,804,908.20 บาท

เรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุต งวดที่ 1 ส่วนที่เหลือ จำนวนเงิน 14,890,183.60 บาท

เรือตรวจการณ์ขนาด 130 ฟุต งวดที่ 2 จำนวนเงิน 91,889,916.40 บาท

เป็นการทยอยจ่ายเงินตามผลงานสร้างเรือแต่ละงวด เหมือนผู้อ่านต่อเติมบ้านหรือสร้างอาคารจอดรถนั่นเอง เงินล่วงหน้ามีเหมือนกันเพียงแต่ผู้รับเหมาไม่ทิ้งงานเหมือนกัน ใครหน้าไหนจะกล้าลองดีกับกองบังคับการตำรวจน้ำ

อยากให้ผู้อ่านสังเกตสักเล็กน้อยว่า ตัวเรือหรือ Hull ไม่ได้ทาสีเข้มตั้งแต่กลางเรือถึงบั้นท้ายเหมือนเรือตรวจการณ์กองทัพเรือ อาจเป็นเพราะออกแบบช่องระบายความร้อนเครื่องยนต์ไว้ค่อนข้างดี จึงไม่เกิดคราบเขม่าควันดำสร้างความสกปรกต่อสองกราบเรือ ได้คะแนนพิเศษเรื่องการออกแบบจากผู้เขียนสองหัวกะโหลก

ภาพประกอบที่สามเรือตรวจการณ์ 1301 กำลังทดสอบแล่นเรือก่อนส่งมอบ สิ่งแรกที่ผู้เขียนมองเห็นคือความปลอดโปร่งสะอาดตา อุปกรณ์ทุกอย่างบนเรือถูกจัดเก็บอย่างดีไม่เกะกะทางเดิน นอกจากมีพื้นที่ใช้งานภายในเก๋งเรือค่อนข้างมากแล้ว พื้นที่ใช้งานดาดฟ้าเรือกับหลังคาเรือค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน เป็นข้อได้เปรียบของแบบเรือรุ่นใหม่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างดี ส่งผลให้เรือสามารถทำภารกิจได้หลากหลายกว่าเดิม

มาที่เสากระโดงเรือเอียง 115 องศาไปด้านหลังเป็นจุดแรก มีการติดตั้งเรดาร์เดินเรือ KODEN X-Band กับ S-Band รุ่นละ 1 ตัว ถัดไปเป็นลำโพงกระจายเสียงต่อด้วยกล้องตรวจการณ์ออปโทรนิกส์ อุปกรณ์ตรวจจับเรือตำรวจน้ำลำใหม่ล่าสุดทันสมัยไม่เบา หลังคาเรือมีที่ว่างติดตั้งจานดาวเทียมสื่อสารหรือ SATCAOM ได้อย่างสบาย

ดาดฟ้าหัวเรือยังไม่ได้ติดปืนกลแต่อย่างใด หลังคาเก๋งเรือชั้นหนึ่งมีพื้นที่ใหญ่โตพอสมควร มีการติดตั้งปืนฉีดน้ำแรงดันสูงจำนวน 1 กระบอก ดาดฟ้าท้ายเรือมีเรือยางท้องแข็งจำนวน 1 ลำพร้อมเครน ท่อระบายอากาศกับท่อดูดอากาศสองกราบเรือรูปทรงสี่เหลี่ยม มีที่ว่างขนาดใหญ่ใช้เป็นจุดรับส่งสิ่งของจากเฮลิคอปเตอร์ สามารถติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ขนาด 20 ฟุตได้ 2 ตู้ สิ่งนี้คือออปชันมาตรฐานของเรือตรวจการณ์รุ่นใหม่ทั่วโลก

ดาดฟ้าเรือโล่งๆ แบบนี้ผู้เขียนชอบเหลือเกิน สามารถปรับปรุงเรือให้โหดกว่าเดิมโดยไม่ต้องดัดแปลง บั้นท้ายเรือสร้างบันไดทางเดินลงสู่พื้นระดับน้ำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษสะดวกในการขึ้นลงเรือยางท้องแข็ง เรือตรวจการณ์ลำใหม่อเนกประสงค์มากกว่าเดิม ทำภารกิจได้ดีกว่าเดิมแม้เป็นแบบเรือจากบริษัทสร้างเรือเล็กๆ ก็ตาม

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.30 น. มีการฝึกสาธิตทางทะเล (Sea Exercise) ณ พื้นที่ ส.รน.5 กก.4 บก.รน.ในน่านน้ำอำเภอปราณบุรี เพื่อเป็นการทบทวนการปฏิบัติและฝึกซ้อมร่วมกับกองบินตำรวจ โดยมีเรือตรวจการณ์ชัยจินดา (1301) เรือตรวจการณ์ 816 เรือตรวจการณ์ 527 เรือยางท้องแข็ง ชุดตรวจค้นเรือ นักปฏิบัติการใต้น้ำ เฮลิคอปเตอร์ บ.ตร. รวมทั้งกำลังพลจำนวนมาก เข้าร่วมทำการฝึกสาธิตสถานการณ์ 2 สถานการณ์ดังนี้

1.ตรวจค้นเรือต้องสงสัย เรือประมงดัดแปลงลักลอบค้ายาเสพติด และการฝึกดำน้ำค้นหาวัตถุพยานใต้น้ำ

2.ช่วยเหลือคนตกน้ำและดับเพลิงเรือท่องเที่ยวที่เกิดเพลิงไหม้กลางทะเล

วิธีการฝึกซ้อมช่วยเหลือคนตกน้ำตามภาพประกอบที่สี่มีรายละเอียดดังนี้

1.นำเรือตรวจการณ์เข้าใกล้ผู้ประสบภัยให้มากที่สุด แต่อยู่ในระยะปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุเรือพุ่งชนคน จากนั้นจึงปล่อยเรือยางท้องแข็งลงสู่น้ำพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ตามภาพเล็กในสี่เหลี่ยมสีเขียวนั่นแหละครับ

2.เรือยางแล่นเข้าใกล้ผู้ประสบภัยระยะปลอดภัยเช่นกัน เพื่อโยนชูชีพให้คนตกน้ำคล้องตัวเองเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะช่วยดึงคนตกน้ำขึ้นสู่หัวเรืออันเป็นจุดปลอดภัยมากที่สุด ตามภาพเล็กในสี่เหลี่ยมสีแดงนั่นเอง

3.เรือยางท้องแข็งนำผู้ประสบภัยมาส่งเรือตรวจการณ์ตามสี่เหลี่ยมสีเหลือง วิธีขึ้นเรือมี 2 แบบคือบันไดระดับน้ำบริเวณบั้นท้ายเรือ กับใช้เครนยกเรือยางขึ้นมาเก็บพร้อมผู้โดยสาร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างานที่เกิดขึ้นจริง

วิธีช่วยเหลือคนตกน้ำโดยนำเรือใหญ่มาจอดเทียบ ให้คนตกน้ำว่ายน้ำเข้ามาที่เรือผู้เขียนคิดว่าอันตรายเกินไป มีใครทำแบบนี้บ้างไหมตอบว่ามี ในกรณีเป็นเรือตรวจการณ์ความยาวเพียง 20 เมตรเศษ ต้องช่วยเหลือผู้ประสบภัยท่ามกลางคลื่นลมแรงกลางทะเลลึก จำเป็นต้องโยนชูชีพให้คนตกน้ำว่ายมาที่หัวเรือเพื่อขึ้นบันไดลิง กรณีเร่งด่วนแบบนี้จำเป็นต้องทำก็ต้องทำแหละครับ มัวแต่รอเรือตรวจการณ์ลำใหญ่มาช่วยเห็นทีจะสายเกินแก้ไข

การฝึกสาธิตทางทะเลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กำลังพลทุกนายปลอดภัย นี่คือการออกงานครั้งแรกของเรือตรวจการณ์ 1301 หรือเรือชัยจินดา ท่ามกลางความภูมิใจกำลังพลทุกนายที่เข้าร่วมปฏิบัติการ

นอกจากความใหญ่โตกว้างขวางของเก๋งเรือและดาดฟ้าเรือ ระเบียงทางเดินบนชั้นสองยังช่วยให้เรือดูกว้างกว่าเดิม ราวกันตกแบบทึบตั้งแต่สะพานเดินเรือถึงบั้นท้ายทำให้เรือดูสูงกว่าเดิม ได้คะแนนพิเศษเรื่องการออกแบบจากผู้เขียนไปอีกหนึ่งหัวกะโหลก และได้รับตำแหน่งเรือตรวจการณ์สร้างเองในประเทศอันดับหนึ่งไปครอบครอง

ผู้เขียนชอบเรือลำนี้ค่อนข้างมาก รวมทั้งชอบมากเป็นพิเศษเมื่อเปรียบเทียบกับเรือคู่แข่ง แม้ไม่ใช่เรือลำใหญ่ที่สุดของกองบังคับการตำรวจน้ำ แต่เรือตรวจการณ์ 1301 จะได้รับตำแหน่งเดอะแบกอย่างแน่นอน

ความเห็นส่วนตัวอยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดหาเพิ่มเติมสัก 3 ลำ ทดแทนเรือตรวจการณ์ขนาด 110 ถึง 180 ฟุตรุ่นเก่าซึ่งส่วนใหญ่จัดหามาจากญี่ปุ่น ยกเว้นเรือศรีนครินทร์ญาติผู้น้องของเรือหลวงล่องลมราชนาวีไทย

ต่อจากนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักเรือคู่แข่งจำนวน 2 รุ่น อันเป็นแบบเรือที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 กองทัพเรือมีหนังสือเชิญชวนจ้างสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งโดยวิธีคัดเลือกจำนวน 2 ลำ กำหนดราคากลางไว้ที่ 780 ล้านบาทหรือลำละ 390 ล้านบาทถ้วน บริษัทสร้างเรือเอกชนที่ให้ความสนใจยื่นซองประกวดประกอบไปด้วย

1.บริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน)

2.บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด

3.บริษัทเอเชี่ยน มารีน จำกัด

4.บริษัทอิตัลไทย จำกัด

5.บริษัทซีเครสท์มารีน จำกัด

นี่คือ 5 บริษัทสร้างเรือขนาดใหญ่ของไทยในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจกึ่งรัฐบาลกึ่งเอกชน

ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 กองทัพเรือประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง โดยวิธีคัดเลือก ได้แก่บริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเสนอราคา 720,110,000 ล้านบาท หรือลำละ 360 ล้านบาท โดยใช้แบบเรือ ต.994 ของกองทัพเรือที่มาร์ซันเคยได้รับสัญญาสร้างเรือในอดีตจำนวน 2 ลำ

ภาพประกอบที่ห้าคือเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.996 สร้างโดยมาร์ซัน ในภาพติดอาวุธและอุปกรณ์ควบคุมการยิงจากยุโรป แต่เรือลำใหม่คือ ต.997 กับ ต.998 จะติดอาวุธและอุปกรณ์ควบคุมการยิงจากรัสเซีย มาร์ซันจะสร้างเรือเปล่าในราคาลำละ 360 ล้านบาท คุณสมบัติเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งลำใหม่กองทัพเรือไทยมีดังนี้

.997 มีระวางขับน้ำ 223 ตัน ยาว 41.45 เมตร กว้าง 7.2 เมตร กินน้ำลึกสุด 2.0 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล MAN จำนวน 2 เครื่อง 2 ใบจักร ความเร็วสูงสุด 28 นอตน้อยกว่ารุ่นเก่า ต.994 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ MTU เพียง 1.3 นอตระยะปฏิบัติการไกลสุด 1,500 ไมล์ทะเล ออกทะเลได้นานสุด 7 วัน กำลังพลประจำเรือ 33 นาย

สิ่งที่ ต.997 แตกต่างจากต.994 ในภาพประกอบก็คือ เสากระโดงเรือสูงกว่าเดิมประมาณสองฟุต และยังไม่ได้ติดตั้งติดอาวุธกับอุปกรณ์ควบคุมการยิง ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้รับการติดตั้งเมื่อไร

เรือตรวจการณ์ 1301 ยาวมากกว่า ต.997 เพียง 0.55 เมตร กว้างกว่า 0.6 เมตร กินน้ำน้อยกว่า 0.3 เมตร แต่มีความเร็วสูงสุดสูงกว่าถึง 6 นอต หากเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Caterpillar C32 จะช่วยประหยัดต้นทุน โดยมีความเร็วสูงสุดน้อยกว่า ต.997 เพียง 1 นอต คุณสมบัติเรือจะใกล้เคียงกันทุกอย่างยกเว้นแค่เพียงราคา

.997 ราคา 360 ล้านบาท เรือตรวจการณ์ 1301 ราคา 336.951 ล้านบาท ต่างกัน 23.049 ล้านบาท

ผู้เขียนมั่นใจว่าตอนยื่นซองประกวดซีเครสท์มารีนใช้แบบเรือในบทความ แต่ไม่แน่ใจเรื่องเครื่องยนต์กับการตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน ซีเครสท์มารีนบุกกองทัพเรือแล้วแม้จะยังพ่ายแพ้ต่อขาประจำก็ตาม

เนื่องจากแบบเรือ ต.997 พัฒนามาจากเรือตรวจการณ์ชั้น ต.991 ส่วน ต.991 พัฒนามาจากเรือตรวจการณ์ชั้น ต.91 จากยุค 50 ปีที่แล้ว ความอเนกประสงค์ย่อมมีน้อยกว่าแบบเรือรุ่นใหม่ล่าสุด เหตุผลที่กองทัพเรือเลือกแบบเรือจากมาร์ซันเป็นผู้ชนะเลิศ อาจเป็นเพราะมีเรือตระกูลเดียวกันเข้าประจำการจำนวน 6 ลำ

เรือคู่แข่งลำที่ 2 มาจากบริษัทมาร์ซันเช่นกัน เพียงแต่ขนาดเรืออาจไม่ใช่คู่แข่งขันโดยตรง

วันที่ 22 สิงหาคม 2560 กองทัพเรือจ้างสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งโดยใช้วิธีพิเศษ วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรคือ 475 ล้านบาท เท่ากับเรือมีราคาลำละ 237.5 ล้านบาท บริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ได้รับสัญญาจ้างสร้างเรือ ต.114 กับ ต.115 โดยใช้แบบเรือ M36 ซึ่งเคยสร้างเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือชั้น ต.111 มาก่อน

.114 มีระวางขับน้ำ 150 ตัน ยาว 36 เมตร กว้าง 7.6 เมตร กินน้ำลึกสุด 1.75 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล CUMMINS จำนวน 3 เครื่อง 3 ใบจักร ความเร็วสูงสุด 27 นอต กำลังพลประจำเรือ 33 นาย ขนาดเล็กกว่าเรือตรวจการณ์ 1301 ถึง 6 เมตร ระวางขับน้ำย่อมน้อยกว่ากันไปด้วยตามปรกติ

มาร์ซันนำเรือรับส่งผู้โดยสารและสัมภาระทางทะเลมาพัฒนาเป็นเรือตรวจการณ์ รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงเรือตรวจการณ์ 1301 ราวกับพี่น้อง จุดติดตั้งปืนกลขนาด 30 มม.หัวเรือแคบพอๆ กัน ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ขนาด 20 ฟุตได้ 2 ตู้เท่ากัน พื้นที่ในเก๋งเรือและดาดฟ้าเรือค่อนข้างกว้างขวางมากกว่า ต.997

.114 เปรียบได้กับเรือตรวจการณ์ 1301 ขนาดย่อส่วน ใส่เครื่องยนต์กำลังต่ำกว่าจากอเมริกา ตกแต่งภายในเน้นใช้งานตามสไตล์ทหารเรือ จุดเด่นก็คือราคาถูกกว่าถึง 99.451 ล้านบาท ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจที่กองทัพเรือขึ้นโครงการเรือ ต.997 เพื่อติดอาวุธกับอุปกรณ์ควบคุมการยิงจากรัสเซีย ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนกองทัพเรือเพิ่งจ้างสร้างเรือ ต.114 ซึ่งมีความยาวน้อยกว่าร่วมๆ 6 เมตรก็จริง แต่มีราคาถูกกว่ากันถึง 122.5 ล้านบาท

ในวงเงินสร้างเรือ ต.997 จำนวน 2 ลำ จะสร้างเรือ ต.114 ได้ถึง 3 ลำโดยเหลือเงินทอน 7.5 ล้านบาท

ซีเครสท์มารีนบุกกองทัพเรือแล้วแต่ดูเหมือนจะเจอทางตัน เพราะมีเรือ ต.997 กับ ต.114 เป็นสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม คำสั่งซื้อจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงมีเพิ่มเติมไม่เกิน 2 ลำ ฉะนั้นแล้วอย่ามัวหาลูกค้าในประเทศให้อดอยากปากแห้งอยู่เลย ไปบุกตลาดโลกร่วมกันโกยเงินดอลลาร์เข้าเมืองไทยไม่ดีกว่าหรือ

ผู้เขียนขอแต่งตั้งตัวเองเป็นวิศวกรกำมะลอระดับโคตรเซียน ปรับปรุงแบบเรือ 42 m Monohull Fast Patrol Boat เพิ่มเติมเป็น 3 เวอร์ชันประกอบไปด้วย

1.เรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่งและตำรวจน้ำ รูปร่างหน้าตาเหมือนเรือตรวจการณ์ 1301 ทั้งหมด แต่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Caterpillar C32 ความเร็วลดลงเหลือ 27 นอต การตกแต่งภายในให้ลดระดับลงมาแค่พอใช้งาน รวมทั้งเสนอขายเรือจำนวนหลายลำเป็นการลดต้นทุน อาจกดราคาเรือให้อยู่ไม่เกินลำละ 300 ล้านบาทสำเร็จ

เรือตรวจการณ์รุ่นใหม่ขนาด 42 เมตรราคา 300 ล้านบาท นำไปขายให้กับประเทศเล็กๆ ในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ หมู่เกาะน้อยใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ต้องมีลูกค้าบ้างสิขนาดบังกลาเทศยังทำสำเร็จเลย

2.เรือตรวจการณ์ปืนตามภาพประกอบสุดท้าย โดยนำเรือเวอร์ชันหน่วยยามฝั่งมาติดปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.ที่หัวเรือ หลังคาสะพานเดินเรือติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการยิง มีปืนกลขนาด 12.7 มม.อีก 2 กระบอกใช่เป็นปืนรอง

ลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งระบบอำนวยการรบได้ตามใจชอบ หากคิดว่าแพงไม่อยากติดย่อมทำได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ออปชันเสริมสำหรับลูกค้าผู้มีความหวาดระแวงก็คือ ถอดปืนฉีดน้ำแรงดันสูงที่อยู่กลางเรือออก ทดแทนด้วยปืนกลอัตโนมัติขนาดเล็กรุ่นใดรุ่นหนึ่ง STAMP 12.7 มม.ของตุรกีหรือ Hitrole NT 12.7 มม.ของอิตาลีเลือกได้เลย

3.เรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีซึ่งถือเป็นรุ่นดีที่สุด โดยเรือเวอร์ชันตรวจการณ์ปืนเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ MTU ทำความเร็วสูงสุด 34 นอต (น้อยกว่าเรือหลวงราชฤทธิ์เพียง 2 นอต) เรือกินน้ำเพียง 1.5 เมตรเหมาะสมกับภารกิจ (เรือหลวงราชฤทธิ์กินน้ำลึก 1.7 เมตร) แต่ต้องมีการดัดแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมมากกว่าเดิม

หัวเรือติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.เหมือนเดิม ใช้ออปทรอนิกส์ควบคุมการยิงรุ่น EOS500 ของ SAAB ระบบอำนวยการรบ 9LV Mk4 ทำงานร่วมกับเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ 3 มิติรุ่น Sea Giraffe 1X AESA ปืนกล 12.7 มม.ขยับไปทางด้านหลังสักเล็กน้อย เพื่อติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงขนาด 130 มม.จำนวน 6 ท่อยิง ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ดักจับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ESM ปืนกลอัตโนมัติขนาดเล็กกลางเรือเปลี่ยนเป็นแท่นยิงแฝดสอง SIMBAC RC สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Mistral-3 ระยะยิง 7 กิโลเมตร

บริเวณกลางเรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MARTE Mk2/N จำนวน 4 นัด โดยติดท่อยิงซ้อนสองด้านบนขวางลำเรือเพื่อประหยัดพื้นที่ MARTE Mk2/N ขนาดกะทัดรัดบรรจุหัวรบหนัก 70 กิโลกรัม ระยะยิง 30 กิโลเมตรถือว่าเหมาะสมกับภารกิจและขนาดเรือ อุดช่องโหว่การป้องกันภัยตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ได้เป็นอย่างดี

ลูกค้าเรือตรวจการณ์ปืนกับเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีประกอบไปด้วย ประเทศในตะวันออกกลาง ประเทศเงินหนาในแอฟริกา อเมริกาใต้ บรูไน ฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศที่อเมริกาจัดหาเรือให้ใช้งานอาทิเช่นยูเครน

หากชีวิตไม่สิ้นยังต้องดิ้นรนกันต่อไป ซีเครสท์มารีนแจ้งเกิดเรือตรวจการณ์ความยาว 130 ฟุตสำเร็จแล้ว จากนี้ไปคือการขยายตลาดให้กว้างไกลกว่าเดิม ผู้เขียนอวยพรให้ประสบความสำเร็จขายดิบขายดีทั่วโลกเอย

++++++++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

รายงานเรื่อง : รายละเอียดบัญชีงานระหว่างก่อสร้างคงค้าง

รายงานเรื่อง : พรบ.64 หลังปรับลด ของ ตร

https://marine.police.go.th/New/Place%20the%20Keel%20TMP.htm

https://www.facebook.com/771915736491126/posts/1556548708027821/

https://web.facebook.com/rtmp2017/posts/309230357904938

https://youtu.be/c1aXP0Dvexg

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=4815750138493976&id=587752487960450

https://web.facebook.com/thotspol.kunapermsiri/posts/10222164887453651

https://web.facebook.com/takommusic2010/photos/2157606371054876/

https://web.facebook.com/Seacrest-Marine-771915736491126/

https://seacrest.co.th/?fbclid=IwAR2Oc-wVfmgdQEEP2iMpp-PXOn_HieeQqELV71q5nyY0vzTyrCM2DOURt9E

https://web.facebook.com/superboy.shipbucket/photos/pcb.3468872466552487/3468872289885838/