วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Soviet Main Battle Tank

 

ยุคสงครามเย็นรถถังเปรียบได้กับกำลังรบหลักทางบก ใช้บุกทะลวงแนวรับฝ่ายตรงข้ามพร้อมอำนาจการยิงจากปืนใหญ่รุ่นใหม่ ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้มีความเข้าใจตรงกันว่า รถถังรุ่นใหม่ของกองทัพบกสหภาพโซเวียตคือ T-72 ซึ่งดูสมเหตุสมผลเมื่อเปรียบเทียบกับ T-64 เพียงแต่อดแปลกใจไม่ได้เหตุใดสหภาพโซเวียตพยายามปิดบัง T-64 มีภาพถ่ายกับข้อมูลหลุดมาถึงยุโรปตะวันตกค่อนข้างน้อยจนน่าประหลาดใจ

ว่ากันตามจริงรถถัง T-72 สมควรลับสุดยอดเพราะเป็นมือวางอันดับหนึ่ง สหภาพโซเวียตกลับนำมาอวดรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสในปี 2520 เจ้าหน้าที่หลายนายได้รับอนุญาตให้ป่ายปีนตามใจชอบ ทั้งที่ตอนนั้น T-72 เพิ่งเปิดตัวต่อชาวโลกยังไม่ทันครบหนึ่งปี ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าสหภาพโซเวียตทยอยส่งมอบ T-72 ให้กับพันธมิตรในกลุ่มวอร์ซอว์ และยอมขายให้กับประเทศในโลกที่ 3 ราคาคันละ 2 ล้านเหรียญ ประเทศผู้โชคดีเหล่านี้ได้แก่อัลจีเรีย ลิเบีย ซีเรีย รวมทั้งอินเดีย

นี่คือเรื่องผิดปรกติเป็นอย่างยิ่งของดินแดนหมีขาว

ย้อนกลับมาที่รถถัง T-64 กันอีกครั้ง ที่ผ่านมามักมีข่าวเกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์ ทั้งเรื่องทำงานบกพร่องรวมทั้งปล่อยควันมากเกินไป ปัญหาสายพานหลุดก็พบค่อนข้างบ่อยกว่ารถถังคันอื่น พลอยทำให้ทุกคนเข้าใจว่า T-64 ประสิทธิภาพต่ำ มีปัญหามากมายจนสหภาพโซเวียตตั้งใจปลดประจำการ ต่อมาไม่นานหน่วยข่าวกรองค่ายนาโต้ทุกชาติพากันหูตาสว่าง หลังได้รับรู้ว่าตัวเองถูกพี่หมีตุ๋นจนเปื่อยมาหลายปี แท้จริงแล้ว T-64 คือต้นแบบในการพัฒนารถถังยุคที่ 3 ซึ่งในเวลาต่อได้ผลิดอกออกยอดกลายเป็นรถถังหลายรุ่นในปัจจุบัน

T-80 รุ่นสับขาหลอก

ข้อมูลต่อไปนี้อ้างอิงจากงานเขียนร้อยเอกฮันท์ ชมิดท์ ชุลท์ช แห่งกองทัพบกเยอรมันตะวันตก เขาได้รวบรวมข้อมูลจากบรรดาสายลับค่ายตะวันตก นำมาเผยแพร่ในวงกว้างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นความจริงมากที่สุดเท่าที่สามารถหาได้ในช่วงนั้น

เรื่องแรกที่สมควรเขียนถึงคือการสับขาหลอกของพี่หมี วันดีคืนดีกองทัพบกสหภาพโซเวียตประกาศตูมออกมาว่า ข้าพเจ้าประจำการรถถังรุ่นใหม่ T-80 เป็นที่เรียบร้อย สร้างความตื่นตระหนกตกใจต่อบรรดาสายลับทั้งสองหน้าและหน้าเดียว ประมาณว่ากลัวตัวเองต้องตกงานแบบไม่คาดฝัน

T-80 รุ่นสับขาหลอกหาใช่รุ่นถังรุ่นใหม่ป้ายแดง เป็นการนำ T-72 ผลิตในปี 2524 มาปรับปรุงเพิ่มเติมนิดหน่อย เพื่อสร้างความสับสนรวมทั้งปิดบังรถถัง T-80 ตัวจริง เวลาผ่านพ้นครู่ใหญ่สายลับค่ายตะวันตกจึงได้รู้ว่า T-80 รุ่นสับขาหลอกถูกเปลี่ยนชื่อเป็น T-74 มีประจำการจำนวนจำกัดไม่มากเท่าที่ควร ในภาพประกอบคือ T-74 กองทัพบกโปแลนด์หรือจอมสับขาหลอกแห่งกรุงเครมลิน

T-64 พระเอกในเงาดำ

         รถถัง T-72 เกิดจากการนำรถถัง T-62 มาแช่น้ำมันก๊าดให้ใหญ่กว่าเดิม คุณลักษณะโดยรวมไม่แตกต่างจากรุ่นต้นแบบสักเท่าไร ประสิทธิภาพในการใช้งานย่อมไม่แตกต่างอย่างชัดเจน ส่วนรถถัง T-64 คือการออกแบบใหม่ฉีกคุณลักษณะเดิมทั้งหมด วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและปรับปรุงแนวคิดต่างๆ ในการรบยุคใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารถถังยุคที่ 3 ในอนาคตภายภาคหน้า

         ตลอด 6 ปีที่ผ่านมากองทัพบกสหภาพโซเวียตนำอุปกรณ์รุ่นใหม่ทันสมัย มาทดสอบใช้งานจริงบนรถถัง T-64 แบบลับสุดยอด อุปกรณ์เหล่านี้หลังการปรับปรุงลดจุดอ่อนจากการทดสอบ จะนำมาติดตั้งบนรถถังรุ่นใหม่หรือ T-80 ต่อไป ข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตถูกปรับปรุงแก้ไขเช่นกัน โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่เพิ่งผลิตจริงได้ไม่นาน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องควันดำกับเสียงดังมากเกินไป ล้อกดถนนถูกปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กกว่าเดิม ช่วยแก้ปัญหาสายพานหลุดง่ายได้โดยไม่เคอะเขิน รวมทั้งติดเกราะคลุมสายพานหรือสเกิร์ตกับเครื่องยิงระเบิดควันรุ่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามา หลังการปรับปรุง T-64 ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อทดสอบมีประสิทธิภาพกับสมรรถนะน่าพึงพอใจ

         ผู้อ่านอาจสงสัยเหตุใดสหภาพโซเวียตผลิตรถถังใช้งานพร้อมกันถึง 2 รุ่น สู้เลือกรุ่นใดรุ่นหนึ่งแล้วสร้างรวดเดียวหลายพันคันไม่ดีกว่าเหรอ คำตอบก็คือช่วงนั้นนาโต้กำลังทยอยประจำการรถถังรุ่นใหม่ มีแนวโน้มว่าพ่อปู่ T-55 กับคุณลุง T-62 จะเป็นได้เพียงเป้าเคลื่อนที่ ครั้นตัวเองจะเอา T-64 รุ่นปรับปรุงใหม่มาช่วยยันคาดว่าช้าเกินไป เพราะไลน์การผลิตยังไม่มีความพร้อมมากเพียงพอ ท้ายที่สุดจึงมีแนวคิดนำรถถัง T-62 มาพัฒนาเพิ่มเติม กลายเป็น T-72 ซึ่งสามารถเปิดไลน์การผลิตจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งนำรถถังจำนวนหนึ่งมาปรับปรุงแล้วตั้งชื่อว่า T-80 ถือเป็นการสับขาหลอก

         T-80 รุ่นสับขาหลอกหรือ T-74 ได้รับการเปลี่ยนระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ ติดตั้งเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ ติดตั้งเกราะคลุมสายพานและเครื่องยิงระเบิดควัน สหภาพโซเวียตยังนำเกราะรุ่นพิเศษมาทดสอบติดตั้ง เพื่อป้องกันเครื่องยนต์โดยติดสูงจากตัวถังรถถังประมาณ 10 เซนติเมตร เกราะรุ่นพิเศษจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ T-80 ในอนาคต เท่ากับว่าพวกเขาใช้ทั้ง T-64 และ T-72 ในการทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้งานบนรถถังยุคที่ 3 ซึ่งถือเป็นโครงการลับสุดยอด

         แม้เป็นโครงการลับสุดยอดที่คนรัสเซียเองยังเข้าไม่ถึง ทว่าสายลับนาโต้สามารถลักลอบถ่ายภาพรถถังต้นแบบ แล้วแอบจัดส่งข้ามชายแดนกระทั่งกลายเป็นภาพประกอบที่อยู่ด้านล่าง

T-80 รุ่นเกือบแท้ปรากฏตัว

         ย้ำอีกครั้งนี่ภาพถ่ายรถถัง T-80 คันจริงภาพแรกได้รับมาจากสายลับนาโต้ เป็นภาพถ่ายระดับ World Exclusive ภาพหนึ่งในยุคสงครามเย็น เทียบกับ T-72 พบว่าป้อมปืนถูกเลื่อนมาทางด้านหลังมากกว่าเดิม เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บกระสุนปืนใหญ่ มีจุดติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอกจำนวน 2 จุด บ่งบอกชัดเจนสหภาพโซเวียตอยากให้ T-80 ปฏิบัติภารกิจไกลกว่าเดิม ไม่ก็เครื่องยนต์รุ่นใหม่กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นเก่า มีการติดตั้งท่อหายใจสำหรับดำน้ำ กับอุปกรณ์ในการพรางตัวเพิ่มเติมเข้ามา เพียงแต่รถถังต้นแบบคันนี้ยังไม่ได้ติดตั้งเกราะคลุมสายพาน

         เรามาพิจารณาระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่กันบ้าง งานเขียนร้อยเอกฮันท์ ชมิดท์ ชุลท์ชพูดถึงอย่างชัดเจนว่า รถถัง T-80 เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์ต V12 ให้กำลัง 760 แรงม้า อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักเท่ากับ 13.5 ถึง 16 แรงม้า/ตัน ความเร็วสูงสุดบนถนนอยู่ที่ 40 ไมล์ ระยะปฏิบัติการไกลสุดประมาณ 450 กิโลเมตร เป็นเครื่องยนต์รุ่นเดียวกับที่มีใช้งานใน T-64

         ต่อมาไม่นานเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย คนทั่วโลกพลันได้รับรู้ตัวเองถูกหมีขาวแหกตาครั้งที่สอง รถถัง T-80 คันจริงหาได้ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถถัง T-80 คันจริงใช้เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์

T-80 คันจริง

         รถถังยุคที่ 3 ของสหภาพโซเวียตติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GTD-1000 ให้กำลัง 1,000 แรงม้า ข้อดีก็คือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพค่อนข้างสูง สามารถเติมเชื้อเพลิงได้หลายชนิด ส่วนข้อเสียคือหาความประหยัดไม่ได้ รวมทั้งมีความจุกจิกมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล ถือเป็นความทะเยอทะยานในการพัฒนากำลังรบในยุคสงครามเย็น รวมทั้งถือว่า T-80 คือรถถังเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์คันที่สองของโลก ต่อจากรถถัง Steidvagn 103 หรือ S-Tank จากประเทศสวีเดนซึ่งเป็นรถถังไม่มีป้อมปืน

         ป้อมปืนของ T-80 มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรถถังรุ่นเก่า เพราะเปลี่ยนจากการหล่อเหล็กเป็นป้อมปืนทรงมนคล้ายหลังเต่า มาใช้วิธีเชื่อมประสานทำให้ป้อมปืนมีรูปทรงเหลี่ยม สามารถบรรจุกระสุนปืนใหญ่มากกว่ารถถังรุ่นเก่า ใช้วิธีหุ้มเกราะหลายชั้นหลักการเดียวกับเกราะซ็อบแฮมของอังกฤษ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งเกราะพิเศษเพิ่มเติม ช่วยป้องกันอำนาจทำลายล้างจากกระสุนเจาะเกราะรุ่นใหม่ และเป็นต้นแบบเกราะพิเศษของรถถังหลายรุ่นในปัจจุบัน

         กองทัพบกสหภาพโซเวียตเลือกใช้งานปืนใหญ่ขนาด 125 มม.มาพร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ ระบบควบคุมการยิงกับอุปกรณ์ช่วยรบล้วนผ่านการทดสอบบนรถถัง T-64 กับ T-72 การใช้งานจริงจึงไม่ติดขัดปัญหารบกวนจิตใจ กล้องติดตามเป้าของ T-80 ใช้ระบบอินฟราเรดหรืออาศัยการแพร่คลื่นความร้อน เชื่อมต่อกับระบบรักษาเสถียรของรถถังโดยตรง ทำงานได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืน เพิ่มความมั่นใจให้กับพลประจำรถทุกนายระหว่างทำภารกิจ

         T-80 ยังมีอุปกรณ์เตือนภัยการแพร่คลื่นเลเซอร์ พลประจำรถสามารถรู้ตัวหากรถถูกส่องด้วยคลื่นเลเซอร์ปริศนา นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ไว้ใช้งาน ในเวลาฉุกเฉินสามารถก่อกวนอาวุธปล่อยนำวิถีเลเซอร์ของฝ่ายตรงข้ามได้ อุปกรณ์ช่วยรบมีกล้องตรวจการณ์แบบขยายความเข้มของแสงจากเป้าหมาย ติดตั้งไว้ให้พลประจำรถทั้งสามนายได้ใช้งานโดยพร้อมเพรียง

         ปืนใหญ่ขนาด 125 มม.มีความเร็วต้น 1,700 เมตร/วินาที จะมีการนำปลอกกระสุนแบบเผาไหม้ตัวเองบางส่วนมาใช้งาน เพื่อให้การดีดปลอกกระสุนออกจากรถถังทำได้อย่างสะดวก กระสุนเจาะเกราะ APFSDF เพิ่มแกนกลางทำจากทังสเตน-ยูเรเนียมเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตี

บทสรุป

         รถถัง T-80 ถือเป็นรถถังดีที่สุดทันสมัยที่สุด อานุภาพสูงสุดมีอุปกรณ์ทันสมัยทั้งคัน อุปกรณ์ป้องกันสารเคมีทันสมัยกว่ารถถังสหรัฐอเมริกา แต่ถึงกระนั้นกลับมีจุดอ่อนสำคัญมองเห็นชัดเจน

         1.T-80 ราคาแพงที่สุดเท่าที่สหภาพโซเวียตเคยสร้าง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างย่ำแย่ทั่วโลก การเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมถือเป็นสิ่งสุดเหลือเชื่อ การผลิตรถถัง T-80 ออกมาใช้งานมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณ ไม่สามารถผลิตรถถังในหลักหมื่นคันเหมือนที่เคยทำในอดีต

         2. T-80 เป็นรถถังรุ่นใหม่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสลับซับซ้อน การฝึกอบรมกำลังพลจนเกิดความชำนาญใช้เวลามากกว่าเดิม วิธีแก้ไขคือโยกทหารประจำการมาอยู่กับรถถังมากกว่าเดิม หรือยืดอายุทหารเกณฑ์ทั่วประเทศออกไปเป็นสามปี เพื่อให้มีเวลาฝึกอบรมอาวุธทันสมัยจนพร้อมออกศึก ไม่ว่าเลือกแก้ไขวิธีไหนล้วนส่งผลต่อการเงิน กองทัพบกสหภาพโซเวียตต้องผลาญงบประมาณเกี่ยวข้องกับกำลังพลมากขึ้น เท่ากับเป็นการลดงบประมาณเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นแบบทางอ้อม

         ไม่ว่าอาวุธจะทันสมัยสักเท่าไร ท้ายที่สุดปัญหาใหญ่ก็คือผู้ใช้งาน

3.T-80 ติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์บนรถถังใช้เทคโนโลยีทันสมัย พลอยทำให้การซ่อมบำรุงยุ่งยากกว่าเดิม ใช้เวลานานกว่าเดิม รวมใช้งบประมาณมากกว่าเดิม ส่งผลมาถึงความพร้อมรบในช่วงแรกของการประจำการ ย่อมทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเหมือนรถถังรุ่นเก่า ต่อมาในภายหลังเมื่อมีการพัฒนารถถัง T-90 จึงได้ปรับเปลี่ยนกลับมาใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลดังเดิม

พัฒนาการรถถังลับสุดยอดมากที่สุดในยุคสงครามเย็น สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้วพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสงครามฉบับที่ 195 วันที่ 10 ธันวาคม 2526

         https://en.wikipedia.org/wiki/T-80_models

https://btvt.info/7english/Unknown_T-80U.htm

https://nara.getarchive.net/media/a-right-front-view-of-a-soviet-t74-main-battle-tank-in-a-dug-in-and-camouflaged-939ed0

https://www.tankarchives.com/2020/03/the-first-t-80.html

https://www.armyrecognition.com/military-products/army/main-battle-tanks/main-battle-tanks/t-80-russia-uk

 

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

A-7T Corsair II for Royal Thai Air Force

           A-7 Corsair II คือเครื่องบินโจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐอเมริกา ผลิตโดยบริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ จากเมืองเท็กซัส มีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธีอย่างดีเยี่ยม รัฐบาลจึงกำหนดให้ขายเฉพาะประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้เท่านั้น ต่อมาในรัฐบาลประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ บริษัทผู้ผลิตสามารถขายเครื่องบิน A-7 ให้กับชาติพันธมิตรอื่นได้ และหนึ่งในชาติพันธมิตรอันเป็นเป้าหมายสำคัญก็คือประเทศไทย

A-7T Corsair II

         บริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ นำ A-7B Corsair II มาพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อเสนอขายให้กับกองทัพอากาศไทยโดยเฉพาะในปี 2527 แบ่งเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน 12 ลำกับรุ่นสองที่นั่งอีก 4 ลำ ยอดรวมจำนวน 16 ลำวงเงินไม่ถึง 160 ล้านเหรียญหรือ 3,680 ล้านบาท ราคานี้นับรวมอะไหล่ อุปกรณ์สนับสนุนทั้งหมด รวมทั้งการฝึกอบรมให้กับนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน  

         จับมาหารกันแบบง่ายๆ เท่ากับ A-7T Corsair II ราคาลำละ 10 ล้านเหรียญหรือ 230 ล้านบาท เทียบกับการจัดหา F-16A/B จำนวน 12 ลำในวงเงิน 378 ล้านเหรียญหรือ 8,900 ล้านบาทหรือลำละ 741.6 ล้านบาท เท่ากับว่า A-7T ราคาถูกกว่า F-16A/B Bock 15 ลำละ 511.6 ล้านบาทถือว่าเยอะพอสมควร ถ้ากองทัพอากาศไทยในตอนนั้นจัดหามาใช้งานจริง จะถือเป็นชาติที่สามต่อจากกรีซและโปรตุเกสที่เลือก A-7 เข้าประจำการ

         มีข้อมูลในมือมันดีแบบนี้แหละครับ ผู้เขียนสามารถเลือกเขียนบทความได้ตามใจชอบ

         เครื่องบินโจมตี A-7T Corsair II แตกต่างจาก Corsair II ทุกรุ่นของกองทัพเรือและหน่วยยามอากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา บริษัทผู้ผลิตติดตั้งระบบอินฟราเรดแบบมองไปข้างหน้าหรือ FLIR (Forward-Looking Infrared) ช่วยในเรื่องตรวจจับเป้าหมายขณะโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน ติดตั้งระบบสื่อสารรุ่นเดียวกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด และเลือกใช้เครื่องยนต์ TF-30 รุ่นเดียวกับ A-7E ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่สุดทันสมัยมากที่สุด

         เครื่องบินโจมตี A-7 Corsair II เริ่มเข้าประจำการกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2503 ได้เข้าร่วมสงครามเวียดนามสร้างผลงานน่าประทับใจมากมายมหาศาล มีชื่อเสียงเรื่องความแม่นยำเท่าหัวเข็มหมุดในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม สามารถติดอาวุธได้อย่างหลากหลายทั้งโจมตีภาคพื้นดินหรือป้องกันตัวเอง มีความสามารถยอดเยี่ยมในการบินผ่านแนวปะทะ รวมทั้งสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ผมงานล่าสุดในเกรนาดาและเลบานอนรับประกันคุณภาพได้เป็นอย่างดี

         บริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์สร้างเครื่องบินตระกูล A-7 มาแล้วมากกว่า 1,500 ลำ ปัจจุบันกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาประจำการรุ่น A-7E ส่วนหน่วยยามอากาศแห่งชาติประจำการรุ่น A-7E กับ A-7K สองที่นั่ง ทำหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศตามยุทธวิธีใช้การรบแบบเบ็ดเสร็จหรือ Total Force Deployment มีจุดเด่นเรื่องสมรรถนะเครื่องบินในการโจมตีภาคพื้นดิน ออกแบบมาเพื่อจัดการกองทัพรถถังของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ สามารถติดตั้งอาวุธทันสมัยชนิดต่างๆ ได้มากถึง 12,000 ปอนด์ ไม่มีเครื่องบินโจมตีค่ายนาโต้ลำไหนเจ๋งเป้งและเด็ดดวงมากกว่าลำนี้

         เนื่องจากไม่มีการผลิต A-7T Corsair II ออกมาใช้งานจริง จึงไม่มีภาพถ่ายเครื่องบินลำจริงสำหรับกองทัพอากาศไทยแม้แต่ภาพเดียว หากต้องการเปรียบเทียบให้นำภาพถ่ายและข้อมูล ให้นำ A-7P Corsair II กองทัพอากาศโปรตุเกสมาใช้จะมีความเหมาะสมมากที่สุด

คุณสมบัติ A-7T Corsair II

         ในการเสนอขายเครื่องบินโจมตี A-7T Corsair II ให้กับประเทศไทย มีการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยการติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์รุ่นใหม่ ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ ระบบการบินแบบแก้ไขปัญหาต่อเนื่องได้ ระบบยิงและใช้อาวุธรุ่นใหม่ (หรือระบบควบคุมการยิง) จอแสดงผลแบบ Head-up Display หรือ HUD ระบบเรดาร์แบบดอพเพอร์ เครื่องวัดความเฉื่อยหรือ Inertial จอภาพแสดงแผนที่การบิน ระบบคอมพิวเตอร์ในการเลือกประเภทอาวุธ และระบบตรวจข้อมูลอากาศโดยคอมพิวเตอร์

ข้อมูลทั้งหมดบริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ส่งให้สื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ต่อ เป็นข้อมูลที่ผู้อ่านไม่มีวันได้เห็นจากบทความในปัจจุบัน โดยเฉพาะบทความที่ใช้เอไอช่วยผลิตแบบลวกๆ

ระบบการบินรุ่นใหม่สามารถเก็บจุดหมายปลายทางหรือจุดหมายอื่นได้ถึง 9 ตำแหน่ง มีความถูกต้องแม่นยำในระยะ1.6 ไมล์ต่อ 1 ชั่วโมง (ปัจจุบันน่าจะเรียกว่าความคลาดเคลื่อน) บริษัทยังให้การรับรองเรื่องการปรับปรุงเครื่องบินให้ทันสมัย และเนื่องมาจากถังเชื้อเพลิง A-7T Corsair II จุได้ถึง 1,476 แกลลอน เครื่องบินสามารถบรรทุกอาวุธหนักบินวนเวียนรอบเป้าหมายได้อย่างยาวนาน ก่อนโจมตีจากระยะไกลด้วยอาวุธทันสมัยไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้เสี่ยงกับอันตราย

ในการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนภาคพื้นดินรัศมี 300 ไมล์ทะเล A-7T Corsair II สามารถบรรทุกระเบิดขนาด 500 ปอนด์จำนวน 12 นัด สามารถบินที่ระดับความสูง 5,000 ฟุตได้นานถึง 60 นาที ในการภารกิจโจมตีรัศมี 550 ไมล์ทะเล เครื่องบินสามารถบินต่ำระยะทาง 50 ไมล์ทะเลเพื่อโจมตีเป้าหมายด้วยระเบิดหนัก 4,000 ปอนด์ A-7T Corsair II ยังมีประสิทธิภาพในการโจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นจุดเด่นสำคัญเหนือเครื่องบินโจมตีมากมายหลายรุ่น สามารถทำภารกิจลาดตระเวนทางทะเลได้นานถึง 120 นาทีพร้อมระเบิดขนาด 500 ปอนด์จำนวน 6 นัด

ข้อดีของ A-7T Corsair II สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ดังนี้

1.เครื่องบินสามารถประจำการอย่างน้อยที่สุด 20 ปี โครงสร้างเครื่องบินมีอายุมากถึง 50 ปี เท่ากับว่ากองทัพอากาศสามารถปรับปรุงยืดอายุการใช้งานได้

2.เครื่องบินถูกออกแบบให้ใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีความแข็งแรงทนทานกว่าเครื่องบินใช้งานบนบกเท่านั้น

3.เครื่องบินทำภารกิจโจมตีทางลึกได้เป็นอย่างดี เพราะถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการระยะไกล สามารถบรรทุกอาวุธไปกับเครื่องได้เป็นจำนวนมาก

4.แม้การปรับปรุงจะใช้หลักการเดียวกับ A-7P ของโปรตุเกส ทว่า A-7T พัฒนาต่อยอดจากจาก A-7B ส่วน A-7P พัฒนาต่อยอดจาก A-7A เท่ากับว่าเครื่องบินไทยมีความทันสมัยมากกว่า

5.เครื่องยนต์ TF-30-P-408 ของ A-7T จากบริษัทแพร็ท แอนด์ วิทนีย์ เป็นรุ่นเดียวกับเครื่องยนต์ขับไล่ F-14 ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่

6.ระบบเอวิโอนิกส์บนเครื่องบินเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งหมด

7. A-7T ติดตั้งล้อและยางรุ่นใหม่ มาพร้อมระบบเบรกซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ประกอบไปด้วยเครื่องบังคับกันลื่นและอุปกรณ์ตรวจแบบสอบอัตโนมัติ การซ่อมบำรุงจึงง่ายกว่าเดิมไม่ยุ่งยาก รวมทั้งบริษัทรับประกันหลังการขายยาวนานถึง 20 ปี

7. A-7T รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-พื้นนำวิถีเลเซอร์รุ่นใหม่ของกองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

8.ระยะเวลาส่งมอบเครื่องบินจำนวน 16 ลำอยู่ในช่วง 2528 ถึง 2529

9. A-7T มีราคาเพียงหนึ่งในสามของเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ แต่มีขีดความสามารถในการป้องกันประเทศใกล้เคียงกัน

บทสรุป

ภาพประกอบสุดท้ายคือโรงงานผลิตในเมืองเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังผลิตเครื่องบินโจมตีA-7P Corsair II กองทัพอากาศโปรตุเกส ถ้ากองทัพอากาศต้องการ A-7T โรงงานสามารถสร้างร่วมกันได้ทันที

                     
จะเห็นครับว่าข้อมูลจากบริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ค่อนข้างชัดเจนตรงไปตรงมา รวมทั้งราคาเครื่องบินเพียงหนึ่งในสามของเครื่องบินรุ่นใหม่ ซึ่งมีความใกล้เคียงข้อมูลจริงยิ่งกว่าแม่หมอทั่วโลก เพราะราคาเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Bock 15 ที่กองทัพอากาศจัดหา ราคาแพงกว่า A-7T Corsair II มากถึง 3.22 เท่า ถือเป็นบริษัทที่มีความจริงใจต่อสื่อมวลชนสูงมากบริษัทหนึ่ง

โครงการนี้กองทัพอากาศเลือกจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Bock 15 มาใช้งาน ถ้าบังเอิญตอนนั้นเราเจอบ่อน้ำมันในอ่าวไทยจำนวนหลายจุด จนมีการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินสนับสนุนภาคพื้นดิน/โจมตีทางลึก คาดว่า A-7T Corsair II น่าจะลอยลำเข้าวินชนิดนอนมาพระสวด

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสงครามฉบับที่ 207 ประจำเดือนเมษายน 2527

        

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Soviet Aircraft Carrier

             วันที่ 25 พฤศจิกายน 2531 (หรือ 1988) ที่อู่ต่อเรือบริษัท Black Sea Shipyard ในเมือง Mykolaiv อันเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) มีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่กองทัพเรือสหภาพโซเวียต ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา คุณสมบัติสำคัญเรือยักษ์ใหญ่ลำใหม่ประกอบไปด้วย

1.ระวางขับน้ำเต็มที่ 75,000 ตัน บรรทุกอากาศยานได้มากสุด 68 ลำ

2.ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์เป็นลำแรก

3.ติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ บวกลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานอีก 2 จุด

4.เรือสามารถประจำการเครื่องบินขับไล่/ทิ้งระเบิดจำนวน 44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าจำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยอีก 2 ลำ

กองทัพเรือสหภาพโซเวียตในตอนนั้นมีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva ขนาด 15,000 ตันจำนวน 2 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ขนาด 41,000 ตันจำนวน 4 ลำ กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ขนาด 55,000 ตันจำนวน 2 ลำ (เรือชั้นนี้มีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้งกระทั่งใช้ชื่อ Kuznetsov ในปัจจุบัน) บวกเรือบรรทุกเครื่องบินขนาด 75,000 ตันเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งลำ เท่ากับว่าพวกเขามีเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตันจำนวน 7 ลำ

เรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำนาโต้ใช้คำเรียกขาน Aircraft cruiser เหตุผลก็คือมีการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลจำนวนหนึ่งบนเรือ ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำใหม่นาโต้เรียกขาน Supercarrier แต่ถึงกระนั้นบนเรือยังได้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญในตอนนั้นคาดการณ์ว่ากองทัพเรือสหภาพโซเวียต ตั้งใจสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มให้มีปริมาณใกล้เคียงกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 15 ลำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าประจำการพร้อมกันอย่างน้อยที่สุดจำนวน 10 ลำ

หมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากดินแดนหลังม่านเหล็กประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 1 ลำ บวกเรือคุ้มกันได้แก่เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือฟริเกตจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าพร้อมชนหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้แบบตัวต่อตัว ถือเป็นการถ่วงดุลนาวิกานุภาพกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งให้ความคุ้มครองกองเรือประเทศในกลุ่มวอร์ซอที่ตัวเองถือเป็นพี่ใหญ่

 โครงการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตในปี 2531 อยู่ในช่วงยิ่งใหญ่เรืองรอง บวกกับข้อมูลเรือมีหลุดออกมาสู่ค่ายตะวันตกค่อนข้างน้อย แม้กระทั่งเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ยังถูกคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเรือใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์กับเรือขนาด 55,000 ตัน พลอยทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินของพวกเขาน่าเกรงขามมากกว่าเดิม

พัฒนาการเรือบรรทุกเครื่องบินดินแดนหลังม่านเหล็ก

         สหภาพโซเวียตพยายามสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 30 โชคร้ายโครงการประสบความล้มเหลวเพราะขาดประสบการณ์ รวมทั้งใช้งบประมาณสูงเกินไปสุดท้ายต้องถูกดองเค็ม ก้าวเข้าสู่ต้นทศวรรษที่ 50 พวกเขาเริ่มต้นเดินหน้าอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าสงครามทางเรือในปัจจุบันและอนาคตภายภาคหน้า เรือบรรทุกเครื่องบินมีบทบาทสำคัญในการชี้เป็นชี้ตาย ยกตัวอย่างเช่นการทำยุทธนาวีระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้ออกแบบและสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva ขนาด 15,000 ตันขึ้นมาใช้งาน ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

หน้าที่หลักของเรือคือปราบเรือดำน้ำควบคู่ไปกับปราบเรือผิวน้ำ โดยมีหน้าที่สำคัญไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ เนื่องจากกองทัพเรือให้ความสำคัญกับเรือดำน้ำเป็นอันดับหนึ่ง เพราะสามารถบรรทุกขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ซ่อนตัวในทะเลได้หลายเดือน ส่วนเรือผิวน้ำเน้นการโจมตีจากระยะไกลเป็นหลัก จึงเร่งพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบขึ้นมาใช้งานอย่างจริงจัง

กองทัพเรือสหภาพโซเวียตต้องการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva จำนวน 5 ลำ เอาเข้าจริงมีการจัดหาเพียง 2 ลำก่อนปิดโครงการ สาเหตุเกิดจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Poseidon ขึ้นมาและเริ่มประจำการ เรือดำน้ำรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงเกินกว่าเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva สามารถรับมือ มีการโยกย้ายเรือทั้ง 2 ลำมาประจำการในทะเลดำ และเร่งพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งสร้างเลียนแบบประเทศอังกฤษ

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev

หลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในเดือนตุลาคม 2505 รัฐบาลสหภาพโซเวียตสั่งเดินหน้าโครงการเรือบรรทุกเครื่องเต็มกำลัง เพราะรู้ดีกว่านาวิกานุภาพของตัวเองสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เมื่อพวกเขาเร่งพัฒนาโครงการให้เร็วกว่าเดิม บรรดาชาติใหญ่ทั่วโลกได้เร่งพัฒนาโครงการเช่นกัน

ระหว่างปี 2531 ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 10 ชาติ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบินมากสุดจำนวน 15 ลำ กับเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกดาดฟ้าเรียบอีกจำนวนพอสมควร สามารถนำเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งไปกับเรือได้ กองทัพเรือสหภาพโซเวียตครองอันดับสองมีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev จำนวน 4 ลำเท่านั้นประกอบไปด้วย

         1.เรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2518

2.เรือบรรทุกเครื่องบิน Minsk ประจำการทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2521

3.เรือบรรทุกเครื่องบิน Novorossiysk ประจำการทัพเรือทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2525

4.เรือบรรทุกเครื่องบิน Baku ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2530

เรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev มีระวางขับน้ำเต็มที่ 41,000 ตัน ยาว 273 เมตร กว้างสุด 53 เมตร กินน้ำลึกสุด 10 เมตร รูปทรงเรือเหมือนนำเรือลาดตระเวนมาใส่ลานบินบริเวณกราบซ้าย ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-500 Bazalt หรือ SS-N-12 Sandbox จำนวน 8 ท่อยิง สำหรับโจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้ามจากระยะไกลตามหลักนิยม ยกเว้นเรือบรรทุกเครื่องบิน Baku ซึ่งถูกเพิ่มจำนวนเป็น 12 ท่อยิง P-500 Bazalt มีความเร็วสูงสุดมากถึง 3 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตร เหมาะสมกับการโจมตีหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้โดยไม่ต้องเข้าปะทะ

หมัดเด็ดสำหรับป้องกันตัวคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 9K33 Osa หรือ SA-8 Gecko ระยะยิงไกลสุด 12 กิโลเมตรจำนวนมากกว่า 80 นัด ก่อนเปลี่ยนมาใช้รุ่นใหม่ 9K33M3 Osa-AKM ระยะยิง 15 กิโลเมตรในภายหลัง สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-25 หรือ Ka-27 จำนวน 16 ลำ กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งเพิ่งพัฒนาเสร็จรุ่น Yak-38 อีก 12 ลำ

ดูจากตัวอักษรเรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev ประสิทธิภาพค่อนข้างดี ประมาณว่านำเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Invincible กองทัพเรืออังกฤษมาแช่น้ำมันก๊าดพร้อมติดลูกยาว รวมทั้งมีเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งทำหน้าที่คุ้มครองกองเรือเหมือน Sea Harrier แต่แล้วเมื่อเรือเข้าประจำการทุกคนกลับพบว่า Yak-38 เป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างเลวร้าย ค่าใช้จ่ายกับค่าซ่อมบำรุงสูงค่อนข้างสูง ทว่าประสิทธิภาพการใช้งานค่อนข้างต่ำ พลอยทำให้การซ้อมรบเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ แทนที่จะเป็นตัวพลิกเกมกลับเป็นเดอะภาระให้กับเพื่อนพ้อง ท้ายที่สุด Yak-38 มีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี ก่อนส่งไม้ต่อให้กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งความเร็วเหนือเสียงรุ่นลับสุดยอด

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi

การพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแนวคิด กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินติดลานสกีจัมป์ ช่วยในการส่งเครื่องบินขึ้นสู่ฟากฟ้าโดยใช้ทางวิ่งสั้น พร้อมลวดเกี่ยวสำหรับลดความเร็วตอนเครื่องบินลงจอด เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งรุ่นใหม่ Yak-141 สามารถใช้งานบนเรือได้ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่/โจมตีรุ่นอื่นซึ่งถูกดัดแปลงเพื่อมาใช้งานบนเรือ กำหนดให้เป็นเครื่องบินขับไล่ MiG-23K กับเครื่องบินโจมตี Su-25K ตรงตามหลักนิยมการใช้กำลังรบทางอากาศในยุคนั้น

เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่าชั้น Tbilisi เริ่มสร้างเรือลำแรกในปี 2525 ส่วนลำที่สองในปี 2528 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 55,000 ตัน ยาว 305 เมตร กว้างสุด 72 เมตร กินน้ำลึกสุด 11 เมตร แรกเริ่มเดิมทีกำหนดให้ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง ความเร็วสูงสุดลดลงเหลือเพียง 2.5 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตรเท่า P-500 Bazalt ทว่าความแม่นยำมีมากกว่ารุ่นเก่าค่อนข้างมาก รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้แท่นยิงแนวดิ่งไม่เกะกะพื้นที่ดาดฟ้าเรือ

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานเปลี่ยนมาใช้รุ่น 9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตร ถอดแท่นยิงแขนคู่ออกแทนที่ด้วยแท่นยิงแนวดิ่งทันสมัยกว่าเดิม มาพร้อมระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรุ่นใหม่ Kashtan ซึ่งมีทั้งปืนกลและจรวด ส่วนอากาศยานประจำเรือมีการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือหลังมือ เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่ง Yak-141 ถูกยกเลิกโครงการ และเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอยู่ในช่วงขาขึ้น มีการเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Su-33 เพื่อใช้งานบนเรือ โดยปรับปรุงจาก Su-27 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยมีตัวเลือกที่สองเครื่องบินขับไล่ MiG-29K ซึ่งถูกปรับปรุงจาก MiG-29 เพื่อใช้งานบนเรือ

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi สร้างเสร็จเพียง 1 ลำและเข้าประจำการในปี 2533 ส่วนลำที่สองยกเลิกการสร้างในปี 2531 เนื่องจากรัฐบาลกระเป๋าฉีก ก่อนขายต่อให้กับกองทัพเรือจีนในสภาพค่อนข้างเน่า เรือประจำการเครื่องบินขับไล่ Su-33 จำนวน 33 ลำ กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 อีก 12 ลำ มาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่งและเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติจำนวน 4 ตัวทันสมัยกว่าเรือฝ่ายตรงข้ามทุกลำ เพียงแต่ระบบขับเคลื่อนค่อนข้างโบราณส่งผลกระทบต่อการใช้งานในภายหลัง

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Leonid Brezhnev

ที่ผ่านมาเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตเน้นภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เรือชั้น Moskva ตั้งใจสร้างจำนวน 5 ลำแต่สร้างจริงเพียง 2 ลำ เหตุผลก็คือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำชั้น Poseidon ขึ้นมา สหภาพโซเวียตแก้เกมโดยการพัฒนาเรือชั้น Kiev หวังใช้เผด็จศึก สร้างได้เพียง 4 ลำสหรัฐอเมริกาพัฒนาขีปนาวุธระยะไกล Trident ขึ้นมา ระยะยิงมากกว่า 11,000 กิโลเมตรเรียกว่ายิงจากท่าเรือก็ยังได้ การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปไล่ล่ากลางทะเลจึงไม่เกิดประโยชน์ สหภาพโซเวียตต้องเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าเดิม ใช้เป็นสนามบินลอยน้ำเลียนแบบกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และลดความสำคัญภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลง

สมัยก่อนการหาข้อมูลจากสหภาพโซเวียตทำได้ยากมาก หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินซื้อตัวสายลับสองหน้า บางครั้งอาจได้ผลดีเยี่ยม บางครั้งอาจถูกสับขาหลอกผสมปนเปกันไป นับรวมถึงโครงการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับความลับสุดของสหภาพโซเวียต สายลับฝีมือดีให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2525 อู่ต่อเรือหมายเลข 444 ในเมือง Mykolaiv กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ นาโต้จึงได้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM (Black sea combatant) ต่อมากลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ส่วนอู่ต่อเรือหมายเลข 61 กำลังสร้างเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่ นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 1 ต่อมากลายเป็นเรือลาดตระเวนชั้น Slava หรือเดอะแบกรัสเซียซึ่งถูกยิงจมในทะเลดำจำนวน 1 ลำ

ถัดมาไม่กี่ปีสายลับสองหน้าทำผลงานอีกครั้ง มีข้อมูลว่าสหภาพโซเวียตกำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่กว่า BLKCOM ในอู่ต่อเรือหมายเลข 444 ทิศใต้ นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 2 ก่อนเปลี่ยนเป็น Kremlin ในภายหลัง มีความพยายามตรวจสอบข้อมูลด้วยภาพถ่ายดาวเทียม เพียงแต่ไม่ชัดเจนจนสามารถสรุปได้ว่า เรือลำใหม่ใช้ระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำเหมือนสหรัฐอเมริกา หรือใช้ลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานเหมือนอังกฤษ สุดท้ายต้องใช้หน่วยงานระดับหัวกะทิอย่าง NPIC (National Photo Interpretation Center) NISC (Naval Intelligence Support Center) และ DIA (Defense Interpretation Agen) ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาความจริง

สายลับสองหน้ารายงานเพิ่มว่าเรือลำใหม่จะใช้ชื่อ Leonid Brezhnev Ulyanovsk บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกเรือลำนี้สั้นๆ ว่า Brezhnev ผลการตรวจสอบหัวเรือติดลานสกีจัมป์ขนาดประมาณ 7.5 องศา ใช้ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติแบบฝังติดสะพานเดินเรือ น่าจะมีระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ มีลิฟต์อากาศยานจำนวน 3 ตัว ลิฟต์ตัวหน้ากับลิฟต์ตัวหลังสำหรับลำเลียงเครื่องบิน ส่วนลิฟต์ตัวกลางสำหรับลำเลียงเฮลิคอปเตอร์ ลานบินมีความยาวประมาณ 300 เมตร กว้างสุดประมาณ 80 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CONAS (Combined Nuclear and Steam turbine) ประกอบไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูและเครื่องยนต์ไอน้ำ ให้กำลังสูงสุด 220,000 แรงม้า ใช้ 4 เพลาจักร ความเร็วสูงสุด 32 นอต กำลังพลประจำเรือประมาณ 1,800 นาย

เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่เริ่มสร้างจริงสักพักหนึ่ง มีข้อมูลหลุดออกมาว่าเรือจะใช้ชื่อ Ulyanovsk รวมทั้งมีข้อมูลจากสามหน่วยงานช่วยกันวิเคราะห์ตามภาพประกอบที่ 5 หัวเรือติดลานสกีจัมป์สำหรับส่งเครื่องบินขับไล่ Su-33 พร้อมกันจำนวน 2 ลำ โดยที่เครื่องบินต้องมีเชื้อเพลิงครึ่งถังพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศไม่เกิน 4 นัด (ไม่อย่างนั้นจะหนักเกินไปจนบินตกทะเล) หากใช้ทำภารกิจโจมตีบรรทุกของหนักต้องถอยเครื่องบินไปจอดกลางเรือ อยู่ใกล้จุดติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับส่งเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Yak-44 รวมทั้งอาจมีการดัดแปลงให้ Su-33 ใช้งานระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับภารกิจโจมตีทิ้งระเบิด

บนลานบินหลังลานสกีจัมป์ฝังแท่นยิงแนวดิ่งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง ถ้าจะใช้งานต้องยุติการส่ง Su-33 ขึ้นจากเรือเป็นการชั่วคราว อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานใช้รุ่น 9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตรเหมือนเรือชั้น Tbilisi อนาคตจะมีรุ่นใหม่ยิงได้ไกลถึง 50 กิโลเมตรมาช่วยเสริมทัพ ติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรวมกันมากถึง 8 ระบบ มีระบบเป้าลวงกับจรวดปราบเรือดำน้ำมาพร้อมสรรพ เพียงแต่ไม่อาวุธปราบเรือดำน้ำระยะไกลเหมือนเรือชั้น Moskva กับ Kiev

ภาพประกอบที่ 6 คือโมเดลเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ulyanovsk ซึ่งมีการจัดทำในภายหลัง มีการใส่เครื่องบินขับไล่ปีกลู่หน้า Su-47 เพิ่มเติมเข้ามา ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลูกผสมลำแรกและลำเดียวของโลก เพราะมีทั้งลานสกีจัมป์และระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำใช้งานบนเรือ

เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่มีระวางขับน้ำมากถึง 75,000 ตัน บรรทุกเครื่องบินขับไล่ Su-33 จำนวน 44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Yak-44 จำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 จำนวน 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย Ka-27PS อีก 2 ลำ การสร้างเรือในยูเครนแล้วเสร็จเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ สหภาพโซเวียตได้พลันล่มสลายเสียก่อน วันที่ 29 ตุลาคม 2535 เรือขนาดใหญ่ที่สุดของดินแดนหลังม่านเหล็กถูกแยกชิ้นส่วน ดับความหวังความฝันของคนรัสเซียจำนวนมหาศาล

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสมรภูมิฉบับที่ 397 กับฉบับที่ 398 ปี 2532

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/1ebzd5r/album_the_kievclass_carrier_and_its_knock_off/

https://www.bbc.com/news/world-europe-37694137

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_aviation_cruisers_built_in_the_Soviet_Union

https://www.destinationsjourney.com/historical-military-photographs/russian-aircraft-carrier-ulyanovsk/