วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Soviet Aircraft Carrier

             วันที่ 25 พฤศจิกายน 2531 (หรือ 1988) ที่อู่ต่อเรือบริษัท Black Sea Shipyard ในเมือง Mykolaiv อันเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) มีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่กองทัพเรือสหภาพโซเวียต ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา คุณสมบัติสำคัญเรือยักษ์ใหญ่ลำใหม่ประกอบไปด้วย

1.ระวางขับน้ำเต็มที่ 75,000 ตัน บรรทุกอากาศยานได้มากสุด 68 ลำ

2.ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์เป็นลำแรก

3.ติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ บวกลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานอีก 2 จุด

4.เรือสามารถประจำการเครื่องบินขับไล่/ทิ้งระเบิดจำนวน 44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าจำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยอีก 2 ลำ

กองทัพเรือสหภาพโซเวียตในตอนนั้นมีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva ขนาด 15,000 ตันจำนวน 2 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev ขนาด 41,000 ตันจำนวน 4 ลำ กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ขนาด 55,000 ตันจำนวน 2 ลำ (เรือชั้นนี้มีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้งกระทั่งใช้ชื่อ Kuznetsov ในปัจจุบัน) บวกเรือบรรทุกเครื่องบินขนาด 75,000 ตันเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งลำ เท่ากับว่าพวกเขามีเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตันจำนวน 7 ลำ

เรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำนาโต้ใช้คำเรียกขาน Aircraft cruiser เหตุผลก็คือมีการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลจำนวนหนึ่งบนเรือ ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำใหม่นาโต้เรียกขาน Supercarrier แต่ถึงกระนั้นบนเรือยังได้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญในตอนนั้นคาดการณ์ว่ากองทัพเรือสหภาพโซเวียต ตั้งใจสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มให้มีปริมาณใกล้เคียงกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 15 ลำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าประจำการพร้อมกันอย่างน้อยที่สุดจำนวน 10 ลำ

หมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากดินแดนหลังม่านเหล็กประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 1 ลำ บวกเรือคุ้มกันได้แก่เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือฟริเกตจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าพร้อมชนหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้แบบตัวต่อตัว ถือเป็นการถ่วงดุลนาวิกานุภาพกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งให้ความคุ้มครองกองเรือประเทศในกลุ่มวอร์ซอที่ตัวเองถือเป็นพี่ใหญ่

 โครงการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตในปี 2531 อยู่ในช่วงยิ่งใหญ่เรืองรอง บวกกับข้อมูลเรือมีหลุดออกมาสู่ค่ายตะวันตกค่อนข้างน้อย แม้กระทั่งเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ยังถูกคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเรือใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์กับเรือขนาด 55,000 ตัน พลอยทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินของพวกเขาน่าเกรงขามมากกว่าเดิม

พัฒนาการเรือบรรทุกเครื่องบินดินแดนหลังม่านเหล็ก

         สหภาพโซเวียตพยายามสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 30 โชคร้ายโครงการประสบความล้มเหลวเพราะขาดประสบการณ์ รวมทั้งใช้งบประมาณสูงเกินไปสุดท้ายต้องถูกดองเค็ม ก้าวเข้าสู่ต้นทศวรรษที่ 50 พวกเขาเริ่มต้นเดินหน้าอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าสงครามทางเรือในปัจจุบันและอนาคตภายภาคหน้า เรือบรรทุกเครื่องบินมีบทบาทสำคัญในการชี้เป็นชี้ตาย ยกตัวอย่างเช่นการทำยุทธนาวีระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้ออกแบบและสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva ขนาด 15,000 ตันขึ้นมาใช้งาน ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

หน้าที่หลักของเรือคือปราบเรือดำน้ำควบคู่ไปกับปราบเรือผิวน้ำ โดยมีหน้าที่สำคัญไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ เนื่องจากกองทัพเรือให้ความสำคัญกับเรือดำน้ำเป็นอันดับหนึ่ง เพราะสามารถบรรทุกขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ซ่อนตัวในทะเลได้หลายเดือน ส่วนเรือผิวน้ำเน้นการโจมตีจากระยะไกลเป็นหลัก จึงเร่งพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบขึ้นมาใช้งานอย่างจริงจัง

กองทัพเรือสหภาพโซเวียตต้องการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva จำนวน 5 ลำ เอาเข้าจริงมีการจัดหาเพียง 2 ลำก่อนปิดโครงการ สาเหตุเกิดจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Poseidon ขึ้นมาและเริ่มประจำการ เรือดำน้ำรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงเกินกว่าเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva สามารถรับมือ มีการโยกย้ายเรือทั้ง 2 ลำมาประจำการในทะเลดำ และเร่งพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งสร้างเลียนแบบประเทศอังกฤษ

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev

หลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในเดือนตุลาคม 2505 รัฐบาลสหภาพโซเวียตสั่งเดินหน้าโครงการเรือบรรทุกเครื่องเต็มกำลัง เพราะรู้ดีกว่านาวิกานุภาพของตัวเองสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เมื่อพวกเขาเร่งพัฒนาโครงการให้เร็วกว่าเดิม บรรดาชาติใหญ่ทั่วโลกได้เร่งพัฒนาโครงการเช่นกัน

ระหว่างปี 2531 ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 10 ชาติ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบินมากสุดจำนวน 15 ลำ กับเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกดาดฟ้าเรียบอีกจำนวนพอสมควร สามารถนำเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งไปกับเรือได้ กองทัพเรือสหภาพโซเวียตครองอันดับสองมีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Kiev จำนวน 4 ลำเท่านั้นประกอบไปด้วย

         1.เรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2518

2.เรือบรรทุกเครื่องบิน Minsk ประจำการทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2521

3.เรือบรรทุกเครื่องบิน Novorossiysk ประจำการทัพเรือทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2525

4.เรือบรรทุกเครื่องบิน Baku ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2530

เรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev มีระวางขับน้ำเต็มที่ 41,000 ตัน ยาว 273 เมตร กว้างสุด 53 เมตร กินน้ำลึกสุด 10 เมตร รูปทรงเรือเหมือนนำเรือลาดตระเวนมาใส่ลานบินบริเวณกราบซ้าย ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-500 Bazalt หรือ SS-N-12 Sandbox จำนวน 8 ท่อยิง สำหรับโจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้ามจากระยะไกลตามหลักนิยม ยกเว้นเรือบรรทุกเครื่องบิน Baku ซึ่งถูกเพิ่มจำนวนเป็น 12 ท่อยิง P-500 Bazalt มีความเร็วสูงสุดมากถึง 3 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตร เหมาะสมกับการโจมตีหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้โดยไม่ต้องเข้าปะทะ

หมัดเด็ดสำหรับป้องกันตัวคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 9K33 Osa หรือ SA-8 Gecko ระยะยิงไกลสุด 12 กิโลเมตรจำนวนมากกว่า 80 นัด ก่อนเปลี่ยนมาใช้รุ่นใหม่ 9K33M3 Osa-AKM ระยะยิง 15 กิโลเมตรในภายหลัง สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-25 หรือ Ka-27 จำนวน 16 ลำ กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งเพิ่งพัฒนาเสร็จรุ่น Yak-38 อีก 12 ลำ

ดูจากตัวอักษรเรือบรรทุกเครื่องบิน Kiev ประสิทธิภาพค่อนข้างดี ประมาณว่านำเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Invincible กองทัพเรืออังกฤษมาแช่น้ำมันก๊าดพร้อมติดลูกยาว รวมทั้งมีเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งทำหน้าที่คุ้มครองกองเรือเหมือน Sea Harrier แต่แล้วเมื่อเรือเข้าประจำการทุกคนกลับพบว่า Yak-38 เป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างเลวร้าย ค่าใช้จ่ายกับค่าซ่อมบำรุงสูงค่อนข้างสูง ทว่าประสิทธิภาพการใช้งานค่อนข้างต่ำ พลอยทำให้การซ้อมรบเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ แทนที่จะเป็นตัวพลิกเกมกลับเป็นเดอะภาระให้กับเพื่อนพ้อง ท้ายที่สุด Yak-38 มีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี ก่อนส่งไม้ต่อให้กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งความเร็วเหนือเสียงรุ่นลับสุดยอด

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi

การพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแนวคิด กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินติดลานสกีจัมป์ ช่วยในการส่งเครื่องบินขึ้นสู่ฟากฟ้าโดยใช้ทางวิ่งสั้น พร้อมลวดเกี่ยวสำหรับลดความเร็วตอนเครื่องบินลงจอด เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งรุ่นใหม่ Yak-141 สามารถใช้งานบนเรือได้ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่/โจมตีรุ่นอื่นซึ่งถูกดัดแปลงเพื่อมาใช้งานบนเรือ กำหนดให้เป็นเครื่องบินขับไล่ MiG-23K กับเครื่องบินโจมตี Su-25K ตรงตามหลักนิยมการใช้กำลังรบทางอากาศในยุคนั้น

เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่าชั้น Tbilisi เริ่มสร้างเรือลำแรกในปี 2525 ส่วนลำที่สองในปี 2528 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 55,000 ตัน ยาว 305 เมตร กว้างสุด 72 เมตร กินน้ำลึกสุด 11 เมตร แรกเริ่มเดิมทีกำหนดให้ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง ความเร็วสูงสุดลดลงเหลือเพียง 2.5 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตรเท่า P-500 Bazalt ทว่าความแม่นยำมีมากกว่ารุ่นเก่าค่อนข้างมาก รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้แท่นยิงแนวดิ่งไม่เกะกะพื้นที่ดาดฟ้าเรือ

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานเปลี่ยนมาใช้รุ่น 9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตร ถอดแท่นยิงแขนคู่ออกแทนที่ด้วยแท่นยิงแนวดิ่งทันสมัยกว่าเดิม มาพร้อมระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรุ่นใหม่ Kashtan ซึ่งมีทั้งปืนกลและจรวด ส่วนอากาศยานประจำเรือมีการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือหลังมือ เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่ง Yak-141 ถูกยกเลิกโครงการ และเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอยู่ในช่วงขาขึ้น มีการเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Su-33 เพื่อใช้งานบนเรือ โดยปรับปรุงจาก Su-27 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยมีตัวเลือกที่สองเครื่องบินขับไล่ MiG-29K ซึ่งถูกปรับปรุงจาก MiG-29 เพื่อใช้งานบนเรือ

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi สร้างเสร็จเพียง 1 ลำและเข้าประจำการในปี 2533 ส่วนลำที่สองยกเลิกการสร้างในปี 2531 เนื่องจากรัฐบาลกระเป๋าฉีก ก่อนขายต่อให้กับกองทัพเรือจีนในสภาพค่อนข้างเน่า เรือประจำการเครื่องบินขับไล่ Su-33 จำนวน 33 ลำ กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 อีก 12 ลำ มาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่งและเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติจำนวน 4 ตัวทันสมัยกว่าเรือฝ่ายตรงข้ามทุกลำ เพียงแต่ระบบขับเคลื่อนค่อนข้างโบราณส่งผลกระทบต่อการใช้งานในภายหลัง

เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Leonid Brezhnev

ที่ผ่านมาเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตเน้นภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เรือชั้น Moskva ตั้งใจสร้างจำนวน 5 ลำแต่สร้างจริงเพียง 2 ลำ เหตุผลก็คือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำชั้น Poseidon ขึ้นมา สหภาพโซเวียตแก้เกมโดยการพัฒนาเรือชั้น Kiev หวังใช้เผด็จศึก สร้างได้เพียง 4 ลำสหรัฐอเมริกาพัฒนาขีปนาวุธระยะไกล Trident ขึ้นมา ระยะยิงมากกว่า 11,000 กิโลเมตรเรียกว่ายิงจากท่าเรือก็ยังได้ การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปไล่ล่ากลางทะเลจึงไม่เกิดประโยชน์ สหภาพโซเวียตต้องเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าเดิม ใช้เป็นสนามบินลอยน้ำเลียนแบบกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และลดความสำคัญภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลง

สมัยก่อนการหาข้อมูลจากสหภาพโซเวียตทำได้ยากมาก หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินซื้อตัวสายลับสองหน้า บางครั้งอาจได้ผลดีเยี่ยม บางครั้งอาจถูกสับขาหลอกผสมปนเปกันไป นับรวมถึงโครงการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับความลับสุดของสหภาพโซเวียต สายลับฝีมือดีให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2525 อู่ต่อเรือหมายเลข 444 ในเมือง Mykolaiv กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ นาโต้จึงได้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM (Black sea combatant) ต่อมากลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ส่วนอู่ต่อเรือหมายเลข 61 กำลังสร้างเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่ นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 1 ต่อมากลายเป็นเรือลาดตระเวนชั้น Slava หรือเดอะแบกรัสเซียซึ่งถูกยิงจมในทะเลดำจำนวน 1 ลำ

ถัดมาไม่กี่ปีสายลับสองหน้าทำผลงานอีกครั้ง มีข้อมูลว่าสหภาพโซเวียตกำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่กว่า BLKCOM ในอู่ต่อเรือหมายเลข 444 ทิศใต้ นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 2 ก่อนเปลี่ยนเป็น Kremlin ในภายหลัง มีความพยายามตรวจสอบข้อมูลด้วยภาพถ่ายดาวเทียม เพียงแต่ไม่ชัดเจนจนสามารถสรุปได้ว่า เรือลำใหม่ใช้ระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำเหมือนสหรัฐอเมริกา หรือใช้ลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานเหมือนอังกฤษ สุดท้ายต้องใช้หน่วยงานระดับหัวกะทิอย่าง NPIC (National Photo Interpretation Center) NISC (Naval Intelligence Support Center) และ DIA (Defense Interpretation Agen) ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาความจริง

สายลับสองหน้ารายงานเพิ่มว่าเรือลำใหม่จะใช้ชื่อ Leonid Brezhnev Ulyanovsk บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกเรือลำนี้สั้นๆ ว่า Brezhnev ผลการตรวจสอบหัวเรือติดลานสกีจัมป์ขนาดประมาณ 7.5 องศา ใช้ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติแบบฝังติดสะพานเดินเรือ น่าจะมีระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ มีลิฟต์อากาศยานจำนวน 3 ตัว ลิฟต์ตัวหน้ากับลิฟต์ตัวหลังสำหรับลำเลียงเครื่องบิน ส่วนลิฟต์ตัวกลางสำหรับลำเลียงเฮลิคอปเตอร์ ลานบินมีความยาวประมาณ 300 เมตร กว้างสุดประมาณ 80 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CONAS (Combined Nuclear and Steam turbine) ประกอบไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูและเครื่องยนต์ไอน้ำ ให้กำลังสูงสุด 220,000 แรงม้า ใช้ 4 เพลาจักร ความเร็วสูงสุด 32 นอต กำลังพลประจำเรือประมาณ 1,800 นาย

เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่เริ่มสร้างจริงสักพักหนึ่ง มีข้อมูลหลุดออกมาว่าเรือจะใช้ชื่อ Ulyanovsk รวมทั้งมีข้อมูลจากสามหน่วยงานช่วยกันวิเคราะห์ตามภาพประกอบที่ 5 หัวเรือติดลานสกีจัมป์สำหรับส่งเครื่องบินขับไล่ Su-33 พร้อมกันจำนวน 2 ลำ โดยที่เครื่องบินต้องมีเชื้อเพลิงครึ่งถังพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศไม่เกิน 4 นัด (ไม่อย่างนั้นจะหนักเกินไปจนบินตกทะเล) หากใช้ทำภารกิจโจมตีบรรทุกของหนักต้องถอยเครื่องบินไปจอดกลางเรือ อยู่ใกล้จุดติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับส่งเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Yak-44 รวมทั้งอาจมีการดัดแปลงให้ Su-33 ใช้งานระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับภารกิจโจมตีทิ้งระเบิด

บนลานบินหลังลานสกีจัมป์ฝังแท่นยิงแนวดิ่งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง ถ้าจะใช้งานต้องยุติการส่ง Su-33 ขึ้นจากเรือเป็นการชั่วคราว อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานใช้รุ่น 9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตรเหมือนเรือชั้น Tbilisi อนาคตจะมีรุ่นใหม่ยิงได้ไกลถึง 50 กิโลเมตรมาช่วยเสริมทัพ ติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรวมกันมากถึง 8 ระบบ มีระบบเป้าลวงกับจรวดปราบเรือดำน้ำมาพร้อมสรรพ เพียงแต่ไม่อาวุธปราบเรือดำน้ำระยะไกลเหมือนเรือชั้น Moskva กับ Kiev

ภาพประกอบที่ 6 คือโมเดลเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ulyanovsk ซึ่งมีการจัดทำในภายหลัง มีการใส่เครื่องบินขับไล่ปีกลู่หน้า Su-47 เพิ่มเติมเข้ามา ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลูกผสมลำแรกและลำเดียวของโลก เพราะมีทั้งลานสกีจัมป์และระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำใช้งานบนเรือ

เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่มีระวางขับน้ำมากถึง 75,000 ตัน บรรทุกเครื่องบินขับไล่ Su-33 จำนวน 44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Yak-44 จำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 จำนวน 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย Ka-27PS อีก 2 ลำ การสร้างเรือในยูเครนแล้วเสร็จเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ สหภาพโซเวียตได้พลันล่มสลายเสียก่อน วันที่ 29 ตุลาคม 2535 เรือขนาดใหญ่ที่สุดของดินแดนหลังม่านเหล็กถูกแยกชิ้นส่วน ดับความหวังความฝันของคนรัสเซียจำนวนมหาศาล

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสมรภูมิฉบับที่ 397 กับฉบับที่ 398 ปี 2532

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/1ebzd5r/album_the_kievclass_carrier_and_its_knock_off/

https://www.bbc.com/news/world-europe-37694137

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_aviation_cruisers_built_in_the_Soviet_Union

https://www.destinationsjourney.com/historical-military-photographs/russian-aircraft-carrier-ulyanovsk/

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

RTN Decommission Plan

 

คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 987/2569 เรื่อง “ให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ” เนื้อหาสำคัญคือการปลดประจำการเรือในสังกัดกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประกอบไปด้วย

          -เรือหลวงคีรีรัฐ ประเภทเรือฟริเกต

          -เรือหลวงสิมิลัน ประเภทเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่

          -เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร ประเภทเรือสำรวจขนาดใหญ่

          -เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ประเภทเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง

          -เรือ ต.243 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          -เรือ ล.115 และเรือ ล.141 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          การขาดหายไปของเรือจำนวน 10 ลำส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เรามาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดไปพร้อมกันฝนในวันฝนตกมองไม่เห็นแสงแดด

1.เรือหลวงคีรีรัฐ

เรือฟริเกตตรวจการณ์จากสหรัฐอเมริกาอายุมากกว่า 52 ปี เป็นเรือฟริเกตชุดแรกที่ได้รับการติดตั้งตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk44 เข้าประจำการช่วงแรกถือว่าทันสมัยที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ทว่าปัจจุบันเรือหลวงคีรีรัฐอายุมากพอสมควร การซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ยากลำบากกว่าเรือลำอื่น ฝาแฝดเรือหลวงตาปีก็ปลดประจำการไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี จึงสมควรกับเหตุและผลที่เธอจะได้พักผ่อนตลอดกาล

          ภารกิจทั้งหมดของเรือยกเว้นปราบเรือดำน้ำ กองทัพเรือสามารถใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทำได้อย่างครบถ้วนโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่วนภารกิจปราบเรือดำน้ำให้เฮลิคอปเตอร์ S-70B ทำหน้าที่แทน การไล่ล่าเรือดำน้ำจากบนฟากฟ้าอังกฤษเริ่มทำตั้งแต่ปี 1982 ในสงครามฟอล์กแลนด์ เราก็แค่ทำตามเพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด ผู้อ่านบางคนอาจบอกว่าเราจะมีเรือติดโซนาร์ลดลงอีก 1 ลำ สิ่งนี้เป็นเรื่องปรกติขนาดกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เมื่อปลดเรือฟริเกตชั้น OHP พวกเขามีเรือติดโซนาร์ลดลง 51 ลำ หนักกว่าเราไม่รู้กี่สิบเท่าพวกเขายังผ่านมาได้และเป็นอันดับหนึ่งของโลก

2.เรือหลวงสิมิลัน

เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำนี้ถือเป็นเรือดัดแปลงรุ่นแรกๆ จากประเทศจีน ต้นแบบตัวเรือชั้นเดียวเพราะกองทัพเรือจีนในตอนนั้นใช้แบบนี้ แต่เราขอให้ปรับปรุงเรือเป็นตัวเรือแบบ 2 ชั้น เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ การดัดแปลงอาจส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ประกอบกับเรือขนาดใหญ่มากค่าใช้จ่ายในการดูแลย่อมสูงตามกัน ไหนยังเรื่องชิ้นส่วนเรือที่ถูกดัดแปลงตามประสาจีนในยุคนั้น หากฝืนใช้งานต่ออาจประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยเหมือนเรือหลวงสุโขทัย

การปลดประจำการเรือหลวงสิมิลันมีข่าวออกมามากกว่าหนึ่งเดือน ความเห็นส่วนตัวหากเรือไปต่อไม่ไหวสมควรปล่อยเธอไป ส่วนการเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลซึ่งมีความสำคัญในการออกทะเลลึก ยกหน้าที่ให้กับเรือหลวงจักรีนฤเบศรไปพลางๆ ก่อน ส่วนหน้าที่จัดหาอาหารและยาให้ใช้เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์หรือ LPD จนกว่าจะได้เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำใหม่ในอนาคต


ช่วงเวลาที่เราจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่มาใช้งาน เราอยากออกไปรบนอกประเทศส่วนจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ มีการจัดซื้อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินขับไล่ขึ้นลงแนวดิ่ง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ เรือฟริเกตใหม่จากจีนจำนวน 6 ลำ และเรือฟริเกตมือสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ลำ เรือหลวงสิมิลันจึงมีความสำคัญค่อนข้างสูงต่อแผนการ ปัจจุบันกองเรือฟริเกตราชนาวีไทยมีสภาพอย่างที่เห็น อนาคตที่ผู้เขียนมองเห็นช่างแสนมืดมัวยิ่งกว่านิลกาฬ ฉะนั้นหากจำเป็นต้องก็ปลดไปเถอะ ดีกว่าจ่ายเบี้ยหัวแตกแลกกับสิ่งที่เราไม่รู้จะได้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน

3.เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร

ปัจจุบันเรือสำรวจขนาดใหญ่แทบไม่มีความหมายอีกต่อไป อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถนำอุปกรณ์กับห้องทำงานมายัดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต นำไปวางบนเรือลำไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องซื้อเรือ เรือสำรวจรุ่นใหม่จึงพากันกลายร่างเป็นเรืออเนกประสงค์ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย โดยมีภารกิจสำคัญเป็นเรือพี่เลี้ยงให้กับเรือดำน้ำ รวมทั้งใช้ค้นหาเรือดำน้ำซึ่งประสบอุบัติเหตุหายตัวไปใต้ท้องทะเล

เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทรทำภารกิจพวกนี้ไม่ได้สักอย่าง หนำซ้ำเรือยังมีอายุการใช้งาน 44 ปีกับ 65 ปีเยอะจนน่าประหลาดใจ สิ่งที่ยังคงหลงเหลือคือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในอดีต ฉะนั้นปลดประจำการแล้วนำเรือจัดแสดงบนฝั่งน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

4.เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83

วันที่ 17 กันยายน 2539 กองทัพเรือว่าจ้างกิจการค้าร่วมบริษัทซิลค์ไลน์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด และออสเตรเลียนซับมารีน คอปเปอร์เรชั่น พีทีวาย ลิมิเต็ด สร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งพร้อมอุปกรณ์จำนวน 3 ลำในวงเงิน 219 ล้านบาท เรือ ต.81 เข้าประจำการวันที่ 5 สิงหาคม 2542 เรือ ต.82 เข้าประจำการวันที่ 9 ธันวาคม 2542 และเรือ ต.83 เข้าประจำการวันที่ 27 ตุลาคม 2543

ปรกติเรือรบมีอายุราชการประมาณ 30 ปี หากต้องการใช้งานมากกว่านี้ต้องมีการปรับปรุงใหญ่ เพื่อยืดอายุการใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย  เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อายุ 27 ปีบวกลบนิดหน่อย ใกล้เคียงระยะเวลาปลดประจำการของเรือรบโดยทั่วไป ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยมักคิดว่าเรือมีอายุการใช้งาน 50 ปี ต่ำกว่านี้ถือว่าเตีเก๊ต้องมีการโกงกินบ้านเมืองอย่างแน่นอน จึงเกิดความไม่คุ้นเคยและคิดว่าเรือมีปัญหาตรงโน้นตรงนี้

การเปรียบเทียบต้องทำกับเรือขนาดใกล้เคียงกัน ระวางขับน้ำห่างกันเล็กน้อย และมีลักษณะการใช้งานค่อนข้างคล้ายกัน เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งใช้งานบ่อยปีหนึ่งต้องมีมากกว่า 180 วัน ต่างจากเรือฟริเกตไทยปีหนึ่งได้ออกทะเลถึง 90 วันก็หรูแล้ว อะไรที่ใช้งานบ่อยย่อมบุบสลายมากกว่าอะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปนั่นเอง

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อาจมีปัญหาส่วนตัวไม่มากก็น้อย เพราะใช้แบบเรือจากออสเตรเลียซึ่งไม่เคยสร้างเรือให้ไทย แต่ถึงกระนั้นไม่ถือเป็นปัญหารบกวนการใช้งานเรือ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเรือประสบปัญหาระหว่างใช้งานมาโดยตลอด กองทัพเรือจึงเลือกปลดประจำการเร็วกว่าเดิมเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ บวกกับเรืออายุมากแล้วไม่มีประโยชน์ในการเสียเงินก้อนโตเพื่อปรับปรุง เพราะไม่รู้ว่าอนาคตภายภาคหน้าจะประสบปัญหาเหมือนเดิมอีกหรือไม่

5.เรือ ต.243

6.เรือ ล.115 และเรือ ล.141

          เรือทั้ง 3 ลำเป็นเรือขนาดเล็กผ่านการใช้งานมาแล้วพอสมควร การปลดประจำการเนื่องจากไม่คุ้มกับการซ่อมถือว่าเหมาะสม กองทัพเรือมีเรือคล้ายกันจำนวนมากในการทำภารกิจทดแทน

บทสรุป

          ผู้เขียนสนับสนุนการปลดประจำการเรือเก่าเพื่อลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนการลดจำนวนกองเรือ ลดจำนวนนักเรียนนายร้อยทหารเรือ รวมทั้งลดจำนวนนายพลกองทัพเรือ เพื่อที่จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า เป็นสิ่งที่กองทัพเรือสมควรทำตั้งแต่หลายปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่มีใครขัดขวางได้ ยกตัวอย่างเช่นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ กองทัพสหรัฐอเมริกาและนาโต้ทุกเหล่าทัพได้พลอยล่มสลายตามกัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องปลดให้ปลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องลดให้ลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้เปลี่ยน

          เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเรือฟริเกตนะครับ โครงการนี้แอดยังคงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเหมือนเดิม และคาดหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาใหญ่กับเรือฟริเกตราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์

อนาคตภายภาคหน้าหากกองทัพเรือคิดว่า “เรือหลวงเจ้าพระยา” กับ “เรือหลวงบางปะกง” ไม่ไหวแล้วสมควรปลดประจำการ ผู้เขียนขอชูมือสนับสนุนให้จัดการที่ปลายน้ำจนเสร็จเรียบร้อย เรือทั้งสองลำถ้าต้องทำสงครามเป็นได้เพียง “เดอะภาระ” เดือดร้อนเพื่อนต้องช่วยดูแลทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ส่วนจะนำมาใช้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งก็ดันใส่เครื่องยนต์ดีเซลตัวแรง ค่าใช้จ่ายในการใช้เรือไม่ประหยัดเหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งตัวจริง ส่งผลให้เรืออยู่ในสถานะอยู่หรือไปมีค่าเท่ากัน

          การปลดประจำการไม่จำเป็นต้องมีเรือใหม่ทดแทน ขึ้นอยู่กับว่าอนาคตเรือแบบนี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกองทัพเรือไทยปลดประจำการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 6 ลำ โดยไม่จัดหาเรือใหม่เพราะสามารถใช้เครื่องบินขับไล่ทำงานทดแทนได้ดีกว่า

+++++++++++++++++++++

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

Royal Thai Navy Knox-class frigate

 

เดือนตุลาคม 2530 กองทัพเรือไทยเป็นเพียงกองทัพเรือชายฝั่งหรือ Coastal Navy มีเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กป้องกันการแทรกซึมทางทะเลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ส่วนเรือรบขนาดใหญ่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี เรือรบสมัยใหม่ที่มีจำนวน 3 ลำขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะปฏิบัติการค่อนข้างจำกัด และไม่สามารถปฏิบัติการในสภาพคลื่นลมแรง กองทัพเรือไม่มีเรือมีดาดฟ้าและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แม้แต่ลำเดียว ทั้งที่เฮลิคอปเตอร์มีบทบาทในการรบทางเรือมาอย่างยาวนาน ทั้งภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ เตือนภัยล่วงหน้า ปราบเรือดำน้ำ โจมตีเรือผิวน้ำ ค้นหาและกู้ภัย รวมทั้งชี้เป้าและควบคุมอาวุธนำวิถีระยะยิงพ้นขอบฟ้า

ด้วยข้อจำกัดมากมายกองทัพเรือมีความจำเป็นต้องพึ่งประเทศมหาอำนาจ ในการคุ้มครองเรือสินค้าซึ่งใช้ในการลำเลียงยุทธปัจจัยสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหามีการจัดซื้อเรือฟริเกตจากประเทศจีนจำนวน 6 ลำเข้าประจำการ ให้บังเอิญเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงเจ้าพระยามีจุดอ่อนเรื่องปราบเรือดำน้ำ ส่วนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวรยังติดอาวุธยังไม่ครบ กองทัพเรืออยากได้เรือฟริเกตสมรรถนะสูงมาอุดช่องว่างจำนวนหนึ่ง

          เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

          การจัดหาเรือฟริเกตขนาดใหญ่ สมรรถนะสูง และติดตั้งอาวุธที่ทันสมัย ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่เนื่องมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอร์ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเริ่มลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ โดยได้กำหนดแผนปลดเรือ เครื่องบิน และอาวุธหลายประเภทโดยวิธีขายหรือให้เช่าแก่ประเทศพันธมิตร กองทัพเรือมีความสนใจจัดหาเรือฟริเกตกองทัพเรือสหรัฐ เพราะมีราคาถูกและเหลืออายุใช้งานพอสมควร ตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้เป็นอย่างดี

          เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่หรือ Area Air Defence กองทัพเรือต้องการเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams เพราะมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะปานกลางแบบ Standard Missile หรือ SM-1 ระยะยิง 25 ไมล์ทะเลเป็นอาวุธหลัก แต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ชี้แจงว่า เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams มีอายุมากถึง 30 ปี ต้องใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาสูงมาก ระบบต่างๆ บนเรือมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากต่อการบำรุงรักษา

กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้เสนอเรือฟริเกตชั้น Knox ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 10 ปี เพราะมีระบบต่างๆ ทันสมัยกว่าและยุ่งยากน้อยกว่า โดยมีขีดความสามารถรวมทั้งระบบอาวุธอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ทยอยส่งมอบเรือฟริเกตชั้น Knox ให้กับกรีซ ได้หวัน อียิปต์ และตุรกี มีประสบการณ์ในการปรับปรุงเรือและฝึกอบรมกำลังพล ถ้ากองทัพเรือไทยจัดหาเรือฟริเกตชั้น Knox แทนเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams จะสามารถใช้งานเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

          เรือฟริเกตชั้น Knox ของสหรัฐอเมริกาอายุยังไม่มาก การซ่อมบำรุงสามารถทำได้อย่างสะดวก มีเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือพร้อมโรงเก็บ ระบบอาวุธคล้ายกับที่กองทัพเรือจัดหามาติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวร กองทัพเรือจึงตกลงใจจัดหามาใช้งานจำนวน 4 ลำ ทว่ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาสามารถแบ่งเรือได้เพียง 2 ลำ แม้มีการชี้แจงความสำคัญในการนำเรือเข้าประจำการ จนกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเลื่อนความต้องการประเทศไทยไว้เป็นลำดับแรก แต่แล้วในท้ายที่สุดมีเรือเรือฟริเกตชั้น Knox เดินทางมาถึงเมืองไทยเพียง 2 ลำ ได้แก่เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2537 กับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539         

ภาพประกอบที่ 1 เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย FF-462 ของราชนาวีไทย ภาพประกอบที่ 2 เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams ที่กองทัพเรือกรีซได้ไปใช้งานจำนวน 4 ลำ ระบบอาวุธบนเรือทั้งสองลำมีความใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่เรือเราได้ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx ที่ท้ายเรือ ส่วนเรือกรีซได้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-1 ระยะยิง 25 ไมล์ทะเลจำนวน 40 นัด แต่ถ้าเทียบระบบเรดาร์ต่าง ๆ เรือเราตกเป็นรองพอสมควร เพราะเรือกรีซมาพร้อมเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AN/SPS-52 (ปรับปรุงจาก AN/SPS-39) ระยะตรวจจับ 296 กิโลเมตร พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง AN/SPG-51 ระยะตรวจจับไกลสุด 190 กิโลเมตร สามารถป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแต่เรือกรีซอายุมากกว่าย่อมปลดประจำการเร็วกว่าตามปรกติ

อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC

          เรือฟริเกตชั้น Knox ถูกสร้างเข้าประจำการมากถึง 46 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 4,065 ตัน ยาว 134 เมตร กว้าง 14.25 เมตร กินน้ำลึก 7.54 เมตร สหรัฐอเมริกาออกแบบเรือให้ทำหน้าที่ไล่ล่าเรือดำน้ำจำนวนมหาศาลของสหภาพโซเวียต ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำจัดว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้เรือฟริเกตทุกลำ นอกจากตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ MK 46 จำนวน 24 นัดในห้องตอร์ปิโดกลางเรือ หน้าสะพานเดินเรือยังมีการติดตั้งแท่นยิง MK 112 ขนาด 8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC ซึ่งถือเป็นหมัดเด็ดไพ่ตายในการโจมตีเป้าหมายใต้น้ำจากระยะไกล

          ชิ้นส่วนสำคัญของ ASROC ประกอบไปด้วย โครงจรวดสำหรับบรรจุตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวจรวด และกลไกปลดโครงจรวดให้ตกสู่พื้นน้ำ ทันทีที่ตอร์ปิโดแยกตัวออกจากโครงจรวด ร่มหน่วงความเร็วจะเริ่มต้นการทำงานเพื่อลดความเร็ว แบตเตอรี่ตอร์ปิโดจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อสำผัสน้ำทะเล และทำงานต่อไปจนกว่าจะพุ่งชนเป้าหมายหรือหมดเชื้อเพลิง

อาวุธทันสมัยมีความยาว 4.5 เมตร น้ำหนัก 487 กิโลกรัม ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตรไม่รวมระยะยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ แท่นยิง MK 112 สามารถโหลดอาวุธจากคลังใต้สะพานเดินเรือโดยอัตโนมัติ คลังสามารถจัดเก็บ ASROC กับ Harpoon ได้จำนวน 16 นัด รวมกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 46 ในคลังกลางเรือจำนวน 24 นัด ทำให้เรือสามารถทำภารกิจทั่วโลกโดยไม่ต้องกลัวกระสุนหมด

ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 46 Mod 6

อาวุธปราบเรือดำน้ำจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้าประจำการปี 1965 ขนาดใหญ่กว่า MK 44 รุ่นเก่านิดหน่อย มีความยาว 2.6 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 230 กิโลกรัม ติดหัวรบ PBXN-103 ขนาด 44 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำ อากาศยานปีกแข็งและปีกหมุน รวมทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ ASROC ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเหลว (OTTO FUEL II) เครื่องยนต์ลูกสูบแบบสันดาปภายนอก ความเร็วสูงสุด 43.5 นอตขณะโจมตีกับดำน้ำ และ 36 นอตในช่วงค้นหาเป้าหมาย ระยะปฏิบัติการ 11,200 เมตรที่ความเร็ว 43.5 นอต และ 18,000 เมตรที่ความเร็ว 36 นอต

เมื่อใช้บนเรือผิวน้ำ MK 46 สามารถโจมตีเป้าหมายในระดับความลึก 50 ฟุตถึง 2,500 ฟุต ถ้าใช้งานบนอากาศยานหรือ ASROC สามารถตั้งค่าลึกต่ำสุดที่ 20 ฟุต ปลายจมูกติดตั้งระบบนำวิถีทั้ง Active Sonar และ Passive Sonar ค้นหาเป้าหมายได้ไกลสุด 1,483 เมตร การค้นหาเป้าหมายหรือ Search Patter กำหนดได้ทั้งการค้นหาแบบวงกลมวนขวา (Circle Search) หรือการค้นหาแบบส่ายซ้าย-ขวา (Snake Search) ถ้าเป็นการยิงระยะประชิดหรือการยิงเร่งด่วน มีข้อแนะนำให้ใช้การค้นหาแบบวงกลม เนื่องจากตอร์ปิโดสามารถเข้าสู่โหมดค้นหาได้เร็วกว่าแบบอื่น

          เพื่อให้การทำภารกิจประสบความสำเร็จสมดั่งความตั้งใจ มีการติดตั้งระบบควบคุมการยิงใต้น้ำ Underwater Battery Fire Control System Mark 114 เพื่อใช้ในภารกิจปราบเรือดำน้ำ อันเป็นเรื่องปรกติของเรือรบสหรัฐอเมริกายุคใหม่ ที่ต้องมีระบบควบคุมการยิงอาวุธแต่ละชนิดแยกออกจากกัน ระบบหลักของ Mark 114 FCS ประกอบไปด้วย

          - Attack Console Mark 53 MOD 0 ส่วนประมวลผลกลางระบบควบคุมการยิง

          - Position Indicator Mark 78 MOD 2 แสดงข้อมูลของเรือยิง เรือเป้าหมาย และข้อมูลในการใช้อาวุธ

          - Stabilization Computer Mark 134 ให้ข้อมูลการหันและกระดกกับระบบควบคุมการยิง

          - Relay Transmitter  Mark 43 ตรวจสอบการทำงานของระบบสัญญาณ สามารถสั่งหยุดสัญญาณได้

          อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC กับ ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 46 Mod 6 ถือเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำดีที่สุดทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย บวกระบบตรวจจับใต้น้ำบนเรือเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ช่วยให้เรายกระดับการทำสงครามปราบเรือดำน้ำได้เทียบเท่าบรรดาชาติใหญ่ในนาโต้

ระบบโซนาร์ประจำเรือ

          เรือฟริเกตชั้น Knox ติดตั้งระบบโซนาร์หลายตัวทำงานร่วมกันประกอบไปด้วย

โซนาร์ AN/SQS–26 CX

เป็นโซนาร์หัวเรือระยะไกลตัวแรกและตัวเดียวของกองทัพเรือ ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active และโหมด Passive ทำงานโหมด Active ที่ย่านความถี่ 3.102 ถึง 3.91kHz ทำงานโหมด Passive Broad Band ที่ย่านความถี่ 1.5 ถึง 2.5 KHz และโหมด Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 0.1 ถึง 2.6 KHz มีระยะตรวจจับไกลสุด 50 ไมล์ทะเล หรือ 92.75 กิโลเมตร

AN/SQS–26 ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของสหภาพโซเวียต ขนาดโดมโซนาร์ค่อนข้างใหญ่พอสมควร เป็นระบบโซนาร์หัวเรือรุ่นมาตรฐานกองทัพเรืออเมริกาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถึง 1950 ประจำการบนเรือรบจำนวน 8 รุ่นมากกว่า 100 ลำ มีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมจนกลายมาเป็นโซนาร์รุ่น AN/SQS-53 ที่มีใช้งานในปัจจุบัน

โซนาร์ AN/SQS–35 IVDS

เป็นโซนาร์ชักหย่อน (Variable Depth Sonar) รุ่นแรกของกองทัพเรือไทย ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพียงลำเดียว ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่มีใช้งาน ระดับความลึกในการปล่อยตั้งแต่ 50 ถึง 600 ฟุต ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active และโหมด Passive ทำงานย่านความถี่ 11.9 ถึง 14.1 KHz โดยมีโหมดในการส่งคลื่นจำนวน 2 แบบจำนวน 5 โหมด ได้แก่ แบบ ODT (Omnidirectional Transmission) จำนวน 1 โหมด และแบบ RDT (Rotating Directional Transmission) อีก 4 โหมด

โซนาร์รุ่นนี้มีความถี่ในการส่งสูงแต่มีกำลังในการส่งต่ำ ระยะตรวจจับไกลสุด 10 ไมล์ทะเล หรือ 18.55 กิโลเมตร เหมาะสมกับการตรวจจับเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อระบุพิกัดในการโจมตี

โซนาร์ AN/SQR–18 A(V)1

เป็นโซนาร์ลากท้าย (Towed Array Sonar) รุ่นแรกของกองทัพไทยเช่นกัน ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทำงานร่วมกับระบบโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 โดยต้องปล่อยลงน้ำในภายหลัง ระดับความลึกสูงสุดในการปล่อยอยู่ที่ 600 ฟุต ความยาวสายลากโซนาร์หรือ Towed Array อยู่ที่ 612 ฟุต ค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive เท่านั้น ทำงานโหมด Passive Broad Band ที่ย่านความถี่ 300 ถึง 1,300 Hz และโหมด Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 50 ถึง 1,300 Hz แต่เพราะถูกรบกวนโดยเสียงจากเรือมีความถี่ต่ำ (Higher Beam Noise) การทำงานในโหมด Passive Narrow Band มีความถี่จำกัดอยู่ในช่วง 140 ถึง 1,300 Hz

AN/SQR-18A(V)1 ตรวจจับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ ก่อนส่งผลการวิเคราะห์กลับมายังเครื่องรับสัญญาณ (Towed Array) ซึ่งต่ออยู่กับตัว Towed Body ของโซนาร์ AN/SQS - 35 (V) ทำให้ต้องปรับความยาวตามระดับความลึกของตัว Towed Body สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับโซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX ทำงานแบบบูรณาการเพื่อช่วยกันค้นหาเป้าหมายใต้น้ำ

สำหรับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์ AN/SQR–18 A(V)2 ติดตั้งที่บั้นท้ายเรือ รุ่นใหม่กว่า AN/SQR–18 A(V)1 บนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ไม่มีโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 จึงค้นหาเป้าหมายด้วยโหมด Active ไม่ได้ ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพ โซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX

โซนาร์ AN/SQR–17A(V)2

เป็นโซนาร์วิเคราะห์สัญญาณเสียง (Sonar Signal Processing Set) รุ่นแรกเช่นกัน ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สำหรับวิเคราะห์สัญญาณเสียงที่ได้รับจากโซโนบุย หรือรับข้อมูลผ่านระบบ Link จากอากาศยานปีกหมุน โดยจะวิเคราะห์สัญญาณ Passive Narrow Band ที่ได้รับจากระบบโซนาร์ AN/SQS–26 CX ไปพร้อมกัน โซนาร์ SQR–18 ทำงานย่านความถี่ตั้งแต่ 0 ถึง 3.4 KHz

เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกใช้โซนาร์ทำงานร่วมกันถึง 4 ระบบ เรือยังสามารถรับสัญญาณข้อมูลจากโซโนบุย ที่อากาศยานปีกหมุนนำไปปล่อยในทะเลได้ อาวุธปราบเรือดำน้ำก็มีทั้งลูกสั้นลูกยาวให้เลือก ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์น้อยกว่าทว่าทันสมัยกว่า เรือทั้งสองลำถือเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของราชนาวีไทยตลอดไป

++++++++++++++++++++

 

อ้างอิงจาก : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ และคู่มือประกอบการเรียนการสอนหลักสูตร 2210 ชื่อหลักสูตร “อาวุธปราบเรือดำน้ำเล่มที่ 1”