บทนำ
ระหว่างปี 1974 เกาหลีใต้ริเริ่มโครงการสร้างเรือรบด้วยตัวเอง ต่อมาในปี 1978 จึงได้เริ่มต้นสร้างเรือฟริเกตชั้น Ulsan ลำแรก กระทั่งเสร็จสมบูรณ์จำนวน
9 ลำในปี 1992 ต่อด้วยสร้างเรือคอร์เวตชั้น
Donghae กับเรือคอร์เวตชั้น Pohang
จำนวน 24 ลำเสร็จสมบูรณ์ในปี 1993 หน้าที่หลักเรือสร้างเองในประเทศคือปราบเรือดำน้ำกับปราบเรือผิวน้ำ
ดูแลน่านน้ำตัวเองรวมทั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เพิ่งมีการบังคับใช้
หลังสร้างเรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตด้วยตัวเองจำนวน
33
ลำ เวลาผ่านพ้นไม่กี่ปีกองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการ Frigate
2000 เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทำมาทดแทนเรือเก่าที่ยังหลงเหลือ
โครงการสำคัญต้องหยุดชะงักในปี 1997 เพราะพิษต้มยำกุ้ง ผ่านไปประมาณ
10 ปีถึงกลับมาอีกครั้งในชื่อ Future Frigate eXperimental หรือ FFX เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนเรือฟริเกตชั้น Ulsan เรือคอร์เวตชั้น Donghae รวมทั้งเรือคอร์เวตชั้น Pohang ซึ่งจะทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งานเรือแต่ละลำ
เรือฟริเกตสร้างเองในประเทศ
ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือฟริเกตชั้น Ulsan
ที่เกาหลีใต้สร้างด้วยตัวเอง เรือมีระวางขับน้ำ 2,180 ตัน
ยาว 103.7 เมตร กว้าง 12.5 เมตร
กินน้ำลึก 3.8 เมตร ติดปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 3 กระบอก
แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8
ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk46 จำนวน
6 ท่อยิง มาพร้อมระบบเรดาร์และระบบโซนาร์จากยุโรป
เทียบกับเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจากประเทศจีนซึ่งมีอายุห่างกันไม่มาก
เรือฟริเกตเกาหลีใต้ใช้อาวุธทันสมัยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด
ข้อเสียเล็กน้อยก็คือสะพานเดินเรือสูงเสียจนน่าตกใจ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษเรือจากดินแดนกิมจิก็เห็นจะไม่ผิด
เรือฟริเกตรุ่นใหม่
การพัฒนาแบบเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนทั้งเรือฟริเกตและเรือคอร์เวตรุ่นเก่า
แนวคิดของเกาหลีใต้คือแบ่งการสร้างเรือออกเป็นเฟสย่อยหรือเรียกว่า
Batch โดยที่ Batch แรกต้องสร้างง่าย ใช้งานง่าย
รูปทรงไม่ล้ำสมัยเกินไป และใช้งบประมาณในระดับเหมาะสม
แนวคิดแรกของพวกเขาปรากฏในภาพประกอบที่สองภาพบน
เรือมีระวางขับน้ำปรกติประมาณ
2,200
ตัน ยาวประมาณ 104 เมตร หรือเรือติดปืนใหญ่ขนาด
5 นิ้ว ต่อด้วยระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21 ท่อยิง
ท้ายเรือคือระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน
8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิง แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถีกับแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด
มาพร้อมลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน
เรียกว่ามีทุกอย่างครบครันขาดเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน
เรามาทำความเข้าใจการใช้กำลังทางเรือของเกาหลีใต้กันสักนิด
พวกเขาใช้เรือพิฆาตเป็นเรือเทียร์หนึ่ง ส่วนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตเป็นเรือเทียร์สอง
กองเรือพิฆาตของเกาหลีใต้ประกอบไปด้วย เรือพิฆาตชั้น KDX-I
ติด VL Sea Sparrow จำนวน 3 ลำ เรือพิฆาตชั้น KDX-II ติด SM-2 จำนวน 6 ลำ และเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ KDX-III
ติด SM-2 จำนวน 2 ลำ (ในตอนนั้น) จำนวนเรือมากเพียงพอสำหรับการรบกลางทะเลลึก
การสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-I ไม่ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานจึงเหมาะสมกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า
รวมทั้งมั่นใจว่าโครงการจะไม่ล้มกลางทางเสียก่อน
เข้าใจตรงกันแล้วกลับมาที่แบบเรืออีกครั้ง
มีการปรับปรุงเรือทั้งลำตามภาพประกอบที่สองภาพกลาง
แต่ดูเหมือนยังไม่ลงตัวจึงได้มีการปรับโฉมอีกครั้ง
จนกลายเป็นแบบเรือจริงในภาพประกอบที่สองภาพล่าง
และเริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกในปี 2008 มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่
29 เมษายน 2011
ก่อนเข้าประจำการในวันที่ 17 มกราคม 2013 เรือถูกตั้งชื่อว่า ROKS Incheon (FFG-811) และกลายเป็นเรือฟริเกตชั้น
Incheon ในท้ายที่สุด
เรือฟริเกตชั้น FFX-I
ภาพประกอบที่สามเรือฟริเกต
ROKS
Incheon อยู่ระหว่างทดสอบยิงอาวุธจริง เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,500
ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,300 ตัน ยาว 114
เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG ความเร็วสูงสุด
30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว
18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย
เรือฟริเกตชั้น
Incheon ติดอาวุธตรงตามแผนการเป็นส่วนใหญ่ หัวเรือติดตั้งติดปืนใหญ่ขนาด 5
นิ้ว ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21
ท่อยิงย้ายมาอยู่หลังคาสะพานเดินเรือ
แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ SSM-700K Haeseong จำนวน 8 ท่อยิงอยู่กลางเรือ
หลังแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิงเพียงเล็กน้อย
ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper ถูกปรับเปลี่ยนเป็น Phalanx
เหตุผลก็คือราคาถูกกว่า ขนาดเล็กกว่า
รวมทั้งไม่ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือในการจัดเก็บกระสุนปืน
เรือใช้ระบบอำนวยการรบ
Naval
Shield Baseline 2 จากบริษัท Samsung Thales ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K จากบริษัท LIG Nex1 ซึ่งใช้การเลียนแบบเรดาร์ Smart-S
Mk2 จากบริษัท Thales
จึงมีการกล่าวอ้างว่าเรดาร์ SPS-550K ระยะตรวจจับไกลสุด
250 กิโลเมตร ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัท LIG Nex1 ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลสินค้าตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว
เรดาร์ตรวจการณ์รุ่นส่งออกที่จีนลอกการบ้านจาก
Smart-S
Mk2 ก็ถูกอ้างอิงว่ามีระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร
แล้วคนก็เชื่อกันเป็นตุเป็นตะพูดค้านไม่ได้ด้วยนะ
อุปกรณ์ส่วนใหญ่บนเรือพัฒนาโดยเกาหลีใต้
(ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ตรุเคียกำลังตามลายแทงลอกการบ้าน) บางส่วนเกาหลีใต้พัฒนาเอง
บางส่วนก็ซื้อมาสร้างเอง เรือใช้เรดาร์ควบคุมการยิง SPG-540K (เหมือน CEROS200 มาก) ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง SAQ-540K
ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ SLQ-200(V)K Sonata มีทั้ง ECM และ ESM โซนาร์หัวเรือ
SQS-240K โซนาร์ลากท้าย SQR-220K towed array
sonar แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี K-DAGAIE Mk.2 จำนวน 2 แท่นยิง แท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด SLQ-261K จำนวน 2 แท่นยิง โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Super
Lynx เป็นคู่หูประจำตัว
เรือฟริเกต FFX-I จำนวน 6 ลำสร้างเสร็จภายในปี
2016
ถือเป็นการยกระดับการสร้างเรือในประเทศให้ทันสมัยกว่าเดิม
สามารถดูแลซ่อมบำรุงเรือทุกลำได้ด้วยตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องส่งเรือไปซ่อมประเทศอื่นเป็นเวลาหลายเดือน
และเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้มีแบบเรือฟริเกตสำหรับส่งออก
ซึ่งจะช่วยหางานหาเงินให้กับคนในชาติแบบยั่งยืนและถาวร
โซนาร์ลากท้าย
ภาพประกอบที่สี่คือบั้นท้ายเรือฟริเกต
ROKS
Incheon บริเวณกราบขวาที่เห็นเป็นช่องกลมคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้าย SQR-220K
towed array sonar พัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโซนาร์ลากท้าย AN/SQR-19
TACTAS จากสหรัฐอเมริกา มีใช้งานบนเรือพิฆาตชั้น KDX-I
KDX-II และ KDX-III หรือพูดง่ายๆ
ว่าเรือเทียร์หนึ่งครบทุกลำ
ถือเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้นำมาติดตั้งบนเรือฟริเกตของตัวเอง
SQR-220K ติดตั้ง Piezoelectric
ceramic hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงจำนวน 120 ตัว ระยะตรวจจับไกลสุดทดสอบในวันที่ 14 กันยายน 1998
เท่ากับ 74 กิโลเมตร เป็นการตรวจจับแบบ Passive
ได้ระยะเป้าหมายกับทิศทางเป้าหมาย แต่ไม่ได้ความเร็วเป้าหมายเหมือนการตรวจจับแบบ
Active ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 30 นอต ความลึกตั้งแต่
30 เมตรถึงมากกว่า 300 เมตร
ถูกปรับปรุงให้จดจำเสียงตอร์ปิโดชนิดต่างๆ ได้ จึงทำหน้าที่แจ้งเตือนภัยตอร์ปิโดจากระยะไกลได้
ช่วยให้เรือฟริเกตรุ่นใหม่มีการตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำทันสมัยกว่าเดิม
ผู้เขียนมีนิทานเรื่องหนึ่งอยากเล่าสู่กันฟัง
ตอนที่ฟิลิปปินส์ซื้อเรือฟริเกต HDF-2600 จำนวน 2
ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K ต่อมาเมื่อพวกเขาซื้อเรือฟริเกต HDF-3200 จำนวน 2
ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K หรือรุ่นใหม่กว่า แต่แล้วเรือฟริเกตทั้ง 4 ลำของพวกเขาไม่เคยมีอุปกรณ์ตรวจจับใต้น้ำรุ่นทันสมัย
รวมทั้งไม่แน่ใจว่าเรือฟริเกตชุดใหม่อีก 2 ลำจะมีโซนาร์ลากท้ายหรือเปล่า
แต่เมื่อเทียบกับราคาเรือผู้เขียนคาดการณ์ว่าไม่มาแน่นอน
ระบบอำนวยการรบ
นอกจากเกาหลีใต้จะสร้างเรือฟริเกต
ระบบเรดาร์ และระบบอาวุธด้วยตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญค่อนข้างมากก็คือระบบอำนวยการรบ ระหว่างปี 2000
มีการจัดตั้งบริษัท Samsung Thales ขึ้นมา
เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Samsung Electronics ประเทศเกาหลีใต้
กับบริษัท Thales Group ประเทศฝรั่งเศส
เพื่อพัฒนาระบบเรดาร์ชนิดต่างๆ ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี
รวมทั้งระบบอำนวยการรบประจำกองทัพเรือเกาหลีใต้
ระบบอำนวยการรบจาก
Samsung
Thales เริ่มจาก Naval Shield Baseline 1
บนเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีชั้น PKX-A ต่อด้วย Naval
Shield Baseline 2 บนเรือฟริเกตชั้น FFX-I จากนั้นจึงเป็น Naval Shield Baseline 2.3
บนเรือฟริเกตชั้น FFX-II ปิดท้ายด้วย Naval Shield Baseline 3
บนเรือฟริเกตชั้น FFX-III รุ่นใหม่ล่าสุด
เท่ากับว่าระบบอำนวยการรบเกาหลีใต้ได้รับเทคโนโลยีจากฝรั่งเศส
ประสิทธิภาพอยู่ในระดับเหมาะสมแต่ถูกบุลลี่มาเนิ่นนาน บอกว่าทำงานช้าบ้างล่ะ…บอกว่าไม่น่าเชื่อถือบ้างล่ะ แต่แล้วเมื่อเรือฟริเกต HDF-4000 มาพร้อมเรดาร์แปะกอเอี๊ยกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศ Barak MX เข้าหน่อย Naval Shield Baseline 3 กลายเป็นระบบอำนวยการรบท่านเทพขึ้นมาทันที
ระบบอำนวยการรบถือเป็นหัวใจของเรือรบทุกลำ
กองทัพเรือไทยเป็นเพียงผู้ใช้งานมาเนิ่นนาน
ทุกครั้งที่มีการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยหรือเกิดปัญหาเร่งด่วน
เจ้าหน้าที่จากบริษัทนั้นๆ จะเป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด พูดง่ายๆ
ก็คือปิดห้องยุทธการไล่ทุกคนออกไปเพื่อทำงาน
ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ผู้เขียนใช้ทำมาหากินสมัยอยู่กรุงเทพ
คือเดินทางไปปรับปรุงหรือดูแลระบบต่างๆ ให้กับบริษัทน้อยใหญ่
ได้เงินจากการขายระบบและดูแลระบบแบบกินกันจุกๆ ไปเลย
ลูกค้าทำได้เพียงจ่ายเงินกับใช้งานแตะต้องอะไรไม่ได้สักอย่าง
ประเทศใดก็ตามมีระบบอำนวยการรบเป็นของตัวเอง
จะเป็นผลดีในระยะยาวทั้งการซ่อมบำรุง การปรับปรุง
การนำระบบเรดาร์หรือระบบอาวุธใหม่มาใช้งาน การพัฒนาต่อยอดให้ทันสมัยกว่าเดิม
ด้วยเหตุผลมากมายเกาหลีใต้ถึงทุ่มสุดตัวเพื่อพัฒนาระบบอำนวยการรบ
บริษัท Samsung
Thales มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามระยะเวลา ระหว่างปี 2015
บริษัท Hanwha Group เข้าซื้อกิจการด้านการป้องกันประเทศจาก
Samsung ส่งผลให้บริษัทถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Hanwha
Thales ปีถัดไป Hanwha Group
กว้านซื้อหุ้นทั้งหมดจากบริษัท Thales Group บริษัทจึงถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น
Hanwha Systems และใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบันกลายเป็นขาใหญ่เรื่องระบบอำนวยการรบ
เรือฟริเกตชั้น FFX-II
หลังโครงการเรือฟริเกตสร้างเองในประเทศเฟสหนึ่งประสบความสำเร็จ
ปี 2015 กองทัพเรือเกาหลีใต้เดินหน้าสร้างเรือฟริเกตเฟสสองต่อทันที
เรือฟริเกตชั้น FFX-II พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Daewoo
Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME มีความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-I ตั้งแต่หัวเรือไล่ไปจนถึงปล่องระบายความร้อน
มีการนำแผ่นวัสดุมาปิดบริเวณจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง
และสร้างจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 2 ระบบ 16 ท่อยิง
โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Daegu
ภาพประกอบที่หกเรือฟริเกต
OKS
Daejeon FFG-823 อยู่ระหว่างทดสอบเดินทะเล เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 3,100
ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,600 ตัน ยาว 122
เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ เรือมีความยาวเพิ่มขึ้นจาก FFX-I ประมาณ 8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODLOG เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 1 ตัว เครื่องยนต์ดีเซล 2
ตัว ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจากอิตาลี ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว
18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย
สังเกตนะครับว่าระบบขับเคลื่อนทันสมัยมากกว่าเดิม
เรือลำนี้เปรียบได้กับฝาแฝดเรือฟริเกตรุ่นส่งออกของบริษัท DSME
ไม่ต้องบอกผู้อ่านทุกคนนะรู้ดีว่าคือเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช
เหตุผลก็คือรูปร่างหน้าตาเรือเกาหลีใต้คล้ายเรือลูกประดู่ไทย
โดยเฉพาะสะพานเดินเรือค่อนข้างสูงกับหัวเรือค่อนข้างต่ำ
เพียงแต่เกาหลีใต้ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K เพียงหนึ่งตัว จึงไม่ได้สร้างเสากระโดงรองเหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย
อาวุธใหม่ประจำเรือ
แท่นยิงแนวดิ่ง
K-VLS มาพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM นำวิถีคลื่นความร้อน
ระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร โดยที่ 1 ท่อยิงสามารถใส่
K-SAAM ได้ถึง 4 นัด
กองทัพเรือเกาหลีใต้นำมาใช้งานทดแทนระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM จึงได้มีการพัฒนาแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS ขนาด 4
ท่อยิงเพิ่มเติม ขนาดกะทัดรัดยาว 2.6 เมตร
กว้าง 2.9 เมตร ลึก 4.6 เมตร ใส่ K-SAAM ได้มากสุดจำนวน 16 นัด
เพื่อใช้งานบนเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์
รวมทั้งเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ โดยใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือค่อนข้างน้อยเหมาะสมกับแบบเรือชนิดดังกล่าว
โซนาร์ลากท้ายประจำเรือถูกเปลี่ยนเป็นรุ่น
SQR-250K จำนวน Piezoelectric ceramic
hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 200 ตัว ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมและถูกพัฒนาเป็นโซนาร์ลากท้ายรุ่นส่งออกในเวลาต่อมา
กองทัพเรือเกาหลีใต้ยังมีแผนการพัฒนาโซนาร์ลากจูงรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งาน
ภาพประกอบที่หกภาพเล็กมุมบนคือโซนาร์ ATASS LFPA หรือ Active Towed Array Sonar System-Low Frequency Projector
Array ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงในปี 2017 ทำงานได้ทั้งโหมด
Passive และ Active ทันสมัยเทียบเท่าโซนาร์ตระกูล
CAPTAS จากฝรั่งเศส (อีกแล้ว) โดยจะติดตั้งบนเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ
KDX-III Batch 2 เป็นลำแรก
เพียงแต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าโครงการประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งโซนาร์ ATASS
LFPA สามารถใส่เรือฟริเกต HDF-4000
ซึ่งเสนอขายให้กับราชนาวีไทยได้หรือไม่
อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ
K745A1 Red Shark
เกาหลีใต้สร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-II จำนวน 8
ลำถือว่ามากเป็นพิเศษ
เรือชั้นนี้ช่วยยกระดับกองเรือฟริเกตให้ทันสมัยเทียบเท่าอารยประเทศ หนำซ้ำยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อพูดถึงออปชันเสริม
ที่เรือสามารถใช้งานหลังติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 16
ท่อยิง สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ K745A1 Red Shark เจ้าของฉายา (K-ASROC ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคย) โดยนำตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ K745 Blue Shark ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตร มาติดตั้งระบบขับเคลื่อนสามารถโบยบินในอากาศได้อีก 19 กิโลเมตร เท่ากับว่า K-ASROC มีระยะทำการไกลสุดประมาณ
38 กิโลเมตร
K745A1 Red Shark ใช้เวลาพัฒนา 9
ปีด้วยงบประมาณมากถึง 80 ล้านเหรียญ เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น
KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพเล็ก)
มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีภาพการทดสอบยิงจริงปรากฏต่อสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ เข้าใจว่าเป็นแผนการในอนาคตที่เรือสามารถปรับปรุงให้ใช้งานได้
ไอเทมลับอีกหนึ่งชนิดสามารถใช้งานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง
K-VLS สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Haeryong VL เป็นการนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ SSM-700K
C-Star มาปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม เพิ่มระยะยิงไกลสุดเป็น 500
กิโลเมตร เพิ่มระบบนำวิถี GPS/INS ให้เหมาะสมกับเป้าหมายบนฝั่ง
เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพใหญ่) มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น
KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น
FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีการทดสอบยิงจริงเช่นเดียวกับ
K745A1 Red Shark
เป็นออปชันเสริมที่น่าสนใจแต่ยังไม่มาของกองทัพเรือเกาหลีใต้
เรือฟริเกตชั้น FFX-III
หลังสร้างเรือฟริเกตชั้น
FFX-II จำนวน 8 ลำเข้าประจำการแบบรัวๆ
กองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-III ต่อจำนวน 6 ลำ เรือฟริเกตลำแรก ROKS Chungnam
FFG-828 เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2024 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 4,300 ตัน ยาว 129
เมตร กว้าง 14.8 เมตร กินน้ำลึก
พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Hyundai Heavy Industries หรือ HHI
ระบบเรดาร์และระบบอาวุธส่วนใหญ่เหมือนเรือฟริเกตชั้น FFX-II แต่เปลี่ยนมาใช้งานเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AESA
รุ่น FFX-B3 MFR
ซึ่งในตอนหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อ SPY 200K ระยะตรวจจับมากกว่า 250
กิโลเมตร ถือเป็นเรือฟริเกตลำแรกของเกาหลีใต้ที่ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ฝังในเสากระโดงจำนวน
4 ตัว
โซนาร์ลากท้าย
SQR-250K
towed array sonar ถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่กว่า ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด
Phalanx เปลี่ยนเป็น CIWS-II ซึ่งเป็นร่างโคลน
Goalkeeper ใช้ปืนกลขนาด 30 มม.เจ็ดลำกล้องรวบทำงานร่วมกับระบบเรดาร์ AESA โดยต้องใช้คลังแสงจัดเก็บกระสุนใต้ดาดฟ้าเรือเหมือน
Goalkeeper เรือฟริเกต ROKS Chungnam FFG-828 ในภาพประกอบที่แปดยังไม่ได้ติดตั้ง CIWS-II
เหตุผลก็คือบริษัท LIG Nex1 ยังเข็นรุ่นใช้งานจริงออกมาไม่สำเร็จ
คาดว่าภายใน 2-3 ปีน่าจะส่งมอบอาวุธทันสมัยได้ตามสัญญา
เรือฟริเกตชั้น FFX-IV
ปี
2019
รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติให้กองทัพเรือเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-IV
มีการคาดการณ์ว่าเรือชั้นนี้จะมาแทนที่เรือพิฆาตชั้น KDX-I ซึ่งมีแผนปลดประจำการในปี 2030 รวมทั้งมีการเปิดเผยแบบเรือฟริเกตรุ่น
HCX-19 ของบริษัท HHI
แบบเรือค่อนข้างล้ำสมัยคล้ายเรือฟริเกต FDI กองทัพเรือฝรั่งเศส
ระวางขับน้ำป 4,500 ถึง 5,000 ตันเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลลึก
หรือเดินทางไกลไปทำภารกิจต่างๆ ทั่วโลกแทนที่เรือพิฆาตรุ่นเก่า
แต่แล้วในวันที่ 22 มกราคม 2025 บริษัท Hanwha Ocean ได้รับสัญญามูลค่า 586.4 ล้านเหรียญในการสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-IV จำนวน 2
ลำแรก บริษัทได้เปิดเผยภาพจำลองเรือฟริเกตรุ่นใหม่ตามภาพประกอบที่เก้า
รูปร่างหน้าตาผู้เขียนหาความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-III ไม่เจอ ทว่าเรือชั้นนี้จะติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์รุ่นใหม่ระยะตรวจจับไกลกว่าเดิมสองเท่า
และถูกเรียกขานเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศรุ่นจิ๋วแจ๋ว
เรือฟริเกตชั้น
FFX-IV
สองลำแรกจะสร้างเสร็จในปี 2029 กับ 2030
ถึงตอนนั้นเราจะได้รู้อนาคตภายภาคหน้ากองทัพเรือเกาหลีใต้ว่า พวกเขาสามารถพัฒนาเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศได้ดีมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
บทสรุป
ปัจจุบันโครงการ
Future Frigate eXperimental
มีเรือฟริเกตรวมกันเท่ากับ 6+8+6+6= 26 ลำ
นำมาทดแทนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตรุ่นเก่าจำนวน 33 ลำ
รวมทั้งอาจทดแทนเรือพิฆาตขนาด 3,900 ตันอีก 3 ลำ จำนวนเรือมากเพียงพอในการปกป้องน่านน้ำจากภัยคุกคาม
ตัวเลขอาจลดลงนิดหน่อยแต่ได้ขนาดและประสิทธิภาพมาทดแทน
ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างขัดหูขัดตาการออกแบบเรือของเกาหลีใต้
แต่ยอมรับว่าพวกเขาสร้างเรือเร็วและไม่หยุดพัฒนาแม้เกิดปัญหามากมาย
สิ่งที่อยากรู้ก็คือกองทัพเรือเกาหลีใต้จะใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนบนเรือฟริเกตชั้น
FFX-IV เพราะถัดจาก K-SAAM กองทัพเรือเกาหลีใต้ข้ามไปใช้งาน
SM-2 ตัวแรงจากสหรัฐอเมริกาโน่นเลย
เอ…หรือว่าจะเป็น Barak MX เหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย?
อ้างอิงจาก
https://www.naval-technology.com/projects/incheon-class-ffx-frigates-south-korea/?cf-view
https://www.deagel.com/Navies/FFX/a002334
https://thaidefense-news.blogspot.com/2017/02/republic-of-korea-navy-ffx-1-incheon.html
https://www.defenseindustrydaily.com/ffx-koreas-new-frigates-05239/
https://defencehub.live/threads/ffx-ulsan-frigate-program.15970/
https://www.shipspotting.com/photos/3662651
https://www.seaforces.org/marint/Republic-Korea-Navy/Frigate/Incheon-class-FFG.htm
https://www.navalnews.com/naval-news/2025/01/south-korea-kicks-off-ffx-batch-iv-frigate-program/

















