วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

MiG-25 FOXBAT

 

MiG-25 ปีศาจร้ายหลังม่านเหล็ก

วันที่ 9 กันยายน 2519 เรืออากาศโท วิคเตอร์ เบเล็นโค ได้ขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A กองทัพอากาศสหภาพโซเวียต บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ ประเทศญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเทศญี่ปุ่นและกองกำลังนาโต้อีกหลายประเทศ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสร้างเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงของสหภาพโซเวียตไปพร้อมกัน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังได้ถอดรหัสเครื่องพิสูจน์ฝ่ายหรือ IFF กระทั่งเป็นผลสำเร็จ ก่อนส่งมอบเครื่องบินกลับคืนสู่สหภาพโซเวียตในเดือนพฤศจิกายน 2519 ข้อมูลที่ได้รับถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อโลกตะวันตก เพราะช่วยให้รู้จักขีดความสามารถแท้จริงของโรงงานสร้างอากาศยานแห่งสหภาพโซเวียต รวมทั้งความรู้โดยทั่วไปของกำลังทางอากาศจากดินแดนหลังม่านเหล็ก

จุดกำเนิดเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง

เครื่องบินขับไล่ MiG-25 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูงที่สุดในโลก ทว่าทุกคนพากันประหลาดใจเมื่อพบว่าเครื่องบินถูกผลิตออกมาใช้งานค่อนข้างน้อย ต่างจากเครื่องบินขับไล่ตระกูลมิกรุ่นอื่นซึ่งมีจำนวนมหาศาล สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้จัดทำอำนาจถ่วงดุลทางทหาร 2525/2526 ออกมา ข้อมูลแจ้งว่าสหภาพโซเวียตประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-25 เพียง 330 ลำ โดยมีเครื่องบินจำนวน 50 ลำทำหน้าที่ฝึกนักบิน กับอีก 170 ลำทำหน้าที่เครื่องบินลาดตระเวน เหลือเพียง 100 ลำทำหน้าที่สกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่ายตรงข้าม จำนวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตความรับผิดชอบของเครื่องบิน

MiG-25 เริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2514 มีการพัฒนาปรับปรุงรุ่นย่อยจำนวน 6 รุ่นด้วยกัน โดยรุ่นล่าสุดถูกเปลี่ยนชื่อเป็น MiG-31 และนาโต้กำหนดชื่อไว้ว่า FOXHOUND ทว่ายังมีการเรียกชื่อเดิมว่า MiG-25 MP ค่อนข้างมาก เครื่องบินขับไล่ตระกูล FOXBAT ทั้ง 6 รุ่นประกอบไปด้วย

1.      MiG-25 FOXBAT A ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

2.MiG-25 FOXBAT B ภารกิจลาดตระเวน

3.MiG-25 FOXBAT C รุ่นสองที่นั่ง ภารกิจฝึกนักบิน

4.MiG-25 FOXBAT D ภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์

5.MiG-25 FOXBAT E ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

6.MiG-25 MP หรือ MiG-31 FOXHOUND ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

เครื่องบินทั้ง 6 รุ่นมีเพียง FOXBAT A กับ FOXBAT E และ FOXHOUND เท่านั้น ที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศเพื่อเผด็จศึกเครื่องบินฝ่ายตรงข้าม ส่วน FOXBAT B กับ FOXBAT C และ FOXBAT D โดยปรกติติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ ยกเว้นมีการนำ FOXBAT C ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกสองที่นั่งมาปรับปรุงหวังใช้เป็นกำลังเสริม

สหภาพโซเวียตเร่งพัฒนาเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT ขึ้นมา เพื่อเตรียมรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 3.1 มัค เพดานบินสูงสุด 70,000 ฟุต ระยะทำการมากกว่า 6,200 กิโลเมตร สำนักออกแบบมิโกยันและโรงงานสร้างอากาศยานในสหภาพโซเวียต ออกแบบให้ MiG-25 มีความเร็วสูงเทียบเท่าหรือมากกว่า B-70 เครื่องบินต้นแบบรุ่นขับไล่สกัดกั้น Ye-155-P1 ทดสอบบินครั้งแรกวันที่ 9 กันยายน 2507 ทว่าก่อนหน้านี้ในวันที่ 6 มีนาคม 2507 เครื่องบินต้นแบบรุ่นลาดตระเวน Ye-155-R1 (ไม่ติดอาวุธ) ทดสอบบินเป็นที่เรียบร้อย

โครงการ MiG-25 ถูกจัดอยู่ในลำดับลับสุดยอด แม้ทดสอบบินเรียบร้อยแล้วทว่ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2510 เครื่องบินขับไล่ FOXBAT A จำนวน 3 ลำกับเครื่องบินลาดตระเวน FOXBAT B อีก 1 ลำ ได้ทำการบินโชว์ที่งานแสดงการบินโดโมเดโดโว ผู้บรรยายแนะนำว่าเป็น “เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงสามเท่าก่อให้เกิดความสับสนต่อสื่อมวลชนจากโลกตะวันตก ซึ่งพากันเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ถูกพัฒนาโดยบริษัทตูโปเลฟ ต่อมายังเกิดความสับสนกับเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประสิทธิภาพต่ำกว่า

ระหว่างปี 2516 อิสราเอลตรวจพบว่า เครื่องบินขับไล่ MiG-25 สามารถทำความเร็วสูงถึง 3.2 มัคหรือ 3,380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เพดานบินสูงถึง 80,000 ฟุตขณะบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอล สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า MiG-25 มีประสิทธิภาพสูงกว่าข้อมูลจากสายลับ จึงมีคำสั่งหยุดส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์ SR-71 ออกปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าสหภาพโซเวียต รวมทั้งมีส่วนทำให้โครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 ซึ่งมีการสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาแล้วจำนวน 3 ลำถูกยกเลิกไม่ได้ไปต่อ

หลังการเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 สหภาพโซเวียตใช้เวลาเพียง 5 ปีในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ MiG-25 ซึ่งมีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการเผด็จศึกเครื่องบินทิ้งระเบิดทุกรุ่นบนโลก ใครเป็นสหรัฐอเมริกาและนาโต้ในตอนนั้นย่อมกินไม่ได้นอนไม่หลับ กะส่ายกะสับสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะกรดไหลย้อนเล่นงาน MiG-25 FOXBAT จึงเปรียบได้กับหมัดเด็ดไพ่ตายที่โลกตะวันตกทุกชาติพากันวิตกกังวล

การตรวจสอบเครื่องบิน

         เมื่อเรืออากาศโท วิคเตอร์ เบเล็นโคขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ออกมาสำเร็จ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากค่ายตะวันตกพากันประหลาดใจมาก สำนักออกแบบมิโกยันทำให้เครื่องบินขับไล่ MiG-25 มีรูปร่างน่าเกรงขาม แต่แล้วเมื่อตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียดกลับพบว่า โครงสร้างส่วนใหญ่ของเครื่องบินคือโลหะผสมนิกเกิล-เหล็กประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มีชิ้นส่วนทำมาจากอะลูมิเนียมประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นส่วนทนต่ออุณหภูมิสูงสร้างจากไทเทเนียมอีก 9 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ MiG-25 มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินจากค่ายตะวันตกซึ่งใช้ไทเทเนียมเป็นหลักเกือบสองเท่า

         เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตรุ่นใดสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ บริษัทดูมันสกีหรือ Tumansky จึงพัฒนาเครื่องยนต์ R-15B-300 พร้อมสันดาปท้ายหรือ Afterburner ขึ้นมา โดยนำเครื่องยนต์อากาศยานไร้คนขับรุ่น Tupolev Tu-121 มาปรับปรุงเพิ่มเติม เครื่องยนต์มีขั้นตอนการทำงานค่อนข้างเรียบง่าย ประสิทธิภาพที่ความเร็วต่ำทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทว่าเมื่อเครื่องบินใช้ความเร็วสูงประสิทธิภาพเครื่องยนต์สูงกว่าเดิมชนิดหน้ามือหลังมือ

         มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า เครื่องบินบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ซึ่งบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอลด้วยความเร็ว 3.2 มัค และใช้เพดานบินสูงถึง 80,000 ฟุตไปลงที่สนามบินประเทศอียิปต์ เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน ถ้าเครื่องยนต์เสียหายอย่างหนักเครื่องบินต้องเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว ปัญหาก็คือ MiG-25 ลำนั้นไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกายังแจ้งอีกว่าถ้า MiG-25 ใช้ความเร็วเกินกว่า 2.5 มัค เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนสะสมสูงมาก จนอาจเกิดระเบิดกลางอากาศขึ้นมาตอนไหนก็ได้ ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนก็คือ สหรัฐอเมริกาในตอนนั้นพัฒนาเครื่องยนต์สู้เครื่องยนต์ R-15B-300 ของสหภาพโซเวียตไม่ได้

         เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทดูมันสกี R-15B-300 ให้กำลังขับ 7,600 กิโลกรัมและ 11,000 กิโลกรัมเมื่อใช้สันดาปท้าย เครื่องอัดอากาศจำนวน 5 ระบบให้กำลังอัดอากาศ 170 กิโลกรัมต่อวินาที ห้องสันดาปเครื่องยนต์มีลักษณะเป็นท่อวงแหวนแบ่งเป็น 10 ห้อง เครื่องเทอร์โบแบ่งการทำงานออกเป็น 2 จังหวะ อากาศที่พ่นเข้ามาตามช่องอัดอากาศเข้าเครื่อง จะถูกอัดอากาศโดยชุดอัดอากาศหน้าเครื่องและอีกครั้งภายในเครื่อง เมื่อใช้ความเร็วสูงเครื่องยนต์จะทำงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงค่อนข้างสูงกว่าเครื่องยนต์รุ่นอื่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งเครื่องยนต์เข้าทำลายเป้าหมาย นักบินมีเวลาทำภารกิจเพียง 27 นาทีก่อนที่เชื้อเพลิงบนเครื่องบินจะหมด

         FOXBAT A ไม่มีถังเชื้อเพลิงสำรองเหมือนเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นเก่า เครื่องบินต้นแบบมีการติดถังเชื้อเพลิงสำรองที่ปลายปีกก่อนถูกถอดออก เนื่องจากไม่เหมาะสมกับการใช้งานที่ความเร็วสูงและระดับสูง ส่วน FOXBAT รุ่นอื่นรวมทั้ง FOXBAT E และ MiG-31 FOXHOUND สามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองใต้ท้องเครื่องบิน ไม่วุ่นวายกับจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีบริเวณใต้ปีก

         ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องยนต์ R-15B-300 ประกอบไปด้วย อุณหภูมิอากาศก่อนเข้าเครื่องเทอร์โบอยู่ที่ 1,000 องศาเซลเซียส ความยาวเครื่องอัดอากาศเท่ากับ 1 เมตร ความยาวห้องเครื่องยนต์เท่ากับ 2.8 เมตร ความยาวรวมระบบเครื่องยนต์อยู่ที่ 6 เมตร น้ำหนักรวม 2,100 กิโลกรัม แม้ถูกค่อนขอดจากคนรุ่นหลังจำนวนมากเรื่องไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทว่าค่ายตะวันตกไม่มีเครื่องยนต์รุ่นไหนประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทรุ่นโบราณจากบริษัทดูมันสกี ฉะนั้นใครก็ตามที่รู้สึกคันปากรบกวนถามตัวเองก่อนว่า ตัวเองมีอะไรดีกว่าถึงกล้าหยามเหยียดเครื่องบินขับไล่ความเร็ว 3.2 มัครุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลก

ระบบเรดาร์กับระบบอาวุธประจำเครื่องบิน

         เครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A ชื่อรหัสของนาโต้คือ Fox Fire ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น Tu-128 Fiddler ระบบเรดาร์ TL-25 Smerch-A  สามารถตรวจจับเป้าหมายที่ระยะ 160 กม. และติดตามเป้าหมายได้จากระยะประมาณ 80 กม. แต่ขาดความสามารถในการมองลงแล้วยิง เครื่องบินรุ่นแรกที่ติดตั้งเรดาร์มีคุณลักษณะมองลงแล้วยิงคือ MiG-23 ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้งานระดับความสูงปรกติและทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย เหตุผลที่สหภาพโซเวียตเลือกใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A พวกเขาอาจมองว่าภารกิจหลักคือบินขึ้นไปยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้งานเรดาร์โหมดมองลงแล้วยิงมากเทียบเท่า MiG-23

เขี้ยวเล็บแหลมคมของ FOXBAT A คืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีกึ่งเรดาร์ R-40R ระยะยิงไกลสุด 80 กิโลเมตร กับคืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีอินฟราเรด R-40T ระยะยิงไกลสุด 50 กิโลเมตร สามารถติดบริเวณใต้ปีกจำนวน 4 นัดไม่มากไปกว่านี้ ต้องเข้าใจนะครับว่าเครื่องบินต้องใช้ความเร็วค่อนข้างสูงในการเดินทางเข้าใกล้เป้าหมาย และอาวุธปล่อยนำวิถีใต้ปีกนี่แหละคือสิ่งกีดขวางการทำความเร็ว ยิ่งติดมากเท่าไรความเร็วเครื่องบินยิ่งลดน้อยถอยลง อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศจำนวน 4 นัดถือว่ามากเพียงพอในการทำภารกิจ

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-40 มีชื่อรหัสของนาโต้ว่า AA-6 Acrid ออกแบบมาเพื่อรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 โดยใส่หัวรบขนาดใหญ่เพื่อให้มีแรงระเบิดเพียงพอต่อการทำลายเป้าหมาย สามารถใช้งานระดับความสูงมากกว่า 60,000 ฟุตได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีความคล่องแคล่วค่อนข้างสูงในการเผด็จศึกเป้าหมายซึ่งมีความเร็วสูงถึง 3 มัค ถือเป็นไอเทมลับของ FOXBAT A ในการรับมือภัยคุกคามจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา

และเนื่องมาจากภารกิจหลักคือไล่ล่าเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงสามเท่า FOXBAT A จึงไม่มีปืนกลอากาศใช้งานเหมือนดั่งเครื่องบินขับไล่รุ่นทั่วไป

สำหรับ FOXBAT D ซึ่งใช้ทำภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์ มีการติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างเพิ่มขึ้นเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง สามารถตรวจจับเป้าหมายระยะทางไกลสุด 100 กิโลเมตร ถือเป็นเรดาร์เสริมให้กับเรดาร์ RP-22 Sapfir-21 หรือ Jay Bird ซึ่งมีใช้งานใน FOXBAT  รุ่นลาดตระเวนเท่านั้น เพราะมีขนาดเล็กกินพื้นที่ไม่มากสามารถติดตั้งกล้องตรวจการณ์เพิ่มเติมได้

FOXBAT E

         เมื่อความลับสุดยอดถูกเปิดเผยที่ประเทศญี่ปุ่น กองทัพอากาศสหภาพโซเวียตอยู่นิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว พวกเขาพัฒนาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นที่สองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า FOXBAT E มีการปรับปรุงเครื่องบินหลายจุดประกอบไปด้วย ลำตัว เครื่องยนต์ ระบบอาวุธ และระบบเอวิโอนิกส์ เรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างจาก FOXBAT D ถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา เรดาร์ Fox Fire ถูกปรับปรุงให้ใช้งานระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม สามารถใช้งานเครื่องบินที่ระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม ทว่าความเร็วต่ำสุดยังคงมากกว่า 1 มัคเพื่อความปลอดภัย

มีการติดตั้งปืนกลอากาศขนาด 23 มม.ลำกล้องแฝดเพิ่มเติมเข้ามา สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-23 หรือ AA-7 Apex ระยะยิงประมาณ 27 กิโลเมตรซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่า Sparrow ของสหรัฐอเมริกาได้ เท่ากับเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับตัวเอง ส่งผลให้ FOXBAT E ถูกปรับเปลี่ยนจากเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย แต่เป็นความหลากหลายสไตล์ประเทศหลังม่านเหล็กนะครับ

สำหรับ MiG-31 FOXHOUND ผู้เขียนขอไม่เขียนถึงเพราะจะทำให้บทความยาวเกินไป

ตลาดส่งออก

หลังพัฒนา FOXBAT E สำเร็จจำนวน FOXBAT เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามีอยู่หนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากเครื่องบินรุ่นอื่น สหภาพโซเวียตไม่ขาย FOXBAT ให้พันธมิตรในกลุ่มวอซอร์ แต่ส่งออกให้กับประเทศพันธมิตรในทวีปนำไปใช้งาน ประกอบไปด้วยอัลจีเรียจำนวน 10 ลำ ลิเบียจำนวน 50-58 ลำ ซีเรียจำนวน 20 ลำ รวมทั้งขายให้กับอินเดียจำนวน 8 ลำ

หลังเหตุการณ์ FOXBAT A บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพโซเวียตเริ่มขายเครื่องบินขับไล่สุดรักสุดหวงมากขึ้นกว่าเดิม เราจึงได้เห็น MiG-25 กองทัพอากาศอิรัคถูกแยกชิ้นส่วนฝังอยู่ในดิน ป้องกันไม่ให้ทหารสหรัฐอเมริกานำไปใช้งานช่วงสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสงครามฉบับที่ 195 วันที่ 10 ธันวาคม 2526

https://www.reddit.com/r/aviation/comments/11ns6bp/mig25_foxbat_being_inspected_on_the_ground_at/

      https://x.com/PAVE_naught/status/1694366383214411829

https://www.airliners.net/photo/Russia-Air-Force/Mikoyan-Gurevich-MiG-25R-Ye-155R/2162890/L

https://weaponsparade.com/mig-25-foxbat-a-c-e-f-gallery/

https://www.reddit.com/r/Warthunder/comments/g7yxg6/mig25pds_foxbate_born_out_of_a_crash_program/

 

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

F-16 A/B Conflict

 

ปัจจุบันการจัดหาอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยจากทุกเหล่าทัพ ได้รับความนิยมชมชอบจากบรรดามิตรรักแฟนเพลงทั่วประเทศ การเปิดเผยข้อมูลแบบตรงไหนตรงมามีความสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการราคาค่อนข้างแพงอาทิเช่น โครงการจัดหาเรือฟริเกต รถถังหลัก หรือเครื่องบินขับไล่

ใครหลายคนมักอ้างว่าสมัยก่อนการจัดหาอาวุธของประเทศไทย ไม่เคยประสบปัญหาสามารถซื้อเท่าไร ซื้อจากชาติไหนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน ผู้เขียนจึงไปงัดข้อมูลการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ฝูงแรกของประเทศไทย มาให้อ่านไปพร้อมกันว่าผู้คนยุคสมัยไร้สิ้นสมาร์ตโฟน มีความตื่นตัวเรื่องโครงการจัดหาอาวุธมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกองทัพอากาศรับมือสถานการณ์ได้ดีมากน้อยเพียงไร จะได้นำมาเปรียบเทียบกับโครงการสำคัญบางโครงการในปัจจุบัน ที่มีความพยายามจะรักษาสัญญาใจมากกว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศ

โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B

หลังกองทัพอากาศได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ให้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B และได้ลงชื่อใน LOA เพื่อจัดหาเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าโครงการถูกท้วงติง คัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

1.ด้านเศรษฐกิจ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงบทความคล้ายกันทำนองว่า การจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-16 A/B ของกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อาจทำให้การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ไม่บรรลุเป้าหมาย

กองทัพอากาศชี้แจงว่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B เป็นไปตามแผนโครงสร้างกองทัพไทยของกองบัญชาการสูงสุด ที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี 2524 และได้จัดทำเป็นโครงการพร้อมกำหนดวงเงินโดยประมาณตั้งแต่ปี 2525 ด้วยความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการประสานแผนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ในคณะกรรมการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 โดยพิจารณาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนากำลังรบ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศตระหนักดีว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ผลเต็มที่ กองทัพอากาศจึงลดจำนวนจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ลงเหลือเพียง 12 ลำ และใช้งบประมาณประจำปีของกองทัพอากาศจัดหาด้วยวิธีผ่อนชำระเป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่องบประมาณส่วนรวมและฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ

เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่จัดหาแบ่งเป็นแบบเอที่นั่งเดี่ยวจำนวน 8 ลำ กับแบบบีสองที่นั่งจำนวน 4 ลำ วงเงินในการจัดหาทั้งต้นทั้งดอกรวมกันเท่ากับ 378 ล้านเหรียญหรือ 8,900 ล้านบาท โดยที่ปีแรกต้องผ่อนชำระ 2,200 ล้านบาท ส่วนปีถัดไปต้องผ่อนชำระประมาณ 1,000-2,500 ล้านบาท โดยไม่ใช้เงินกู้ต่างประเทศรวมทั้งไม่ใช่เงินกู้เพื่อช่วยเหลือทางทหารหรือ FMS เพราะเป็นเงินที่หลายหน่วยงานจำเป็นต้องใช้งาน กองทัพอากาศจะได้รับมอบ F-16 ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นไป ผลการคิดคำนวณค่าใช้จ่าย F-16 เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน คิดเป็นค่าใช้จ่ายชั่วโมงละ 50,000 บาทรวมทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าดูแลรักษา

2.ด้านความปลอดภัย

         ช่วงเวลาที่กองทัพอากาศดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ได้เกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบินรุ่นนี้เป็นข่าวโด่งดังทั่วโลก เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเครื่องบินมีความปลอดภัยไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ F100-PW-100 ซึ่งประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อกลางอากาศบ่อยครั้ง รวมทั้งเป็นสาเหตุหลักทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุสูง

         ทว่าจากเอกสารรายงานสถิติอากาศยานอุบัติเหตุของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาประจำปี  2528 คิดเทียบต่อหนึ่งแสนชั่วโมง ปรากฏว่า F-16 A/B มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุน้อยกว่าเครื่องบิน F-4 , F-104, F-106 และ F-101 โดยปรกติเครื่องบินที่เข้าประจำการมากกว่า 5 ปี จะมีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับเครื่องบิน F-16 A/B เข้าประจำการครบ 7 ปีแล้ว จึงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทั้งตัวอากาศยานและเครื่องยนต์ให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม

         ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ F100-PW-100 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงแก้ไขชิ้นส่วนให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม โดยการพัฒนาเป็นรุ่น F100-PW-220 มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบภายในปี 2530 เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B กองทัพอากาศไทยทุกลำจะติดตั้งเครื่องยนต์ F100-PW-220 จึงนับได้ว่า F-16 A/B กองทัพอากาศไทยมีความปลอดภัยด้านการบินสูงกว่าเครื่องบินขับไล่หลายรุ่น

3.ความทันสมัย

         ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ถูกพัฒนาเป็นรุ่น F-16 C/D เรียบร้อยแล้ว จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากองทัพอากาศซื้อเครื่องบินล้าสมัยที่สหรัฐอเมริกาปิดสายการผลิตไปแล้ว สมควรพิจารณาจัดซื้อรุ่น F-16 C/D มาใช้งานจะเป็นการเหมาะสมกว่า แต่ถ้าได้ทราบการดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ตั้งแต่ต้นจะพบว่า กองทัพอากาศได้พยายามจัดหาเครื่องบินทันสมัยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ แต่ติดขัดในเรื่องงบประมาณที่มีจำกัด รวมทั้งประเทศผู้ผลิตไม่ขายเครื่องบินบางรุ่นให้เรา

สหรัฐอเมริกาอยากให้ประเทศไทยใช้งานเครื่องบินขับไล่ F-16/79 หรือ F-20 ซึ่งมีสมรรถนะต่ำกว่า F-16 A/B ทว่ากองทัพอากาศพยายามดำเนินการทุกวิถีทาง กระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายินยอมขายเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ให้กับเรา และกองทัพอากาศสามารถจัดซื้อได้เพียง 12 ลำเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณประจำปี ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐอเมริการับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 C/D เข้าประจำการแล้ว รวมทั้งขายให้กับมิตรประเทศบางชาติแล้วก็ตาม แต่เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ยังคงเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม โดยเฉพาะโครงการผลิตร่วมในกลุ่มประเทศยุโรป จะมีโครงการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ต่อไปจนถึงปี 2535 ซึ่งเมื่อถึงปีนั้นหากยังมีประเทศต่างๆ ต้องการใช้งาน F-16 A/B โครงการนี้จะดำเนินการและเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม

4.เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ที่กองทัพอากาศจัดซื้อราคาแพง

         นิตยสาร FAR EASTERN ECONOMIC ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของประเทศไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยใช้งบประมาณค่อนข้างสูงในการจัดหาเครื่องบิน F-16 A/B มาใช้งาน โดยไม่รู้ว่าขณะนี้มีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่มีราคาถูกกว่า และมีขีดความสามารถก้าวหน้ากว่าออกวางขาย ถ้าประเทศไทยได้รับอนุญาตให้ซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากประหยัดงบประมาณยังช่วยเพิ่มความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้ดีกว่าเดิม

         เครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ลำนี้คือ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ (SPECIAL CONFIGURATION)

         กองทัพอากาศได้ตรวจสอบข่าวอย่างละเอียดก่อนได้พบว่า F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษเป็นเครื่องบินที่บริษัท GENERAL DYNAMICS ตั้งใจผลิตออกมาเสนอขายกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา แข่งกับเครื่องบินขับไล่ F-20 ของบริษัท NORTHROP ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เข้าประจำการ โดยใช้โครงอากาศยานเหมือน F-16 C/D ซึ่งมีความทันสมัยค่อนข้างสูง แต่ได้ลดขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองลง เพราะมีจุดมุ่งหมายใช้ป้องกันภัยทางอากาศเป็นหลักเท่านั้น

         บริษัท GENERAL DYNAMICS ได้เสนอขาย F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ ต่อกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจำนวนมากกว่า 200 ลำในราคาต่ำกว่า F-16 A/B อย่างไรก็ตามหากกองทัพอากาศไทยจัดซื้อ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษมาใช้งาน ราคาเครื่องบินคงไม่แตกต่างจาก F-16 A/B เพราะเรามีงบประมาณจัดซื้อเพียง 12 ลำด้วยการผ่อนชำระเงินภายในเวลา 5 ปี ราคาย่อมแพงกว่าการจัดซื้อรวดเดียวมากถึง 200 ลำ นอกจากนี้ F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษใช้ป้องกันภัยทางอากาศได้เพียงภารกิจเดียว ไม่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการของกองกำลังภาคพื้นดิน จึงไม่ตรงกับความต้องการกองทัพอากาศซึ่งอยากได้เครื่องบินทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย การจัดซื้อ F-16 A/B มาใช้งานจึงเป็นสิ่งถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด

สรุป

         กองทัพอากาศตระหนักถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามทางอากาศในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดในอนาคต กำลังทางอากาศในปัจจุบันไม่สามารถรองรับภัยคุกคามได้อย่างเต็มที่ กองทัพอากาศจึงได้พิจารณาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B จำนวน 1 ฝูง โดยได้จัดหาในขั้นต้นจำนวน 12 ลำ เพื่อให้กองทัพอากาศมีขีดความสามารถจัดหาเครื่องบินด้วยงบประมาณตัวเอง และเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนฐานะทางเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ

         และเนื่องมาจาก F-16 A/B เป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง การดำเนินการจัดซื้อต้องกระทำในระดับรัฐบาลเท่านั้น กองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางกระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายอมขายให้กับประเทศไทย เมื่อกองทัพอากาศได้รับเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B เข้าประจำการ จะสามารถใช้เป็นกำลังป้องกันและป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม ใช้กำลังทางอากาศคุกคามประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงสูงกว่าเดิม เป็นที่เชื่อถือของประเทศอื่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ถือเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5

อ้างอิงจาก

         เอกสารดาวน์โหลด ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ของกองทัพอากาศ

 

 

 

                 

 

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Porborkhor 105 Attajhon

 

ปบค 105 อัตตาจร ปืนใหญ่อัตตาจรผลิตในประเทศไทย

         ระหว่างปี 2520 กองทัพบกไทยต้องการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 105 มม.และ 155 มม.จากสหรัฐอเมริกา แต่ถูกบอกปัดด้วยเหตุผลความมั่นคงทางการเมือง สหรัฐอเมริกาได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาชั่วคราวโดยใช้การขนส่งทางอากาศ ซึ่งค่อนข้างไม่สะดวกสำหรับประเทศที่มีอากาศยานขนาดใหญ่จำนวนไม่มาก กองทัพบกไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันกลับมาพึ่งพาตัวเอง

         ปี 2480 กองทัพบกไทยจัดหาปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่น Bofors L/22 Model 1936 จากบริษัท Bofors ประเทศสวีเดนมาใช้งานจำนวนหนึ่ง ปืนมีน้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เวลาเตรียมยิงประมาณ 4 นาที ระยะยิงไกลสุด 11.2 กม. อัตรายิงสูงสุด 6 นัดต่อนาที ต่อมาในปี 2495 มีการจัดหาปืนใหญ่ M101A1 ขนาด 105 มม. รุ่นใหม่ทันสมัยจากสหรัฐอเมริกามาใช้งาน ปืนใหญ่จากสวีเดนจึงถูกลดบทบาทกระทั่งปลดประจำการในเวลาต่อมา

         เมื่อกองทัพบกไทยต้องการสร้างปืนใหญ่อัตตาจรขึ้นมาใช้งาน ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. รุ่น Bofors L/22 จำนวน 20 กระบอกถูกส่งมาที่ศูนย์การทหารราบลพบุรี เพื่อติดตั้งบนรถลำเลียงพลหุ้มเกราะแบบฮาล์ฟแทร็ก M3 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล Cummins V8504C 8 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 147 แรงม้าแทนที่เครื่องยนต์เดิม โดยมีปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอกกับปืนกลขนาด 7.62 มม.อีก 1 กระบอกไว้ป้องกันตัว

อาวุธพัฒนาเองในช่วงสงครามเย็นถูกตั้งชื่อว่า “ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งขนาด 105 มิลลิเมตรอัตตาจร” หรือ “ปบค 105 อัตตาจร”

ระหว่างปี 2524 มีการผลิต ปบค 105 อัตตาจร ออกมาทดสอบใช้งานจำนวน 4 คัน และส่งไปฝึกร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 4 ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ผลการทดสอบสามารถใช้งานได้จริงโดยไม่เกิดปัญหาติดขัด จากนั้นจึงมีการผลิตเพิ่มอีก 2 คันส่งไปทดสอบที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 30 ในเดือนสิงหาคม และเข้าประจำการจริงเพื่อต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในภาคกลาง





ปบค 105 อัตตาจรทั้ง 6 คันประจำการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 30 ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการผลิตเพิ่มมากน้อยแค่ไหน หลังปี 2526 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่ในช่วงขาลง ทั้งชาวบ้านและนักศึกษาพากันวางอาวุธยอมออกจากป่า บทบาทปืนใหญ่อัตตาจรไทยสร้างเองก็เลยลดน้อยถอยลง ถูกกำหนดให้เป็นปืนใหญ่สำหรับฝึกอยู่หลายปีก่อนปลดประจำการ

หลังออกจากกองทัพ ปบค 105 อัตตาจร จำนวน 4 คันถูกส่งกลับไปจัดแสดงที่ศูนย์ปืนใหญ่ลพบุรี อีก 1 คันถูกส่งมาจัดแสดงที่อุทยานอนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อนๆ สมาชิกคนไหนอยากเห็นของจริงแวะไปดูเผื่อแอดด้วย

 

อ้างอิงจาก

https://tanks-encyclopedia.com/coldwar/thailand/porborkhor-105-attajhon/

https://forum.warthunder.com/t/porborkhor-105-attajhon-royal-thai-armys-improvised-artillery-truck/100788

 

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Mayaguez Incident

 

ยุทธการมายาเกวซ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2518 เรือบรรทุกสินค้าอเมริกันชื่อ เอสเอส มายาเกวซ (SS Mayaguez) ถูกทหารเขมรแดงบุกเข้ายึดกลางทะเล ขณะลอยลำห่างชายฝั่งกัมพูชาประมาณ 60 ไมล์ ห่างเกาะเปาโลวาย (Poulo Wai) ประมาณ 8 ไมล์ รวมทั้งห่างจากเกาะตังของกัมพูชาระยะทาง 35 ไมล์

มีความพยายามทางการทูตจากสหรัฐอเมริกา ให้ทหารเขมรแดงคืนเรือกับลูกเรือมายาเกวซทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ช่วงเวลาที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันกำลังตึงเครียด นาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาจากโอกินาวาจำนวน 1,000 นาย ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาที่ฐานทัพอเมริกันในประเทศไทย เพื่อเตรียมบุกยึดเรือกลับคืนในกรณีการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ

วันที่ 13 พฤษภาคม 2518 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ส่งเครื่องบินลาดตระเวนมาตรวจสอบเรือมายาเกวซ นักบินเห็นทหารเขมรแดงกำลังเคลื่อนย้ายตัวประกันไปเกาะตัง เมื่อเครื่องบินเข้าใกล้มากกว่าเดิมกลับถูกฝ่ายตรงข้ามสาดกระสุนใส่ จึงมีคำสั่งยิงทำลายเรือที่ทหารเขมรแดงใช้งานจำนวน 3 ลำ ถือเป็นการโดดเดี่ยวกำลังพลฝ่ายตรงข้ามบนเกาะตังจากแผ่นดินใหญ่

เมื่อความพยายามทางการทูตประสบความล้มเหลว ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดสั่งให้กองกำลังผสมบุกโจมตีพร้อมกันทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ วันที่ 15 พฤษภาคม 2518 เวลา 06.09 .เฮลิคอปเตอร์หน่วยบิน Jolly Green Giant นำนาวิกโยธินจำนวน 112 นายบุกเข้ายึดพื้นที่ 3 แห่งทางทิศเหนือของเกาะตัง มีการต่อต้านอย่างหนักจากทหารเขมรแดงในบังเกอร์แข็งแรง ต่อมาในช่วงสายนาวิกโยธินจำนวน 127 นายถูกส่งมาเสริมทัพ ท่ามกลางการคุ้มกันจากเครื่องบินโจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Coral Sea กับปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วจากเรือพิฆาตอาวุธนำวิถี USS Henry B.Wilson

เวลาเดียวกันเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ USS Harold E.Holt ลอยลำเข้าเทียบเรือมายาเกวซ นาวิกโยธินบนเรือได้รับคำสั่งบุกเข้าเคลียร์สถานที่ เพื่อได้พบว่าบนเรือไม่มีทั้งทหารเขมรแดงและตัวประกัน การยึดครองเรือเรือบรรทุกสินค้าสำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น



กลับมาที่การปะทะเดือดบนเกาะตังอีกครั้ง เหล่าคอหนังอเมริกันพยายามค้นหาเพื่อนร่วมชาติด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงว่าอาจถูกทหารเขมรแดงซุ่มโจมตี แผนการค้นหาถูกยกเลิกในเวลาต่อมา หลังรับแจ้งทางวิทยุเรื่องตัวประกันทั้งหมดได้รับการปลดปล่อย ขณะนี้กำลังเดินทางมาที่เรือพิฆาต USS Henry B.Wilson โดยเรือประมงไทยซึ่งถูกทหารเขมรแดงยึดมาใช้งาน

นาวิกโยธินทุกนายได้รับคำสั่งยุติปฏิบัติการถอนตัวกลับทันที ให้บังเอิญการเดินทางขากลับถูกขัดขวางโดยทหารเขมรแดงบนเกาะตัง กว่าจะพาทุกคนออกจากนรกบนดินใช้เวลายาวนานมากถึง 14 ชั่วโมง 8 นาที ปิดฉากยุทธการมายาเกวซซึ่งประสบความล้มเหลวหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นประกอบไปด้วย นาวิกโยธินเสียชีวิต 11 นาย ทหารอากาศเสียชีวิต 2 นาย ทหารเรือ (ทหารช่าง) เสียชีวิต 2 นาย มีผู้สูญหายจำนวน 3 นาย มีผู้บาดเจ็บอีก 41 นาย อากาศยานถูกทำลายบวกเสียหายอย่างหนักจำนวนหนึ่ง ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดออกมาแสดงความยกย่องผ่านโทรทัศน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า ความสำเร็จที่มีเกียรติ ให้บังเอิญทหารทุกนายที่เข้าร่วมการรบกลับมีความเห็นตรงข้าม

นักบินเฮลิคอปเตอร์ได้รับคำสั่งให้บินมารับเพื่อนกลับฐานทัพ โดยไม่ได้ข้อมูลการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามจนเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก ช่วงเวลาที่เฮลิคอปเตอร์ CH-53 นำนาวิกโยธินจำนวน 20 นายกับช่างภาพอีก 1 นายจากฐานทัพในประเทศไทยมาเกาะตัง ทุกคนบนเครื่องรู้แล้วว่าลูกเรือเรือมายาเกวซได้รับอิสรภาพ ทว่ากลับมีคำสั่งให้พวกเขาเสี่ยงตายช่วยเหลือบางอย่างซึ่งไม่เคยมีตัวตน

ข้อเท็จจริงเรื่องสำคัญลูกเรือเรือมายาเกวซถูกควบคุมตัวในเกาะแห่งหนึ่ง ห่างจากเกาะตัง 25 ไมล์โดยที่สหรัฐอเมริกาไม่รู้เรื่อง ส่งผลให้นาวิกโยธินถูกฝ่ายตรงข้ามโอบล้อมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ปฏิบัติการเสี่ยงตายของเหล่าคอหนังอเมริกัน คล้ายเอาชีวิตตัวเองมาทดสอบกระสุนฝ่ายตรงข้าม

เหตุปะทะระหว่างเขมรกับลุงแซมสิ้นสุดลงด้วยความน่าอับอาย

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Vickers Mk.3 in Thailand

 

ระหว่างปี 2527 กองทัพบกไทยริเริ่มโครงการปรับปรุงหน่วยยานเกราะครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรถถังหลักหรือ Main Battle Tank มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศจีน หนึ่งในตัวเต็งที่กำลังร้อนแรงเป็นพิเศษคือรถถัง Vickers Mk.3 จากประเทศอังกฤษ

บริษัท Vickers ส่งรถถัง Vickers Mk.3 คันต้นแบบมาที่ประเทศไทยในเดือนมกราคม 2527 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์มีการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดสระบุรี ช่วงปลายปี 2526 พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมนายทหารระดับสูงจำนวน 20 นาย ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถถังบริษัท Vickers รวมทั้งดูงานที่ศูนย์การฝึกทหารยานเกราะกองทัพบกอังกฤษ เพราะมีทหารไนจีเรียกำลังฝึกใช้งานรถถัง Vickers Mk.3 ที่ตัวเองเพิ่งจัดหามาใช้งาน ส่งผลให้ใครหลายคนยกให้ Vickers Mk.3 เป็นเต็งจ๋าในโครงการจัดหารถถังหลักกองทัพบกไทย

ถ้าการประเมินคุณค่ารถถังต้นแบบในประเทศไทยเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าจะมีการสั่งซื้อรถถัง Vickers Mk.3 งวดแรกจำนวน 110 คันภายในปีนี้ กองทัพบกไม่ได้มุ่งหวังการสั่งซื้ออาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ได้ยื่นข้อเสนอต่อบริษัท Vickers ให้ช่วยสนับสนุนประเทศไทย ให้สามารถผลิต ประกอบ ซ่อมบำรุง ตลอดจนการฝึกใช้งานรถถังรุ่นนี้ในประเทศไทย หากมีการขายรถถัง Vickers Mk.3 ต่อประเทศเพื่อนบ้านในย่านอาเซียน คนไทยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ลักษณะคล้ายโครงการเครื่องบินฝึกแฟนเทนเนอร์ระหว่างเยอรมันกับกองทัพอากาศไทย

เรามาทำความรู้จักสินค้าจากเมืองผู้ดีกันสักเล็กน้อย บริษัท Vickers ผลิตรถถัง Vickers Mk.1 ออกมาใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 คัน เพื่อทดแทนรถถัง Centurion โดยมีราคาต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถือเป็นความสำเร็จด้านการค้าอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดและถูกลืมเลือนมากที่สุดของอังกฤษ เพื่อสานความสำเร็จให้ยั่งยืนยาวนานมีการพัฒนารถถัง Vickers Mk.2 ขึ้นมา โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลัง 720 แรงม้า กับป้อมปืนรุ่นใหม่มีความโค้งมนทันสมัยมากกว่าเดิม มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire บังเอิญโชคร้ายไม่เคยมีการสร้างต้นแบบขึ้นมาทดสอบ

ถัดมาเพียงไม่กี่ปีรถถัง Vickers Mk.2 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Vickers Mk.3 แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire ถูกถอดออก เปลี่ยนระบบเกียร์ให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ติดตั้งระบบกันโคลง GEC-AEI EC517 เน้นความคล่องแคล่วบวกการยิงถูกฝ่ายตรงข้ามในนัดแรก ลดความหนาของเกราะให้บางกว่า Vickers Mk.1 เพื่อลดต้นทุน ติดตั้งระบบควบคุมการยิง Marconi SFC 600 ระบบควบคุมและรักษาเสถียรปืน EC620 (GCE) กล้องเล็งติดเครื่องวัดระยะเลเซอร์ Barr & Stroud (TLS) รวมทั้งมีกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน Pilkington Condor เป็นออปชันเสริม

กองทัพบกเคนยาเซ็นสัญญามูลค่า 100 ล้านปอนด์ในการจัดหารถถัง Vickers Mk.3 จำนวน 76 คัน กับรถกู้ภัยหุ้มเกราะ Mk.3 (ARV) อีก 7 คัน ไนจีเรียกับแทนซาเนียเห็นแล้วชอบก็เลยจัดหาตามกัน  บริษัท Vickers พยายามหาลูกค้าเพิ่มเน้นมาที่ประเทศคุ้นเคย ระหว่างปี 2520 พวกเขาส่งสินค้าตัวเองไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่เนื่องมาจากขาดการเตรียมตัวที่ดี การทดสอบยิงปืนใหญ่มีปัญหาติดขัดตั้งแต่ยิงนัดแรก ส่งผลให้คะแนนรวมพ่ายแพ้ให้กับรถถังหลักจากประเทศอื่น

เป้าหมายถัดไปคือกองทัพบกประเทศอียิปต์ ให้บังเอิญรถถังที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับกลายเป็น Vickers Mk.1 สร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายเป็นอย่างมาก ความพยายามครั้งถัดไปคือขายรถถังให้กับประเทศไทย ผลลัพธ์ก็คือสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายอีกครั้ง เหตุผลเกิดจากรถถังต้นแบบมีอุปกรณ์สำคัญบางส่วนหายไป ระหว่างทดสอบมีการเติมของเหลวผิดประเภท รวมทั้งต้องยกเลิกการทดสอบยิงตอนกลางคืนเนื่องจากไม่ได้ติดกล้อง Pilkington Condor

อังกฤษก็แบบนี้แหละผู้เขียนชินเสียแล้ว

ว่ากันตามจริงระหว่างปี 2527 รถถังจากเมืองผู้ดีมีคู่แข่งไม่มาก หากผ่านการทดสอบอาจมีการจัดหาอย่างเร่งด่วนเข้าประจำการ บรรดานายทหารระดับชั้นผู้ใหญ่ก็มีทีท่าโอนอ่อนผ่อนตาม บังเอิญโชคร้ายพวกเขาประกอบพิธีฮาราคีรีตัวเอง Vickers Mk.3 จึงสิ้นสุดทางเพื่อนต่อทบ.ไทยไปโดยปริยาย

 

อ้างอิงจาก : นิตยสารสงครามฉบับที่ 208 ปี 2527 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 189 ปี 2527