วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566

Naval Aviation Fleet of The Myanmar Air Force

 

75 ปีที่แล้วหลังจากประเทศได้รับเอกราช พม่าหรือเมียนม่าในปัจจุบันได้จัดตั้งกองกำลังขึ้นมาปกป้องอธิปไตย โดยมีวิธีการแบ่งเหล่าทัพง่ายๆ ดังนี้

-รถถังยานเกราะทุกคันเป็นของกองทัพบก

-อากาศยานทุกลำเป็นของกองทัพอากาศ

-เรือทุกลำเป็นของกองทัพเรือ

เพื่อนๆ สมาชิกคงไม่คุ้นเคยอะไรแบบนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีคำจำกัดความอยู่ว่า 'ทัพฟ้ามีรถหุ้มเกราะ-ทัพบกมีเรือ-ทัพเรือมีเครื่องบิน-ส่วนตำรวจมีทุกอย่าง' แต่ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อพูดถึงพม่า เราต้องลบข้อมูลไทยแลนด์ทิ้งจากเมมโมรีเสียก่อน

กลับมาที่พม่ากันอีกครั้ง ระหว่างปี 2013 มีการจัดหาอากาศยานใช้งานทางทะเลจำนวนหนึ่ง จึงได้มีการจัดตั้งกองบินทหารเรือขึ้นมา หน่วยงานใหม่อยู่ภายใต้สังกัดกองทัพอากาศ ใช้นักบินและเจ้าหน้าที่จากกองทัพอากาศ เพียงแต่ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือเป็นหลักเท่านั้นเอง

กองบินทหารเรือพม่ามีอากาศยานประจำการจำนวน 4 ฝูงประกอบไปด้วย

1.ฝูงบินค้นหาและกู้ภัย

ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 พม่าซื้อเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 จากฝรั่งเศสจำนวน 6 ลำ เป็นรุ่นไม่ติดอาวุธลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานด้านค้นหาและกู้ภัย เท่ากับว่าพม่าซื้อของมาใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

AS-365N2 จากฝรั่งเศสไม่ใช่ Z-9 จากจีนนะครับ ภาพประกอบที่หนึ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ถ้าเป็นรุ่น AS-365N3 จมูกเครื่องจะเหมือน Z-9 จนแยกไม่ออกมากกว่า

เหตุผลที่มีการจัดตั้งกองบินทหารเรือ มาจากการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 นั่นเอง

2.ฝูงบินตรวจการณ์ชี้เป้า

ถัดมาในปี 2014 มีการจัดตั้งฝูงบินที่สองขึ้นมา หน้าที่หลักคือบินตรวจการณ์และตรวจสอบเป้าหมาย โดยใช้เครื่องบิน BN-2 Islanders จำนวน 5 ลำ

เครื่องบินรุ่นเก่าสร้างโดยอังกฤษพม่าได้รับโอนจากอินเดียจำนวน 3+2=5 ลำ นำมาซ่อมคืนสภาพใช้งานต่อจนถึงปัจจุบัน มีข่าวว่ากองทัพอากาศพม่าติดตั้งกล้องออปโทรนิกส์ตรวจการณ์เพิ่มให้กับเครื่องบิน ทว่าไม่เคยมีภาพหลุดออกมาให้เห็นนอกจากภาพประกอบที่สองเพียงใบเดียว

3.ฝูงบินตรวจการณ์ทางทะเล

ระหว่างปี 2016 ถึง 2017 กองทัพอากาศพม่าส่งเครื่องบินลำเลียง ATR-42 จำนวน 2 ลำไปปรับปรุงเพิ่มเติม เท่าที่มองเห็นคือติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำกับกล้องออปโทรนิกส์ตรวจการณ์ที่ท้องเครื่อง กลายร่างเป็นเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล ATR-42 MPA เข้าประจำการฝูงบินที่สามกองบินทหารเรือ

          ภาพประกอบที่สาม ATR-42 MPA ทาสีพรางเทาครามดูน่าเกรงขาม แตกต่างจากATR-42 รุ่นปรกติที่กองทัพอากาศทาสีขาวเล่นลายนิดหน่อย

4.ฝูงบินโจมตีทางทะเล

ปลายปี 2018 กองทัพอากาศพม่าประจำการเครื่องบินขับไล่ JF-17M ที่นั่งเดี่ยวจำนวน 4 ลำ ตั้งแต่หมายเลข 1701 ถึง 1704 ปีถัดไปถึงคิวของ JF-17M สองที่นั่งจำนวน 2 ลำ ตั้งแต่หมายเลข 1706 ถึง 1707 ตามภาพประกอบที่สี่

ฝูงบินโจมตีทางทะเลแก่งกองบินทหารเรือพม่า ประจำการเครื่องบินขับไล่ JF-17M จำนวน 6 ลำ

นี่คือข้อมูลถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2021

อากาศยานประจำการเพิ่มเติม

ต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม 2021 กองทัพอากาศพม่าประจำการเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 เพิ่มจำนวน 2 ลำ ตามภาพประกอบที่ห้า    เท่ากับว่าฝูงบินค้นหาและกู้ภัยมี AS-365N2 จำนวน 8 ลำ

ล่าสุดวันที่ 16 ธันวาคม 2022 กองทัพอากาศพม่าประจำการเฮลิคอปเตอร์ Ka-28 จำนวน 2 ลำตามภาพประกอบที่หก หน้าที่หลักคือปราบเรือดำน้ำก็จริง ทว่าในการฝึกบินเก็บชั่วโมงควรบินเหนือแผ่นดินเพื่อความปลอดภัย จึงมีภาพถ่าย Ka-28 ลอยลำเหนือป่าเขาลำเนาไพรให้ใครต่อใครตกใจเล่น

Ka-28 หมายเลข 6351 กับ 6352 จะทำงานร่วมกับเรือฟริเกต F-12 กับ F-14 ที่ติดอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่แล้ว อนาคตเมื่อเรือฟริเกตขนาด 135 เมตรเข้าประจำการ กองทัพอากาศพม่าต้องจัดหา Ka-28 เพิ่มเติม

          สิ่งที่ผู้เขียนยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ กองบินทหารเรือพม่ามีการจัดตั้งฝูงบินที่ 5 สำหรับ Ka-28 หรือไม่?

ปิดท้ายกันด้วยอากาศยานไร้คนขับ CAMCOPTER S-100 พม่ามีใช้งานบนเรือรบจำนวนหนึ่งตั้งแต่ปี 2018 เข้าใจว่าเป็นทรัพย์สินกองทัพเรือเหมือนอากาศยานไร้คนขับกองทัพบก เพราะมีขนาดเล็กไม่ใช้นักบินไม่จำเป็นตัองสังกัดกองทัพอากาศ

กองเรือปราบเรือดำน้ำกองทัพเรือพม่า

          ปัจจุบันพม่ามีเรือติดอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วยเรือฟริเกต UMS Sin Phyu Shin F14 เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2015 เรือฟริเกต UMS Kyan Sitta F12 เข้าประจำการวันที่ 31 มีนาคม 2014 ทั้งสองลำคือเรือฟริเกตชั้นเดียวกันระวางขับประมาณ 3,000 ตัน

นอกจากติดตั้งจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 ขนาดห้าท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงที่หัวเรือ F12 กับ F-14 ยังได้มีการติดตั้งโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง โดยใช้แท่นยิงขนาดสามท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงติดอยู่ใต้สะพานเดินเรือแปลกพิลึกดี

เรืออีกสองลำคือเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Yan Nyein Aung เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 24 ธันวาคม 2020 ประกอบไปด้วยเรือ Yan Nyein Aung 443 กับเรือ Yan Ye Aung 446 ระวางขับน้ำ 600 ตัน ยาว 63 เมตร กว้าง 7.5 เมตร กินน้ำลึก 1.75 เมตร โดยมีเขี้ยวเล็บสำคัญโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียเหมือนเรือฟริเกต F-12 กับ F-14

เรือทั้ง 4 ลำมีหน้าที่จัดการภัยคุกคามใต้น้ำ ที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดคือเรือดำน้ำชั้นหมิงหรือ Type 035G ของบังกลาเทศ ประกอบไปด้วย เรือ BNS Nabajatra S161 กับเรือ BNS Joyjatra S162 เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 12 มีนาคม 2017

ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าพม่าค่อนข้างพร้อมรับมือเรือดำน้ำบังกลาเทศ เพราะอะไรน่ะหรือ...เพราะพม่ามีเรือดำน้ำ Type 035B รุ่นใกล้เคียงกันจำนวน 1 ลำ

เรือดำน้ำ UMS Min Ye Kyaw Htin (72) เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2021 ผ่านพ้นไปหนึ่งปีกว่าพม่าคงรู้ไส้รู้พุงเรือดำน้ำเพื่อนบ้านหมดแล้ว ส่วนเพื่อนบ้านอีกรายยังหาเครื่องยนต์ให้เรือดำน้ำไม่ได้เสียที รวมทั้งแบบเรือไม่แตกต่างจากเรือดำน้ำชั้น Kilo ชื่อ UMS Minye Theinkhathu (71) ของตัวเองสักเท่าไร ในเมื่อตัวเองเคยซ้อมค้นหาจนคุ้นมือพวกเขาคงไม่ค่อยกังวลใจ อย่างน้อยที่สุดก็พอแยกออกอะไรคือเรือดำน้ำอะไรไม่ใช่

กองทัพเรือพม่ากำลังก้าวเดินอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและยืนยาว

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://web.facebook.com/austin.faith.397/posts/pfbid0FF9JGyFLziWETff6UnkgN8gDwtCKSr86AvppRW6fqarKQXYKr8YKUDKVodUdVnbgl

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565

HTMS Sukhothai 442

 

เรือหลวงสุโขทัยแห่งราชนาวีไทย

นี่คือบทความเฉพาะกิจที่ผู้เขียนไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่า วันใดวันหนึ่งตัวเองต้องทำภารกิจสุดแสนเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด ในเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วเราจำเป็นต้องยอมรับความจริง เจอปัญหาก็แก้ไขกันไปดีไม่ดีใช่ไม่ใช่ค่อยว่ากันในภายหลัง ไม่พูดพร่ำทำเพลงเข้าสู่เนื้อหาบทความปิดท้ายปี 2565 กันได้เลย

Tacoma Boat Completes $143-Million Financing To Build Two Thai Corvettes

ย้อนกลับไปในปี 1983 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นิตยสาร MARITIME REPORTER AND ENGINEERING NEWS ประจำเดือนตุลาคมลงข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งว่า บริษัท Tacoma Boatbuilding Co ได้รับสัญญามูลค่า 143 ล้านเหรียญ ในการออกแบบและสร้างเรือคอร์เวตขนาด 252 ฟุตจำนวน 2 ลำให้กับกองทัพเรือไทย

นายบี.เจมส์ โลว์ ประธานบริษัท Tacoma ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สัญญาสร้างเรือคอร์เวตจำนวน 2 ลำได้รับการลงนามอย่างถูกต้องตามกฎหมาย บริษัทได้รับใบอนุญาตส่งออกอาวุธเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1983 และได้รับตราสารเครดิตยืนยันการชำระเงินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1983

สำหรับแบบเรือคอร์เวตของไทยที่ทางบริษัทได้รับการคัดเลือก มีการออกแบบคล้ายคลึงแบบเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ความยาว 245 ฟุต หรือ PATROL CHASER MISSILE (PCG) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาตามหลักนิยมกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และขายให้กับให้กับชาติพันธมิตรของอเมริกาไปแล้วจำนวน 4 ลำ

หมายเหตุ : ระหว่างปี 1983 ค่าเงินหนึ่งดอลลาร์เท่ากับ 23 บาท ฉะนั้น 143 ล้านดอลลาร์จึงเท่ากับ 3,289 ล้านบาท นี่คือราคาสร้างเรือคอร์เวตจำนวน 2 ลำโดยบริษัท Tacoma Boatbuilding Co

ข้อมูลช่วงแรกของบทความมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนมีข้อมูล โครงการเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี จากประเทศไทยมาเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจนมากกว่าเดิม

โครงการเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี

คณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือคอร์เวต ตามคำสั่งกองทัพเรือ (เฉพาะ) ที่ 15/2525 ลงวันที่ 20 มกราคม 2525 ได้ดำเนินการตามหน้าที่ที่กองทัพเรือมอบหมายให้มาตามลำดับ โดยได้เริ่มส่งหนังสือเชิญชวน พร้อมทั้ง Staff-Requirement ให้สถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย 7 แห่ง และตัวแทนในประเทศไทยของบริษัทผู้สร้างเรือในต่างประเทศ 15 รายในวันที่ 24 ธันวาคม 2524 ในการนี้ได้มีบริษัทต่างๆ ยื่นเอกสารรายละเอียดและซองราคา 11 ราย

จากการพิจารณาข้อเสนอบริษัทต่างๆ โดยยังมิได้เปิดซองราคา ปรากฏว่ามีบริษัทที่เสนอแบบเรือที่ผ่านการพิจารณาขั้นแรก 3 บริษัทได้แก่ บริษัทซี.เอ็ม.อาร์จากอิตาลี บริษัททาโคม่า โบ้ทบิลดิ้ง จำกัดจากสหรัฐอเมริกา และบริษัทวอสเปอร์แห่งอังกฤษ  แต่เนื่องมาจากแบบเรือของทั้งสามบริษัทดังกล่าวมีข้อบกพร่องในเรื่องต่างๆ อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น กองทัพเรือจึงให้คณะกรรมการรวบรวมข้อบกพร่องทั้งหมดของแต่ละบริษัท แล้วส่งให้ทราบและแก้ไขและให้ทั้งสามบริษัทยื่นข้อเสนอมาใหม่ โดยให้ยื่นราคาถึงวันที่ 30 กันยายน 2525

เมื่อบริษัททั้งสามยื่นข้อเสนอมาใหม่ กองทัพเรือพิจารณาเห็นว่าราคาเรือของบริษัทวอสเปอร์สูงกว่าอีก 2 บริษัทมาก จึงได้ตกลงใจให้ตัดบริษัทวอสเปอร์ออกจากการพิจารณา คงเหลือไว้พิจารณาในขั้นสุดท้าย 2 บริษัท อย่างไรก็ตามจากการพิจารณาทบทวนแบบแปลนและรายละเอียดของเรือทั้งสองบริษัทแล้ว กองทัพเรือเห็นว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมความต้องการ ระบบอาวุธและลักษณะของเรือบางประการให้เหมาะสม ซึ่งได้ให้คณะกรรมการแจ้งให้บริษัทแก้ไขเพิ่มเติมตามความต้องการกองทัพเรือต่อไป

เมื่อบริษัทซี.เอ็นและบริษัททาโคม่ายื่นข้อเสนอเข้ามาใหม่ คณะกรรมการได้พิจารณาเปรียบบเทียบลักษณะของเรือ รวมทั้งเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ของทั้งสองบริษัทแล้วสรุปพิจารณา และเสนอแนะต่อกองทัพเรือเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2525 ที่ประชุมคณะกรรมการนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการ ประกอบกับข้อพิจารณาผู้บัญชาการทหารเรือเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2525 แล้วกองทัพเรือได้ตกลงใจให้คณะกรรมการเจรจากับผู้แทนบริษัททาโคม่าเป็นอันดับแรก รวมทั้งแจ้งให้บริษัททาโคม่าแก้ไขข้อบกพร่องอีกบางประการ แล้วเสนอแบบและราคาเรือมาใหม่

คณะกรรมการและอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ได้เจรจาเงื่อนไขของสัญญาและรายละเอียดของผนวกแนบท้ายสัญญา กับบริษัททาโคม่าและสามารถเจรจาทำความตกลงกันได้ คณะกรรมการได้เจรจาต่อรองจนถึงขั้นที่คณะกรรมการเห็นว่า ในระดับกรรมการลู่ทางที่จะให้บริษัททาโคม่าลดราคาลงไปอีกน่าจะมีอยู่น้อยมาก แต่บริษัททาโคม่าน่าจะลดราคาเรือลงได้อีกในขั้นการต่อรองระดับกองทัพเรือ จึงนำเรียนผู้บัญชาการทหารเรือว่าควรจะต่อรองกับบริษัททาโคม่าให้ลดราคาเรือลงอยู่ในเกณฑ์ที่พอจะยอมรับได้ ในการประชุมเจรจาขั้นสุดท้ายระหว่างผู้บัญชาการทหารเรือและคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กับบริษัททาโคม่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2526 ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงราคาเรือกันได้ในราคา 143 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,296,150,000 บาท (สามพันสองร้อยเก้าสิบหกล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2526 ให้กองทัพเรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณเพื่อเป็นค่าสร้างเรือดังกล่าว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2527 ถึงปีงบประมาณ 2530

บัดนี้คณะกรรมการและบริษัททาโคม่า โบ้ทบิลดิ้ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ได้เตรียมสัญญาและผนวกแนบท้ายสัญญาไว้พร้อม ได้ตรวจสอบร่วมกันถูกต้องและลงนามกำกับทุกหน้าเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่จะลงนามทั้งในฐานะคู่สัญญาและในฐานะพยานตลอดจนผู้เข้าร่วมในพิธีทั้งสองฝ่ายได้มาพร้อมหน้ากันณ ที่นี้แล้ว จึงขออนุญาตกราบเรียนเชิญผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ลงนามในสัญญาและผนวกแนบท้ายสัญญารวมสองชุด ร่วมกับ Mr.Robert M Hill Vice President บริษัททาโคม่าซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบริษัท ให้เป็นผู้ลงนามในฐานะผู้รับจ้างต่อไป ทั้งนี้ได้มีเสนาธิการทหารเรือ และเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือลงนามในฐานะพยานฝ่ายกองทัพเรือ และมีเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทย และนายชัยยุทธ กรรณสูตรประธานกรรมการบริษัทอิตัลไทยมารีน จำกัด ลงนามในฐานะพยานฝ่ายบริษัททาโคม่า โบ้ทบิลดิ้ง

การสร้างเรือโดยบริษัท Tacoma ประเทศสหรัฐอเมริกา

สรุปความได้ว่าข้อมูลของผู้เขียนทั้งจากอเมริกาและประเทศไทยตรงกัน เรือคอร์เวตสองลำราคา 143 ล้านเหรียญหรือ 3,296 ล้านบาท สูงกว่าราคาคูณด้วย 23 อันเป็นค่าเงินดอลลาร์หรือ 3,289 ล้านบาทเล็กน้อย

เรือหลวงสุโขทัยคือเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีสร้างโดยอเมริกาลำที่สอง ต่อจากเรือหลวงรัตนโกสินทร์ซึ่งถูกใช้ชื่อเป็นชั้นเรือตามหลักสากล ยึดตามสูจิบัตร ที่ระลึกปล่อยเรือหลวงสุโขทัย ในภาพประกอบที่หนึ่ง มีการประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 1986 นีคือเรือรบขนาดใหญ่ลำท้ายๆ ของบริษัททาโคม่าที่ได้รับการว่าจ้างจากลูกค้า หลังจากนั้นไม่นานบริษัทสร้างเรือแห่งนี้ถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย ก่อนปิดตัวเองตลอดไประหว่างปี 1992 นับอายุรวมได้เท่ากับ 66 ปีพอดิบพอดี

ผู้เขียนคิดถึงบริษัทสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์หมายเลข 911 จากเยอรมันขึ้นมาทันทีฮา

อาถรรพ์ชื่อเรือไทยมีจริงหรือไม่ผู้เขียนไม่ทราบ ทว่าอาถรรพ์สร้างเรือไทยระดับไฮเอนด์ได้รับการพิสูจน์ทราบครั้งแล้วครั้งเล่า ล่าสุดคือบริษัท DSME หลังสร้างเรือฟริเกตให้เราก็เกือบสูญหายตายจากเพราะเรื่องการเงิน

ภาพกราฟิกในสูจิบัตรลงรายละเอียดระบบเรดาร์และระบบอาวุธบนเรือตามแผนการ ทว่าเรือลำจริงของมาไม่ครบเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่าล้นหลามและล้นลำ เรียกว่าแบกจนหลังแอ่นตามฉายาที่ผู้เขียนแอบตั้งให้เมื่อนานมาแล้ว ส่วนจะแอ่นอย่างไรเดี๋ยวเรามาว่ากันอีกที

ภาพประกอบที่สองมาจากพิธีปล่อยเรือหลวงรัตนโกสินทร์ลงน้ำ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 1985 ที่อู่ต่อเรือ Tacoma ประเทศสหรัฐอเมริกา นี่คือเรือรบลำแรกของราชนาวีไทยที่ติดตั้งระบบอาวุธทันสมัยครบ 3 มิติ มองเห็นแท่นยิงแฝดแปด Albatross บริษัทอิตาลีที่ท้ายเรือ สำหรับติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ASPIDE Mk.2 ซึ่งจัดว่าทันสมัยมากที่สุดในย่านอาเซียนและพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนที่เห็นสีส้มแดงถัดไปอาจเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเปล่าผู้เขียนไม่แน่ใจ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์และเรดาร์ควบคุมการยิงติดตั้งมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ภาพประกอบที่สามมาจากพิธีปล่อยเรือหลวงสุโขทัยลงน้ำในวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 1986 สื่อมวลชนที่อเมริกาเรียกเรือเราว่า Gun Boat หรือเรือปืนอย่าไปโมโหเขาเลยเขาไม่รู้ข้อเท็จจริง ในภาพระบบเรดาร์ตรวจการณ์ถูกติดตั้งมาอย่างครบถ้วน ทว่าเรดาร์ควบคุมการยิงกับอาวุธชนิดต่างๆ ยังมาไม่ถึง ข้อมูลจากใต้ภาพถ่ายบ่งบอกสถานะบริษัทสร้างเรือได้เป็นอย่างดีว่า กำลังเจียนอยู่เจียนไปอาการโคม่าต้องการเงินก้อนใหญ่มาช่วยเยียวยา

และนี่ก็คือภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของบริษัท Tacoma Boatbuilding Co ก่อนล้มละลาย

เข้าประจำการ

          เมื่อบริษัท Tacoma ติดตั้งอาวุธและทดสอบเดินเรือเป็นที่เรียบร้อย เรือหลวงสุโขทัยจะคล้ายคลึงเรือรบทุกลำคือต้องเข้าประจำการ ข้อมูลจากกองทัพเรือไทยระบุว่าเป็นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1997 (หรือ 2530) ข้อมูลจากนิตยสาร Jane's Fighting Ships 20022003 ระบุว่าเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 1997 ระยะเวลาแตกต่างกัน 3 ปี 20 วันโดยประมาณ

          ส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่า เรือหลวงสุโขทัยเข้าประจำการวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1997 ที่สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาฝึกฝนลูกเรือให้เกิดความชำนิชำนาญประมาณ 2-3 เดือน ก่อนล่องเรือกลับสู่ประเทศและทำพิธีรับมอบเรืออย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 10 มิถุนายน 1997 นี่คือไทมไลน์ที่ค่อนข้างเหมาะสมมากที่สุด

          สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นผู้เขียนมีเหตุผลสำคัญสองข้อด้วยกัน

1.เรือหลวงสุโขทัยทำพิธีปล่อยลงน้ำวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 1986 โดยที่เรือยังติดตั้งระบบอาวุธไม่ครบถ้วน เวลาเพียง 7 เดือนในการติดตั้งระบบอาวุธ ทดลองเดินเรือหาข้อบกพร่อง ฝึกฝนลูกเรือให้เกิดความชำนิชำนาญ และล่องเรือกลับคืนสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่ ผู้เขียนพยายามคิดเข้าข้างทุกหนทางแต่คิดไม่ออกจริงๆ

2.ผู้เขียนมีหลักฐานยืนยันเป็นภาพถ่ายอย่างชัดเจน

ภาพประกอบที่สี่เรือหลวงสุโขทัยจอดอยู่ที่ Pearl Harbor หมู่เกาะฮาวาย เข้าใจว่าอยู่ระหว่างการฝึกฝนลูกเรือให้เกิดความชำนิชำนาญ หรืออยู่ระหว่างการเดินทางกลับคืนสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่ ภาพใบนี้ถ่ายทำในวันที่ 1 เมษายน 1987

ถ้าเรือหลวงสุโขทัยเข้าประจำการวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1997 ที่ประเทศไทยไปแล้ว

แล้วเรือหลวงสุโขทัยที่ Pearl Harbor คือเรือหลวงสุโขทัยลำไหนกันหรอกหรือ?

เหตุผลสำคัญสองข้อทำให้ผู้เขียนมีความเห็นตามที่ชี้แจงก่อนหน้านี้

เรื่องเข้าประจำการก็ตามนี้แหละครับ เรามาชมภาพภาพประกอบที่สี่ให้ชัดเจนกันอีกครั้ง ภาพนี้สำคัญที่สุดเพราะอะไรรู้ไหม เพราะอาวุธและเรดาร์ทั้งหมดยังใหม่เอี่ยมไม่ผ่านการใช้งานหนัก ยังไม่มีการปรับปรุงซ่อมแซมเรือสักจุด นับเป็นเรือป้ายแดงเพิ่งออกมาจากอู่ต่อเรือยังไงยังงั้น

ระบบอาวุธและเรดาร์บนเรือ

เรือหลวงสุโขทัยใช้แบบเรือ PFMM Mk.16 ของบริษัททาโคม่า โบ้ทบิลดิ้ง ระวางขับน้ำปรกติ 840 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 960 ตัน ยาว 76.8 เมตรหรือ 252 ฟุต กว้าง 9.6 เมตร กินน้ำลึกสุด 4.5 เมตร ปืนหลักที่หัวเรือคือปืนใหญ่ OTO 76/62 IROF อัตรายิง 100 นัดต่อนาทีทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ปืนรองที่อยู่ถัดไปคือปืนกล OtoBreda 40L70 DARDO ลำกล้องแฝด อัตรายิง 600 นัดต่อนาทีบรรจุกระสุนอัตโนมัติ ถือเป็นระบบป้องกันตนเองระยะประชิดรุ่นมาตรฐานกองทัพเรืออิตาลี เพียงแต่ไม่ได้ทำงานอัตโนมัติเหมือน Phalanx ของสหรัฐอเมริกา ประสิทธิภาพน้อยกว่ากันในเรื่องจัดการอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ

ปืนกล 40L70 DARDO ทำงานร่วมกับเรดาร์ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง LIROD-8 ของบริษัท Signaalประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อจัดการเป้าหมายบนอากาศโดยเฉพาะ คู่หู 40L70 DARDO+LIROD-8 คือคอมโบเซตที่มีประสิทธิภาพสูงอันดับต้นๆ ในช่วงเวลานั้น บนเรือหลวงสุโขทัยยังมีเรดาร์ควบคุมการยิง Signaal WM-25 รูปร่างเหมือนไข่บนเสากระโดงหลัก สำหรับควบคุมปืนใหญ่กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ใช้คำว่าจัดเต็มเรื่องระบบควบคุมการยิงเห็นไม่ผิดไปจากนี้สักเท่าไร

ระบบตรวจหน้าเสากระโดงหลักประกอบไปด้วย เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำระยะใกล้ ZW-06 รุ่นดีที่สุดของ Signaal เรดาร์เดินเรือ Decca 1226 ไว้ช่วยเสริมทัพอีก 1 ตัว ส่วนโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำที่หัวเรือคือ DSQS-21C มาจากบริษัท Atlas ประเทศเยอรมันตะวันตก ตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำได้ครบ 360 องศา สามารถเลือกส่งความถี่ได้ไกลสุด 29 กิโลเมตร โดยมีระยะตรวจจับหวังผลอยู่ที่ประมาณ 12 กิโลเมตร

เป็นที่ชัดเจนนะครับว่าราชนาวีไทยใช้สิ่งที่ดีที่สุดในเวลานั้นบนเรือหลวงสุโขทัย

บังเอิญงบประมาณในการสร้างเรือค่อนข้างสูงเกินไป รวมทั้งต้องจัดหาอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยที่สุดมาใช้งาน กองทัพเรือจำเป็นต้องตัดอุปกรณ์บางอย่างทิ้งไป และผู้โชคร้ายก็คือระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์จากอิตาลี ระบบส่งสัญญาณรบกวนการแพร่คลื่นเรดาร์หรือ ECM รุ่น Elettronica ELT 318 หายไปจากเสากระโดง ไม่มีจานส่งสัญญาณรบกวน ELT 828 จำนวน 2-4 ใบทั้งที่สร้างจุดติดตั้งรอไว้แล้ว เหลือแค่เพียงระบบตรวจการแพร่คลื่นเรดาร์หรือ ESM รุ่น Elettronica ELT 211 ติดอยู่บนเสาสูงเหนือเรดาร์ควบคุมการยิง WM-25 รูปไข่

ภาพประกอบที่ห้าจาก Pearl Harbor วันที่ 1 เมษายน 1987 เช่นเดียวกัน

จากภาพนี้จะเห็นดีไซน์หลังแอ่นอย่างชัดเจน อันเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเคยเขียนถึงไปก่อนหน้าว่าเรือแบกอาวุธจนหลังแอ่น ปรกติเรือโดยทั่วไปจะลดระดับความสูงตัวเรือหรือ Hull ตั้งแต่หัวเรือ ไล่มาเรื่อยๆ จนถึงสะพานเดินเรือหรือไกลสุดไม่เกินกลางเรือ ทว่าเรือหลวงสุโขทัยมีการลดระดับความสูงตัวเรือบริเวณกลางเรือค่อนมาทางท้ายเรือด้วย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรือต้นแบบ PATROL CHASER MISSILE (PCG) ถูกออกแบบไว้เช่นนี้ เมื่อบริษัท Tacoma นำมาปรับปรุงโดยการสร้าง Superstructure ยาวมากขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์หลังแอ่นจึงมีความชัดเจนตามกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่มีปัญหาอะไรนะครับสามารถใช้งานเรือได้ตามปรกติ

ดีไซน์หลังแอ่นปรากฏบนเรือเร็วโจมตีปืนชั้นเรือหลวงชลบุรีจากอิตาลีเช่นกัน เพียงแต่ไม่มากเท่าไรผู้เขียนวาดภาพใช้เวลาไม่นาน ไม่เหมือนเรือชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์ที่ต้องแก้แล้วแก้อีกหลายวัน ดีไซน์ทั้งหมดเกิดจากความต้องการกองทัพเรือไทยอย่างแท้จริง บริษัท Tacoma ต้องปรับปรุงแบบเรือถึง 3 ครั้งก่อนได้รับการคัดเลือกในโครงการเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี จึงเป็นแบบเรือที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร The Special One

เหตุผลที่ผู้เขียนเรียกเรือลำนี้ว่า เดอะแบกเพราะดีไซน์หลังแอ่นข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งก็คือเรือติดอาวุธทันสมัยมากที่สุดของกองทัพเรือ วันใดวันหนึ่งหากมีสงครามทางทะเลเกิดขึ้นในอ่าวไทย เดอะแบกทั้งสองลำต้องทำหน้าที่เสี่ยงอันตรายในแนวหน้า เป็นตัวเปิดเข้าไปปะฉะดะด้วยอาวุธทันสมัยทุกชนิดบนเรือ

และด้วยเหตุผลนี้เรือย่อมโอกาสถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีกลับคืนตอนไหนก็ได้

ฉะนั้นเรือหลวงสุโขทัยกับเรือหลวงรัตนโกสินทร์ คือเรือที่มีความเสี่ยงถูกยิงจมอันดับหนึ่งในบรรดาเรือรบทั้งหมดของยุคนั้น เรือทั้งสองลำอาจจมเพราะภารกิจปกป้องน่านน้ำไทยหาใช่ชื่อเรือ ไม่ใช่อาถรรพ์ชื่อเรือไทยที่ถูกตั้งตามชื่อเมืองหลวงประเทศ รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาโน่นนั่นนี่นุ่นแน่แต่อย่างใด

บนเรือหลวงสุโขทัยมีแท่นยิงเป้าลวงอาวุธนำวิถี Dagaie รุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 1 แท่นยิง  ติดอยู่หลังเสากระโดงรูปร่างคล้ายหีบเพลงสามารถหมุนได้รอบตัว และนับจนถึงปัจจุบันมีเพียงเรือชั้นนี้สองลำที่ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงแบบหมุนได้รอบตัว ขนาดเรือหลวงภูมิพลอดุลเดชลำใหม่ล่าสุดราคา 15,000 ล้านบาท ยังใช้แท่นยิงเป้าลวงทั้งอาวุธนำวิถีและตอร์ปิโดแบบตายตัวหมุนไม่ได้ นี่คือตลกร้ายที่ผู้เขียนบังเอิญค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ

ถัดจากปล่องระบายความร้อนคือเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะกลาง Signaal DA-05 ทาสีดำสนิท ขนาบสองฝั่งด้วยแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามสำหรับตอร์ปิโด Sting Ray จากอังกฤษ เพราะดีไซน์เรือทำให้ความสูงแท่นยิงตอร์ปิโดฝั่งหัวกับฝั่งท้ายไม่เท่ากัน ดีไซน์แบบนี้มีแค่เพียงเรือหลวงสุโขทัยกับเรือหลวงรัตนโกสินทร์เท่านั้น

ที่เห็นเป็นท่อกลมขนาดใหญ่คือแท่นยิง Mk.141 ลำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 ท่อยิง ผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นของแท้ทั้งหมดเพราะเรือยังมาไม่ถึงประเทศไทย ยังไม่มีการถอดแท่นยิงจริงออกไปเก็บในคลังแสงแล้วใส่มอกอัพเข้ามาแทนที่ นี่คือภาพประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่งของเรือหลวงสุโขทัยและราชนาวีไทย

ถัดจากแท่นยิง Mk.141 มีที่ว่างขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป กองทัพเรือต้องการติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx CIWS รุ่นใหม่ล่าสุดทำงานอัตโนมัติ บังเอิญงบประมาณไม่พอจึงถูกตัดออกตามระเบียบ ท้ายเรือติดตั้งแท่นยิงแฝดแปด Albatross ที่อิตาลีซื้อลิขสิทธิ์แท่นยิง Mk.29 จากสหรัฐอเมริกามาสร้างเอง สำหรับใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ASPIDE Mk.2 ที่อิตาลีซื้อลิขสิทธิ์อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Sparrow จากสหรัฐอเมริกามาสร้างเองเช่นเดียวกัน

เราซื้อเรือหลวงสุโขทัยจากสหรัฐอเมริกามาใช้งานก็จริง ทว่าสหรัฐอเมริกาไม่ขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Sparrow ให้กับเรา จำเป็นต้องหันมาใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ASPIDE Mk.2 จากอิตาลี เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะยังอยู่ในยุคสงครามเย็นกับโซเวียตและกลุ่มวอซอร์ ตอนนั้น Sea Sparrow มีความสำคัญกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาค่อนข้างสูงมาก มีประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำ เรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบทุกลำ เรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Knox รวมทั้งเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำชั้น Spruance รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่อยากปล่อย Sea Sparrow ออกไปนอกสมาชิกนาโต้ยกเว้นชาติใหญ่เท่านั้น

ส่วนอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon ที่ยอมขายให้เราเหตุผลต่างกัน  Harpoon ใช้ในการโจมตีเทคโนโลยีหลุดไปไม่เสียหายมากนัก ทว่า Sea Sparrow ใช้ในการตั้งรับฝ่ายตรงข้ามรู้จุดอ่อนเข้าไม่แย่หรอกหรือ

ผู้เขียนหาภาพประกอบทั้งสองใบได้นานหลายปีแล้ว เพียงแต่ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะนำมาลงในบทความไหน ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าตัวเองจะได้ใช้งานในภารกิจสุดท้ายของเรือ

เรือหลวงสุโขทัยเข้าประจำการรับใช้ชาติยาวนานเกือบ 36 ปี ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคม 2022 (หรือ 2565) เรือออกเดินทางไปยังจังหวัดชุมพร เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมายจนเรืออับปางจมลงในช่วงค่ำคืน เป็นความสูญเสียครั้งสำคัญมากที่สุดของกองทัพเรือไทย ด้วยรักและอาลัยเราจะคิดถึงคุณทุกคนตลอดกาล

ใครบางคนตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับต่างประเทศหรือไม่ คำตอบก็คือมีครับเรือลอยอยู่บนน้ำย่อมมีโอกาสจมน้ำทุกลำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรือที่ไม่มีวันจมอย่างไททานิก

การเกิดอุบัติเหตุจนอาจทำให้เรือจมมีเหตุผลมากมาย ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพสัก 3 กรณี

1.เครื่องยนต์ดับ

          เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศนอร์เวย์

          ทันทีที่พูดชื่อนี้ผู้อ่านทุกคนคงนึกถึงเรือฟริเกตระบบเอจิส HNoMS Helge Ingstad (F313)

คำตอบก็คือผิดคุณไม่ได้ไปต่อ!

          ย้อนเวลากลับไปในยุค 60 หรือประมาณ 60 ปีที่แล้ว กองทัพเรือนอร์เวย์ต้องการเรือรบรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 5 ลำ เข้าประจำการแทนเรือเก่าจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเป็นที่มาของเรือฟริเกตชั้น Oslo ที่นำแบบเรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Dealey ของสหรัฐอเมริกามาปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการ

          เรือฟริเกตชั้น Oslo มีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,100 ตัน ยาว 96.6 เมตร กว้าง 11.2 เมตร กินน้ำลึก 5.5 เมตร เรือลำแรก HNoMS Oslo (F300) เข้าประจำการวันที่ 28 มกราคม 1968 ระบบอาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Mk.33 ขนาด 3"/50 นิ้วลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Terne ASW นอร์เวย์พัฒนาเองยิงได้ไกลสุด 1,600 เมตร (หน่วยยามฝั่งอเมริกาสั่งซื้อไปใช้งานกับเรือตัวเองจำนวนหนึ่ง)  จำนวน 1 แท่นยิง ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอก และแท่นยิงแฝดสาม Mk.32 สำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk.46 อีก 2 แท่นยิง โดยมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกะทัดรัดอยู่ที่กลางเรือ

          ประจำการได้ประมาณ 10 ปีมีการติดตั้งอาวุธเพิ่มเติม เริ่มจากอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Penguin จำนวน 6 นัดท้ายเรือ บนลานจอดเฮลิคอปเตอร์สร้าง Superstructure เกือบเต็มพื้นที่ ใช้เป็นฐานเสากระโดงรองสำหรับเรดาร์ควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Mk.95  ที่ว่างถัดไปเล็กน้อยติดตั้งแท่นยิงแฝดแปด Mk.29 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน RIM-7M Sea Sparrow จำนวน 8 นัดตามมาตรฐานนาโต้

          เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น Oslo ติดอาวุธป้องกันตัวครบ 3 มิติ ทำหน้าที่เดอะแบกนอร์เวย์ได้อย่างสมบูรณ์ ภาพประกอบที่หกคือเรือ HNoMS Oslo หลังการปรับปรุงใหม่ มองเห็นเรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95  ที่เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างชัดเจน ส่วน Sea Sparrow กับ Penguin ต้องใช้สายตาเพ่งมองกันสักเล็กน้อย

          ต่อมาในวันที่ 24 มกราคม 1994 เรือฟริเกต HNoMS Oslo ออกเรือไปลาดตระเวนตามปรกติ ที่ไม่ปรกติคือเรือดันแล่นมาเจอพายุโจมตีกลางทะเลอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เกิดปัญหาระบบสูบน้ำป้อนหม้อน้ำเครื่องยนต์ใช้งานไม่ได้ ผลลัพธ์ก็คือเครื่องยนต์ Steam Turbine ดับสนิทไร้พลังงานขับเคลื่อน ต้องลอยเคว้งคว้างกลางท้องนภาฝากความหวังไว้กับโชคชะตา โชคร้ายเหลือเกินพายุซัด HNoMS Oslo เข้ามาเกยตื้นใกล้ประภาคารมาร์สเตนอันอเต็มไปด้วยโขดหินอย่างรุนแรง ท้องเรือฝั่งซ้ายเกิดความเสียหายตั้งแต่ส่วนหัวถึงกลางเรือ ส่งผลให้มีน้ำเข้าเรือทุกคนบนเรือต้องรีบช่วยกันแก้ไข อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

          เรือฟริเกต HNoMS Oslo ผจญพายุคลื่นลมอยู่ตรงนั้นเป็นเวลาหนึ่งวัน กองทัพเรือนอร์เวย์จึงส่งเรือลากจูงมาช่วยลากเรือกลับคืนสู่ฝั่ง โดยไม่ลืมขนถ่ายลูกเรือทั้งหมดไปยังเรือลำอื่น การลากเรือออกจากโขดหินทำให้ท้องเรือเสียหายมากขึ้น ระหว่างเดินทางมีน้ำเข้าเรือมากขึ้นต้องทำงานแข่งกับเวลา แม้ว่าขบวนเรือจะแล่นเกือบถึงท่าเรือเหลืออีกแค่เพียงเล็กน้อย แต่เรือฟริเกต HNoMS Oslo ทำท่าจะไม่ไหวเรือลากจูงจะพลอยลำบากไปด้วย กองทัพเรือนอร์เวยจึงตัดสินใจปล่อยให้เรือจมในเขตน้ำตื้น

          ภาพประกอบที่เจ็ดเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสภาพเรือค่อนข้างดี เรือจมไม่ถึงสะพานเดินเรือเสียด้วยซ้ำ ทว่าหลังจากยกเรือขึ้นฝั่งพบว่าท้องเรือมีสภาพหนักหนาสาหัส กองทัพเรือนอร์เวย์จึงถอดอาวุธทุกอย่างออกนำไปเก็บไว้ในคลังแสง และปลดประจำการเรือขายให้บริษัทเอกชนนำไปรีไซเคิ่ลนำเหล็กกลับมาใช้งานต่อไป

          สังเกตนะครับว่ากองทัพเรือนอร์เวย์กำหนดให้มีเรือฟริเกต 5 ลำมาโดยตลอด และตัวเองจะเหลือเรือฟริเกตเพียง 4 ลำมาโดยตลอด ไม่ทราบเหมือนกันว่าเคยทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรบ้างหรือเปล่าเฮ้อ

2.น้ำเข้าเรือ

HMS Endurance (A171) คือเรือสำรวจที่สามารถแล่นผ่านทะเลน้ำแข็งได้ ตัวเรือค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าเรือทั่วไปรวมทั้งเรือรบปรกติทุกลำ เรือมีระวางขับน้ำมากถึง 6,100 ตัน ยาว 91 เมตร กว้าง 19.6 เมตร กินน้ำลึกสุด 8.5 เมตร เข้าประจำการกองทัพเรืออังกฤษระหว่างปี 1992 มีพี่น้องฝาแฝดจำนวน 3 ลำโดยที่ HMS Endurance อายุน้อยที่สุดได้เป็นน้องสาม

ภาพประกอบที่แปดคือเรือสำรวจ HMS Endurance (A171) ในทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติค

ต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม 2008 ขณะที่ HMS Endurance แล่นเรืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้บริเวณน่านน้ำประเทศชิลี อยู่ดีๆ เกิดน้ำท่วมชั้นห้องเครื่องยนต์ส่งผลให้เรือแล่นต่อไม่ได้ น้ำทะเลยังคงขึ้นสูงท่วมชั้นถัดไปอันเป็นห้องพักลูกเรือกับเจ้าหน้าที่สำรวจ และมีแนวโน้มว่าเรือจะจมลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกใต้อย่างรวดเร็ว

          โชคดีเหลือเกินเรือแล่นอยู่ในเขตน้ำทิ้งสมอได้ กัปตันเรือตัดสินใจจอดเรือทันทีไม่ให้ลอยเคว้งคว้างไปกับคลื่นลม และสั่งให้ลูกเรือทุกคนช่วยกันต่อสู้กับน้ำทะเลเป็นเวลา 24 ชั่วโมงติดต่อกัน ถัดมาหนึ่งวันกองทัพเรือชิลีส่งเรือลากจูงเดินทางมาช่วยเหลือ HMS Endurance ถูกลากมาที่ท่าเรือเมือง Punta Arenas ของชิลี แล้วกองทัพเรืออังกฤษก็ส่งเรือขนาดใหญ่มาขน HMS Endurance กลับคืนสู่ดินแดนแม่เพื่อตรวจสอบสภาพเรือต่อไป

          ผลการสอบสวนอุบัติเหตุสรุปว่ากัปตันเรือตัดสินใจถูกต้อง หากเขาพยายามบังคับเรือกลับฝั่งหรือล้มเลิกความพยายามต่อสู้น้ำท่วม มีโอกาสสูงมากที่กองทัพเรืออังกฤษจะสูญเสียเรือลำนี้ให้กับมหาสมุทรแปซิฟิกใต้

ผู้อ่านทุกคนคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือสำรวจ Icebreaker ขนาด 6,100 ตันอายุเพียง 16 ปี

          ต้นตออุบัติเหตุเกิดจากการทำความสะอาดระบบผลิตน้ำดื่มจากน้ำทะเล ใช้ระบบอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องมีลูกเรือคอยดูแลทุกขั้นตอน ขณะทำความสะอาดระบบวาล์วควบคุมการเปิดปิดใช้งานไม่ได้ น้ำทะเลจึงไหลเข้ามาท่วมห้องเครื่องยนต์ทั้งชั้นภายในเวลา 30 นาที

          HMS Endurance มีพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่มากกว่า 100 นายก็จริง แต่ด้วยระบบอัตโนมัติทันสมัยจึงมีลูกเรือเพียง 38 นาย ขณะทำความสะอาดระบบผลิตน้ำดื่มไม่มีคนคอยดูแลทุกขั้นตอน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเรือสร้างความเสียหายระดับร้ายแรง อุบัติเหตุครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่าเกิดจากจำนวนลูกเรือน้อยเกินไป

          เพื่อนๆ สมาชิกหลายคนเข้าใจว่าแค่น้ำเข้าเรือซ่อมแซมไม่ยาก เอาเข้าจริงผลการประเมินเบื้องต้นการซ่อม HMS Endurance กลับคืนสภาพต้องใช้เงิน 30 ล้านปอนด์ ทว่าในปี 2013 หลังจากเรือลำนี้จอดคาอู่แห้งเป็นเวลาเกือบๆ 5 ปี เรือถูกขายให้บริษัทเอกนำไปรีไซเคิ่ลเพื่อนำเหล็กกลับมาใช้งานต่อไป

          กรณีที่ 1 กับ 2 มีความเกี่ยวข้องกันตามนี้

          1.เครื่องยนต์ดับบลาบลาบลาน้ำเข้าเรือเรือจม

          2.น้ำเข้าเรือบลาบลาบลาเครื่องยนต์ดับเรือจม

          ส่วนใหญ่แล้วการจมของเรือจะวนเวียนอยู่กับ 2 กรณีนี้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าวันที่ 18 ธันวาคม 2022 เรือหลวงสุโขทัยเข้าข่ายกรณีไหนกันแน่ หรืออาจจะเป็นเครื่องยนต์ดับ+น้ำเข้าเรือพร้อมกันก็เป็นได้

          เรามาพบกรณีสุดท้ายที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นง่ายๆ กันต่อเลยครับ

3.ไฟไหม้

เรือพิฆาต Otvazhny หมายเลข 530 แห่งกองทัพเรือสหภาพโซเวียต คือเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำชั้น Project 61 หรือเรือชั้น Kashin ลำที่ 6 เรือทำพิธีวางกระดูกงูในวันที่ 10 สิงหาคม 1963 ทำพิธีปล่อยลงน้ำวันที่ 17 พฤศจิกายน 1964 และเข้าประจำการกองเรือทะเลดำในวันที่ 31 ธันวาคม 1965

Otvazhny มีระวางขับน้ำเต็มที่ 4,290 ตัน ยาว 144 เมตร กว้าง 15.8 เมตร กินน้ำลึก 4.66 เมตร ใช้เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 2 ตัวให้กำลัง 72,000 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 34 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ใช้ลูกเรือรวมกันจำนวน 266 นาย

เรือพิฆาตลำนี้ค่อนข้างทันสมัยมากในยุคนั้น นอกจากติดตั้งปืนใหญ่ AK-726 ขนาด 76 มม.ลำกล้องแฝด 2 แท่นยิงที่หัวเรือท้ายเรือ จรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-1000 ขนาด 6 ลำกล้อง 2 แท่นยิง จรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-6000 ขนาด 12 ลำกล้อง 2 แท่นยิง และตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำขนาด 533 มม.ขนาด 6 ท่อยิงแล้ว ยังมีแท่นยิงแฝดสองอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SA-N-1 Goa จำนวน 2 แท่นยิงที่หัวเรือท้ายเรือ บรรจุ SA-N-1 Goa ในคลังแสงใต้ดาดฟ้าเรือรวมกันเท่ากับ 16+16 = 32 นัด

เรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 32 นัดในปี 1965 ทันสมัยกว่าเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศสมาชิกนาโต้หลายชาติด้วยซ้ำไป

Otvazhny เข้าประจำการในทะเลดำตามปรกติ ระหว่างนั้นได้เดินทางไปเยือนอียิปต์ในวันที่ 10-14 กรกฎาคม 1967 และได้มาเยือนอิตาลีวันที่ 15-22 ตุลาคม 1973 ตอนนั้นไม่มีใครในโซเวียตสักรายแอบคิดในใจว่า นี่คือการเดินทางมาเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายของเรือลำนี้

ถัดมาเพียงปีเดียวในวันที่ 30 สิงหาคม 1974 กองเรือทะเลดำฝึกซ้อมประจำปีมีเรือรบเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ระหว่างการฝึก Otvazhny ได้รับภารกิจยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SA-N-1 Goa เพื่อทำลายเป้าหมายกลางอากาศที่ถูกสมมุติว่าเป็นเครื่องบินรบของนาโต้

หลังจากแท่นยิงแฝดสอง ZIF-101 ท้ายเรือยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศ SA-N-1 ออกไปจำนวน 1 นัด ความร้อนจากไอพ่นส่งผลให้ SA-N-1 ที่เหลือในคลังแสงเกิดการระเบิดติดต่อกัน ตามติดมาด้วยไฟไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์กองเรือ

ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจากคลังแสงใต้ดาดฟ้าท้ายเรือ เมื่อไฟลุกลามมาถึงปล่องระบายความร้อนอันที่สองนั่นคือหายนะ ลูกเรือรวมทั้งเรือพิฆาตชั้น Kashin ลำอื่นพยายามควบคุมเพลิงอย่างเต็มที่ ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ Otvazhny ต้องจมลงสู่ใต้ท้องทะเลตลอดกาล โดยมีลูกเรือ 19 รายกับนักเรียนนายเรือ 5 รายต้องจากไปพร้อมเรือ

ภาพประกอบที่เก้าคือการสูญเสียเรือพิฆาต Otvazhny ให้กับทะเลดำเพราะอุบัติเหตุไฟไหม้

เรือรบทุกชนิดติดตั้งอาวุธและเรดาร์ทันสมัยบนเรือ จำนวนมากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไปแล้วแต่ลำ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง ความแข็งแรงทนทานจากการออกแบบและสร้างด้วยมาตรฐานทางทหาร จะช่วยให้เรือมีความปลอดภัยมากกว่าเรือสินค้าหรือเรือตังเก แต่เมื่อไรก็ตามที่อุบัติเหตุลุกลามบานปลายขยายตัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ โอกาสที่เรือรบจะจมทะเลอย่างรวดเร็วย่อมสูงกว่าเรือสินค้าหรือเรือตังเก และมีโอกาสระเบิดลุกไหม้กลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่ตอนไหนก็ได้ เพราะอะไรน่ะเหรอเพราะบนเรือติดตั้งอาวุธล้นลำยังไงล่ะครับ

ผู้เขียนหวังใจว่าเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัยจะช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจนกว่าเดิม

เรือรบไม่ได้แข็งแรงทนทานจมไม่ได้เหมือนเรือสินค้าหรือเรือตังเก

เรือรบแค่จมช้ากว่าเรือสินค้าหรือเรือตังเกนิดหน่อยเท่านั้น

โครงการจัดหาเรือทดแทนเรือหลวงสุโขทัยจากประเทศเยอรมัน

 ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 18 ธันวาคม 2022 ส่งผลให้เรือรบติดอาวุธครบ 3 มิติลูกประดู่ไทยลดลงเหลือเพียง 4 ลำ ประกอบไปด้วย เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช 471 เรือหลวงนเรศวร 421 เรือหลวงตากสิน 422 และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ 441 ซึ่งมีอายุ 36 ปี 3 เดือนใกล้ปลดประจำการเต็มที

ผู้เขียนขอเสนอทางเลือกในการจัดหาเรือฟริเกตมือสองให้พิจารณาตามใจชอบ

เริ่มจากลำแรกเรือฟริเกต F122 หรือเรือฟริเกตชั้น Bremen ของกองทัพเรือเยอรมัน เรือลำสุดท้าย Lübeck (F214) เพิ่งทำพิธีปลดประจำการวันที่ 15 ธันวาคม 2022 ที่ผ่านมา เรืออายุ 32 ปีลำนี้เรานำมาอุดช่องว่างแค่ 10 ปี จากนั้นค่อยขึ้นโครงการเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัย นำมาทดแทนพร้อมเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน เรือหลวงกระบุรี และเรือหลวงสายบุรี จำนวนเรือประมาณ 4 ลำแบ่งเป็นสองเฟสในภายหลัง

Lübeck (F214) ใช้อาวุธส่วนใหญ่ตามมาตรฐานราชนาวีไทย เรือมีระวางขับ 3,680 ตัน ยาว 130.5 เมตร กว้าง 14.6 เมตร กินน้ำลึก 6.30 เมตร ปืนใหญ่หัวเรือ OTO 76/62 mm Compact เรานำกระสุนปืนเรือหลวงสุโขทัยมาใช้งานได้ กลางเรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 ท่อยิง เรานำ Harpoon เรือหลวงสุโขทัยมาใช้งานได้ ก่อนถึงโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มีห้องยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk.46 จำนวนรวม 4 ท่อยิง เรานำ Mk.46 เรือหลวงสุโขทัยมาใช้งานได้ เรือมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตันจำนวน 2 ลำ ค่อนข้างใหญ่โตโออ่าสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง รวมทั้งลำเลียงเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินกับสอ.รฝ

ภาพประกอบที่สิบคือเรือฟริเกต Lübeck (F214) ในช่วงที่ยังเป็นกระดูกสันหลังทัพเรือเยอรมัน

สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือระบบป้องกันภัยทางอากาศ ผู้เขียนมีแผนการรองรับจำนวน 3 แผนประกอบไปด้วย

1.ในกรณีต้องการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้ต่อสู้อากาศยาน ให้กองทัพเรือจัดหา RIM-7M Sea Sparrow มือสองจากอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น หรือเนเธอร์แลนด์ชาติไหนก็ได้จำนวน 6 นัด ทดสอบยิง 1 นัดเก็บไว้ใช้งานกันผีหลอก 5 นัด เมื่อเรือปลดประจำการ Sea Sparrow จะหมดอายุการใช้งานช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

หากใช้แผนนี้ให้เยอรมันถอดแท่นยิง Mk.49 บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ออกไปทั้งหมด หาปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk.2 มาติดตั้งแทนจำนวน 2 กระบอก เมื่อเรือปลดประจำการเราสามารถนำปืนไปใช้งานบนเรือลำอื่นได้

 2.ในกรณีต้องการใช้งานระบบป้องกันระยะประชิด CIWS ให้เยอรมันถอดแท่นยิง Mk.49 บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ออกไป 1 แท่นยิง เหลือเพียง 1 แท่นยิง ให้กองทัพเรือจัดหา RAM Block 1 มือสองจากเยอรมันนี่แหละจำนวน 8 นัด ทดสอบยิง 1 นัดเก็บไว้ใช้งานกันผีหลอกอีก 7 นัด เมื่อเรือปลดประจำการ RAM Block 1 จะหมดอายุการใช้งานช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

แท่นยิง Mk.29 ที่หัวเรือสำหรับ Sea Sparrow ถอดออกไปเลย แล้วหาปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk.2 มาติดตั้งแทนจำนวน 1 กระบอก เมื่อเรือปลดประจำการเราสามารถนำปืนไปใช้งานบนเรือลำอื่นได้

 3.ในกรณีต้องการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้ต่อสู้อากาศยานและระบบป้องกันระยะประชิด ถ้าต้องการแผนนี้ให้เยอรมันถอดแท่นยิง Mk.49 บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ออกไป 1 แท่นยิง ให้กองทัพเรือจัดหา RIM-7M Sea Sparrow มือสองจำนวน 6 นัดกับ RAM Block 1 มือสองอีก 8 นัดมาใช้งาน ส่วนจะทดสอบยิงแบบไหนหรืออย่างไรตามใจชอบได้เลย

Lübeck (F214) จะมาช่วยอุดช่องว่างประมาณ 10 ปีเท่านั้น ผู้เขียนคาดว่าใช้งบประมาณไม่มากนัก

โครงการจัดหาเรือทดแทนเรือหลวงสุโขทัยจากประเทศจีน

 นี่คือการกลับมาอีกครั้งของท่านเทพเจียงเว่ยที่เราคุ้นชื่อเป็นอย่างดี การกลับมาครั้งนี้เป็นแผนที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนหาได้ กองทัพเรือจะใช้ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมซื้อต่อเรือฟริเกตชั้น Type 053H3 จำนวน 2 ลำ กำหนดให้เป็นสองลำสุดท้ายเข้าประจำการระหว่างปี 2005 พร้อมกัน ได้แก่เรือฟริเกต Luoyang 527 กับเรือฟริเกต Mianyang 528

 ภาพประกอบที่สิบเอ็ดคือเรือฟริเกต Mianyang 528 หลังการปรับปรุงใหม่ เฉพาะ 527 กับ 528 เท่านั้นคือเป้าหมายที่กองทัพเรือไทยต้องพุ่งชน ที่ซื้อ 2 ลำเพราะต้องการทดแทนเรือหลวงรัตนโกสินทร์ 441 ในอนาคต

Mianyang 528 มีระวางขับน้ำ 2,393 ตัน ยาว 112 เมตร กว้าง 12.4 เมตร กินน้ำลึก 4.3 เมตร หัวเรือติดตั้งจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 87 ขนาด 240 มม.หกลำกล้องจำนวน 2 แท่นยิง ทำงานร่วมกับโซนาร์หัวเรือ SJD-7A ระยะตรวจจับ 9.3 กิโลเมตร ที่เรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงตากสินเคยติดตั้งช่วงเข้าประจำการใหม่ๆ ถ้ากองทัพเรือไม่อยากใช้งาน Type 87 ให้จีนเอาออกไปเลยเหลือเพียงโซนาร์อย่างเดียว

ปืนใหญ่หัวเรือ Type 79A ขนาด 100 มม.ลำกล้องแฝดเรามีใช้งานอยู่แล้ว ถัดไปหน้าสะพานเดินเรือคือระบบป้องกันตนเองระยะประชิด FL-3000N จำนวน 8 ท่อยิง อาวุธใหม่ชิ้นนี้ต้องจัดหามาใช้งานเพราะมีประสิทธิภาพสูง เรือบรรทุกเครื่องบินกับเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบประเทศจีนมีใช้งานทุกลำ

 กลางเรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 8 ท่อยิงเรามีใช้งานอยู่แล้ว บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.หกลำกล้องรวบจำนวน 2 กระบอก สั่งให้จีนถอดออกติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ Type 76A ขนาด 37 มม.ลำกล้องแฝดกลับคืนดังเดิม จะได้เหมือนกับที่ใช้งานบนเรือหลวงกระบุรีและเรือหลวงสายบุรี ส่วนระบบเรดาร์กับระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นของจีนทั้งหมด ตอนนี้ใช้ๆ ไปก่อนไว้พอมีเงินอยากโมดิฟายค่อยว่ากันใหม่ในภายหลัง

 ได้เรือมาแล้วต้องปรับปรุงเฉพาะสิ่งที่สำคัญ โดยการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย H/SJG-206 Towed Line Array Sonar (TLAS) ที่บั้นท้ายเรือ ทำได้แน่นอนเพราะตอนที่จีนพัฒนาโซนาร์ใช้เรือฟริเกต Type 053H3 นี่แหละเป็นหนูทดลองยา จากนั้นให้จัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำรุ่นส่งออก LQ-008 (ร่างทรง YU-8) ระยะยิง 30 กิโลเมตร มาใช้งานร่วมกับแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A ที่มีอยู่ 8 ท่อยิง อาจแบ่งเป็น C-802A จำนวน 4 นัดกับ LQ-008 อีก 4 นัดสลับฟันปลาฝั่งล่ะ 2 นัดแบบนี้ก็ได้

 อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ LQ-008 จะเข้ามาเสริมทัพการป้องกันภัยใต้น้ำ ในกรณีเรือฟริเกตมือสองจากจีนตรวจสอบด้วยโซนาร์ลากท้าย H/SJG-206 แล้วพบอะไรบางอย่าง จึงติดต่อมายังเฮลิอปเตอร์ S-70B ให้บินมาที่ตำแหน่งดังกล่าว เพื่อใช้โซนาร์ชักหย่อน HELRAS ประจำเฮลคอปเตอร์ตรวจสอบอย่างละเอียด

เมื่อเจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์สามารถตรวจพบว่า มีวัตถุต้องสงสัยดำน้ำอยู่ที่พิกัดxxx ห่างออกไป 23 กิโลเมตร ทิศ 10 นาฬิกา จึงร้องขอให้เรือฟริเกตมือสองจากจีนยิงลูกยาวมายังทิศทางดังกล่าว เพื่อกดดันหรือทำลายเป้าหมายหรือบังคับให้เป้าหมายเปิดเผยตัวก็ว่ากันไป

 เรือฟริเกต Luoyang 527 และเรือ Mianyang 528 ไม่ว่าใช้ชื่อไทยว่าอะไร จะใช้เวลาไม่เกิน 90 วินาทีในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ LQ-008 มาที่พิกัดxxx ห่างออกไป 23 กิโลเมตร ทิศ 10 นาฬิกา

อ่านทบทวนดูแล้วพอได้อยู่นะ ส่วนตัวไม่ว่าอาวุธชาติไหนถ้าใช้งานได้และใช้งานดีผู้เขียนไม่มีปัญหา อาวุธก็อาวุธจีนซีไม่เห็นเป็นไร….ขอแค่ใช้งานได้จริงตามโบรชัวร์เท่านั้นพอ

 เรือฟริเกต Luoyang 527 และเรือ Mianyang 528 เพิ่งมีอายุเพียง 17 ปี นำมาปรับปรุงแล้วประจำการไปอีก 20 ปี แล้วปลดประจำการ ถึงตอนนั้นบรรดาลูกยาวปราบเรือดำน้ำจะหมดอายุการใช้งานใกล้เคียงกัน

 เรือฟริเกตจากสองชาตินี้สามารถซื้อมาใช้งานได้ทันที อาจไม่ได้ที่สุดเหมาะสมที่สุด แต่เร็วที่สุดและมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด ขนาดกำลังเหมาะสมราคากำลังเหมาะเหม็ง ส่วนเรือคอร์เวต Type 056 ไม่เหมาะสมสักเท่าไร เพราะมีขนาดเล็กเกินไปติดอาวุธน้อยเกินไป ขนาดกองทัพเรือจีนเองยังมีปัญหาเรื่องการใช้งาน

ไว้มีโอกาสผู้เขียนจะเขียนบทความถึงเรือคอร์เวตแยกต่างหาก เนื่องจากยุคนี้สมัยนี้กลายเป็นยุคเรือคอร์เวตครองเมืองไปเสียแล้ว สำหรับบทความนี้ถึงเวลาต้องอำลาจากกันเสียที จนกว่าจะพบกันใหม่สวัสดีครับ ^_*       

                                            +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

https://www.bannakarn.com/product/dcus1986-00001/

https://catalog.archives.gov/id/6476239

https://catalog.archives.gov/id/6476238

https://www.seaforces.org/marint/German-Navy/Frigate/F-214-FGS-Lubeck.htm

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/uwmqux/plan_type_53h3_frigate_527_luoyang_with_type_056a/

https://thaimilitary.blogspot.com/2021/08/thai-navy-missile-corvette.html

http://shipbucket.com/forums/viewtopic.php?t=2859&fbclid=IwAR230pcEE2oTseQWmnDgxXedK_cQLhSQ2xJN1CHya1TdcZ4_fsLCckybzTA

https://twitter.com/TheSubHunter1/status/1514646836853678090

https://wavellroom.com/2019/07/23/mayday-in-the-magellan-part-iii-what-caused-the-flood