วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

HTMS Nong Sarai

 

โครงการจัดหาเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

กองทัพเรือได้พยายามเสริมกำลังรบทางเรือให้พร้อมในการป้องกันประเทศ ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อภัยคุกคามทางทะเลมาโดยตลอด เป็นที่ทราบกันดีว่าความลึกของน้ำและลักษณะพื้นท้องทะเลในอ่าวไทยและทะเลฝั่งอันดามัน เกื้อกูลต่อการทำสงครามทุ่นระเบิดทุกรูปแบบ จำเป็นต้องมีกองเรือทุ่นระเบิดที่สามารถกวาดและล่าทำลายทุ่นระเบิด เพื่อเปิดเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้าสู่ฐานทัพ ท่าเรือ ฐานส่งกำลังบำรุง ตลอดจนพื้นที่จอดเรือให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามของทุ่นระเบิด

กองเรือทุ่นระเบิดยังสามารถวางทุ่นระเบิดทางรับ เพื่อป้องกันการปฏิบัติการของเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำข้าศึกตามพื้นที่สำคัญของฝ่ายเรา นอกจากนี้ยังมีฐานขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ฐานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ที่กองทัพเรือต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัย

ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งและเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น ซึ่งมีอายุการใช้งานค่อนข้างมากและอุปกรณ์ประจำเรือล้าสมัย จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเรือให้มีขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดสมบูรณ์ขึ้น และปรับปรุงเรือบางลำให้กลายเป็นเรือฝึก ส่วนเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดยังไม่มีใช้งานในกองทัพเรือ จึงได้พิจารณาที่จะหาเพื่อไว้ใช้ในราชการ และเป็นกำลังทดแทนทางเรือเสริมสร้างสมรรถนะกองทัพเรือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งจำเป็นต้องดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และต้องจ้างสร้างจากต่างประเทศเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการสร้างขั้นสูง ทั้งในด้านการสร้างตัวเรือ การติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยสลับซับซ้อนและมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเป็นงานที่ต้องการช่างผู้มีฝีมือ มีความรู้ความชำนาญในการสร้างเรือประเภทนี้โดยเฉพาะ และประการสำคัญก็คือเมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องเข้าสถานีทดสอบ เพื่อตรวจสอบ SIGNATURE ของเรือทั้งในด้านแม่เหล็ก เสียง ความดัน ความทนทานต่อแรงกระแทก ซึ่งสถานีทดสอบเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย

ภายหลังการตกลงใจ กองทัพเรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง หรือที่เรียกว่า กลท.โดยมีเสนาธิการทหารเรือเป็นประธานการจัดหาเรือ ในปีงบประมาณ 2527 สามารถจัดหาได้เพียง 1 ลำคือเรือหลวงบางระจัน เพื่อให้การปฏิบัติการทางยุทธวิธีร่วมกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบำรุงรักษาเรือให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด กองทัพเรือจำเป็นต้องจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งเพิ่มเติม ดังนั้นในปีงบประมาณ 2528 จึงได้พิจารณาจัดหาเรือแบบเดียวกับลำแรกและมีขีดความสามารถอย่างเดียวกันเพิ่มอีก 1 ลำ โดยตกลงใจให้บริษัท ลือเซนวาร์ฟ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้สร้างเรือหลวงบางระจันสร้างลำนี้ต่อไป

มีการกระทำพิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือหลวงบางระจันใกล้ฝั่งลำที่ 2 ในราคา 55,800,000.00  ดอยซมาร์ค คิดเป็นเงินไทยประมาณ 491,040,000.00 บาท (สี่ร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านสี่หมื่นถ้วน) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2528 โดยมีพลเรือเอกนิพนธ์ ศิริธรเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

คุณลักษณะเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

ตัวเรือ : ทำด้วยไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก

ความยาวตลอดลำ : 49.10 เมตร

ความยาวที่แนวน้ำ : 45.70 เมตร

ความกว้าง : 9.30 เมตร

กินน้ำลึก 2.5 เมตร

ระวางขับน้ำเต็มที่ : 450 ตัน

ความเร็วมัธยัสถ์ : 14 นอต

ความเร็วสูงสุด (ต่อเนื่อง) : 17 นอต

ความเร็วขณะล่าทุ่นระเบิด (ขับเคลื่อนด้วยเครื่องไฟฟ้า) : 0-8 นอต

ระยะปฏิบัติการที่ความเร็ว 12 นอต : มากกว่า 2,000 ไมล์ทะเล

กำลังพลประจำเรือ : 41 นาย

ระบบขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 396 TB 83 จำนวน 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีกำลัง 1470 HP ที่ 1940 rpm เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพลาละ 1 ตัว

เพลาใบจักร : 2 เพลา

ใบจักร : จำนวน 2 พวง พวงละ 5 ใบ

หางเรือประสิทธิภาพสูง : 2 ใบแบบ Becker

ระบบอาวุธ

เครื่องโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด 1 เครื่อง

ระบบเดินเรือ 1 ระบบ

อุปกรณ์ดำน้ำ : ยานใต้น้ำ 2 ตัว

เครื่องกวาดทุ่นระเบิดทอดประจำที่ 1 ชุด

ปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร 3 กระบอก

อ้างอิงจาก : นิตยสารสมรภูมิไม่ทราบเล่ม ปี 2531

++++++++++++++

ปัจจุบันเรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน โดยใช้งบประมาณ 2,750 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดประกอบไปด้วย

-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ในกองทัพเรือ จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System) ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
          -การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือจากเยอรมันทำจากไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register
         -การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
        -การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
       -การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ 2 ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ 1 ระบบ
       การปรับปรุงส่งผลให้เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายซึ่งมีอายุมากกว่า 25 ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบในการทำภารกิจไล่ล่าทุ่นระเบิด และมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัยทัดเทียมกองทัพเรือประเทศเพื่อนบ้าน

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

F-7M AIRGUARD in THAILAND

 

เช้าวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2532 ที่ลานจอดอากาศยาน ท่าอากาศยานกองบัญชาการทหารอากาศกองทัพอากาศไทย มีการบินโชว์เครื่องบินขับไล่ F-7M AIRGUARD สร้างโดยบริษัท CATIC สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ลูกทัพฟ้า เสืออากาศไทย และสื่อมวลชนในประเทศได้รับชมเป็นครั้งแรก

การแสดงรอบวีไอพีเริ่มต้นเวลา 08.30 .มีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F-7M ให้นายทหารผู้ใหญ่สามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่กรมตำรวจ และทูตต่างประเทศได้รับฟังในห้องบรรยายกองทัพอากาศ การบรรยายใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นคณะวีไอพีเดินมาชมเครื่องบินที่ลานจอดอากาศยาน ประกอบไปด้วยเครื่องบินขับไล่ F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1 ลำ เครื่องบินลำเลียง Y-12 จำนวน 1 ลำ กับ Y-8 จำนวน 1 ลำ จำนวนเครื่องบินจากจีนรวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ลำ



F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1 ลำเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 22 มีนาคม 2532 โดยการถอดชิ้นส่วนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ (ปีก หาง และฐานล้อ) ก่อนนำมาประกอบที่กองบิน 6 ดอนเมืองใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและช่างอากาศเดินทางมาพร้อมเครื่องบินลำเลียง Y-8 ส่วนประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงบริษัท CATIC เดินทางตามมาในภายหลัง เครื่องบิน F-7M สร้างที่โรงงานเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ส่วน FT-7 สร้างโดยโรงงานในมณฑลกุยโจ แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของสายการผลิต ส่งผลให้ราคาถูกกว่าเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโซเวียต

การบินโชว์เริ่มต้นเครื่องบินฝึกสองที่นั่ง FT-7 สีขาว ต่อด้วย F-7M จำนวน 1 ลำ ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 7 นาที ก่อนนำเครื่องบินมาจอดเตรียมจัดแสดงให้สื่อมวลชนรับชม จากนั้นในเวลา 10.30 เป็นการบินโชว์รอบสื่อมวลชน เริ่มจาก FT-7 ใช้เวลาติดเครื่องประมาณ 5 นาทีก่อนบินขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว  นักบินใช้ท่าบินควงสว่าง 1 รอบ บินหงายหลัง 1 รอบ และบินท่าขนานพื้นอีก 2 รอบ ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 6 นาทีจากนั้นถึงคิวพระเอก F-7M ออกโรง นักบินเน้นท่าบินไต่อากาศเสียเป็นส่วนใหญ่ บินแบบนี้ประมาณ 4 รอบถึงเปลี่ยนมาใช้ท่าบินเหมือน FT-7 ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 7 ก่อนลงมาจอดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพเครื่องบินเป็นรายการปิดท้าย

โปรแกรมถัดไปเครื่องบิน F-7M กับ FT-7 ต้องเดินทางไปกองบิน 1 นครราชสีมา เพื่อบินโชว์จำนวน 2 วันคือวันที่ 4 ถึง 5 เมษายน 2532 จากนั้นในวันที่ 8 เมษายน 2532 เป็นการประเมินค่าเครื่องบินโดยนักบินไทย ซึ่งเตรียมไว้แล้วจำนวน 7 นายเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-5



F-7M AIRGUARD คือเครื่องบินขับไล่ J-7 หรือ MiG 21 สัญชาติจีน (โซเวียตส่งผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคฝีมือฉกาจมาช่วยจีนสร้างเครื่องบินด้วยตัวเอง) แต่เปลี่ยนมาติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์บริษัทมาโคนี่ประเทศอังกฤษเพื่อเป็นรุ่นส่งออก ประกอบไปด้วย

1.วิทยุอากาศ-พื้นดินรุ่น AD 3400

2.เครื่องช่วยเดินอากาศรุ่น XS-G A

3.เรดาร์ Altimeter รุ่น HR A/2

4.เรดาร์ Ranging รุ่น M วัดระยะทางระหว่างเครื่องบินถึงเป้าหมาย สำหรับคำนวณระยะยิงที่ได้ผลของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ

5.Flight Data Record เพื่อบันทึกข้อมูลการบินในแต่ละเที่ยว

มีการปรับปรุงให้ใช้หน้าจอ HUD รุ่น 850 จากบริษัทมาโคนี่เช่นกัน เครื่องบินมีจุดติดตั้งอาวุธ 4 ตำแหน่งคือ INBOARD และ OUTBOARD สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ PL-7 หรือ R-550 MAGIC รวมทั้ง AIM-9 SIDEWINDER ซึ่งมีใช้งานในกองทัพอากาศไทยได้ มาพร้อมปืนกลอากาศขนาด 30 มม.สำหรับทำยุทธเวหาแบบ DOGFIGHT

สถานการณ์ในตอนนั้นสื่อมวลชนประเทศไทยเทคะแนน 90 เปอร์เซ็นต์ว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 กองทัพอากาศไทย ต้องเป็นมังกรไฟจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ไม่ผิดไปจากนี้ เหตุผลก็คือ F-7M ราคาถูกมากเพียงลำละ 2 ล้านเหรียญ แต่แล้วในท้ายที่สุดจีนก็เจาะด่านลูกทัพฟ้าไทยไม่สำเร็จ ต่างจากกองทัพบกและกองทัพเรือซึ่งได้อุดหนุนสินค้ากรุงปักกิ่งจำนวนพอสมควร

 

ข้อมูลจาก : นิตยสารสงคราม ปีที่ 11 ฉบับที่ 389 ประจำวันที่ 23 เมษายน 2532 กับนิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 440 วันที่ 17 เมษายน 2532

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

DW 2000H Frigate

 

เรือฟริเกตรุ่นส่งออกลำแรกของเกาหลีใต้ กับสงครามใหญ่ระหว่างผู้หญิงสองคน

ระหว่างปี 1994 รัฐบาลบังกลาเทศภายใต้การนำนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia ต้องการจัดหาเรือฟริเกตติดอาวุธ 3 มิติรุ่นใหม่ทันสมัยให้กับกองทัพเรือ ความพยายามผลักดันโครงการในครั้งแรกประสบความล้มเหลว รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดสรรให้กับกองทัพเรือ ประกอบกับพรรค BNP แกนนำรัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้การเลือกตั้งในปี 1996 นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศประสบความแพ้พ่าย ต้องยกตำแหน่งผู้นำประเทศให้กับ Sheikh Hasina จากพรรค Awami League เท่ากับว่าบังกลาเทศมีนายกรัฐมนตรีหญิงสองคนติดกัน

 หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เพียงไม่กี่เดือน Sheikh Hasina ประกาศเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตติดอาวุธ 3 มิติต่อ มีบริษัทเอกชนต่างชาติ 9 แห่งเสนอแบบเรือเข้าร่วมชิงชัย และผู้ชนะเลิศได้แก่แบบเรือ DW 2000H จากบริษัท Daewoo ประเทศเกาหลีใต้ ต้นปี 1999 มีการเซ็นสัญญาสร้างเรือ วันที่ 12 พฤษภาคม 1999 มีการประกอบพิธีวางกระดูกงู วันที่ 29 สิงหาคม 2000 มีการประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ และในวันที่ 20 มิถุนายน 2001 มีการประกอบพิธีเข้าประจำการ กองทัพเรือบังกลาเทศตั้งชื่อเรือฟริเกตใหม่เอี่ยมลำนี้ว่า BNS Khalid Bin Walid

 แบบเรือ DW 2000H ถูกดัดแปลงจากเรือฟริเกตชั้น Ulsan กองทัพเรือเกาหลีใต้ โดยการเพิ่มโรงเก็บกับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางบริเวณบั้นท้าย เรือมีระวางขับน้ำ 2,350 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 12.5 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG เหมือนเรือหลวงตากสิน ความเร็วสูงสุด 34 นอต หากใช้งานเพียงเครื่องยนต์ดีเซล 2 ตัวยังทำความเร็วได้มากถึง 28 นอต เป็นเรือฟริเกตดีที่สุด ใหม่ที่สุด ทันสมัยที่สุด และติดอาวุธหนักที่สุดของกองทัพเรือบังกลาเทศ

 หน้าที่หลักของเรือคือรักษาความปลอดภัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต่อต้านการก่อการร้ายทางทะเล การสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และการลักลอบขนของผิดกฎหมาย กองทัพสามารถนำเรือไปใช้ในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยได้ ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิง และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ OTOMAT Mk2 ระยะยิง 180 กิโลเมตรจำนวน 4 นัด โดยใช้ระบบเรดาร์และระบบอำนวยการรบจากบริษัท Thales ประเทศเนเธอร์แลนด์

 Sheikh Hasina คือผู้จัดตั้งโครงการจัดหาเรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ เธอได้ชื่นชมความสำเร็จร่วมกับประชาชนชาวบังกลาเทศแค่เพียงไม่นาน ผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 2001 พรรค Awami League พ่ายแพ้ต่อพรรค BNP ที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia จัดตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรคขึ้นครองตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่สอง สิ่งแรกที่เธอทำคือการทวงแค้นต่อศัตรูหมายเลขหนึ่ง เล็งเป้าหมายมาที่เรือฟริเกตลำแรกที่เกาหลีใต้สร้างขายต่างชาติ

 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2002 หลังการเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน เรือฟริเกต BNS Khalid Bin Walid ถูกปลดประจำการโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเรือไม่พร้อมใช้งานเพราะประสบปัญหาหลายอย่าง ต้องส่งกลับคืนให้บริษัท Daewoo แก้ไขเพราะยังอยู่ในประกัน จากนั้นไม่นานสำนักงานปราบปรามการทุจริตออกมาตามซ้ำดาบสอง โดยให้ข่าวว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมัย Sheikh Hasina เป็นนายกรัฐมนตรีมีความผิดปรกติ บริษัทจีนเสนอราคาต่ำสุด 68 ล้านเหรียญไม่ได้รับการคัดเลือก ส่วนข้อเสนอของ Daewoo ราคารวมทั้งโครงการเท่ากับ 99.97 ล้านเหรียญ อยู่ในอันดับ 4 จาก 9 บริษัทกลับได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาล ทั้งที่บริษัทจากเกาหลีใต้ไม่มีความชำนาญเรื่องการสร้างเรือ

 รัฐบาลตัดสินใจฟ้อง Sheikh Hasina และเจ้าหน้าที่จำนวน 5 คนในข้อหาทุจริต รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ Nurul Islam วันที่ 30 สิงหาคม 2003 ผู้นำฝ่ายค้านหญิงเดินทางมาศาล ก่อนได้รับการประกันตัวคดีทุจริตซื้อเรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ ในช่วงเวลาที่เธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ประเทศสูญเสียเงินจากการทุจริตมากถึง 88 ล้านเหรียญ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดเธออาจถูกติดคุกเป็นเวลามากถึง 5 ปี

 การต่อสู้ระหว่างนายกรัฐมนตรีหญิงกับอดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ส่งผลให้ประเทศเกิดความแตกแยกแบ่งออกเป็นสองข้าง สถานการณ์การเมืองวุ่นวายเสียจนควบคุมไม่ได้ เมื่อรัฐบาลร่วมภายใต้การนำพรรค BNP หมดอำนาจตามวาระในปี 2006 การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด มีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการโดยคำสั่งประธานาธิบดีขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและแก้ไขปัญหามากมายอันเกิดจากสนิมเนื้อใน

 เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลปกครองประเทศ ผู้โชคร้ายในสงครามใหญ่ระหว่างผู้หญิงสองคนพลันได้รับการเหลียวแล วันที่ 12 กรกฎาคม 2007 มีการประกอบพิธีเข้าประจำการเรือฟริเกต BNS Khalid Bin Walid ครั้งที่สอง ต่อมาในวันที่ 9 มกราคม 2009 มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ Sheikh Hasina ออกจากคุกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงสมัยที่สอง งานแรกที่เธอให้กับเรือฟริเกตลำโปรดก็คือ เปลี่ยนชื่อเรือจาก BNS Khalid Bin Walid เป็น BNS Bangabandhu และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HQ-7 ขนาด 8 ท่อยิงบริเวณหน้าสะพานเดินเรือ ส่งผลให้เรือสามารถทำภารกิจครบ 3 มิติสมความตั้งใจ และอยู่รับใช้ชาติเป็นเดอะแบกบังกลาเทศจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Future Frigate eXperimental (FFX)

 

บทนำ

ระหว่างปี 1974 เกาหลีใต้ริเริ่มโครงการสร้างเรือรบด้วยตัวเอง ต่อมาในปี 1978 จึงได้เริ่มต้นสร้างเรือฟริเกตชั้น Ulsan ลำแรก กระทั่งเสร็จสมบูรณ์จำนวน 9 ลำในปี 1992 ต่อด้วยสร้างเรือคอร์เวตชั้น Donghae กับเรือคอร์เวตชั้น Pohang จำนวน 24 ลำเสร็จสมบูรณ์ในปี 1993 หน้าที่หลักเรือสร้างเองในประเทศคือปราบเรือดำน้ำกับปราบเรือผิวน้ำ ดูแลน่านน้ำตัวเองรวมทั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เพิ่งมีการบังคับใช้

หลังสร้างเรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตด้วยตัวเองจำนวน 33 ลำ เวลาผ่านพ้นไม่กี่ปีกองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการ Frigate 2000 เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทำมาทดแทนเรือเก่าที่ยังหลงเหลือ โครงการสำคัญต้องหยุดชะงักในปี 1997 เพราะพิษต้มยำกุ้ง ผ่านไปประมาณ 10 ปีถึงกลับมาอีกครั้งในชื่อ Future Frigate eXperimental หรือ FFX เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนเรือฟริเกตชั้น Ulsan เรือคอร์เวตชั้น Donghae รวมทั้งเรือคอร์เวตชั้น Pohang ซึ่งจะทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งานเรือแต่ละลำ

เรือฟริเกตสร้างเองในประเทศ

ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือฟริเกตชั้น Ulsan ที่เกาหลีใต้สร้างด้วยตัวเอง เรือมีระวางขับน้ำ 2,180 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 12.5 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ติดปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 3 กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk46 จำนวน 6 ท่อยิง มาพร้อมระบบเรดาร์และระบบโซนาร์จากยุโรป

เทียบกับเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจากประเทศจีนซึ่งมีอายุห่างกันไม่มาก เรือฟริเกตเกาหลีใต้ใช้อาวุธทันสมัยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสียเล็กน้อยก็คือสะพานเดินเรือสูงเสียจนน่าตกใจ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษเรือจากดินแดนกิมจิก็เห็นจะไม่ผิด

เรือฟริเกตรุ่นใหม่

การพัฒนาแบบเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนทั้งเรือฟริเกตและเรือคอร์เวตรุ่นเก่า แนวคิดของเกาหลีใต้คือแบ่งการสร้างเรือออกเป็นเฟสย่อยหรือเรียกว่า Batch โดยที่ Batch แรกต้องสร้างง่าย ใช้งานง่าย รูปทรงไม่ล้ำสมัยเกินไป และใช้งบประมาณในระดับเหมาะสม แนวคิดแรกของพวกเขาปรากฏในภาพประกอบที่สองภาพบน

เรือมีระวางขับน้ำปรกติประมาณ 2,200 ตัน ยาวประมาณ 104 เมตร หรือเรือติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ต่อด้วยระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21 ท่อยิง ท้ายเรือคือระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิง แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถีกับแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด มาพร้อมลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน เรียกว่ามีทุกอย่างครบครันขาดเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน

เรามาทำความเข้าใจการใช้กำลังทางเรือของเกาหลีใต้กันสักนิด พวกเขาใช้เรือพิฆาตเป็นเรือเทียร์หนึ่ง ส่วนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตเป็นเรือเทียร์สอง กองเรือพิฆาตของเกาหลีใต้ประกอบไปด้วย เรือพิฆาตชั้น KDX-I ติด VL Sea Sparrow จำนวน 3 ลำ เรือพิฆาตชั้น KDX-II ติด SM-2 จำนวน 6 ลำ และเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ KDX-III ติด SM-2 จำนวน 2 ลำ (ในตอนนั้น) จำนวนเรือมากเพียงพอสำหรับการรบกลางทะเลลึก การสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-I ไม่ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานจึงเหมาะสมกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า รวมทั้งมั่นใจว่าโครงการจะไม่ล้มกลางทางเสียก่อน

เข้าใจตรงกันแล้วกลับมาที่แบบเรืออีกครั้ง มีการปรับปรุงเรือทั้งลำตามภาพประกอบที่สองภาพกลาง แต่ดูเหมือนยังไม่ลงตัวจึงได้มีการปรับโฉมอีกครั้ง จนกลายเป็นแบบเรือจริงในภาพประกอบที่สองภาพล่าง และเริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกในปี 2008 มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 29 เมษายน 2011 ก่อนเข้าประจำการในวันที่ 17 มกราคม 2013 เรือถูกตั้งชื่อว่า ROKS Incheon (FFG-811) และกลายเป็นเรือฟริเกตชั้น Incheon ในท้ายที่สุด

เรือฟริเกตชั้น FFX-I

ภาพประกอบที่สามเรือฟริเกต ROKS Incheon อยู่ระหว่างทดสอบยิงอาวุธจริง เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,500 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,300 ตัน ยาว 114 เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย

เรือฟริเกตชั้น Incheon ติดอาวุธตรงตามแผนการเป็นส่วนใหญ่ หัวเรือติดตั้งติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21 ท่อยิงย้ายมาอยู่หลังคาสะพานเดินเรือ แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ  SSM-700K Haeseong จำนวน 8 ท่อยิงอยู่กลางเรือ หลังแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิงเพียงเล็กน้อย ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper ถูกปรับเปลี่ยนเป็น Phalanx เหตุผลก็คือราคาถูกกว่า ขนาดเล็กกว่า รวมทั้งไม่ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือในการจัดเก็บกระสุนปืน

เรือใช้ระบบอำนวยการรบ Naval Shield Baseline 2 จากบริษัท Samsung Thales ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K จากบริษัท LIG Nex1 ซึ่งใช้การเลียนแบบเรดาร์ Smart-S Mk2 จากบริษัท Thales จึงมีการกล่าวอ้างว่าเรดาร์ SPS-550K ระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัท LIG Nex1 ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลสินค้าตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว

เรดาร์ตรวจการณ์รุ่นส่งออกที่จีนลอกการบ้านจาก Smart-S Mk2 ก็ถูกอ้างอิงว่ามีระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร แล้วคนก็เชื่อกันเป็นตุเป็นตะพูดค้านไม่ได้ด้วยนะ

อุปกรณ์ส่วนใหญ่บนเรือพัฒนาโดยเกาหลีใต้ (ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ตรุเคียกำลังตามลายแทงลอกการบ้าน) บางส่วนเกาหลีใต้พัฒนาเอง บางส่วนก็ซื้อมาสร้างเอง เรือใช้เรดาร์ควบคุมการยิง SPG-540K (เหมือน CEROS200 มาก) ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง SAQ-540K ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ SLQ-200(V)K Sonata มีทั้ง ECM และ ESM โซนาร์หัวเรือ SQS-240K  โซนาร์ลากท้าย SQR-220K towed array sonar แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี K-DAGAIE Mk.2 จำนวน 2 แท่นยิง แท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด SLQ-261K จำนวน 2 แท่นยิง โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Super Lynx เป็นคู่หูประจำตัว

เรือฟริเกต FFX-I จำนวน 6 ลำสร้างเสร็จภายในปี 2016 ถือเป็นการยกระดับการสร้างเรือในประเทศให้ทันสมัยกว่าเดิม สามารถดูแลซ่อมบำรุงเรือทุกลำได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องส่งเรือไปซ่อมประเทศอื่นเป็นเวลาหลายเดือน และเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้มีแบบเรือฟริเกตสำหรับส่งออก ซึ่งจะช่วยหางานหาเงินให้กับคนในชาติแบบยั่งยืนและถาวร

โซนาร์ลากท้าย

ภาพประกอบที่สี่คือบั้นท้ายเรือฟริเกต ROKS Incheon บริเวณกราบขวาที่เห็นเป็นช่องกลมคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้าย SQR-220K towed array sonar พัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโซนาร์ลากท้าย AN/SQR-19 TACTAS จากสหรัฐอเมริกา มีใช้งานบนเรือพิฆาตชั้น KDX-I KDX-II และ KDX-III หรือพูดง่ายๆ ว่าเรือเทียร์หนึ่งครบทุกลำ ถือเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้นำมาติดตั้งบนเรือฟริเกตของตัวเอง

SQR-220K ติดตั้ง Piezoelectric ceramic hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงจำนวน 120 ตัว ระยะตรวจจับไกลสุดทดสอบในวันที่ 14 กันยายน 1998 เท่ากับ 74 กิโลเมตร เป็นการตรวจจับแบบ Passive ได้ระยะเป้าหมายกับทิศทางเป้าหมาย แต่ไม่ได้ความเร็วเป้าหมายเหมือนการตรวจจับแบบ Active ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 30 นอต ความลึกตั้งแต่ 30 เมตรถึงมากกว่า 300 เมตร ถูกปรับปรุงให้จดจำเสียงตอร์ปิโดชนิดต่างๆ ได้ จึงทำหน้าที่แจ้งเตือนภัยตอร์ปิโดจากระยะไกลได้ ช่วยให้เรือฟริเกตรุ่นใหม่มีการตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำทันสมัยกว่าเดิม

ผู้เขียนมีนิทานเรื่องหนึ่งอยากเล่าสู่กันฟัง ตอนที่ฟิลิปปินส์ซื้อเรือฟริเกต HDF-2600 จำนวน 2 ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K ต่อมาเมื่อพวกเขาซื้อเรือฟริเกต HDF-3200 จำนวน 2 ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K หรือรุ่นใหม่กว่า แต่แล้วเรือฟริเกตทั้ง 4 ลำของพวกเขาไม่เคยมีอุปกรณ์ตรวจจับใต้น้ำรุ่นทันสมัย รวมทั้งไม่แน่ใจว่าเรือฟริเกตชุดใหม่อีก 2 ลำจะมีโซนาร์ลากท้ายหรือเปล่า แต่เมื่อเทียบกับราคาเรือผู้เขียนคาดการณ์ว่าไม่มาแน่นอน

ระบบอำนวยการรบ

นอกจากเกาหลีใต้จะสร้างเรือฟริเกต ระบบเรดาร์ และระบบอาวุธด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญค่อนข้างมากก็คือระบบอำนวยการรบ ระหว่างปี 2000 มีการจัดตั้งบริษัท Samsung Thales ขึ้นมา เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Samsung Electronics ประเทศเกาหลีใต้ กับบริษัท Thales Group ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาระบบเรดาร์ชนิดต่างๆ ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี รวมทั้งระบบอำนวยการรบประจำกองทัพเรือเกาหลีใต้

ระบบอำนวยการรบจาก Samsung Thales เริ่มจาก Naval Shield Baseline 1 บนเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีชั้น PKX-A ต่อด้วย Naval Shield Baseline 2 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-I  จากนั้นจึงเป็น Naval Shield Baseline 2.3 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-II ปิดท้ายด้วย Naval Shield Baseline 3 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-III รุ่นใหม่ล่าสุด เท่ากับว่าระบบอำนวยการรบเกาหลีใต้ได้รับเทคโนโลยีจากฝรั่งเศส ประสิทธิภาพอยู่ในระดับเหมาะสมแต่ถูกบุลลี่มาเนิ่นนาน บอกว่าทำงานช้าบ้างล่ะบอกว่าไม่น่าเชื่อถือบ้างล่ะ แต่แล้วเมื่อเรือฟริเกต HDF-4000 มาพร้อมเรดาร์แปะกอเอี๊ยกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศ Barak MX เข้าหน่อย Naval Shield Baseline 3 กลายเป็นระบบอำนวยการรบท่านเทพขึ้นมาทันที

ระบบอำนวยการรบถือเป็นหัวใจของเรือรบทุกลำ กองทัพเรือไทยเป็นเพียงผู้ใช้งานมาเนิ่นนาน ทุกครั้งที่มีการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยหรือเกิดปัญหาเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จากบริษัทนั้นๆ จะเป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็คือปิดห้องยุทธการไล่ทุกคนออกไปเพื่อทำงาน ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ผู้เขียนใช้ทำมาหากินสมัยอยู่กรุงเทพ คือเดินทางไปปรับปรุงหรือดูแลระบบต่างๆ ให้กับบริษัทน้อยใหญ่ ได้เงินจากการขายระบบและดูแลระบบแบบกินกันจุกๆ ไปเลย ลูกค้าทำได้เพียงจ่ายเงินกับใช้งานแตะต้องอะไรไม่ได้สักอย่าง

ประเทศใดก็ตามมีระบบอำนวยการรบเป็นของตัวเอง จะเป็นผลดีในระยะยาวทั้งการซ่อมบำรุง การปรับปรุง การนำระบบเรดาร์หรือระบบอาวุธใหม่มาใช้งาน การพัฒนาต่อยอดให้ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยเหตุผลมากมายเกาหลีใต้ถึงทุ่มสุดตัวเพื่อพัฒนาระบบอำนวยการรบ

บริษัท Samsung Thales มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามระยะเวลา ระหว่างปี 2015 บริษัท Hanwha Group เข้าซื้อกิจการด้านการป้องกันประเทศจาก Samsung ส่งผลให้บริษัทถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Hanwha Thales ปีถัดไป Hanwha Group กว้านซื้อหุ้นทั้งหมดจากบริษัท Thales Group บริษัทจึงถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Hanwha Systems และใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบันกลายเป็นขาใหญ่เรื่องระบบอำนวยการรบ

เรือฟริเกตชั้น FFX-II

หลังโครงการเรือฟริเกตสร้างเองในประเทศเฟสหนึ่งประสบความสำเร็จ ปี 2015 กองทัพเรือเกาหลีใต้เดินหน้าสร้างเรือฟริเกตเฟสสองต่อทันที เรือฟริเกตชั้น FFX-II พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME มีความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-I ตั้งแต่หัวเรือไล่ไปจนถึงปล่องระบายความร้อน มีการนำแผ่นวัสดุมาปิดบริเวณจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง และสร้างจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 2 ระบบ 16 ท่อยิง โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Daegu

ภาพประกอบที่หกเรือฟริเกต OKS Daejeon FFG-823 อยู่ระหว่างทดสอบเดินทะเล เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 3,100 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,600 ตัน ยาว 122 เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ เรือมีความยาวเพิ่มขึ้นจาก FFX-I ประมาณ 8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODLOG เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 1 ตัว เครื่องยนต์ดีเซล 2 ตัว ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจากอิตาลี ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย

สังเกตนะครับว่าระบบขับเคลื่อนทันสมัยมากกว่าเดิม เรือลำนี้เปรียบได้กับฝาแฝดเรือฟริเกตรุ่นส่งออกของบริษัท DSME ไม่ต้องบอกผู้อ่านทุกคนนะรู้ดีว่าคือเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เหตุผลก็คือรูปร่างหน้าตาเรือเกาหลีใต้คล้ายเรือลูกประดู่ไทย โดยเฉพาะสะพานเดินเรือค่อนข้างสูงกับหัวเรือค่อนข้างต่ำ เพียงแต่เกาหลีใต้ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K เพียงหนึ่งตัว จึงไม่ได้สร้างเสากระโดงรองเหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย

อาวุธใหม่ประจำเรือ

แท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS มาพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM นำวิถีคลื่นความร้อน ระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร โดยที่ 1 ท่อยิงสามารถใส่ K-SAAM ได้ถึง 4 นัด กองทัพเรือเกาหลีใต้นำมาใช้งานทดแทนระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM จึงได้มีการพัฒนาแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS ขนาด 4 ท่อยิงเพิ่มเติม ขนาดกะทัดรัดยาว 2.6 เมตร กว้าง 2.9 เมตร ลึก 4.6 เมตร ใส่ K-SAAM ได้มากสุดจำนวน 16 นัด เพื่อใช้งานบนเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์ รวมทั้งเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ โดยใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือค่อนข้างน้อยเหมาะสมกับแบบเรือชนิดดังกล่าว

โซนาร์ลากท้ายประจำเรือถูกเปลี่ยนเป็นรุ่น SQR-250K จำนวน Piezoelectric ceramic hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 200 ตัว ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมและถูกพัฒนาเป็นโซนาร์ลากท้ายรุ่นส่งออกในเวลาต่อมา

กองทัพเรือเกาหลีใต้ยังมีแผนการพัฒนาโซนาร์ลากจูงรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งาน ภาพประกอบที่หกภาพเล็กมุมบนคือโซนาร์ ATASS LFPA หรือ Active Towed Array Sonar System-Low Frequency Projector Array ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงในปี 2017 ทำงานได้ทั้งโหมด Passive และ Active ทันสมัยเทียบเท่าโซนาร์ตระกูล CAPTAS จากฝรั่งเศส (อีกแล้ว) โดยจะติดตั้งบนเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ KDX-III Batch 2 เป็นลำแรก เพียงแต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าโครงการประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งโซนาร์ ATASS LFPA สามารถใส่เรือฟริเกต HDF-4000 ซึ่งเสนอขายให้กับราชนาวีไทยได้หรือไม่

อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ K745A1 Red Shark

        เกาหลีใต้สร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-II จำนวน 8 ลำถือว่ามากเป็นพิเศษ เรือชั้นนี้ช่วยยกระดับกองเรือฟริเกตให้ทันสมัยเทียบเท่าอารยประเทศ หนำซ้ำยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อพูดถึงออปชันเสริม ที่เรือสามารถใช้งานหลังติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 16 ท่อยิง สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ K745A1 Red Shark เจ้าของฉายา (K-ASROC ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคย) โดยนำตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ K745 Blue Shark ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตร มาติดตั้งระบบขับเคลื่อนสามารถโบยบินในอากาศได้อีก 19 กิโลเมตร เท่ากับว่า K-ASROC มีระยะทำการไกลสุดประมาณ 38 กิโลเมตร

        K745A1 Red Shark ใช้เวลาพัฒนา 9 ปีด้วยงบประมาณมากถึง 80 ล้านเหรียญ เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพเล็ก) มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีภาพการทดสอบยิงจริงปรากฏต่อสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ เข้าใจว่าเป็นแผนการในอนาคตที่เรือสามารถปรับปรุงให้ใช้งานได้

        ไอเทมลับอีกหนึ่งชนิดสามารถใช้งานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Haeryong VL เป็นการนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ SSM-700K C-Star มาปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม เพิ่มระยะยิงไกลสุดเป็น 500 กิโลเมตร เพิ่มระบบนำวิถี GPS/INS ให้เหมาะสมกับเป้าหมายบนฝั่ง เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพใหญ่) มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีการทดสอบยิงจริงเช่นเดียวกับ K745A1 Red Shark

        เป็นออปชันเสริมที่น่าสนใจแต่ยังไม่มาของกองทัพเรือเกาหลีใต้

เรือฟริเกตชั้น FFX-III

        หลังสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-II จำนวน 8 ลำเข้าประจำการแบบรัวๆ กองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-III ต่อจำนวน 6 ลำ เรือฟริเกตลำแรก ROKS Chungnam FFG-828 เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2024 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 4,300 ตัน ยาว 129 เมตร กว้าง 14.8 เมตร กินน้ำลึก พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Hyundai Heavy Industries หรือ HHI ระบบเรดาร์และระบบอาวุธส่วนใหญ่เหมือนเรือฟริเกตชั้น FFX-II แต่เปลี่ยนมาใช้งานเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AESA รุ่น FFX-B3 MFR ซึ่งในตอนหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อ SPY 200K ระยะตรวจจับมากกว่า 250 กิโลเมตร ถือเป็นเรือฟริเกตลำแรกของเกาหลีใต้ที่ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ฝังในเสากระโดงจำนวน 4 ตัว

        โซนาร์ลากท้าย SQR-250K towed array sonar ถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่กว่า ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx เปลี่ยนเป็น CIWS-II ซึ่งเป็นร่างโคลน Goalkeeper ใช้ปืนกลขนาด 30 มม.เจ็ดลำกล้องรวบทำงานร่วมกับระบบเรดาร์ AESA โดยต้องใช้คลังแสงจัดเก็บกระสุนใต้ดาดฟ้าเรือเหมือน Goalkeeper เรือฟริเกต ROKS Chungnam FFG-828 ในภาพประกอบที่แปดยังไม่ได้ติดตั้ง CIWS-II เหตุผลก็คือบริษัท LIG Nex1 ยังเข็นรุ่นใช้งานจริงออกมาไม่สำเร็จ คาดว่าภายใน 2-3 ปีน่าจะส่งมอบอาวุธทันสมัยได้ตามสัญญา

เรือฟริเกตชั้น FFX-IV

        ปี 2019 รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติให้กองทัพเรือเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-IV มีการคาดการณ์ว่าเรือชั้นนี้จะมาแทนที่เรือพิฆาตชั้น KDX-I ซึ่งมีแผนปลดประจำการในปี 2030 รวมทั้งมีการเปิดเผยแบบเรือฟริเกตรุ่น HCX-19 ของบริษัท HHI แบบเรือค่อนข้างล้ำสมัยคล้ายเรือฟริเกต FDI กองทัพเรือฝรั่งเศส ระวางขับน้ำป 4,500 ถึง 5,000 ตันเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลลึก หรือเดินทางไกลไปทำภารกิจต่างๆ ทั่วโลกแทนที่เรือพิฆาตรุ่นเก่า

        แต่แล้วในวันที่ 22 มกราคม 2025 บริษัท Hanwha Ocean ได้รับสัญญามูลค่า 586.4 ล้านเหรียญในการสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-IV จำนวน 2 ลำแรก บริษัทได้เปิดเผยภาพจำลองเรือฟริเกตรุ่นใหม่ตามภาพประกอบที่เก้า รูปร่างหน้าตาผู้เขียนหาความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-III ไม่เจอ ทว่าเรือชั้นนี้จะติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์รุ่นใหม่ระยะตรวจจับไกลกว่าเดิมสองเท่า และถูกเรียกขานเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศรุ่นจิ๋วแจ๋ว

        เรือฟริเกตชั้น FFX-IV สองลำแรกจะสร้างเสร็จในปี 2029 กับ 2030 ถึงตอนนั้นเราจะได้รู้อนาคตภายภาคหน้ากองทัพเรือเกาหลีใต้ว่า พวกเขาสามารถพัฒนาเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศได้ดีมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

บทสรุป

        ปัจจุบันโครงการ Future Frigate eXperimental มีเรือฟริเกตรวมกันเท่ากับ 6+8+6+6= 26 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตรุ่นเก่าจำนวน 33 ลำ รวมทั้งอาจทดแทนเรือพิฆาตขนาด 3,900 ตันอีก 3 ลำ จำนวนเรือมากเพียงพอในการปกป้องน่านน้ำจากภัยคุกคาม ตัวเลขอาจลดลงนิดหน่อยแต่ได้ขนาดและประสิทธิภาพมาทดแทน

        ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างขัดหูขัดตาการออกแบบเรือของเกาหลีใต้ แต่ยอมรับว่าพวกเขาสร้างเรือเร็วและไม่หยุดพัฒนาแม้เกิดปัญหามากมาย สิ่งที่อยากรู้ก็คือกองทัพเรือเกาหลีใต้จะใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนบนเรือฟริเกตชั้น FFX-IV เพราะถัดจาก K-SAAM กองทัพเรือเกาหลีใต้ข้ามไปใช้งาน SM-2 ตัวแรงจากสหรัฐอเมริกาโน่นเลย

        เอหรือว่าจะเป็น Barak MX เหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย?

อ้างอิงจาก

https://www.naval-technology.com/projects/incheon-class-ffx-frigates-south-korea/?cf-view

https://www.deagel.com/Navies/FFX/a002334

https://thaidefense-news.blogspot.com/2017/02/republic-of-korea-navy-ffx-1-incheon.html

https://www.defenseindustrydaily.com/ffx-koreas-new-frigates-05239/

https://defencehub.live/threads/ffx-ulsan-frigate-program.15970/

https://www.shipspotting.com/photos/3662651

https://www.seaforces.org/marint/Republic-Korea-Navy/Frigate/Incheon-class-FFG.htm

https://www.navalnews.com/naval-news/2025/01/south-korea-kicks-off-ffx-batch-iv-frigate-program/

https://koreajoongangdaily.joins.com/2009/06/23/politics/New-antisub-missiles-ready-for-deployment/2906459.html

https://www.navalnews.com/naval-news/2021/08/south-korea-green-lights-ffx-batch-iv-frigate-program-for-rok-navy/