วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

HTMS Similan (871)

       

วันที่ 30 กันยายน 2569 เรือหลวงสิมิลัน เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำแรกและลำเดียวของ ราชนาวีไทยจะปลดประจำการ เท่ากับว่าเราจะไม่มีเรือเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลและส่งอาหารกับยาให้กับกองเรือ ส่วนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนอีกไม่ช้าไม่นานคงได้รู้กัน และในโอกาสที่เหลือเพียงครั้งเดียวก่อนปลดประจำ ผู้เขียนขอพูดถึงประวัติการจัดหาเรือลำใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือไทยอีกครั้ง

เรือส่งกำลังบำรุง

          ตามที่กองทัพเรือได้จัดสร้างเรือฟริเกตจำนวน 6 ลำ และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ รวมทั้งจัดหาเรือฟริเกตจากสหรัฐอีก 2 ลำ ซึ่งการให้เรือขนาดใหญ่สามารถปฏิบัติการในทะเลลึกได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยไม่ต้องกลับเข้ารับการส่งกำลังบำรุงที่ฐานทัพ เพื่อให้การใช้เรืออย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีเรือส่งกำลังบำรุงที่สามารถให้การสนับสนุนการกำลังบำรุงในทะเล

กองทัพเรือได้กำหนดความต้องการของเรือส่งกำลังบำรุงไว้ในแผนพัฒนากองทัพ จึงได้ขออนุมัติโครงการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงจำนวน 1 ลำ ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท (รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจากความต้องการในโครงการร้อยละ 10) ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ให้กองทัพเรือ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณได้ระหว่างปี 2534-2538 รวมเวลา 4 ปี

          แต่เนื่องมาจากแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอมาให้กองทัพเรือคัดเลือก มีคุณลักษณะทางเทคนิคไม่ตรงตามความต้องการ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพเรือได้พิจาณาแล้วว่า แบบเรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติงานของกำลังพล ขณะรับ-ส่งสิ่งของกลางทะเลเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงได้ขอยกเลิกการดำเนินการเพื่อพิจาณาจัดหาใหม่

          หลังยกเลิกการดำเนินการในครั้งแรก กองทัพเรือได้ปรับแต่งการกำหนดคุณลักษณะของเรือส่งกำลังบำรุง ให้ตรงตามความต้องการใหม่ของฝ่ายเสนาธิการ พร้อมกับขออนุมัติกระทรวงการคลังกันเงินปีงบประมาณ 2535 จำนวน 100 ล้านบาทที่ได้จัดสรรไว้สำหรับโครงการนี้ เพื่อเบิกจ่ายเหลื่อมปีในปีงบประมาณ 2536 เป็นกรณีพิเศษกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน ซึ่งได้รับอนุมัติให้จนถึง 30 กันยายน 2536

          คุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงตามความต้องการของฝ่ายเสนาธิการ ได้พิจารณาภารกิจและขีดความสามารถที่กองทัพเรือต้องการ โดยสามารถส่งกำลังบำรุงให้กองเรือซึ่งประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กับเรือฟริเกตซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันได้เป็นเวลาที่นานเพียงพอ ด้วยสมรรถนะของเรือส่งกำลังบำรุงที่กำลังจะจัดหา รวมทั้งได้พิจารณาแล้วว่างบประมาณประจำปีของกองทัพเรือ ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงได้อีกในอนาคตอันใกล้ จึงได้กำหนดคุณลักษณะเรือให้สอดคล้องกับระบบการรับส่งกำลังบำรุงในทะเลของเรือในกองทัพเรือ ซึ่งต้องประกอบกำลังออกไปปฏิบัติการในทะเลลึก รวมทั้งได้ระบุมาตรฐานของระบบอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เรือส่งกำลังบำรุงได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และสนองความต้องการกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี

          จากการพิจารณาแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอเข้ามา ปรากฏว่าแบบเรือของบริษัท China Ship-building and Trading CompanyLimited (CSTC) สามารถสนองตอบความต้องการของกองทัพเรือได้ดีกว่าแบบเรืออื่น โดยมีคุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ และความปลอดภัยเหมาะสม และน่าเชื่อถือมากที่สุด ราคาในมาตรฐานเดียวกันต่ำที่สุด จึงเป็นแบบเรือที่สมควรพิจารณาจ้างสร้าง

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนแสดงความจำนงในการช่วยเหลือประเทศไทย โดยการซื้อข้าวสารจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก กองทัพเรือจึงได้เจรจากับบริษัท CSTC เป็นลำดับแรก หากการเจรจาไม่ได้ผลถึงจะเจรจากับบริษัทอื่นต่อไป

          กองทัพเรือได้ต่อรองเจรจากับบริษัท CSTC ในการปรับแต่งคุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงให้ได้มาตรฐานสากล และมีความปลอดภัยสูงตรงตามความต้องการ โดยได้เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัททำตัวเรือแบบ 2 ชั้นหรือ (Double Hull เพราะกฎสากลว่าด้วยการควบคุมมลภาวะในทะเลหรือ MARPOL กำหนดให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดระวางขับน้ำตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไป ซึ่งทำสัญญาจ้างสร้างภายหลัง 6 กรกฎาคม 2536 ต้องมีตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น

แม้เรือส่งกำลังบำรุงกองทัพเรือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎ แต่เพื่อแสดงถึงเจตนาดีในการช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในทะเล และป้องกันปัญหาเรื่องการเข้าจอดเมืองท่าต่างประเทศ กองทัพเรือจึงได้เพิ่มเงื่อนไขสร้างตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น โดยที่บริษัทคิดราคาเพิ่มประมาณ 1,000,000 เหรียญ นอกจากนี้ได้ต่อรองเปลี่ยนใบจักรเรือจากชนิดปรับไม่ได้ (FPP-Fixed Pitch Propeller) เป็นชนิดปรับได้ (CPP-Controllable Pitch Propeller) ซึ่งกองทัพเรือให้บริษัทเสนอเป็นรายการเผื่อเลือกหรือ Option เพื่อให้เรือมีความคล่องตัวในการหันเลี้ยวมากขึ้น ช่วยให้เรือมีความปลอดภัยสูงขึ้นขณะเข้าเทียบและออกจากเทียบท่า ซึ่งจะต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,000,000 เหรียญ

และเพื่อให้เรือมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น กองทัพเรือให้บริษัทติดตั้งระบบแก๊สเฉื่อยหรือ Inert Gas System) เพื่อลดจุดวาบไฟของน้ำมันในถังคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000 เหรียญ รวมทั้งให้บริษัทใช้สีกันเพรียงชนิดพิเศษหรือ Autopolishing Paint เพื่อให้ท้องเรือมีความคงทนต่อการกัดกร่อนของเพรียง ซึ่งบริษัทได้คิดเงินเพิ่มอีก 100,000 เหรียญ

สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงบนเรือคิดเป็นมูลค่า 2,400,000 เหรียญ กองทัพเรือได้ต่อรองลงมาเหลือเพียง 1,500,000 เหรียญ) รวมทั้งต่อรองให้เพิ่มอุปกรณ์ระบบย่อยของเรือให้อีกหลายรายการ เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่และการปฏิบัติการในเรือมีความสะดวกและได้มาตรฐาน

ราคาเรือเมื่อรวมการปรับปรุงคุณลักษณะทางเทคนิคเท่ากับ 57.5 ล้านเหรียญหรือ 1,454 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ถึง 195,825,000 บาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 11.87 ของวงเงิน และในวันที่ 28 กันยายน 2536 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กองทัพเรือจ้างสร้างเรือในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ครั้นถึงวันที่ เมื่อ 29 กันยายน 2536 กองทัพเรือได้ลงนามในข้อตกลงว่าจ้างสร้างเรือ

วันที่ 16 สิงหาคม 2539 กองทัพเรือได้รับมอบเรือส่งกำลังบำรุง ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเรือว่า “เรือหลวงสิมิลัน” มาใช้ราชการในสังกัดกองเรือยุทธบริการ กองเรือยุทธการ

++++++++++++++++++++

 

อ้างอิงจาก :

หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์

https://thaimilitary.blogspot.com/2023/07/the-off-shore-navy.html

 

 

 

 

 

 

 

 

         

 

         

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

M270 MLRS

 

ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 มีข่าวลือในอินเทอร์เน็ตว่า กองทัพบกจะจัดหาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องนำวิถี M142 HIMARS จำนวน 6 คันมูลค่า 4,200 ล้านบาทจากสหรัฐอเมริกามาใช้งาน บทความนี้จึงอยากพูดถึงเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นก่อนหน้า ซึ่งถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นอันเต็มไปด้วยความขัดแย้งระดับโลก โดยนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ระบบอาวุธรุ่นโบราณยังได้ไปต่อ กระทั่งกลายเป็น M142 HIMARS ที่ทุกชาติถวิลหาในปัจจุบัน

จุดกำเนิดโครงการ

ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลีตระหนักถึงความต้องการเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องที่มีประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำมากกว่าเดิม รวมทั้งมีราคาเหมาะสม ต่อมาในปี 1978 ทั้งห้าประเทศโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก ได้จับมือกันพัฒนาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่า MLRS (Multiple Launch Rocket System) และทำการผลิตที่โรงงานผลิตจรวด LTV ในเมืองแคมเดน รัฐอาร์คันซอร์ โดยมีกำลังผลิตลูกจรวดมากถึงเดือนละ 6,000 นัด

MLRS คือระบบอาวุธสำหรับทำลายพื้นที่ทางอ้อม ใช้ได้ในทุกสภาวะอากาศและไม่ใช่ระบบอาวุธนิวเคลียร์ ทำงานร่วมกับปืนใหญ่ราชาสนามรบได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี และเพิ่มอำนาจการยิงให้กับกองทัพบกได้อย่างมหาศาล เพราะมีคุณลักษณะสำคัญประกอบไปด้วย

1.เป็นฐานยิงจรวดทวีคูณ หนึ่งแท่นยิงบรรจุจรวดระยะยิง 32 กิโลเมตรได้ถึง 12 นัด

2.สามารถยิงจรวดครั้งละ 1 นัด หรือยิงเป็นชุดๆ ละ 2 ถึง 12 นัด

3.สามารถยิงถล่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่ระยะ 30 กิโลเมตร

4.ติดตั้งระบบค้นหาและติดตามเป้าหมาย ช่วยลดขั้นตอนการยิงให้รวดเร็วมากกว่าเดิม

5.ใช้ระบบควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ทันสมัย สามารถยิงถล่มโดยใช้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยากับตำแหน่งเป้าหมายเท่านั้น

6.หนึ่งฐานยิงใช้กำลังพลในการควบคุมเพียง 3 นาย

7.มีระบบตรวจสอบตัวเอง สามารถค้นหาข้อบกพร่องของเครื่องยิงจรวดได้อย่างรวดเร็ว

8. ออกแบบเป็นลักษณะโมดูลลาร์ ทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง สามารถใช้วิธีเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่มีปัญหาเท่านั้นได้อย่างรวดเร็ว เวลาซ่อมเฉลี่ยในการทดสอบอยู่ที่ 30.6 นาทีต่อหนึ่งครั้ง

9.มีระบบสำรองทั้งแบบอัตโนมัติและไม่อัตโนมัติ

หากกองพันปืนใหญ่กระบอกสั้นสำหรับยิงมุมสูงขนาด 155 มม.ซึ่งมีปืนใหญ่จำนวน 18 กระบอก มีการเพิ่มเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS เข้ามาจำนวน 1 กองร้อยหรือ 6 ฐานยิง โดยที่แต่ละฐานยิงบรรจุจรวดจำนวน 9 นัดจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังต่อไปนี้

-กำลังยิงฉับพลันเพิ่มขึ้น 45 เท่าตัว

-กำลังยิงใน 1 นาทีแรกเพิ่มขึ้น 12 เท่าตัว

-กำลังยิงต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว

กองพัน MLRS จำนวน 1 กองพันมีอำนาจการยิงสูงกว่ากองพันทหารปืนใหญ่กระบอกสั้นขนาด 155 มม.จำนวน 16 กองพัน โดยใช้กำลังพลเพียง 500 นายน้อยกว่า 9,000 นายของกองพันทหารปืนใหญ่จำนวน 16 กองพัน สำหรับปืนใหญ่กระบอกสั้นเพื่อนๆ สมาชิกส่วนใหญ่คงไม่คุ้นเคย สมัยทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ในไทยปืนใหญ่รุ่นนี้คือพระเอกตัวจริง เพราะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ดูแลง่าย ปัจจุบันน่าจะปลดประจำการหมดแล้วทั่วโลก

โครงการนี้ในอดีตถูกตั้งชื่อว่า General Support Rocket System หรือ GSRS ก่อนเปลี่ยนเป็น MLRS ในภายหลัง มีบริษัทเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 2 รายประกอบไปด้วย หนึ่งบริษัท Boeing ใช้ชื่อว่า GSRS Self-propelled Launcher และสองบริษัท Vought ใช้ชื่อว่า General Support Rocket System ผลการคัดเลือกในปี 1990 ระบบอาวุธจากบริษัท Vought ได้รับการคัดเลือก และเริ่มต้นผลิตอย่างจริงจังในอีกสองปีต่อมา โดยใช้ชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า M270 MLRS



ตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นไป M270 MLRS เข้าประจำการกองทัพบกสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และอีกหลายชาติ คุณลักษณะซึ่งถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนประกอบไปด้วย

น้ำหนักฐานยิง : 20,150 กิโลกรัมไม่รวมจรวด และ 25,191 กิโลกรัมเมื่อรวมจรวด

ความยาว : 6.972 เมตร

ความสูง : 2.617 เมตรเมื่อยังไม่ใช้งาน และ 5.925 เมตรเมื่อกระดกลำกล้องพร้อมใช้งาน

ความเร็วบนถนน : 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระยะปฏิบัติการ : 480 กิโลเมตร

กำลังเครื่องยนต์ : 500 แรงม้า

ระบบขับเคลื่อน : เกียร์อัตโนมัติ 3 ระดับ

ลุยน้ำสูงสุด : 1.1 เมตร

M270 MLRS ถือเป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรรุ่นแรกๆ ของค่ายตะวันตก

ประสิทธิภาพและความทันสมัย

         เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ใช้ระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ล่าสุด ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ใช้ในการประมวลผลโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากในปฏิบัติการยิงถล่มเป้าหมาย เพื่อความปลอดภัยไม่ว่ายิงแบบอัตโนมัติหรือแบบธรรมดา ต้องใช้กำลังพลประจำฐานยิงควบคุมการสั่งยิงเท่านั้น การทำงานของระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ทันสมัยประกอบไปด้วย

         -แสดงขั้นตอนต่างๆ ให้กับกำลังพลควบคุมการยิง

         -แนะนำให้กำลังพลตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

         -ตรวจสอบระบบปฏิบัติการโดยเฉพาะจรวดในท่อยิงโดยอัตโนมัติ

         -แสดงข้อมูลต่างๆ ในการปฏิบัติงาน โดยใช้ระบบแสดงผลบนหน้าจอแบบง่ายๆ เข้าใจชัดเจน

         -คำนวณระยะทางและวิถีการยิงโดยอัตโนมัติ

         -รักษาความแม่นยำโดยการตั้งวิถีการยิงใหม่ทุกครั้ง

         -เก็บข้อมูลการปฏิบัติการแยกจากกันจำนวน 3 ครั้ง สามารถกำหนดจุดยิงได้ถึง 12 จุดต่อหนึ่งเป้าหมาย

         -ปรกติจะใช้กำลังพล 3 นายต่อหนึ่งฐานยิง ทว่าในกรณีฉุกเฉินกำลังพลเพียง 1 นายสามารถควบคุมการยิง การบรรจุใหม่ รวมทั้งการถอนตัวจากที่ตั้งได้โดยตามลำพัง

         -การติดตั้งฐานยิง ยิงถล่มเป้าหมาย และถอนตัวจากที่ตั้ง สามารถทำได้โดยที่กำลังพลไม่จำเป็นต้องออกจากรถหุ้มเกราะ

         -รถหุ้มเกราะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสงครามนิวเคลียร์/เคมี/ชีวะ

         -ฐานยิงสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนา

หมัดเด็ดพิชิตชัย

         เขี้ยวเล็บประจำตัวเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ต้องมีความทันสมัย มีความแม่นยำค่อนข้างสูง รวมทั้งมีราคาประหยัดสามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก มีการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งานร่วมกับ M270 MLRS โดยมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

         น้ำหนักจรวด : 307 กิโลกรัม

         น้ำหนักท่อยิง : 306 กิโลกรัม

         ยาว : 3,937 มม.

         เส้นผ่าศูนย์กลาง : 227 มม.

         น้ำหนักหัวรบ : 154 กิโลกรัม

         ระยะยิงไกลสุด : 32 กิโลเมตร

         ต่อมาในภายหลังมีการตั้งชื่อจรวดรุ่นนี้อย่างเป็นทางการว่า M26

         จรวดรุ่นใหม่บรรจุหัวรบสังหารบุคคลรุ่น M77 จำนวน 644 นัด เมื่อเดินทางถึงเป้าหมายจรวดจะระเบิดกลางอากาศความสูงประมาณ 50-100 เมตร ส่งหัวรบ M77 พุ่งลงด้านล่างกระจายเป็นวงกว้างเพื่อสังหารฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นระเบิดครัสเตอร์ประสิทธิภาพสูงมากรุ่นหนึ่ง ในการรบสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่งทหารอิรักพากันหวาดกลัวหัวรบ M77 มากกว่าอาวุธชนิดอื่น

         หัวรบ M77 บรรจุอยู่ในโฟมอย่างแน่นหนา เปลือกหุ้มหัวรบแบ่งออกเป็น 4 ส่วน สามารถถอดออกโดยการปลดชนวนหัวรบ หัวกระสุนติดตั้งระบบสมดุลแบบหางว่าวหรือ DRAG-RIBBON จะแยกตัวกลางอากาศเหนือเป้าหมายโดยอัตโนมัติ และพร้อมทำงานตลอดเวลาถ้าสัมผัสโดนอะไรก็ตาม ออกแบบมาเพื่อทำลายชีวิตและสิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะ หัวรบแต่ละหัวมีอำนาจทำลายเป้าหมายในรัศมี 200 เมตร การจุดชนวนอาศัยกำลังกระตุ้นอัดลมไม่ต้องการแหล่งกำลังจากภายนอก

         เครื่องยนต์จรวดรุ่น M26 เป็นเชื้อเพลิงแข็งแบบตอนเดียว มีตัวจุดสำรองขนาด 1 วัตต์ 1 แอมป์อยู่ที่ส่วนปลายของจรวด บริเวณด้านท้ายมีการติดตั้งครีบเอียงสำหรับควบคุมทิศทาง และป้องกันการหมุนของตัวจรวดระหว่างเดินทางด้วยความเร็วสูง ครีบเอียงจะถูกกางออกหลังจรวดถูกยิงออกไปแล้ว นอกจากหัวรบ M77 จรวดยังสามารถเลือกใช้งานหัวรบ AT-2 บรรจุระเบิดทำลายรถถังจำนวน 28 นัด หรือหัวรบแบบค้นหาเป้าหมายซึ่งบรรจุหัวรบย่อยจำนวน 6 หัวรบ สามารถค้นหา ติดตาม และกำหนดเป้าหมายตรึงหรือเป้าหมายเคลื่อนที่อาทิเช่นรถถังได้ด้วยตัวเอง

         ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาทำลายหัวรบ M77 ทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้งานหัวรบชนิดอื่น ส่วนจะมีเก็บสำรองแบบลับๆ ไว้ที่ไหนผู้เขียนไม่กล้าคาดเดา หัวรบแต่ละรุ่นสามารถถอดเปลี่ยนกลางสนามรบ โดยไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน M270 MLRS ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีระยะไกล TACM ได้โดยไม่ต้องปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมายลึกเข้าไปในด้านหลังแนวรบ

บทสรุป

         เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ถูกออกแบบให้มีความแม่นยำ มีความน่าเชื่อถือสูง ราคาไม่แพง สามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก ช่วยลดจำนวนกำลังพลในการปฏิบัติการ การซ่อมบำรุง และกองหนุนในระดับต่างๆ ได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับการใช้ปืนใหญ่สนามซึ่งมีใช้งานอย่างแพร่หลาย ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในระดับปฏิบัติงาน มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนย้ายจุดยิงได้ด้วยตัวเอง สามารถยิงได้จากทุกลักษณะภูมิประเทศ สามารถออกปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อสนองตอบความต้องการทางทหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต

         นอกจากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS จะถูกออกแบบให้มีราคาประหยัด มีปริมาณมากเพียงพอในการส่งออกให้กับประเทศในกลุ่มนาโต้ M270 MLRS ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ทันสมัย รวมทั้งระบบหัวรบชนิดต่างๆ ที่กำลังพัฒนาเพื่อนำมาใช้งานในอนาคต จัดเป็นโครงการร่วมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่ง

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสมรภูมิ ฉบับเดือนธันวาคม 2530

https://www.deagel.com/Armies/M270%20MLRS/a000594

https://www.ebay.com/itm/365112666097

https://en.wikipedia.org/wiki/File:Vought_General_Support_Rocket_System_c._1979.jpg

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

MiG-25 FOXBAT

 

MiG-25 ปีศาจร้ายหลังม่านเหล็ก

วันที่ 9 กันยายน 2519 เรืออากาศโท วิคเตอร์ เบเล็นโค ได้ขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A กองทัพอากาศสหภาพโซเวียต บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ ประเทศญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเทศญี่ปุ่นและกองกำลังนาโต้อีกหลายประเทศ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสร้างเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงของสหภาพโซเวียตไปพร้อมกัน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังได้ถอดรหัสเครื่องพิสูจน์ฝ่ายหรือ IFF กระทั่งเป็นผลสำเร็จ ก่อนส่งมอบเครื่องบินกลับคืนสู่สหภาพโซเวียตในเดือนพฤศจิกายน 2519 ข้อมูลที่ได้รับถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อโลกตะวันตก เพราะช่วยให้รู้จักขีดความสามารถแท้จริงของโรงงานสร้างอากาศยานแห่งสหภาพโซเวียต รวมทั้งความรู้โดยทั่วไปของกำลังทางอากาศจากดินแดนหลังม่านเหล็ก

จุดกำเนิดเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง

เครื่องบินขับไล่ MiG-25 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูงที่สุดในโลก ทว่าทุกคนพากันประหลาดใจเมื่อพบว่าเครื่องบินถูกผลิตออกมาใช้งานค่อนข้างน้อย ต่างจากเครื่องบินขับไล่ตระกูลมิกรุ่นอื่นซึ่งมีจำนวนมหาศาล สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้จัดทำอำนาจถ่วงดุลทางทหาร 2525/2526 ออกมา ข้อมูลแจ้งว่าสหภาพโซเวียตประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-25 เพียง 330 ลำ โดยมีเครื่องบินจำนวน 50 ลำทำหน้าที่ฝึกนักบิน กับอีก 170 ลำทำหน้าที่เครื่องบินลาดตระเวน เหลือเพียง 100 ลำทำหน้าที่สกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่ายตรงข้าม จำนวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตความรับผิดชอบของเครื่องบิน

MiG-25 เริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2514 มีการพัฒนาปรับปรุงรุ่นย่อยจำนวน 6 รุ่นด้วยกัน โดยรุ่นล่าสุดถูกเปลี่ยนชื่อเป็น MiG-31 และนาโต้กำหนดชื่อไว้ว่า FOXHOUND ทว่ายังมีการเรียกชื่อเดิมว่า MiG-25 MP ค่อนข้างมาก เครื่องบินขับไล่ตระกูล FOXBAT ทั้ง 6 รุ่นประกอบไปด้วย

1.      MiG-25 FOXBAT A ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

2.MiG-25 FOXBAT B ภารกิจลาดตระเวน

3.MiG-25 FOXBAT C รุ่นสองที่นั่ง ภารกิจฝึกนักบิน

4.MiG-25 FOXBAT D ภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์

5.MiG-25 FOXBAT E ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

6.MiG-25 MP หรือ MiG-31 FOXHOUND ภารกิจขับไล่สกัดกั้น

เครื่องบินทั้ง 6 รุ่นมีเพียง FOXBAT A กับ FOXBAT E และ FOXHOUND เท่านั้น ที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศเพื่อเผด็จศึกเครื่องบินฝ่ายตรงข้าม ส่วน FOXBAT B กับ FOXBAT C และ FOXBAT D โดยปรกติติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ ยกเว้นมีการนำ FOXBAT C ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกสองที่นั่งมาปรับปรุงหวังใช้เป็นกำลังเสริม

สหภาพโซเวียตเร่งพัฒนาเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT ขึ้นมา เพื่อเตรียมรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 3.1 มัค เพดานบินสูงสุด 70,000 ฟุต ระยะทำการมากกว่า 6,200 กิโลเมตร สำนักออกแบบมิโกยันและโรงงานสร้างอากาศยานในสหภาพโซเวียต ออกแบบให้ MiG-25 มีความเร็วสูงเทียบเท่าหรือมากกว่า B-70 เครื่องบินต้นแบบรุ่นขับไล่สกัดกั้น Ye-155-P1 ทดสอบบินครั้งแรกวันที่ 9 กันยายน 2507 ทว่าก่อนหน้านี้ในวันที่ 6 มีนาคม 2507 เครื่องบินต้นแบบรุ่นลาดตระเวน Ye-155-R1 (ไม่ติดอาวุธ) ทดสอบบินเป็นที่เรียบร้อย

โครงการ MiG-25 ถูกจัดอยู่ในลำดับลับสุดยอด แม้ทดสอบบินเรียบร้อยแล้วทว่ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2510 เครื่องบินขับไล่ FOXBAT A จำนวน 3 ลำกับเครื่องบินลาดตระเวน FOXBAT B อีก 1 ลำ ได้ทำการบินโชว์ที่งานแสดงการบินโดโมเดโดโว ผู้บรรยายแนะนำว่าเป็น “เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงสามเท่า” ก่อให้เกิดความสับสนต่อสื่อมวลชนจากโลกตะวันตก ซึ่งพากันเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ถูกพัฒนาโดยบริษัทตูโปเลฟ ต่อมายังเกิดความสับสนกับเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประสิทธิภาพต่ำกว่า

ระหว่างปี 2516 อิสราเอลตรวจพบว่า เครื่องบินขับไล่ MiG-25 สามารถทำความเร็วสูงถึง 3.2 มัคหรือ 3,380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เพดานบินสูงถึง 80,000 ฟุตขณะบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอล สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า MiG-25 มีประสิทธิภาพสูงกว่าข้อมูลจากสายลับ จึงมีคำสั่งหยุดส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์ SR-71 ออกปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าสหภาพโซเวียต รวมทั้งมีส่วนทำให้โครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 ซึ่งมีการสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาแล้วจำนวน 3 ลำถูกยกเลิกไม่ได้ไปต่อ

หลังการเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 สหภาพโซเวียตใช้เวลาเพียง 5 ปีในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ MiG-25 ซึ่งมีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการเผด็จศึกเครื่องบินทิ้งระเบิดทุกรุ่นบนโลก ใครเป็นสหรัฐอเมริกาและนาโต้ในตอนนั้นย่อมกินไม่ได้นอนไม่หลับ กะส่ายกะสับสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะกรดไหลย้อนเล่นงาน MiG-25 FOXBAT จึงเปรียบได้กับหมัดเด็ดไพ่ตายที่โลกตะวันตกทุกชาติพากันวิตกกังวล

การตรวจสอบเครื่องบิน

         เมื่อเรืออากาศโท วิคเตอร์ เบเล็นโคขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ออกมาสำเร็จ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากค่ายตะวันตกพากันประหลาดใจมาก สำนักออกแบบมิโกยันทำให้เครื่องบินขับไล่ MiG-25 มีรูปร่างน่าเกรงขาม แต่แล้วเมื่อตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียดกลับพบว่า โครงสร้างส่วนใหญ่ของเครื่องบินคือโลหะผสมนิกเกิล-เหล็กประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มีชิ้นส่วนทำมาจากอะลูมิเนียมประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นส่วนทนต่ออุณหภูมิสูงสร้างจากไทเทเนียมอีก 9 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ MiG-25 มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินจากค่ายตะวันตกซึ่งใช้ไทเทเนียมเป็นหลักเกือบสองเท่า

         เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตรุ่นใดสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ บริษัทดูมันสกีหรือ Tumansky จึงพัฒนาเครื่องยนต์ R-15B-300 พร้อมสันดาปท้ายหรือ Afterburner ขึ้นมา โดยนำเครื่องยนต์อากาศยานไร้คนขับรุ่น Tupolev Tu-121 มาปรับปรุงเพิ่มเติม เครื่องยนต์มีขั้นตอนการทำงานค่อนข้างเรียบง่าย ประสิทธิภาพที่ความเร็วต่ำทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทว่าเมื่อเครื่องบินใช้ความเร็วสูงประสิทธิภาพเครื่องยนต์สูงกว่าเดิมชนิดหน้ามือหลังมือ

         มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า เครื่องบินบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ซึ่งบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอลด้วยความเร็ว 3.2 มัค และใช้เพดานบินสูงถึง 80,000 ฟุตไปลงที่สนามบินประเทศอียิปต์ เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน ถ้าเครื่องยนต์เสียหายอย่างหนักเครื่องบินต้องเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว ปัญหาก็คือ MiG-25 ลำนั้นไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกายังแจ้งอีกว่าถ้า MiG-25 ใช้ความเร็วเกินกว่า 2.5 มัค เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนสะสมสูงมาก จนอาจเกิดระเบิดกลางอากาศขึ้นมาตอนไหนก็ได้ ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนก็คือ สหรัฐอเมริกาในตอนนั้นพัฒนาเครื่องยนต์สู้เครื่องยนต์ R-15B-300 ของสหภาพโซเวียตไม่ได้

         เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทดูมันสกี R-15B-300 ให้กำลังขับ 7,600 กิโลกรัมและ 11,000 กิโลกรัมเมื่อใช้สันดาปท้าย เครื่องอัดอากาศจำนวน 5 ระบบให้กำลังอัดอากาศ 170 กิโลกรัมต่อวินาที ห้องสันดาปเครื่องยนต์มีลักษณะเป็นท่อวงแหวนแบ่งเป็น 10 ห้อง เครื่องเทอร์โบแบ่งการทำงานออกเป็น 2 จังหวะ อากาศที่พ่นเข้ามาตามช่องอัดอากาศเข้าเครื่อง จะถูกอัดอากาศโดยชุดอัดอากาศหน้าเครื่องและอีกครั้งภายในเครื่อง เมื่อใช้ความเร็วสูงเครื่องยนต์จะทำงานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงค่อนข้างสูงกว่าเครื่องยนต์รุ่นอื่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งเครื่องยนต์เข้าทำลายเป้าหมาย นักบินมีเวลาทำภารกิจเพียง 27 นาทีก่อนที่เชื้อเพลิงบนเครื่องบินจะหมด

         FOXBAT A ไม่มีถังเชื้อเพลิงสำรองเหมือนเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นเก่า เครื่องบินต้นแบบมีการติดถังเชื้อเพลิงสำรองที่ปลายปีกก่อนถูกถอดออก เนื่องจากไม่เหมาะสมกับการใช้งานที่ความเร็วสูงและระดับสูง ส่วน FOXBAT รุ่นอื่นรวมทั้ง FOXBAT E และ MiG-31 FOXHOUND สามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองใต้ท้องเครื่องบิน ไม่วุ่นวายกับจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีบริเวณใต้ปีก

         ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องยนต์ R-15B-300 ประกอบไปด้วย อุณหภูมิอากาศก่อนเข้าเครื่องเทอร์โบอยู่ที่ 1,000 องศาเซลเซียส ความยาวเครื่องอัดอากาศเท่ากับ 1 เมตร ความยาวห้องเครื่องยนต์เท่ากับ 2.8 เมตร ความยาวรวมระบบเครื่องยนต์อยู่ที่ 6 เมตร น้ำหนักรวม 2,100 กิโลกรัม แม้ถูกค่อนขอดจากคนรุ่นหลังจำนวนมากเรื่องไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทว่าค่ายตะวันตกไม่มีเครื่องยนต์รุ่นไหนประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทรุ่นโบราณจากบริษัทดูมันสกี ฉะนั้นใครก็ตามที่รู้สึกคันปากรบกวนถามตัวเองก่อนว่า ตัวเองมีอะไรดีกว่าถึงกล้าหยามเหยียดเครื่องบินขับไล่ความเร็ว 3.2 มัครุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลก

ระบบเรดาร์กับระบบอาวุธประจำเครื่องบิน

         เครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A ชื่อรหัสของนาโต้คือ Fox Fire ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น Tu-128 Fiddler ระบบเรดาร์ TL-25 Smerch-A  สามารถตรวจจับเป้าหมายที่ระยะ 160 กม. และติดตามเป้าหมายได้จากระยะประมาณ 80 กม. แต่ขาดความสามารถในการมองลงแล้วยิง เครื่องบินรุ่นแรกที่ติดตั้งเรดาร์มีคุณลักษณะมองลงแล้วยิงคือ MiG-23 ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้งานระดับความสูงปรกติและทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย เหตุผลที่สหภาพโซเวียตเลือกใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A พวกเขาอาจมองว่าภารกิจหลักคือบินขึ้นไปยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้งานเรดาร์โหมดมองลงแล้วยิงมากเทียบเท่า MiG-23

เขี้ยวเล็บแหลมคมของ FOXBAT A คืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีกึ่งเรดาร์ R-40R ระยะยิงไกลสุด 80 กิโลเมตร กับคืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีอินฟราเรด R-40T ระยะยิงไกลสุด 50 กิโลเมตร สามารถติดบริเวณใต้ปีกจำนวน 4 นัดไม่มากไปกว่านี้ ต้องเข้าใจนะครับว่าเครื่องบินต้องใช้ความเร็วค่อนข้างสูงในการเดินทางเข้าใกล้เป้าหมาย และอาวุธปล่อยนำวิถีใต้ปีกนี่แหละคือสิ่งกีดขวางการทำความเร็ว ยิ่งติดมากเท่าไรความเร็วเครื่องบินยิ่งลดน้อยถอยลง อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศจำนวน 4 นัดถือว่ามากเพียงพอในการทำภารกิจ

อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-40 มีชื่อรหัสของนาโต้ว่า AA-6 Acrid ออกแบบมาเพื่อรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 โดยใส่หัวรบขนาดใหญ่เพื่อให้มีแรงระเบิดเพียงพอต่อการทำลายเป้าหมาย สามารถใช้งานระดับความสูงมากกว่า 60,000 ฟุตได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีความคล่องแคล่วค่อนข้างสูงในการเผด็จศึกเป้าหมายซึ่งมีความเร็วสูงถึง 3 มัค ถือเป็นไอเทมลับของ FOXBAT A ในการรับมือภัยคุกคามจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา

และเนื่องมาจากภารกิจหลักคือไล่ล่าเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงสามเท่า FOXBAT A จึงไม่มีปืนกลอากาศใช้งานเหมือนดั่งเครื่องบินขับไล่รุ่นทั่วไป

สำหรับ FOXBAT D ซึ่งใช้ทำภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์ มีการติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างเพิ่มขึ้นเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง สามารถตรวจจับเป้าหมายระยะทางไกลสุด 100 กิโลเมตร ถือเป็นเรดาร์เสริมให้กับเรดาร์ RP-22 Sapfir-21 หรือ Jay Bird ซึ่งมีใช้งานใน FOXBAT  รุ่นลาดตระเวนเท่านั้น เพราะมีขนาดเล็กกินพื้นที่ไม่มากสามารถติดตั้งกล้องตรวจการณ์เพิ่มเติมได้

FOXBAT E

         เมื่อความลับสุดยอดถูกเปิดเผยที่ประเทศญี่ปุ่น กองทัพอากาศสหภาพโซเวียตอยู่นิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว พวกเขาพัฒนาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นที่สองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า FOXBAT E มีการปรับปรุงเครื่องบินหลายจุดประกอบไปด้วย ลำตัว เครื่องยนต์ ระบบอาวุธ และระบบเอวิโอนิกส์ เรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างจาก FOXBAT D ถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา เรดาร์ Fox Fire ถูกปรับปรุงให้ใช้งานระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม สามารถใช้งานเครื่องบินที่ระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม ทว่าความเร็วต่ำสุดยังคงมากกว่า 1 มัคเพื่อความปลอดภัย

มีการติดตั้งปืนกลอากาศขนาด 23 มม.ลำกล้องแฝดเพิ่มเติมเข้ามา สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-23 หรือ AA-7 Apex ระยะยิงประมาณ 27 กิโลเมตรซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่า Sparrow ของสหรัฐอเมริกาได้ เท่ากับเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับตัวเอง ส่งผลให้ FOXBAT E ถูกปรับเปลี่ยนจากเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย แต่เป็นความหลากหลายสไตล์ประเทศหลังม่านเหล็กนะครับ

สำหรับ MiG-31 FOXHOUND ผู้เขียนขอไม่เขียนถึงเพราะจะทำให้บทความยาวเกินไป

ตลาดส่งออก

หลังพัฒนา FOXBAT E สำเร็จจำนวน FOXBAT เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามีอยู่หนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากเครื่องบินรุ่นอื่น สหภาพโซเวียตไม่ขาย FOXBAT ให้พันธมิตรในกลุ่มวอซอร์ แต่ส่งออกให้กับประเทศพันธมิตรในทวีปนำไปใช้งาน ประกอบไปด้วยอัลจีเรียจำนวน 10 ลำ ลิเบียจำนวน 50-58 ลำ ซีเรียจำนวน 20 ลำ รวมทั้งขายให้กับอินเดียจำนวน 8 ลำ

หลังเหตุการณ์ FOXBAT A บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพโซเวียตเริ่มขายเครื่องบินขับไล่สุดรักสุดหวงมากขึ้นกว่าเดิม เราจึงได้เห็น MiG-25 กองทัพอากาศอิรัคถูกแยกชิ้นส่วนฝังอยู่ในดิน ป้องกันไม่ให้ทหารสหรัฐอเมริกานำไปใช้งานช่วงสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสงครามฉบับที่ 195 วันที่ 10 ธันวาคม 2526

https://www.reddit.com/r/aviation/comments/11ns6bp/mig25_foxbat_being_inspected_on_the_ground_at/

      https://x.com/PAVE_naught/status/1694366383214411829

https://www.airliners.net/photo/Russia-Air-Force/Mikoyan-Gurevich-MiG-25R-Ye-155R/2162890/L

https://weaponsparade.com/mig-25-foxbat-a-c-e-f-gallery/

https://www.reddit.com/r/Warthunder/comments/g7yxg6/mig25pds_foxbate_born_out_of_a_crash_program/