วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

RTN Decommission Plan

 

คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 987/2569 เรื่อง “ให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ” เนื้อหาสำคัญคือการปลดประจำการเรือในสังกัดกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประกอบไปด้วย

          -เรือหลวงคีรีรัฐ ประเภทเรือฟริเกต

          -เรือหลวงสิมิลัน ประเภทเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่

          -เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร ประเภทเรือสำรวจขนาดใหญ่

          -เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ประเภทเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง

          -เรือ ต.243 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          -เรือ ล.115 และเรือ ล.141 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          การขาดหายไปของเรือจำนวน 10 ลำส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เรามาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดไปพร้อมกันฝนในวันฝนตกมองไม่เห็นแสงแดด

1.เรือหลวงคีรีรัฐ

เรือฟริเกตตรวจการณ์จากสหรัฐอเมริกาอายุมากกว่า 52 ปี เป็นเรือฟริเกตชุดแรกที่ได้รับการติดตั้งตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk44 เข้าประจำการช่วงแรกถือว่าทันสมัยที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ทว่าปัจจุบันเรือหลวงคีรีรัฐอายุมากพอสมควร การซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ยากลำบากกว่าเรือลำอื่น ฝาแฝดเรือหลวงตาปีก็ปลดประจำการไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี จึงสมควรกับเหตุและผลที่เธอจะได้พักผ่อนตลอดกาล

          ภารกิจทั้งหมดของเรือยกเว้นปราบเรือดำน้ำ กองทัพเรือสามารถใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทำได้อย่างครบถ้วนโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่วนภารกิจปราบเรือดำน้ำให้เฮลิคอปเตอร์ S-70B ทำหน้าที่แทน การไล่ล่าเรือดำน้ำจากบนฟากฟ้าอังกฤษเริ่มทำตั้งแต่ปี 1982 ในสงครามฟอล์กแลนด์ เราก็แค่ทำตามเพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด ผู้อ่านบางคนอาจบอกว่าเราจะมีเรือติดโซนาร์ลดลงอีก 1 ลำ สิ่งนี้เป็นเรื่องปรกติขนาดกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เมื่อปลดเรือฟริเกตชั้น OHP พวกเขามีเรือติดโซนาร์ลดลง 51 ลำ หนักกว่าเราไม่รู้กี่สิบเท่าพวกเขายังผ่านมาได้และเป็นอันดับหนึ่งของโลก

2.เรือหลวงสิมิลัน

เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำนี้ถือเป็นเรือดัดแปลงรุ่นแรกๆ จากประเทศจีน ต้นแบบตัวเรือชั้นเดียวเพราะกองทัพเรือจีนในตอนนั้นใช้แบบนี้ แต่เราขอให้ปรับปรุงเรือเป็นตัวเรือแบบ 2 ชั้น เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ การดัดแปลงอาจส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ประกอบกับเรือขนาดใหญ่มากค่าใช้จ่ายในการดูแลย่อมสูงตามกัน ไหนยังเรื่องชิ้นส่วนเรือที่ถูกดัดแปลงตามประสาจีนในยุคนั้น หากฝืนใช้งานต่ออาจประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยเหมือนเรือหลวงสุโขทัย

การปลดประจำการเรือหลวงสิมิลันมีข่าวออกมามากกว่าหนึ่งเดือน ความเห็นส่วนตัวหากเรือไปต่อไม่ไหวสมควรปล่อยเธอไป ส่วนการเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลซึ่งมีความสำคัญในการออกทะเลลึก ยกหน้าที่ให้กับเรือหลวงจักรีนฤเบศรไปพลางๆ ก่อน ส่วนหน้าที่จัดหาอาหารและยาให้ใช้เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์หรือ LPD จนกว่าจะได้เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำใหม่ในอนาคต


ช่วงเวลาที่เราจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่มาใช้งาน เราอยากออกไปรบนอกประเทศส่วนจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ มีการจัดซื้อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินขับไล่ขึ้นลงแนวดิ่ง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ เรือฟริเกตใหม่จากจีนจำนวน 6 ลำ และเรือฟริเกตมือสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ลำ เรือหลวงสิมิลันจึงมีความสำคัญค่อนข้างสูงต่อแผนการ ปัจจุบันกองเรือฟริเกตราชนาวีไทยมีสภาพอย่างที่เห็น อนาคตที่ผู้เขียนมองเห็นช่างแสนมืดมัวยิ่งกว่านิลกาฬ ฉะนั้นหากจำเป็นต้องก็ปลดไปเถอะ ดีกว่าจ่ายเบี้ยหัวแตกแลกกับสิ่งที่เราไม่รู้จะได้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน

3.เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร

ปัจจุบันเรือสำรวจขนาดใหญ่แทบไม่มีความหมายอีกต่อไป อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถนำอุปกรณ์กับห้องทำงานมายัดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต นำไปวางบนเรือลำไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องซื้อเรือ เรือสำรวจรุ่นใหม่จึงพากันกลายร่างเป็นเรืออเนกประสงค์ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย โดยมีภารกิจสำคัญเป็นเรือพี่เลี้ยงให้กับเรือดำน้ำ รวมทั้งใช้ค้นหาเรือดำน้ำซึ่งประสบอุบัติเหตุหายตัวไปใต้ท้องทะเล

เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทรทำภารกิจพวกนี้ไม่ได้สักอย่าง หนำซ้ำเรือยังมีอายุการใช้งาน 44 ปีกับ 65 ปีเยอะจนน่าประหลาดใจ สิ่งที่ยังคงหลงเหลือคือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในอดีต ฉะนั้นปลดประจำการแล้วนำเรือจัดแสดงบนฝั่งน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

4.เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83

วันที่ 17 กันยายน 2539 กองทัพเรือว่าจ้างกิจการค้าร่วมบริษัทซิลค์ไลน์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด และออสเตรเลียนซับมารีน คอปเปอร์เรชั่น พีทีวาย ลิมิเต็ด สร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งพร้อมอุปกรณ์จำนวน 3 ลำในวงเงิน 219 ล้านบาท เรือ ต.81 เข้าประจำการวันที่ 5 สิงหาคม 2542 เรือ ต.82 เข้าประจำการวันที่ 9 ธันวาคม 2542 และเรือ ต.83 เข้าประจำการวันที่ 27 ตุลาคม 2543

ปรกติเรือรบมีอายุราชการประมาณ 30 ปี หากต้องการใช้งานมากกว่านี้ต้องมีการปรับปรุงใหญ่ เพื่อยืดอายุการใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย  เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อายุ 27 ปีบวกลบนิดหน่อย ใกล้เคียงระยะเวลาปลดประจำการของเรือรบโดยทั่วไป ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยมักคิดว่าเรือมีอายุการใช้งาน 50 ปี ต่ำกว่านี้ถือว่าเตีเก๊ต้องมีการโกงกินบ้านเมืองอย่างแน่นอน จึงเกิดความไม่คุ้นเคยและคิดว่าเรือมีปัญหาตรงโน้นตรงนี้

การเปรียบเทียบต้องทำกับเรือขนาดใกล้เคียงกัน ระวางขับน้ำห่างกันเล็กน้อย และมีลักษณะการใช้งานค่อนข้างคล้ายกัน เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งใช้งานบ่อยปีหนึ่งต้องมีมากกว่า 180 วัน ต่างจากเรือฟริเกตไทยปีหนึ่งได้ออกทะเลถึง 90 วันก็หรูแล้ว อะไรที่ใช้งานบ่อยย่อมบุบสลายมากกว่าอะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปนั่นเอง

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อาจมีปัญหาส่วนตัวไม่มากก็น้อย เพราะใช้แบบเรือจากออสเตรเลียซึ่งไม่เคยสร้างเรือให้ไทย แต่ถึงกระนั้นไม่ถือเป็นปัญหารบกวนการใช้งานเรือ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเรือประสบปัญหาระหว่างใช้งานมาโดยตลอด กองทัพเรือจึงเลือกปลดประจำการเร็วกว่าเดิมเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ บวกกับเรืออายุมากแล้วไม่มีประโยชน์ในการเสียเงินก้อนโตเพื่อปรับปรุง เพราะไม่รู้ว่าอนาคตภายภาคหน้าจะประสบปัญหาเหมือนเดิมอีกหรือไม่

5.เรือ ต.243

6.เรือ ล.115 และเรือ ล.141

          เรือทั้ง 3 ลำเป็นเรือขนาดเล็กผ่านการใช้งานมาแล้วพอสมควร การปลดประจำการเนื่องจากไม่คุ้มกับการซ่อมถือว่าเหมาะสม กองทัพเรือมีเรือคล้ายกันจำนวนมากในการทำภารกิจทดแทน

บทสรุป

          ผู้เขียนสนับสนุนการปลดประจำการเรือเก่าเพื่อลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนการลดจำนวนกองเรือ ลดจำนวนนักเรียนนายร้อยทหารเรือ รวมทั้งลดจำนวนนายพลกองทัพเรือ เพื่อที่จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า เป็นสิ่งที่กองทัพเรือสมควรทำตั้งแต่หลายปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่มีใครขัดขวางได้ ยกตัวอย่างเช่นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ กองทัพสหรัฐอเมริกาและนาโต้ทุกเหล่าทัพได้พลอยล่มสลายตามกัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องปลดให้ปลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องลดให้ลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้เปลี่ยน

          เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเรือฟริเกตนะครับ โครงการนี้แอดยังคงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเหมือนเดิม และคาดหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาใหญ่กับเรือฟริเกตราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์

อนาคตภายภาคหน้าหากกองทัพเรือคิดว่า “เรือหลวงเจ้าพระยา” กับ “เรือหลวงบางปะกง” ไม่ไหวแล้วสมควรปลดประจำการ ผู้เขียนขอชูมือสนับสนุนให้จัดการที่ปลายน้ำจนเสร็จเรียบร้อย เรือทั้งสองลำถ้าต้องทำสงครามเป็นได้เพียง “เดอะภาระ” เดือดร้อนเพื่อนต้องช่วยดูแลทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ส่วนจะนำมาใช้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งก็ดันใส่เครื่องยนต์ดีเซลตัวแรง ค่าใช้จ่ายในการใช้เรือไม่ประหยัดเหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งตัวจริง ส่งผลให้เรืออยู่ในสถานะอยู่หรือไปมีค่าเท่ากัน

          การปลดประจำการไม่จำเป็นต้องมีเรือใหม่ทดแทน ขึ้นอยู่กับว่าอนาคตเรือแบบนี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกองทัพเรือไทยปลดประจำการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 6 ลำ โดยไม่จัดหาเรือใหม่เพราะสามารถใช้เครื่องบินขับไล่ทำงานทดแทนได้ดีกว่า

+++++++++++++++++++++

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

Royal Thai Navy Knox-class frigate

 

เดือนตุลาคม 2530 กองทัพเรือไทยเป็นเพียงกองทัพเรือชายฝั่งหรือ Coastal Navy มีเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กป้องกันการแทรกซึมทางทะเลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ส่วนเรือรบขนาดใหญ่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี เรือรบสมัยใหม่ที่มีจำนวน 3 ลำขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะปฏิบัติการค่อนข้างจำกัด และไม่สามารถปฏิบัติการในสภาพคลื่นลมแรง กองทัพเรือไม่มีเรือมีดาดฟ้าและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แม้แต่ลำเดียว ทั้งที่เฮลิคอปเตอร์มีบทบาทในการรบทางเรือมาอย่างยาวนาน ทั้งภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ เตือนภัยล่วงหน้า ปราบเรือดำน้ำ โจมตีเรือผิวน้ำ ค้นหาและกู้ภัย รวมทั้งชี้เป้าและควบคุมอาวุธนำวิถีระยะยิงพ้นขอบฟ้า

ด้วยข้อจำกัดมากมายกองทัพเรือมีความจำเป็นต้องพึ่งประเทศมหาอำนาจ ในการคุ้มครองเรือสินค้าซึ่งใช้ในการลำเลียงยุทธปัจจัยสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหามีการจัดซื้อเรือฟริเกตจากประเทศจีนจำนวน 6 ลำเข้าประจำการ ให้บังเอิญเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงเจ้าพระยามีจุดอ่อนเรื่องปราบเรือดำน้ำ ส่วนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวรยังติดอาวุธยังไม่ครบ กองทัพเรืออยากได้เรือฟริเกตสมรรถนะสูงมาอุดช่องว่างจำนวนหนึ่ง

          เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

          การจัดหาเรือฟริเกตขนาดใหญ่ สมรรถนะสูง และติดตั้งอาวุธที่ทันสมัย ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่เนื่องมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอร์ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเริ่มลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ โดยได้กำหนดแผนปลดเรือ เครื่องบิน และอาวุธหลายประเภทโดยวิธีขายหรือให้เช่าแก่ประเทศพันธมิตร กองทัพเรือมีความสนใจจัดหาเรือฟริเกตกองทัพเรือสหรัฐ เพราะมีราคาถูกและเหลืออายุใช้งานพอสมควร ตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้เป็นอย่างดี

          เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่หรือ Area Air Defence กองทัพเรือต้องการเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams เพราะมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะปานกลางแบบ Standard Missile หรือ SM-1 ระยะยิง 25 ไมล์ทะเลเป็นอาวุธหลัก แต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ชี้แจงว่า เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams มีอายุมากถึง 30 ปี ต้องใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาสูงมาก ระบบต่างๆ บนเรือมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากต่อการบำรุงรักษา

กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้เสนอเรือฟริเกตชั้น Knox ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 10 ปี เพราะมีระบบต่างๆ ทันสมัยกว่าและยุ่งยากน้อยกว่า โดยมีขีดความสามารถรวมทั้งระบบอาวุธอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ทยอยส่งมอบเรือฟริเกตชั้น Knox ให้กับกรีซ ได้หวัน อียิปต์ และตุรกี มีประสบการณ์ในการปรับปรุงเรือและฝึกอบรมกำลังพล ถ้ากองทัพเรือไทยจัดหาเรือฟริเกตชั้น Knox แทนเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams จะสามารถใช้งานเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

          เรือฟริเกตชั้น Knox ของสหรัฐอเมริกาอายุยังไม่มาก การซ่อมบำรุงสามารถทำได้อย่างสะดวก มีเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือพร้อมโรงเก็บ ระบบอาวุธคล้ายกับที่กองทัพเรือจัดหามาติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวร กองทัพเรือจึงตกลงใจจัดหามาใช้งานจำนวน 4 ลำ ทว่ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาสามารถแบ่งเรือได้เพียง 2 ลำ แม้มีการชี้แจงความสำคัญในการนำเรือเข้าประจำการ จนกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเลื่อนความต้องการประเทศไทยไว้เป็นลำดับแรก แต่แล้วในท้ายที่สุดมีเรือเรือฟริเกตชั้น Knox เดินทางมาถึงเมืองไทยเพียง 2 ลำ ได้แก่เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2537 กับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539         

ภาพประกอบที่ 1 เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย FF-462 ของราชนาวีไทย ภาพประกอบที่ 2 เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams ที่กองทัพเรือกรีซได้ไปใช้งานจำนวน 4 ลำ ระบบอาวุธบนเรือทั้งสองลำมีความใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่เรือเราได้ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx ที่ท้ายเรือ ส่วนเรือกรีซได้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-1 ระยะยิง 25 ไมล์ทะเลจำนวน 40 นัด แต่ถ้าเทียบระบบเรดาร์ต่าง ๆ เรือเราตกเป็นรองพอสมควร เพราะเรือกรีซมาพร้อมเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AN/SPS-52 (ปรับปรุงจาก AN/SPS-39) ระยะตรวจจับ 296 กิโลเมตร พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง AN/SPG-51 ระยะตรวจจับไกลสุด 190 กิโลเมตร สามารถป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแต่เรือกรีซอายุมากกว่าย่อมปลดประจำการเร็วกว่าตามปรกติ

อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC

          เรือฟริเกตชั้น Knox ถูกสร้างเข้าประจำการมากถึง 46 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 4,065 ตัน ยาว 134 เมตร กว้าง 14.25 เมตร กินน้ำลึก 7.54 เมตร สหรัฐอเมริกาออกแบบเรือให้ทำหน้าที่ไล่ล่าเรือดำน้ำจำนวนมหาศาลของสหภาพโซเวียต ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำจัดว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้เรือฟริเกตทุกลำ นอกจากตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ MK 46 จำนวน 24 นัดในห้องตอร์ปิโดกลางเรือ หน้าสะพานเดินเรือยังมีการติดตั้งแท่นยิง MK 112 ขนาด 8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC ซึ่งถือเป็นหมัดเด็ดไพ่ตายในการโจมตีเป้าหมายใต้น้ำจากระยะไกล

          ชิ้นส่วนสำคัญของ ASROC ประกอบไปด้วย โครงจรวดสำหรับบรรจุตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวจรวด และกลไกปลดโครงจรวดให้ตกสู่พื้นน้ำ ทันทีที่ตอร์ปิโดแยกตัวออกจากโครงจรวด ร่มหน่วงความเร็วจะเริ่มต้นการทำงานเพื่อลดความเร็ว แบตเตอรี่ตอร์ปิโดจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อสำผัสน้ำทะเล และทำงานต่อไปจนกว่าจะพุ่งชนเป้าหมายหรือหมดเชื้อเพลิง

อาวุธทันสมัยมีความยาว 4.5 เมตร น้ำหนัก 487 กิโลกรัม ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตรไม่รวมระยะยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ แท่นยิง MK 112 สามารถโหลดอาวุธจากคลังใต้สะพานเดินเรือโดยอัตโนมัติ คลังสามารถจัดเก็บ ASROC กับ Harpoon ได้จำนวน 16 นัด รวมกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 46 ในคลังกลางเรือจำนวน 24 นัด ทำให้เรือสามารถทำภารกิจทั่วโลกโดยไม่ต้องกลัวกระสุนหมด

ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 46 Mod 6

อาวุธปราบเรือดำน้ำจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้าประจำการปี 1965 ขนาดใหญ่กว่า MK 44 รุ่นเก่านิดหน่อย มีความยาว 2.6 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 230 กิโลกรัม ติดหัวรบ PBXN-103 ขนาด 44 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำ อากาศยานปีกแข็งและปีกหมุน รวมทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ ASROC ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเหลว (OTTO FUEL II) เครื่องยนต์ลูกสูบแบบสันดาปภายนอก ความเร็วสูงสุด 43.5 นอตขณะโจมตีกับดำน้ำ และ 36 นอตในช่วงค้นหาเป้าหมาย ระยะปฏิบัติการ 11,200 เมตรที่ความเร็ว 43.5 นอต และ 18,000 เมตรที่ความเร็ว 36 นอต

เมื่อใช้บนเรือผิวน้ำ MK 46 สามารถโจมตีเป้าหมายในระดับความลึก 50 ฟุตถึง 2,500 ฟุต ถ้าใช้งานบนอากาศยานหรือ ASROC สามารถตั้งค่าลึกต่ำสุดที่ 20 ฟุต ปลายจมูกติดตั้งระบบนำวิถีทั้ง Active Sonar และ Passive Sonar ค้นหาเป้าหมายได้ไกลสุด 1,483 เมตร การค้นหาเป้าหมายหรือ Search Patter กำหนดได้ทั้งการค้นหาแบบวงกลมวนขวา (Circle Search) หรือการค้นหาแบบส่ายซ้าย-ขวา (Snake Search) ถ้าเป็นการยิงระยะประชิดหรือการยิงเร่งด่วน มีข้อแนะนำให้ใช้การค้นหาแบบวงกลม เนื่องจากตอร์ปิโดสามารถเข้าสู่โหมดค้นหาได้เร็วกว่าแบบอื่น

          เพื่อให้การทำภารกิจประสบความสำเร็จสมดั่งความตั้งใจ มีการติดตั้งระบบควบคุมการยิงใต้น้ำ Underwater Battery Fire Control System Mark 114 เพื่อใช้ในภารกิจปราบเรือดำน้ำ อันเป็นเรื่องปรกติของเรือรบสหรัฐอเมริกายุคใหม่ ที่ต้องมีระบบควบคุมการยิงอาวุธแต่ละชนิดแยกออกจากกัน ระบบหลักของ Mark 114 FCS ประกอบไปด้วย

          - Attack Console Mark 53 MOD 0 ส่วนประมวลผลกลางระบบควบคุมการยิง

          - Position Indicator Mark 78 MOD 2 แสดงข้อมูลของเรือยิง เรือเป้าหมาย และข้อมูลในการใช้อาวุธ

          - Stabilization Computer Mark 134 ให้ข้อมูลการหันและกระดกกับระบบควบคุมการยิง

          - Relay Transmitter  Mark 43 ตรวจสอบการทำงานของระบบสัญญาณ สามารถสั่งหยุดสัญญาณได้

          อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC กับ ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 46 Mod 6 ถือเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำดีที่สุดทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย บวกระบบตรวจจับใต้น้ำบนเรือเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ช่วยให้เรายกระดับการทำสงครามปราบเรือดำน้ำได้เทียบเท่าบรรดาชาติใหญ่ในนาโต้

ระบบโซนาร์ประจำเรือ

          เรือฟริเกตชั้น Knox ติดตั้งระบบโซนาร์หลายตัวทำงานร่วมกันประกอบไปด้วย

โซนาร์ AN/SQS–26 CX

เป็นโซนาร์หัวเรือระยะไกลตัวแรกและตัวเดียวของกองทัพเรือ ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active และโหมด Passive ทำงานโหมด Active ที่ย่านความถี่ 3.102 ถึง 3.91kHz ทำงานโหมด Passive Broad Band ที่ย่านความถี่ 1.5 ถึง 2.5 KHz และโหมด Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 0.1 ถึง 2.6 KHz มีระยะตรวจจับไกลสุด 50 ไมล์ทะเล หรือ 92.75 กิโลเมตร

AN/SQS–26 ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของสหภาพโซเวียต ขนาดโดมโซนาร์ค่อนข้างใหญ่พอสมควร เป็นระบบโซนาร์หัวเรือรุ่นมาตรฐานกองทัพเรืออเมริกาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถึง 1950 ประจำการบนเรือรบจำนวน 8 รุ่นมากกว่า 100 ลำ มีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมจนกลายมาเป็นโซนาร์รุ่น AN/SQS-53 ที่มีใช้งานในปัจจุบัน

โซนาร์ AN/SQS–35 IVDS

เป็นโซนาร์ชักหย่อน (Variable Depth Sonar) รุ่นแรกของกองทัพเรือไทย ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพียงลำเดียว ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่มีใช้งาน ระดับความลึกในการปล่อยตั้งแต่ 50 ถึง 600 ฟุต ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active และโหมด Passive ทำงานย่านความถี่ 11.9 ถึง 14.1 KHz โดยมีโหมดในการส่งคลื่นจำนวน 2 แบบจำนวน 5 โหมด ได้แก่ แบบ ODT (Omnidirectional Transmission) จำนวน 1 โหมด และแบบ RDT (Rotating Directional Transmission) อีก 4 โหมด

โซนาร์รุ่นนี้มีความถี่ในการส่งสูงแต่มีกำลังในการส่งต่ำ ระยะตรวจจับไกลสุด 10 ไมล์ทะเล หรือ 18.55 กิโลเมตร เหมาะสมกับการตรวจจับเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อระบุพิกัดในการโจมตี

โซนาร์ AN/SQR–18 A(V)1

เป็นโซนาร์ลากท้าย (Towed Array Sonar) รุ่นแรกของกองทัพไทยเช่นกัน ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทำงานร่วมกับระบบโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 โดยต้องปล่อยลงน้ำในภายหลัง ระดับความลึกสูงสุดในการปล่อยอยู่ที่ 600 ฟุต ความยาวสายลากโซนาร์หรือ Towed Array อยู่ที่ 612 ฟุต ค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive เท่านั้น ทำงานโหมด Passive Broad Band ที่ย่านความถี่ 300 ถึง 1,300 Hz และโหมด Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 50 ถึง 1,300 Hz แต่เพราะถูกรบกวนโดยเสียงจากเรือมีความถี่ต่ำ (Higher Beam Noise) การทำงานในโหมด Passive Narrow Band มีความถี่จำกัดอยู่ในช่วง 140 ถึง 1,300 Hz

AN/SQR-18A(V)1 ตรวจจับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ ก่อนส่งผลการวิเคราะห์กลับมายังเครื่องรับสัญญาณ (Towed Array) ซึ่งต่ออยู่กับตัว Towed Body ของโซนาร์ AN/SQS - 35 (V) ทำให้ต้องปรับความยาวตามระดับความลึกของตัว Towed Body สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับโซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX ทำงานแบบบูรณาการเพื่อช่วยกันค้นหาเป้าหมายใต้น้ำ

สำหรับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์ AN/SQR–18 A(V)2 ติดตั้งที่บั้นท้ายเรือ รุ่นใหม่กว่า AN/SQR–18 A(V)1 บนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ไม่มีโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 จึงค้นหาเป้าหมายด้วยโหมด Active ไม่ได้ ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพ โซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX

โซนาร์ AN/SQR–17A(V)2

เป็นโซนาร์วิเคราะห์สัญญาณเสียง (Sonar Signal Processing Set) รุ่นแรกเช่นกัน ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สำหรับวิเคราะห์สัญญาณเสียงที่ได้รับจากโซโนบุย หรือรับข้อมูลผ่านระบบ Link จากอากาศยานปีกหมุน โดยจะวิเคราะห์สัญญาณ Passive Narrow Band ที่ได้รับจากระบบโซนาร์ AN/SQS–26 CX ไปพร้อมกัน โซนาร์ SQR–18 ทำงานย่านความถี่ตั้งแต่ 0 ถึง 3.4 KHz

เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกใช้โซนาร์ทำงานร่วมกันถึง 4 ระบบ เรือยังสามารถรับสัญญาณข้อมูลจากโซโนบุย ที่อากาศยานปีกหมุนนำไปปล่อยในทะเลได้ อาวุธปราบเรือดำน้ำก็มีทั้งลูกสั้นลูกยาวให้เลือก ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์น้อยกว่าทว่าทันสมัยกว่า เรือทั้งสองลำถือเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของราชนาวีไทยตลอดไป

++++++++++++++++++++

 

อ้างอิงจาก : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ และคู่มือประกอบการเรียนการสอนหลักสูตร 2210 ชื่อหลักสูตร “อาวุธปราบเรือดำน้ำเล่มที่ 1”

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

HTMS Suk (812)

 

วันที่ 30 กันยายน 2569 กองทัพเรือจะปลดประจำการเรือชนิดต่างๆ จำนวน 10 ลำ รวมทั้งเรือหลวงศุกร์เรือสำรวจสมุทรศาสตร์สร้างเองในประเทศลำแรกของประเทศไทย ผู้เขียนจึงอยากเขียนบทความถึงเรือลำนี้เป็นครั้งสุดท้าย แยกต่างหากจากเรือทุกลำเพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูล ถือเป็นการเขียนบทความถึงเรือครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันไปเติบโต

โครงการเรือสำรวจสมุทรศาสตร์

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสทางทะเล กองทัพเรือได้จัดเรือหลวงจันทรเป็นเรือพระที่นั่ง มีคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตามเสด็จหลายท่าน การจัดที่พักทำได้ค่อนข้างยากเพราะมีข้อจำกัดทางด้านห้องพักรับรอง สมุหราชองครักษ์ในขณะนั้นจึงได้เสนอต่อ กองทัพเรือควรมีเรือขนาดใหญ่กว่าเรือหลวงจันทรจัดถวายเป็นเรือพระที่นั่ง ประกอบกับกรมอุทกศาสตร์มีความต้องการเรือสำรวจสมุทรศาสตร์ นำมาใช้ในการสำรวจทางสมุทรศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 3

กองทัพเรือพิจารณาว่าควรดำเนินการตามที่กรมอุทกศาสตร์เสนอ แต่อยากเพิ่มขนาดเรือให้ใหญ่กว่าความต้องการนิดหน่อย เพื่อรองรับภารกิจด้านการรับรองการเสด็จประพาสทางทะเล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

เรือสำรวจสมุทรศาสตร์และเรือพระที่นั่งลำใหม่ ได้รับพระราชทานชื่อว่าเรือหลวงศุกร์ ใช้แบบเรือบริษัท FERROSTALL ประเทศเยอรมัน นำมาสร้างเองในประเทศโดยบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด มีการประกอบพิธีวางกระดูกงูวันที่ 30 พฤศจิกายน 2520 พิธีปล่อยเรือลงน้ำวันที่ 8 กันยายน 2524 และพิธีขึ้นระวางประจำการวันที่ 3 มีนาคม 2525

เรือหลวงศุกร์มีระวางขับน้ำปรกติ 1,400 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,526 ตัน ยาว 62.90 เมตร กว้าง 11.50 เมตร กินน้ำลึก 4.00 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่อง ความเร็วสูงสุด 15 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ ที่ 12 นอต ปฏิบัติการต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 15 วัน ใช้ลูกเรือจำนวน 58 คน อาวุธป้องกันตัวคือปืนกล Oerlikon L70 ขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก นอกจากอุปกรณ์สนับสนุนการสำรวจสมุทรศาสตร์ ยังมีเรือเล็กจำนวน 3 ลำกับเรดาร์เดินเรืออีก 1 ตัว

ผู้เขียนพยายามหาพี่น้องร่วมสายเลือดของเรือหลวงศุกร์จากประเทศเยอรมัน โชคร้ายไม่พบเรือที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแม้แต่ลำเดียว เรือที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงมากที่สุดอยู่ประเทศอาเจนตินา เป็นเรือสำรวจเช่นเดียวกันชื่อ ARA Puerto Deseado เข้าประจำการปี 2521 สร้างโดยบริษัท Astarsa อู่ต่อเรือภายในประเทศที่ตอนนี้ถูกควบรวมกิจการแล้ว บังเอิญเรือสร้างโดยอาเจนตินาระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 76.8 เมตร ขนาดใหญ่กว่าพอสมควรจนไม่อาจเป็นเรือรุ่นเดียวกัน แผนตามหาต้นกำเนิดเรือหลวงศุกร์จึงได้สิ้นสุดพร้อมความแพ้พ่าย

หลังเข้าประจำการเรือหลวงศุกร์คือเรือธงของกรมอุทกศาสตร์ในการสำรวจทางทะเล เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุด ทันสมัยที่สุด ทนทะเลมากที่สุด และมีอุปกรณ์สนับสนุนการสำรวจรุ่นใหม่ เรือหลวงศุกร์ทำหน้าที่เดี่ยวมือหนึ่งเป็นเวลา 26 ปี เมื่อเรือหลวงพฤหัสบดีเข้าประจำการในปี 2551 เดี่ยวมือหนึ่งได้ย้ายมาอยู่เรือสำรวจอเนกประสงค์สร้างเองในประเทศลำใหม่ โดยใช้แบบเรือบริษัท Damen Schelde ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างโดยบริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอนจิเนียรริ่ง จำกัด

นอกจากการสำรวจทางสมุทรศาสตร์ตามปรกติ เรือหลวงศุกร์ยังทำหน้าที่เรือพระที่นั่งอีกหนึ่งภารกิจ ประวัติการทำหน้าที่เรือพระที่นั่งของเรือหลวงศุกร์ผู้เขียนหาข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว

ในการเสด็จประพาสทางเรือครั้งที่ 6 ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2526 โดยมีเรือหลวงศุกร์เป็นเรือพระที่นั่ง พลเรือโทธวัชชัย  ตรีเพ็ชร์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์เป็นผู้บังคับการหมู่เรือฯ และเรือเอก นคร ทนุวงษ์เป็นผู้บังคับการเรือ สมเด็จย่าทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ทหาร ตำรวจ และหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในจังหวัดภาคตะวันออก ข้าราชการและกำลังพลของกองทัพเรือทุกนายที่ตามเสด็จ ต่างชื่นชมในพระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ที่ทรงห่วงใย ไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรที่มาเฝ้ามาเข้าเฝ้าฯ ด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ถือพระองค์ตลอดการปฏิบัติพระราชภารกิจ

เรือหลวงศุกร์ประจำการราชนาวีไทยเป็นเวลา 44 ปี ถือว่าสมควรกับเหตุและผลเพราะเป็นเรื่องสร้างเองในยุคเก่า เทคโนโลยีสร้างเรือของเราในปี 2525 ยังไม่ดีเทียบเท่าต่างชาติ ขอบคุณที่อยู่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนานโดยไม่สร้างปัญหาให้กับกำลังพลและกองทัพเรือ

+++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก : http://thaiseafarer.com/naval-force/agor812/

ภาพประกอบจาก : หนังสือ “ประวัติกองทัพเรือ” กับ “บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด”

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

HTMS Similan (871)

       

วันที่ 30 กันยายน 2569 เรือหลวงสิมิลัน เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำแรกและลำเดียวของ ราชนาวีไทยจะปลดประจำการ เท่ากับว่าเราจะไม่มีเรือเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลและส่งอาหารกับยาให้กับกองเรือ ส่วนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนอีกไม่ช้าไม่นานคงได้รู้กัน และในโอกาสที่เหลือเพียงครั้งเดียวก่อนปลดประจำ ผู้เขียนขอพูดถึงประวัติการจัดหาเรือลำใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือไทยอีกครั้ง

เรือส่งกำลังบำรุง

          ตามที่กองทัพเรือได้จัดสร้างเรือฟริเกตจำนวน 6 ลำ และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ รวมทั้งจัดหาเรือฟริเกตจากสหรัฐอีก 2 ลำ ซึ่งการให้เรือขนาดใหญ่สามารถปฏิบัติการในทะเลลึกได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยไม่ต้องกลับเข้ารับการส่งกำลังบำรุงที่ฐานทัพ เพื่อให้การใช้เรืออย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีเรือส่งกำลังบำรุงที่สามารถให้การสนับสนุนการกำลังบำรุงในทะเล

กองทัพเรือได้กำหนดความต้องการของเรือส่งกำลังบำรุงไว้ในแผนพัฒนากองทัพ จึงได้ขออนุมัติโครงการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงจำนวน 1 ลำ ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท (รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดจากความต้องการในโครงการร้อยละ 10) ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ให้กองทัพเรือ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณได้ระหว่างปี 2534-2538 รวมเวลา 4 ปี

          แต่เนื่องมาจากแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอมาให้กองทัพเรือคัดเลือก มีคุณลักษณะทางเทคนิคไม่ตรงตามความต้องการ ฝ่ายเสนาธิการกองทัพเรือได้พิจาณาแล้วว่า แบบเรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติงานของกำลังพล ขณะรับ-ส่งสิ่งของกลางทะเลเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงได้ขอยกเลิกการดำเนินการเพื่อพิจาณาจัดหาใหม่

          หลังยกเลิกการดำเนินการในครั้งแรก กองทัพเรือได้ปรับแต่งการกำหนดคุณลักษณะของเรือส่งกำลังบำรุง ให้ตรงตามความต้องการใหม่ของฝ่ายเสนาธิการ พร้อมกับขออนุมัติกระทรวงการคลังกันเงินปีงบประมาณ 2535 จำนวน 100 ล้านบาทที่ได้จัดสรรไว้สำหรับโครงการนี้ เพื่อเบิกจ่ายเหลื่อมปีในปีงบประมาณ 2536 เป็นกรณีพิเศษกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน ซึ่งได้รับอนุมัติให้จนถึง 30 กันยายน 2536

          คุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงตามความต้องการของฝ่ายเสนาธิการ ได้พิจารณาภารกิจและขีดความสามารถที่กองทัพเรือต้องการ โดยสามารถส่งกำลังบำรุงให้กองเรือซึ่งประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กับเรือฟริเกตซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันได้เป็นเวลาที่นานเพียงพอ ด้วยสมรรถนะของเรือส่งกำลังบำรุงที่กำลังจะจัดหา รวมทั้งได้พิจารณาแล้วว่างบประมาณประจำปีของกองทัพเรือ ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงได้อีกในอนาคตอันใกล้ จึงได้กำหนดคุณลักษณะเรือให้สอดคล้องกับระบบการรับส่งกำลังบำรุงในทะเลของเรือในกองทัพเรือ ซึ่งต้องประกอบกำลังออกไปปฏิบัติการในทะเลลึก รวมทั้งได้ระบุมาตรฐานของระบบอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เรือส่งกำลังบำรุงได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และสนองความต้องการกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี

          จากการพิจารณาแบบเรือที่บริษัทต่างๆ เสนอเข้ามา ปรากฏว่าแบบเรือของบริษัท China Ship-building and Trading CompanyLimited (CSTC) สามารถสนองตอบความต้องการของกองทัพเรือได้ดีกว่าแบบเรืออื่น โดยมีคุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ และความปลอดภัยเหมาะสม และน่าเชื่อถือมากที่สุด ราคาในมาตรฐานเดียวกันต่ำที่สุด จึงเป็นแบบเรือที่สมควรพิจารณาจ้างสร้าง

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนแสดงความจำนงในการช่วยเหลือประเทศไทย โดยการซื้อข้าวสารจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก กองทัพเรือจึงได้เจรจากับบริษัท CSTC เป็นลำดับแรก หากการเจรจาไม่ได้ผลถึงจะเจรจากับบริษัทอื่นต่อไป

          กองทัพเรือได้ต่อรองเจรจากับบริษัท CSTC ในการปรับแต่งคุณลักษณะเรือส่งกำลังบำรุงให้ได้มาตรฐานสากล และมีความปลอดภัยสูงตรงตามความต้องการ โดยได้เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัททำตัวเรือแบบ 2 ชั้นหรือ (Double Hull เพราะกฎสากลว่าด้วยการควบคุมมลภาวะในทะเลหรือ MARPOL กำหนดให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดระวางขับน้ำตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไป ซึ่งทำสัญญาจ้างสร้างภายหลัง 6 กรกฎาคม 2536 ต้องมีตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น

แม้เรือส่งกำลังบำรุงกองทัพเรือไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎ แต่เพื่อแสดงถึงเจตนาดีในการช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในทะเล และป้องกันปัญหาเรื่องการเข้าจอดเมืองท่าต่างประเทศ กองทัพเรือจึงได้เพิ่มเงื่อนไขสร้างตัวเรือเป็นแบบ 2 ชั้น โดยที่บริษัทคิดราคาเพิ่มประมาณ 1,000,000 เหรียญ นอกจากนี้ได้ต่อรองเปลี่ยนใบจักรเรือจากชนิดปรับไม่ได้ (FPP-Fixed Pitch Propeller) เป็นชนิดปรับได้ (CPP-Controllable Pitch Propeller) ซึ่งกองทัพเรือให้บริษัทเสนอเป็นรายการเผื่อเลือกหรือ Option เพื่อให้เรือมีความคล่องตัวในการหันเลี้ยวมากขึ้น ช่วยให้เรือมีความปลอดภัยสูงขึ้นขณะเข้าเทียบและออกจากเทียบท่า ซึ่งจะต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,000,000 เหรียญ

และเพื่อให้เรือมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น กองทัพเรือให้บริษัทติดตั้งระบบแก๊สเฉื่อยหรือ Inert Gas System) เพื่อลดจุดวาบไฟของน้ำมันในถังคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000 เหรียญ รวมทั้งให้บริษัทใช้สีกันเพรียงชนิดพิเศษหรือ Autopolishing Paint เพื่อให้ท้องเรือมีความคงทนต่อการกัดกร่อนของเพรียง ซึ่งบริษัทได้คิดเงินเพิ่มอีก 100,000 เหรียญ

สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงบนเรือคิดเป็นมูลค่า 2,400,000 เหรียญ กองทัพเรือได้ต่อรองลงมาเหลือเพียง 1,500,000 เหรียญ) รวมทั้งต่อรองให้เพิ่มอุปกรณ์ระบบย่อยของเรือให้อีกหลายรายการ เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่และการปฏิบัติการในเรือมีความสะดวกและได้มาตรฐาน

ราคาเรือเมื่อรวมการปรับปรุงคุณลักษณะทางเทคนิคเท่ากับ 57.5 ล้านเหรียญหรือ 1,454 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ถึง 195,825,000 บาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 11.87 ของวงเงิน และในวันที่ 28 กันยายน 2536 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กองทัพเรือจ้างสร้างเรือในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ครั้นถึงวันที่ เมื่อ 29 กันยายน 2536 กองทัพเรือได้ลงนามในข้อตกลงว่าจ้างสร้างเรือ

วันที่ 16 สิงหาคม 2539 กองทัพเรือได้รับมอบเรือส่งกำลังบำรุง ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเรือว่า “เรือหลวงสิมิลัน” มาใช้ราชการในสังกัดกองเรือยุทธบริการ กองเรือยุทธการ

++++++++++++++++++++

 

อ้างอิงจาก :

หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์

https://thaimilitary.blogspot.com/2023/07/the-off-shore-navy.html

 

 

 

 

 

 

 

 

         

 

         

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

M270 MLRS

 

ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 มีข่าวลือในอินเทอร์เน็ตว่า กองทัพบกจะจัดหาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องนำวิถี M142 HIMARS จำนวน 6 คันมูลค่า 4,200 ล้านบาทจากสหรัฐอเมริกามาใช้งาน บทความนี้จึงอยากพูดถึงเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นก่อนหน้า ซึ่งถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นอันเต็มไปด้วยความขัดแย้งระดับโลก โดยนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ระบบอาวุธรุ่นโบราณยังได้ไปต่อ กระทั่งกลายเป็น M142 HIMARS ที่ทุกชาติถวิลหาในปัจจุบัน

จุดกำเนิดโครงการ

ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลีตระหนักถึงความต้องการเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องที่มีประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำมากกว่าเดิม รวมทั้งมีราคาเหมาะสม ต่อมาในปี 1978 ทั้งห้าประเทศโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก ได้จับมือกันพัฒนาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่า MLRS (Multiple Launch Rocket System) และทำการผลิตที่โรงงานผลิตจรวด LTV ในเมืองแคมเดน รัฐอาร์คันซอร์ โดยมีกำลังผลิตลูกจรวดมากถึงเดือนละ 6,000 นัด

MLRS คือระบบอาวุธสำหรับทำลายพื้นที่ทางอ้อม ใช้ได้ในทุกสภาวะอากาศและไม่ใช่ระบบอาวุธนิวเคลียร์ ทำงานร่วมกับปืนใหญ่ราชาสนามรบได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี และเพิ่มอำนาจการยิงให้กับกองทัพบกได้อย่างมหาศาล เพราะมีคุณลักษณะสำคัญประกอบไปด้วย

1.เป็นฐานยิงจรวดทวีคูณ หนึ่งแท่นยิงบรรจุจรวดระยะยิง 32 กิโลเมตรได้ถึง 12 นัด

2.สามารถยิงจรวดครั้งละ 1 นัด หรือยิงเป็นชุดๆ ละ 2 ถึง 12 นัด

3.สามารถยิงถล่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่ระยะ 30 กิโลเมตร

4.ติดตั้งระบบค้นหาและติดตามเป้าหมาย ช่วยลดขั้นตอนการยิงให้รวดเร็วมากกว่าเดิม

5.ใช้ระบบควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ทันสมัย สามารถยิงถล่มโดยใช้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยากับตำแหน่งเป้าหมายเท่านั้น

6.หนึ่งฐานยิงใช้กำลังพลในการควบคุมเพียง 3 นาย

7.มีระบบตรวจสอบตัวเอง สามารถค้นหาข้อบกพร่องของเครื่องยิงจรวดได้อย่างรวดเร็ว

8. ออกแบบเป็นลักษณะโมดูลลาร์ ทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง สามารถใช้วิธีเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่มีปัญหาเท่านั้นได้อย่างรวดเร็ว เวลาซ่อมเฉลี่ยในการทดสอบอยู่ที่ 30.6 นาทีต่อหนึ่งครั้ง

9.มีระบบสำรองทั้งแบบอัตโนมัติและไม่อัตโนมัติ

หากกองพันปืนใหญ่กระบอกสั้นสำหรับยิงมุมสูงขนาด 155 มม.ซึ่งมีปืนใหญ่จำนวน 18 กระบอก มีการเพิ่มเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS เข้ามาจำนวน 1 กองร้อยหรือ 6 ฐานยิง โดยที่แต่ละฐานยิงบรรจุจรวดจำนวน 9 นัดจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังต่อไปนี้

-กำลังยิงฉับพลันเพิ่มขึ้น 45 เท่าตัว

-กำลังยิงใน 1 นาทีแรกเพิ่มขึ้น 12 เท่าตัว

-กำลังยิงต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว

กองพัน MLRS จำนวน 1 กองพันมีอำนาจการยิงสูงกว่ากองพันทหารปืนใหญ่กระบอกสั้นขนาด 155 มม.จำนวน 16 กองพัน โดยใช้กำลังพลเพียง 500 นายน้อยกว่า 9,000 นายของกองพันทหารปืนใหญ่จำนวน 16 กองพัน สำหรับปืนใหญ่กระบอกสั้นเพื่อนๆ สมาชิกส่วนใหญ่คงไม่คุ้นเคย สมัยทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ในไทยปืนใหญ่รุ่นนี้คือพระเอกตัวจริง เพราะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ดูแลง่าย ปัจจุบันน่าจะปลดประจำการหมดแล้วทั่วโลก

โครงการนี้ในอดีตถูกตั้งชื่อว่า General Support Rocket System หรือ GSRS ก่อนเปลี่ยนเป็น MLRS ในภายหลัง มีบริษัทเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 2 รายประกอบไปด้วย หนึ่งบริษัท Boeing ใช้ชื่อว่า GSRS Self-propelled Launcher และสองบริษัท Vought ใช้ชื่อว่า General Support Rocket System ผลการคัดเลือกในปี 1990 ระบบอาวุธจากบริษัท Vought ได้รับการคัดเลือก และเริ่มต้นผลิตอย่างจริงจังในอีกสองปีต่อมา โดยใช้ชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า M270 MLRS



ตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นไป M270 MLRS เข้าประจำการกองทัพบกสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และอีกหลายชาติ คุณลักษณะซึ่งถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนประกอบไปด้วย

น้ำหนักฐานยิง : 20,150 กิโลกรัมไม่รวมจรวด และ 25,191 กิโลกรัมเมื่อรวมจรวด

ความยาว : 6.972 เมตร

ความสูง : 2.617 เมตรเมื่อยังไม่ใช้งาน และ 5.925 เมตรเมื่อกระดกลำกล้องพร้อมใช้งาน

ความเร็วบนถนน : 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระยะปฏิบัติการ : 480 กิโลเมตร

กำลังเครื่องยนต์ : 500 แรงม้า

ระบบขับเคลื่อน : เกียร์อัตโนมัติ 3 ระดับ

ลุยน้ำสูงสุด : 1.1 เมตร

M270 MLRS ถือเป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรรุ่นแรกๆ ของค่ายตะวันตก

ประสิทธิภาพและความทันสมัย

         เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ใช้ระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ล่าสุด ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ใช้ในการประมวลผลโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากในปฏิบัติการยิงถล่มเป้าหมาย เพื่อความปลอดภัยไม่ว่ายิงแบบอัตโนมัติหรือแบบธรรมดา ต้องใช้กำลังพลประจำฐานยิงควบคุมการสั่งยิงเท่านั้น การทำงานของระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ทันสมัยประกอบไปด้วย

         -แสดงขั้นตอนต่างๆ ให้กับกำลังพลควบคุมการยิง

         -แนะนำให้กำลังพลตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

         -ตรวจสอบระบบปฏิบัติการโดยเฉพาะจรวดในท่อยิงโดยอัตโนมัติ

         -แสดงข้อมูลต่างๆ ในการปฏิบัติงาน โดยใช้ระบบแสดงผลบนหน้าจอแบบง่ายๆ เข้าใจชัดเจน

         -คำนวณระยะทางและวิถีการยิงโดยอัตโนมัติ

         -รักษาความแม่นยำโดยการตั้งวิถีการยิงใหม่ทุกครั้ง

         -เก็บข้อมูลการปฏิบัติการแยกจากกันจำนวน 3 ครั้ง สามารถกำหนดจุดยิงได้ถึง 12 จุดต่อหนึ่งเป้าหมาย

         -ปรกติจะใช้กำลังพล 3 นายต่อหนึ่งฐานยิง ทว่าในกรณีฉุกเฉินกำลังพลเพียง 1 นายสามารถควบคุมการยิง การบรรจุใหม่ รวมทั้งการถอนตัวจากที่ตั้งได้โดยตามลำพัง

         -การติดตั้งฐานยิง ยิงถล่มเป้าหมาย และถอนตัวจากที่ตั้ง สามารถทำได้โดยที่กำลังพลไม่จำเป็นต้องออกจากรถหุ้มเกราะ

         -รถหุ้มเกราะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสงครามนิวเคลียร์/เคมี/ชีวะ

         -ฐานยิงสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนา

หมัดเด็ดพิชิตชัย

         เขี้ยวเล็บประจำตัวเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ต้องมีความทันสมัย มีความแม่นยำค่อนข้างสูง รวมทั้งมีราคาประหยัดสามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก มีการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งานร่วมกับ M270 MLRS โดยมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

         น้ำหนักจรวด : 307 กิโลกรัม

         น้ำหนักท่อยิง : 306 กิโลกรัม

         ยาว : 3,937 มม.

         เส้นผ่าศูนย์กลาง : 227 มม.

         น้ำหนักหัวรบ : 154 กิโลกรัม

         ระยะยิงไกลสุด : 32 กิโลเมตร

         ต่อมาในภายหลังมีการตั้งชื่อจรวดรุ่นนี้อย่างเป็นทางการว่า M26

         จรวดรุ่นใหม่บรรจุหัวรบสังหารบุคคลรุ่น M77 จำนวน 644 นัด เมื่อเดินทางถึงเป้าหมายจรวดจะระเบิดกลางอากาศความสูงประมาณ 50-100 เมตร ส่งหัวรบ M77 พุ่งลงด้านล่างกระจายเป็นวงกว้างเพื่อสังหารฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นระเบิดครัสเตอร์ประสิทธิภาพสูงมากรุ่นหนึ่ง ในการรบสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่งทหารอิรักพากันหวาดกลัวหัวรบ M77 มากกว่าอาวุธชนิดอื่น

         หัวรบ M77 บรรจุอยู่ในโฟมอย่างแน่นหนา เปลือกหุ้มหัวรบแบ่งออกเป็น 4 ส่วน สามารถถอดออกโดยการปลดชนวนหัวรบ หัวกระสุนติดตั้งระบบสมดุลแบบหางว่าวหรือ DRAG-RIBBON จะแยกตัวกลางอากาศเหนือเป้าหมายโดยอัตโนมัติ และพร้อมทำงานตลอดเวลาถ้าสัมผัสโดนอะไรก็ตาม ออกแบบมาเพื่อทำลายชีวิตและสิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะ หัวรบแต่ละหัวมีอำนาจทำลายเป้าหมายในรัศมี 200 เมตร การจุดชนวนอาศัยกำลังกระตุ้นอัดลมไม่ต้องการแหล่งกำลังจากภายนอก

         เครื่องยนต์จรวดรุ่น M26 เป็นเชื้อเพลิงแข็งแบบตอนเดียว มีตัวจุดสำรองขนาด 1 วัตต์ 1 แอมป์อยู่ที่ส่วนปลายของจรวด บริเวณด้านท้ายมีการติดตั้งครีบเอียงสำหรับควบคุมทิศทาง และป้องกันการหมุนของตัวจรวดระหว่างเดินทางด้วยความเร็วสูง ครีบเอียงจะถูกกางออกหลังจรวดถูกยิงออกไปแล้ว นอกจากหัวรบ M77 จรวดยังสามารถเลือกใช้งานหัวรบ AT-2 บรรจุระเบิดทำลายรถถังจำนวน 28 นัด หรือหัวรบแบบค้นหาเป้าหมายซึ่งบรรจุหัวรบย่อยจำนวน 6 หัวรบ สามารถค้นหา ติดตาม และกำหนดเป้าหมายตรึงหรือเป้าหมายเคลื่อนที่อาทิเช่นรถถังได้ด้วยตัวเอง

         ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาทำลายหัวรบ M77 ทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้งานหัวรบชนิดอื่น ส่วนจะมีเก็บสำรองแบบลับๆ ไว้ที่ไหนผู้เขียนไม่กล้าคาดเดา หัวรบแต่ละรุ่นสามารถถอดเปลี่ยนกลางสนามรบ โดยไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน M270 MLRS ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีระยะไกล TACM ได้โดยไม่ต้องปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมายลึกเข้าไปในด้านหลังแนวรบ

บทสรุป

         เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS ถูกออกแบบให้มีความแม่นยำ มีความน่าเชื่อถือสูง ราคาไม่แพง สามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก ช่วยลดจำนวนกำลังพลในการปฏิบัติการ การซ่อมบำรุง และกองหนุนในระดับต่างๆ ได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับการใช้ปืนใหญ่สนามซึ่งมีใช้งานอย่างแพร่หลาย ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในระดับปฏิบัติงาน มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนย้ายจุดยิงได้ด้วยตัวเอง สามารถยิงได้จากทุกลักษณะภูมิประเทศ สามารถออกปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อสนองตอบความต้องการทางทหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต

         นอกจากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS จะถูกออกแบบให้มีราคาประหยัด มีปริมาณมากเพียงพอในการส่งออกให้กับประเทศในกลุ่มนาโต้ M270 MLRS ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ทันสมัย รวมทั้งระบบหัวรบชนิดต่างๆ ที่กำลังพัฒนาเพื่อนำมาใช้งานในอนาคต จัดเป็นโครงการร่วมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่ง

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสมรภูมิ ฉบับเดือนธันวาคม 2530

https://www.deagel.com/Armies/M270%20MLRS/a000594

https://www.ebay.com/itm/365112666097

https://en.wikipedia.org/wiki/File:Vought_General_Support_Rocket_System_c._1979.jpg