วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

DW3000F Frigate

 

โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงมูลค่า 15,000 ล้านบาท กองทัพเรือได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือขึ้นมาดำเนินการ มีการเชิญชวนบริษัทสร้างเรือประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาจำนวน 13 ราย รวมถึงบริษัทสร้างเรือจากเยอรมันและเนเธอร์แลนด์ เป็นการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันเพื่อให้กองทัพเรือได้รับประโยชน์สูงสุด

มีบริษัทเสนอแบบเรือเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 รายประกอบไปด้วย บริษัทสร้างเรือจากอิตาลี สเปน เกาหลีใต้จำนวน 2 ราย และสาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นจึงได้ดำเนินการคัดเลือกแบบเรือตามแนวทางการจัดหายุทโธปกรณ์หลักของกองทัพเรือ ผลการพิจารณาแบบเรือของบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering Co., Ltd. (DSME) ประเทศเกาหลีใต้ ตอบสนองภารกิจของกองทัพเรือได้ดีที่สุด และเป็นแบบเรือที่ตรงตามความต้องการของกองทัพเรือมากที่สุด จึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเจรจากับคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือเป็นรายแรก


เรามาอ่านข่าวการจัดหาเรือในช่วงนั้นกันสักนิด

รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 กระทรวงกลาโหมจะเสนอให้อนุมัติงบประมาณผูกพันจำนวน 5 ปี (2557-2561) ในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำวงเงิน 1.46 หมื่นล้านบาท ที่ต่อเรือจากบริษัทแดวูประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายทหารระดับสูงกองทัพเรือ เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ และเจ้าหน้าที่กรมยุทธการทหารเรือ ได้เข้าพบพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อนำข้อมูลในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตมารายงาน เรื่องทั้งหมดได้ถึงมือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว และได้เซ็นเรื่องเพื่อบรรจุวาระเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว

การรายงานโครงการเรือฟริเกตต่อพล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นไปตามขั้นตอนก่อนจะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี พล.อ.ยุทธศักดิ์ได้สอบถามบริษัทที่ต่อเรือฟริเกตเป็นอย่างไรบ้าง ระบบอาวุธที่มากับเรือฟริเกตมีประสิทธิภาพอย่างไร และมีความทันสมัยหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ส่วนสาเหตุที่ขั้นตอนโครงการล่าช้าเพราะมีการปรับเปลี่ยนงบประมาณให้สอดคล้อง โดยใช้งบประมาณการจัดซื้อเรือฟริเกต 1.46 หมื่นล้านบาท รวมการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติงานภายในเรือฟริเกต พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกองทัพเรือ บริษัทต่อเรือจะส่งมอบเรือฟริเกตลำใหม่ให้กองทัพเรือภายในต้นปี 2561

ข้อมูลเรือฟริเกตลำใหม่ที่ถูกเผยแพร่ประกอบไปด้วย  เรือมีระวางขับน้ำสูงสุด 3,700 ตัน ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 30 นอต ระยะปฏิบัติการประมาณ 4,000 ไมล์ทะเล ใช้กำลังพลจำนวน 136 นาย ลักษณะของเรือออกแบบโดยใช้ Stealth Technology ลดการแพร่คลื่นแม่เหล็กตัวเรือ รวมทั้งลดการแพร่เสียงใต้น้ำ ติดตั้งระบบอำนวยการรบและระบบอาวุธจากยุโรปและอเมริกา สามารถปฏิบัติการรบได้ครบทั้ง 3 มิติ สามารถป้องกันตัวเองในระยะประชิดได้ด้วย

              การสร้างเรือจะดำเนินการที่อู่ต่อเรือของบริษัท DSME ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างปี 2556-2561 โดยมีค่าจ้างสร้างเรือรวมทั้งสิ้นประมาณ 14,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบ ทดลอง การฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความเห็นผู้เขียน : กองทัพเรือส่งหนังสือเชิญชวนบริษัทสร้างเรือประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาจำนวน 13 ราย มีบริษัทตอบรับจำนวน 5 รายประกอบไปด้วยอิตาลี สเปน เกาหลีใต้จำนวน 2 ราย และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการกำหนดระบบเรดาร์และระบบอาวุธบนเรืออย่างชัดเจน โดยจะใช้แบบเดียวกับเรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงตากสิน เท่ากับว่าระบบ SAAB มาเต็มลำเรืออย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยเหตุนี้เรือฟริเกต Type 054T จากประเทศจีนจึงถูกคัดออกรายแรก

รอบชิงชนะเลิศเป็นการปะทะกันระหว่างแบบเรือบริษัท DSME ประเทศเกาหลีใต้กับแบบเรือบริษัท Navantia ประเทศสเปน ผลลัพธ์ก็คือแบบเรือฟริเกต DW3000F บริษัท DSME ได้คะแนนสูงกว่า เรือฟริเกตสมรรถนะสูงราคา 15,000 ล้านบาทก็เลยถูกสร้างที่ประเทศเกาหลีใต้

คุณลักษณะและขีดความสามารถโดยสังเขปของเรือฟริเกตสมรรถนะสูง

  ภารกิจในยามสงคราม : ภารกิจหลัก ป้องกันอธิปไตยเหนืออาณาเขตทางทะเลของไทย ภารกิจรอง คุ้มกันกระบวนเรือลำเลียง

    ภารกิจในยามสงบ : รักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเล พิทักษ์รักษาสิทธิอธิปไตยทางทะเล ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ และรักษากฎหมายตามกฎหมายให้อำนาจทหารเรือ

     ขีดความสามารถทั่วไป  สามารถนำเรือ/เดินเรือแบบรวมการที่ทันสมัย ระบบขับเคลื่อนที่ควบคุมง่าย รวดเร็ว ทนทาน ง่าย และประหยัด ความทนทะเลได้ถึงสภาวะทะเลระดับ ๖ ขึ้นไป โครงสร้างเรือแข็งแรง มีโอกาสอยู่รอดสูงในสภาพแวดล้อมของการสู้รบและการปนเปื้อนทางนิวเคลียร์/เคมี/ชีวะ

     ขีดความสามารถด้านการควบคุมบังคับบัญชาและการตรวจการณ์ ด้วยระบบอำนวยการรบและระบบตรวจการณ์ที่ทันสมัยและขีดความสามารถสูง รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสื่อสารกับเรือ อากาศยาน และหน่วยบนฝั่ง ตลอดจนสามารถตรวจการณ์ครอบคลุมทุกมิติและทั้งกลางวันและกลางคืน

     ขีดความสามารถการรบ โดยสามารถปฏิบัติการรบได้ ๓ มิติ โดยให้ความสำคัญในการการปฏิบัติการสงครามใต้น้ำเป็นลำดับแรก โดยสามารถตรวจจับเป้าหมายระยะไกลด้วยโซนาร์ลากท้ายและโซนาร์ติดใต้ท้องเรือ แล้วต่อตีเรือดำน้ำได้ที่ระยะไกลด้วย Vertical Launch Anti-Submarine Rocket หรือตอร์ปิโด และลำดับที่สอง การปฏิบัติการสงครามต่อต้านภัยทางอากาศ โดยใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติระยะไกล และระยะปานกลางในการค้นหา ตรวจจับ และติดตามเป้าข้าศึก รวมทั้งแลกเปลี่ยนและประสานการปฏิบัติกับเรือและอากาศยานที่ร่วมปฏิบัติการ แล้วโจมตีเป้าหมายด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีฯ แบบ ESSM และอาวุธปืนของเรือ  ส่วนการป้องกันทางอากาศระยะไกล หรือพื้นที่ชั้นนอกของกองเรือ (Battle Group) จะใช้การปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานของกองทัพอากาศในการค้นหา ตรวจจับและโจมตี และการปฏิบัติการสงครามผิวน้ำ โดยสามารถโจมตีเป้าหมายได้ที่ระยะไกล โดยปฏิบัติร่วมกับเรือและอากาศยานในการพิสูจน์ทราบเป้า ส่งมอบเป้าและให้ใช้อาวุธจากระยะพ้นขอบฟ้า รวมทั้งโจมตีเป้าพื้นน้ำและใต้น้ำด้วยเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือ

      ขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีฯ  ปืนใหญ่เรือและปืนรองต่อสู้อากาศยาน  ระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด (CIWS)  ระบบลวงทางอิเล็กทรอนิกส์  ระบบควบคุมความเสียหายแบบรวมการที่สั่งการได้จากศูนย์กลางหรือแยกสั่งการ มีระบบควบคุมการแพร่สัญญาณออกจากตัวเรือ

     ขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารตรวจจับ ดักรับ วิเคราะห์ และก่อกวนสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของเป้าหมายได้    

      ขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบร่วม โดยผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ให้สามารถปฏิบัติการรบร่วมในลักษณะกองเรือ (Battle Group) ได้แก่ ร.ล.จักรีนฤเบศร  เรือฟริเกต ชุด ร.ล.นเรศวร  เรือคอร์เวต ชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งการปฏิบัติการรบร่วมกับ บ.กองทัพอากาศ ตามบทบาทหน้าที่ที่จะได้รับมอบหมาย ซึ่งเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จะทำหน้าที่ควบคุมการปราบเรือดำน้ำเป็นหลัก

คุณลักษณะและขีดความสามารถทั่วไป

ระวางขับน้ำสูงสุด : 3,700 ton

มิติ : 123 x 14.4 x 8 (m) 

ความคงทนทะเล : Sea State 8 (Survivability)

ความเร็วสูงสุด : 30 Knots

ระยะปฏิบัติการ : 4,000 NM @ 18 Knots

ระบบขับเคลื่อน : 2 x Diesels + 1 x GE, Controllable Pitch Propeller

ระบบไฟฟ้า : 4 x Ship Service Power Generation (Each of 830 kW Rated output)

เรือเล็ก : 1 x RHIB

ระบบเรือ

- Stealth Technology  

- RCS (Radar Cross Section) Reduction

- IR (Infra Red Reduction)                                                 

- URN (Underwater Radiated Noise) Reduction

- Degaussing

- NBC Protection System

เฮลิคอปเตอร์ : 1 x 10 Ton Helo (S-70B Sea hawk or MH-60S Knight hawk)   with Hangar  

กำลังพล : 136

ระบบอำนวยการรบ : 15 x MFC (Multi Function Consoles)

ระบบอาวุธ

8 x SSM

VLS with capabilities of

     + 8 x Canisters (max 32 ESSM)

     + Vertical Launch Anti-submarine Rocket (VLA)

     + Nulka Active-off board ECM

     + SM2**

1 x 76/62 Stealth Shield, Multi feeding system (max range 40- 45 km with smart ammunition)

2 x 30 mm Guns (200 RPM) x CIWS (4,500 RPM)

2 x .50 inch (Range; 2 km)

2 x Trainable Triple tube torpedo launchers

ระบบควบคุมการยิง

2 x Radar Fire Control System

2 x Continuous Wave Illuminators

1 x Electro Optical Fire Control

2 x Target Designation Sight

ระบบตรวจการณ์

1 x 3 D Long Range Radar (> 350 Km)

1 x 3 D Medium Range Radar (> 180 Km)

3 x Navigation Radar

1 x Surveillance Camera (TV and thermal imager)

1 x Hull Mounted Sonar

1 x Towed Array Sonar

2 x IFF

1 x Automatic Dependent Surveillance-Broadcast (ADS-B)

ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์

1 x Radar ESM

1 x Communication ESM

6 x Decoy Launchers

Active-off board ECM

ระบบสื่อสาร

1 x Integrated Communication System

      Link RTN, Link G & Link E

1 x TACAN

1 x SAT Communication

 

หมายเหตุ : เรือฟริเกตได้รับการออกแบบตัวเรือและโครงสร้างรองรับการปรับปรุงให้สามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศ แบบ SM2 รวมทั้งได้มีแผนเตรียมการรองรับไว้แล้ว โดยบริษัทผู้ผลิตระบบประกอบที่เกี่ยวข้องได้แก่ แท่นยิงแท่นยิงอาวุธปล่อยฯ แนวตั้ง ระบบอำนวยการรบ เรดาร์ควบคุมการยิงและ เรดาร์ชี้เป้า (Illuminator) สามารถปรับปรุงรองรับการยิงอาวุธปล่อยฯ ดังกล่าวได้ เมื่อกองทัพเรือต้องการและสถานการณ์ด้านงบประมาณเอื้ออำนวย

สรุป : เรือฟริเกตที่จัดหาในครั้งนี้ เป็นเรือฟริเกตที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในกองทัพเรือ มีความพร้อมมูลในการปฏิบัติการในทะเลทุกมิติ  โดยมีคุณลักษณะและขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ที่ได้รับมอบได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับความต้องการของกองทัพเรือ และบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการได้

ความเห็นผู้เขียน : ทั้งหมดคือข้อมูลที่ลงในเว็บไซต์กองทัพเรือในช่วงนั้น พลอยทำให้ทุกคนรวมทั้งผู้เขียนฝันถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM2 อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้ปราบเรือดำน้ำ VL ASROC รวมทั้งระบบเป้าลวงสมรรถนะสูง Nulka จากสหรัฐอเมริกาทั้งสามรายการ บังเอิญโชคร้ายสามทหารเสือลุงแซมไม่สามารถใช้งานร่วมกับเรือฟริเกตไทยได้ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM2 ต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงตัวใหญ่กว่านี้ รวมทั้งระบบอำนวยการรบไม่รองรับ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้ปราบเรือดำน้ำ VL ASROC ระบบอำนวยการรบไม่รองรับ ระบบอำนวยการรบสงครามใต้น้ำก็ไม่รองรับ ส่วนระบบเป้าลวงสมรรถนะสูง Nulka ยิงจากแท่นยิงแนวดิ่งถูกยกเลิกโครงการเป็นที่เรียบร้อย

         โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นข่าวโด่งดังมากที่สุด เพราะใช้งบประมาณค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการจัดซื้อในอดีต รวมทั้งเป็นการซื้อเรือฟริเกตใหม่เอี่ยมลำแรกในรอบ 20 ปี การดำเนินงานโครงการนี้เป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น วันที่ 7 สิงหาคม 2556 กองทัพเรือลงนามซื้อเรือฟริเกตจากบริษัท DSME มีการเผยแพร่ข้อมูลจากสื่อมวลชนเรือลำนี้จะถูกตั้งชื่อว่า เรือหลวงท่าจีน

สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือระบุว่า แบบเรือฟริเกตที่ได้รับการคัดเลือกพัฒนามาจากเรือพิฆาตชั้น Kwanggaeto Class Destroyer (KDX-I) เรือฟริเกตลำใหม่มีการออกแบบและสร้างเรือ โดยใช้มาตรฐานทางทหารของสหรัฐอเมริกาและกองทัพเรือเกาหลี รวมทั้งได้รับการรับรองจากสถาบันจัดชั้นเรือซึ่งเป็นสมาชิกของ IACS (International Association of Classifications Society) แต่ถึงกระนั้นแบบเรือยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จ

         ระหว่างการสร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำแรกของราชนาวีไทยที่เกาหลีใต้ มีการแก้ไขสัญญาจากกองทัพเรือไทยไปพร้อมกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากมีการปรับปรุงแบบเรือให้มีความเหมาะสมมากกว่าเดิม รายละเอียดการแก้ไขสัญญาประกอบไปด้วย

1.ขยายระยะเวลาส่งมอบงานจาก 1,800 วันเป็น 1,860 วัน (หรือเพิ่มขึ้น 2 เดือน)

2.ปรับปรุงความยาวดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์จาก 21.1 เมตรเป็น 23.6 เมตร เพื่อรองรับการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ S-70B ได้ดีกว่าเดิม กองทัพเรือเกาหลีใต้ในยุคนั้นใช้แต่เฮลิคอปเตอร์ Super Lynx บริษัทสร้างเรืออาจไม่ชำนาญการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่กว่าอย่าง S-70B

3.ขยายความยาวตลอดลำจาก 123 เมตรเป็น 124.1 เมตร

4.ปรับย้ายจุดติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx จากหัวเรือมาอยู่ท้ายเรือ

5.เพิ่มความสูงเสากระโดงรองจาก 10.2 เมตรเป็น 12.8 เมตร เพื่อให้เรดาร์ควบคุมการยิงและออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงบนเสากระโดงรองสูงกว่า Phalanx ซึ่งถูกย้ายมาอยู่ท้ายเรือ

6.ย้ายจุดติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.จากหลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มาอยู่ข้างเสากระโดงรอง

7.ย้ายจานรับสัญญาณดาวเทียมทางทหารจากท้ายเรือมาอยู่กลางเรือ

8.ย้ายจุดติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม.จากท้ายเรือมาอยู่ข้างสะพานเดินเรือ

9.ย้ายจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงจากข้างสะพานเดินเรือมาอยู่หน้าสะพานเดินเรือ

10.เพิ่มความสูงของปล่องระบายความร้อนหรือท่อแก๊สเสียให้สูงกว่าเดิม 3.4 เมตร


ผลการปรับปรุงทำให้หน้าสะพานเดินเรือมีพื้นที่ว่างตั้งโต๊ะปิงปองได้ ปล่องระบายความร้อนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เสากระโดงรองสูงขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มีอาวุธปืนรวมกันถึง 3 กระบอก รูปทรงเรือเน้นความแบนเรียบให้มากที่สุดเลือนหายไป ผู้เขียนไม่แน่ใจการปรับปรุงช่วยให้เรือทำภารกิจดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เพียงแต่แปลกใจเล็กน้อยทำไมไม่จัดการให้แล้วเสร็จก่อนมีการเซ็นสัญญาสร้างเรือ หนำซ้ำการปรับปรุงเรือก็มีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปล่องระบายความร้อนซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากแตะต้อง วันดีคืนดีถูกยกสูงมากกว่าเดิม 3.4 เมตรมันผิดปรกติไปหน่อยไหม

การสร้างเรือฟริเกตที่เกาหลีใต้

กองทัพเรือต้องการเรือฟริเกตรุ่นใหม่จำนวน 2 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าและเรือหลวงพุทธเลิศหล้า คณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือตัดสินใจเลือกบริษัท DSME ประเทศเกาหลีใต้ เป็นผู้สร้างเรือให้กองทัพเรือไทยในราคา 1.46 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัท DSME มีขีดความสามารถในการสร้างเรือที่มีประสิทธิผลทางยุทธการในการปราบเรือดำน้ำ ภายใต้งบประมาณของกองทัพเรือที่มีอยู่กำจัด ตามแผนการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 จะสร้างภายในประเทศไทย โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้ บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัดจะเป็นผู้ดำเนินการสร้างเรือโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท DSME และมีการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) กับกองทัพเรือในวันที่ 30 กันยายน 2559 ณ ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิมเป็นที่เรียบร้อย

ช่วงนั้นข่าวการสร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 ในประเทศดังกระหึ่มมาก ทุกคนพูดด้วยความมั่นใจเรือฟริเกต DW3000F งวดนี้มาแน่ มีการทำเอ็มโอยูร่วมกันแล้วจึงไม่น่ามีปัญหา ให้บังเอิญการสร้างเรือฟริเกตในประเทศจะเกิดขึ้นได้จริง กองทัพเรือต้องเซ็นสัญญาสั่งซื้อเรือฟริเกตลำที่ 2 จากบริษัท DSME เสียก่อน บังเอิญโชคร้ายโครงการสร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในประเทศไม่เกิดขึ้นจริง กองทัพเรือเปลี่ยนความตั้งใจนำงบประมาณมาจัดหาเรือดำน้ำ S26T จากประเทศจีนจำนวน 3 ลำ



การสร้างเรือที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นไปตามกำหนดการปรับปรุงใหม่ มีการใส่ชื่อเรือเป็นภาษาไทยว่า เรือหลวงท่าจีน ตรงตามรายงานจากสื่อมวลชน สิ่งที่มันค่อนข้างแปลกประหลาดอยู่ที่บริเวณบั้นท้ายเรือ มีการเปิดประตูเปิดปิดช่องปล่อยโซนาร์ลากท้ายเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อปกป้องระบบโซนาร์ทันสมัยจากเยอรมันจากคลื่นลมรวมทั้งน้ำทะเล อาจดูบวมฉึ่งไปสักหน่อยทว่าตอนใช้งานไม่มีปัญหา ผู้เขียนสงสัยแค่เพียงทำไมหมายเลข 471 ท้ายเรือถึงใหญ่ขนาดนั้น


ต่อมาในวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2561 พลเรือเอก พูลศักดิ์ อุบลเทพชัย ประธานที่ปรึกษากองทัพเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือทำพิธีรับมอบเรือหลวงท่าจีน (ลำที่ 3) ที่เกาหลีใต้ ตามแผนการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจะเดินถึงไทย 6 มกราคม 2562  และเข้าประจำการกองเรือยุทธการ

วันที่ 5 มกราคม 2562 กองทัพเรือไทยจัดกระบวนเรือต้อนรับเรือหลวงท่าจีน (ลำที่3) ประกอบไปด้วย เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน และเรือหลวงรัตนโกสินทร์

วันที่ 6 มกราคม 2562 เรือหลวงท่าจีนจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ดใน จะมีการจัดพิธีต้อนรับเรือและขึ้นระวางประจำการในวันที่ 7 มกราคม 2562 ณ ท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ต่อมาในช่วงกลางดึกมีการเปลี่ยนป้ายชื่อเรือจากเรือหลวงท่าจีนเป็นเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากเรือได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทนชื่อเดิม

บทสรุป : เรื่องราวของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 1 สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ปัจจุบันกองทัพเรือมีโครงการจัดหาเรือฟริเกตขนาด 3,000-4,000 ตันจำนวน 4 ลำ ผู้เขียนขออวยพรให้โครงการประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์แบบ จำนวนเรือไม่สูญหายกลางทางเนื่องจากเหตุผลมากมายนานัปการ รวมทั้งขอให้อุตสาหกรรมสร้างเรือในประเทศได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุด

 

อ้างอิงจาก

https://www.navy.mi.th/610462fd713919e8c32a11a1f83cf5a8

https://thaidefense-news.blogspot.com/2013/08/blog-post_27.html

https://thaidefense-news.blogspot.com/2018/12/blog-post_18.html

 

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

Next Generation Patrol Vessel

 

วันที่ 30 กันยายน 2567 กองทัพเรือประกอบพิธีปลดประจำการเรือหลวงท้ายเหมืองและเรือหลวงกันตัง ทั้งสองลำเป็นเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบซึ่งถูกจัดหามาใช้งานจำนวน 6 ลำ ส่งผลให้เรือตรวจการณ์ขนาดปานกลางราชนาวีไทยลดลงจาก 10 ลำเหลือ 8 ลำ และมีแนวโน้มจะลดเหลือเพียง 4 ลำภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี เนื่องจากเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบที่เหลืออีก 4 ลำมีอายุราชการ 38 ปีขึ้นไป ใกล้ถึงเวลาปลดประจำการตามเรือสองลำแรกที่ล่วงหน้าไปก่อน

เวลาเดียวกันเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุจำนวน 3 ลำ อายุการใช้งานมากกว่า 33 ปีเหลือเวลาไม่นานเท่าไร ต้องปลดประจำการถัดจากเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบในอีกประมาณ 5 ปี ผู้เขียนจึงได้ริเริ่มโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่หรือ Next Generation Patrol Vessel ใช้ชื่อย่อว่า NGPV เป็นทั้งชื่อโครงการและชื่อแบบเรือ นำมาประจำการทดแทนเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบและเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุ โดยใช้แบบเรือเดียวกันติดอาวุธแตกต่างกันเล็กน้อยตามภารกิจเรือ กำหนดแบบเรือให้คณะกรรมการคัดสรรแบบเรือคัดเลือกจำนวน 3 รุ่นประกอบไปด้วย

1. NGPV 70

เป็นเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ระวางขับน้ำ 1,000 ตัน ยาว 70.8 เมตร กว้าง 12.1 เมตร กินน้ำลึกสุด 3.2 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 24 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,200 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต ออกทะเลได้นานสุด 21 วัน

รูปทรงคล้ายเรือขนาดใหญ่มีความทนทะเลค่อนข้างสูง ข้างปล่องระบายความร้อนคือจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 5 เมตรจำนวน 2 ลำ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5 ตันบริเวณท้ายเรือ และมีโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับจำนวน 1 ลำ ลานจอดสามารถปรับเปลี่ยนเป็นจุดวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตจำนวน 2 ใบ หรือใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับทำภารกิจช่วยเหลือประชาชน

ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เวอร์ชันตุร์เคียอัตรายิง 85 นัดต่อนาที กับปืนกลขนาด 12.7 มม.อีกจำนวน 2 กระบอก มีจุดติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.จำนวน 1 กระบอกเหนือโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ ทว่ายังไม่มีการจัดหามาใช้งานปล่อยว่างแบบนี้ไปก่อน หน้าสะพานเดินเรือคือจุดรับส่งสิ่งของทางทะเล สามารถติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงขนาด 130 มม.ได้จำนวน 2 แท่นยิง ระบบอำนวยการรบกับออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงจากประเทศสเปนเหมือนเรือหลวงช้าง ติดตั้งเรดาร์เดินเรือจำนวน 2 ตัวพร้อมระบบสื่อสารตามมาตรฐานลูกประดู่ไทย

ส่วนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ NGPV 70 Batch 2 จะมีการติดตั้งโซนาร์หัวเรือขนาดเหมาะสมกับตัวเรือเพิ่มเติมเข้ามา พร้อมแท่นยิงแฝดสามตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 2 แท่นยิงที่ด้านข้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เรืออาจติดตั้งเรเดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Sea Giraffe 1X ระยะตรวจจับ 100 กิโลเมตร แท่นยิง SIMBAD-RC ขนาด 4 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Mistral 3 ระยะยิง 7 กิโลเมตรเหนือโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับจำนวน 1 แท่นยิง รวมทั้งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโดขนาด 6 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือจำนวน 2 แท่นยิง เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เรือทำภารกิจในพื้นที่มีความเสี่ยงสุงได้ดีกว่า NGPV 70 Batch 1

NGPV 70 ขนาดใหญ่กว่าเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบประมาณ 20 เมตร ใหญ่กว่าเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุประมาณ 8 เมตร การใช้งานในทะเลลึกย่อมดีกว่ากันตามขนาดเรือ และด้วยเหตุนี้ราคาเรือย่อมสูงกว่าเดิมตามกันไปด้วย การจัดหาจึงแบ่งเป็น NGPV 70 Batch 1 จำนวน 4 ลำทดแทนเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 6 ลำ และ NGPV 70 Batch 2 จำนวน 2 ลำทดแทนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุจำนวน 3 ลำ นอกเสียจากรัฐบาลไทยบังเอิญเจอขุมทองโกโบริถึงอาจได้เรือจำนวนเท่าเดิม

2. NGPV 65

เป็นเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ระวางขับน้ำ 880 ตัน ยาว 65.7 เมตร กว้าง 12.1 เมตร กินน้ำลึกสุด 3.2 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 24 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,200 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต ออกทะเลได้นานสุด 21 วัน ระบบเรดาร์และระบบอาวุธเหมือน NGPV 70 ทั้งหมดเพราะอยู่ในโครงการเดียวกัน

คุณสมบัติโดยรวมเหมือน NGPV 70 ซึ่งใหญ่กว่ากันนิดหน่อย แต่ถูกออกแบบสไตล์อังกฤษหัวเรือสูงกว่า NGPV 70 ประมาณ 40 เซนติเมตร พลอยทำให้สะพานเดินเรือรูปทรงห้าเหลี่ยมความสูงลดลง ไม่มีการต่อเติมระเบียงยื่นยาวออกมานอกกราบเรือ การจัดวางเสากระโดง ปล่องระบายความร้อน จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 5 เมตร จุดติดตั้งปืนรอง และโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับใกล้เคียง NGPV 70 ลานจอดท้ายเรือสำหรับอากาศยานไร้คนขับ Camcopter S-100 หรือ MARCUS-B (ถ้าเป็นรุ่นพับปีกได้จะดีมาก) หรือใช้วางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตจำนวน 2 ใบ

NGPV 65 ขนาดเล็กกว่า NGPV 70 ประมาณ 5 เมตร แบบเรือมีความแตกต่างเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกองทัพเรือ สามารถปรับเปลี่ยนเป็นส่วนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำได้ โดยยังมีคุณลักษณะเหมือนเดิมรวมทั้งลานจอดอากาศยานขนาดเล็ก การจัดหาเรือยังเป็น NGPV 65 Batch 1 จำนวน 4 ลำกับBatch 2 จำนวน 2 ลำเหมือนเดิม เพียงแต่ด้วยราคาที่ถูกลงนิดหน่อยตามระวางขับน้ำ อาจจัดหาปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.เพื่อใช้เป็นปืนรองตั้งแต่เริ่มเข้าประจำการ

3. NGPV 60

เป็นเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ที่มีความแตกต่างจาก NGPV 70 และ NGPV 65 ระวางขับน้ำ 700 ตัน ยาว 60.5 เมตร กว้าง 11.5 เมตร กินน้ำลึกสุด 3.0 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 24 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต ออกทะเลได้นานสุด 21 วัน ระบบเรดาร์และระบบอาวุธเหมือน NGPV 70 ที่เป็นเรือใหญ่กว่า

รูปทรงเรือโดยรวมมีความคล้ายคลึงเรือหลวงกระบี่ไม่มากก็น้อย หัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ตามปรกติ สะพานเดินเรือ เสากระโดง และปล่องระบายความร้อนรูปทรงใกล้เคียง NGPV 65 พื้นที่ว่างท้ายเรือนอกจากใช้เป็นจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 5 เมตรจำนวน 2 ลำ ยังเหลือพื้นที่มากเพียงพอใช้เป็นลานจอดอากาศยานไร้คนขับ สามารถวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตจำนวน 2 ใบ หรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 4 แท่นยิงเพิ่มอำนาจการยิง หรือติดตั้งแท่นยิงแฝดสามตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 2 แท่นยิงกับรางปล่อยระเบิดลึก

NGPV 60 เป็นแบบเรือง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ยุ่งยากซับซ้อนทั้งการสร้าง การซ่อมบำรุง หรือการติดตั้งอาวุธเพิ่มเติม เพียงแต่ขนาดค่อนข้างเล็กสู้คลื่นลมได้น้อยกว่า NGPV 70 และ NGPV 65 และด้วยขนาดเรือจึงสามารถจัดหา NGPV 60 Batch 1 จำนวน 6 ลำกับ Batch 2 จำนวน 3 ลำได้อย่างพอดีกับเงินในกระเป๋า (ไม่รวมปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.) ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการคัดสรรแบบเรือชอบเรือเล็กราคาประหยัด หรือเรือใหญ่ราคาแพงกว่าที่สามารถใช้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งได้

และนี่ก็คือ 3 ทางเลือกจากโครงการ Next Generation Patrol Vessel แห่งราชนาวีไทย

บทสรุป

         เรือตรวจการณ์อเนกประสงค์รุ่นใหม่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย สามารถทำภารกิจได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง โดยมีค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุงน้อยกว่าตามขนาดเรือ มีความคล่องตัวต่อการทำภารกิจมากมายในเขตน้ำตื้น ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เวอร์ชันตุร์เคียกับปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอกมากเพียงพอในการป้องกันตัว ส่วนปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.ไว้สร้างเรือครบทุกลำค่อยจัดหามาใช้งานในภายหลังก็ยังทัน

หากเกิดสงครามทางทะเลเรือ NGPV จะอยู่ในแนวป้องกันที่สาม ต่อจากกองเรือฟริเกตอันแสนเกรียงไกร และกองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งอันสุดแกร่งกล้า เท่ากับว่าโอกาสเข้าปะทะจริงในสนามรบจริงเกิดขึ้นค่อนข้างยาก ส่วนในภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ไล่จับเรือประมงต่างชาติ ปืนหลักกับปืนรองบนเรือใช้ป้องกันตัวได้อย่างสบายไร้ความวิตกกังวล หากกองทัพเรือไม่พอใจอาจนำปืนกลขนาด 20 มม.จากเรือเก่ามาติดตั้งเพิ่ม

ต้องเข้าใจนะครับว่าเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ใช้ในยามสงบเป็นหลัก หากติดอาวุธราคาแพงมากเกินตัวจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม โอกาสจัดหาเรือครบทุกลำตามแผนการย่อมน้อยลง รวมทั้งอาวุธราคาแพงอาจถูกบั่นทอนประสิทธิภาพหรือเสียหาย อันเกิดจากการใช้งานเรือหนักเกินไปเพราะต้องลาดตระเวนตรวจการณ์บ่อยครั้ง ไม่เหมือนเรือคอร์เวตหรือเรือฟริเกตซึ่งออกทำภารกิจน้อยกว่า ขนาดเรือก็ใหญ่กว่าอาวุธบนเรือย่อมสัมผัสน้ำทะเลน้อยกว่าตามกันไปด้วย

โครงการ Next Generation Patrol Vessel เกิดขึ้นโดยฝีมือคนไทยได้อย่างแน่นอน บริษัทสร้างเรือในประเทศทุกรายสามารถสร้างเรือตระกูล NGPV ได้ด้วยตัวเอง หากกองทัพเรือต้องการสนับสนุนสินค้าไทยย่อมสามารถขึ้นโครงการได้ทันที

ภาพประกอบสร้างโดย : Google Gemini AI

หมายเหตุ : ภาพที่สร้างจาก Google Gemini AI ผู้เขียนนำมาปรับปรุงอีกครั้ง ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นและตรงตามเนื้อหาบทความมากขึ้น รวมทั้งทำให้ภาพประกอบไม่ดูรกหูรกตามากเกินไป

 

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

Small Combattant Vessel

 

เรือคอร์เวตชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์แห่งราชนาวีไทย ถูกยกย่องว่าเป็นเรือเล็กติดอาวุธล้นลำมีพิษสงน่าเกรงขาม เป็นเรือขนาดไม่เกิน 1,000 ตันที่ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aspide เพียงไม่กี่ลำบนโลก หนำซ้ำยังมีระบบปราบเรือดำน้ำทันสมัยที่สุดเท่าที่สามารถติดได้ เสียดายแค่เพียงไม่ได้ตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx กับระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มสูบตามแผนการ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเรือในตำนานให้เหล่าลูกเรือทั่วโลกเล่าขานสืบไป

         เรือหลวงรัตนโกสินทร์ทำให้ผู้เขียนอยากรวบรวมข้อมูลว่า นับจากปี 2020 เป็นต้นมามีเล็กติดอาวุธล้นลำชั้นไหนถูกจัดหาเข้าประจำการบ้าง จนได้พบเจอข้อมูลน่าสนใจนำมารวบรวมเป็นบทความยาว เก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงเรื่องอะไรก็ตามในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล

Falaj-3 Class Combatant Offshore Patrol Vessel

ระหว่างปี 2021 โดยบริษัท Abu Dhabi Ship Building ประเทศยูเอีซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท EDGE Group ประเทศฝรั่ง ได้รับสัญญาสร้างเรือจากกองทัพเรือยูเออี โดยใช้แบบเรือจากบริษัท ST Engineering ประเทศสิงคโปร์ มาปรับปรุงเพิ่มเติมกลายเป็นเรือเรือตรวจการณ์ขนาดกลางที่มีพิษสงร้ายกาจ

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2023 โครงการ Falaj-3 เริ่มประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือลำแรก เดือนมกราคม 2025 มีการประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ต่อมาในงานแสดงอาวุธ NAVDEX 2025 เดือนมีนาคม 2025 เรือลำแรกซึ่งถูกตั้งชื่อว่า Al Taf (P 163) ถูกนำมาจัดแสดงในสภาพสร้างเสร็จสมบูรณ์ เป็นการยืนยันว่าโครงการสร้างเรือเองในประเทศของยูเออีประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย

Al Taf (P 163) มีระวางขับน้ำ 641 ตัน ยาว 62.7 เมตร กว้าง 9.5 เมตร กินน้ำลึกสุด 3.4 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 4 ตัว ความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต ใช้ลูกเรือจำนวน 39 นาย มีเรือยางท้องแข็งจำนวน 1 ลำอยู่กราบซ้ายเรือ โดยมีแผ่นวัสดุปิดตามสไตล์เรือรุ่นใหม่ลดการตรวจจับจากคลื่นอิเล็กทรอนิกส์

เรือลำจริงติดอาวุธแตกต่างจากภาพในโบร์ชัวร์เล็กน้อย โดยเปลี่ยนมาใช้ปืนใหญ่ OTO 76/62 STRALES ยิงกระสุนนำวิถีต่อสู้อากาศยาน DART ได้ พื้นที่ว่างหน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA และหรือ VL MICA NG หลังเสากระโดงติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.รุ่น M230LF จำนวน 2 กระบอก ต่อด้วยแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือ MM 40 Exocet Block 3 จำนวน 4 ท่อยิง แท่นยิงเป้าลวง MASS กระดกแท่นยิงได้จากเยอรมันจำนวน 2 แท่นยิง แท่นยิง Mk49 ขนาด 21 ท่อยิงจำนวน 1 ระบบ สำหรับระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM Block 1A และ RAM Block 2 ปิดท้ายด้วยแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีเลเซอร์ Halcon LOGIR ขนาด 12 ท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิง

Al Taf (P 163) ใช้ระบบอำนวยการรบ ATHENA C Mk2 จากอิตาลี เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Kronos Naval High Power และเรดาร์ควบคุมการยิง NA-30S Mk2 จากอิตาลีเช่นเดียวกัน บนเสากระโดงทรงพีระมิดติดตั้งกล้องออปโทรนิกส์ SPYNEL จำนวน 2 ตัวสำหรับควบคุมการยิง Halcon LOGIR ใช้ระบบดักจับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์ ELT/332 RESM/CESM จากบริษัท Elettronica ประเทศอิตาลีเช่นเดียวกัน

โครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งสมรรถนะสูงชั้น Falaj-3 จำนวน 4 ลำ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 950 ล้านเหรียญ (รวมการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีทุกชนิด) จับมาหารสี่ได้ราคาเฉลี่ยลำละ 237.5 ล้านเหรียญหรือ 7,708 ล้านบาท เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการตามสไตล์เจ้าพ่อน้ำมันนั่นเอง

นอกจากสร้างเรือใช้เองในประเทศไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ ยูเออียังสามารถขายเรือชั้นนี้ได้เงินก้อนโตน่าอิจฉาไม่ใช่น้อยๆ วันที่ 3 กรกฏาคม 2025 บริษัท EDGE Group ออกมาประกาศว่า กองทัพเรือคูเวตเซ็นสัญญาจัดหาเรือชั้น Falaj-3 จำนวน 8 ลำในวงเงิน 2.45 พันล้านเหรียญหรือ 77,980 ล้านบาท หรือลำละ 9,747.5 ล้านบาทแพงกว่าเรือยูเออีลำละ 2,000 ล้านบาท

เรือทุกลำสร้างโดย Abu Dhabi Ship Building หรือ ADSB อู่ต่อเรือทันสมัยที่สุดของยูเออี

ระบบเรดาร์และอาวุธบนเรือคาดว่าเหมือนเวอร์ชันกองทัพเรือยูเออี ยกเว้นอาจเปลี่ยนมาใช้ปืนใหญ่ OTO 76/62 mm Super Rapid รุ่นปรกติ และอาจติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MANSUP-ER สินค้าของ EDGE Group รวมทั้งคาดว่าราคา 2.4 พันล้านเหรียญรวมระบบอาวุธทั้งหมดเรียบร้อยแล้วต้องรอดูเวอร์ชันจริงเรือชั้น Falaj-3 กองทัพเรือคูเวตกันต่อไป

Musherib class Offshore Patrol Vessel

ระหว่างปี 2016 กองทัพเรือกาตาร์เซ็นสัญญาจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 2 ลำจากบริษัท Fincantieri ประเทศอิตาลี เรือลำแรก Musherib Q61 เข้าประจำการวันที่ 22 มกราคม 2022 ส่วนเรือลำที่สอง Sheraouh Q62 เข้าประจำการวันที่ 7 กรกฎาคม 2022 ราคาเรือผู้เขียนไม่ทราบเนื่องจากกองทัพเรือกาตาร์ซื้อเรือจาก Fincantieri รวดเดียวจำนวน 7 ลำ ประกอบไปด้วยเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบจำนวน 1 ลำ เรือคอร์เวตป้องกันภัยทางอากาศจำนวน 4 ลำ และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งซึ่งมีความแตกต่างจากเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งโดยทั่วไปจำนวน 2 ลำ


เรือชั้น Musherib มีระวางขับน้ำเต็มที่ 725 ตัน ยาว  63.8 เมตร กว้าง 9.2 เมตร กินน้ำลึก 2.6 เมตร ใช้เครื่องยนต์ CODOD ทำความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 1,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต ออกทะเลได้นานสุด 21 วัน ใช้ลูกเรือจำนวน 38 นาย รูปร่างหน้าตาคล้ายเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ทันสมัย ติดตั้งเสากระโดงทรงพีระมิดขนาดใหญ่ค่อนข้างกลมกลืนกับตัวเรือ ส่งผลให้เรือดูดุดันน่าเกรงขามทุกมุมมอง เสียดายถ้าใส่เหล็กกันโครงแบบทืบทั้งหัวเรือและท้ายเรือ (เฉพาะหัวเรือก็ได้) จะช่วยให้เรือสวยดุดันกลมกลืนและดูสมส่วนมากกว่าเดิม

ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ OTO 76/62 Super Rapid ต่อด้วยแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8 ท่อยิงสำหรับอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL Mica ข้างสะพานเดินเรือติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก พื้นที่ว่ากลางเรือติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ Marlin 30 มม.จำนวน 2 กระบอก ท้ายเรือติดตั้งแท่นยิงอาวุธนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM 40 Exocet Block 3 จำนวน 4 ท่อยิง มีเรือยางท้องแข็งขนาด 4.6 เมตรจำนวน 1 ลำบริเวณบั้นท้ายเรือ

เรือใช้ระบบอำนวยการรบ ATHENA C Mk2 เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Kronos Naval HP (Kronos Naval High Power) รุ่นใหม่ทันสมัยระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร เรดาร์ควบคุมการยิง NA-30S Mk2 จำนวน 1 ตัว ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Medusa Mk4B  จำนวน 1 ตัว ระบบดักจับคลื่นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ELT/332 RESM/CESM อุปกรณ์ทั้งหมดนี้มาจากอิตาลีผู้สร้างเรือ รวมทั้งมีระบบเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี Sylena Mk2 อีกจำนวน 2 แท่นยิง

เหตุผลที่เรือชั้น Musherib ติดอาวุธมากกว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทั่วไป เนื่องจากกองทัพเรือกาตาร์อยากให้ทำภารกิจเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีหรือ Fast Patrol Vessel (FPV) ด้วยอีกหนึ่งหน้าที่ แน่นอนที่สุดราคาย่อมแพงกว่าเรือขนาดเดียวกันโดยทั่วไป แต่น่าจะต่ำกว่าเรือชั้น Falaj-3 ของกองทัพเรือยูเออีเพราะจากไม่มีระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด

ถือเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาด 62 เมตรที่ทรงประสิทธิภาพลำหนึ่งของโลก

การจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งระหว่างยูเออีกับกาตาร์แตกต่างกันพอสมควร ยูเออีต้องการสร้างเรือในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และถือโอกาสขายเรือให้กับเพื่อนบ้านผู้ครอบครองบ่อน้ำมันไปพร้อมกัน ส่วนกาตาร์ยังไม่มีความพร้อมเรื่องการสร้างเรือเน้นซื้ออย่างเดียว ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนเรื่องอู่ต่อเรือ อุปกรณ์สร้างเรือ หรือเจ้าหน้าที่ฝีมือเชี่ยวชาญ เป็นแนวทางของแต่ละชาติไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขากำหนดนโยบายระยะยาวในการป้องกันประเทศไว้แบบใด

BR71 Mk II COMBATTANTE Corvette

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2023 กองทัพเรือแองโกล่า เซ็นสัญญามูลค่า 1 พันล้านยูโรร่วมกับบริษัท Abu Dhabi Ship Building หรือ ADSB ในโครงการจัดหาเรือคอร์เวต BR71 Mk II Combattante จำนวน 3 ลำน่าจะรวมอาวุธจำนวนหนึ่งด้วย ราคาเฉลี่ยลำล่ะ 333.33 ล้านยูโรหรือ 12,430 ล้านบาท

เรือคอร์เวตชั้น BR71 Mk II Combattante คือการนำแบบเรือคอร์เวตชั้น Baynunah กองทัพเรือยูเออีมาปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม สะพานเดินเรือค่อนข้างยาวมองเห็น 270 องศา เสากระโดงรูปทรงพีระมิดจากอิตาลีเหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Musherib กองทัพเรือกาตาร์ เรือถูกออกมาแบบให้ทำภารกิจในเขตน้ำตื้นได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งภารกิจปราบเรือผิวน้ำ ป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยทางทะเล ป้องกันชายฝั่งแองโกล่าความยาว 1,600 ไมล์ทะเลได้เป็นอย่างดี

ระวางขับน้ำของ BR71 Mk II Combattante ยังไม่เป็นที่เปิด ยาว 70.3 เมตร กว้าง 11 เมตร กินน้ำลึก 3 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล MTU จำนวน 4 ตัวพร้อมระบบ Waterjet ทำความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอต ใช้ลูกเรือ 50 นาย มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5 ตันที่ท้ายเรือ ถัดเข้ามาเล็กน้อยคือจุดจอดเรือยางท้องแข็งขนาด 6 เมตรจำนวน 2 ลำในโรงเก็บถาวร จุดติดตั้งอาวุธอาจเป็นเป็นรองเรือคอร์เวตชั้น Baynunah  ทว่าใช้งานเรือในภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์ยามปรกติได้ดีกว่าเดิม

ระบบอาวุธป้องกันตัวเองประกอบไปด้วย หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.รุ่นยอดนิยม ถัดไปคือแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA กลางเรือติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ LIONFISH จากอิตาลีขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก ต่อด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 3 จำนวน 8 นัด หรืออาจเปลี่ยนเป็น MANSUP-ER ระยะยิง 200 กิโลเมตรที่ยูเออีผลิตร่วมกับบราซิลก็ได้ ปิดท้ายที่แท่นยิง Simbad-RC สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ Mistral 3 อีก 2 แท่นยิงจำนวน 4 นัด เหมาะสมกับการเผด็จศึกอากาศยานไร้คนขับโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า VL MICA หรือ ESSM

เรือใช้ระบบอำนวยการรบ ATHENA C Mk2 เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Kronos Naval HP เรดาร์ควบคุมการยิง NA-30S Mk2 จำนวน 1 ตัว ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Medusa Mk4B  จำนวน 1 ตัว ระบบดักจับคลื่นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ELT/332 RESM/CESM อุปกรณ์ทั้งหมดนี้มาจากอิตาลีเหมือนเรือชั้น Musherib รวมทั้งมีระบบเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี Sylena Mk2 อีกจำนวน 2 แท่นยิง

ภาพประกอบคือเรือคอร์เวตชั้น BR71 Mk II Combattante ลำแรกสร้างในเมือง Cherbourg ประเทศฝรั่งเศส ส่วนเรืออีก 2 ลำอยู่ระหว่างสร้างไปพร้อมกันโดยบริษัท ADSB ประเทศยูเออี ถือเป็นการส่งออกเรือคอร์เวตครั้งแรกจากประเทศพ่อค้าน้ำมันผู้มีแนวคิดกว้างไกล ยอมทุ่นเงินก้อนโตจัดตั้งบริษัทสร้างเรือขนาดใหญ่ทันสมัย เพื่อขายสินค้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งประเทศที่ต้องการ และสามารถทำได้จริงสร้างอนาคตที่ดีบวกความยั่งยืนกิจการอู่ต่อเรือของตัวเอง

กองทัพเรือแองโกล่าอยู่ระหว่างการเสริมสร้างกองเรือให้แข็งแกร่งกว่าเดิม นอกจากเรือคอร์เวตขนาด 70.3 เมตรจำนวน 3 ลำจากบริษัท ADSB ประเทศยูเออีซึ่งใช้แบบเรือฝรั่งเศส พวกเขายังสั่งซื้อเรือชนิดต่างๆ จากบริษัท CMN ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ EDGE Group เหมือน ADSB จำนวน 20 ลำมูลค่ามากถึง 495 ล้านยูโรอาทิเช่น เรือลำเลียงพลขนาด 70 เมตรชั้น LCT 200-70 จำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์ไตรมารันชั้น Ocean Eagle 43 จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์ชั้น Vigilante 1400 ขนาด 1,400 ตัน ยาว 79 เมตรจำนวน 1 ลำ หรือเรือตรวจการณ์ชั้น HIS 32 ขนาด 32 เมตรจำนวน 3 ลำซึ่งส่งมอบแล้ว นอกจากนี้ยังมีเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กจากอิตาลีกับอิสราเอลจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล C295MP จำนวน 3 ลำจากสเปน

บทสรุป

เรือเล็กติดอาวุธล้นลำยังคงขายได้เรื่อยๆ ไม่แตกต่างจากเรือชนิดอื่น ลูกค้าต้องการนำมาปกป้องน่านน้ำตัวเองโดยเฉพาะในเขตน้ำตื้น ต้องการความคล่องตัว ความรวดเร็ว และอำนาจการยิงเหนือกว่าเรือตรวจการณ์หรือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง โดยต้องยอมรับเรื่องราคาเรือไม่ได้ย่อมเยาว์ตามความยาวหรือระวางขับน้ำ เท่ากับว่ายังมีที่ว่างให้แบบเรือเล็กติดอาวุธล้นลำรุ่นอื่นได้แจ้งเกิด

อ้างอิงจาก

https://edgegroupuae.com/solutions/br71-mk-ii-combattante

https://www.navalnews.com/naval-news/2025/07/angolan-navy-br71-mkii-corvette-program-progresses/

https://web.facebook.com/photo?fbid=1032208898489498&set=pcb.1813202062495210

https://www.calibredefence.co.uk/edge-to-build-falaj-3-missile-boats-for-kuwait-in-record-deal/?fbclid=IwY2xjawOPQsFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFNWUNKNmEzUU4zTFFYdHdhc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtYVlcfvQbJSXov38RXN24d2Tci1BvNlVkyKE1CtnBBNNNnsHbwxKHDgZylj_aem_h_-HzQL3jq9YzPxtNDwxxg

https://edgegroupuae.com/solutions/60m-falaj-3