วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

TF-100 Frigate

 

วันที่ 12 มีนาคม 2004 กองทัพเรือตุรเคียขึ้นโครงการเรือแห่งชาติหรือ MILGEM Project โดยความร่วมมือจากบริษัทเอกชนในประเทศมากกว่า 50 ราย โครงการนี้เริ่มต้นจากการสร้างเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ใช้แบบเรือพัฒนาเองในประเทศรูปทรงทันสมัยไม่แพ้ชาติอื่น

จุดกำเนิดโครงการ

แรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้กำหนดความต้องการจำนวน 12 ลำ แบ่งเป็นเรือคอร์เวตจำนวน 8 ลำ นำมาทดแทนเรือคอร์เวตรุ่น D'Estienne d'Orves และ Burak กับเรือฟริเกตเบา TF-100 ติดแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 4 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตชั้น MEKO 200TN ต่อมามีการปรับเปลี่ยนลดเรือคอร์เวตเหลือเพียง 4 ลำ และเพิ่มเรือฟริเกต TF-100 เป็น 8 ลำ จากนั้นจึงขึ้นโครงการเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ติดอาวุธค่อนข้างมากไม่แตกต่างจากเรือพิฆาต

สังเกตนะครับตอนตั้งโครงการ TF-100 ถูกเรียกขานเรือฟริเกตเบา เหตุผลแท้จริงเป็นเช่นไรโปรดติดตามต่อไป

รู้ประวัติความเป็นมาแล้วเข้าสู่เรื่องราวกันต่อ เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น Ada ลำแรกสร้างในปี 2005 เข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียวันที่ 27 กันยายน 2011 เพราะเป็นเรือลำแรกของโครงการย่อมมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ต้องใช้เวลาปรับปรุงเรือให้เหมาะสมประมาณ 3 ปี ระหว่างสร้างเรือลำสุดท้ายรัฐบาลตรุเคียอนุมัติให้สร้างเรือลำที่ 5 เพิ่ม เป็นเรือไม่ติดอาวุธใช้ทดสอบระบบเรดาร์และระบบอาวุธ ส่งผลให้ยอดรวมเรือคอร์เวตสร้างเองในประเทศเท่ากับ 5 ลำ

ต่อมาในปี 2017 เรือฟริเกตเบา TF-100 ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น I-Class และเรียกว่าเรือฟริเกตเฉยๆ เริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2021 มีการทดสอบกินเวลายาวนาน 3 ปีก่อนเข้าประจำการจริง ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul

เรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตจากโครงการ

ภาพประกอบที่หนึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างเรือคอร์เวตชั้น Ada ภาพบน กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ภาพล่าง

ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตเรือคอร์เวตชั้น Ada ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ เท่ากับว่าตุรเคียนำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มความยาว 13.7 กับเพิ่มความสูงตัวเรือใต้น้ำ 20 เซนติเมตร เพื่อพัฒนาเรือฟริเกตชั้น Istanbul สุดยอดขวัญใจติ่งไก่งวง

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตเบาจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือคอร์เวตเพิ่มความยาวจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่เช่นเดียวกัน

การขยายความยาวเรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจาก 8 ท่อยิงเป็น 16 ท่อยิง กับเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือ แต่การปรับปรุงทำให้สัดส่วนระหว่างความกว้างเรือกับความยาวเรือลดลง แม้ไม่ส่งผลเสียร้ายแรงมองเห็นชัดเจนทว่าตัวเลขเปลี่ยนไปจากเดิม

เรามาตรวจสอบข้อมูลเรือฟริเกตชั้น Formidable กองทัพเรือสิงคโปร์กันสักนิด เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3 เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette จากยุค 90 มาปรับปรุงให้ติดตั้งอาวุธมากกว่าเดิม จะเห็นนะครับว่าความยาวเรือสิงคโปร์กับเรือตุรเคียต่างกัน 1.6 เมตร แต่เรือสิงคโปร์ซึ่งมีอายุมากกว่ากลับกว้างกว่าถึง 1.9 เมตร ฉะนั้นถ้าพูดถึงความทันสมัยเรือฟริเกตชั้น Istanbul ย่อมไม่ใช่หมายเลขหนึ่ง

นอกจากสร้างเข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียจำนวน 8 ลำ กองทัพเรืออินโดนีเซียยังขอซื้อเรือฟริเกตชั้น Istanbul จำนวน 2 ลำราคาลำละ 500 ล้านเหรียญ และเรือลำนี้ทำให้ติ่งไก่งวงประเทศไทยมีความมั่นใจเปี่ยมล้น ชั่วดีถี่ห่างอย่างไรราชนาวีไทยต้องเลือกเรือฟริเกตชั้น Istanbul อารมณ์ประมาณว่านอนมาพระสวดแต่งตัวรอตั้งแต่รุ่งสาง

เรือฟริเกตตุรเคียกับราชนาวีไทย

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกความน่าจะเป็นโครงการเรือฟริเกตกองทัพเรือไทย เนื่องจากผู้เขียนไม่มี TOR โครงการปัจจุบันในมือ จึงขอเปรียบเทียบกับ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี 2555 ข้อเท็จจริงอาจตรงบ้างไม่ตรงบ้างผู้อ่านโปรดพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน

ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย

1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือลำนี้ติดตั้งระบบ Aselsan ทั้งลำ

2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน เพราะเรือลำนี้ติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ

3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบขับเคลื่อน CODAG บนเรือคอร์เวตชั้น Ada กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ความต้องการราชนาวีไทยได้รับการตอบสนองดีที่สุดเท่าที่สามารถหาได้บนโลกใบนี้ เรือฟริเกตของเราจะไม่มีปัญหาระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน นอกเสียจากเปลี่ยนอะไหล่ที่ต้องจัดการตามวงรอบตามคู่มือ

4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือทุกลำในโครงการ MILGEM Project ยังไม่มีการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย

ภาพประกอบที่สองคือบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ซึ่งมีทุกอย่างเหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul พื้นที่ตรงกลางคือจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตร มาพร้อมช่องปล่อยขนาดเล็กกะทัดรัด และสะพานขึ้นเรือมีล้อเลื่อนรูปทรงตะมุตะมิ เห็นข้างนอกดูน่าอึดอัดแบบนี้ข้างในเรือน่าอึดอัดมากกว่า และเนื่องมาจากบั้นท้ายมีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพิ่มเข้ามา จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาเรือจึงถูกถอดออก เหลือเพียงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งกราบซ้ายเรือตามภาพประกอบที่หนึ่ง

ผู้อ่านทุกคนคงคุ้นเคยจุดรับส่งเรือเรือยางท้องแข็งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น OPV 80 กับเรือฟริเกตชั้น MEKO A-100 จากเยอรมัน ซึ่งมีความใหญ่โตอลังการงานสร้างราวกับอู่ลอยเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์ ต่างจากเรือตุรเคียซึ่งขนาดเล็กเสียจนใช้งานไม่สะดวกเท่าที่ควร โดยเฉพาะช่วงเวลาคลื่นลมแรงอาจเกิดอันตรายได้ทุกวินาที

เหตุผลที่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดค่อนข้างเล็ก เพราะความสูงท้ายเรือค่อนข้างน้อยตามแบบฉบับเรือรุ่นเก่า ต่างจากเรือรุ่นใหม่ซึ่งเน้นความเอนกประสงค์ มีการเพิ่มความสูงท้ายเรือเพิ่มพื้นที่ใช้งานใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ สามารถติดตั้งโซนาร์ลากท้ายได้โดยไม่เคอะเขิน เพียงแต่รูปทรงเรืออาจไม่เรียวแหลมจนใครหลายคนบอกว่าไม่สวย

การปรับปรุงเรือ

เรามาชมภาพบั้นท้ายเรือฟริเกตชั้น Istanbul ในภาพประกอบที่สาม จะเห็นนะครับว่าเหมือนบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ยันเงา มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตรตรงกลาง รูสี่เหลี่ยมปริศนาย้ายจากกราบขวามาอยู่กราบซ้าย ไม่มีช่องปล่อยโซนาร์ลากท้ายเนื่องจากเรือไม่มีโซนาร์ลากท้าย จากภาพถ่ายเรือลำนี้กินน้ำลึกสุด 4.5 เมตรบริเวณท้ายเรือ มีครีบกันโครงจำนวน 2 ตัวบริเวณกลางเรือค่อนมาทางบั้นท้าย

ภาพประกอบที่สามภาพเล็กคือเรือฟริเกตชั้น DW3000F ขนาด 3,700 ตัน บั้นท้ายเรือติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จนวิศวกรตัดสินใจสร้างประตูเปิดปิดห้อยออกมาจากบั้นท้าย จุดที่มีหมายเลข 471 ประดับไว้นั่นแหละครับ เรือฟริเกตขนาด 3,700 ตันยังเกือบติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ไม่ได้ การติดตั้งโซนาร์บนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ขนาด 3,000 ตันย่อมยากลำบากกว่ากันหลายเท่า รวมทั้งต้องเสียจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งให้กับโซนาร์จากเยอรมัน

ผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเรือฟริเกตชั้น Istanbul ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้หรือไม่ แต่ดูจากขนาดเรือถึงติดตั้งได้ก็คงใช้งานค่อนข้างลำบาก การดูแลซ่อมบำรุงลำบากยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะโซนาร์ขนาดค่อนข้างใหญ่เหมาะสมกับเรือขนาดมากกว่า 4,000 ตัน

ระบบตรวจจับและเตือนภัยใต้น้ำ

กลับมาพูดถึงรูสี่เหลี่ยมปริศนากันอีกครั้ง ตำแหน่งนั้นคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้ายที่ไม่ใช่โซนาร์ลากท้าย เพราะเป็นโซนาร์ลากท้ายทำหน้าที่ตรวจจับตอร์ปิโดเท่านั้น

ในการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Ada สองลำแรก กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea Sentor Surface Ship Torpedo Defence หรือ SSTD จากบริษัท Ultra Electronics ประเทศอังกฤษ ซึ่งจะมีโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโดทำงานร่วมกับแท่นยิงเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea Sentor ยังได้รับการคัดเลือกให้ใช้งานบนเรือฟริเกต Type 31e ซึ่งไม่มีระบบตรวจจับเรือดำน้ำ เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามใต้น้ำดีกว่าเดิม

เรือคอร์เวตชั้น Ada สองลำหลังเปลี่ยนมาใช้สินค้าจากบริษัท Aselsan ประกอบไปด้วยโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโด HIZIR 100-N Towed Array (สายยาวๆ สีเหลืองอ่อนในภาพประกอบที่สี่) วิธีใช้งานเจ้าหน้าที่บนเรือจะปล่อย HIZIR 100-N จากบั้นท้ายเรือ เป็นโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar หรือ TAS ระยะทำการน้อยกว่า TAS รุ่นทั่วไป

เมื่อ HIZIR 100-N ตรวจสอบพบว่ามีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายพุ่งตรงเข้าใกล้เรือ จะส่งข้อมูลไปประมวลผลก่อนสั่งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด HIZIR ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ เป้าลวง Zoka จะพุ่งไปตกห่างเรือพอสมควรแล้วเริ่มสร้างเสียงใบจักรเรือ เพื่อล่อลวงตอร์ปิโดให้หลงทางหักหัวมายังจุดเผยแพร่คลื่นเสียง โดยปรกติต้องยิงเป้าลวง Zoka จำนวนหลายนัดในวงกว้าง ตอร์ปิโดจะได้เสียเวลาแล่นตามเสียงใบจักรปลอมจนเชื้อเพลิงหมด

ขั้นตอนที่พูดถึงทั้งหมดตุรเคียลอกการบ้านอังกฤษชนิด 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ขั้นตอนการป้องกันตัวเองจากภัยร้ายไม่สิ้นสุดแค่เพียงเท่านี้

ในกรณีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายลูกนั้นไม่ถูกล่อลวงโดยเป้าลวง ยังคงมุ่งตรงเข้าใกล้เรือเป้าหมายหวังโจมตีขั้นเด็ดขาด เจ้าหน้าที่บนเรือจะสั่งเปิดใช้งานเป้าลวงลากท้ายซึ่งผูกติดกับโซนาร์ HIZIR 100-N ตอร์ปิโดจะเปลี่ยนมาไล่ล่าเป้าลวงลากท้ายห่างบั้นท้ายเรือประมาณ 50 เมตร บทสรุปในตอนท้ายก็คือเรืออาจสูญเสียโซนาร์ HIZIR 100-N กับเป้าลวงลากท้ายเป็นการถาวร แต่ถึงกระนั้นย่อมดีกว่าเรือถูกตอร์ปิโดยิงขาดสองท่อน

เป้าลวง Zoka มีใช้งานอย่างแพร่หลายในเรือดำน้ำตุรเคีย การนำมาใช้งานบนเรือผิวน้ำถือเป็นเรื่องปรกติ กองทัพเรือไม่จำเป็นต้องซื้อเป้าลวงหลายรุ่นในการปกป้องกองเรือ

โซนาร์ลากท้ายของตุรเคีย

ระบบป้องกันตอร์ปิโดบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ถือว่าดียอดเยี่ยม และในอนาคตกองทัพเรือตุรเคียมีแผนการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ใช้พื้นที่จำนวนน้อยนิดบริเวณกราบขวาเรือนั่นแหละครับ เรามาชมระบบโซนาร์ที่ไก่งวงกำลังพัฒนาจำนวน 2 รุ่นไปพร้อมกัน

ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย HIZIR-LFAS พัฒนาโดยบริษัท Aselsan ทำงานได้ทั้งโหมด Active และ Passive เหมือน ACTAS ผู้ผลิตอ้างว่าโซนาร์ตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำไกลสุด 75 กิโลเมตร (ACTAS ได้แค่ 60 กิโลเมตร) แต่บางข้อมูลกลับระบุว่าตรวจจับไกลสุด 50 กิโลเมตร เป็นรองแค่เพียง CAPTAS-4 จากบริษัท THALES เท่านั้น กองทัพเรือตุรเตียตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ใช้งานไม่ได้เพราะ HIZIR-LFAS ขนาดใหญ่เกินไป

ปัญหามีอยู่ว่าจนถึงตอนนี้ HIZIR-LFAS ยังไม่มีของจริงอวดชาวโลก

เรามาชมโซนาร์ที่บริษัท Aselsan พัฒนาเสร็จเรียบร้อยกันต่อเลย

ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย DUFAS 100/LR ตัวจริงในปี 2025 บอดี้สีเหลืองอ่อนคือโซนาร์ลากจูง Variable Depth Sonar หรือ VDS โดยมีโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar หรือ TAS แยกออกมาต่างหาก DUFAS 100/LR ยังใช้เตือนภัยตอร์ปิโดไม่ต่างจาก HIZIR 100-N เพียงแต่ขนาดค่อนข้างเล็กประสิทธิภาพจึงเล็กตามกัน

คาดว่า DUFAS 100/LR จะพร้อมวางขายภายในปี 2026 บริษัท Aselsan ต้องการคำสั่งซื้อไปใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ทว่าจนถึงปัจจุบันกองทัพเรือตุรเคียยังใช้แผนสงบสยบความเคลื่อนไหว เนื่องจากตัวเองยังไม่ค่อยพอใจประสิทธิภาพโซนาร์รุ่นนี้

การพัฒนาโซนาร์ลากท้ายมีความยุ่งยากวุ่นวายกว่าโซนาร์หัวเรือ กองทัพเรืออินเดียจึงสั่งซื้อโซนาร์ ACTAS จากเยอรมันมาใช้งานบนเรือตัวเอง ส่วนสหรัฐอเมริกาพัฒนาโซนาร์ลากท้าย AN/SLQ-61 กับโซนาร์ลากจูง AN/SQS-62 สำเร็จแล้ว ตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตรุ่นใหม่รวมทั้งเรือ LCS แบบ Mission Module มากถึง 30 ลำ แต่แล้วในการทดสอบใช้งานจริงโซนาร์รุ่นใหม่สอบตกคะแนนสุดต๊อกต๋อย กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องหันมาใช้งานโซนาร์ลากท้าย CAPTAS 4 ซึ่งดีที่สุดทันสมัยที่สุดระยะตรวจจับมากกว่า 100 กิโลเมตร ให้บังเอิญโครงการเรือฟริเกต FFG-62 ถูกยกเลิกไปเสียก่อนก็เลยไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ

โซนาร์คู่หู HIZIR-LFAS กับ DUFAS 100/LR จากตุรเคียยังอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน บริษัท Aselsan อาจพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองรุ่น แต่กองทัพเรือตุรเคียอาจไม่จัดหาเข้าประจำการก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่มีลูกค้าชาติอื่นเสียเงินซื้อไปใช้งานอย่างแน่นอน

โครงการเรือฟริเกตราชนาวีไทย

        วันที่ 22 เมษายน 2026 กองทัพเรือไทยเปิดเผยรายชื่อ 6 บริษัทเข้าร่วมโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาท มีบริษัทจากตุรเคียเข้าร่วมจำนวน 2 บริษัทประกอบไปด้วย


        1.บริษัท TAIS คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต I-Class หรือเรือฟริเกตชั้น Istanbul (ภาพประกอบที่หกภาพบน)

        2.บริษัท ASFAT คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต AS 3600 (ภาพประกอบที่หกภาพ)

        เรือฟริเกต AS 3600 มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ผู้เขียนขอพาผู้อ่านทุกคนมาทบทวนข้อมูลโครงการเรือแห่งชาติตุรเคียกันสักนิด

        -เรือคอร์เวตชั้น Ada ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์

-เรือฟริเกตชั้น Istanbul ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์

-เรือฟริเกต AS 3600 มีระวางขับน้ำ 3,680 ตัน ยาว 124 เมตร กว้าง 14.4 เมตร

สังเกตนะครับว่าเรือทั้ง 3 ลำมีความกว้างเท่ากันอย่างพอดิบพอดี

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรืออาเซนอลจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือพิฆาตจริงหรือไม่คำตอบก็คือไม่ใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศจริงหรือไม่คำตอบก็คือไม่ใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือคอร์เวตชั้น Ada เพิ่มความยาว 24.5 เมตรจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

เรือฟริเกต AS 3600 นำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มเฉพาะความยาว เพื่อสร้างพื้นที่ติดอาวุธโดยเฉพาะระบบแท่นยิงแนวดิ่ง ทำแบบนี้แล้วส่งผลกระทบต่อการใช้งานมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนด้วยรถกระบะรุ่นยอดนิยม

-เรือคอร์เวตชั้น Ada คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมบรรทุกผักได้ 1 ตัน

-เรือฟริเกตชั้น Istanbul คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 1 เมตร สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้ถึง 2 ตัน

-เรือฟริเกต AS 3600 คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 2 เมตร สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้มากสุด 3 ตัน

ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าคิดคดทรยศ พายุฝนพัดโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง กระแสลมทิศตะวันตกเฉียงใต้พัดใส่หน้าตลอดเวลา ถ้าผู้เขียนจำเป็นต้องขับรถกระบะไปรับคุณภรรยา ให้โอกาสหนึ่งร้อยครั้งผู้เขียนขอเลือกรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมทั้งหนึ่งร้อยกัน

ย้อนกลับมาที่แบบเรือจากตุรเคียกันอีกครั้ง ด้วยตัวเลขความกว้างความยาวเป็นไปได้ว่าเรือคอร์เวตชั้น Ada จะทรงตัวดีกว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul หรือเรือฟริเกต AS 3600 เหตุผลก็คือเรือคอร์เวตชั้น Ada เป็นเรือรุ่นดั้งเดิมไม่ได้ถูกเพิ่มความยาว ทุกอย่างคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลคลั่ง ส่วนเรือที่เพิ่มเพียงความยาวมีวิธีแก้ไขเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นติดครีบกันโครงขนาดใหญ่กว่าเดิม หรือลดขนาด Superstructure ไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดแรงปะทะจากคลื่นลมซึ่งดูเหมือนเรือฟริเกตตุรเคียจะไม่เป็นเช่นนั้น

เรือระวางขับน้ำมากกว่าไม่ได้หมายความว่าโคลงน้อยกว่าเสมอไป

ระบบอาวุธบนเรือฟริเกตตุรเคีย

        เรือฟริเกต AS 3600 รุ่นดั้งเดิมมาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 64 ท่อยิง ผู้อ่านหลายคนบอกว่าเป็นเรือพิฆาตราคาประหยัดซึ่งไม่ใช่เลย เหตุผลก็คือระบบตรวจจับบนเรือค่อนข้างล้าสมัย เพราะใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 4 มิติ Cenk-400 หมุนติ้วๆๆๆๆ เพียง 1 ตัว เทียบเรือพิฆาตของแท้ในปัจจุบันจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เรือพิฆาตรุ่นใหม่ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลางบวกระยะไกลฝังรอบเสากระโดงจำนวน 4 ถึง 8 ตัว สามารถตรวจจับได้อย่างละเอียดไม่ต้องรอรอบในการหมุนติ้วๆๆๆๆ แบบเรือก็ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวเรือยันท้ายเรือ ไม่ใช่เอาเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำมาขยายเฉพาะความยาว

        เกริ่นนำพอเป็นพิธีแล้วเรามาพูดถึงแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS กันต่อ ปัจจุบันอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่งจากบริษัท Roketsan ประกอบไปด้วย

        1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 40 กิโลเมตร หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 1 นัด ทดสอบยิงครั้งแรกในวันที่ 2 มีนาคม 2024 ตามภาพประกอบที่เจ็ด

 หมดแล้วครับหมดจริงๆ ครับ

ระบบอาวุธที่เคยทดสอบยิงจริงโดยแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงเท่านี้ ส่วนระบบอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS ในอนาคตประกอบไปด้วย

1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 2 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 40 กิโลเมตร หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 4 นัด ฉะนั้น 8 ท่อยิงสามารถยัด Hisar-D RF Block 2 มากถึง 32 นัด ส่งผลให้กองทัพเรือตุรเคียเกิดความลังเลที่จะจัดหา Hisar-D RF Block 1 มาใช้งาน เพราะอีกไม่กี่ปีอาวุธชนิดนี้จะกลายเป็นของตกยุคไปโดยปริยาย ส่วนบริษัท Aselsan อยากให้กองทัพเรือสั่งซื้อ Hisar-D RF Block 1 มากๆ หน่อย จะได้นำเงินมาพัฒนา Hisar-D RF Block 2 ให้เสร็จสมบูรณ์ จึงเกิดปัญหาวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเสียที

2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 1-D นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 100 กิโลเมตร ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ

3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 2-D นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 150 กิโลเมตร ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ

4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Atmaca สำหรับรุ่นนี้การพัฒนาคงใช้เวลานานเป็นพิเศษ เนื่องจากกองทัพเรือตุรเคียชอบใช้งานรุ่นแท่นยิงปรกติ รุ่นแท่นยิงแนวดิ่งคงเป็นรุ่นส่งออกหรือใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 แต่คงเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เหมือน NSM แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 นั่นแหละครับ

5.อาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Gezgin ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษ

6.ขีปนาวุธ Tayfun ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษเช่นเดียวกัน

เท่ากับว่าถ้ากองทัพเรือเลือกใช้งานแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน ปัญหาก็คืออีกไม่กี่ปี Hisar-D RF Block 1 จะกลายเป็นอาวุธตกรุ่นไม่มีใครใช้รวมทั้งตุรเคีย

เรือฟริเกต AS 3600 สำหรับราชนาวีไทย

        ผู้เขียนมองว่าแบบเรือ AS 3600 คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์ เพราะมีการออกแบบท้ายเรือเป็นจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 11.25 เมตร (ภาพประกอบที่แปดภาพขวา) สามารถใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับติดอาวุธขนาดเล็กได้ แต่ใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับปราบทุ่นระเบิดขนาดใหญ่ไม่ได้ จึงไม่มีคุณสมบัติยานแม่เหมือนเรือฟริเกต MRCV กองทัพเรือสิงคโปร์

        ส่วนแบบเรือ AS 3600 ที่คาดว่าบริษัท ASFAT เสนอให้กับราชนาวีไทย (ภาพประกอบที่แปดภาพซ้าย) ผู้เขียนกลับมองว่าเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ

        แบบเรือ AS 3600 คือการนำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มความยาว 24.5 เมตร แต่เนื่องมาจากแบบเรือดั้งเดิมใส่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่ไม่ได้ บริษัท ASFAT จึงออกแบบตัวเรือหรือ Hull ใหม่ให้ท้ายเรือมีความสูงมากกว่าเดิม Superstructure ตั้งแต่หลังสะพานเดินเรือไล่ไปจนถึงข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ลดความสูงลงจากสองชั้นเหลือชั้นเดียวเพื่อไม่ให้ท้ายเรือโด่งเกินไป รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนในการสร้างเรือไปพร้อมกัน ภาพรวมจึงดูว่าความสูงของเรือต่ำลงทั้งที่ในความเป็นจริงใกล้เคียงของเดิม

        และเนื่องมาจากแบบเรือ AS 3600 ไม่มีจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้ายขนาดใหญ่ บริษัท ASFAT ต้องปรับปรุงแบบเรือโดยเพิ่มจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาข้างปล่องระบายความร้อน (แบบเรือ AS 3600 ดั้งเดิมไม่มี) ส่งผลให้เรือมีเรือยางท้องแข็งจำนวน  2 ลำเหมือนเรือทั่วไป จากนั้นจึงปรับปรุงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่บริเวณท้ายเรือ ให้กลายเป็นจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตรงตามความต้องการราชนาวีไทยซึ่งนิยมชมชอบระบบโซนาร์จากเยอรมัน

        การปรับปรุงเรือเป็นเพียงการคาดเขาของผู้เขียนเท่านั้นนะครับ

        กลับมาชมภาพแบบเรือ AS 3600 ราชนาวีไทยอีกครั้ง เรือใช้ระบบเรดาร์จากตุรเคียทั้งลำตรงตามความคาดหมาย หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด LEVENT ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอินฟราเรดระยะยิง 9 กิโลเมตรในแท่นยิงขนาด 11 ท่อยิง สำหรับจุดนี้ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมในอนาคต เนื่องจาก LEVENT ยังพัฒนาไม่เสร็จเพราะมันค่อนข้างยาก แตกต่างจากระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz ใช้ปืนกลอัตโนมัติขนาด 35 มม.ลำกล้องแฝด ซึ่งในตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีใช้งานบนเรือรบตุรเคีย ยูเครน ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน

        ส่วนเรื่องไม่มีการติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งหลังปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ผู้เขียนเข้าใจว่า บริษัท ASFAT ไม่ได้กำหนดรุ่นแท่นยิงแนวดิ่งไว้อย่างชัดเจน เปิดโอกาสให้กองทัพเรือไทยเลือกด้วยตัวเองว่า อยากใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนในรายชื่อต่อไปนี้

        1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือปากีสถาน

        2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่งบริษัท MBDA จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือยูเครน

        3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM ระยะยิง 20 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 8 ท่อยิง 32 นัด เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือมาเลเซีย

        4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul กองทัพเรือตุรเคีย   

เท่ากับว่าแบบเรือ AS 3600 ราชนาวีไทยจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งไม่เกิน 16 ท่อยิง ส่วนจะได้ติดตั้งเพิ่มเติมหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตของอนาคต

ความเหมาะสมของแบบเรือ

ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี 2555 กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ไปแล้วในช่วงต้นบทความ จึงถือโอกาสเปรียบเทียบกับแบบเรือ AS 3600 เวอร์ชันราชนาวีไทยไปพร้อมกัน

ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย

1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือไก่งวงติดตั้งระบบ Aselsan ทั้งลำ

2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน เพราะเรือไก่งวงติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบอาวุธจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้

3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ และเป็นจุดแข็งมากที่สุดของแบบเรือไม่ใช่แท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 64 ท่อยิง

4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้แบบเรือ AS 3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ วงเล็บต่อท้ายถ้าแบบเรือได้รับการปรับปรุงเหมือนที่ผู้เขียนอธิบายนะครับ

ว่ากันตามจริงการติดตั้งระบบอาวุธบนเรือฟริเกตจากตุรเคีย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าจากตุรเคียทั้งลำเหมือนที่ใครหลายคนคิด ลูกประดู่ไทยอาจเลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ได้อย่างสบาย ถือเป็นการลอกการบ้านเรือคอร์เวตชั้นMILGEM กองทัพเรือปากีสถาน เพียงแต่ระบบอำนวยการรบกับระบบเรดาร์บนเรือคงหนีสินค้าจากตุรเคียไม่พ้น

ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบแบบเรือ AS 3600 มากแต่ไม่มากที่สุด อยากขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบริษัท ASFAT ต้องเพิ่มความกว้างเรือจาก 14.4 เมตรเป็น 16.4 เมตรเสียก่อน ต้องผ่านเงื่อนไขนี้เท่านั้นไม่เช่นนั้นผู้เขียนไม่ให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเด็ดขาด

อ้างอิงจาก

https://www.navalanalyses.com/2015/06/ada-class-corvettes-of-turkish-navy.html?m=1

https://www.turkiyetoday.com/nation/turkish-navy-successfully-tests-hisar-d-rf-air-defense-missile-from-tcg-istanbul-3205510

https://www.seaforces.org/marint/Turkish-Navy/Frigates/Ada-class.htm

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:TCG_Istanbul.jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/MILGEM_project

https://web.facebook.com/share/p/1Av726vn7R/


 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Formidable-class for Royal Thai Navy

  

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพเรือประกาศราคากลาง/ประกาศร่าง TOR โครงการจ้างสร้างเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาท แหล่งที่มาของราคากลางจาก 3 บริษัทชั้นนำต่างชาติประกอบไปด้วย หนึ่งบริษัท Damen Schelde Naval Shipbuilding ประเทศเนเธอร์แลนด์ สองบริษัท Hyundai Heavy Industries ประเทศเกาหลีใต้ และสามบริษัท ST Engineering Marine ประเทศสิงคโปร์

บทนำ

ข้อมูลในย่อหน้าแรกคือยืนยันอย่างชัดเจนว่า เรือฟริเกตติดระบบเรดาร์และอาวุธตรงตาม TOR จากบริษัททั้งสามราย จะมีราคาอยู่ในวงเงิน 17,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน โดยมีข้อมูลสำคัญข้อมูลหนึ่งซ่อนเร้นมาแบบเงียบเชียบ สิ่งนั้นก็คือสิงคโปร์ตั้งใจเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน ต่างจากโครงการในปี 2568 ซึ่งไม่มีชื่อบริษัท ST Engineering Marine อาจเป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงมองว่าโอกาสแจ้งเกิดยังคงเปิดกว้าง

กองทัพเรือไทยเคยซื้อเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 3 ลำ กับเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์อีก 1 ลำจากสิงคโปร์ ถือเป็นลูกค้าเก่าสมควรเข้าร่วมโครงการโดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจริงใจ

เมื่อราชนาวีไทยออกหนังสือเชิญชวน11 บริษัทเข้าร่วมโครงการจ้างสร้างเรือฟริเกต ST Engineering Marine คือ 1 ใน 6 บริษัทที่เสนอแบบเรือฟริเกตเข้าร่วมชิงชัย เบื้องลึกเบื้องหลังอาจเป็นเพราะพวกเขาคิดถึงแผนระยะยาว กองทัพเรือไทยต้องการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่มากถึง 4 ลำ จึงมีความคุ้มค่ากับความพยายามเอาชนะคู่แข่งทั้ง 5 ราย

แม้ผู้เขียนสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำจิตวิญญาณติ่งลอดช่อง ทว่าตัวเองกลับไม่มีข้อมูลลับหรือข่าววงในเกี่ยวข้องกับแบบเรือที่ ST Engineering Marine นำเสนอ ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงมากมายระบุว่าเป็นแบบเรือฟริเกตชั้น Formidable ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอแบบเรือที่อาจเข้าร่วมชิงชัยโครงการมูลค่า 17,000 ล้านบาท ตามความเห็นส่วนตัวซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้อ่านทุกคนควรใช้วิจารณญาณในการอ่านมากๆ หน่อยก็ดี

เรือฟริเกตฝรั่งเศสรุ่นปรับปรุงใหม่ทั้งลำ

กองทัพเรือสิงคโปร์ประจำการเรือฟริเกตชั้น Formidable จำนวน 6 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3 เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette กองทัพเรือฝรั่งเศสมาปรับปรุงใหม่ โดยลดความยาวประมาณ 10 เมตร เพิ่มความกว้าง 90 เซนติเมตร ออกแบบให้มีพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งมากถึง 32 ท่อยิง ลดความสูงสะพานเดินเรือจาก 3 ชั้นเหลือ 2 ชั้น เฉือนพื้นที่หลังสะพานเดินเรือจำนวนค่อนข้างมาก ใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 24 ท่อยิง กับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามอีก 2 แท่นยิง ทำให้เรือมีรูปร่างหน้าตาเหมือนภาพประกอบที่หนึ่ง ลักษณะคล้ายเรือสองตอนเชื่อมต่อเข้าหากัน หัวเรือค่อนข้างสูงเก๋งเรือค่อนข้างต่ำ ปล่องระบายความร้อนถูกเก็บซ่อนอย่างดี  สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เล็กน้อย

ผู้อ่านทุกคนเห็นความผิดปรกติของเรือลำนี้กันบ้างหรือเปล่า?

เป็นความผิดปรกติเกิดจากการปรับปรุงเรือแบบจัดหนักจัดเต็ม

สิ่งนั้นก็คือกราบซ้ายเรือไม่มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง

มีหรือไม่สำคัญตรงไหนผู้เขียนจะกลับมาเล่าเรื่องราวอีกครั้งโปรดรอสักครู่

เรามาชมภาพถ่ายเรือฟริเกตชั้น La Fayette ในภาพประกอบที่สองกันต่อ ลักษณะเป็นเรือตอนเดียวเชื่อมต่อกันทั้งลำ เก๋งเรือค่อนข้างสูงสะพานเดินเรือความสูง 3 ชั้น สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พอสมควร มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งทั้งกราบซ้ายและกราบขวา จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบอยู่ด้านหน้าปล่องระบายความร้อน และเนื่องมาจากฝรั่งเศสใช้เรือลำนี้เป็นเรือฟริเกต Tier 2 จึงไม่มีแท่นยิงแนวดิ่งแต่ใช้แท่นยิงแฝดแปดอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Crotale CN2 รวมทั้งไม่มีการติดตั้งโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ส่งผลให้แบบเรือรูปทรงลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์จากเมืองน้ำหอมไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาขนาด 324 มม.

ไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาจริงๆ นะครับ ขนาดกองทัพเรือไต้หวันซื้อไปใช้งานจำนวน 6 ลำ บริษัท DNCS เจ้าของแบบเรือต้องแก้ไขปัญหาแบบประหลาด โดยการติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำบนพื้นที่ว่างข้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ในเมื่อกองทัพเรือสิงคโปร์อยากติดตั้งอาวุธครบ 3 มิติ พวกเขาตัดสินใจเฉือนพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งอาวุธ สิ่งนี้เองได้ส่งผลกระทบต่อการใช้งานโดยกองทัพเรือสิงคโปร์

ภาพประกอบที่สองภาพเล็กคือกราบขวาเรือฟริเกตชั้น Formidable มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งจำนวน 1 ลำใต้สะพานเดิน อันเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเรือฟริเกตลำไหนเคยใช้งานมาก่อน เหตุผลก็คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือถูกใช้งานเรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องเลื่อนมาด้านหน้าและสร้างจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพียงฝั่งเดียว ถ้าสร้างสองฝั่งเรือจะไม่เหลือพื้นที่ใช้งานมากเพียงพอ ลักษณะคล้ายบ้านไทยยกสูงตามต่างจังหวัดนั่นแหละครับ พื้นที่ด้านบนคือห้องนอนกับห้องพระ พื้นที่ด้านล่างใช้เป็นลานจอดรถ ห้องน้ำ โรงครัวแบบโอเพ่นแอร์ และโต๊ะรับประทานอาหาร น้อยเกินกว่าจะใช้เป็นสถานที่ทำงานของเหล่าลูกเรือ

เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น Formidable มีเรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำ

เทียบกับเรือฟริเกตชั้น La Fayette พื้นที่ใช้งานหายไปมากพอสมควร

การใช้งานพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือ

ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า เรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำแล้วมันยังไง? เรือลำนี้แบกอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบมากถึง 24 นัดเชียวนะเออ สามารถยิงถล่มได้ทั้งกองเรือโดยใช้ Formidable เพียง 1 ลำ ข้าพเจ้าจะต้องสนใจเรือยางท้องแข็งไปเพื่อสิ่งใด?

เพื่อไขปริศนาคาใจผู้เขียนอยากให้ชมภาพประกอบที่สาม

นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบซ้าย กองทัพเรือสิงคโปร์ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 4 ท่อยิงที่จุด 1 และจุด 3 ส่วนจุด 2 กลับกลายเป็นเครนอเนกประสงค์ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า เอ็งเอาเครนมาติดทำแมวอะไรฟระ? จะยิงเครนใส่เรือฝ่ายตรงข้ามว่างั้นเถอะ! ไม่ทราบว่าวันนี้โดนตัวไหนมากันแน่? ฉันจะเอาบ้องข้าวหลาม 24 ท่อยิงอย่าขัดใจได้ไหม!”

ข้อเท็จจริงเรื่องเครนอเนกประสงค์ถูกเฉลยในภาพประกอบที่สี่

นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบขวา ไม่มีแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon แม้แต่ท่อยิงเดียว (ป่อย!) สิงคโปร์ใช้เป็นจุดวางเรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำ และใช้เครนที่อยู่กราบซ้ายยกเรือยางท้องแข็งลงสู่ท้องทะเล เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มเรือยางท้องแข็งจาก 1 ลำเป็น 3 ลำ เท่ากับว่าเรือติดตั้งบ้องข้าวหลาม 24 นัดไม่มีอยู่จริง

เรือฟริเกตชั้น Formidable ถูกออกแบบให้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากที่สุด เหมาะสมกับการรบยุคสงครามเย็นคือยิงล้างยิงผลาญอย่างเดียว แต่ไม่เหมาะกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นมากมายในยุคสงครามอสมมาตร การนำเรือยางท้องแข็งมาวางแทนที่ Harpoon ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ค่อยดี เพราะการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ 6 เมตร ถือเป็นเรื่องค่อนข้างอันตรายไม่จำเป็นไม่สมควรทำ และการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ 6 เมตรในช่วงคลื่นลมแรง ถือเป็นเรื่องอันตรายมากยิ่งกว่าหลายเท่าตัว บังเอิญกองทัพเรือสิงคโปร์ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่านี้

การเพิ่มพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ จึงถือเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเรือฟริเกตชั้น Formidable

คุณลักษณะเด่น

        หนึ่งในความต้องการบนเรือฟริเกตลำใหม่ราชนาวีไทย คือการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active ด้วย Active Variable-Depth Towed Body ติดตั้ง Transducer จำนวน 2 ชุดพร้อมสายเคเบิลยาว 400 เมตร และค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive ด้วย Dependent Passive Towed Array จำนวน 2 ชุด พร้อมสายเคเบิลยาว 500 เมตร ระยะตรวจจับไกลสุดมากถึง 60 กิโลเมตร ใหญ่ทั้งขนาดและประสิทธิภาพจนเรือฟริเกตขนาด 3,700 ตันเกือบรองรับไม่ไหว

        เรือฟริเกตชั้น Formidable ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย MODEL 980 ALOFTS นอกจากใช้ค้นหาเรือดำน้ำทั้งโหมด Passive และ Active โซนาร์ยังช่วยแจ้งเตือนการถูกโจมตีจากตอร์ปิโด และสั่งการให้ระบบเป้าลวงตอร์ปิโดทำงานโดยอัตโนมัติ ต้องถือว่าดียอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เรือเข้าประจำการ เพียงแต่ประสิทธิภาพและขนาดไม่อาจเทียบเท่า ACTAS ซึ่งเป็นรุ่นใหม่กว่า

ภาพประกอบที่ห้าลูกเรือชาวสิงคโปร์กำลังช่วยกันปล่อยโซนาร์ลากท้ายหรือ Towed Array Sonar ของ ALOFTS ลงสู่ทะเล เพื่อค้นหาเป้าหมายในโหมด Passiveไม่เปิดเผยตัวตัน ภาพถ่ายใบนี้แสดงให้เห็นว่าเรือฟริเกตชั้น Formidable มีพื้นที่ในการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่พื้นที่อาจคับแคบไปบ้างตามขนาดทางกายภาพ

        ในเมื่อแบบเรือจากสิงคโปร์สอบผ่านทุกด่านอันตราย เรามารับชมแบบเรือปรับปรุงสำหรับกองทัพเรือไทยไปพร้อมกัน ผู้เขียนวาดไว้จำนวน 3 แบบเรือประกอบไปด้วย

เรือฟริเกตชั้น Formidable V1 รุ่นไก่งวงภักดี

        เรือฟริเกตจากฝรั่งเศสมาพร้อมระบบเรดาร์จากฝรั่งเศส แต่เป็นฝรั่งเศสเนเธอร์แลนด์ที่ลูกประดู่ไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใช้ระบบอำนวยการรบ TACTICOS Baseline 2 ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง STING-EO Mk2 หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน 16 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด โดยโยกโดมเสาสัญญาณนำวิถีระหว่างเดินทางมาไว้บนเสากระโดงรอง

        เหตุผลที่เลือก THALES นอกจากสัญชาติฝรั่งเศสเหมือนแบบเรือ ยังมีเรื่องโครงการเรือฟริเกต Arrowhead 140 กองทัพเรือโปแลนด์ซึ่งใช้ THALES ทั้งลำ มีแผนการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน CAMM-MR ระยะยิงไกลสุด 100 กิโลเมตร ฉะนั้นพื้นที่ว่างสำหรับแท่นยิงแนวดิ่งอีก 16 ท่อยิงในอนาคต ลูกประดู่ไทยอาจได้ใช้งานลูกยาวเมืองผู้ดีชาติที่สองต่อจากโปแลนด์ โดยติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 จำนวน 2 ระบบเท่ากับ 16 ท่อยิง แต่ละท่อยิงใส่ CAMM-MR ได้จำนวน 2 นัด ยอดรวมเท่ากับ 32 นัดไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาซื้ออาวุธ นี่คือทางเลือกเหมาะสมมากที่สุดในการป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล

        พื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือมีการสร้าง Superstructure เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานความสูงสองชั้นให้กับเรือ จนสามารถใส่เรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำสมดั่งความตั้งใจ จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบลดเหลือ 8 ท่อยิง โดยต้องใช้งานแท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 60 องศาจึงจะสามารถยิงข้ามฝาผนังตัวเรือ ยกตัวอย่างเช่น Harpoon Block 2 หรือ MM40 Exocet Block 3 รวมทั้ง Atmaca ส่วน C-802A กับ NSM ซึ่งใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 30 องศา จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อออกแบบให้ฝาผนังตัวเรือสามารถพับลงเหมือนเรือฟริเกต F-19 กองทัพเรือพม่า

แบบเรือ Formidable V1 เลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Atmaca กับระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz ซึ่งใช้ปืนกลขนาด 35 มม.ลำกล้องแฝด ผู้เขียนจึงขอเรียกชื่อเล่นว่ารุ่นไก่งวงภักดี และเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเรือยางท้องแข็งติดระเบิด นอกจากปืนกลอัตโนมัติ รุ่น Sentinel 30 จำนวน 2 กระบอกติดตั้งด้านข้าง Gokdeniz ยังมีปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.รุ่น OTO HITROLE พร้อมกระสุน 400 นัดอีกจำนวน 2 กระบอก ติดตั้งขนาบสองกราบเรือบริเวณแท่นยิงแนวดิ่งหน้าสะพานเดินเรือ

หลังสะพานเดินเรือผู้เขียนติดตั้งไอเทมลับเพิ่มเติมเข้ามา สิ่งนั้นก็คือโดรนพิฆาตโดรนหรืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote Block 2 จากสหรัฐอเมริกา โดยใช้แท่นยิงขนาด 4 ท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงที่กราบซ้ายกราบขวา รองรับ Coyote Block 2 ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 555 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะยิงไกลสุด 15 กิโลเมตร ระยะยิงหวังผล 10 กิโลเมตร ราคาเฉลี่ยนัดละ 125,000 เหรียญถูกว่า ESSM Block 2 ประมาณสิบกว่าเท่า

ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า จากสหรัฐอเมริกายอมปล่อยของดีให้เราใช้งานจริงหรือ ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามี Coyote Block 3 ใช้งานแล้ว และมีแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงใช้งานแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น Coyote Block 2 กับแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงจึงไม่ใช่ของหวงห้ามอันดับหนึ่ง Coyote Block 2 จำนวน 8 นัดราคา 1 ล้านเหรียญเราจัดหามาใช้ได้อย่างสบาย เพียงแต่ตอนเจรจาช่วยคุยกับเขาดีๆ และบอกว่าเราจำเป็นเช่นไร

ประสิทธิภาพในการป้องกันภัยทางอากาศของเรือประกอบไปด้วย

-Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด

- CAMM-MR ระยะยิง 100 กิโลเมตรจำนวน 32 นัด (ในอนาคตของอนาคต)

- Coyote Block 2 ระยะยิง 15 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด

-ปืนใหญ่ ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด และปืนกลอัตโนมัติอีก 6 กระบอก

เรือฟริเกตชั้น Formidable V2 รุ่นยูโรภักดี

        เป็นแบบเรือที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจหลากหลายมากกว่าเดิม รวมทั้งรองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 30 องศา โดยการสร้าง Superstructure เชื่อมโยงถึงปล่องระบายความร้อน สามารถขยับจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งมาอยู่บริเวณกลางเรือ โยกจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM จำนวน 8 ท่อยิงไปอยู่ดาดฟ้าเรือชั้นบน เลือกใช้งานระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ขนาด 35 มม.ลำกล้องเดี่ยว และเนื่องมาจาก Millennium Gun มีเพียงกล้องโทรทัศน์เพื่อตรวจสอบเป้าหมาย จึงได้มีการติดตั้งออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Miradar เพิ่มเติมเข้ามาหลังเสาสัญญาณดาวเทียมทางทหารขนาดใหญ่

        หลัง Millennium Gun มีเสาต้นหนึ่งสำหรับมัดลวดสลิงระหว่างเติมเชื้อเพลิงกลางทะเล เรือฟริเกตชั้น Formidable มีจุดเติมเชื้อเพลิงก่อนถึงจุดติดตั้งปืนรอง จึงไม่ใช่การดัดแปลงเรือเติมเชื้อเพลิงได้อย่างสบายใจ ถัดไปเล็กน้อยคือจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด หน้าสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี เรือเลือกใช้ระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ VIGILE R-ESM เหมือนเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ มาพร้อมระบบดาต้าลิงก์ Link Y Mk2 และ Link RTN และเนื่องมาจากเป็นรุ่นเพิ่มพื้นที่ใช้งานในระดับสูงสุด ส่งผลให้ราคาเรืออาจขยับสูงกว่ารุ่นอื่นตามกันไปด้วย

        ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบเวอร์ชันยูโรภักดี เรือดูเต็มกว่ามีพื้นที่ใช้งานมากกว่า ส่วนเรื่องไม่ซ่อนแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ สำหรับผู้เขียนไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่

เรือฟริเกตชั้น Formidable V3 รุ่นพ่อปู่ภักดี

        ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ชะตามนุษย์ บางทีลูกประดู่ไทยอาจนิยมชมชอบเรือฟริเกตชั้น Formidable รุ่นดั้งเดิม ผู้เขียนจึงสร้างแบบเรือเหมือนเรือสิงคโปร์ให้มากที่สุด มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon Block 2 จำนวน 24 ท่อยิง และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

        เพื่อให้แบบเรือมีราคาประหยัดภายในวงเงิน 17,000 ล้านบาท จึงเลือกใช้งานระบบอำนวยการรบ CATIZ จากสเปน เรดาร์ควบคุมการยิง Dorna จากสเปน เรดาร์ตรวจการณ์ Sea Giraffe 4A กับ Sea Giraffe 1X จากสวีเดน ปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.รุ่น OTO HITROLE ถูกถอดออก ใช้งานปืนกลขนาด 12.7 มม.รุ่นดั้งเดิมเหมือนเก่า แท่นยิงแนวดิ่งลดเหลือ 16 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร แล้วโยกแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote Block 2 มาวางบนพื้นที่ว่างซึ่งเคยเป็นแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงที่ถูกยกเลิกเป็นการถาวร

        แบบเรือฟริเกตชั้น Formidable V1 รุ่นพ่อปู่ภักดี น่าจะมีราคาประหยัดมากที่สุดเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า และถ้าเรานำมาติดเครนอเนกประสงค์เหมือนเรือสิงคโปร์ จะสามารถใช้งานเรือยางท้องแข็งหรือยานผิวน้ำไร้คนขับเพิ่มอีก 2 ลำ เพียงแต่ตอนยกขึ้นยกลงสมควรระมัดระวังมากๆ หน่อย ของหลวงหายไม่ได้เด็ดขาดกรุณาท่องจำให้ขึ้นใจ

บทสรุป

        เรือฟริเกตชั้น Formidable สำหรับราชนาวีไทย อาจเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความฝันที่อยู่ไกลแสนไกล ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัท ST Engineering Marine ส่งเข้าชิงชัยจริงหรือไม่ รวมทั้งถูกใจคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือจนได้รับอันดับหนึ่งหรือไม่ อนาคตอีกไม่ใกล้ไม่ไกลกองทัพเรือจะมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับผู้อ่านทุกคน

อ้างอิงจาก

        www.shipbucket.com

        http://kementah.blogspot.com/2013/05/republic-of-singapore-navy-formidable_19.html

https://thaimilitary.blogspot.com/2022/01/model-980-alofts-sonar.html

        https://thaimilitary.blogspot.com/2017/02/royal-thai-navy-anti-submarine-weapon_25.html