วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Future Frigate eXperimental (FFX)

 

บทนำ

ระหว่างปี 1974 เกาหลีใต้ริเริ่มโครงการสร้างเรือรบด้วยตัวเอง ต่อมาในปี 1978 จึงได้เริ่มต้นสร้างเรือฟริเกตชั้น Ulsan ลำแรก กระทั่งเสร็จสมบูรณ์จำนวน 9 ลำในปี 1992 ต่อด้วยสร้างเรือคอร์เวตชั้น Donghae กับเรือคอร์เวตชั้น Pohang จำนวน 24 ลำเสร็จสมบูรณ์ในปี 1993 หน้าที่หลักเรือสร้างเองในประเทศคือปราบเรือดำน้ำกับปราบเรือผิวน้ำ ดูแลน่านน้ำตัวเองรวมทั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เพิ่งมีการบังคับใช้

หลังสร้างเรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตด้วยตัวเองจำนวน 33 ลำ เวลาผ่านพ้นไม่กี่ปีกองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการ Frigate 2000 เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทำมาทดแทนเรือเก่าที่ยังหลงเหลือ โครงการสำคัญต้องหยุดชะงักในปี 1997 เพราะพิษต้มยำกุ้ง ผ่านไปประมาณ 10 ปีถึงกลับมาอีกครั้งในชื่อ Future Frigate eXperimental หรือ FFX เพื่อจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนเรือฟริเกตชั้น Ulsan เรือคอร์เวตชั้น Donghae รวมทั้งเรือคอร์เวตชั้น Pohang ซึ่งจะทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งานเรือแต่ละลำ

เรือฟริเกตสร้างเองในประเทศ

ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือฟริเกตชั้น Ulsan ที่เกาหลีใต้สร้างด้วยตัวเอง เรือมีระวางขับน้ำ 2,180 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 12.5 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ติดปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 3 กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk46 จำนวน 6 ท่อยิง มาพร้อมระบบเรดาร์และระบบโซนาร์จากยุโรป

เทียบกับเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจากประเทศจีนซึ่งมีอายุห่างกันไม่มาก เรือฟริเกตเกาหลีใต้ใช้อาวุธทันสมัยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสียเล็กน้อยก็คือสะพานเดินเรือสูงเสียจนน่าตกใจ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษเรือจากดินแดนกิมจิก็เห็นจะไม่ผิด

เรือฟริเกตรุ่นใหม่

การพัฒนาแบบเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทดแทนทั้งเรือฟริเกตและเรือคอร์เวตรุ่นเก่า แนวคิดของเกาหลีใต้คือแบ่งการสร้างเรือออกเป็นเฟสย่อยหรือเรียกว่า Batch โดยที่ Batch แรกต้องสร้างง่าย ใช้งานง่าย รูปทรงไม่ล้ำสมัยเกินไป และใช้งบประมาณในระดับเหมาะสม แนวคิดแรกของพวกเขาปรากฏในภาพประกอบที่สองภาพบน

เรือมีระวางขับน้ำปรกติประมาณ 2,200 ตัน ยาวประมาณ 104 เมตร หรือเรือติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ต่อด้วยระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21 ท่อยิง ท้ายเรือคือระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิง แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถีกับแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด มาพร้อมลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน เรียกว่ามีทุกอย่างครบครันขาดเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน

เรามาทำความเข้าใจการใช้กำลังทางเรือของเกาหลีใต้กันสักนิด พวกเขาใช้เรือพิฆาตเป็นเรือเทียร์หนึ่ง ส่วนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตเป็นเรือเทียร์สอง กองเรือพิฆาตของเกาหลีใต้ประกอบไปด้วย เรือพิฆาตชั้น KDX-I ติด VL Sea Sparrow จำนวน 3 ลำ เรือพิฆาตชั้น KDX-II ติด SM-2 จำนวน 6 ลำ และเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ KDX-III ติด SM-2 จำนวน 2 ลำ (ในตอนนั้น) จำนวนเรือมากเพียงพอสำหรับการรบกลางทะเลลึก การสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-I ไม่ติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานจึงเหมาะสมกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า รวมทั้งมั่นใจว่าโครงการจะไม่ล้มกลางทางเสียก่อน

เข้าใจตรงกันแล้วกลับมาที่แบบเรืออีกครั้ง มีการปรับปรุงเรือทั้งลำตามภาพประกอบที่สองภาพกลาง แต่ดูเหมือนยังไม่ลงตัวจึงได้มีการปรับโฉมอีกครั้ง จนกลายเป็นแบบเรือจริงในภาพประกอบที่สองภาพล่าง และเริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกในปี 2008 มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 29 เมษายน 2011 ก่อนเข้าประจำการในวันที่ 17 มกราคม 2013 เรือถูกตั้งชื่อว่า ROKS Incheon (FFG-811) และกลายเป็นเรือฟริเกตชั้น Incheon ในท้ายที่สุด

เรือฟริเกตชั้น FFX-I

ภาพประกอบที่สามเรือฟริเกต ROKS Incheon อยู่ระหว่างทดสอบยิงอาวุธจริง เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,500 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,300 ตัน ยาว 114 เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย

เรือฟริเกตชั้น Incheon ติดอาวุธตรงตามแผนการเป็นส่วนใหญ่ หัวเรือติดตั้งติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM ขนาด 21 ท่อยิงย้ายมาอยู่หลังคาสะพานเดินเรือ แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ  SSM-700K Haeseong จำนวน 8 ท่อยิงอยู่กลางเรือ หลังแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิงเพียงเล็กน้อย ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Goalkeeper ถูกปรับเปลี่ยนเป็น Phalanx เหตุผลก็คือราคาถูกกว่า ขนาดเล็กกว่า รวมทั้งไม่ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือในการจัดเก็บกระสุนปืน

เรือใช้ระบบอำนวยการรบ Naval Shield Baseline 2 จากบริษัท Samsung Thales ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K จากบริษัท LIG Nex1 ซึ่งใช้การเลียนแบบเรดาร์ Smart-S Mk2 จากบริษัท Thales จึงมีการกล่าวอ้างว่าเรดาร์ SPS-550K ระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัท LIG Nex1 ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลสินค้าตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว

เรดาร์ตรวจการณ์รุ่นส่งออกที่จีนลอกการบ้านจาก Smart-S Mk2 ก็ถูกอ้างอิงว่ามีระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร แล้วคนก็เชื่อกันเป็นตุเป็นตะพูดค้านไม่ได้ด้วยนะ

อุปกรณ์ส่วนใหญ่บนเรือพัฒนาโดยเกาหลีใต้ (ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ตรุเคียกำลังตามลายแทงลอกการบ้าน) บางส่วนเกาหลีใต้พัฒนาเอง บางส่วนก็ซื้อมาสร้างเอง เรือใช้เรดาร์ควบคุมการยิง SPG-540K (เหมือน CEROS200 มาก) ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง SAQ-540K ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ SLQ-200(V)K Sonata มีทั้ง ECM และ ESM โซนาร์หัวเรือ SQS-240K  โซนาร์ลากท้าย SQR-220K towed array sonar แท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี K-DAGAIE Mk.2 จำนวน 2 แท่นยิง แท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด SLQ-261K จำนวน 2 แท่นยิง โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Super Lynx เป็นคู่หูประจำตัว

เรือฟริเกต FFX-I จำนวน 6 ลำสร้างเสร็จภายในปี 2016 ถือเป็นการยกระดับการสร้างเรือในประเทศให้ทันสมัยกว่าเดิม สามารถดูแลซ่อมบำรุงเรือทุกลำได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องส่งเรือไปซ่อมประเทศอื่นเป็นเวลาหลายเดือน และเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้มีแบบเรือฟริเกตสำหรับส่งออก ซึ่งจะช่วยหางานหาเงินให้กับคนในชาติแบบยั่งยืนและถาวร

โซนาร์ลากท้าย

ภาพประกอบที่สี่คือบั้นท้ายเรือฟริเกต ROKS Incheon บริเวณกราบขวาที่เห็นเป็นช่องกลมคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้าย SQR-220K towed array sonar พัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโซนาร์ลากท้าย AN/SQR-19 TACTAS จากสหรัฐอเมริกา มีใช้งานบนเรือพิฆาตชั้น KDX-I KDX-II และ KDX-III หรือพูดง่ายๆ ว่าเรือเทียร์หนึ่งครบทุกลำ ถือเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้นำมาติดตั้งบนเรือฟริเกตของตัวเอง

SQR-220K ติดตั้ง Piezoelectric ceramic hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงจำนวน 120 ตัว ระยะตรวจจับไกลสุดทดสอบในวันที่ 14 กันยายน 1998 เท่ากับ 74 กิโลเมตร เป็นการตรวจจับแบบ Passive ได้ระยะเป้าหมายกับทิศทางเป้าหมาย แต่ไม่ได้ความเร็วเป้าหมายเหมือนการตรวจจับแบบ Active ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 30 นอต ความลึกตั้งแต่ 30 เมตรถึงมากกว่า 300 เมตร ถูกปรับปรุงให้จดจำเสียงตอร์ปิโดชนิดต่างๆ ได้ จึงทำหน้าที่แจ้งเตือนภัยตอร์ปิโดจากระยะไกลได้ ช่วยให้เรือฟริเกตรุ่นใหม่มีการตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำทันสมัยกว่าเดิม

ผู้เขียนมีนิทานเรื่องหนึ่งอยากเล่าสู่กันฟัง ตอนที่ฟิลิปปินส์ซื้อเรือฟริเกต HDF-2600 จำนวน 2 ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K ต่อมาเมื่อพวกเขาซื้อเรือฟริเกต HDF-3200 จำนวน 2 ลำ พวกเขาคาดหวังว่าเรือจะได้รับการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย SQR-220K หรือรุ่นใหม่กว่า แต่แล้วเรือฟริเกตทั้ง 4 ลำของพวกเขาไม่เคยมีอุปกรณ์ตรวจจับใต้น้ำรุ่นทันสมัย รวมทั้งไม่แน่ใจว่าเรือฟริเกตชุดใหม่อีก 2 ลำจะมีโซนาร์ลากท้ายหรือเปล่า แต่เมื่อเทียบกับราคาเรือผู้เขียนคาดการณ์ว่าไม่มาแน่นอน

ระบบอำนวยการรบ

นอกจากเกาหลีใต้จะสร้างเรือฟริเกต ระบบเรดาร์ และระบบอาวุธด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญค่อนข้างมากก็คือระบบอำนวยการรบ ระหว่างปี 2000 มีการจัดตั้งบริษัท Samsung Thales ขึ้นมา เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Samsung Electronics ประเทศเกาหลีใต้ กับบริษัท Thales Group ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาระบบเรดาร์ชนิดต่างๆ ระบบสื่อสารทางยุทธวิธี รวมทั้งระบบอำนวยการรบประจำกองทัพเรือเกาหลีใต้

ระบบอำนวยการรบจาก Samsung Thales เริ่มจาก Naval Shield Baseline 1 บนเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีชั้น PKX-A ต่อด้วย Naval Shield Baseline 2 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-I  จากนั้นจึงเป็น Naval Shield Baseline 2.3 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-II ปิดท้ายด้วย Naval Shield Baseline 3 บนเรือฟริเกตชั้น  FFX-III รุ่นใหม่ล่าสุด เท่ากับว่าระบบอำนวยการรบเกาหลีใต้ได้รับเทคโนโลยีจากฝรั่งเศส ประสิทธิภาพอยู่ในระดับเหมาะสมแต่ถูกบุลลี่มาเนิ่นนาน บอกว่าทำงานช้าบ้างล่ะบอกว่าไม่น่าเชื่อถือบ้างล่ะ แต่แล้วเมื่อเรือฟริเกต HDF-4000 มาพร้อมเรดาร์แปะกอเอี๊ยกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศ Barak MX เข้าหน่อย Naval Shield Baseline 3 กลายเป็นระบบอำนวยการรบท่านเทพขึ้นมาทันที

ระบบอำนวยการรบถือเป็นหัวใจของเรือรบทุกลำ กองทัพเรือไทยเป็นเพียงผู้ใช้งานมาเนิ่นนาน ทุกครั้งที่มีการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยหรือเกิดปัญหาเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จากบริษัทนั้นๆ จะเป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็คือปิดห้องยุทธการไล่ทุกคนออกไปเพื่อทำงาน ลักษณะคล้ายคลึงกับที่ผู้เขียนใช้ทำมาหากินสมัยอยู่กรุงเทพ คือเดินทางไปปรับปรุงหรือดูแลระบบต่างๆ ให้กับบริษัทน้อยใหญ่ ได้เงินจากการขายระบบและดูแลระบบแบบกินกันจุกๆ ไปเลย ลูกค้าทำได้เพียงจ่ายเงินกับใช้งานแตะต้องอะไรไม่ได้สักอย่าง

ประเทศใดก็ตามมีระบบอำนวยการรบเป็นของตัวเอง จะเป็นผลดีในระยะยาวทั้งการซ่อมบำรุง การปรับปรุง การนำระบบเรดาร์หรือระบบอาวุธใหม่มาใช้งาน การพัฒนาต่อยอดให้ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยเหตุผลมากมายเกาหลีใต้ถึงทุ่มสุดตัวเพื่อพัฒนาระบบอำนวยการรบ

บริษัท Samsung Thales มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามระยะเวลา ระหว่างปี 2015 บริษัท Hanwha Group เข้าซื้อกิจการด้านการป้องกันประเทศจาก Samsung ส่งผลให้บริษัทถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Hanwha Thales ปีถัดไป Hanwha Group กว้านซื้อหุ้นทั้งหมดจากบริษัท Thales Group บริษัทจึงถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Hanwha Systems และใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบันกลายเป็นขาใหญ่เรื่องระบบอำนวยการรบ

เรือฟริเกตชั้น FFX-II

หลังโครงการเรือฟริเกตสร้างเองในประเทศเฟสหนึ่งประสบความสำเร็จ ปี 2015 กองทัพเรือเกาหลีใต้เดินหน้าสร้างเรือฟริเกตเฟสสองต่อทันที เรือฟริเกตชั้น FFX-II พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME มีความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-I ตั้งแต่หัวเรือไล่ไปจนถึงปล่องระบายความร้อน มีการนำแผ่นวัสดุมาปิดบริเวณจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง และสร้างจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 2 ระบบ 16 ท่อยิง โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Daegu

ภาพประกอบที่หกเรือฟริเกต OKS Daejeon FFG-823 อยู่ระหว่างทดสอบเดินทะเล เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 3,100 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,600 ตัน ยาว 122 เมตร กว้าง 14 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ เรือมีความยาวเพิ่มขึ้นจาก FFX-I ประมาณ 8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODLOG เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 1 ตัว เครื่องยนต์ดีเซล 2 ตัว ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจากอิตาลี ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ใช้ลูกเรือ 140 นาย

สังเกตนะครับว่าระบบขับเคลื่อนทันสมัยมากกว่าเดิม เรือลำนี้เปรียบได้กับฝาแฝดเรือฟริเกตรุ่นส่งออกของบริษัท DSME ไม่ต้องบอกผู้อ่านทุกคนนะรู้ดีว่าคือเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เหตุผลก็คือรูปร่างหน้าตาเรือเกาหลีใต้คล้ายเรือลูกประดู่ไทย โดยเฉพาะสะพานเดินเรือค่อนข้างสูงกับหัวเรือค่อนข้างต่ำ เพียงแต่เกาหลีใต้ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SPS-550K เพียงหนึ่งตัว จึงไม่ได้สร้างเสากระโดงรองเหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย

อาวุธใหม่ประจำเรือ

แท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS มาพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM นำวิถีคลื่นความร้อน ระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร โดยที่ 1 ท่อยิงสามารถใส่ K-SAAM ได้ถึง 4 นัด กองทัพเรือเกาหลีใต้นำมาใช้งานทดแทนระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด RAM จึงได้มีการพัฒนาแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS ขนาด 4 ท่อยิงเพิ่มเติม ขนาดกะทัดรัดยาว 2.6 เมตร กว้าง 2.9 เมตร ลึก 4.6 เมตร ใส่ K-SAAM ได้มากสุดจำนวน 16 นัด เพื่อใช้งานบนเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์ รวมทั้งเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ โดยใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือค่อนข้างน้อยเหมาะสมกับแบบเรือชนิดดังกล่าว

โซนาร์ลากท้ายประจำเรือถูกเปลี่ยนเป็นรุ่น SQR-250K จำนวน Piezoelectric ceramic hydrophones สำหรับดักจับคลื่นเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 200 ตัว ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมและถูกพัฒนาเป็นโซนาร์ลากท้ายรุ่นส่งออกในเวลาต่อมา

กองทัพเรือเกาหลีใต้ยังมีแผนการพัฒนาโซนาร์ลากจูงรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งาน ภาพประกอบที่หกภาพเล็กมุมบนคือโซนาร์ ATASS LFPA หรือ Active Towed Array Sonar System-Low Frequency Projector Array ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงในปี 2017 ทำงานได้ทั้งโหมด Passive และ Active ทันสมัยเทียบเท่าโซนาร์ตระกูล CAPTAS จากฝรั่งเศส (อีกแล้ว) โดยจะติดตั้งบนเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ KDX-III Batch 2 เป็นลำแรก เพียงแต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าโครงการประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งโซนาร์ ATASS LFPA สามารถใส่เรือฟริเกต HDF-4000 ซึ่งเสนอขายให้กับราชนาวีไทยได้หรือไม่

อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ K745A1 Red Shark

        เกาหลีใต้สร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-II จำนวน 8 ลำถือว่ามากเป็นพิเศษ เรือชั้นนี้ช่วยยกระดับกองเรือฟริเกตให้ทันสมัยเทียบเท่าอารยประเทศ หนำซ้ำยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อพูดถึงออปชันเสริม ที่เรือสามารถใช้งานหลังติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 16 ท่อยิง สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ K745A1 Red Shark เจ้าของฉายา (K-ASROC ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคย) โดยนำตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ K745 Blue Shark ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตร มาติดตั้งระบบขับเคลื่อนสามารถโบยบินในอากาศได้อีก 19 กิโลเมตร เท่ากับว่า K-ASROC มีระยะทำการไกลสุดประมาณ 38 กิโลเมตร

        K745A1 Red Shark ใช้เวลาพัฒนา 9 ปีด้วยงบประมาณมากถึง 80 ล้านเหรียญ เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพเล็ก) มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีภาพการทดสอบยิงจริงปรากฏต่อสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ เข้าใจว่าเป็นแผนการในอนาคตที่เรือสามารถปรับปรุงให้ใช้งานได้

        ไอเทมลับอีกหนึ่งชนิดสามารถใช้งานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS สิ่งนั้นก็คืออาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Haeryong VL เป็นการนำอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ SSM-700K C-Star มาปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม เพิ่มระยะยิงไกลสุดเป็น 500 กิโลเมตร เพิ่มระบบนำวิถี GPS/INS ให้เหมาะสมกับเป้าหมายบนฝั่ง เคยทดสอบยิงจริงบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II เป็นที่เรียบร้อย (ภาพประกอบที่เจ็ดภาพใหญ่) มีประจำการบนเรือพิฆาตชั้น KDX-II กับ KDX-III ส่วนเรือฟริเกตชั้น FFX-II และ FFX-III ยังไม่มีการทดสอบยิงจริงเช่นเดียวกับ K745A1 Red Shark

        เป็นออปชันเสริมที่น่าสนใจแต่ยังไม่มาของกองทัพเรือเกาหลีใต้

เรือฟริเกตชั้น FFX-III

        หลังสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-II จำนวน 8 ลำเข้าประจำการแบบรัวๆ กองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-III ต่อจำนวน 6 ลำ เรือฟริเกตลำแรก ROKS Chungnam FFG-828 เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2024 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 4,300 ตัน ยาว 129 เมตร กว้าง 14.8 เมตร กินน้ำลึก พัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Hyundai Heavy Industries หรือ HHI ระบบเรดาร์และระบบอาวุธส่วนใหญ่เหมือนเรือฟริเกตชั้น FFX-II แต่เปลี่ยนมาใช้งานเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AESA รุ่น FFX-B3 MFR ซึ่งในตอนหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อ SPY 200K ระยะตรวจจับมากกว่า 250 กิโลเมตร ถือเป็นเรือฟริเกตลำแรกของเกาหลีใต้ที่ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ฝังในเสากระโดงจำนวน 4 ตัว

        โซนาร์ลากท้าย SQR-250K towed array sonar ถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่กว่า ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx เปลี่ยนเป็น CIWS-II ซึ่งเป็นร่างโคลน Goalkeeper ใช้ปืนกลขนาด 30 มม.เจ็ดลำกล้องรวบทำงานร่วมกับระบบเรดาร์ AESA โดยต้องใช้คลังแสงจัดเก็บกระสุนใต้ดาดฟ้าเรือเหมือน Goalkeeper เรือฟริเกต ROKS Chungnam FFG-828 ในภาพประกอบที่แปดยังไม่ได้ติดตั้ง CIWS-II เหตุผลก็คือบริษัท LIG Nex1 ยังเข็นรุ่นใช้งานจริงออกมาไม่สำเร็จ คาดว่าภายใน 2-3 ปีน่าจะส่งมอบอาวุธทันสมัยได้ตามสัญญา

เรือฟริเกตชั้น FFX-IV

        ปี 2019 รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติให้กองทัพเรือเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตชั้น FFX-IV มีการคาดการณ์ว่าเรือชั้นนี้จะมาแทนที่เรือพิฆาตชั้น KDX-I ซึ่งมีแผนปลดประจำการในปี 2030 รวมทั้งมีการเปิดเผยแบบเรือฟริเกตรุ่น HCX-19 ของบริษัท HHI แบบเรือค่อนข้างล้ำสมัยคล้ายเรือฟริเกต FDI กองทัพเรือฝรั่งเศส ระวางขับน้ำป 4,500 ถึง 5,000 ตันเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลลึก หรือเดินทางไกลไปทำภารกิจต่างๆ ทั่วโลกแทนที่เรือพิฆาตรุ่นเก่า

        แต่แล้วในวันที่ 22 มกราคม 2025 บริษัท Hanwha Ocean ได้รับสัญญามูลค่า 586.4 ล้านเหรียญในการสร้างเรือฟริเกตชั้น FFX-IV จำนวน 2 ลำแรก บริษัทได้เปิดเผยภาพจำลองเรือฟริเกตรุ่นใหม่ตามภาพประกอบที่เก้า รูปร่างหน้าตาผู้เขียนหาความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น FFX-III ไม่เจอ ทว่าเรือชั้นนี้จะติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์รุ่นใหม่ระยะตรวจจับไกลกว่าเดิมสองเท่า และถูกเรียกขานเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศรุ่นจิ๋วแจ๋ว

        เรือฟริเกตชั้น FFX-IV สองลำแรกจะสร้างเสร็จในปี 2029 กับ 2030 ถึงตอนนั้นเราจะได้รู้อนาคตภายภาคหน้ากองทัพเรือเกาหลีใต้ว่า พวกเขาสามารถพัฒนาเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศได้ดีมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

บทสรุป

        ปัจจุบันโครงการ Future Frigate eXperimental มีเรือฟริเกตรวมกันเท่ากับ 6+8+6+6= 26 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตรุ่นเก่าจำนวน 33 ลำ รวมทั้งอาจทดแทนเรือพิฆาตขนาด 3,900 ตันอีก 3 ลำ จำนวนเรือมากเพียงพอในการปกป้องน่านน้ำจากภัยคุกคาม ตัวเลขอาจลดลงนิดหน่อยแต่ได้ขนาดและประสิทธิภาพมาทดแทน

        ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างขัดหูขัดตาการออกแบบเรือของเกาหลีใต้ แต่ยอมรับว่าพวกเขาสร้างเรือเร็วและไม่หยุดพัฒนาแม้เกิดปัญหามากมาย สิ่งที่อยากรู้ก็คือกองทัพเรือเกาหลีใต้จะใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนบนเรือฟริเกตชั้น FFX-IV เพราะถัดจาก K-SAAM กองทัพเรือเกาหลีใต้ข้ามไปใช้งาน SM-2 ตัวแรงจากสหรัฐอเมริกาโน่นเลย

        เอหรือว่าจะเป็น Barak MX เหมือนเรือฟริเกตราชนาวีไทย?

อ้างอิงจาก

https://www.naval-technology.com/projects/incheon-class-ffx-frigates-south-korea/?cf-view

https://www.deagel.com/Navies/FFX/a002334

https://thaidefense-news.blogspot.com/2017/02/republic-of-korea-navy-ffx-1-incheon.html

https://www.defenseindustrydaily.com/ffx-koreas-new-frigates-05239/

https://defencehub.live/threads/ffx-ulsan-frigate-program.15970/

https://www.shipspotting.com/photos/3662651

https://www.seaforces.org/marint/Republic-Korea-Navy/Frigate/Incheon-class-FFG.htm

https://www.navalnews.com/naval-news/2025/01/south-korea-kicks-off-ffx-batch-iv-frigate-program/

https://koreajoongangdaily.joins.com/2009/06/23/politics/New-antisub-missiles-ready-for-deployment/2906459.html

https://www.navalnews.com/naval-news/2021/08/south-korea-green-lights-ffx-batch-iv-frigate-program-for-rok-navy/

 

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

TF-100 Frigate

 

วันที่ 12 มีนาคม 2004 กองทัพเรือตุรเคียขึ้นโครงการเรือแห่งชาติหรือ MILGEM Project โดยความร่วมมือจากบริษัทเอกชนในประเทศมากกว่า 50 ราย โครงการนี้เริ่มต้นจากการสร้างเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ใช้แบบเรือพัฒนาเองในประเทศรูปทรงทันสมัยไม่แพ้ชาติอื่น

จุดกำเนิดโครงการ

แรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้กำหนดความต้องการจำนวน 12 ลำ แบ่งเป็นเรือคอร์เวตจำนวน 8 ลำ นำมาทดแทนเรือคอร์เวตรุ่น D'Estienne d'Orves และ Burak กับเรือฟริเกตเบา TF-100 ติดแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 4 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตชั้น MEKO 200TN ต่อมามีการปรับเปลี่ยนลดเรือคอร์เวตเหลือเพียง 4 ลำ และเพิ่มเรือฟริเกต TF-100 เป็น 8 ลำ จากนั้นจึงขึ้นโครงการเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ติดอาวุธค่อนข้างมากไม่แตกต่างจากเรือพิฆาต

สังเกตนะครับตอนตั้งโครงการ TF-100 ถูกเรียกขานเรือฟริเกตเบา เหตุผลแท้จริงเป็นเช่นไรโปรดติดตามต่อไป

รู้ประวัติความเป็นมาแล้วเข้าสู่เรื่องราวกันต่อ เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น Ada ลำแรกสร้างในปี 2005 เข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียวันที่ 27 กันยายน 2011 เพราะเป็นเรือลำแรกของโครงการย่อมมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ต้องใช้เวลาปรับปรุงเรือให้เหมาะสมประมาณ 3 ปี ระหว่างสร้างเรือลำสุดท้ายรัฐบาลตรุเคียอนุมัติให้สร้างเรือลำที่ 5 เพิ่ม เป็นเรือไม่ติดอาวุธใช้ทดสอบระบบเรดาร์และระบบอาวุธ ส่งผลให้ยอดรวมเรือคอร์เวตสร้างเองในประเทศเท่ากับ 5 ลำ

ต่อมาในปี 2017 เรือฟริเกตเบา TF-100 ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น I-Class และเรียกว่าเรือฟริเกตเฉยๆ เริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2021 มีการทดสอบกินเวลายาวนาน 3 ปีก่อนเข้าประจำการจริง ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul

เรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตจากโครงการ

ภาพประกอบที่หนึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างเรือคอร์เวตชั้น Ada ภาพบน กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ภาพล่าง

ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตเรือคอร์เวตชั้น Ada ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ เท่ากับว่าตุรเคียนำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มความยาว 13.7 กับเพิ่มความสูงตัวเรือใต้น้ำ 20 เซนติเมตร เพื่อพัฒนาเรือฟริเกตชั้น Istanbul สุดยอดขวัญใจติ่งไก่งวง

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตเบาจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือคอร์เวตเพิ่มความยาวจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่เช่นเดียวกัน

การขยายความยาวเรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจาก 8 ท่อยิงเป็น 16 ท่อยิง กับเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือ แต่การปรับปรุงทำให้สัดส่วนระหว่างความกว้างเรือกับความยาวเรือลดลง แม้ไม่ส่งผลเสียร้ายแรงมองเห็นชัดเจนทว่าตัวเลขเปลี่ยนไปจากเดิม

เรามาตรวจสอบข้อมูลเรือฟริเกตชั้น Formidable กองทัพเรือสิงคโปร์กันสักนิด เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3 เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette จากยุค 90 มาปรับปรุงให้ติดตั้งอาวุธมากกว่าเดิม จะเห็นนะครับว่าความยาวเรือสิงคโปร์กับเรือตุรเคียต่างกัน 1.6 เมตร แต่เรือสิงคโปร์ซึ่งมีอายุมากกว่ากลับกว้างกว่าถึง 1.9 เมตร ฉะนั้นถ้าพูดถึงความทันสมัยเรือฟริเกตชั้น Istanbul ย่อมไม่ใช่หมายเลขหนึ่ง

นอกจากสร้างเข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียจำนวน 8 ลำ กองทัพเรืออินโดนีเซียยังขอซื้อเรือฟริเกตชั้น Istanbul จำนวน 2 ลำราคาลำละ 500 ล้านเหรียญ และเรือลำนี้ทำให้ติ่งไก่งวงประเทศไทยมีความมั่นใจเปี่ยมล้น ชั่วดีถี่ห่างอย่างไรราชนาวีไทยต้องเลือกเรือฟริเกตชั้น Istanbul อารมณ์ประมาณว่านอนมาพระสวดแต่งตัวรอตั้งแต่รุ่งสาง

เรือฟริเกตตุรเคียกับราชนาวีไทย

เรามาวิเคราะห์เจาะลึกความน่าจะเป็นโครงการเรือฟริเกตกองทัพเรือไทย เนื่องจากผู้เขียนไม่มี TOR โครงการปัจจุบันในมือ จึงขอเปรียบเทียบกับ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี 2555 ข้อเท็จจริงอาจตรงบ้างไม่ตรงบ้างผู้อ่านโปรดพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน

ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย

1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือลำนี้ติดตั้งระบบ Aselsan ทั้งลำ

2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน เพราะเรือลำนี้ติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ

3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบขับเคลื่อน CODAG บนเรือคอร์เวตชั้น Ada กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ความต้องการราชนาวีไทยได้รับการตอบสนองดีที่สุดเท่าที่สามารถหาได้บนโลกใบนี้ เรือฟริเกตของเราจะไม่มีปัญหาระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน นอกเสียจากเปลี่ยนอะไหล่ที่ต้องจัดการตามวงรอบตามคู่มือ

4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือทุกลำในโครงการ MILGEM Project ยังไม่มีการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย

ภาพประกอบที่สองคือบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ซึ่งมีทุกอย่างเหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul พื้นที่ตรงกลางคือจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตร มาพร้อมช่องปล่อยขนาดเล็กกะทัดรัด และสะพานขึ้นเรือมีล้อเลื่อนรูปทรงตะมุตะมิ เห็นข้างนอกดูน่าอึดอัดแบบนี้ข้างในเรือน่าอึดอัดมากกว่า และเนื่องมาจากบั้นท้ายมีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพิ่มเข้ามา จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาเรือจึงถูกถอดออก เหลือเพียงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งกราบซ้ายเรือตามภาพประกอบที่หนึ่ง

ผู้อ่านทุกคนคงคุ้นเคยจุดรับส่งเรือเรือยางท้องแข็งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น OPV 80 กับเรือฟริเกตชั้น MEKO A-100 จากเยอรมัน ซึ่งมีความใหญ่โตอลังการงานสร้างราวกับอู่ลอยเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์ ต่างจากเรือตุรเคียซึ่งขนาดเล็กเสียจนใช้งานไม่สะดวกเท่าที่ควร โดยเฉพาะช่วงเวลาคลื่นลมแรงอาจเกิดอันตรายได้ทุกวินาที

เหตุผลที่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดค่อนข้างเล็ก เพราะความสูงท้ายเรือค่อนข้างน้อยตามแบบฉบับเรือรุ่นเก่า ต่างจากเรือรุ่นใหม่ซึ่งเน้นความเอนกประสงค์ มีการเพิ่มความสูงท้ายเรือเพิ่มพื้นที่ใช้งานใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ สามารถติดตั้งโซนาร์ลากท้ายได้โดยไม่เคอะเขิน เพียงแต่รูปทรงเรืออาจไม่เรียวแหลมจนใครหลายคนบอกว่าไม่สวย

การปรับปรุงเรือ

เรามาชมภาพบั้นท้ายเรือฟริเกตชั้น Istanbul ในภาพประกอบที่สาม จะเห็นนะครับว่าเหมือนบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ยันเงา มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตรตรงกลาง รูสี่เหลี่ยมปริศนาย้ายจากกราบขวามาอยู่กราบซ้าย ไม่มีช่องปล่อยโซนาร์ลากท้ายเนื่องจากเรือไม่มีโซนาร์ลากท้าย จากภาพถ่ายเรือลำนี้กินน้ำลึกสุด 4.5 เมตรบริเวณท้ายเรือ มีครีบกันโครงจำนวน 2 ตัวบริเวณกลางเรือค่อนมาทางบั้นท้าย

ภาพประกอบที่สามภาพเล็กคือเรือฟริเกตชั้น DW3000F ขนาด 3,700 ตัน บั้นท้ายเรือติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จนวิศวกรตัดสินใจสร้างประตูเปิดปิดห้อยออกมาจากบั้นท้าย จุดที่มีหมายเลข 471 ประดับไว้นั่นแหละครับ เรือฟริเกตขนาด 3,700 ตันยังเกือบติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ไม่ได้ การติดตั้งโซนาร์บนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ขนาด 3,000 ตันย่อมยากลำบากกว่ากันหลายเท่า รวมทั้งต้องเสียจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งให้กับโซนาร์จากเยอรมัน

ผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเรือฟริเกตชั้น Istanbul ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้หรือไม่ แต่ดูจากขนาดเรือถึงติดตั้งได้ก็คงใช้งานค่อนข้างลำบาก การดูแลซ่อมบำรุงลำบากยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะโซนาร์ขนาดค่อนข้างใหญ่เหมาะสมกับเรือขนาดมากกว่า 4,000 ตัน

ระบบตรวจจับและเตือนภัยใต้น้ำ

กลับมาพูดถึงรูสี่เหลี่ยมปริศนากันอีกครั้ง ตำแหน่งนั้นคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้ายที่ไม่ใช่โซนาร์ลากท้าย เพราะเป็นโซนาร์ลากท้ายทำหน้าที่ตรวจจับตอร์ปิโดเท่านั้น

ในการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Ada สองลำแรก กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea Sentor Surface Ship Torpedo Defence หรือ SSTD จากบริษัท Ultra Electronics ประเทศอังกฤษ ซึ่งจะมีโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโดทำงานร่วมกับแท่นยิงเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea Sentor ยังได้รับการคัดเลือกให้ใช้งานบนเรือฟริเกต Type 31e ซึ่งไม่มีระบบตรวจจับเรือดำน้ำ เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามใต้น้ำดีกว่าเดิม

เรือคอร์เวตชั้น Ada สองลำหลังเปลี่ยนมาใช้สินค้าจากบริษัท Aselsan ประกอบไปด้วยโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโด HIZIR 100-N Towed Array (สายยาวๆ สีเหลืองอ่อนในภาพประกอบที่สี่) วิธีใช้งานเจ้าหน้าที่บนเรือจะปล่อย HIZIR 100-N จากบั้นท้ายเรือ เป็นโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar หรือ TAS ระยะทำการน้อยกว่า TAS รุ่นทั่วไป

เมื่อ HIZIR 100-N ตรวจสอบพบว่ามีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายพุ่งตรงเข้าใกล้เรือ จะส่งข้อมูลไปประมวลผลก่อนสั่งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด HIZIR ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ เป้าลวง Zoka จะพุ่งไปตกห่างเรือพอสมควรแล้วเริ่มสร้างเสียงใบจักรเรือ เพื่อล่อลวงตอร์ปิโดให้หลงทางหักหัวมายังจุดเผยแพร่คลื่นเสียง โดยปรกติต้องยิงเป้าลวง Zoka จำนวนหลายนัดในวงกว้าง ตอร์ปิโดจะได้เสียเวลาแล่นตามเสียงใบจักรปลอมจนเชื้อเพลิงหมด

ขั้นตอนที่พูดถึงทั้งหมดตุรเคียลอกการบ้านอังกฤษชนิด 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ขั้นตอนการป้องกันตัวเองจากภัยร้ายไม่สิ้นสุดแค่เพียงเท่านี้

ในกรณีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายลูกนั้นไม่ถูกล่อลวงโดยเป้าลวง ยังคงมุ่งตรงเข้าใกล้เรือเป้าหมายหวังโจมตีขั้นเด็ดขาด เจ้าหน้าที่บนเรือจะสั่งเปิดใช้งานเป้าลวงลากท้ายซึ่งผูกติดกับโซนาร์ HIZIR 100-N ตอร์ปิโดจะเปลี่ยนมาไล่ล่าเป้าลวงลากท้ายห่างบั้นท้ายเรือประมาณ 50 เมตร บทสรุปในตอนท้ายก็คือเรืออาจสูญเสียโซนาร์ HIZIR 100-N กับเป้าลวงลากท้ายเป็นการถาวร แต่ถึงกระนั้นย่อมดีกว่าเรือถูกตอร์ปิโดยิงขาดสองท่อน

เป้าลวง Zoka มีใช้งานอย่างแพร่หลายในเรือดำน้ำตุรเคีย การนำมาใช้งานบนเรือผิวน้ำถือเป็นเรื่องปรกติ กองทัพเรือไม่จำเป็นต้องซื้อเป้าลวงหลายรุ่นในการปกป้องกองเรือ

โซนาร์ลากท้ายของตุรเคีย

ระบบป้องกันตอร์ปิโดบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ถือว่าดียอดเยี่ยม และในอนาคตกองทัพเรือตุรเคียมีแผนการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ใช้พื้นที่จำนวนน้อยนิดบริเวณกราบขวาเรือนั่นแหละครับ เรามาชมระบบโซนาร์ที่ไก่งวงกำลังพัฒนาจำนวน 2 รุ่นไปพร้อมกัน

ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย HIZIR-LFAS พัฒนาโดยบริษัท Aselsan ทำงานได้ทั้งโหมด Active และ Passive เหมือน ACTAS ผู้ผลิตอ้างว่าโซนาร์ตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำไกลสุด 75 กิโลเมตร (ACTAS ได้แค่ 60 กิโลเมตร) แต่บางข้อมูลกลับระบุว่าตรวจจับไกลสุด 50 กิโลเมตร เป็นรองแค่เพียง CAPTAS-4 จากบริษัท THALES เท่านั้น กองทัพเรือตุรเตียตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ใช้งานไม่ได้เพราะ HIZIR-LFAS ขนาดใหญ่เกินไป

ปัญหามีอยู่ว่าจนถึงตอนนี้ HIZIR-LFAS ยังไม่มีของจริงอวดชาวโลก

เรามาชมโซนาร์ที่บริษัท Aselsan พัฒนาเสร็จเรียบร้อยกันต่อเลย

ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย DUFAS 100/LR ตัวจริงในปี 2025 บอดี้สีเหลืองอ่อนคือโซนาร์ลากจูง Variable Depth Sonar หรือ VDS โดยมีโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar หรือ TAS แยกออกมาต่างหาก DUFAS 100/LR ยังใช้เตือนภัยตอร์ปิโดไม่ต่างจาก HIZIR 100-N เพียงแต่ขนาดค่อนข้างเล็กประสิทธิภาพจึงเล็กตามกัน

คาดว่า DUFAS 100/LR จะพร้อมวางขายภายในปี 2026 บริษัท Aselsan ต้องการคำสั่งซื้อไปใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ทว่าจนถึงปัจจุบันกองทัพเรือตุรเคียยังใช้แผนสงบสยบความเคลื่อนไหว เนื่องจากตัวเองยังไม่ค่อยพอใจประสิทธิภาพโซนาร์รุ่นนี้

การพัฒนาโซนาร์ลากท้ายมีความยุ่งยากวุ่นวายกว่าโซนาร์หัวเรือ กองทัพเรืออินเดียจึงสั่งซื้อโซนาร์ ACTAS จากเยอรมันมาใช้งานบนเรือตัวเอง ส่วนสหรัฐอเมริกาพัฒนาโซนาร์ลากท้าย AN/SLQ-61 กับโซนาร์ลากจูง AN/SQS-62 สำเร็จแล้ว ตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตรุ่นใหม่รวมทั้งเรือ LCS แบบ Mission Module มากถึง 30 ลำ แต่แล้วในการทดสอบใช้งานจริงโซนาร์รุ่นใหม่สอบตกคะแนนสุดต๊อกต๋อย กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องหันมาใช้งานโซนาร์ลากท้าย CAPTAS 4 ซึ่งดีที่สุดทันสมัยที่สุดระยะตรวจจับมากกว่า 100 กิโลเมตร ให้บังเอิญโครงการเรือฟริเกต FFG-62 ถูกยกเลิกไปเสียก่อนก็เลยไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ

โซนาร์คู่หู HIZIR-LFAS กับ DUFAS 100/LR จากตุรเคียยังอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน บริษัท Aselsan อาจพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองรุ่น แต่กองทัพเรือตุรเคียอาจไม่จัดหาเข้าประจำการก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่มีลูกค้าชาติอื่นเสียเงินซื้อไปใช้งานอย่างแน่นอน

โครงการเรือฟริเกตราชนาวีไทย

        วันที่ 22 เมษายน 2026 กองทัพเรือไทยเปิดเผยรายชื่อ 6 บริษัทเข้าร่วมโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาท มีบริษัทจากตุรเคียเข้าร่วมจำนวน 2 บริษัทประกอบไปด้วย


        1.บริษัท TAIS คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต I-Class หรือเรือฟริเกตชั้น Istanbul (ภาพประกอบที่หกภาพบน)

        2.บริษัท ASFAT คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต AS 3600 (ภาพประกอบที่หกภาพ)

        เรือฟริเกต AS 3600 มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ผู้เขียนขอพาผู้อ่านทุกคนมาทบทวนข้อมูลโครงการเรือแห่งชาติตุรเคียกันสักนิด

        -เรือคอร์เวตชั้น Ada ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์

-เรือฟริเกตชั้น Istanbul ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์

-เรือฟริเกต AS 3600 มีระวางขับน้ำ 3,680 ตัน ยาว 124 เมตร กว้าง 14.4 เมตร

สังเกตนะครับว่าเรือทั้ง 3 ลำมีความกว้างเท่ากันอย่างพอดิบพอดี

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรืออาเซนอลจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือพิฆาตจริงหรือไม่คำตอบก็คือไม่ใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศจริงหรือไม่คำตอบก็คือไม่ใช่

ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือคอร์เวตชั้น Ada เพิ่มความยาว 24.5 เมตรจริงหรือไม่คำตอบก็คือใช่

เรือฟริเกต AS 3600 นำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มเฉพาะความยาว เพื่อสร้างพื้นที่ติดอาวุธโดยเฉพาะระบบแท่นยิงแนวดิ่ง ทำแบบนี้แล้วส่งผลกระทบต่อการใช้งานมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนด้วยรถกระบะรุ่นยอดนิยม

-เรือคอร์เวตชั้น Ada คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมบรรทุกผักได้ 1 ตัน

-เรือฟริเกตชั้น Istanbul คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 1 เมตร สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้ถึง 2 ตัน

-เรือฟริเกต AS 3600 คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 2 เมตร สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้มากสุด 3 ตัน

ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าคิดคดทรยศ พายุฝนพัดโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง กระแสลมทิศตะวันตกเฉียงใต้พัดใส่หน้าตลอดเวลา ถ้าผู้เขียนจำเป็นต้องขับรถกระบะไปรับคุณภรรยา ให้โอกาสหนึ่งร้อยครั้งผู้เขียนขอเลือกรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมทั้งหนึ่งร้อยกัน

ย้อนกลับมาที่แบบเรือจากตุรเคียกันอีกครั้ง ด้วยตัวเลขความกว้างความยาวเป็นไปได้ว่าเรือคอร์เวตชั้น Ada จะทรงตัวดีกว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul หรือเรือฟริเกต AS 3600 เหตุผลก็คือเรือคอร์เวตชั้น Ada เป็นเรือรุ่นดั้งเดิมไม่ได้ถูกเพิ่มความยาว ทุกอย่างคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลคลั่ง ส่วนเรือที่เพิ่มเพียงความยาวมีวิธีแก้ไขเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นติดครีบกันโครงขนาดใหญ่กว่าเดิม หรือลดขนาด Superstructure ไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดแรงปะทะจากคลื่นลมซึ่งดูเหมือนเรือฟริเกตตุรเคียจะไม่เป็นเช่นนั้น

เรือระวางขับน้ำมากกว่าไม่ได้หมายความว่าโคลงน้อยกว่าเสมอไป

ระบบอาวุธบนเรือฟริเกตตุรเคีย

        เรือฟริเกต AS 3600 รุ่นดั้งเดิมมาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 64 ท่อยิง ผู้อ่านหลายคนบอกว่าเป็นเรือพิฆาตราคาประหยัดซึ่งไม่ใช่เลย เหตุผลก็คือระบบตรวจจับบนเรือค่อนข้างล้าสมัย เพราะใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 4 มิติ Cenk-400 หมุนติ้วๆๆๆๆ เพียง 1 ตัว เทียบเรือพิฆาตของแท้ในปัจจุบันจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เรือพิฆาตรุ่นใหม่ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลางบวกระยะไกลฝังรอบเสากระโดงจำนวน 4 ถึง 8 ตัว สามารถตรวจจับได้อย่างละเอียดไม่ต้องรอรอบในการหมุนติ้วๆๆๆๆ แบบเรือก็ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวเรือยันท้ายเรือ ไม่ใช่เอาเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำมาขยายเฉพาะความยาว

        เกริ่นนำพอเป็นพิธีแล้วเรามาพูดถึงแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS กันต่อ ปัจจุบันอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่งจากบริษัท Roketsan ประกอบไปด้วย

        1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 40 กิโลเมตร หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 1 นัด ทดสอบยิงครั้งแรกในวันที่ 2 มีนาคม 2024 ตามภาพประกอบที่เจ็ด

 หมดแล้วครับหมดจริงๆ ครับ

ระบบอาวุธที่เคยทดสอบยิงจริงโดยแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงเท่านี้ ส่วนระบบอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS ในอนาคตประกอบไปด้วย

1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 2 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 40 กิโลเมตร หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 4 นัด ฉะนั้น 8 ท่อยิงสามารถยัด Hisar-D RF Block 2 มากถึง 32 นัด ส่งผลให้กองทัพเรือตุรเคียเกิดความลังเลที่จะจัดหา Hisar-D RF Block 1 มาใช้งาน เพราะอีกไม่กี่ปีอาวุธชนิดนี้จะกลายเป็นของตกยุคไปโดยปริยาย ส่วนบริษัท Aselsan อยากให้กองทัพเรือสั่งซื้อ Hisar-D RF Block 1 มากๆ หน่อย จะได้นำเงินมาพัฒนา Hisar-D RF Block 2 ให้เสร็จสมบูรณ์ จึงเกิดปัญหาวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเสียที

2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 1-D นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 100 กิโลเมตร ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ

3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 2-D นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 150 กิโลเมตร ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ

4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Atmaca สำหรับรุ่นนี้การพัฒนาคงใช้เวลานานเป็นพิเศษ เนื่องจากกองทัพเรือตุรเคียชอบใช้งานรุ่นแท่นยิงปรกติ รุ่นแท่นยิงแนวดิ่งคงเป็นรุ่นส่งออกหรือใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 แต่คงเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เหมือน NSM แท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 นั่นแหละครับ

5.อาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Gezgin ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษ

6.ขีปนาวุธ Tayfun ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษเช่นเดียวกัน

เท่ากับว่าถ้ากองทัพเรือเลือกใช้งานแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน ปัญหาก็คืออีกไม่กี่ปี Hisar-D RF Block 1 จะกลายเป็นอาวุธตกรุ่นไม่มีใครใช้รวมทั้งตุรเคีย

เรือฟริเกต AS 3600 สำหรับราชนาวีไทย

        ผู้เขียนมองว่าแบบเรือ AS 3600 คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์ เพราะมีการออกแบบท้ายเรือเป็นจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 11.25 เมตร (ภาพประกอบที่แปดภาพขวา) สามารถใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับติดอาวุธขนาดเล็กได้ แต่ใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับปราบทุ่นระเบิดขนาดใหญ่ไม่ได้ จึงไม่มีคุณสมบัติยานแม่เหมือนเรือฟริเกต MRCV กองทัพเรือสิงคโปร์

        ส่วนแบบเรือ AS 3600 ที่คาดว่าบริษัท ASFAT เสนอให้กับราชนาวีไทย (ภาพประกอบที่แปดภาพซ้าย) ผู้เขียนกลับมองว่าเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ

        แบบเรือ AS 3600 คือการนำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มความยาว 24.5 เมตร แต่เนื่องมาจากแบบเรือดั้งเดิมใส่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่ไม่ได้ บริษัท ASFAT จึงออกแบบตัวเรือหรือ Hull ใหม่ให้ท้ายเรือมีความสูงมากกว่าเดิม Superstructure ตั้งแต่หลังสะพานเดินเรือไล่ไปจนถึงข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ลดความสูงลงจากสองชั้นเหลือชั้นเดียวเพื่อไม่ให้ท้ายเรือโด่งเกินไป รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนในการสร้างเรือไปพร้อมกัน ภาพรวมจึงดูว่าความสูงของเรือต่ำลงทั้งที่ในความเป็นจริงใกล้เคียงของเดิม

        และเนื่องมาจากแบบเรือ AS 3600 ไม่มีจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้ายขนาดใหญ่ บริษัท ASFAT ต้องปรับปรุงแบบเรือโดยเพิ่มจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาข้างปล่องระบายความร้อน (แบบเรือ AS 3600 ดั้งเดิมไม่มี) ส่งผลให้เรือมีเรือยางท้องแข็งจำนวน  2 ลำเหมือนเรือทั่วไป จากนั้นจึงปรับปรุงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่บริเวณท้ายเรือ ให้กลายเป็นจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตรงตามความต้องการราชนาวีไทยซึ่งนิยมชมชอบระบบโซนาร์จากเยอรมัน

        การปรับปรุงเรือเป็นเพียงการคาดเขาของผู้เขียนเท่านั้นนะครับ

        กลับมาชมภาพแบบเรือ AS 3600 ราชนาวีไทยอีกครั้ง เรือใช้ระบบเรดาร์จากตุรเคียทั้งลำตรงตามความคาดหมาย หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด LEVENT ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอินฟราเรดระยะยิง 9 กิโลเมตรในแท่นยิงขนาด 11 ท่อยิง สำหรับจุดนี้ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมในอนาคต เนื่องจาก LEVENT ยังพัฒนาไม่เสร็จเพราะมันค่อนข้างยาก แตกต่างจากระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz ใช้ปืนกลอัตโนมัติขนาด 35 มม.ลำกล้องแฝด ซึ่งในตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีใช้งานบนเรือรบตุรเคีย ยูเครน ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน

        ส่วนเรื่องไม่มีการติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งหลังปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ผู้เขียนเข้าใจว่า บริษัท ASFAT ไม่ได้กำหนดรุ่นแท่นยิงแนวดิ่งไว้อย่างชัดเจน เปิดโอกาสให้กองทัพเรือไทยเลือกด้วยตัวเองว่า อยากใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนในรายชื่อต่อไปนี้

        1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือปากีสถาน

        2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่งบริษัท MBDA จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือยูเครน

        3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM ระยะยิง 20 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 8 ท่อยิง 32 นัด เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือมาเลเซีย

        4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul กองทัพเรือตุรเคีย   

เท่ากับว่าแบบเรือ AS 3600 ราชนาวีไทยจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งไม่เกิน 16 ท่อยิง ส่วนจะได้ติดตั้งเพิ่มเติมหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตของอนาคต

ความเหมาะสมของแบบเรือ

ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี 2555 กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ไปแล้วในช่วงต้นบทความ จึงถือโอกาสเปรียบเทียบกับแบบเรือ AS 3600 เวอร์ชันราชนาวีไทยไปพร้อมกัน

ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย

1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือไก่งวงติดตั้งระบบ Aselsan ทั้งลำ

2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน เพราะเรือไก่งวงติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบอาวุธจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้

3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ และเป็นจุดแข็งมากที่สุดของแบบเรือไม่ใช่แท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 64 ท่อยิง

4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้แบบเรือ AS 3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ วงเล็บต่อท้ายถ้าแบบเรือได้รับการปรับปรุงเหมือนที่ผู้เขียนอธิบายนะครับ

ว่ากันตามจริงการติดตั้งระบบอาวุธบนเรือฟริเกตจากตุรเคีย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าจากตุรเคียทั้งลำเหมือนที่ใครหลายคนคิด ลูกประดู่ไทยอาจเลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ได้อย่างสบาย ถือเป็นการลอกการบ้านเรือคอร์เวตชั้นMILGEM กองทัพเรือปากีสถาน เพียงแต่ระบบอำนวยการรบกับระบบเรดาร์บนเรือคงหนีสินค้าจากตุรเคียไม่พ้น

ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบแบบเรือ AS 3600 มากแต่ไม่มากที่สุด อยากขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบริษัท ASFAT ต้องเพิ่มความกว้างเรือจาก 14.4 เมตรเป็น 16.4 เมตรเสียก่อน ต้องผ่านเงื่อนไขนี้เท่านั้นไม่เช่นนั้นผู้เขียนไม่ให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเด็ดขาด

อ้างอิงจาก

https://www.navalanalyses.com/2015/06/ada-class-corvettes-of-turkish-navy.html?m=1

https://www.turkiyetoday.com/nation/turkish-navy-successfully-tests-hisar-d-rf-air-defense-missile-from-tcg-istanbul-3205510

https://www.seaforces.org/marint/Turkish-Navy/Frigates/Ada-class.htm

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:TCG_Istanbul.jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/MILGEM_project

https://web.facebook.com/share/p/1Av726vn7R/