วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

M41 Walker Bulldog with 105 mm L7 Low Recoil Force Rifled Gun

      

        ระหว่างปี 2528 บริษัทร่วมจากเยอรมันตะวันตกนำรถถัง M41 GTI (GERMAN TANK IMPROVEMENT) มาทดสอบในประเทศไทย และได้เสนอแผนการปรับปรุงรถถัง M41 อายุ 30 ปีจำนวน 290 คันมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทแก่กองทัพบก เรียกเสียงฮือฮาให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวไทยจำนวนมาก เพราะเป็นการยกระดับรถถังเก่าให้มีความทันสมัยเทียบเท่ารถถังรุ่นใหม่ราคาแพง

เวลาถัดมาเพียงไม่กี่เดือนบริษัทคาดิแลคเกจจากสหรัฐอเมริกา นำรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์เข้ามาทดสอบในเมืองไทย ตามโครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพันมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท บริษัทยังให้ความสนใจโครงการปรับปรุงรถถัง M41 ไปพร้อมกัน มีการส่งป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ของรถถังคอมมานโดสติงเรย์ มาติดตั้งบนรถถัง M41 กองทัพบกไทย เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในสถานที่จริง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประเทศไทย

ป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.จากสหรัฐอเมริกามีขนาดค่อนข้างกะทัดรัด ถูกออกแบบให้ติดตั้งบนรถหุ้มเกราะล้อยาง รถหุ้มเกราะสายพาน หรือรถถังเบาขนาด 15-20 ตันได้อย่างเหมาะสม บริษัทคาดิแลคเกจตั้งใจนำมาใช้งานบนรถหุ้มเกราะล้อยางคอมมานโด V-300 ฉะนั้นการทดสอบติดตั้งบนรถถัง M41 จึงไม่ประสบปัญหา เพราะมีขนาดวงแหวนป้อมปืนใหญ่เท่าของเดิมชนิดพอดิบพอดี

ป้อมปืนรุ่นใหม่รูปร่างค่อนมาทางแบนราบ ด้านหน้าลาดเป็นมุมแหลมทำให้มีรูปทรงทางขีปนวิธีที่ดี หากถูกยิงทางด้านหน้ากระสุนจะแฉลบออกด้านข้างค่อนข้างง่าย ช่วยลดอันตรายได้มากกว่าป้อมปืนใหญ่ขนาด 76 มม.รุ่นเดิมของ M41 ซึ่งไม่มีการติดตั้งระบบรักษาการทรงตัวของปืน จึงใช้งานปืนใหญ่ระหว่างรถถังเคลื่อนที่ไม่ได้ รวมทั้งไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยวัดระยะ พลประจำรถต้องใช้สายตาวัดระยะทำให้การยิงเป้าหมายขาดความแม่นยำ ป้อมปืนรุ่นใหม่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายช่วยให้รถถังน่าเกรงขามมากกว่าเดิม

การติดตั้งป้อมปืนบนรถถัง M41

        เนื่องจากป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่จากบริษัทคาดิแลคเกจรูปร่างค่อนมาทางแบนราบ รวมทั้งใช้ปืนใหญ่ขนาดแตกต่างกันจึงใช้รางเก็บกระสุนร่วมกันไม่ได้ การนำมาติดตั้งบนรถถัง M41 จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม สำหรับการถอด/ใส่ป้อมปืนสามารถจัดการภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยใช้รถเครนหรือปั้นจั่นขนาด 8 ตันสำหรับยกป้อมปืน เครื่องมือช่างชุดใช้งานทั่วไปจำนวน 1 ชุด แหวนรองป้อมปืนหนา 1 นิ้วฟุตจำนวน 1 อัน ใช้รองป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ให้สูงกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ตัวป้อมเสียดสีกับขอบวงแหวนป้อมปืนซึ่งติดอยู่กับรถ

        แหวนรองป้อมปืนจะช่วยให้ป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่สูงกว่าเดิม 2 นิ้ว การประกอบใช้กำลังพลเพียง 2 นายใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ต่อด้วยใช้รถเครนยกป้อมปืนใหญ่น้ำหนัก 5 ตันกว่าเข้ามาติดตั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที การติดตั้งวงจรไฟฟ้ากับวงจรระบบสื่อสารสามารถใช้สายไฟขั้วเดิม นำมาเสียบเข้ากับวงจรไฟฟ้าบริเวณพื้นกระเช้าป้อมปืนเป็นอันแล้วเสร็จ โดยไม่ต้องปรับปรุงหรือดัดแปลงเนื่องจากอุปกรณ์ใช้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งเดียวที่ต้องดัดแปลงคือจุดเก็บกระสุนปืนใหญ่ภายในรถถัง เหตุผลก็คือป้อมปืนรุ่นใหม่ใช้กระสุนขนาด 105 มม.ต่างจากรุ่นเก่าใช้กระสุนขนาด 76 มม.

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนป้อมปืนใหญ่

        หลังการเปลี่ยนป้อมปืนรถถัง M41 อาจดูเทอะทะไม่คล่องตัวเหมือนเดิม เหตุผลก็คือป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.รุ่นเดียวกับรถถังคอมมานโดสติงเรย์ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมบวกลำกล้องปืนยาวกว่าเดิม การใช้งานอาจไม่คล่องแคล่วเท่าเดิมรวมทั้งมีจุดที่ต้องพึงระวังมากขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับกลับคืนถือว่าคุ้มค่าและน่าสนใจมาก รถถัง M41 จะมีอำนาจการยิงสูงขึ้นทัดเทียมรถถังหลักรุ่นใหม่ ปืนใหญ่ขนาด 105 มมรุ่น L7 มีแรงถอยต่ำประมาณ 11 ตันกว่า ใช้งานร่วมกับรถถัง M41 ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 24 ตันได้โดยไม่มีปัญหา รวมทั้งสามารถใช้งานกระสุนร่วมกับรถถัง M48 A5 ได้หมดทุกรุ่น การจัดหากระสุนหรือการส่งกำลังบำรุงเกิดความสะดวกสบายมากกว่าเดิม

        ประโยชน์เรื่องถัดไปคือเรื่องความแม่นยำ ปรกติพลประจำรถถัง M41 ต้องวัดระยะเป้าหมายด้วยสายตา การยิงปืนใหญ่นัดแรกจึงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 วินาที รวมทั้งต้องหยุดรถทุกครั้งที่ยิงเพราะไม่มีระบบรักษาการทรงตัวของปืน เมื่อเปลี่ยนมาติดตั้งป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ขนาด 105 มม.พลประจำรถจะใช้ระบบควบคุมการยิงในการเผด็จศึกเป้าหมาย โดยใช้อุปกรณ์ช่วยวัดระยะด้วยเลเซอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ในกล้องเล็ง ใช้อุปกรณ์คำนวณการยิงแบบดิจิตอลซึ่งสามารถคำนวณขีปนวิธีได้อย่างอัตโนมัติ รวมทั้งมีระบบรักษาการทรงตัวของปืน อุปกรณ์วัดความเอียงของป้อมปืน อุปกรณ์วัดความเร็วเป้าหมาย และอุปกรณ์วัดความเร็วกระแสลม นำมาใช้ในการคำนวณแก้ไขความคลาดเคลื่อนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งผลให้การยิงปืนใหญ่นัดแรกใช้เวลาไม่เกิน 8 วินาที

        นอกจากเปลี่ยนมาใช้งานปืนใหญ่ L7 ขนาด 105 มม.ป้อมปืนรุ่นใหม่ยังใช้ปืนกลร่วมแกนรุ่น M240 ขนาด 7.62 มม.ตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องลูกระเบิดควันขนาด 66 มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน 2 ชุด ส่วนปืนกลประจำป้อมปืนยังคงใช้งานปืนกล M2 ขนาด 12.7 มม.เหมือนเดิม การเปลี่ยนป้อมปืนรุ่นใหม่จีงช่วยให้ M41 มีเขี้ยวเล็บแหลมคมเทียบเท่ารถถังรุ่นใหม่

คุณลักษณะป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์

        -น้ำหนักรวม ประมาณ 5,240 กิโลกรัม

        -อาวุธหลัก : ปืนใหญ่ขนาด 105 มม.แรงถอยต่ำ 1 จำนวนกระบอก

        -อาวุธรอง : ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลประจำป้อมปืนขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอก และเครื่องลูกระเบิดควันขนาด 66 มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน 2 ชุด

กล้องตรวจการณ์และกล้องเล็ง

        -พลขับ : กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 4 ตัว

        -ผบ.รถ : กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 7 ตัว กับกล้องเล็งกลางวัน/กลางคืนรุ่น NV52 จำนวน 1 ตัว

-พลยิง : กล้องเล็งแบบ M36E1 พร้อมเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์จำนวน 1 ตัว

        ระบบควบคุมการยิง

        -อุปกรณ์ให้ทางสูงและอุปกรณ์หมุนป้อมปืน : ใช้ระบบไฟฟ้าและระบบหมุนด้วยมือ

        -ระบบรักษาการทรงตัวของปืน : ทำงานทั้งแกนตั้งและแกนนอน

        -ความเร็วในการหมุนป้อมปืนด้วยกำลัง : เท่ากับ 35 องศาต่อวินาที

        -มุมยกปืนและมุมกดปืน : เท่ากับ +20 องศาและ -7.5 องศา

        -ความเร็วในการยกปืน : เท่ากับ 8 องศาต่อวินาที (เมื่อใช้ระบบรักษาการทรงตัวของปืน 40 องศาต่อวินาที)

        -ความเร็วในการเล็งเกาะเป้าหมาย : เท่ากับ .25 มิลเลียมต่อวินาที

        -การป้องกันปืนกระแทกตัวรถ : ใช้ระบบอัตโนมัติ

        กระสุนปืนขนาด 105 มม.

        -กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบรักษาทิศทางด้วยหาง (APFSDS-T)

        -กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบ (APDS-T)

        -กระสุนระเบิดกะเทาะเกราะ (HESH)

        -กระสุนควัน (SMOKE)

        -ในป้อมปืนเก็บกระสุนขนาด 105 มม.ได้จำนวน 8 นัด

        -ในตัวรถแล้วแต่การดัดแปลง ซึ่งอาจจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 20 นัด

บทสรุป

        รถถัง M41 กับป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการทดสอบใช้งานจริงในประเทศไทย ช่วงเวลาที่กองทัพบกขึ้นโครงการใหญ่มูลค่า 14,000 ล้านบาทในปี 2528 เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผู้เขียนตั้งใจเก็บบันทึกให้กับคนรุ่นหลัง ต่อไปในอนาคตหากพวกเขาต้องการสืบค้นข้อมูลจะได้ทำอย่างสะดวก หรือจะเรียกว่าเป็นระบบเอไอสมัยพระเจ้าเหาก็เห็นจะไม่ผิด

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 9 เล่มที่ 272 วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2529

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

TH-301 for Thai Army

 รถถังเยอรมันตะวันตก

ระหว่างปี 2529 กองทัพบกไทยมีแผนการปรับปรุงรถถัง M41 อายุ 30 ปีจำนวน 290 คันมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งต้องการจัดหารถถังหลักจำนวน 1 กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพัน ปริมาณรถถังและยานสนับสนุนคาดว่าประมาณ 200 คัน มูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท รวมโครงการปรับปรุงรถถัง M41 เข้าไปด้วยตัวเลขเท่ากับ 14,000 ล้านบาท หรือ 451 ล้านเหรียญถือว่าค่อนข้างสูงจนน่าประหลาดใจ

บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ล (THYSSEN HHENSCHEL) จากประเทศเยอรมันตะวันตกเล็งเห็นว่า เงินก้อนนี้สามารถตั้งโรงงานผลิต/ประกอบรถถังขึ้นมาในประเทศ และจัดหารถถังหลักรุ่นใหม่ทันสมัยได้ไม่ต่ำกว่า 360 คัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพทางทหารแข็งแกร่งกว่าเดิม ลดปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุงกับการจัดหาอะไหล่ ช่วยให้วิศวกรกับนายช่างทั้งจากกองทัพและเอกชนมีงานทำเพิ่มขึ้น มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น มีความรู้ความชำนาญด้านการผลิต/ประกอบรถถังรุ่นใหม่ รวมทั้งมีเม็ดเงินก้อนโตหมุนเวียนภายในประเทศ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศและพ่อแม่พี่น้องชาวไทยทุกคน

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงบริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลจึงตัดสินใจนำเสนอรถถังหลัก TH301 ต่อกองทัพบกไทย ก่อนอื่นผู้เขียนขอชี้แจงให้ชัดเจนก่อนนะครับว่า รถถังรุ่นนี้ผู้ผลิตกำหนดให้เป็นรถถังขนาดกลางหรือ Medium Battle Tank เพราะมีน้ำหนักตัวพร้อมรบประมาณ 31 ตันเท่านั้น แต่ในประเทศไทยกลับถูกเรียกขานว่ารถถังหลัก จะด้วยสื่อมวลชนเข้าใจผิดหรือบริษัทผู้ผลิตกำหนดขึ้นใหม่ก็ตาม ทว่าในตลาดโลก TH301 คือรถถังขนาดกลางเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศในทวีปเอเชีย

ก่อนหน้านี้บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลเคยพัฒนารถถัง TH300 ขึ้นมาในปี 1976 โดยนำรถหุ้มเกราะสายพาน Marder มาปรับปรุงใหม่ทั้งคัน ปีถัดมา TH300 ถูกพัฒนาเป็นรถถังขนาดกลาง TAM สำหรับกองทัพบกอาเจนตินา จากนั้นจึงนำ TH300 มาต่อยอดเป็นรถถังรุ่นส่งออก TH-301/105 ติดปืนใหญ่ขนาด 105 มม.กับ TH-301/120 ติดปืนใหญ่ขนาด 120 มม. ซึ่ง TH-301/105 หรือ TH-301 คันนี้แหละคือพระเอกของบทความ เวลาต่อมาบริษัทยังพัฒนา TH-301/A4 เพิ่มเติมในภายหลัง

ภาพประกอบที่หนึ่งต้นแบบรถถังขนาดกลาง TH-301/A4 ซึ่งนำประสบการณ์จากการทดสอบในประเทศไทย มาปรับปรุงเพิ่มเติมให้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมยกตัวอย่างเช่น

-เปลี่ยนเครื่องยนต์ MTU MB 833 KA-500 (750 แรงม้า DIN ที่ 2400 รอบต่อนาที) เป็นเครื่องยนต์ MTU MB 833 KA-501 (800 แรงม้า DIN ที่ 2400 รอบต่อนาที)

-น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นจาก 31 ตันเป็น 31.6 ตัน

-อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 24 แรงม้า/ตัน เป็น 25.3 แรงม้า/ตัน

TH-301/A4 เปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงอาวุธ DSA 1988 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้วยขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักตัวเพียง 31.6 ตัน จึงสามารถขนส่งโดยรถไฟได้อย่างสะดวกสบาย บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลเล็งเป้าหมายมาที่กองทัพบกมาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า กัมพูชา รวมทั้งกองทัพบกไทย ซึ่งมีการเผยแพร่แผนการสร้างโรงงานในประเทศต่อสื่อมวลชนในประเทศ

รถถังเมดอินไทยแลนด์

ทำความรู้จักรถถังขนาดกลางจากเยอรมันตะวันตกในระดับหนึ่งแล้ว ผู้เขียนขอพาผู้อ่านทุกคนย้อนกลับคืนสู่โครงการจัดหารถถังในประเทศไทยอีกครั้ง ก่อนหน้านี้บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลส่งคนมาสำรวจเป็นเวลามากกว่า 2 ปี พวกเขาพบว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบพร้อมสร้างรถถังได้ด้วยตัวเอง เหตุผลก็คือโรงงานในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนรถถังได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวิศวกรชาวไทยสามารถประกอบรถถังได้ทั้งคันหรือ 100 เปอร์เซ็นต์ บริษัทเองก็มีความพร้อมเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ่ายทอดความรู้ความชำนาญ รวมทั้งส่งมอบพิมพ์เขียวแบบรถถังให้ ชิ้นส่วนไหนที่ผลิตเกินความต้องการบริษัทยินดีซื้อต่อทั้งหมด

ผลพลอยได้ที่ตามมาจากโครงการระยะยาว ประเทศไทยสามารถผลิต TH-301 เพื่อขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่นมาเลเซียซึ่งหมายตารถถังรุ่นนี้ได้สักพักหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดพัฒนารถหุ้มเกราะสายพานลำเลียงพล รถหุ้มเกราะสายพานติดอาวุธปล่อยนำวิถี รวมทั้งรถหุ้มเกราะสายพานตรวจการณ์ติดตั้งเรดาร์ขึ้นมาใช้งาน ช่วยให้ประเทศไทยสามารถยืนบนลำแข้งเองได้อย่างยั่งยืนยาวนาน

โรงงานผลิต/ประกอบรถถังใช้เจ้าหน้าที่และคนงานประมาณ 115 นาย การเปิดสายการผลิตยิ่งสร้างรถถังมากขึ้นเท่าไร ราคาต่อคันยิ่งลดต่ำลงมากขึ้นตามกัน กองทัพบกสามารถจัดหารถถัง TH-301 จำนวนมากเข้าประจำการ อัศวินแห่งสนามรบ รุ่นส่งออกจากเยอรมันตะวันตกคันนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวกระโดดกลายเป็นผู้ผลิตรถถังรายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับการผลิต/ประกอบรถถังในช่วงเริ่มต้นโครงการ บริษัทแนะนำว่าควรผลิตรถถังต้นแบบจำนวน 3 ถึง 5 คัน เพื่อส่งให้ศูนย์การทหารม้านำไปทดสอบประสิทธิภาพ จากนั้นจึงนำข้อบกพร่องทั้งหมดมาปรับปรุงให้เหมาะสม ก่อนผลิตรถถังจำนวนมากเข้าประจำการในเวลาต่อมา

การเตรียมความพร้อม

เมื่อกองทัพบกตกลงใจคัดเลือกโครงการ TH-301 บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลแนะนำว่ากองทัพบกควรจัดคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัทเพื่อกำหนดแผนงานร่วมกัน ถ้ากองทัพบกต้องการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบรถถังเพื่อความเหมาะสม ก็สามารถกำหนดได้เองตามความต้องการ เมื่อได้คุณลักษณะรถถังตามที่ทหารม้าไทยต้องการ ขั้นตอนไปคือตรวจสอบการผลิตชิ้นส่วนจากบริษัทเอกชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ เพื่อคำนวณปริมาณและคุณภาพชิ้นส่วนผลิตได้ในประเทศ ไม่ต้องนำเข้าจากเยอรมันตะวันตกช่วยลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน

การสร้างโรงงานผลิต/ประกอบรถถังในประเทศไทย เพื่อประหยัดงบประมาณกองทัพบกสามารถเลือกใช้อาคารสร้างเสร็จแล้ว อาทิเช่นโรงงานซ่อมสร้างที่นครราชสีมาหรือปทุมธานี นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมต่อสายการผลิตรถถัง โรงงานอื่นของหน่วยราชการยังสามารถช่วยผลิตชิ้นส่วนต่างๆ อาทิเช่นส่วนเชื่อมเหล็กตัวถัง หรือส่วนกลึงและตัดเหล็ก จากนั้นจึงส่งที่ศูนย์ประกอบตัวรถแบบเต็มคันในภายหลัง ระบบแยกผลิต/ประกอบจะช่วยลดต้นทุนในการสร้างรถถัง สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ บริษัทตั้งใจจัดส่งด้วยตัวเองอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว

การผลิต/ประกอบรถถัง TH-301

บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลมีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ เรื่องการออกแบบรถถังตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 2517 ถึง 2521 คือช่วงเวลาที่บริษัทศึกษาและพัฒนารถถัง TH-301 ขึ้นมา รองรับการใช้งานสงครามรุ่นใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต เน้นมาที่การรบระยะประชิดและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ อันเป็นปัจจัยหลักในการรบยุคใหม่ซึ่งใช้ความเร็วเป็นจุดตัดสินแพ้ชนะ มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ให้พลังขับเคลื่อนอย่างมหาศาล จนรถสามารถทำความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนน และมากถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในพื้นที่ภูมิประเทศ

รถถัง TH-301 ติดตั้งระบบควบคุมการยิงทันสมัยที่สุดในโลก ถูกออกแบบตามแนวคิดกองทัพบกเยอรมันตะวันตก ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับภูมิอากาศ การส่งกำลังบำรุงและอะไหล่สามารถใช้งานร่วมกับรถหุ้มเกราะสายพานตระกูล Marder จึงช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความยุ่งยากวุ่นวาย และถือเป็นจุดเด่นสำคัญเหนือคู่แข่งอีกหนึ่งเรื่อง

โรงงานผลิต/ประกอบรถถังสามารถแยกออกเป็นโรงงานผลิตย่อยประกอบไปด้วย

โรงงานเชื่อมเหล็ก

        เป็นโรงงานย่อยที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะต้องนำแผ่นเหล็กชนิดพิเศษมาทำการตัดเชื่อมต่อให้กลายเป็นตัวถัง การดำเนินกรรมวิธีในการปะแผ่นเหล็กผสมชนิดพิเศษและเชื่อมเป็นตัวถัง ต้องมีเครื่องมือประจำโรงงานตรงตามพิมพ์เขียวที่บริษัทตั้งใจมอบให้ รวมทั้งต้องมีเตาเผาขนาดใหญ่ติดตั้งภายในโรงงาน ทำหน้าที่ชุบเหล็กให้แข็งแกร่งตรงตามมาตรฐานของบริษัท

โรงประกอบเครื่องกำเนิดกำลังและโรงประกอบรถถัง

เป็นโรงงานย่อยที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะต้องนำชิ้นส่วนทั้งหมดซึ่งแยกกันผลิตจากหลายโรงงานย่อย มาประกอบเป็นรถถังเต็มคันให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการ แล้วใส่เครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อนที่ต้องนำเข้าในขั้นตอนสุดท้าย ฉะนั้นปริมาณเครื่องกำเนิดกำลังจะแปรผันกับปริมาณการผลิตรถถัง ไม่มีการกักตุนล่วงหน้าป้องกันปัญหาต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ตั้งใจ

ศูนย์หรือโรงงานซึ่งมีหน้าที่ประกอบระบบขับเคลื่อนเข้ากับตัวรถ รวมทั้งประกอบเครื่องช่วยพยุงรถเพิ่มเติมเข้ามา สมควรดำเนินการเป็นเอกเทศโดยใช้ระบบรวมการ โดยมีกองทัพบกไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบ สามารถแจกจ่ายการผลิตชิ้นส่วนย่อยให้บริษัทเอกชนหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนของราชการ ช่วยกันผลิตชิ้นส่วนรถถังตรงตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้ล่วงหน้า

ชิ้นส่วนที่สามารถแยกผลิตได้ในประเทศไทยประกอบไปด้วย ชิ้นส่วนของสายพาน ชิ้นส่วนของเครื่องเปลี่ยนกำลัง ชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าในตัวรถ ถังบรรจุเชื้อเพลิง เบาะนั่งและเครื่องอำนวยความสะดวกพลประจำรถ เครื่องกลไกกระเดื่องเชื่อมโยงต่างๆ ส่วนประกอบย่อยภายนอกของหีบเฟืองเปลี่ยนกำลัง ส่วนประกอบในห้องปฏิบัติการ ส่วนประกอบเกี่ยวกับเครื่องเล็ง กลไกในป้อมปืนและส่วนประกอบย่อยอื่นๆ อาทิเช่น ไฟหน้า ไฟท้าย แตร รวมทั้งเครื่องมือช่างสนามประจำรถ

ส่วนประกอบเหล่านี้ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง ไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศจึงช่วยประหยัดงบประมาณ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มงานให้กับคนในประเทศ ตรงตามความต้องการรัฐบาลเรื่องการสร้างงานสร้างรายได้กระจายในวงกว้าง

มีชิ้นส่วนบางประเภทซึ่งทางบริษัทไม่แน่ใจว่า หากผลิตขึ้นเองในประเทศจะประหยัดและเป็นผลดีในเชิงพาณิชย์หรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อนถึงสามารถให้คำตอบชัดเจน ชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้ประกอบไปด้วย ระบบท่อไอเสีย ระบบถ่ายเทความร้อน และระบบปรับอากาศภายในรถ ชิ้นส่วนที่จะผลิตในประเทศและประกอบเข้าเป็นระบบทั้งสาม ต้องผลิตจากโรงงานขนาดใหญ่ตรงตามตามมาตรฐานจริงๆ ไม่เช่นนั้นอาจประสบปัญหาระหว่างใช้งานส่งผลต่อความพร้อมรบของรถถัง

ผังโครงการส่วนเชื่อมเหล็ก

        เรื่องสำคัญในการสร้างโรงงานผลิต/ประกอบรถถัง TH-301 คือการสร้างตัวถังรถด้วยตัวเองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและยากที่สุด การวางแผนและกำหนดผังโครงการสำหรับประกอบตัวถังส่วนนี้ จะเกิดได้โดยนำความรู้ความสามารถบวกประสบการณ์ยาวนานของบริษัท มาถ่ายทอดให้กับวิศวกรและนายช่างกองทัพบกไทยอย่างครบถ้วน ผลผลิตที่ได้รับน่าจะมีมาตรฐานใกล้เคียงการสร้างในเยอรมันตะวันตก โดยมีต้นทุนต่ำกว่าเนื่องจากค่าแรงในเยอรมันตะวันตกสูงกว่าพอสมควร

แผนการผลิต/ประกอบรถถังในประเทศ

บริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ลได้จัดเตรียมแผนการล่วงหน้าในกรณีได้รับการคัดเลือกไว้ดังนี้

-สมมุติฐานการผลิตตัวถังสำหรับรถถัง TH-301 ในอัตราการผลิตเดือนละ 20 คัน

-สมมุติฐานการผลิตป้อมปืนสำหรับรถถัง TH-301 ในอัตราการผลิตเดือนละ 20 คันเช่นกัน

-การประกอบระบบขับเคลื่อนและระบบพยุงตัวรถ ให้สามารถผลิตได้ในอัตราเดียวกับตัวรถ

จากสมมุติฐานดังกล่าวกองทัพบกไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ มีโรงงานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมสร้างยานพาหนะอยู่ก่อนแล้ว จึงสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ในการผลิต/ประกอบรถถังได้ทันทีประกอบไปด้วย

-รถยกหรือเครน

-สิ่งอำนวยความสะดวก อาทิเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา แก๊สสำหรับเชื่อม และเครื่องอัดลม

-ห้องทำงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารโครงการ

-ที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่

-สถานที่จัดเก็บอุปกรณ์

-ห้องทำงานสถาปนิกประจำโครงการ

การผลิต/ประกอบรถถังในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 20 คัน คาดว่าใช้คนงานไทยเข้าร่วมการทำงานประกอบไปด้วย

-ช่างฝีมือ 240 คน

-ลูกจ้าง 160 คน

-วิศวกร สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญการควบคุมมาตรฐานจำนวนหนึ่ง

กำหนดการในการผลิตและประกอบ

        กำหนดการผลิตแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนด้วยกัน ขั้นตอนที่ 1 อัตราการผลิตไม่เกิน 10 คันต่อเดือน และขั้นตอนที่ 2 อัตราการผลิตไม่เกิน 20 คันต่อเดือน กำหนดการดังกล่าวบริษัทใช้เป็นสมมุติฐานและขอบเขตในการออกแบบสร้างโรงงานหลัก โดยที่ชิ้นส่วนย่อยต่างๆ จะถูกประกอบเป็นโครงเครื่องเรียบร้อยแล้วจากโรงงานย่อย ด้วยเหตุนี้โรงงานหลักจำเป็นต้องมีโกดังจัดเก็บโครงเครื่องอย่างเป็นระเบียบ และถือเป็นส่วนสำคัญไม่เช่นนั้นไลน์การผลิตอาจประสบปัญหาเรื่องความล่าช้า

        โรงงานย่อยเพื่อผลิตชิ้นส่วนและประกอบเป็นโครงเครื่องหลัก ซึ่งสามารถดำเนินการได้เองในประเทศไทยแบ่งออกเป็นหมู่งานดังนี้

        1.หมู่โครงเครื่องไฟฟ้า ประกอบไปด้วย แผงหน้าปัด ชุดสายไฟ สวิตช์ไฟ และอื่นๆ

        2.หมู่โครงเครื่องที่นั่งพลประจำรถ ประกอบไปด้วย ที่นั่งและเบาะพลประจำรถ เครื่องกันกระแทกภายในตัวรถ และอื่นๆ

        3.หมู่โครงเครื่องเหล็กชิ้นส่วนย่อย ประกอบไปด้วย ท่อไอเสีย ท่อต่างๆ เครื่องมือประจำรถ และอื่นๆ

        4.หมู่โครงเครื่องตัวถังรถ ประกอบไปด้วย แชสซีรถ และอื่นๆ

        5.หมู่โครงเครื่องระบบระบายความร้อน ประกอบไปด้วย ท่อน้ำ ท่อเครื่องปรับอากาศ และอื่นๆ

        6.หมู่โครงเครื่องอาวุธตัวถัง

        ทุกโรงงานย่อยซึ่งมีหน้าที่ผลิตหมู่โครงเครื่องหลักแต่ละรุ่น จะต้องมีแผนกพ่นสีเคลือบกันสนิมส่วนประกอบซึ่งทำงานโลหะทุกชิ้น

โรงเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวก

        โรงเรีอนซึ่งจะใช้เป็นโรงงานผลิต/ประกอบรถถัง TH-301 หรือเรียกว่าศูนย์ประกอบรถถังและยานเกราะ จะใช้พื้นที่มีหลังคาป้องกันแดดแฝนรวมทั้งหมดประมาณ 250,000 ตารางเมตร เฉพาะโรงงานผลิต/ประกอบรถถังใช้พื้นที่ทำงานรวมกันประมาณ 11,150 ตารางเมตร ต้องการถนนรอบโรงงานรองรับน้ำหนักรถถังได้ประมาณ 38,600 ตารางเมตร ส่วนถนนเชื่อมโยงส่วนอื่นสำหรับรถยนต์ธรรมดา สามารถใช้งานถนนตามมาตรฐานประเทศไทยได้ตามปรกติ

        โรงเรือนตามโครงการต้องเป็นโรงงานอเนกประสงค์มีความทันสมัย มีเครื่องมือหนักทางอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วนรวมทั้งเครนขนาด 30 ตัน ซึ่งจะเป็นทั้งสถานที่ผลิต ประกอบ และจัดเก็บรถถังอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ภายในโรงงาน เมื่อการผลิตและประกอบรถถังเสร็จครบถ้วนตามแผนการ โรงเรือนตามโครงการจะถูกใช้เป็นโรงงานซ่อมสร้างสำหรับรถถังยานเกราะกองทัพบกไทย

โรงเรือนสำหรับใช้เป็นจุดทำงานทั่วไป

        โรงเรือนหลังนี้จะถูกใช้เป็นโรงงานประกอบเครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อนรถถัง พ่นสี และประกอบเครื่องช่วยพยุงรถถัง หมู่โครงเครื่องหลักซึ่งประกอบเสร็จเรียบร้อยจากโรงงานย่อย จะถูกส่งมาที่นี่เพื่อประกอบขั้นตอนสุดท้าย ประกอบไปด้วย หมู่โครงเครื่องสายพาน หมู่หีบเฟืองเครื่องกำลัง หมู่เครื่องกำเนิดกำลัง (นำเข้าจากต่างประเทศ) หมู่โครงเครื่องป้อมปืนประกอบจากโรงงานย่อย ระบบปืน (นำเข้าจากต่างประเทศ) หมู่โครงเครื่องทั้งหมดจะถูกจัดเก็บอยู่ในโรงงานดังกล่าว โดยมีหน่วยงานควบคุมมาตรฐานหมู่โครงเครื่องหลักทุกชิ้นทำหน้าที่ดูแล

        ขนาดของโรงงานต้องมีความยาว 222 เมตร กว้าง 25 เมตร ระยะห่างระหว่างเสา 6 เมตร มีพื้นที่ทำงานภายในรวมทั้งสิ้น 5,550 ตารางเมตร ติดตั้งเครนขนาด 30 ตันจำนวน 1 ตัว ติดตั้งเครนขนาด 20 ตันอีก 2 ตัว เครนทุกตัวสามารถยกได้สูง 7.2 เมตรเป็นอย่างต่ำ ส่วนทดสอบมาตรฐานกว้าง 8 เมตร กว้าง 9 เมตร มีพื้นที่ทำงาน 72 ตารางเมตร ส่วนล้างทำความสะอาดกว้าง 7 เมตร ยาว 14 เมตร พื้นที่ทำงาน 98 เมตร ส่วนพ่นสีกว้าง 5 เมตร ยาว 24 เมตร พื้นที่ทำงาน 120 ตารางเมตร

ชิ้นส่วนที่สามารถแยกผลิตได้ในประเทศไทยประกอบไปด้วย ชิ้นส่วนของสายพาน ชิ้นส่วนของเครื่องเปลี่ยนกำลัง ชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าในตัวรถ ถังบรรจุเชื้อเพลิง เบาะนั่งและเครื่องอำนวยความสะดวกพลประจำรถ เครื่องกลไกกระเดื่องเชื่อมโยงต่างๆ ส่วนประกอบย่อยภายนอกของหีบเฟืองเปลี่ยนกำลัง ส่วนประกอบในห้องปฏิบัติการ ส่วนประกอบเกี่ยวกับเครื่องเล็ง กลไกในป้อมปืนและส่วนประกอบย่อยอื่นๆ อาทิเช่น ไฟหน้า ไฟท้าย แตร รวมทั้งเครื่องมือช่างสนามประจำรถ

จุดทำงานทั่วไปเปรียบเสมือนศูนย์ประกอบขั้นตอนสุดท้าย และเป็นสถานที่จัดเก็บรถถังกับเครื่องประกอบหลัก มีการติดตั้งรางเลื่อนยาวประมาณ 24 เมตร รองรับการขนถ่ายชิ้นส่วนน้ำหนักมากเข้าสู่โรงงาน มีการสร้างจุดตรวจสอบใต้ท้องรถถังความยาวประมาณ 40 เมตร จุดทำงานจะมีความกว้าง 25 เมตร ยาว 168 เมตร ระยะห่างระหว่างเสา 6 เมตร พื้นที่ทำงาน 4,200 ตารางเมตร ติดตั้งเครนขนาด 20 ตันจำนวน 2 ตัว เครนทุกตัวสามารถยกได้สูง 7.2 เมตรเป็นอย่างต่ำ

โรงงานในสถานที่ทดสอบรถถัง

เมื่อรถถังได้รับการประกอบจนเสร็จสมบูรณ์ จะมีการนำรถถังไปวิ่งทดสอบจำนวน 1 ครั้ง แล้วนำเข้ามาปรับปรุงข้อบกพร่องในโรงงานในสถานที่ทดสอบรถถัง นำรถถังออกไปทดสอบรอบที่ 2 ก่อนนำกลับมาปรับปรุงในโรงงานอีกครั้ง ในโรงงานจะมีเครื่องมือตรวจสอบและควบคุมมาตรฐาน ฝาผนังทำด้วยวัสดุเก็บเสียง ติดตั้งระบบปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ มีรถเครนขนาด 10 ตันไว้ให้บริการ ตัวโรงงานมีความกว้าง 16 เมตร ยาว 21 เมตร

จุดจัดเก็บตัวถังรถ

เมื่อตัวถังรถได้รับการประกอบจนเสร็จสมบูรณ์ จะถูกส่งต่อมาที่จุดจัดเก็บตัวถังรถเป็นการชั่วคราว ก่อนเข้ารับการติดตั้งเครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อนและเครื่องช่วยพยุงตัวรถ จุดจัดเก็บตัวถังควรเป็นโรงเรือนแบบ 2 ชั้น และมีเครื่องยกขนาด 20 ตันติดตั้งบนขื่อหลังคา ขนาดโรงเรือนกว้าง 25 เมตร ยาว 30 เมตร ลักษณะคล้ายคลึงจุดจัดเก็บตัวถังรถในประเทศเยอรมันตะวันตก

สนามทดสอบรถถัง

        สนามทดสอบรถถังใช้ทดสอบรถถังที่ได้รับการประกอบจนเสร็จสมบูรณ์ ส่วนประกอบของสนามทดสอบแบ่งได้ดังนี้

        -บ่อทดสอบการลุยข้ามน้ำ (ปรับระดับความลึกได้)

        -เนินทดสอบการไต่

        -เนินลาดเอียง 15 องศา ใช้ในการทดสอบระบบอาวุธและระบบเชื้อเพลิง

        -ทางขรุขระสำหรับทดสอบประสิทธิภาพรถ

        -ทางโค้งสำหรับทดสอบระบบบังคับเลี้ยว

        พื้นที่ทดสอบมีความกว้างเท่ากับ 2 เท่าของเส้นทางเดินรถ ส่วนเส้นทางเดินรถมีความยาวประมาณ 300 เมตร ส่วนโค้งของเส้นทางรัศมีเท่ากับ 100 เมตร และรัศมีเท่ากับ 65 เมตรเมื่อวัดตรงกลางเส้นทางเดินรถ โดยมีพื้นที่ขนย้ายรถขนาดใหญ่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนย้ายรถถังขึ้น/ลงจากยานพาหนะที่ใช้บรรทุกรถถัง

คลัง

        คลังหลักและคลังย่อยมีหน้าที่จัดเก็บชิ้นส่วนเป็นการชั่วคราว จะมีอยู่ในโรงงานผลิตหมู่โครงเครื่องหลักและศูนย์ประกอบขั้นตอนสุดท้าย เป็นคลังจัดเก็บทั่วไปไม่มีการดัดแปลงพิเศษ แต่อาจจัดแบ่งชั้นวางของให้เหมาะสมกับชิ้นส่วนชนิดต่างๆ เฉพาะหมู่โครงเครื่องตัวถังรถเท่านั้นที่ต้องการการจัดเก็บลักษณะพิเศษ และคลังจัดเก็บต้องอยู่ในศูนย์ประกอบขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

        ในการออกแบบโรงงานผลิต/ประกอบรถถังในประเทศไทย บริษัทคำนึงเสมอว่าโรงงานเหล่านี้จะถูกใช้งานเป็นการชั่วคราว เพื่อประกอบรถถังให้ครบถ้วนตามความต้องการกองทัพบก เมื่อสิ้นสุดโครงการโรงงานทั้งหมดต้องสามารถใช้งานด้านอื่นได้ จึงไม่มีการกำหนดลักษณะเฉพาะสำหรับโรงงานทุกแห่ง กองทัพบกอาจเลือกปรับปรุงโรงงานเดิมเป็นการเฉพาะกิจเพื่อประหยัดงบประมาณ

การประกอบเครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อนเข้ากับตัวถังรถ

        เมื่อตัวถังรถที่ได้รับการประกอบเรียบร้อยถูกส่งมาจากคลังจัดเก็บชั่วคราว การติดตั้งเครื่องกำเนิดกำลังและเครื่องช่วยพยุงรถจะทำพร้อมกันจำนวน 3 คัน ขั้นตอนการทำงานประกอบไปด้วย

        -วางตัวถังรถให้ได้ศูนย์กับระบบแถวแนวทำงาน

        -การเจาะ กลึง ขัดเกลา ด้วยเครื่องจักรทันสมัยจำนวน 12 จุด

        -การตัด ตบแต่ง และขัดเกลาขั้นตอนสุดท้าย

        -การตรวจสอบคุณภาพ โดยใช้เครื่องทดสอบพิเศษในการตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้เชี่ยวชาญกองทัพบกและผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทจะทำงานร่วมกัน

        -หากไม่ผ่านการทดสอบจะถูกส่งกลับไปดำเนินกรรมวิธีใหม่อีกครั้ง

ขั้นตอนการเตรียมพร้อมเข้าประกอบ

        -เชื่อมฐานรองรับหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลัง

        -ทำการล้างขั้นตอนสุดท้ายก่อนพ่นสีตัวถังรถ

        -นำตัวถังรถเข้ามาในห้องพ่นและอบสีพิเศษ

        -หลังการพ่นสีตัวถังรถจะถูกส่งไปพ่นเคลือบสีอีกครั้ง

        -นำตัวถังรถไปล้างไขมันที่เคลือบป้องกันไม่ให้สีติดเหล็กในจุดไม่ต้องการพ่นสี

กำหนดการในการผลิต/ประกอบ

        การทำงานในโรงงานผลิต/ประกอบรวมทั้งสิ้นจำนวน 10 ขั้นตอนไล่เรียงได้ตามนี้

การประกอบขั้นตอนที่ 1

-ติดตั้งโครงเรือนหมู่เครื่องชะลอความเร็วรถหรือเบรก

-ติดตั้งแผ่นปิดส่วนท้ายของตัวถังรถ

-ติดตั้งหมู่โครงเครื่องระบบเลี้ยวรถ ซึ่งจะประกอบเข้ากับล้อรับ

-ติดตั้งระบบรับแรงสะเทือน

-ติดตั้งระบบเครื่องกลับความตึงสายพาน

-ติดตั้งหมู่โครงเครื่องล้อรับ

-ติดตั้งหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลังขั้นตอนสุดท้าย พร้อมล้อกดและระบบล้อเลื่อนของโครงล้อรับ

-ควบคุมมาตรฐานและตรวจสอบก่อนปล่อยผ่านสู่ขั้นตอนต่อไป

การประกอบขั้นตอนที่ 2

-ติดตั้งท่อต่างๆ ภายในตัวรถ

-ติดตั้งระบบถ่ายเทความร้อน

-ติดตั้งระบบเครื่องจ่ายไฟ

-ติดตั้งหมู่เครื่องถ่ายเทของเหลวละลายความร้อน

-ติดตั้งหมู่เครื่องถ่ายเทของเหลวภายใต้ความดัน (ไฮโดรลิก)

-ติดตั้งโครงเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศ (พัดลม)

-ติดตั้งหมู่เครื่องสูบน้ำออกจากตัวรถหน้าและหลัง

-ติดตั้งระบบเครื่องป้องกันการรั่ว ซึม และชุดสำหรับลุยน้ำ

การประกอบขั้นตอนที่ 3

-ติดตั้งหมู่เครื่องถ่ายกำลังขับเคลื่อน และหมู่เครื่องชะลอความเร็ว

-ติดตั้งหมู่เครื่องถ่ายกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบของเหลวภายใต้ความดัน

-ติดตั้งระบบถ่ายเทอากาศภายในตัวรถ

-ติดตั้งระบบเครื่องปรับอากาศภายในตัวรถ

-ติดตั้งระบบควบคุมการถ่ายเทอากาศ

การประกอบขั้นตอนที่ 4 ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล

การประกอบขั้นตอนที่ 5

-ติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงใบที่ 1,2 และ 3

-ติดตั้งระบบการไหลเคลื่อนของน้ำมันเชื้อเพลิง

-ติดตั้งเครื่องกำเนิดกำลังให้แรงอัดของเหลวภายใต้ความดัน

-ติดตั้งระบบอัดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์ด้วยมือ

-บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 600 ลิตรเข้าสู่ถังเพื่อทดสอบการรั่วซึม

-ติดตั้งเครื่องให้ความร้อนไอดีและเครื่องถ่ายอากาศ

การประกอบขั้นตอนที่ 6

-ประกอบกระเดื่องเครื่องเชื่อมโยงและคันบังคับของเครื่องยนต์

-ติดตั้งระบบเครื่องป้องกัน เคมี ชีวะ รังสี

-ติดตั้งหม้อกำเนิดกำลังไฟฟ้า (แบตเตอรี่)

-ติดตั้งที่นั่งสำหรับพลประจำรถ

การประกอบขั้นตอนที่ 7

-ประกอบแผงฝาผนังภายในตัวรถ

-ประกอบพื้นรถและเดือยฐานรองชนิดต่างๆ

-ติดตั้งโครงหลังคาภายในห้องปฏิบัติการ

-ติดตั้งกล้องเล็งชนิดต่างๆ

-ติดตั้งฝาผนังภายในห้องเครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อน

-ติดตั้งระบบควบคุมการทำงานของป้อมปืน

การประกอบขั้นตอนที่ 8

-ติดตั้งบังโคลนส่วนบนด้านหน้า

-ติดตั้งกระจกมองหลัง

-ติดตั้งตะแกรงป้องกันชิ้นส่วนภายนอกตัวถังและแตรรถ

-ติดตั้งระบบให้แสงสว่างนอกตัวถัง

-ต่อเชื่อมสายเข้ากับแผงมาตรเครื่องวัด

-ทดสอบระบบไฟฟ้าทั้งหมด

-ทดสอบกลไกการทำงานต่างๆ ในขั้นตอนสุดท้าย

การประกอบขั้นตอนที่ 9

-ติดตั้งคันบังคับของหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลัง

-ติดตั้งหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลัง

-เติมของเหลวที่ถ่ายเทและระบายความร้อน

-ปรับแต่งคันบังคับต่างๆ

-เติมน้ำมันหล่อลื่น

-ติดตั้งโครงรับป้อมปืนเข้ากับเดือยฐานรองรับที่พื้นตัวถังรถ

-ติดตั้งป้อมปืน

-ติดตั้งไฟสัญญาณการทำงานของหีบควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในตัวรถ

การประกอบขั้นตอนที่ 10

-ประกอบหมู่สายพาน

-ประกอบบังโคลนส่วนหลัง

-ติดตั้งฝาเปิดปิดป้อม

-ตรวจสอบความตึงของสายพาน และแรงอัดของเหลวภายใต้ความดัน

การทดสอบและควบคุมมาตรฐานขั้นตอนสุดท้าย

        ขั้นตอนนี้จะทำการตรวจสอบและทดสอบระบบการทำงานร่วมกันของชิ้นส่วนชนิดต่างๆ ที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์แล้ว รวมทั้งทดสอบระบบการทำงานภายนอกตัวรถ

การทดสอบระบบถ่ายเทความร้อน

        รถถังจะติดเครื่องยนต์ขณะอยู่บนห้างรับตัวรถ โดยที่รถถังจะทำงานเหมือนกำลังเคลื่อนที่อยู่ในสถานที่เดิม เพื่อทดสอบระบบถ่ายเทความร้อน ระบบถ่ายเทอากาศภายในรถ และสถานการณ์ทำงานภายในตัวรถ การทดสอบขั้นตอนนี้จะเกิดเสียงดังจากเครื่องยนต์พอสมควร

การทดสอบภาคสนาม

        การทดสอบขั้นตอนนี้ทำโดยชุดควบคุมคุณภาพและผู้ตรวจรับรถถัง หลังทดสอบขับเคลื่อนในสนามครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนประกอบไปด้วย

การทดสอบภาคสนามครั้งที่ 1

        -ถอดหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลังออกเพื่อตรวจสอบสภาพ

        -ตรวจสอบการรั่วซึมภายในห้องเครื่องกำเนิดกำลังขับเคลื่อน

        -ใส่หีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลังกลับคืนที่เดิม

        -ตรวจสอบสายพานและระบบพยุงตัวรถ

        -ตรวจสอบการยึดตรึงของนอตและสกรูต่างๆ

การทดสอบภาคสนามครั้งที่ 2

        -นำรถที่ผ่านการทดสอบภาคสนามครั้งที่ 1 ออกไปทดสอบภาคสนามครั้งที่ 2 อีกครั้ง

        -ถอดหีบเฟืองเครื่องเปลี่ยนกำลังออกอีกครั้งเพื่อตรวจสอบสภาพ

ขั้นตอนการปฏิบัติก่อนส่งมอบรถให้กับหน่วยใช้งาน

        -ถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงออกจากตัวรถ

        -ล้างและทำการบำรุงรักษาหลังการตรวจสอบ

        -ตกแต่งขั้นตอนสุดท้ายด้วยการพ่นสีชั้นนอกตามที่หน่วยใช้งานกำหนด

        -เคลือบแข็งทับหน้าสี

        -ขัดล้างครั้งสุดท้าย

        -ใส่เครื่องมือประจำรถและหนังสือคู่มือประจำรถ

บทสรุปปิดท้าย

รถถัง TH-301 สร้างเองในประเทศจากบริษัททิสเซ่น เฮนเซิ่ล สามารถแบ่งชิ้นส่วนการผลิตออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ  ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนผลิตเองในประเทศได้แก่ ตัวถังรถ ระบบพยุงตัวถัง ป้อมปืนใหญ่ และโครงสร้างทั้งหมด กับชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศได้แก่ เครื่องยนต์พร้อมเกียร์ ระบบปืน และชิ้นอื่นๆ จำนวนนิดหน่อย โครงการสร้างโรงงานผลิต/ประกอบรถถังในประเทศไทย เป็นโครงการใกล้เคียงกับการยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองมากที่สุด เสียดายกองทัพบกในตอนนั้นตัดสินใจไม่ดำเนินการ รถถังเมดอินไทยแลนด์ จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจรวบรวมข้อมูลทั้งหมด จับเก็บเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพบกไทย

อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิฉบับที่ 295 วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2529

https://pantip.com/topic/30028943

https://forum.warthunder.com/t/th-301-a4/71855/16

https://x.com/ronkainen7k15/status/2014686771037274413

https://tanks-encyclopedia.com/coldwar-germany-th-301/

https://pantip.com/topic/41723540