MiG-25 ปีศาจร้ายหลังม่านเหล็ก
วันที่
9
กันยายน 2519 เรืออากาศโท วิคเตอร์ เบเล็นโค
ได้ขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A กองทัพอากาศสหภาพโซเวียต บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ
ประเทศญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญประเทศญี่ปุ่นและกองกำลังนาโต้อีกหลายประเทศ
ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสร้างเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงของสหภาพโซเวียตไปพร้อมกัน
บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังได้ถอดรหัสเครื่องพิสูจน์ฝ่ายหรือ
IFF กระทั่งเป็นผลสำเร็จ
ก่อนส่งมอบเครื่องบินกลับคืนสู่สหภาพโซเวียตในเดือนพฤศจิกายน 2519 ข้อมูลที่ได้รับถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อโลกตะวันตก
เพราะช่วยให้รู้จักขีดความสามารถแท้จริงของโรงงานสร้างอากาศยานแห่งสหภาพโซเวียต
รวมทั้งความรู้โดยทั่วไปของกำลังทางอากาศจากดินแดนหลังม่านเหล็ก
จุดกำเนิดเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง
เครื่องบินขับไล่
MiG-25 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูงที่สุดในโลก ทว่าทุกคนพากันประหลาดใจเมื่อพบว่าเครื่องบินถูกผลิตออกมาใช้งานค่อนข้างน้อย
ต่างจากเครื่องบินขับไล่ตระกูลมิกรุ่นอื่นซึ่งมีจำนวนมหาศาล
สถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ได้จัดทำอำนาจถ่วงดุลทางทหาร 2525/2526 ออกมา
ข้อมูลแจ้งว่าสหภาพโซเวียตประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-25
เพียง 330 ลำ โดยมีเครื่องบินจำนวน 50 ลำทำหน้าที่ฝึกนักบิน
กับอีก 170 ลำทำหน้าที่เครื่องบินลาดตระเวน เหลือเพียง 100
ลำทำหน้าที่สกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่ายตรงข้าม จำนวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตความรับผิดชอบของเครื่องบิน
MiG-25 เริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2514 มีการพัฒนาปรับปรุงรุ่นย่อยจำนวน
6 รุ่นด้วยกัน โดยรุ่นล่าสุดถูกเปลี่ยนชื่อเป็น MiG-31 และนาโต้กำหนดชื่อไว้ว่า FOXHOUND ทว่ายังมีการเรียกชื่อเดิมว่า
MiG-25 MP ค่อนข้างมาก
เครื่องบินขับไล่ตระกูล FOXBAT ทั้ง 6 รุ่นประกอบไปด้วย
1.
MiG-25 FOXBAT A ภารกิจขับไล่สกัดกั้น
2.MiG-25
FOXBAT B ภารกิจลาดตระเวน
3.MiG-25
FOXBAT C รุ่นสองที่นั่ง ภารกิจฝึกนักบิน
4.MiG-25
FOXBAT D ภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์
5.MiG-25
FOXBAT E ภารกิจขับไล่สกัดกั้น
6.MiG-25
MP หรือ MiG-31 FOXHOUND
ภารกิจขับไล่สกัดกั้น
เครื่องบินทั้ง
6
รุ่นมีเพียง FOXBAT A กับ
FOXBAT E และ FOXHOUND เท่านั้น ที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศเพื่อเผด็จศึกเครื่องบินฝ่ายตรงข้าม ส่วน FOXBAT B กับ FOXBAT C และ FOXBAT D โดยปรกติติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ ยกเว้นมีการนำ FOXBAT C
ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกสองที่นั่งมาปรับปรุงหวังใช้เป็นกำลังเสริม
สหภาพโซเวียตเร่งพัฒนาเครื่องบินขับไล่
MiG-25
FOXBAT ขึ้นมา เพื่อเตรียมรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70
ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 3.1 มัค เพดานบินสูงสุด 70,000
ฟุต ระยะทำการมากกว่า 6,200 กิโลเมตร สำนักออกแบบมิโกยันและโรงงานสร้างอากาศยานในสหภาพโซเวียต
ออกแบบให้ MiG-25 มีความเร็วสูงเทียบเท่าหรือมากกว่า B-70 เครื่องบินต้นแบบรุ่นขับไล่สกัดกั้น Ye-155-P1
ทดสอบบินครั้งแรกวันที่ 9 กันยายน 2507 ทว่าก่อนหน้านี้ในวันที่ 6 มีนาคม 2507 เครื่องบินต้นแบบรุ่นลาดตระเวน Ye-155-R1 (ไม่ติดอาวุธ)
ทดสอบบินเป็นที่เรียบร้อย
โครงการ
MiG-25
ถูกจัดอยู่ในลำดับลับสุดยอด แม้ทดสอบบินเรียบร้อยแล้วทว่ายังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน
กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2510 เครื่องบินขับไล่ FOXBAT A จำนวน 3 ลำกับเครื่องบินลาดตระเวน
FOXBAT B อีก 1 ลำ
ได้ทำการบินโชว์ที่งานแสดงการบินโดโมเดโดโว ผู้บรรยายแนะนำว่าเป็น
“เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงสามเท่า” ก่อให้เกิดความสับสนต่อสื่อมวลชนจากโลกตะวันตก
ซึ่งพากันเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ถูกพัฒนาโดยบริษัทตูโปเลฟ
ต่อมายังเกิดความสับสนกับเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประสิทธิภาพต่ำกว่า
ระหว่างปี
2516
อิสราเอลตรวจพบว่า เครื่องบินขับไล่ MiG-25
สามารถทำความเร็วสูงถึง 3.2 มัคหรือ 3,380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เพดานบินสูงถึง 80,000 ฟุตขณะบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอล
สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า MiG-25 มีประสิทธิภาพสูงกว่าข้อมูลจากสายลับ
จึงมีคำสั่งหยุดส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์ SR-71 ออกปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าสหภาพโซเวียต
รวมทั้งมีส่วนทำให้โครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-70 ซึ่งมีการสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาแล้วจำนวน 3 ลำถูกยกเลิกไม่ได้ไปต่อ
หลังการเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์
B-70 สหภาพโซเวียตใช้เวลาเพียง 5 ปีในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่
MiG-25 ซึ่งมีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการเผด็จศึกเครื่องบินทิ้งระเบิดทุกรุ่นบนโลก
ใครเป็นสหรัฐอเมริกาและนาโต้ในตอนนั้นย่อมกินไม่ได้นอนไม่หลับ
กะส่ายกะสับสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะกรดไหลย้อนเล่นงาน MiG-25 FOXBAT จึงเปรียบได้กับหมัดเด็ดไพ่ตายที่โลกตะวันตกทุกชาติพากันวิตกกังวล
การตรวจสอบเครื่องบิน
เมื่อเรืออากาศโท
วิคเตอร์ เบเล็นโคขโมยเครื่องบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ออกมาสำเร็จ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากค่ายตะวันตกพากันประหลาดใจมาก
สำนักออกแบบมิโกยันทำให้เครื่องบินขับไล่ MiG-25
มีรูปร่างน่าเกรงขาม แต่แล้วเมื่อตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียดกลับพบว่า โครงสร้างส่วนใหญ่ของเครื่องบินคือโลหะผสมนิกเกิล-เหล็กประมาณ
80 เปอร์เซ็นต์ มีชิ้นส่วนทำมาจากอะลูมิเนียมประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นส่วนทนต่ออุณหภูมิสูงสร้างจากไทเทเนียมอีก 9 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ MiG-25
มีน้ำหนักมากกว่าเครื่องบินจากค่ายตะวันตกซึ่งใช้ไทเทเนียมเป็นหลักเกือบสองเท่า
เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตรุ่นใดสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่
บริษัทดูมันสกีหรือ Tumansky จึงพัฒนาเครื่องยนต์
R-15B-300 พร้อมสันดาปท้ายหรือ Afterburner ขึ้นมา โดยนำเครื่องยนต์อากาศยานไร้คนขับรุ่น Tupolev Tu-121 มาปรับปรุงเพิ่มเติม เครื่องยนต์มีขั้นตอนการทำงานค่อนข้างเรียบง่าย
ประสิทธิภาพที่ความเร็วต่ำทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ทว่าเมื่อเครื่องบินใช้ความเร็วสูงประสิทธิภาพเครื่องยนต์สูงกว่าเดิมชนิดหน้ามือหลังมือ
มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า
เครื่องบินบินขับไล่ MiG-25 FOXBAT A ซึ่งบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอลด้วยความเร็ว 3.2 มัค และใช้เพดานบินสูงถึง
80,000 ฟุตไปลงที่สนามบินประเทศอียิปต์
เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่
ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน ถ้าเครื่องยนต์เสียหายอย่างหนักเครื่องบินต้องเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว
ปัญหาก็คือ MiG-25 ลำนั้นไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย
ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกายังแจ้งอีกว่าถ้า MiG-25
ใช้ความเร็วเกินกว่า 2.5 มัค เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนสะสมสูงมาก
จนอาจเกิดระเบิดกลางอากาศขึ้นมาตอนไหนก็ได้
ปัญหาก็คือข้อมูลพวกนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันเช่นเดียวกัน
แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนก็คือ สหรัฐอเมริกาในตอนนั้นพัฒนาเครื่องยนต์สู้เครื่องยนต์
R-15B-300 ของสหภาพโซเวียตไม่ได้
เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทดูมันสกี R-15B-300 ให้กำลังขับ 7,600 กิโลกรัมและ
11,000 กิโลกรัมเมื่อใช้สันดาปท้าย เครื่องอัดอากาศจำนวน 5 ระบบให้กำลังอัดอากาศ 170 กิโลกรัมต่อวินาที
ห้องสันดาปเครื่องยนต์มีลักษณะเป็นท่อวงแหวนแบ่งเป็น 10 ห้อง
เครื่องเทอร์โบแบ่งการทำงานออกเป็น 2 จังหวะ
อากาศที่พ่นเข้ามาตามช่องอัดอากาศเข้าเครื่อง
จะถูกอัดอากาศโดยชุดอัดอากาศหน้าเครื่องและอีกครั้งภายในเครื่อง
เมื่อใช้ความเร็วสูงเครื่องยนต์จะทำงานอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงค่อนข้างสูงกว่าเครื่องยนต์รุ่นอื่น
โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งเครื่องยนต์เข้าทำลายเป้าหมาย นักบินมีเวลาทำภารกิจเพียง 27
นาทีก่อนที่เชื้อเพลิงบนเครื่องบินจะหมด
FOXBAT A ไม่มีถังเชื้อเพลิงสำรองเหมือนเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นเก่า
เครื่องบินต้นแบบมีการติดถังเชื้อเพลิงสำรองที่ปลายปีกก่อนถูกถอดออก
เนื่องจากไม่เหมาะสมกับการใช้งานที่ความเร็วสูงและระดับสูง ส่วน FOXBAT รุ่นอื่นรวมทั้ง FOXBAT
E และ MiG-31 FOXHOUND
สามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองใต้ท้องเครื่องบิน ไม่วุ่นวายกับจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีบริเวณใต้ปีก
ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเครื่องยนต์ R-15B-300 ประกอบไปด้วย
อุณหภูมิอากาศก่อนเข้าเครื่องเทอร์โบอยู่ที่ 1,000 องศาเซลเซียส
ความยาวเครื่องอัดอากาศเท่ากับ 1 เมตร
ความยาวห้องเครื่องยนต์เท่ากับ 2.8 เมตร
ความยาวรวมระบบเครื่องยนต์อยู่ที่ 6 เมตร น้ำหนักรวม 2,100
กิโลกรัม แม้ถูกค่อนขอดจากคนรุ่นหลังจำนวนมากเรื่องไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้
ทว่าค่ายตะวันตกไม่มีเครื่องยนต์รุ่นไหนประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทรุ่นโบราณจากบริษัทดูมันสกี
ฉะนั้นใครก็ตามที่รู้สึกคันปากรบกวนถามตัวเองก่อนว่า
ตัวเองมีอะไรดีกว่าถึงกล้าหยามเหยียดเครื่องบินขับไล่ความเร็ว 3.2 มัครุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลก
ระบบเรดาร์กับระบบอาวุธประจำเครื่องบิน
เครื่องบินขับไล่ MiG-25
FOXBAT A ใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A ชื่อรหัสของนาโต้คือ Fox Fire ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น Tu-128
Fiddler ระบบเรดาร์ TL-25 Smerch-A สามารถตรวจจับเป้าหมายที่ระยะ 160 กม. และติดตามเป้าหมายได้จากระยะประมาณ 80 กม.
แต่ขาดความสามารถในการมองลงแล้วยิง เครื่องบินรุ่นแรกที่ติดตั้งเรดาร์มีคุณลักษณะมองลงแล้วยิงคือ
MiG-23 ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้งานระดับความสูงปรกติและทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย
เหตุผลที่สหภาพโซเวียตเลือกใช้งานเรดาร์ TL-25 Smerch-A พวกเขาอาจมองว่าภารกิจหลักคือบินขึ้นไปยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบง่ายๆ
ไม่จำเป็นต้องใช้งานเรดาร์โหมดมองลงแล้วยิงมากเทียบเท่า MiG-23
เขี้ยวเล็บแหลมคมของ
FOXBAT A คืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีกึ่งเรดาร์ R-40R ระยะยิงไกลสุด 80
กิโลเมตร กับคืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศนำวิถีอินฟราเรด R-40T ระยะยิงไกลสุด 50
กิโลเมตร สามารถติดบริเวณใต้ปีกจำนวน 4 นัดไม่มากไปกว่านี้
ต้องเข้าใจนะครับว่าเครื่องบินต้องใช้ความเร็วค่อนข้างสูงในการเดินทางเข้าใกล้เป้าหมาย
และอาวุธปล่อยนำวิถีใต้ปีกนี่แหละคือสิ่งกีดขวางการทำความเร็ว
ยิ่งติดมากเท่าไรความเร็วเครื่องบินยิ่งลดน้อยถอยลง อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศจำนวน 4 นัดถือว่ามากเพียงพอในการทำภารกิจ
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-40
มีชื่อรหัสของนาโต้ว่า AA-6 Acrid ออกแบบมาเพื่อรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์
B-70 โดยใส่หัวรบขนาดใหญ่เพื่อให้มีแรงระเบิดเพียงพอต่อการทำลายเป้าหมาย
สามารถใช้งานระดับความสูงมากกว่า 60,000 ฟุตได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีความคล่องแคล่วค่อนข้างสูงในการเผด็จศึกเป้าหมายซึ่งมีความเร็วสูงถึง
3 มัค ถือเป็นไอเทมลับของ FOXBAT A ในการรับมือภัยคุกคามจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
และเนื่องมาจากภารกิจหลักคือไล่ล่าเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงสามเท่า
FOXBAT A จึงไม่มีปืนกลอากาศใช้งานเหมือนดั่งเครื่องบินขับไล่รุ่นทั่วไป
สำหรับ
FOXBAT D ซึ่งใช้ทำภารกิจลาดตระเวน/สงครามอิเล็กทรอนิกส์
มีการติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างเพิ่มขึ้นเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง
สามารถตรวจจับเป้าหมายระยะทางไกลสุด 100 กิโลเมตร
ถือเป็นเรดาร์เสริมให้กับเรดาร์ RP-22 Sapfir-21 หรือ Jay
Bird ซึ่งมีใช้งานใน FOXBAT รุ่นลาดตระเวนเท่านั้น
เพราะมีขนาดเล็กกินพื้นที่ไม่มากสามารถติดตั้งกล้องตรวจการณ์เพิ่มเติมได้
FOXBAT E
เมื่อความลับสุดยอดถูกเปิดเผยที่ประเทศญี่ปุ่น
กองทัพอากาศสหภาพโซเวียตอยู่นิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว
พวกเขาพัฒนาเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นรุ่นที่สองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า FOXBAT E มีการปรับปรุงเครื่องบินหลายจุดประกอบไปด้วย
ลำตัว เครื่องยนต์ ระบบอาวุธ และระบบเอวิโอนิกส์ เรดาร์ตรวจการณ์ทางข้างจาก FOXBAT D ถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา เรดาร์ Fox
Fire ถูกปรับปรุงให้ใช้งานระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม สามารถใช้งานเครื่องบินที่ระดับต่ำได้ดีกว่าเดิม
ทว่าความเร็วต่ำสุดยังคงมากกว่า 1 มัคเพื่อความปลอดภัย
มีการติดตั้งปืนกลอากาศขนาด
23
มม.ลำกล้องแฝดเพิ่มเติมเข้ามา สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ R-23 หรือ AA-7
Apex ระยะยิงประมาณ 27 กิโลเมตรซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่า
Sparrow ของสหรัฐอเมริกาได้
เท่ากับเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับตัวเอง ส่งผลให้ FOXBAT E ถูกปรับเปลี่ยนจากเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น
เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย
แต่เป็นความหลากหลายสไตล์ประเทศหลังม่านเหล็กนะครับ
สำหรับ
MiG-31 FOXHOUND
ผู้เขียนขอไม่เขียนถึงเพราะจะทำให้บทความยาวเกินไป
ตลาดส่งออก
หลังพัฒนา
FOXBAT E สำเร็จจำนวน FOXBAT
เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามีอยู่หนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากเครื่องบินรุ่นอื่น
สหภาพโซเวียตไม่ขาย FOXBAT ให้พันธมิตรในกลุ่มวอซอร์
แต่ส่งออกให้กับประเทศพันธมิตรในทวีปนำไปใช้งาน ประกอบไปด้วยอัลจีเรียจำนวน 10
ลำ ลิเบียจำนวน 50-58 ลำ ซีเรียจำนวน 20
ลำ รวมทั้งขายให้กับอินเดียจำนวน 8 ลำ
หลังเหตุการณ์
FOXBAT A บินมาลงจอดสนามบินฮาโกดาเตะ ประเทศญี่ปุ่น
สหภาพโซเวียตเริ่มขายเครื่องบินขับไล่สุดรักสุดหวงมากขึ้นกว่าเดิม เราจึงได้เห็น MiG-25 กองทัพอากาศอิรัคถูกแยกชิ้นส่วนฝังอยู่ในดิน
ป้องกันไม่ให้ทหารสหรัฐอเมริกานำไปใช้งานช่วงสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง
อ้างอิงจาก
นิตยสารสงครามฉบับที่ 195
วันที่ 10 ธันวาคม 2526
https://www.reddit.com/r/aviation/comments/11ns6bp/mig25_foxbat_being_inspected_on_the_ground_at/
https://x.com/PAVE_naught/status/1694366383214411829
https://www.airliners.net/photo/Russia-Air-Force/Mikoyan-Gurevich-MiG-25R-Ye-155R/2162890/L
https://weaponsparade.com/mig-25-foxbat-a-c-e-f-gallery/
https://www.reddit.com/r/Warthunder/comments/g7yxg6/mig25pds_foxbate_born_out_of_a_crash_program/














