เช้าวันจันทร์ที่
3
เมษายน 2532 ที่ลานจอดอากาศยาน
ท่าอากาศยานกองบัญชาการทหารอากาศกองทัพอากาศไทย มีการบินโชว์เครื่องบินขับไล่ F-7M
AIRGUARD สร้างโดยบริษัท CATIC สาธารณรัฐประชาชนจีน
ให้ลูกทัพฟ้า เสืออากาศไทย และสื่อมวลชนในประเทศได้รับชมเป็นครั้งแรก
การแสดงรอบวีไอพีเริ่มต้นเวลา
08.30
น.มีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F-7M
ให้นายทหารผู้ใหญ่สามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่กรมตำรวจ
และทูตต่างประเทศได้รับฟังในห้องบรรยายกองทัพอากาศ การบรรยายใช้เวลาประมาณ 30
นาที จากนั้นคณะวีไอพีเดินมาชมเครื่องบินที่ลานจอดอากาศยาน
ประกอบไปด้วยเครื่องบินขับไล่ F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1 ลำ
เครื่องบินลำเลียง Y-12 จำนวน 1 ลำ กับ
Y-8 จำนวน 1 ลำ
จำนวนเครื่องบินจากจีนรวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ลำ
F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1
ลำเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 22 มีนาคม 2532 โดยการถอดชิ้นส่วนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ (ปีก หาง และฐานล้อ)
ก่อนนำมาประกอบที่กองบิน 6 ดอนเมืองใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและช่างอากาศเดินทางมาพร้อมเครื่องบินลำเลียง Y-8 ส่วนประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงบริษัท CATIC
เดินทางตามมาในภายหลัง เครื่องบิน F-7M
สร้างที่โรงงานเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ส่วน FT-7
สร้างโดยโรงงานในมณฑลกุยโจ แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของสายการผลิต
ส่งผลให้ราคาถูกกว่าเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโซเวียต
การบินโชว์เริ่มต้นเครื่องบินฝึกสองที่นั่ง
FT-7 สีขาว ต่อด้วย F-7M จำนวน 1 ลำ
ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 7 นาที
ก่อนนำเครื่องบินมาจอดเตรียมจัดแสดงให้สื่อมวลชนรับชม จากนั้นในเวลา 10.30 เป็นการบินโชว์รอบสื่อมวลชน เริ่มจาก FT-7
ใช้เวลาติดเครื่องประมาณ 5 นาทีก่อนบินขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว นักบินใช้ท่าบินควงสว่าง 1 รอบ บินหงายหลัง 1 รอบ และบินท่าขนานพื้นอีก 2
รอบ ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 6 นาทีจากนั้นถึงคิวพระเอก
F-7M ออกโรง นักบินเน้นท่าบินไต่อากาศเสียเป็นส่วนใหญ่
บินแบบนี้ประมาณ 4 รอบถึงเปลี่ยนมาใช้ท่าบินเหมือน FT-7
ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 7 ก่อนลงมาจอดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพเครื่องบินเป็นรายการปิดท้าย
โปรแกรมถัดไปเครื่องบิน
F-7M กับ FT-7 ต้องเดินทางไปกองบิน 1 นครราชสีมา เพื่อบินโชว์จำนวน 2 วันคือวันที่ 4
ถึง 5 เมษายน 2532
จากนั้นในวันที่ 8 เมษายน 2532
เป็นการประเมินค่าเครื่องบินโดยนักบินไทย ซึ่งเตรียมไว้แล้วจำนวน 7 นายเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-5
F-7M
AIRGUARD คือเครื่องบินขับไล่ J-7 หรือ MiG
21 สัญชาติจีน (โซเวียตส่งผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคฝีมือฉกาจมาช่วยจีนสร้างเครื่องบินด้วยตัวเอง)
แต่เปลี่ยนมาติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์บริษัทมาโคนี่ประเทศอังกฤษเพื่อเป็นรุ่นส่งออก
ประกอบไปด้วย
1.วิทยุอากาศ-พื้นดินรุ่น AD 3400
2.เครื่องช่วยเดินอากาศรุ่น XS-G A
3.เรดาร์ Altimeter รุ่น HR A/2
4.เรดาร์ Ranging รุ่น M วัดระยะทางระหว่างเครื่องบินถึงเป้าหมาย
สำหรับคำนวณระยะยิงที่ได้ผลของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ
5.Flight
Data Record เพื่อบันทึกข้อมูลการบินในแต่ละเที่ยว
มีการปรับปรุงให้ใช้หน้าจอ
HUD
รุ่น 850 จากบริษัทมาโคนี่เช่นกัน
เครื่องบินมีจุดติดตั้งอาวุธ 4 ตำแหน่งคือ INBOARD และ OUTBOARD สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ PL-7 หรือ R-550
MAGIC รวมทั้ง AIM-9 SIDEWINDER ซึ่งมีใช้งานในกองทัพอากาศไทยได้
มาพร้อมปืนกลอากาศขนาด 30 มม.สำหรับทำยุทธเวหาแบบ
DOGFIGHT
สถานการณ์ในตอนนั้นสื่อมวลชนประเทศไทยเทคะแนน
90
เปอร์เซ็นต์ว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 กองทัพอากาศไทย
ต้องเป็นมังกรไฟจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ไม่ผิดไปจากนี้ เหตุผลก็คือ F-7M ราคาถูกมากเพียงลำละ 2 ล้านเหรียญ
แต่แล้วในท้ายที่สุดจีนก็เจาะด่านลูกทัพฟ้าไทยไม่สำเร็จ
ต่างจากกองทัพบกและกองทัพเรือซึ่งได้อุดหนุนสินค้ากรุงปักกิ่งจำนวนพอสมควร
ข้อมูลจาก
:
นิตยสารสงคราม ปีที่ 11 ฉบับที่ 389 ประจำวันที่ 23 เมษายน 2532 กับนิตยสารสมรภูมิ
ฉบับที่ 440 วันที่ 17 เมษายน 2532



