วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

RTN Decommission Plan

 

คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 987/2569 เรื่อง “ให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ” เนื้อหาสำคัญคือการปลดประจำการเรือในสังกัดกองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประกอบไปด้วย

          -เรือหลวงคีรีรัฐ ประเภทเรือฟริเกต

          -เรือหลวงสิมิลัน ประเภทเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่

          -เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร ประเภทเรือสำรวจขนาดใหญ่

          -เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ประเภทเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง

          -เรือ ต.243 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          -เรือ ล.115 และเรือ ล.141 ประเภทเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

          การขาดหายไปของเรือจำนวน 10 ลำส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เรามาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดไปพร้อมกันฝนในวันฝนตกมองไม่เห็นแสงแดด

1.เรือหลวงคีรีรัฐ

เรือฟริเกตตรวจการณ์จากสหรัฐอเมริกาอายุมากกว่า 52 ปี เป็นเรือฟริเกตชุดแรกที่ได้รับการติดตั้งตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk44 เข้าประจำการช่วงแรกถือว่าทันสมัยที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ทว่าปัจจุบันเรือหลวงคีรีรัฐอายุมากพอสมควร การซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ยากลำบากกว่าเรือลำอื่น ฝาแฝดเรือหลวงตาปีก็ปลดประจำการไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี จึงสมควรกับเหตุและผลที่เธอจะได้พักผ่อนตลอดกาล

          ภารกิจทั้งหมดของเรือยกเว้นปราบเรือดำน้ำ กองทัพเรือสามารถใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทำได้อย่างครบถ้วนโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่วนภารกิจปราบเรือดำน้ำให้เฮลิคอปเตอร์ S-70B ทำหน้าที่แทน การไล่ล่าเรือดำน้ำจากบนฟากฟ้าอังกฤษเริ่มทำตั้งแต่ปี 1982 ในสงครามฟอล์กแลนด์ เราก็แค่ทำตามเพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด ผู้อ่านบางคนอาจบอกว่าเราจะมีเรือติดโซนาร์ลดลงอีก 1 ลำ สิ่งนี้เป็นเรื่องปรกติขนาดกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เมื่อปลดเรือฟริเกตชั้น OHP พวกเขามีเรือติดโซนาร์ลดลง 51 ลำ หนักกว่าเราไม่รู้กี่สิบเท่าพวกเขายังผ่านมาได้และเป็นอันดับหนึ่งของโลก

2.เรือหลวงสิมิลัน

เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำนี้ถือเป็นเรือดัดแปลงรุ่นแรกๆ จากประเทศจีน ต้นแบบตัวเรือชั้นเดียวเพราะกองทัพเรือจีนในตอนนั้นใช้แบบนี้ แต่เราขอให้ปรับปรุงเรือเป็นตัวเรือแบบ 2 ชั้น เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ การดัดแปลงอาจส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ประกอบกับเรือขนาดใหญ่มากค่าใช้จ่ายในการดูแลย่อมสูงตามกัน ไหนยังเรื่องชิ้นส่วนเรือที่ถูกดัดแปลงตามประสาจีนในยุคนั้น หากฝืนใช้งานต่ออาจประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยเหมือนเรือหลวงสุโขทัย

การปลดประจำการเรือหลวงสิมิลันมีข่าวออกมามากกว่าหนึ่งเดือน ความเห็นส่วนตัวหากเรือไปต่อไม่ไหวสมควรปล่อยเธอไป ส่วนการเติมเชื้อเพลิงกลางทะเลซึ่งมีความสำคัญในการออกทะเลลึก ยกหน้าที่ให้กับเรือหลวงจักรีนฤเบศรไปพลางๆ ก่อน ส่วนหน้าที่จัดหาอาหารและยาให้ใช้เรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์หรือ LPD จนกว่าจะได้เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ลำใหม่ในอนาคต


ช่วงเวลาที่เราจัดหาเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่มาใช้งาน เราอยากออกไปรบนอกประเทศส่วนจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ มีการจัดซื้อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินขับไล่ขึ้นลงแนวดิ่ง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ เรือฟริเกตใหม่จากจีนจำนวน 6 ลำ และเรือฟริเกตมือสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ลำ เรือหลวงสิมิลันจึงมีความสำคัญค่อนข้างสูงต่อแผนการ ปัจจุบันกองเรือฟริเกตราชนาวีไทยมีสภาพอย่างที่เห็น อนาคตที่ผู้เขียนมองเห็นช่างแสนมืดมัวยิ่งกว่านิลกาฬ ฉะนั้นหากจำเป็นต้องก็ปลดไปเถอะ ดีกว่าจ่ายเบี้ยหัวแตกแลกกับสิ่งที่เราไม่รู้จะได้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน

3.เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทร

ปัจจุบันเรือสำรวจขนาดใหญ่แทบไม่มีความหมายอีกต่อไป อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถนำอุปกรณ์กับห้องทำงานมายัดใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต นำไปวางบนเรือลำไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องซื้อเรือ เรือสำรวจรุ่นใหม่จึงพากันกลายร่างเป็นเรืออเนกประสงค์ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย โดยมีภารกิจสำคัญเป็นเรือพี่เลี้ยงให้กับเรือดำน้ำ รวมทั้งใช้ค้นหาเรือดำน้ำซึ่งประสบอุบัติเหตุหายตัวไปใต้ท้องทะเล

เรือหลวงศุกร์และเรือหลวงจันทรทำภารกิจพวกนี้ไม่ได้สักอย่าง หนำซ้ำเรือยังมีอายุการใช้งาน 44 ปีกับ 65 ปีเยอะจนน่าประหลาดใจ สิ่งที่ยังคงหลงเหลือคือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในอดีต ฉะนั้นปลดประจำการแล้วนำเรือจัดแสดงบนฝั่งน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

4.เรือ ต.81 เรือ ต.82 และเรือ ต.83

วันที่ 17 กันยายน 2539 กองทัพเรือว่าจ้างกิจการค้าร่วมบริษัทซิลค์ไลน์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด และออสเตรเลียนซับมารีน คอปเปอร์เรชั่น พีทีวาย ลิมิเต็ด สร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งพร้อมอุปกรณ์จำนวน 3 ลำในวงเงิน 219 ล้านบาท เรือ ต.81 เข้าประจำการวันที่ 5 สิงหาคม 2542 เรือ ต.82 เข้าประจำการวันที่ 9 ธันวาคม 2542 และเรือ ต.83 เข้าประจำการวันที่ 27 ตุลาคม 2543

ปรกติเรือรบมีอายุราชการประมาณ 30 ปี หากต้องการใช้งานมากกว่านี้ต้องมีการปรับปรุงใหญ่ เพื่อยืดอายุการใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย  เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อายุ 27 ปีบวกลบนิดหน่อย ใกล้เคียงระยะเวลาปลดประจำการของเรือรบโดยทั่วไป ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยมักคิดว่าเรือมีอายุการใช้งาน 50 ปี ต่ำกว่านี้ถือว่าเตีเก๊ต้องมีการโกงกินบ้านเมืองอย่างแน่นอน จึงเกิดความไม่คุ้นเคยและคิดว่าเรือมีปัญหาตรงโน้นตรงนี้

การเปรียบเทียบต้องทำกับเรือขนาดใกล้เคียงกัน ระวางขับน้ำห่างกันเล็กน้อย และมีลักษณะการใช้งานค่อนข้างคล้ายกัน เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งใช้งานบ่อยปีหนึ่งต้องมีมากกว่า 180 วัน ต่างจากเรือฟริเกตไทยปีหนึ่งได้ออกทะเลถึง 90 วันก็หรูแล้ว อะไรที่ใช้งานบ่อยย่อมบุบสลายมากกว่าอะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปนั่นเอง

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดนี้อาจมีปัญหาส่วนตัวไม่มากก็น้อย เพราะใช้แบบเรือจากออสเตรเลียซึ่งไม่เคยสร้างเรือให้ไทย แต่ถึงกระนั้นไม่ถือเป็นปัญหารบกวนการใช้งานเรือ หรืออาจเป็นไปได้ว่าเรือประสบปัญหาระหว่างใช้งานมาโดยตลอด กองทัพเรือจึงเลือกปลดประจำการเร็วกว่าเดิมเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ บวกกับเรืออายุมากแล้วไม่มีประโยชน์ในการเสียเงินก้อนโตเพื่อปรับปรุง เพราะไม่รู้ว่าอนาคตภายภาคหน้าจะประสบปัญหาเหมือนเดิมอีกหรือไม่

5.เรือ ต.243

6.เรือ ล.115 และเรือ ล.141

          เรือทั้ง 3 ลำเป็นเรือขนาดเล็กผ่านการใช้งานมาแล้วพอสมควร การปลดประจำการเนื่องจากไม่คุ้มกับการซ่อมถือว่าเหมาะสม กองทัพเรือมีเรือคล้ายกันจำนวนมากในการทำภารกิจทดแทน

บทสรุป

          ผู้เขียนสนับสนุนการปลดประจำการเรือเก่าเพื่อลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนการลดจำนวนกองเรือ ลดจำนวนนักเรียนนายร้อยทหารเรือ รวมทั้งลดจำนวนนายพลกองทัพเรือ เพื่อที่จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า เป็นสิ่งที่กองทัพเรือสมควรทำตั้งแต่หลายปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่มีใครขัดขวางได้ ยกตัวอย่างเช่นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ กองทัพสหรัฐอเมริกาและนาโต้ทุกเหล่าทัพได้พลอยล่มสลายตามกัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องปลดให้ปลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องลดให้ลด กัน สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้เปลี่ยน

          เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเรือฟริเกตนะครับ โครงการนี้แอดยังคงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเหมือนเดิม และคาดหวังว่าจะไม่เกิดปัญหาใหญ่กับเรือฟริเกตราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์

อนาคตภายภาคหน้าหากกองทัพเรือคิดว่า “เรือหลวงเจ้าพระยา” กับ “เรือหลวงบางปะกง” ไม่ไหวแล้วสมควรปลดประจำการ ผู้เขียนขอชูมือสนับสนุนให้จัดการที่ปลายน้ำจนเสร็จเรียบร้อย เรือทั้งสองลำถ้าต้องทำสงครามเป็นได้เพียง “เดอะภาระ” เดือดร้อนเพื่อนต้องช่วยดูแลทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ส่วนจะนำมาใช้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งก็ดันใส่เครื่องยนต์ดีเซลตัวแรง ค่าใช้จ่ายในการใช้เรือไม่ประหยัดเหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งตัวจริง ส่งผลให้เรืออยู่ในสถานะอยู่หรือไปมีค่าเท่ากัน

          การปลดประจำการไม่จำเป็นต้องมีเรือใหม่ทดแทน ขึ้นอยู่กับว่าอนาคตเรือแบบนี้ยังมีความจำเป็นหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกองทัพเรือไทยปลดประจำการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 6 ลำ โดยไม่จัดหาเรือใหม่เพราะสามารถใช้เครื่องบินขับไล่ทำงานทดแทนได้ดีกว่า

+++++++++++++++++++++

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น