ช่วงปลายเดือนสิงหาคม
2569
มีข่าวลือในอินเทอร์เน็ตว่า
กองทัพบกจะจัดหาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องนำวิถี M142 HIMARS จำนวน 6 คันมูลค่า 4,200 ล้านบาทจากสหรัฐอเมริกามาใช้งาน
บทความนี้จึงอยากพูดถึงเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นก่อนหน้า
ซึ่งถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นอันเต็มไปด้วยความขัดแย้งระดับโลก
โดยนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ระบบอาวุธรุ่นโบราณยังได้ไปต่อ
กระทั่งกลายเป็น M142 HIMARS ที่ทุกชาติถวิลหาในปัจจุบัน
จุดกำเนิดโครงการ
ประเทศสหรัฐอเมริกา
อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน
และอิตาลีตระหนักถึงความต้องการเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องที่มีประสิทธิภาพสูง
มีความแม่นยำมากกว่าเดิม รวมทั้งมีราคาเหมาะสม ต่อมาในปี 1978
ทั้งห้าประเทศโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพหลัก ได้จับมือกันพัฒนาเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่า
MLRS (Multiple Launch Rocket System)
และทำการผลิตที่โรงงานผลิตจรวด LTV ในเมืองแคมเดน รัฐอาร์คันซอร์
โดยมีกำลังผลิตลูกจรวดมากถึงเดือนละ 6,000 นัด
MLRS คือระบบอาวุธสำหรับทำลายพื้นที่ทางอ้อม
ใช้ได้ในทุกสภาวะอากาศและไม่ใช่ระบบอาวุธนิวเคลียร์
ทำงานร่วมกับปืนใหญ่ราชาสนามรบได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี
และเพิ่มอำนาจการยิงให้กับกองทัพบกได้อย่างมหาศาล
เพราะมีคุณลักษณะสำคัญประกอบไปด้วย
1.เป็นฐานยิงจรวดทวีคูณ หนึ่งแท่นยิงบรรจุจรวดระยะยิง 32 กิโลเมตรได้ถึง 12 นัด
2.สามารถยิงจรวดครั้งละ 1 นัด หรือยิงเป็นชุดๆ ละ 2
ถึง 12 นัด
3.สามารถยิงถล่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่ระยะ 30 กิโลเมตร
4.ติดตั้งระบบค้นหาและติดตามเป้าหมาย
ช่วยลดขั้นตอนการยิงให้รวดเร็วมากกว่าเดิม
5.ใช้ระบบควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ทันสมัย
สามารถยิงถล่มโดยใช้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยากับตำแหน่งเป้าหมายเท่านั้น
6.หนึ่งฐานยิงใช้กำลังพลในการควบคุมเพียง 3 นาย
7.มีระบบตรวจสอบตัวเอง
สามารถค้นหาข้อบกพร่องของเครื่องยิงจรวดได้อย่างรวดเร็ว
8. ออกแบบเป็นลักษณะโมดูลลาร์ ทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง
สามารถใช้วิธีเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่มีปัญหาเท่านั้นได้อย่างรวดเร็ว
เวลาซ่อมเฉลี่ยในการทดสอบอยู่ที่ 30.6 นาทีต่อหนึ่งครั้ง
9.มีระบบสำรองทั้งแบบอัตโนมัติและไม่อัตโนมัติ
หากกองพันปืนใหญ่กระบอกสั้นสำหรับยิงมุมสูงขนาด 155 มม.ซึ่งมีปืนใหญ่จำนวน 18 กระบอก มีการเพิ่มเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS เข้ามาจำนวน 1 กองร้อยหรือ 6 ฐานยิง โดยที่แต่ละฐานยิงบรรจุจรวดจำนวน 9 นัดจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังต่อไปนี้
-กำลังยิงฉับพลันเพิ่มขึ้น 45 เท่าตัว
-กำลังยิงใน 1 นาทีแรกเพิ่มขึ้น 12 เท่าตัว
-กำลังยิงต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว
กองพัน
MLRS จำนวน 1 กองพันมีอำนาจการยิงสูงกว่ากองพันทหารปืนใหญ่กระบอกสั้นขนาด
155 มม.จำนวน 16 กองพัน
โดยใช้กำลังพลเพียง 500 นายน้อยกว่า 9,000 นายของกองพันทหารปืนใหญ่จำนวน 16 กองพัน
สำหรับปืนใหญ่กระบอกสั้นเพื่อนๆ สมาชิกส่วนใหญ่คงไม่คุ้นเคย
สมัยทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ในไทยปืนใหญ่รุ่นนี้คือพระเอกตัวจริง
เพราะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ดูแลง่าย
ปัจจุบันน่าจะปลดประจำการหมดแล้วทั่วโลก
โครงการนี้ในอดีตถูกตั้งชื่อว่า
General
Support Rocket System หรือ GSRS
ก่อนเปลี่ยนเป็น MLRS ในภายหลัง มีบริษัทเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน
2 รายประกอบไปด้วย หนึ่งบริษัท Boeing
ใช้ชื่อว่า GSRS Self-propelled Launcher และสองบริษัท Vought ใช้ชื่อว่า General Support Rocket System
ผลการคัดเลือกในปี 1990 ระบบอาวุธจากบริษัท Vought ได้รับการคัดเลือก และเริ่มต้นผลิตอย่างจริงจังในอีกสองปีต่อมา
โดยใช้ชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า M270 MLRS
ตั้งแต่ปี
1983 เป็นต้นไป M270 MLRS
เข้าประจำการกองทัพบกสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และอีกหลายชาติ
คุณลักษณะซึ่งถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนประกอบไปด้วย
น้ำหนักฐานยิง
:
20,150 กิโลกรัมไม่รวมจรวด และ 25,191 กิโลกรัมเมื่อรวมจรวด
ความยาว
:
6.972 เมตร
ความสูง
:
2.617 เมตรเมื่อยังไม่ใช้งาน และ 5.925 เมตรเมื่อกระดกลำกล้องพร้อมใช้งาน
ความเร็วบนถนน
:
64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระยะปฏิบัติการ
:
480 กิโลเมตร
กำลังเครื่องยนต์
: 500 แรงม้า
ระบบขับเคลื่อน
:
เกียร์อัตโนมัติ 3 ระดับ
ลุยน้ำสูงสุด
:
1.1 เมตร
M270
MLRS ถือเป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรรุ่นแรกๆ
ของค่ายตะวันตก
ประสิทธิภาพและความทันสมัย
เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
M270
MLRS ใช้ระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ล่าสุด
ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ใช้ในการประมวลผลโดยอัตโนมัติ
ช่วยลดความยุ่งยากในปฏิบัติการยิงถล่มเป้าหมาย
เพื่อความปลอดภัยไม่ว่ายิงแบบอัตโนมัติหรือแบบธรรมดา
ต้องใช้กำลังพลประจำฐานยิงควบคุมการสั่งยิงเท่านั้น
การทำงานของระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ทันสมัยประกอบไปด้วย
-แสดงขั้นตอนต่างๆ
ให้กับกำลังพลควบคุมการยิง
-แนะนำให้กำลังพลตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน
-ตรวจสอบระบบปฏิบัติการโดยเฉพาะจรวดในท่อยิงโดยอัตโนมัติ
-แสดงข้อมูลต่างๆ
ในการปฏิบัติงาน โดยใช้ระบบแสดงผลบนหน้าจอแบบง่ายๆ เข้าใจชัดเจน
-คำนวณระยะทางและวิถีการยิงโดยอัตโนมัติ
-รักษาความแม่นยำโดยการตั้งวิถีการยิงใหม่ทุกครั้ง
-เก็บข้อมูลการปฏิบัติการแยกจากกันจำนวน
3 ครั้ง สามารถกำหนดจุดยิงได้ถึง 12 จุดต่อหนึ่งเป้าหมาย
-ปรกติจะใช้กำลังพล
3 นายต่อหนึ่งฐานยิง ทว่าในกรณีฉุกเฉินกำลังพลเพียง 1
นายสามารถควบคุมการยิง การบรรจุใหม่
รวมทั้งการถอนตัวจากที่ตั้งได้โดยตามลำพัง
-การติดตั้งฐานยิง
ยิงถล่มเป้าหมาย และถอนตัวจากที่ตั้ง
สามารถทำได้โดยที่กำลังพลไม่จำเป็นต้องออกจากรถหุ้มเกราะ
-รถหุ้มเกราะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสงครามนิวเคลียร์/เคมี/ชีวะ
-ฐานยิงสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนา
หมัดเด็ดพิชิตชัย
เขี้ยวเล็บประจำตัวเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
M270
MLRS ต้องมีความทันสมัย มีความแม่นยำค่อนข้างสูง
รวมทั้งมีราคาประหยัดสามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก
มีการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้งานร่วมกับ M270 MLRS
โดยมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
น้ำหนักจรวด : 307 กิโลกรัม
น้ำหนักท่อยิง :
306 กิโลกรัม
ยาว : 3,937 มม.
เส้นผ่าศูนย์กลาง : 227 มม.
น้ำหนักหัวรบ : 154 กิโลกรัม
ระยะยิงไกลสุด :
32 กิโลเมตร
ต่อมาในภายหลังมีการตั้งชื่อจรวดรุ่นนี้อย่างเป็นทางการว่า
M26
หัวรบ M77 บรรจุอยู่ในโฟมอย่างแน่นหนา เปลือกหุ้มหัวรบแบ่งออกเป็น 4 ส่วน สามารถถอดออกโดยการปลดชนวนหัวรบ
หัวกระสุนติดตั้งระบบสมดุลแบบหางว่าวหรือ DRAG-RIBBON จะแยกตัวกลางอากาศเหนือเป้าหมายโดยอัตโนมัติ
และพร้อมทำงานตลอดเวลาถ้าสัมผัสโดนอะไรก็ตาม
ออกแบบมาเพื่อทำลายชีวิตและสิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะ
หัวรบแต่ละหัวมีอำนาจทำลายเป้าหมายในรัศมี 200 เมตร
การจุดชนวนอาศัยกำลังกระตุ้นอัดลมไม่ต้องการแหล่งกำลังจากภายนอก
เครื่องยนต์จรวดรุ่น M26
เป็นเชื้อเพลิงแข็งแบบตอนเดียว มีตัวจุดสำรองขนาด 1 วัตต์ 1 แอมป์อยู่ที่ส่วนปลายของจรวด
บริเวณด้านท้ายมีการติดตั้งครีบเอียงสำหรับควบคุมทิศทาง
และป้องกันการหมุนของตัวจรวดระหว่างเดินทางด้วยความเร็วสูง
ครีบเอียงจะถูกกางออกหลังจรวดถูกยิงออกไปแล้ว นอกจากหัวรบ M77 จรวดยังสามารถเลือกใช้งานหัวรบ AT-2 บรรจุระเบิดทำลายรถถังจำนวน
28 นัด หรือหัวรบแบบค้นหาเป้าหมายซึ่งบรรจุหัวรบย่อยจำนวน 6
หัวรบ สามารถค้นหา ติดตาม
และกำหนดเป้าหมายตรึงหรือเป้าหมายเคลื่อนที่อาทิเช่นรถถังได้ด้วยตัวเอง
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาทำลายหัวรบ M77 ทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้งานหัวรบชนิดอื่น ส่วนจะมีเก็บสำรองแบบลับๆ
ไว้ที่ไหนผู้เขียนไม่กล้าคาดเดา หัวรบแต่ละรุ่นสามารถถอดเปลี่ยนกลางสนามรบ
โดยไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน M270 MLRS
ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีระยะไกล TACM ได้โดยไม่ต้องปรับปรุง
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมายลึกเข้าไปในด้านหลังแนวรบ
บทสรุป
เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
M270
MLRS ถูกออกแบบให้มีความแม่นยำ มีความน่าเชื่อถือสูง ราคาไม่แพง สามารถผลิตออกมาใช้งานจำนวนมาก
ช่วยลดจำนวนกำลังพลในการปฏิบัติการ การซ่อมบำรุง และกองหนุนในระดับต่างๆ
ได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับการใช้ปืนใหญ่สนามซึ่งมีใช้งานอย่างแพร่หลาย
ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในระดับปฏิบัติงาน มีความคล่องตัวสูง
สามารถเคลื่อนย้ายจุดยิงได้ด้วยตัวเอง สามารถยิงได้จากทุกลักษณะภูมิประเทศ สามารถออกปฏิบัติการได้ตลอด
24 ชั่วโมง
ออกแบบมาเพื่อสนองตอบความต้องการทางทหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นอกจากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง M270 MLRS จะถูกออกแบบให้มีราคาประหยัด มีปริมาณมากเพียงพอในการส่งออกให้กับประเทศในกลุ่มนาโต้ M270 MLRS ยังสามารถใช้งานจรวดนำวิถีรุ่นใหม่ทันสมัย รวมทั้งระบบหัวรบชนิดต่างๆ ที่กำลังพัฒนาเพื่อนำมาใช้งานในอนาคต จัดเป็นโครงการร่วมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่ง
อ้างอิงจาก
นิตยสารสมรภูมิ ฉบับเดือนธันวาคม 2530
https://www.deagel.com/Armies/M270%20MLRS/a000594
https://www.ebay.com/itm/365112666097
https://en.wikipedia.org/wiki/File:Vought_General_Support_Rocket_System_c._1979.jpg




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น