ปัจจุบันการจัดหาอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยจากทุกเหล่าทัพ
ได้รับความนิยมชมชอบจากบรรดามิตรรักแฟนเพลงทั่วประเทศ
การเปิดเผยข้อมูลแบบตรงไหนตรงมามีความสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการราคาค่อนข้างแพงอาทิเช่น
โครงการจัดหาเรือฟริเกต รถถังหลัก หรือเครื่องบินขับไล่
ใครหลายคนมักอ้างว่าสมัยก่อนการจัดหาอาวุธของประเทศไทย
ไม่เคยประสบปัญหาสามารถซื้อเท่าไร ซื้อจากชาติไหนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน
ผู้เขียนจึงไปงัดข้อมูลการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ฝูงแรกของประเทศไทย มาให้อ่านไปพร้อมกันว่าผู้คนยุคสมัยไร้สิ้นสมาร์ตโฟน
มีความตื่นตัวเรื่องโครงการจัดหาอาวุธมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกองทัพอากาศรับมือสถานการณ์ได้ดีมากน้อยเพียงไร
จะได้นำมาเปรียบเทียบกับโครงการสำคัญบางโครงการในปัจจุบัน
ที่มีความพยายามจะรักษาสัญญาใจมากกว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศ
โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่
F-16
A/B
หลังกองทัพอากาศได้รับอนุมัติจากรัฐบาล
ให้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B
และได้ลงชื่อใน LOA เพื่อจัดหาเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว
ปรากฏว่าโครงการถูกท้วงติง คัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย
สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้
1.ด้านเศรษฐกิจ
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย
หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงบทความคล้ายกันทำนองว่า
การจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-16 A/B
ของกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
อาจทำให้การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ไม่บรรลุเป้าหมาย
กองทัพอากาศชี้แจงว่าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่
F-16
A/B เป็นไปตามแผนโครงสร้างกองทัพไทยของกองบัญชาการสูงสุด
ที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี 2524 และได้จัดทำเป็นโครงการพร้อมกำหนดวงเงินโดยประมาณตั้งแต่ปี
2525
ด้วยความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการประสานแผนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
ในคณะกรรมการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5
โดยพิจารณาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนากำลังรบ
เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศตระหนักดีว่า
การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ผลเต็มที่
กองทัพอากาศจึงลดจำนวนจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B
ลงเหลือเพียง 12 ลำ และใช้งบประมาณประจำปีของกองทัพอากาศจัดหาด้วยวิธีผ่อนชำระเป็นเวลา
5 ปี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่องบประมาณส่วนรวมและฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ
เครื่องบินขับไล่
F-16 ที่จัดหาแบ่งเป็นแบบเอที่นั่งเดี่ยวจำนวน 8 ลำ
กับแบบบีสองที่นั่งจำนวน 4 ลำ
วงเงินในการจัดหาทั้งต้นทั้งดอกรวมกันเท่ากับ 378 ล้านเหรียญหรือ
8,900 ล้านบาท โดยที่ปีแรกต้องผ่อนชำระ 2,200 ล้านบาท ส่วนปีถัดไปต้องผ่อนชำระประมาณ 1,000-2,500 ล้านบาท
โดยไม่ใช้เงินกู้ต่างประเทศรวมทั้งไม่ใช่เงินกู้เพื่อช่วยเหลือทางทหารหรือ FMS
เพราะเป็นเงินที่หลายหน่วยงานจำเป็นต้องใช้งาน
กองทัพอากาศจะได้รับมอบ F-16 ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นไป ผลการคิดคำนวณค่าใช้จ่าย F-16 เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน
คิดเป็นค่าใช้จ่ายชั่วโมงละ 50,000 บาทรวมทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าดูแลรักษา
2.ด้านความปลอดภัย
ช่วงเวลาที่กองทัพอากาศดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่
F-16
A/B ได้เกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบินรุ่นนี้เป็นข่าวโด่งดังทั่วโลก เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเครื่องบินมีความปลอดภัยไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะเครื่องยนต์ F100-PW-100 ซึ่งประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อกลางอากาศบ่อยครั้ง
รวมทั้งเป็นสาเหตุหลักทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B
มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุสูง
ทว่าจากเอกสารรายงานสถิติอากาศยานอุบัติเหตุของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาประจำปี 2528 คิดเทียบต่อหนึ่งแสนชั่วโมง
ปรากฏว่า F-16 A/B
มีสถิติอากาศยานอุบัติเหตุน้อยกว่าเครื่องบิน F-4 , F-104, F-106 และ F-101 โดยปรกติเครื่องบินที่เข้าประจำการมากกว่า
5 ปี จะมีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเครื่องบิน F-16 A/B เข้าประจำการครบ 7 ปีแล้ว
จึงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทั้งตัวอากาศยานและเครื่องยนต์ให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม
ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ F100-PW-100 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงแก้ไขชิ้นส่วนให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม
โดยการพัฒนาเป็นรุ่น F100-PW-220 มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบภายในปี
2530 เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B
กองทัพอากาศไทยทุกลำจะติดตั้งเครื่องยนต์ F100-PW-220
จึงนับได้ว่า F-16 A/B
กองทัพอากาศไทยมีความปลอดภัยด้านการบินสูงกว่าเครื่องบินขับไล่หลายรุ่น
3.ความทันสมัย
ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-16
A/B ถูกพัฒนาเป็นรุ่น F-16 C/D เรียบร้อยแล้ว
จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากองทัพอากาศซื้อเครื่องบินล้าสมัยที่สหรัฐอเมริกาปิดสายการผลิตไปแล้ว
สมควรพิจารณาจัดซื้อรุ่น F-16 C/D
มาใช้งานจะเป็นการเหมาะสมกว่า แต่ถ้าได้ทราบการดำเนินการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16
A/B ตั้งแต่ต้นจะพบว่า
กองทัพอากาศได้พยายามจัดหาเครื่องบินทันสมัยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้
แต่ติดขัดในเรื่องงบประมาณที่มีจำกัด
รวมทั้งประเทศผู้ผลิตไม่ขายเครื่องบินบางรุ่นให้เรา
สหรัฐอเมริกาอยากให้ประเทศไทยใช้งานเครื่องบินขับไล่ F-16/79 หรือ F-20 ซึ่งมีสมรรถนะต่ำกว่า F-16 A/B ทว่ากองทัพอากาศพยายามดำเนินการทุกวิถีทาง กระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายินยอมขายเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ให้กับเรา และกองทัพอากาศสามารถจัดซื้อได้เพียง 12 ลำเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณประจำปี ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐอเมริการับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16 C/D เข้าประจำการแล้ว รวมทั้งขายให้กับมิตรประเทศบางชาติแล้วก็ตาม แต่เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ยังคงเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม โดยเฉพาะโครงการผลิตร่วมในกลุ่มประเทศยุโรป จะมีโครงการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ต่อไปจนถึงปี 2535 ซึ่งเมื่อถึงปีนั้นหากยังมีประเทศต่างๆ ต้องการใช้งาน F-16 A/B โครงการนี้จะดำเนินการและเปิดสายการผลิตต่อไปดังเดิม
4.เครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ที่กองทัพอากาศจัดซื้อราคาแพง
นิตยสาร FAR EASTERN
ECONOMIC ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของประเทศไทยว่า
ขณะนี้ประเทศไทยใช้งบประมาณค่อนข้างสูงในการจัดหาเครื่องบิน F-16 A/B มาใช้งาน โดยไม่รู้ว่าขณะนี้มีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่มีราคาถูกกว่า
และมีขีดความสามารถก้าวหน้ากว่าออกวางขาย
ถ้าประเทศไทยได้รับอนุญาตให้ซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุด
นอกจากประหยัดงบประมาณยังช่วยเพิ่มความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศให้ดีกว่าเดิม
เครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ลำนี้คือ F-16
C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ (SPECIAL CONFIGURATION)
กองทัพอากาศได้ตรวจสอบข่าวอย่างละเอียดก่อนได้พบว่า
F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษเป็นเครื่องบินที่บริษัท GENERAL
DYNAMICS ตั้งใจผลิตออกมาเสนอขายกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
แข่งกับเครื่องบินขับไล่ F-20 ของบริษัท NORTHROP ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เข้าประจำการ
โดยใช้โครงอากาศยานเหมือน F-16 C/D ซึ่งมีความทันสมัยค่อนข้างสูง
แต่ได้ลดขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองลง
เพราะมีจุดมุ่งหมายใช้ป้องกันภัยทางอากาศเป็นหลักเท่านั้น
บริษัท GENERAL
DYNAMICS ได้เสนอขาย F-16 C/D รุ่นรูปแบบพิเศษ
ต่อกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจำนวนมากกว่า 200 ลำในราคาต่ำกว่า
F-16 A/B อย่างไรก็ตามหากกองทัพอากาศไทยจัดซื้อ F-16
C/D รุ่นรูปแบบพิเศษมาใช้งาน ราคาเครื่องบินคงไม่แตกต่างจาก F-16
A/B เพราะเรามีงบประมาณจัดซื้อเพียง 12 ลำด้วยการผ่อนชำระเงินภายในเวลา
5 ปี ราคาย่อมแพงกว่าการจัดซื้อรวดเดียวมากถึง 200 ลำ นอกจากนี้ F-16 C/D
รุ่นรูปแบบพิเศษใช้ป้องกันภัยทางอากาศได้เพียงภารกิจเดียว
ไม่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการของกองกำลังภาคพื้นดิน จึงไม่ตรงกับความต้องการกองทัพอากาศซึ่งอยากได้เครื่องบินทำภารกิจได้อย่างหลากหลาย
การจัดซื้อ F-16 A/B
มาใช้งานจึงเป็นสิ่งถูกต้องและเหมาะสมมากที่สุด
สรุป
กองทัพอากาศตระหนักถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามทางอากาศในปัจจุบันและคาดว่าจะเกิดในอนาคต
กำลังทางอากาศในปัจจุบันไม่สามารถรองรับภัยคุกคามได้อย่างเต็มที่
กองทัพอากาศจึงได้พิจารณาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B จำนวน 1 ฝูง โดยได้จัดหาในขั้นต้นจำนวน 12 ลำ เพื่อให้กองทัพอากาศมีขีดความสามารถจัดหาเครื่องบินด้วยงบประมาณตัวเอง
และเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนฐานะทางเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ
และเนื่องมาจาก F-16
A/B เป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง
การดำเนินการจัดซื้อต้องกระทำในระดับรัฐบาลเท่านั้น
กองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางกระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกายอมขายให้กับประเทศไทย
เมื่อกองทัพอากาศได้รับเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B
เข้าประจำการ จะสามารถใช้เป็นกำลังป้องกันและป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม
ใช้กำลังทางอากาศคุกคามประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ประเทศไทยมีความมั่นคงสูงกว่าเดิม
เป็นที่เชื่อถือของประเทศอื่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศ
ถือเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5
อ้างอิงจาก
เอกสารดาวน์โหลด “ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 A/B ของกองทัพอากาศ”


