เดือนตุลาคม
2530
กองทัพเรือไทยเป็นเพียงกองทัพเรือชายฝั่งหรือ Coastal Navy มีเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กป้องกันการแทรกซึมทางทะเลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ส่วนเรือรบขนาดใหญ่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี เรือรบสมัยใหม่ที่มีจำนวน 3 ลำขนาดค่อนข้างเล็ก
ระยะปฏิบัติการค่อนข้างจำกัด และไม่สามารถปฏิบัติการในสภาพคลื่นลมแรง กองทัพเรือไม่มีเรือมีดาดฟ้าและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แม้แต่ลำเดียว
ทั้งที่เฮลิคอปเตอร์มีบทบาทในการรบทางเรือมาอย่างยาวนาน ทั้งภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์
เตือนภัยล่วงหน้า ปราบเรือดำน้ำ โจมตีเรือผิวน้ำ ค้นหาและกู้ภัย รวมทั้งชี้เป้าและควบคุมอาวุธนำวิถีระยะยิงพ้นขอบฟ้า
ด้วยข้อจำกัดมากมายกองทัพเรือมีความจำเป็นต้องพึ่งประเทศมหาอำนาจ
ในการคุ้มครองเรือสินค้าซึ่งใช้ในการลำเลียงยุทธปัจจัยสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหามีการจัดซื้อเรือฟริเกตจากประเทศจีนจำนวน
6
ลำเข้าประจำการ ให้บังเอิญเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงเจ้าพระยามีจุดอ่อนเรื่องปราบเรือดำน้ำ
ส่วนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวรยังติดอาวุธยังไม่ครบ กองทัพเรืออยากได้เรือฟริเกตสมรรถนะสูงมาอุดช่องว่างจำนวนหนึ่ง
เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
การจัดหาเรือฟริเกตขนาดใหญ่ สมรรถนะสูง
และติดตั้งอาวุธที่ทันสมัย ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่เนื่องมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอร์
ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเริ่มลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันประเทศ โดยได้กำหนดแผนปลดเรือ
เครื่องบิน และอาวุธหลายประเภทโดยวิธีขายหรือให้เช่าแก่ประเทศพันธมิตร กองทัพเรือมีความสนใจจัดหาเรือฟริเกตกองทัพเรือสหรัฐ
เพราะมีราคาถูกและเหลืออายุใช้งานพอสมควร ตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้เป็นอย่างดี
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่หรือ
Area
Air Defence กองทัพเรือต้องการเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams
เพราะมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะปานกลางแบบ Standard
Missile หรือ SM-1 ระยะยิง 25 ไมล์ทะเลเป็นอาวุธหลัก แต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ชี้แจงว่า
เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams มีอายุมากถึง 30 ปี ต้องใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาสูงมาก ระบบต่างๆ บนเรือมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากต่อการบำรุงรักษา
กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้เสนอเรือฟริเกตชั้น
Knox
ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 10 ปี เพราะมีระบบต่างๆ
ทันสมัยกว่าและยุ่งยากน้อยกว่า โดยมีขีดความสามารถรวมทั้งระบบอาวุธอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ทยอยส่งมอบเรือฟริเกตชั้น Knox ให้กับกรีซ
ได้หวัน อียิปต์ และตุรกี มีประสบการณ์ในการปรับปรุงเรือและฝึกอบรมกำลังพล ถ้ากองทัพเรือไทยจัดหาเรือฟริเกตชั้น
Knox แทนเรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams จะสามารถใช้งานเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
เรือฟริเกตชั้น Knox ของสหรัฐอเมริกาอายุยังไม่มาก การซ่อมบำรุงสามารถทำได้อย่างสะดวก
มีเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือพร้อมโรงเก็บ ระบบอาวุธคล้ายกับที่กองทัพเรือจัดหามาติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวร
กองทัพเรือจึงตกลงใจจัดหามาใช้งานจำนวน 4 ลำ ทว่ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาสามารถแบ่งเรือได้เพียง
2 ลำ แม้มีการชี้แจงความสำคัญในการนำเรือเข้าประจำการ จนกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเลื่อนความต้องการประเทศไทยไว้เป็นลำดับแรก
แต่แล้วในท้ายที่สุดมีเรือเรือฟริเกตชั้น Knox
เดินทางมาถึงเมืองไทยเพียง 2 ลำ ได้แก่เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อวันที่
30 กรกฎาคม 2537
กับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539
ภาพประกอบที่
1
เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย FF-462 ของราชนาวีไทย
ภาพประกอบที่ 2 เรือพิฆาตชั้น Charles F. Adams ที่กองทัพเรือกรีซได้ไปใช้งานจำนวน 4 ลำ
ระบบอาวุธบนเรือทั้งสองลำมีความใกล้เคียงกันมาก
เพียงแต่เรือเราได้ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx ที่ท้ายเรือ
ส่วนเรือกรีซได้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-1 ระยะยิง
25 ไมล์ทะเลจำนวน 40 นัด
แต่ถ้าเทียบระบบเรดาร์ต่าง ๆ เรือเราตกเป็นรองพอสมควร
เพราะเรือกรีซมาพร้อมเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AN/SPS-52
(ปรับปรุงจาก AN/SPS-39) ระยะตรวจจับ 296
กิโลเมตร พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง AN/SPG-51 ระยะตรวจจับไกลสุด
190 กิโลเมตร สามารถป้องกันภัยทางอากาศเป็นพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงแต่เรือกรีซอายุมากกว่าย่อมปลดประจำการเร็วกว่าตามปรกติ
อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC
เรือฟริเกตชั้น
Knox ถูกสร้างเข้าประจำการมากถึง 46 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ
4,065 ตัน ยาว 134 เมตร กว้าง 14.25
เมตร กินน้ำลึก 7.54 เมตร
สหรัฐอเมริกาออกแบบเรือให้ทำหน้าที่ไล่ล่าเรือดำน้ำจำนวนมหาศาลของสหภาพโซเวียต
ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำจัดว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้เรือฟริเกตทุกลำ นอกจากตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ
MK 46 จำนวน 24 นัดในห้องตอร์ปิโดกลางเรือ
หน้าสะพานเดินเรือยังมีการติดตั้งแท่นยิง MK 112 ขนาด
8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC
ซึ่งถือเป็นหมัดเด็ดไพ่ตายในการโจมตีเป้าหมายใต้น้ำจากระยะไกล
ชิ้นส่วนสำคัญของ
ASROC ประกอบไปด้วย โครงจรวดสำหรับบรรจุตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ
มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวจรวด และกลไกปลดโครงจรวดให้ตกสู่พื้นน้ำ ทันทีที่ตอร์ปิโดแยกตัวออกจากโครงจรวด
ร่มหน่วงความเร็วจะเริ่มต้นการทำงานเพื่อลดความเร็ว แบตเตอรี่ตอร์ปิโดจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อสำผัสน้ำทะเล
และทำงานต่อไปจนกว่าจะพุ่งชนเป้าหมายหรือหมดเชื้อเพลิง
อาวุธทันสมัยมีความยาว
4.5 เมตร น้ำหนัก 487 กิโลกรัม ระยะยิงไกลสุด 19 กิโลเมตรไม่รวมระยะยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ
แท่นยิง MK
112 สามารถโหลดอาวุธจากคลังใต้สะพานเดินเรือโดยอัตโนมัติ คลังสามารถจัดเก็บ
ASROC กับ Harpoon ได้จำนวน 16 นัด รวมกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ
Mark 46 ในคลังกลางเรือจำนวน 24 นัด ทำให้เรือสามารถทำภารกิจทั่วโลกโดยไม่ต้องกลัวกระสุนหมด
ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk
46 Mod 6
อาวุธปราบเรือดำน้ำจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้าประจำการปี
1965 ขนาดใหญ่กว่า MK 44 รุ่นเก่านิดหน่อย
มีความยาว 2.6 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 230 กิโลกรัม ติดหัวรบ PBXN-103 ขนาด 44 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำ
อากาศยานปีกแข็งและปีกหมุน รวมทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ ASROC ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเหลว (OTTO FUEL II) เครื่องยนต์ลูกสูบแบบสันดาปภายนอก ความเร็วสูงสุด 43.5 นอตขณะโจมตีกับดำน้ำ
และ 36 นอตในช่วงค้นหาเป้าหมาย ระยะปฏิบัติการ 11,200
เมตรที่ความเร็ว 43.5 นอต และ 18,000 เมตรที่ความเร็ว 36 นอต
เมื่อใช้บนเรือผิวน้ำ
MK
46 สามารถโจมตีเป้าหมายในระดับความลึก 50 ฟุตถึง 2,500 ฟุต ถ้าใช้งานบนอากาศยานหรือ ASROC สามารถตั้งค่าลึกต่ำสุดที่
20 ฟุต ปลายจมูกติดตั้งระบบนำวิถีทั้ง Active Sonar และ Passive
Sonar ค้นหาเป้าหมายได้ไกลสุด 1,483 เมตร
การค้นหาเป้าหมายหรือ Search Patter กำหนดได้ทั้งการค้นหาแบบวงกลมวนขวา
(Circle Search) หรือการค้นหาแบบส่ายซ้าย-ขวา (Snake
Search) ถ้าเป็นการยิงระยะประชิดหรือการยิงเร่งด่วน มีข้อแนะนำให้ใช้การค้นหาแบบวงกลม
เนื่องจากตอร์ปิโดสามารถเข้าสู่โหมดค้นหาได้เร็วกว่าแบบอื่น
เพื่อให้การทำภารกิจประสบความสำเร็จสมดั่งความตั้งใจ
มีการติดตั้งระบบควบคุมการยิงใต้น้ำ Underwater Battery
Fire Control System Mark 114 เพื่อใช้ในภารกิจปราบเรือดำน้ำ อันเป็นเรื่องปรกติของเรือรบสหรัฐอเมริกายุคใหม่
ที่ต้องมีระบบควบคุมการยิงอาวุธแต่ละชนิดแยกออกจากกัน ระบบหลักของ Mark 114 FCS ประกอบไปด้วย
-
Attack
Console Mark 53 MOD 0
ส่วนประมวลผลกลางระบบควบคุมการยิง
-
Position
Indicator Mark 78 MOD 2 แสดงข้อมูลของเรือยิง
เรือเป้าหมาย และข้อมูลในการใช้อาวุธ
-
Stabilization
Computer Mark 134 ให้ข้อมูลการหันและกระดกกับระบบควบคุมการยิง
-
Relay
Transmitter Mark 43
ตรวจสอบการทำงานของระบบสัญญาณ สามารถสั่งหยุดสัญญาณได้
อาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ
RUR-5 ASROC กับ ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 46 Mod 6
ถือเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำดีที่สุดทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย
บวกระบบตรวจจับใต้น้ำบนเรือเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย
ช่วยให้เรายกระดับการทำสงครามปราบเรือดำน้ำได้เทียบเท่าบรรดาชาติใหญ่ในนาโต้
ระบบโซนาร์ประจำเรือ
เรือฟริเกตชั้น Knox
ติดตั้งระบบโซนาร์หลายตัวทำงานร่วมกันประกอบไปด้วย
โซนาร์
AN/SQS–26 CX
เป็นโซนาร์หัวเรือระยะไกลตัวแรกและตัวเดียวของกองทัพเรือ
ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active และโหมด Passive
ทำงานโหมด Active ที่ย่านความถี่ 3.102 ถึง
3.91kHz ทำงานโหมด Passive Broad Band ที่ย่านความถี่
1.5 ถึง 2.5 KHz และโหมด Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 0.1 ถึง 2.6 KHz มีระยะตรวจจับไกลสุด
50 ไมล์ทะเล หรือ 92.75 กิโลเมตร
AN/SQS–26 ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของสหภาพโซเวียต ขนาดโดมโซนาร์ค่อนข้างใหญ่พอสมควร
เป็นระบบโซนาร์หัวเรือรุ่นมาตรฐานกองทัพเรืออเมริกาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถึง 1950
ประจำการบนเรือรบจำนวน 8 รุ่นมากกว่า 100 ลำ มีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมจนกลายมาเป็นโซนาร์รุ่น
AN/SQS-53 ที่มีใช้งานในปัจจุบัน
โซนาร์
AN/SQS–35 IVDS
เป็นโซนาร์ชักหย่อน
(Variable
Depth Sonar) รุ่นแรกของกองทัพเรือไทย
ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพียงลำเดียว ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่มีใช้งาน
ระดับความลึกในการปล่อยตั้งแต่ 50 ถึง 600 ฟุต ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active
และโหมด Passive ทำงานย่านความถี่ 11.9 ถึง
14.1 KHz โดยมีโหมดในการส่งคลื่นจำนวน 2 แบบจำนวน 5 โหมด
ได้แก่ แบบ ODT (Omnidirectional Transmission) จำนวน 1 โหมด
และแบบ RDT (Rotating Directional Transmission) อีก 4 โหมด
โซนาร์รุ่นนี้มีความถี่ในการส่งสูงแต่มีกำลังในการส่งต่ำ
ระยะตรวจจับไกลสุด 10 ไมล์ทะเล หรือ 18.55 กิโลเมตร เหมาะสมกับการตรวจจับเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อระบุพิกัดในการโจมตี
โซนาร์
AN/SQR–18 A(V)1
เป็นโซนาร์ลากท้าย
(Towed
Array Sonar) รุ่นแรกของกองทัพไทยเช่นกัน
ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทำงานร่วมกับระบบโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 โดยต้องปล่อยลงน้ำในภายหลัง ระดับความลึกสูงสุดในการปล่อยอยู่ที่ 600
ฟุต ความยาวสายลากโซนาร์หรือ Towed Array อยู่ที่ 612 ฟุต
ค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive เท่านั้น ทำงานโหมด Passive
Broad Band ที่ย่านความถี่ 300 ถึง 1,300 Hz และโหมด
Passive Narrow Band ที่ย่านความถี่ 50 ถึง 1,300 Hz แต่เพราะถูกรบกวนโดยเสียงจากเรือมีความถี่ต่ำ (Higher Beam Noise) การทำงานในโหมด Passive Narrow Band มีความถี่จำกัดอยู่ในช่วง
140 ถึง 1,300 Hz
AN/SQR-18A(V)1 ตรวจจับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ ก่อนส่งผลการวิเคราะห์กลับมายังเครื่องรับสัญญาณ
(Towed Array) ซึ่งต่ออยู่กับตัว Towed Body ของโซนาร์ AN/SQS - 35 (V) ทำให้ต้องปรับความยาวตามระดับความลึกของตัว
Towed Body สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับโซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX ทำงานแบบบูรณาการเพื่อช่วยกันค้นหาเป้าหมายใต้น้ำ
สำหรับเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์
AN/SQR–18 A(V)2 ติดตั้งที่บั้นท้ายเรือ รุ่นใหม่กว่า AN/SQR–18 A(V)1 บนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
แต่ไม่มีโซนาร์ชักหย่อน SQS–35 จึงค้นหาเป้าหมายด้วยโหมด Active ไม่ได้ ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพ โซนาร์หัวเรือ AN/SQS-26 CX
โซนาร์
AN/SQR–17A(V)2
เป็นโซนาร์วิเคราะห์สัญญาณเสียง
(Sonar
Signal Processing Set) รุ่นแรกเช่นกัน ติดตั้งบนเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
สำหรับวิเคราะห์สัญญาณเสียงที่ได้รับจากโซโนบุย หรือรับข้อมูลผ่านระบบ Link
จากอากาศยานปีกหมุน โดยจะวิเคราะห์สัญญาณ Passive Narrow
Band ที่ได้รับจากระบบโซนาร์ AN/SQS–26
CX ไปพร้อมกัน โซนาร์ SQR–18
ทำงานย่านความถี่ตั้งแต่ 0 ถึง 3.4 KHz
เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกใช้โซนาร์ทำงานร่วมกันถึง
4 ระบบ เรือยังสามารถรับสัญญาณข้อมูลจากโซโนบุย ที่อากาศยานปีกหมุนนำไปปล่อยในทะเลได้
อาวุธปราบเรือดำน้ำก็มีทั้งลูกสั้นลูกยาวให้เลือก ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมีโซนาร์น้อยกว่าทว่าทันสมัยกว่า
เรือทั้งสองลำถือเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของราชนาวีไทยตลอดไป
++++++++++++++++++++
อ้างอิงจาก
:
หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์
และคู่มือประกอบการเรียนการสอนหลักสูตร 2210 ชื่อหลักสูตร “อาวุธปราบเรือดำน้ำเล่มที่ 1”






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น