วันที่ 25 พฤศจิกายน 2531 (หรือ 1988) ที่อู่ต่อเรือบริษัท Black Sea Shipyard ในเมือง Mykolaiv อันเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) มีการประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่กองทัพเรือสหภาพโซเวียต ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา คุณสมบัติสำคัญเรือยักษ์ใหญ่ลำใหม่ประกอบไปด้วย
1.ระวางขับน้ำเต็มที่ 75,000 ตัน
บรรทุกอากาศยานได้มากสุด 68 ลำ
2.ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์เป็นลำแรก
3.ติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ
บวกลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานอีก 2 จุด
4.เรือสามารถประจำการเครื่องบินขับไล่/ทิ้งระเบิดจำนวน
44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าจำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 16 ลำ
และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยอีก 2 ลำ
กองทัพเรือสหภาพโซเวียตในตอนนั้นมีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น
Moskva ขนาด 15,000 ตันจำนวน 2 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Kiev ขนาด 41,000 ตันจำนวน 4 ลำ กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ขนาด
55,000 ตันจำนวน 2 ลำ (เรือชั้นนี้มีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้งกระทั่งใช้ชื่อ
Kuznetsov ในปัจจุบัน) บวกเรือบรรทุกเครื่องบินขนาด 75,000
ตันเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งลำ
เท่ากับว่าพวกเขามีเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตันจำนวน
7 ลำ
เรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำนาโต้ใช้คำเรียกขาน
Aircraft
cruiser
เหตุผลก็คือมีการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลจำนวนหนึ่งบนเรือ
ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำใหม่นาโต้เรียกขาน Supercarrier แต่ถึงกระนั้นบนเรือยังได้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกลเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญในตอนนั้นคาดการณ์ว่ากองทัพเรือสหภาพโซเวียต ตั้งใจสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มให้มีปริมาณใกล้เคียงกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
หรือประมาณ 15 ลำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าประจำการพร้อมกันอย่างน้อยที่สุดจำนวน
10 ลำ
หมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากดินแดนหลังม่านเหล็กประกอบไปด้วย
เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 1 ลำ
บวกเรือคุ้มกันได้แก่เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือฟริเกตจำนวนหนึ่ง
เรียกได้ว่าพร้อมชนหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้แบบตัวต่อตัว
ถือเป็นการถ่วงดุลนาวิกานุภาพกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
รวมทั้งให้ความคุ้มครองกองเรือประเทศในกลุ่มวอร์ซอที่ตัวเองถือเป็นพี่ใหญ่
โครงการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตในปี
2531
อยู่ในช่วงยิ่งใหญ่เรืองรอง บวกกับข้อมูลเรือมีหลุดออกมาสู่ค่ายตะวันตกค่อนข้างน้อย
แม้กระทั่งเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Tbilisi ยังถูกคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
คิดว่าเรือใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์กับเรือขนาด 55,000 ตัน พลอยทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินของพวกเขาน่าเกรงขามมากกว่าเดิม
พัฒนาการเรือบรรทุกเครื่องบินดินแดนหลังม่านเหล็ก
สหภาพโซเวียตพยายามสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินตั้งแต่ปลายทศวรรษที่
30 โชคร้ายโครงการประสบความล้มเหลวเพราะขาดประสบการณ์ รวมทั้งใช้งบประมาณสูงเกินไปสุดท้ายต้องถูกดองเค็ม
ก้าวเข้าสู่ต้นทศวรรษที่ 50 พวกเขาเริ่มต้นเดินหน้าอีกครั้ง
เพราะรู้ดีว่าสงครามทางเรือในปัจจุบันและอนาคตภายภาคหน้า
เรือบรรทุกเครื่องบินมีบทบาทสำคัญในการชี้เป็นชี้ตาย ยกตัวอย่างเช่นการทำยุทธนาวีระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่
2 จึงได้ออกแบบและสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น Moskva ขนาด 15,000 ตันขึ้นมาใช้งาน
ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
หน้าที่หลักของเรือคือปราบเรือดำน้ำควบคู่ไปกับปราบเรือผิวน้ำ
โดยมีหน้าที่สำคัญไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ
เนื่องจากกองทัพเรือให้ความสำคัญกับเรือดำน้ำเป็นอันดับหนึ่ง
เพราะสามารถบรรทุกขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ซ่อนตัวในทะเลได้หลายเดือน
ส่วนเรือผิวน้ำเน้นการโจมตีจากระยะไกลเป็นหลัก จึงเร่งพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบขึ้นมาใช้งานอย่างจริงจัง
กองทัพเรือสหภาพโซเวียตต้องการเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น
Moskva จำนวน 5 ลำ เอาเข้าจริงมีการจัดหาเพียง 2 ลำก่อนปิดโครงการ
สาเหตุเกิดจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Poseidon
ขึ้นมาและเริ่มประจำการ เรือดำน้ำรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงเกินกว่าเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้น
Moskva สามารถรับมือ มีการโยกย้ายเรือทั้ง 2 ลำมาประจำการในทะเลดำ และเร่งพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม
ใช้งานร่วมกับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งสร้างเลียนแบบประเทศอังกฤษ
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Kiev
หลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในเดือนตุลาคม
2505
รัฐบาลสหภาพโซเวียตสั่งเดินหน้าโครงการเรือบรรทุกเครื่องเต็มกำลัง
เพราะรู้ดีกว่านาวิกานุภาพของตัวเองสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
เมื่อพวกเขาเร่งพัฒนาโครงการให้เร็วกว่าเดิม บรรดาชาติใหญ่ทั่วโลกได้เร่งพัฒนาโครงการเช่นกัน
ระหว่างปี
2531 ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 10 ชาติ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบินมากสุดจำนวน
15 ลำ กับเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกดาดฟ้าเรียบอีกจำนวนพอสมควร
สามารถนำเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งไปกับเรือได้ กองทัพเรือสหภาพโซเวียตครองอันดับสองมีเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Kiev จำนวน 4 ลำเท่านั้นประกอบไปด้วย
1.เรือบรรทุกเครื่องบิน
Kiev ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2518
2.เรือบรรทุกเครื่องบิน Minsk ประจำการทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
2521
3.เรือบรรทุกเครื่องบิน Novorossiysk
ประจำการทัพเรือทัพเรือแปซิฟิกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2525
4.เรือบรรทุกเครื่องบิน Baku
ประจำการทัพเรือภาคเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2530
เรือบรรทุกเครื่องบิน
Kiev
มีระวางขับน้ำเต็มที่ 41,000 ตัน ยาว 273
เมตร กว้างสุด 53 เมตร กินน้ำลึกสุด 10
เมตร รูปทรงเรือเหมือนนำเรือลาดตระเวนมาใส่ลานบินบริเวณกราบซ้าย
ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล P-500 Bazalt
หรือ SS-N-12 Sandbox
จำนวน 8 ท่อยิง สำหรับโจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้ามจากระยะไกลตามหลักนิยม
ยกเว้นเรือบรรทุกเครื่องบิน Baku ซึ่งถูกเพิ่มจำนวนเป็น 12
ท่อยิง P-500 Bazalt มีความเร็วสูงสุดมากถึง
3 มัค ระยะยิงไกลสุด 550 กิโลเมตร
เหมาะสมกับการโจมตีหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินจากนาโต้โดยไม่ต้องเข้าปะทะ
หมัดเด็ดสำหรับป้องกันตัวคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน
9K33 Osa หรือ SA-8 Gecko ระยะยิงไกลสุด 12 กิโลเมตรจำนวนมากกว่า 80 นัด ก่อนเปลี่ยนมาใช้รุ่นใหม่ 9K33M3 Osa-AKM ระยะยิง 15 กิโลเมตรในภายหลัง
สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-25 หรือ Ka-27 จำนวน 16 ลำ กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งเพิ่งพัฒนาเสร็จรุ่น Yak-38 อีก 12
ลำ
ดูจากตัวอักษรเรือบรรทุกเครื่องบิน
Kiev ประสิทธิภาพค่อนข้างดี ประมาณว่านำเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Invincible
กองทัพเรืออังกฤษมาแช่น้ำมันก๊าดพร้อมติดลูกยาว รวมทั้งมีเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งทำหน้าที่คุ้มครองกองเรือเหมือน Sea Harrier แต่แล้วเมื่อเรือเข้าประจำการทุกคนกลับพบว่า Yak-38
เป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างเลวร้าย ค่าใช้จ่ายกับค่าซ่อมบำรุงสูงค่อนข้างสูง
ทว่าประสิทธิภาพการใช้งานค่อนข้างต่ำ พลอยทำให้การซ้อมรบเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่
แทนที่จะเป็นตัวพลิกเกมกลับเป็นเดอะภาระให้กับเพื่อนพ้อง ท้ายที่สุด Yak-38 มีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี ก่อนส่งไม้ต่อให้กับเครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งความเร็วเหนือเสียงรุ่นลับสุดยอด
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Tbilisi
การพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแนวคิด
กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินติดลานสกีจัมป์
ช่วยในการส่งเครื่องบินขึ้นสู่ฟากฟ้าโดยใช้ทางวิ่งสั้น
พร้อมลวดเกี่ยวสำหรับลดความเร็วตอนเครื่องบินลงจอด เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่งรุ่นใหม่ Yak-141 สามารถใช้งานบนเรือได้
รวมทั้งเครื่องบินขับไล่/โจมตีรุ่นอื่นซึ่งถูกดัดแปลงเพื่อมาใช้งานบนเรือ
กำหนดให้เป็นเครื่องบินขับไล่ MiG-23K กับเครื่องบินโจมตี
Su-25K
ตรงตามหลักนิยมการใช้กำลังรบทางอากาศในยุคนั้น
เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่าชั้น
Tbilisi เริ่มสร้างเรือลำแรกในปี 2525 ส่วนลำที่สองในปี 2528
เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 55,000 ตัน ยาว 305
เมตร กว้างสุด 72 เมตร กินน้ำลึกสุด 11
เมตร แรกเริ่มเดิมทีกำหนดให้ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์
แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล
P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง
ความเร็วสูงสุดลดลงเหลือเพียง 2.5 มัค ระยะยิงไกลสุด 550
กิโลเมตรเท่า P-500 Bazalt ทว่าความแม่นยำมีมากกว่ารุ่นเก่าค่อนข้างมาก รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้แท่นยิงแนวดิ่งไม่เกะกะพื้นที่ดาดฟ้าเรือ
อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานเปลี่ยนมาใช้รุ่น
9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตร
ถอดแท่นยิงแขนคู่ออกแทนที่ด้วยแท่นยิงแนวดิ่งทันสมัยกว่าเดิม
มาพร้อมระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรุ่นใหม่ Kashtan
ซึ่งมีทั้งปืนกลและจรวด ส่วนอากาศยานประจำเรือมีการเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือหลังมือ
เครื่องบินขับไล่/โจมตีขึ้นลงแนวดิ่ง Yak-141 ถูกยกเลิกโครงการ และเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอยู่ในช่วงขาขึ้น มีการเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเครื่องบินขับไล่
Su-33 เพื่อใช้งานบนเรือ โดยปรับปรุงจาก Su-27 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงที่สุด
โดยมีตัวเลือกที่สองเครื่องบินขับไล่ MiG-29K ซึ่งถูกปรับปรุงจาก
MiG-29 เพื่อใช้งานบนเรือ
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Tbilisi สร้างเสร็จเพียง 1 ลำและเข้าประจำการในปี 2533
ส่วนลำที่สองยกเลิกการสร้างในปี 2531 เนื่องจากรัฐบาลกระเป๋าฉีก
ก่อนขายต่อให้กับกองทัพเรือจีนในสภาพค่อนข้างเน่า เรือประจำการเครื่องบินขับไล่ Su-33
จำนวน 33 ลำ กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 อีก 12 ลำ มาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่งและเรดาร์ตรวจการณ์
3 มิติจำนวน 4 ตัวทันสมัยกว่าเรือฝ่ายตรงข้ามทุกลำ
เพียงแต่ระบบขับเคลื่อนค่อนข้างโบราณส่งผลกระทบต่อการใช้งานในภายหลัง
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Leonid
Brezhnev
ที่ผ่านมาเรือบรรทุกเครื่องบินของสหภาพโซเวียตเน้นภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์
เรือชั้น Moskva ตั้งใจสร้างจำนวน 5 ลำแต่สร้างจริงเพียง 2 ลำ
เหตุผลก็คือสหรัฐอเมริกาพัฒนาเรือดำน้ำชั้น Poseidon ขึ้นมา
สหภาพโซเวียตแก้เกมโดยการพัฒนาเรือชั้น Kiev หวังใช้เผด็จศึก
สร้างได้เพียง 4 ลำสหรัฐอเมริกาพัฒนาขีปนาวุธระยะไกล Trident
ขึ้นมา ระยะยิงมากกว่า 11,000 กิโลเมตรเรียกว่ายิงจากท่าเรือก็ยังได้
การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปไล่ล่ากลางทะเลจึงไม่เกิดประโยชน์ สหภาพโซเวียตต้องเปลี่ยนแผนหันมาพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าเดิม
ใช้เป็นสนามบินลอยน้ำเลียนแบบกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
และลดความสำคัญภารกิจปราบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลง
สมัยก่อนการหาข้อมูลจากสหภาพโซเวียตทำได้ยากมาก
หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินซื้อตัวสายลับสองหน้า บางครั้งอาจได้ผลดีเยี่ยม
บางครั้งอาจถูกสับขาหลอกผสมปนเปกันไป
นับรวมถึงโครงการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่
ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับความลับสุดของสหภาพโซเวียต สายลับฝีมือดีให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี
2525
อู่ต่อเรือหมายเลข 444 ในเมือง Mykolaiv กำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์
นาโต้จึงได้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM (Black sea combatant) ต่อมากลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น
Tbilisi ใช้ระบบขับเคลื่อนไอน้ำ ส่วนอู่ต่อเรือหมายเลข 61
กำลังสร้างเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่ นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 1 ต่อมากลายเป็นเรือลาดตระเวนชั้น Slava หรือเดอะแบกรัสเซียซึ่งถูกยิงจมในทะเลดำจำนวน 1 ลำ
ถัดมาไม่กี่ปีสายลับสองหน้าทำผลงานอีกครั้ง
มีข้อมูลว่าสหภาพโซเวียตกำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่กว่า
BLKCOM ในอู่ต่อเรือหมายเลข 444 ทิศใต้
นาโต้กำหนดให้ใช้ชื่อ BLKCOM 2
ก่อนเปลี่ยนเป็น Kremlin ในภายหลัง มีความพยายามตรวจสอบข้อมูลด้วยภาพถ่ายดาวเทียม
เพียงแต่ไม่ชัดเจนจนสามารถสรุปได้ว่า เรือลำใหม่ใช้ระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำเหมือนสหรัฐอเมริกา
หรือใช้ลานสกีจัมป์สำหรับปล่อยอากาศยานเหมือนอังกฤษ สุดท้ายต้องใช้หน่วยงานระดับหัวกะทิอย่าง
NPIC (National Photo Interpretation Center) NISC (Naval Intelligence
Support Center) และ DIA (Defense Interpretation Agen) ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาความจริง
สายลับสองหน้ารายงานเพิ่มว่าเรือลำใหม่จะใช้ชื่อ
Leonid
Brezhnev Ulyanovsk บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกเรือลำนี้สั้นๆ ว่า Brezhnev ผลการตรวจสอบหัวเรือติดลานสกีจัมป์ขนาดประมาณ 7.5 องศา
ใช้ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติแบบฝังติดสะพานเดินเรือ
น่าจะมีระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำจำนวน 2 ระบบ
มีลิฟต์อากาศยานจำนวน 3 ตัว ลิฟต์ตัวหน้ากับลิฟต์ตัวหลังสำหรับลำเลียงเครื่องบิน
ส่วนลิฟต์ตัวกลางสำหรับลำเลียงเฮลิคอปเตอร์ ลานบินมีความยาวประมาณ 300 เมตร กว้างสุดประมาณ 80 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CONAS
(Combined Nuclear and Steam turbine) ประกอบไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูและเครื่องยนต์ไอน้ำ
ให้กำลังสูงสุด 220,000 แรงม้า ใช้ 4 เพลาจักร
ความเร็วสูงสุด 32 นอต กำลังพลประจำเรือประมาณ 1,800 นาย
เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่เริ่มสร้างจริงสักพักหนึ่ง
มีข้อมูลหลุดออกมาว่าเรือจะใช้ชื่อ Ulyanovsk รวมทั้งมีข้อมูลจากสามหน่วยงานช่วยกันวิเคราะห์ตามภาพประกอบที่ 5 หัวเรือติดลานสกีจัมป์สำหรับส่งเครื่องบินขับไล่ Su-33 พร้อมกันจำนวน 2 ลำ
โดยที่เครื่องบินต้องมีเชื้อเพลิงครึ่งถังพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศไม่เกิน 4 นัด
(ไม่อย่างนั้นจะหนักเกินไปจนบินตกทะเล) หากใช้ทำภารกิจโจมตีบรรทุกของหนักต้องถอยเครื่องบินไปจอดกลางเรือ
อยู่ใกล้จุดติดตั้งระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับส่งเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ
Yak-44 รวมทั้งอาจมีการดัดแปลงให้ Su-33 ใช้งานระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำสำหรับภารกิจโจมตีทิ้งระเบิด
บนลานบินหลังลานสกีจัมป์ฝังแท่นยิงแนวดิ่งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบระยะไกล
P-700 Granit หรือ SS-N-19 Shipwreck จำนวน 12 ท่อยิง ถ้าจะใช้งานต้องยุติการส่ง Su-33 ขึ้นจากเรือเป็นการชั่วคราว อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานใช้รุ่น 9K330 Tor หรือ SA-15 Gauntlet ระยะยิงไกลสุด 25 กิโลเมตรเหมือนเรือชั้น Tbilisi อนาคตจะมีรุ่นใหม่ยิงได้ไกลถึง 50 กิโลเมตรมาช่วยเสริมทัพ
ติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรวมกันมากถึง 8 ระบบ
มีระบบเป้าลวงกับจรวดปราบเรือดำน้ำมาพร้อมสรรพ
เพียงแต่ไม่อาวุธปราบเรือดำน้ำระยะไกลเหมือนเรือชั้น Moskva
กับ Kiev
ภาพประกอบที่
6
คือโมเดลเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Ulyanovsk
ซึ่งมีการจัดทำในภายหลัง มีการใส่เครื่องบินขับไล่ปีกลู่หน้า Su-47 เพิ่มเติมเข้ามา ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลูกผสมลำแรกและลำเดียวของโลก
เพราะมีทั้งลานสกีจัมป์และระบบส่งอากาศยานขึ้นฟ้าด้วยไอน้ำใช้งานบนเรือ
เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่มีระวางขับน้ำมากถึง
75,000 ตัน บรรทุกเครื่องบินขับไล่ Su-33 จำนวน 44 ลำ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Yak-44 จำนวน 6
ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 จำนวน 16
ลำ และเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย Ka-27PS อีก 2
ลำ การสร้างเรือในยูเครนแล้วเสร็จเพียง 40 เปอร์เซ็นต์
สหภาพโซเวียตได้พลันล่มสลายเสียก่อน วันที่ 29 ตุลาคม 2535
เรือขนาดใหญ่ที่สุดของดินแดนหลังม่านเหล็กถูกแยกชิ้นส่วน ดับความหวังความฝันของคนรัสเซียจำนวนมหาศาล
อ้างอิงจาก
นิตยสารสมรภูมิฉบับที่
397
กับฉบับที่ 398 ปี 2532
https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/1ebzd5r/album_the_kievclass_carrier_and_its_knock_off/
https://www.bbc.com/news/world-europe-37694137
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_aviation_cruisers_built_in_the_Soviet_Union






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น