วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565

British Guns in Royal Thai Navy

 

อาวุธปืนจากอังกฤษมีบทบาทในกองทัพเรือไทยมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2437 มีการสั่งซื้อปืนอาร์มสตรองขนาด 4.7 นิ้ว ระยะยิงไกลสุด 7,600 เมตร และปืนใหญ่ฮอทชกีสขนาด 6 ปอนด์ ระยะยิงไกลสุด 4,000 เมตร มาใช้งานบนเรือพระที่นั่งมหาจักรี

นี่คือครั้งแรกที่กองทัพเรือมีปืนใหญ่แบบบรรจุท้ายหรือปืนยิงเร็ว (Quick Firing Gun) ใช้งาน

ถัดมาเพียง 3 ปีมีการสั่งซื้อปืนยิงเร็วอาร์มสตรองขนาด 4.7 นิ้ว (120 มม.) ปืนยิงเร็วฮอทชกีสขนาด 6 ปอนด์ (57 มม.) ขนาด 3 ปอนด์ (47 มม.) และขนาด 1 ปอนด์ (37 มม.) มาใช้งานบนเรืออีก 4 ลำ ประกอบไปด้วยเรือมกุฎราชกุมาร เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ (ลำที่สอง) เรือพาลีรั้งทวีป และเรือสุครีพครองเมือง และนี่ก็คืออาวุธปืนมาตรฐานรุ่นแรกสุดแห่งราชนาวีสยาม ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่า Common Fleet ให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

นับจากนั้นเป็นต้นมาลูกประดู่ไทยไม่เคยห่างหายจากปืนอังกฤษ

ผู้เขียนใช้เวลานั่งคิดนอนคิดอยู่ประมาณสามสี่วัน ก่อนตัดสินใจขั้นเด็ดขาดแบบชายชาตินักรบหัวใจทระนงว่า จะใช้เวลาว่างสร้างบทความเกี่ยวกับอาวุธปืนจากเมืองผู้ดีขึ้นมา รวบรวมข้อมูลอาวุธปืนที่ยังคงประจำการอยู่ในประเทศไทย ส่วนอาวุธปืนที่เลิกใช้งานแล้วให้แล้วกันไปไม่เขียนถึงก็แล้วกัน

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาขอแวะกลับมาที่เกาะอังกฤษอีกครั้ง ภาพประกอบที่หนึ่งคือศูนย์ฝึกการใช้อาวุธปืนแห่งกองทัพเรืออังกฤษชื่อ HMS Cambridge บริเวณชายฝั่งเมือง Plymouth ถูกจัดตั้งขึ้นมาในปี 1956 เพื่อฝึกฝนการใช้งานอาวุธปืนทันสมัยให้กับกำลังพล ต่อมาในปี 2001 กองทัพเรืออังกฤษมีคำสั่งปิดศูนย์ฝึกตลอดกาล สถานที่แห่งนี้จึงได้ร้างราผู้คนกลายเป็นพื้นที่รกร้าง เหลือเพียงตำนานให้เล่าขานสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

อาวุธปืนในภาพประกอบที่หนึ่งกองทัพเรือไทยมีใช้งานทุกกระบอก…ประกอบไปด้วย

ปืนใหญ่ 4.5 นิ้ว BAE Systems Mk.8 mod.0

นี่คือปืนใหญ่รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นมาในยุค 70 แตกต่างจากปืนรุ่นเก่าที่มีขนาดใหญ่โตเทอะทะต้องใช้พื้นที่มหาศาล ภายหลังมีการปรับปรุงให้ล้ำสมัยกว่าเดิมในรุ่น Mk.8 mod.1 โดยการออกแบบป้อมปืนใหม่เพื่อลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ ปืนรุ่นนี้ใช้ลำกล้องปืนขนาด 4.5 นิ้วหรือ 114 มม. อัตรายิงเร็วสุด 25 นัดต่อนาที สามารถยิงถล่มเป้าหมายพื้นน้ำหรือชายฝั่งได้ไกลสุด 22 กิโลเมตร เคยออกรบยิงมาแล้วในสงครามฟอล์คแลนด์ระหว่างปี 1982  ดวลกับปืนใหญ่ลากจูงบนบกบ้าง ยิงสกัดเครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk บ้าง ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างคละเคล้ากันไป เรือรบอังกฤษยิงถล่มชายฝั่งอย่างหนักจนปืนบางกระบอกชำรุดเสียหาย

Mk.8 mod.0 คือปืนหลักเรือฟริเกตและเรือพิฆาตราชนาวิอังกฤษทุกลำ ยกเว้นแค่เพียงเรือฟริเกตชั้น Type22 สอง Batch แรกเท่านั้น กองทัพเรือไทยมีใช้งานเรือหลวงกุฎราชกุมารจำนวน 2 กระบอก เรือหลวงมกุฎราชกุมารทำพิธีปล่อยน้ำวันที่ 18 พฤศจิกายน 1971 ก่อนที่เรือราคา 375 ล้านบาทจะเดินทางไกล 14,476 ไมล์กลับมายังประเทศไทย จากนั้นจึงทำพิธีเข้าประจำการในวันที่ 7 พฤษภาคม 1973 ต่อไป

ภาพประกอบที่สองเห็นปืนใหญ่ 4.5 นิ้วท้ายเรืออย่างชัดเจน แต่แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Cat โดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เรือฟริเกตจากอังกฤษอายุ 49 ปี 6 เดือนต้องถือว่านานมาก ทว่าเรือหลวงมกุฎราชกุมารยังอยู่ในสถานะประจำการ ฉะนั้นปืนใหญ่ 4.5 นิ้วทั้งสองกระบอกยังอยู่ในสถานะใช้งานเช่นเดียวกัน

ปืนกล 20 มม. Oerlikon GAM-BO1

          ปืนกลขนาด 20 มม.ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคือ Oerlikon 20 mm/70 จากสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษนำมาใช้งานระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองโดยใช้ชื่อว่า 20 mm/70 Mark I  กับ Mark II ปืนรุ่นนี้ถูกใช้งานอย่างยาวนานจนถึงยุค 80 บริษัท BMARC หรือ British Manufacture and Research Company ได้พัฒนาปืนกล 20 มม.รุ่นใหม่ขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า GAM-BO1 อาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยจึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี 1985

          GAM-BO1 ใช้ปืน Oerlikon 20 mm/85 KAA ติดตั้งบนป้อมปืนพัฒนาขึ้นเอง อัตรายิงสูงสุด 1,000 นัดต่อนาที ระยะยิงหวังผล 2 กิโลเมตรกับเรือผิวน้ำและ 1.5 กิโลเมตรกับอากาศยาน ป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงได้ 1 สาย มีกระสุนรวมทั้งสิ้น 200 นัด น้ำหนักรวมป้อมปืนบวกกระสุนเท่ากับ 182 กิโลกรัม ยิงเร็วกว่า Oerlikon 20 mm/70 ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ยิงไกลกว่า Oerlikon 20 mm/70 ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ใช้กระสุน 20x128 มม.ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ สร้างความเสียหายต่อเป้าหมายทุกประเภทได้กว่าเดิม

          กองทัพเรือไทยเริ่มใช้งานปืนกล GAM-BO1 น่าจะระหว่างปี 1988-1989 โดยการติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ที่ได้รับโอนมาจากอเมริกา ภาพประกอบที่สามเรือหลวงสารสินธุติดปืนกล GAM-BO1 บริเวณกลางเรือจำนวน 1 กระบอก แล้วถอดเครนใหญ่ย้ายเรือเล็กบริเวณกลางเรือไปไว้ท้ายเรือ รวมทั้งถอดระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำทุกชนิดออกจากเรือเป็นการถาวร สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากกองทัพเรือเปลี่ยนแปลงภารกิจ จากเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำให้กลายมาเป็นเรือตรวจการณ์ปืน

          ภาพเล็กมุมบนซ้ายคือพิธีรับมอบเรือการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.265  จำนวน 5 ลำในวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 มีการติดตั้งปืนกล GAM-BO1 บริเวณหัวเรือใช้เป็นอาวุธหลัก โดยการนำปืนเก่าจากเรือปลดประจำการแล้วมาใช้งานใหม่ มีการซ่อมคืนสภาพปืนให้ดีดังเดิมด้วยงบประมาณไม่เกิน 4 ล้านบาท ประหยัดกว่าซื้อปืนกล 20 มม. Denel GI-2ใหม่เอี่ยมจากแอฟริกาใต้กระบอกละ 13.5 ล้านมาใช้งาน (ราคาในตอนนั้น)

          ปัจจุบันปืนกล GAM-BO1 มีใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก หลายบริษัทผลิตชุดแต่งให้สามารถควบคุมปืนด้วยรีโมทคอนโทรลได้ โดยใช้ระบบออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงในการค้นหาและติดตามเป้าหมาย เพียงแต่ว่าผู้เขียนยังไม่เคยเห็นชาติไหนซื้อไปใช้งานอย่างจริงจัง มีเพียงอียิปต์ที่สั่งซื้อปืนกลอัตโนมัติ Oerlikon SeRanger จากบริษัท Rhienmetall ของเยอรมัน (นำ GAM-BO1 มาปรับปรุงให้ทันสมัยกว่าเดิม) ไปใช้งานบนเรือตรวจการณ์ลำใหม่จากบริษัท Lurssen ของเยอรมันจำนวนไม่กี่กระบอก

บางทีอาจเป็นเพราะปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เหตุผลก็คือยิงได้ไกลกว่า ทำลายเป้าหมายได้ดีกว่า มีความคุ้มค่ามากกว่า และเหมาะสมกับภัยคุกคามใหม่อย่างเรือเร็วพลีชีพมากกว่า แม้อัตรายิงไม่สูงเทียบเท่าปืนกลขนาด 20 มม. ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอัตรายิงอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

ปืนกล 30 มม. ลำกล้องแฝด GCM-AO3-2

          หลังสงครามโลกครั้งที่สองราชนาวีอังกฤษมีปืนกลต่อสู้อากาศยาน 2 รุ่น ประกอบไปด้วย Oerlikon 20 mm/70  Mark II กับ Bofors 40 mm L/60 ที่มาพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นเก่า ปืนกลขนาด 40 มม.ยิงได้ไกลกว่าย่อมมีความสำคัญมากกว่า จึงได้มีการพัฒนาอาวุธปืนรุ่นใหม่มาใช้งานทดแทนต่อไป

          ความพยายามครั้งที่หนึ่งคือการพัฒนาปืนกล Bofors 40 mm L/70 ใช้ป้อมปืนแบบเต็มมาพร้อมระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติ แต่แล้วในปี 1960 โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกเพราะความพยายามครั้งที่สอง กองทัพเรืออังกฤษตัดสินใจเลือก Sea Cat GWS-20 ใช้งานทดแทน Bofors 40 mm L/60 บนเรือรบ

          อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Cat ถูกพัฒนาจากอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีรถถัง Malkara ของออสเตรเลีย ระยะยิงไกลสุด 5 กิโลเมตรใช้ระบบนำวิถีคลื่นวิทยุ แท่นยิงขนาด 4 ขนาดกะทัดรัดนัดน้ำหนักเบา ใช้เรดาร์ควบคุมการได้หลากหลายรวมทั้งจากประเทศอื่น ส่งผลให้ Sea Cat ฮอทอฮิตติดลมบนขายดิบขายดีทั่วโลก เรือหลวงมกุฎราชกุมารมีใช้งานเช่นกันบริเวณกลางเรือก่อนถึงปืนใหญ่ 4.5 นิ้วกระบอกท้าย

          Sea Cat อาจมีคุณสมบัติโดดเด่นทว่าแอบมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ทดแทนปืนกลได้อย่างครบถ้วน เรือตรวจการณ์ก็ดี เรือยกพลขึ้นบกก็ดี เรือกวาดทุ่นระเบิดก็ดี นำ Sea Cat มาใช้งานทดแทน Bofors 40 mm L/60 ไม่ได้ ส่งผลให้อังกฤษจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องพัฒนาอาวุธปืนรุ่นใหม่ ครั้งนี้พวกเขาหันมาให้ความสนใจปืนกลขนาด 30 มม.จากสวิตเซอร์แลนด์

          โครงการใหม่คือการจับมือกันอีกครั้งระหว่าง Oerlikon กับ BMARC โดยการนำปืน Oerlikon 30 mm/75 KCB จำนวน 2 กระบอก แต่ละกระบอกอัตรายิงสูงสุด 650 นัดต่อนาที อัตรายิงสูงสุดรวมจึงเท่ากับ 1,300 นัดต่อนาที มาติดตั้งบนแท่นยิงรุ่นใหม่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า มีที่นั่งพลยิงฝั่งขวาป้อมปืนพร้อมระบบควบคุมการทรงตัว ใช้ระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติมีกล่องกระสุนขนาด 125 นัดจำนวน 2 กล่อง เท่ากับว่าปืนมีกระสุนขนาด 30 มม.พร้อมยิงจำนวน 250 นัด อาวุธทันสมัยถูกพัฒนาขึ้นมาจำนวนสามรุ่นประกอบไปด้วย

          1.GCM-AO3-1 คือปืนรุ่นต้นแบบ ที่นั่งพลยิงถูกปกคลุมด้วยกระจกกับหลังคาป้องกันแดดลมฝน โชคร้ายปืนรุ่นนี้ไม่มีการสร้างจริงเพราะมีราคาสูงเกินไป 

          2.GCM-AO3-2 ถูกใช้งานจริงบนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Type 22 จำนวน 2 กระบอก ทำงานร่วมกับปืนกล 20 มม.Oerlikon 20 mm/70 อีก 2 กระบอก (หลังปี 1985 ได้ถูกแทนที่ด้วย GAM-BO1) โดยไม่มีปืนใหญ่ 4.5 นิ้วที่หัวเรือตามปรกติ เพราะถูกติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM38 Exocet จำนวน 4 ท่อยิงในตำแหน่งปืนหลัก ปืนกล GCM-AO3-2 จึงเป็นที่พึ่งหลักหากมีเครื่องบินเล็ดลอดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Seawolf เข้ามา

          3.GCM-AO3-3 ใช้กล่องกระสุนแบบยาวบรรจุกระสุนมากถึง 160 นัดจำนวน 2 กล่อง มีใช้งานจำนวนไม่มากอาทิเช่น บนเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Waspada กองทัพเรือบรูไนจำนวน 3 ลำ

          อัตรายิงสูงสุด 1,300 นัดกับกระสุนขนาด 30 มม. 250 นัดของ GCM-AO3-2 เคยดวลเดี่ยวกับเครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk และเครื่องบินขับไล่ Dagger กองทัพอากาศอาเจนตินามาแล้ว ปรากฏว่าไม่มีใครกินใครลงเสมอกันไปศูนย์ต่อศูนย์ เรือฟริเกต Type 22 ถูกยิงก็จริงทว่าเสียหายเพียงเล็กน้อย A-4 Skyhawk กับ Dagger หลบกระสุนปืนจาก GCM-AO3-2 สำเร็จ โชคร้ายบินไปเจอ Sea Harrier ตามมาเก็บดาบสองก็เลยไม่ได้กลับบ้าน

          ว่ากันตามตรง GCM-AO3-2 สมควรขายดิบขายดีใกล้เคียง GAM-BO1 บังเอิญสงครามฟอล์คแลนด์ผลาญงบประมาณกระทรวงกลาโหมอังกฤษอย่างมหาศาล รวมทั้งกองเรือทั้งกองมีจุดอ่อนใหญ่โตต้องเร่งแก้ไขทันทีทันควัน เรือฟริเกต Type 22 ตั้งแต่ Batch 2 เป็นต้นไปจึงได้ใช้งาน GCM-AO3-2 บ้างไม่ได้ใช้บ้าง ส่วนเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Type 42 ที่วางแผนการไล่ติดตั้งให้ครบทุกลำ ถูกยกเลิกโครงการแล้วหันมาจัดหาระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx CIWS จากอเมริกาไว้ป้องกันตัว

          ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทำให้ผู้คนทั่วโลกแทบจำหน้าตา GCM-AO3-2 ไม่ได้ด้วยซ้ำ

          สำหรับประเทศไทยมีปืนกล 30 มม.GCM-AO3-2 ใช้งานจำนวน 2 กระบอก กระบอกแรกบนเรือตรวจการณ์หมายเลข 1804 หรือเรือศรีนรินทร์กองบังคับการตำรวจน้ำ ภาพประกอบที่สี่มองเห็นปืน Oerlikon 30 mm/75 KCB จำนวน 2 กระบอกอย่างชัดเจน สังเกตนะครับว่าปลอกลดแสงที่ปลายปืนค่อนข้างยาว

          ภาพประกอบที่ห้าปืนกล GCM-AO3-2 กระบอกที่สองถูกติดตั้งบนเรือตรวจการณ์หมายเลข 1803 หรือเรือลพบุรีราเมศวร์กองบังคับการตำรวจน้ำ หัวเรือใช้ราวกับตกแบบทืบค่อยๆ เล็กลงมาจนเป็นแบบโปร่ง แตกต่างจากเรือศรีนรินทร์ใช้ราวกันตกแบบโปร่งจอดอยู่ฝั่งขวามือในภาพถ่าย ส่วนเรือลำกลางมองเห็นบั้นท้ายกลางเต็นท์แบบเต็มพื้นที่นั้นคือ เรือตรวจการณ์หมายเลข 1802 หรือเรือดำรงราชานุภาพฝาแฝดเรือลพบุรีราเมศวร์

เรือดำรงราชานุภาพไม่มีปืนกล GCM-AO3-2 เพราะถูกติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/50 มม.ที่หัวเรือ

          สังเกตนะครับว่า GCM-AO3-2 มีฝาครอบสายกระสุนแบบเต็ม จุดป้อนกระสุนเยื้องมาทางกลางปืน ท้ายปืนมีฝาครอบปิดอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างมิดชิด โดยมีกล่องกระสุนขนาด 125 นัดจำนวน 2 กล่องประกบซ้ายขวา

          ทั้งนี้เนื่องมาจากปืนกล 30 มม.อัตโนมัติ Mauser Mk.30 mod.F บนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงเรือหลวงคำรณสินธุทั้ง 3 ลำ ปลดประจำการหมดแล้วถูกแทนที่ด้วยปืนกลรุ่นใหม่จากอังกฤษแล้ว ส่งผลให้แชมป์ปืนกลยิงเร็วแห่งประเทศไทยเป็นของกองบังคับการตำรวจน้ำ อัตรายิง 1,300 นัดต่อนาทีของ GCM-AO3-2 ชนะปืนกลทุกรุ่นของกองทัพเรือด้วยคะแนนเอกฉันท์

          โชคดีแชมป์ยิงเร็วแห่งประเทศไทยยังเป็นของลูกประดู่ ไม่มีใครเอาชนะระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx บนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชสำเร็จ (4,500 นัดต่อนาทีไม่ใช่ได้มาเพราะจับฉลากหรือโชคช่วย)

ปืนกล 30 มม. MSI DS30B Mark 1

          เนื่องจากปืนกล 30 มม. GCM-AO3-2 ราคาค่อนข้างสูงแต่ความนิยมค่อนข้างต่ำ ขนาดกะทัดรัดก็จริงแต่มีน้ำหนักรวมถึง 2,150 กิโลกรัม กองทัพเรืออังกฤษยังคงต้องการปืนกล 30 มม.ราคาประหยัดน้ำหนักเบา นำมาใช้งานบนเรือตรวจการณ์ เรือยกพลขึ้นบก และเรือกวาดทุ่นระเบิด จึงส่งไม้ต่อให้บริษัท MSI-Defence Systems LTD นำ GCM-AO3-2 มาปรับปรุงใหม่ให้ตรงตามความต้องการ

          MSI ลดจำนวนปืน 30 มม.เหลือเพียงกระบอกเดียว น้ำหนักรวมแค่ 1,200 กิโลกรัม ปรับปรุงโน่นนั่นนี่เล็กน้อยก่อนตั้งชื่อใหม่ว่า LS-30B เมื่อปืนได้รับความนิยมจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ DS30B Mark 1 ด้วยอัตรายิง 650 นัดต่อนาทีพร้อมกระสุน 1 กล่อง 160 นัด มากเพียงพอที่จะป้องกันตนเองจากภัยคุกคามได้ในระดับหนึ่ง

          DS30B Mark 1 ถูกติดตั้งบนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ Type 23 และเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ Type 45 เวอร์ชันกองทัพเรืออังกฤษทำงานร่วมกับออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง เวอร์ชันเรือฟริเกตมาเลเซียกับเรือคอร์เวตบรูไนไม่ใช้ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง เพราะเป็นออปชันเสริมขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าต้องการหรือไม่ (โดยคิดเงินเพิ่ม)

          กองทัพเรือไทยมี DS30B Mark 1 ใช้งานจำนวน 2 กระบอก บนเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้นเรือหลวงลาดหญ้าที่ซื้อมาจากอิตาลี ชมภาพประกอบที่หกแล้วเล่นเกมจับผิดไปพร้อมกัน ภาพซ้ายมือคือช่วงแรกที่เรือทั้งสองลำเพิ่งเข้าประจำการ DS30B ยังคงใช้ปืน Oerlikon 30 mm/75 KCB ตามปรกติ ปลอกลดแสงที่ปลายปืนค่อนข้างยาว มีฝาครอบสายกระสุนแบบเต็ม จุดป้อนกระสุนเยื้องมาทางกลางปืน ท้ายปืนมีฝาครอบปิดอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างมิดชิด โดยมีกล่องกระสุนขนาด 160 นัดจำนวน 1 กล่องที่ฝั่งซ้ายป้อมปืน

          ภาพขวามือคือช่วงที่เรือเข้าประจำการหลายปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับลำกล้องปืนอย่างชัดเจน ปืน Oerlikon 30 mm/75 KCB ถูกแทนที่ด้วย Mark 44 Bushmaster II จากบริษัท Northrop อเมริกา เป็นปืนกลอเนกประสงค์ใช้งานบนรถหุ้มเกราะชนิดต่างๆ อัตรายิงสูงสุดลดลงมาเหลือเพียง 200 นัดต่อนาที

          Mark 44 Bushmaster II ใช้ปลอกลดแสงค่อนข้างสั้น กระบอกปืนเรียวแหลมกว่ากันเล็กน้อย ไม่มีฝาครอบสายกระสุนแบบเต็ม ท้ายปืนถูกเปิดโล่งมองเห็นชิ้นส่วนต่างๆ ชัดเจน เพราะ Mark 44 Bushmaster II มีจุดป้อนกระสุนเยื้องมาทางท้ายปืน (เห็นอุปกรณ์สี่เหลี่ยมคล้ายช่องใส่กระสุนเหนือหมวกพลยิงกันบ้างไหมครับ) แต่มีข้อดึสามารถป้อนกระสุนใส่รังเพลิงได้สองสายฝั่งซ้ายฝั่งขวา จำนวนกระสุนปืนก็เลยเพิ่มขึ้นมาสองเท่าตัวไปด้วย

          เนื่องจาก DS30B Mark 1 มีที่นังพลยิงฝั่งขวามือป้อมปืน จึงไม่สามารถเพิ่มกระสุนกล่องที่สองจำนวน 160 นัด

ปืนกล 30 มม. MSI DS30M Mark 2

          เมื่อทุกคนบนโลกก้าวผ่าน Y2K หรือปี 2000 เป็นที่เรียบร้อย ภัยคุกคามที่มีต่อเรือเปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลาเช่นกัน การโจมตีอย่างห้าวหาญและบ้าบิ่นจากเครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk ไม่มีอีกต่อไป อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบบินเรี่ยน้ำถูกส่งเข้ามาทำหน้าที่แทน รวมทั้งเกิดภัยคุกคามจากเรือยางท้องแข็งขนาดเล็กติดระเบิดขนาดใหญ่ ลักลอบเข้ามาสร้างความเสียหายต่อเรือรบรุ่นใหม่ทันสมัยติดอาวุธล้นลำ

          บริษัท MSI พัฒนา DS30B Mark 1 ให้เหมาะสมกับภัยคุกคามใหม่ โดยการเปลี่ยนมาใช้ปืนกล Mark 44 Bushmaster II จากบริษัท Northrop  อัตรายิงสูงสุด 200 นัดต่อนาทีเหมือนเรือหลวงลาดหญ้าเพราะเราทำตามเขา ใช้ระบบควบคุมการยิงผ่านระบบอำนวยการรบได้ หรือจะติดตั้งออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงบนป้อมปืนก็ทำได้ ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะติดที่นั่งพลยิงเผื่อเหลือเผื่อขาดในยามฉุกเฉิน หรือเพิ่มกล่องกระสุนขนาด 30 มม.อีก 1 หนึ่งกล่อง 200 นัด ส่งผลให้ยอดรวมกระสุนทั้งหมดอยู่ที่ 400 นัด เสร็จเรียบร้อยจึงตั้งชื่อใหม่ว่า DS30M Mark 2 ต่อมาในภายหลัง MSI ตั้งชื่อใหม่อีกครั้งหวังผลทางการค้าว่า SeaHawk รุ่นโน้นรุ่นนั้นรุ่นนี้ บังเอิญลูกค้าทั่วโลกรวมทั้ง The Royal Navy ยังคงเรียกชื่อ DS30M Mark 2 เหมือนเดิมต่อไป

          ปืนกล Mark 44 Bushmaster II อัตรายิงน้อยลงแบบฮวบฮาบก็จริง แต่มีข้อดีเรื่องความแข็งแรงทนทาน ซ่อมบำรุงง่าย ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีอายุใช้งานมากกว่าปืนกล 30 มม.รุ่นเก่า มีความเหมาะสมกับการไล่ยิงเรือยางท้องแข็งติดระเบิด เข้ามาเติมเต็มช่องโหว่ที่ในอดีตเรือรบอเมริกาพลาดเคยท่าเสียทีมาก่อน

          กองทัพเรือไทยใช้งานปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mark 2 จำนวนมาก เป็นอาวุธปืนมาตรฐานรุ่นล่าสุดแห่งราชนาวีสยาม ปืนกระบอกแรกถูกตั้งบนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.991 เมื่อ 15 ปีที่แล้ว (เวลาเดินทางผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน) ปืนกระบอกสองตั้งบนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.991 เช่นเดียวกันแต่เป็นปืนท้าย เรือตรวจการณ์ยาว 38 เมตรติดปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.สองกระบอกพี่จะโหดไปถึงไหนครับ

ภาพประกอบที่เจ็ดคือ DS30M Mark 2 หน้าสะพานเดินเรือเรือ ต.991 มองเห็นกล่องกระสุนปืนจำนวน 2 กล่อง 400 นัดประกบซ้ายขวา สายกระสุนแบบเปลือย 2 สายพาดไปยังช่องใส่กระสุนใกล้ท้ายปืนแบบเปลือย รอบป้อมปืนติดตั้งที่ยืนพลยิงยกสูงจากพื้นประมาณหนึ่งฟุต เพื่อให้ทหารเรือไทยกระดกป้อมปืนหนัก 1.2 ตันขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวาได้ดีกว่าเดิม ทว่าการเล็งเป้าหมายจะไม่มีอุปกรณ์เสริมเหมือนดั่ง DS30B Mark 1

          ฉะนั้นการยิงปืนกล DS30M Mark 2 ด้วยมือเปล่า ความน่าจะเป็นที่จะถูกเป้าหมายแทบเป็นไปไม่ได้

ภาพรวมผู้เขียนคิดว่า DS30M Mark 2 เหมาะสมกับกองทัพเรือมากที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องเข้าใจประสิทธิภาพอาวุธปืนให้กระจ่างชัดเจนเสียก่อน

การยิงสกัดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบด้วยกระสุนปืน สามารถทำได้เพียง 2 วิธีประกอบไปด้วย

1.ใช้อัตรายิงมากกว่า 4,500 นัดต่อนาที ยิงกระสุนเป็นสายออกไปสกัดกั้นเหมือนดั่ง Phalanx

2.ใช้กระสุนฉลาดที่สามารถจัดการเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โดยมีอุปกรณ์ตั้งชนวนแตกอากาศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ติดอยู่ที่ปลอกลดแสงเหมือนดั่ง Milliennium Gun

เท่ากับว่า DS30M Mark 2 ไม่สามารถทำได้ทั้งสองวิธีการ DS30B Mark 1 ที่มีอัตรายิง 650 นัดต่อนาทีก็ทำไม่ได้เช่นกัน อยากให้ DS30M Mark 2 ยิงกระสุนแตกอากาศตั้งค่าด้วยคอมพิวเตอร์ได้ ต้องเปลี่ยนมาใช้ปืน KCE30/ABM จากบริษัท Rheinmetall ของเยอรมันเท่านั้น เปลี่ยนเสร็จแล้วเราค่อยปรับปรุงป้อมปืนให้เหมาะสมกว่าเดิม จากนั้นจึงหากระสุนแตกอากาศตั้งค่าด้วยคอมพิวเตอร์จากบริษัท Rheinmetall มาใช้งานกับปืน

นี่คือวิธีการเดียวในการทำให้ DS30M Mark 2 มีประสิทธิใกล้เคียง CIWS แต่ถึงกระนั้นยังไม่สามารถเป็น CIWS ตัวจริงได้ ข้อเสียก็คือปืนและกระสุนจากเยอรมันราคาแพงเลือดสาด การซ่อมบำรุงแพงบ้าเลือดต่างจากปืนอเมริการาวฟ้ากับเหว ส่งผลให้ทุกชาติหันมาใช้ปืนกล Mark 44 Bushmaster II ป้องกันเรือตัวเอง

ปืนกล 30 มม. MSI DS30M Mark 2 New Version

          ทั้งนี้เนื่องมาจากปืนกล 30 มม.อัตโนมัติ Mauser Mk.30 mod.F บนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธุหมดอายุการใช้งาน กองทัพเรือจึงได้จัดหาปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mark 2 มาใช้งานทดแทนจำนวน 3 กระบอก สินค้าใหม่เอี่ยมจากบริษัท MSI ประเทศอังกฤษส่งมอบให้กับลูกค้าแล้ว กองทัพเรือนำมาติดตั้งบนเรือครบถ้วนทุกลำแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบหาข้อบกพร่องตามภาพประกอบที่แปด

          เทียบกับภาพประกอบที่เจ็ดมองเห็นความแตกต่างชัดเจน DS30M Mark 2 รุ่นใหม่ใช้กล่องกระสุนกับฝาครอบปืนรูปทรงหกเหลี่ยม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพื่อลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์จากเรือฝ่ายตรงข้าม เทียบกับรุ่นเก่าที่เน้นการออกแบบรูปทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายแล้ว ปืนรุ่นใหม่ดูเนียนตากว่าเดิมและทันสมัยมากกว่านิดหน่อย

          ต่อไปในอนาคต DS30M Mark 2 จะเป็นรุ่นนี้ทั้งหมด กองทัพเรือควรสั่งซื้อมาติดตั้งบนเรือ ต.997 กับ ต.998 เสียที มัวแต่รอปืนกล 30 มม.หกลำกล้องรวบจากรัสเซียเรือไม่มีอาวุธใช้งานกันพอดี

และในอนาคตของอนาคตกองทัพเรือควรสั่งซื้อมาติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดใหม่ เรือตรวจการณ์ขนาด 50 เมตรชุดใหม่ รวมทั้งเรือยกพลขึ้นบกขนาด 20,000 ตันจากประเทศจีน ระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ไม่สมควรจัดหาปืนกลอัตโนมัติรุ่นอื่นนอกจาก DS30M Mark 2 นอกเสียจากขึ้นโครงการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำขนาด 4,000 ตันจำนวน 4 ลำ และต้องการปืนรองรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ยิงกระสุนฉลาดอเนกประสงค์ได้อาทิเช่นปืนกลอัตโนมัติ 40 มม.รุ่นใหม่ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันใหม่ภายหลังก็ยังไม่สาย

ปืนกล 30 มม. MSI DS30M Mark 2 With Martlet Missiles

          วันที่ 16 กรกฎาคม 2019  กองทัพเรืออังกฤษทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Martlet จากป้อมปืน DS30M Mark 2 บนเรือฟริเกต Type 23 ชื่อ HMS Sutherland ผลการทดสอบ Martlet พุ่งทำลายเป้าหมายเรือผิวน้ำได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งขั้นในการพัฒนาอาวุธป้องกันตนเองระยะใกล้

Martlet หรือ Lightweight Multirole Missile หรือ LMM คืออาวุธปล่อยอเนกประสงค์นำวิถีเลเซอร์บวกอินฟราเรด ระยะยิงไกลสุดประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้ยิงเรือลำเล็กลำน้อย เรือยางพลีชีพ ยานผิวน้ำไร้คนขับ อากาศยานไร้คนขับ เฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งเครื่องบินตรวจการณ์ได้อย่างสบาย แต่ต้องแลกกับกระสุนขนาด 30 มม.หายไปหนึ่งกล่อง 200 นัด และไม่สามารถสลับชนิดกระสุนระหว่างการใช้งานได้เหมือนเก่า

          DS30M Mark 2 ติด Martlet คืออีกหนึ่งทางเลือกในอนาคต เหมาะสมกับชาติที่ต้องการทำลายเป้าหมายไม่ใช่ยิงสกัดเป้าหมาย แลกกับค่าใช้จ่ายในการจัดหา Martlet มาใช้งานเป็นเงินพอสมควร ทว่า DS30M Mark 2 ติด Martlet มีปัญหาสำคัญสมควรนำมาพิจารณา สิ่งนั้นก็คือจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการซื้อไปใช้งานจริงเสียที

ผู้เขียนอาจไม่มีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็จริง ทว่าตราบใดที่กองทัพเรืออังกฤษไม่สั่งซื้อ DS30M Mark 2 ติด Martlet มาใช้งานบนเรือตัวเอง ผู้เขียนขออนุญาตนั่งกำเงินตัวเองอยู่ในบ้านพักตากอากาศต่อไป

บทสรุป

บทความ British Guns in Royal Thai Navy บอกเรื่องหนึ่งกับผู้เขียนว่า กองทัพเรือยังคงเชื่อมั่นอาวุธปืนจากประเทศอังกฤษค่อนข้างสูง จึงได้มีการจัดหามาใช้งานบนเรือรบชนิดต่างๆ จำนวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ DS30M Mark 2 ผงาดครองเมือง เราจะได้เห็นอาวุธปืนอังกฤษในกองทัพเรือไทยไปอีกแสนนาน

แม้ว่าอังกฤษจะหนีไปใช้งานปืนกลอัตโนมัติขนาด 40 มม.แล้วก็ตาม

                                        +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

รายงานเรื่อง : การพัฒนาด้านอาวุธของกองทัพเรือ โดย ร.ท.กรณ์พิสิฐ กอบกิจสิทธิชัย

https://twitter.com/sebh1981/status/1235234004116410371

https://thaimilitary.blogspot.com/2015/08/blog-post.html

https://thaimilitary.blogspot.com/2018/05/m21-class-patrol-boat.html

https://web.facebook.com/MineSquadron

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1931687037082755

https://web.facebook.com/photo?fbid=5894646650594502

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02ANhqzMuAW75dKQsAiB7knt8YPXoi5T8cV6jwhm5fv65HPMJnc4a3BwczBAG6G13Kl&id=100017364975542&__cft__[0]=AZXJaJKSLcxcQRElKrUFTL3-FUN8Iupxuf5LYs-fRtrhqnyuvzRzkUxEtdrlvHFKuc36ZrOtUsXgIQruFnM2PX2YLluJ2wj8rNPszlBIuXXiHnXM1G5BTlM4jIkdZRjnuNo&__tn__=-UK-R

https://www.msi-dsl.com/products/seahawk-a1/

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Type 054 Frigate New Family

 

Type 054 Frigate New Family

ระหว่างปี 2008 ถึง 2019 ข้อมูลจากรายงานรัฐบาลอเมริกาแจ้งว่า กองทัพเรือจีนประจำการเรือฟริเกตชั้น Type 054A จำนวน 30 ลำ นับเป็นเรือฟริเกตยุคสิ้นสุดสงครามเย็นที่มีใช้งานมากที่สุดในโลก

ทว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2022 กองทัพเรือจีนเข้าประจำการเรือฟริเกตชื่อ Ziyang 522 ในกองเรือตะวันออก นับเป็นเรือฟริเกตชั้น Type 054A ลำที่ 31 อย่างเป็นทางการ เรือลำที่ 31 เคยมีข่าวว่าเข้าประจำการนานแล้ว แต่ไม่เป็นทางการและไม่มีการนำเรือออกมาอวดโฉม ผู้เขียนจึงขอยึดถือข้อมูลล่าสุดในการเขียนบทความ

วันที่ 6 ตุลาคม 2022 มีภาพถ่ายเรือฟริเกตชั้น Type 054A ลำที่ 40 กำลังสร้างอยู่ในอู่ต่อเรือ Huangpu โดยมีเรือฟริเกตชั้น Type 054A ลำที่ 38 กับลำที่ 39 จอดลอยลำอยู่ไม่ไกล คนจีนในโลกโซเชียลมีเดียจำนวนมากพูดตรงกันว่า นี่คือเรือฟริเกตชั้น Type 054A สามลำสุดท้ายก่อนสิ้นสุดโครงการ

เท่ากับว่าครอบครัวเรือฟริเกต Type 054 นับถึงปัจจุบัน มีการสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานจำนวน 46 ลำ ประกอบไปด้วย Type 054 เรือต้นแบบจำนวน 2 ลำ Type 054A กองทัพเรือจีนจำนวน 40 ลำ และ Type 054A/PA กองทัพเรือปากีสถานอีก 4 ลำ ครองแชมป์อันดับหนึ่งเรือฟริเกตมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ

ผู้เขียนเคยเขียนบทความพัฒนาการครอบครัวเรือฟริเกต Type 054 ในปีที่แล้ว ทบทวนเนื้อหากันสักเล็กน้อยก่อนเข้าสู่ประเด็นใหม่ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในประเทศจีน (แข่งกับข่าวโควิด 19 ระบาดรอบแล้วรอบเล่า)

https://thaimilitary.blogspot.com/2021/06/type-054-frigate-family.html

Original VS Modify

          เรือรบทุกชนิดที่พัฒนาและสร้างขึ้นมาเพื่อประจำการ ผู้เขียนขอถือวิสาสะแบ่งเรือออกเป็น 2 ประเภท ประกอบไปด้วย

          1.Original เรือรบที่ประเทศขนาดใหญ่สร้างขึ้นมาใช้งานจำนวนมาก อาทิเช่นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ Type 23 แห่งราชนาวีอังกฤษ หรือเรือพิฆาตระบบเอจิส Arleigh Burke แห่งกองทัพเรืออเมริกา

          คุณงามความดีของเรือ Original ก็คือ ระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือ ได้รับการปรับปรุงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับว่ามากหรือน้อย ประเทศที่ซื้อเรือ Original แท้ๆ ไปใช้งานย่อมปรับปรุงเรือตามกันได้ โดยมีค่าใช้จ่ายไม่มากเนื่องจากเป็นการลอกการบ้าน อาวุธทันสมัยที่สุดดีที่สุดสามารถติดตั้งได้ตามประเทศใหญ่ ระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามาใช้งานได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์

          ข้อเสียของเรือ Original ก็คือ เราต้องใช้ระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือเหมือนประเทศใหญ่ ต้องพึ่งพาประเทศใหญ่ตลอดอายุการใช้งานเรือ การปรับปรุงเรือเองหรือให้ชาติอื่นปรับปรุงให้อาจทำได้ก็จริง แต่ถึงกระนั้นยังต้องพึ่งพาเจ้าของแบบเรืออีกหลายเรื่อง จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ดีดังเดิม

          2. Modify เรือรบที่ประเทศต่างๆ สร้างขึ้นมาใช้จำนวนน้อย อาจนำแบบเรือ Original มาปรับปรุงใหม่จนกลายเป็นเรืออีกลำก็ได้ อาทิเช่นเรือฟริเกต F25T หรือเรือชั้นเรือหลวงนเรศวรแห่งราชนาวีไทย

          คุณงามความดีของเรือ Modify ก็คือ เราสามารถเลือกระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือด้วยตัวเอง

          ข้อเสียของเรือ Modify ก็คือ การปรับปรุงเรือต้องพึ่งพาตัวเอง ส่วนใหญ่ใช้บริษัทเอกชนเป็นโต้โผในการติดต่อบริษัทเล็กบริษัทน้อย โดยไม่มีหลักประกันว่าเรือที่ปรับปรุงใหม่ใช้งานได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ การติดตั้งอาวุธทันสมัยที่สุดดีที่สุดจากประเทศใหญ่ทำได้ลำบาก บริษัทเจ้าของสินค้ามักหวงแหนไม่ยอมปล่อยข้อมูลสำคัญให้กับบริษัทโต้โผ ประเทศเจ้าของอาวุธก็ไม่อยากแยกขายเฉพาะอาวุธแต่อยากขายแบบยกเซตมากกว่า

          นี่คือเหตุผลที่ VL-ASROC ไม่มาเรือหลวงภูมิพล 471 ตลอดอายุการใช้งาน ผู้อ่านคนไหนไม่เชื่อกรุณาส่งอีเมลสอบถาม SAAB บริษัทโต้โผในการติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือ

          เรือฟริเกตชั้น Type 054A คือเรือ Original ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา เริ่มจากปรับปรุงระบบตรวจจับเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ตั้งแต่เรือลำที่ 18 เป็นต้นไปมีการติดตั้งโซนาร์ลากจูง H/SJG-311 Towed Variable-Depth Sonar (TVDS) เพิ่มเติมบนบั้นท้ายเรือ ทำงานร่วมกับโซนาร์หัวเรือรุ่น Type 307 จีนซื้อลิขสิทธิ์โซนาร์ MGK-335 จากรัสเซียมาสร้างเอง และโซนาร์ลากท้าย H/SJG-206 Towed Line Array Sonar (TLAS) จีนพัฒนาเอง โดยมีระบบเป้าลวงตอร์ปิโดแบบลากท้ายติดอยู่ที่บั้นท้ายเยื้องมาทางกราบขวา

          การปรับปรุงเรื่องถัดไปเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางอากาศระยะใกล้ ตั้งแต่เรือลำที่ 18 เป็นต้นไปมีการติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Type 1130 ใช้ปืนกล 30 มม.สิบเอ็ดลำกล้อง แทนที่ Type 730 ใช้ปืนกล 30 มม.เจ็ดลำกล้องรวบอันมีฉายาว่า Chinese Gold Keeper ระบบเป้าลวง Type 726-4 เปลี่ยนมาใช้แท่นยิงรุ่นใหม่ 24 ท่อยิงแทนที่รุ่นเดิม 18 ท่อยิง รวมทั้งมีการปรับปรุงระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมให้ทันสมัยกว่าเดิม

          Type 054A ถูกสร้างขึ้นมาจำนวน 4 รุ่นหรือ 4 Batch ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธภาพสูงขึ้นตั้งแต่ Batch 2 แต่ถึงกระนั้นเรือฟริเกตลำนี้ยังมีจุดอ่อนสำคัญต้องหาวิธีการแก้ไขต่อไป

Type 054A Batch 5

          ระหว่างปี 2020 อู่ต่อเรือ Huangpu กับ Hudong ได้รับสัญญาสร้างเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 จำนวน 10 ลำจากรัฐบาลจีน เรือลำแรก (หรือเรือฟริเกต Type 054A ลำที่ 31) ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในเดือน กรกฎาคม 2021 เรือลำสุดท้าย (หรือเรือฟริเกต Type 054A ลำที่ 40) คาดว่าจะทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำภายในปีนี้ ภาพลับสุดยอดในมือผู้เขียนเรือลำสุดท้ายยังคงจอดคาอยู่ในอู่ต่อเรือเหมือนเดิม

          เท่ากับว่าจีนใช้เวลาสร้างเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 จำนวน 10 ลำในเวลาไม่ถึง 3 ปี

รัฐบาลจีนใช้เรือฟริเกต Type 054A Batch 5 ทำหน้าที่ทดแทนเรือคอร์เวต Type 056 บางส่วน ที่ถูกโอนย้ายไปสังกัดหน่วยยามฝั่งจีนอย่างเป็นทางการ เหตุผลก็คือเรือคอร์เวต Type 056 ขนาดเล็กเกินไปอาวุธน้อยกินไป ส่งไปทำซ่าในทะเลจีนใต้ไม่ได้อย่างดีก็แค่ใช้ยั่วเรือรบไต้หวันให้หัวเสียเล่น

คำสั่งซื้อเรือฟริเกต 10 ลำโผล่ขึ้นมาช่วงปลายปี 2019 บางแหล่งข่าวรายงานว่าคำสั่งซื้อจากรัฐบาลจีนที่แท้จริงคือ 20 ลำ ประกอบไปด้วยสร้างโดยอู่ต่อเรือ Huangpu 12 ลำกับอู่ต่อเรือ Hudong อีก 8 ลำ ยอดรวมเรือฟริเกต Type 054A จึงอยู่ที่ 50 ลำ ทว่าคนจีนในโลกโซเชียลมีเดียกลับพูดตรงกันว่า ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไปจีนจะเดินหน้าสร้างเรือฟริเกตรุ่นใหม่ล่าสุด ปิดตำนานแม่ทัพเจียงไคสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำแยงซีเกียงไว้ที่ 40 ลำ

คำสั่งซื้อจากรัฐบาลจีนคือ 20 ลำหรือ 10 ลำผู้อ่านทุกคนกรุณาทดไว้ในใจ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 น่าสนใจกว่าเยอะเลย

การปรับปรุงเรือ Batch 5 เน้นมาที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ควบคุมการยิง Type 345 (หรือ MR90 Font Dome จากรัสเซีย) จำนวน 4 ตัวถูกถอดออกจากเรือ แทนที่ด้วยเรดาร์ควบคุมการยิง AESA รุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 4 ตัวเท่ากัน พิจารณาภาพประกอบที่สองไปพร้อมกับผู้เขียนนะครับ

วงกลมสีเหลืองในภาพฝั่งซ้ายคือเรดาร์ควบคุมการยิงท้ายเรือ มีการเฉือน Superstructure มุมโรงเฮลิคอปเตอร์ออกไปบางส่วน เพื่อติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิง AESA ไม่ทราบรุ่นแบบฝังสนิทขยับไม่ได้

วงกลมสีชมพูในภาพฝั่งขวาคือเรดาร์ควบคุมการยิงหัวเรือ ที่ดูเหมือนตู้ลำโพงบนหลังคาสะพานเดินเรือนั่นแหละครับ ขนาดค่อนข้างกะทัดรัดจนผู้เขียนติดใจเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน

เรดาร์ควบคุมการยิง AESA ตัวใหม่ จะช่วยป้องกันภัยทางอากาศให้กับเรือได้ดีกว่า

          เรือฟริเกต Type 054A มีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HHQ-16 ไว้ป้องกันตัว ติดตั้งอยู่ในแท่นยิงแนวดิ่งขนาด 32 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือ โดยมีอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ Yu-8 หรือ Chinese ASROC ใช้งานแท่นยิงแนวดิ่งร่วมกัน ฉะนั้นในการออกรบจึงน่าจะติดตั้ง HHQ-16 จำนวน 24 นัดกับ Yu-8 อีก 8 นัด

          อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HHQ-16 จีนจ้างบริษัท Almaz-Antey ของรัสเซียช่วยพัฒนา โดยใช้อาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Buk-1 ของรัสเซียเป็นต้นแบบ ระบบนำวิถีแบบ Semi-Active ต้องใช้เรดาร์ควบคุมเพื่อชี้เป้าหมาย ระยะยิงไกลสุดอยู่ที่ประมาณ 40 กิโลเมตร รุ่นใช้งานบนบกจีนปรับปรุงให้มีระยะยิงเพิ่มขึ้นเป็น 70 กิโลเมตร โดยใช้เรดาร์ควบคุมการยิง AESA ขนาดใหญ่ในชี้เป้าหมาย แต่ไม่สามารถนำรุ่นยิงไกลมาใช้งานบนเรือฟริเกต Type 054A ได้ เพราะเรดาร์ควบคุมการยิง Type 345 ขนาดเล็กเกินไปชี้เป้าหมายได้แค่ 40 กิโลเมตร

          HHQ-16 ถูกออกแบบให้จัดการเป้าหมายอากาศยานเป็นหลัก ความคล่องตัวค่อนข้างน้อย ยิงเป้าหมายได้ต่ำสุดที่ระยะ 10 เมตรจากพื้น ยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon ของอเมริกาได้ก็จริง แต่ Harpoon ต้องบินสูงกว่าระดับน้ำทะเล 10 เมตรขึ้นไป และต้องบินนิ่งๆ สถานเดียวห้ามใช้ท่าโลดโผนโจนทะยานเด็ดขาด

          จุดอ่อนของ HHQ-16 กองทัพเรือจีนรู้ดีเต็มอก การปิดจุดอ่อนสำคัญคือที่มาของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HHQ-16C อาวุธรุ่นใหม่ยิงได้ไกลสุด 50 กิโลเมตร มีความคล่องตัวสูงขึ้น หักเลี้ยวระยะประชิดได้ดีขึ้น ทนแรงโน้มถ่วงโลกได้มากสุดถึง 50 G ยิงเป้าหมายที่ระยะต่ำกว่า 10 เมตรจากพื้นได้ ติดตั้งระบบนำวิถีรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง AESA บนเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 ได้อย่างเข้าขา

          HHQ-16C จะมีประสิทธิภาพเทียบเท่า ESSM ของอเมริกา ฉายา Chinese ESSM จึงเหมาะสมมากที่สุด แต่ถึงกระนั้น HHQ-16C ยังคงตามหลัง ESSM Block 2 ประมาณ 10 ปีเป็นอย่างต่ำ

เรือฟริเกต Type 054A รุ่นเก่าใช้งาน HHQ-16C ได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่อาจรีดประสิทธิภาพที่ดีที่สุดออกมาจาก HHQ-16C วิธีแก้ไขที่เหมาะสมคือเปลี่ยนเรดาร์ควบคุมการยิง Type 345 ให้เป็นรุ่นใหม่เสียเลย

Type 054B

          คนจีนในโลกโซเชียลมีเดียพูดตรงกันว่า ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไปจีนจะเดินหน้าสร้างเรือฟริเกตรุ่นใหม่ล่าสุด โครงการดังกล่าวก็คือเรือฟริเกต Type 054B ในตำนานที่ผู้อ่านทุกคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี

          ผู้เขียนรู้จักเรือฟริเกต Type 054B มากกว่า 8 ปีขึ้นไป เคยเห็นภาพกราฟิกสวยๆ มากกว่า 10 แบบเรือ แต่ไม่เคยปักใจเชื่อว่าจีนจะสร้างเรือฟริเกต Type 054B จริงตามภาพที่เหล่าแฟนอาร์ตสร้างขึ้นมา เหตุผลไม่มีอะไรมากเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณล้วนๆ

แบบเรือ Type 054B ทุกลำติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งเพิ่มเติมบริเวณกลางเรือจำนวนหนึ่ง ติดเรดาร์ตรวจการณ์ทันสมัยฝังรอบเสากระโดงสี่ทิศทาง ขนาดเรือใหญ่กว่าเดิมแบกอาวุธเกือบล้นลำ เหมาะสมเหลือเกินที่จะเป็นเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ ให้บังเอิญจีนไม่ได้ต้องการเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ พวกเขามีเรือพิฆาตติดเรดาร์ทันสมัยทั้งเรือชั้น Type 052x และ Type 055 ในจำนวนมากเพียงพอ

จีนต้องการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ใช้แบบเรือทันสมัยกว่าเดิมในราคาเหมาะสม

จีนต้องการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำจำนวนมาก ไม่ใช่เรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำดีที่สุดในโลกแค่ไม่กี่ลำ

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวอ้างผู้เขียนจึงไม่เชื่อว่าจีนจะสร้างเรือฟริเกต Type 054B จนกระทั่งกลางปีนี้บังเอิญเห็นแบบเรือ Type 054B ใหม่ล่าสุด จึงเริ่มเปลี่ยนใจให้ความเชื่อถือว่าจีนอาจสร้างจริงมากกว่าเดิม

พิจารณาภาพประกอบที่สามไปพร้อมกัน ภาพบนคือเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 มาพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง AESA รุ่นใหม่ ส่วนภาพล่างคือเรือฟริเกต Type 054B เวอร์ชันปี 2022 ที่อาจมีการสร้างจริง

ความยาวเรือใกล้เคียงกับรุ่นเดิม ระวางขับน้ำเพิ่มขึ้นมาเป็น 4,200 ตัน Type 054B ได้รับการออกแบบหัวเรือใหม่หมด จากรูปทรงแหลมยาวคล้ายเรือหลวงภูมิพล 471 กลายเป็นอ้วนกว้างคล้ายเรือฟริเกตชั้น Formidabel ของสิงคโปร์ สังเกตนะว่าบริเวณหัวเรือกลายเป็นพื้นที่ว่างโล่ง เครื่องกว้านสมอเรือและอุปกรณ์จุกจิกถูกโยกลงไปอยู่ใต้ดาดฟ้า เหตุผลก็คือช่วยลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์จากเรือฝ่ายตรงข้าม

ระบบอาวุธมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน แท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 87 ขนาดหกท่อยิงหายไปหัวเรือ ปืนใหญ่ H/PJ-26 ขนาด 76 มม.ถูกแทนที่ด้วยปืนใหญ่ H/PJ-38 ขนาด 130 มม. ถัดไปคือแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 48 ท่อยิง หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Type 1130

สำหรับแท่นยิงแนวดิ่งผู้เขียนติดใจพอสมควร เรือขนาด 4,200 ตันจำนวน 32 ท่อยิงเหมาะสมมากที่สุด แต่ข้อมูลจากมิตรรักแฟนเพลงชาวจีนระบุชัดเจนว่า 48 ท่อยิง เป็นไปได้ว่าหนึ่งแถวตามขวางจะติดท่อยิงตามยาวจำนวน 3 ระบบ 24 ท่อยิง ฉะนั้นสองแถวตามขวางจะติดท่อยิงตามยาวจำนวน 6 ระบบ 48 ท่อยิง

ปัญหาที่ตามมาคือการจัดสรรพื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรืออันแสนน้อยนิด

พื้นที่ส่วนใหญ่เสียให้กับแท่นยิงแนวดิ่ง 48 ท่อยิงไปแล้ว ปืนใหญ่เปลี่ยนมาใช้ขนาด 130 มม.ต้องใช้พื้นที่คลังแสงมากขึ้นตามขนาดปืน พื้นที่หน้าปืนใหญ่ต้องแบ่งให้กับเครื่องกว้านสมอเรือและอุปกรณ์จุกจิกเกือบทั้งหมด เท่ากับว่าหัวเรือแทบไม่เหลือที่ว่างหรือพื้นที่ใช้สอยสำหรับลูกเรือ

ผู้เขียนยังคงคิดว่าแท่นยิงแนวดิ่ง 32 ท่อยิงเหมาะสมมากที่สุเ แต่ก็เอาเถอะ…ในเมื่อจีนอยากติด 48 ท่อยิงเราไม่ว่ากัน พิจารณาส่วนอื่นของเรือฟริเกตรุ่นใหม่ล่าสุดของโลกต่อไปดีกว่า

สะพานเดินเรือขนาดสั้นกว่าเดิมเล็กน้อย ตีโป่งเล็กน้อยแล้วสร้างระเบียงสำหรับตรวจการณ์ หลังคาสะพานเดินเรือมีเพียงเรดาร์ควบคุมการยิงปืนใหญ่ Type 344 ตัวเดียว เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำระยะเกินขอบฟ้า Type 366 หรือMR-331 Mineral-ME ของรัสเซียหายไป เสากระโดงหลักติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ AESA รูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิดไม่ทราบรุ่น ทำงานโดยการหมุนรอบตัวเอง 360 องศาตามปรกติ กรุณานึกถึงเรดาร์ Herakles บนเรือฟริเกตชั้น Formidabel ของสิงคโปร์นั่นแหละครับใช่เลย

Chinese Herakles ราคาประหยัดกว่าเรดาร์ AESA ฝังบนเสากระโดงสี่ทิศทาง หากมีการติดตั้งจริงบนเรือฟริเกต Type 054B ผู้เขียนคิดว่าเหมาะสม ทันสมัยกว่าเรดาร์ Type 382 หรือ มิติ MR-710 Fregat ของรัสเซียบนเรือฟริเกต Type 054A ในระดับหนึ่ง โดยที่ราคาเรือไม่พุ่งพรวดเสียจนสร้างเรือจำนวนมากไม่ได้

ปล่องระบายความร้อนขนาดเล็กลงและเปลี่ยนจุดติดตั้ง ผู้เขียนยังมึนๆ กับภาพกราฟิกไว้รอดูของจริงดีกว่า อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ YJ-83 ถูกแทนที่ด้วย YJ-12 จำนวน 8 นัดเท่ากัน YJ-12 ยิงได้ไกลสุด 400 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดระหว่างเดินทาง 4 มัค ช่วยป้องกันภัยคุกคามจากเรือผิวน้ำฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าเดิม

โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดใกล้เคียงของเดิม จุดปล่อยตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำยังอยู่ตำแหน่งเดิม แท่นยิงระบบเป้าลวงย้ายมาทางด้านหน้าพอสมควร ในเสากระโดงรองติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MR-36A เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์คือระบบป้องกันตนเองระยะประชิด HQ-10 ขนาด 24 ท่อยิง CIWS รุ่นใหม่ทันสมัยใช้ชื่อรุ่นส่งออกว่า FL-3000N หรือเจ้าของฉายา Chinese RAM ที่ผู้อ่านทุกคนรู้จักดีนั่นเอง

อีกไม่นานจะก้าวเข้าสู่ปี 2023 กันแล้ว ถึงตอนนั้นคงได้รู้กันว่าจีนจะสร้างเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 เพิ่ม 10 ลำ หรือขึ้นโครงการเรือฟริเกต Type 054B อย่างเป็นทางการ โดยมี HHQ-16 จำนวน 32 นัด กับ Yu-8 อีก 16 นัดในแท่นยิงแนวดิ่ง รวมทั้ง HQ-10  CWIS ระยะยิง 10 กิโลเมตรอีก 24 นัดไว้ป้องกันตัว

เรือฟริเกตขนาด 4,000 ตันรุ่นส่งออก

บริษัท CSSC พัฒนาแบบเรือส่งออกขนาด 4,000 ตันขึ้นมา 2 แบบเรือด้วยกัน ประกอบไปด้วยแบบเรือ White Shark-4000 Frigate ภาพบน ที่ปรับปรุงมาจากเรือฟริเกต Type 054A เรดาร์ตรวจการณ์ Type 382 บนเสากระโดงหลักถูกแทนที่ด้วยเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SR2410C  โบร์ชัวร์บริษัท CSOC ระบุว่า SR2410C มีระยะทำการไกลสุด 150 กิโลเมตร ติดตามเป้าหมายให้อาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานที่ระยะไกลสุด 60 กิโลเมตร ตรวจจับเป้าหมายความเร็วสูงสุดที่ 3 มัค ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับหรืออาวุธนำวิถีต่อสู้เรือรบระดับต่ำได้ดีมาก ทว่าเรือรบจีนไม่ได้ใช้งานเรดาร์ SR2410C แม้แต่ลำเดียว เพราะเป็นเรดาร์สำหรับเรือรบรุ่นส่งออกเท่านั้น

แบบเรือ White Shark-4000 Frigate ก็คือเรือฟริเกต Type 054A/P กองทัพเรือปากีสถาน เพียงแต่ว่าปากีสถานติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล TYPE 517 เพิ่มเติมเข้ามา อุปกรณ์ที่เหลือเหมือนกันหมดรวมทั้งเรดาร์ควบคุมการยิง Type 345 รุ่นเก่า จึงใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HHQ-16C ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเรือฟริเกต Type 054A Batch 5

แบบเรือส่งออกลำดับสองจากบริษัท CSSC เช่นกัน (ภาพล่าง) เพิ่งอวดโฉมในงานแสดงการบิน Zhuhai Air Show 2022 ต้นเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา ใช้ชื่อแบบเรือว่า Type 054A for Export ง่ายๆ แบบนี้ หัวเรือรูปทรงแหลมยาวใกล้เคียง White Shark-4000 Frigate เครื่องกว้านสมอเรือและอุปกรณ์จุกจิกถูกโยกลงไปอยู่ใต้ดาดฟ้า สะพานเดินเรือทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างเชยคล้ายเรือฟริเกตฝรั่งเศส เสากระโดงหลักน่าจะติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SR2410C แม้ว่ารูปทรงจะดูคล้ายคลึงเรดาร์ Thales Smart-S Mk2 ราวกับฝาแฝด

เรือลำนี้ไม่มีปล่องระบายความร้อนใหญ่เทอะทะ ติดตั้งระบบอาวุธและเรดาร์เหมือน White Shark-4000 Frigate ทุกประการ แต่ได้เรดาร์ควบคุมการยิง AESA รุ่นใหม่เหมือนเรือฟริเกต Type 054A Batch 5 ทำงานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HHQ-16C ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สองคนยลตามช่อง…ใครชอบลำไหนก็ลำนั้นผู้เขียนไม่คิดขัดใจ

บทสรุปปิดท้าย

          ครอบครัวเรือฟริเกต Type 054 ยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยมีลูกค้ารายใหญ่เจ้าเดียวคือกองทัพเรือจีน ลูกค้าอันดับสองกองทัพเรือปากีสถานหยุดตัวเลขไว้ที่ 4 ลำแน่นอน พวกเขาขึ้นโครงการสร้างเรือฟริเกตโดยใช้แบบเรือจากตุรเคียร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนลูกค้าอันดับสามอย่างไทยแลนด์แม้อยากได้แต่ไม่มีเงิน รวมทั้งแรงต้านจากคนในชาติมีความพร้อมเพรียงกันราวกับแลนด์สไลด์ ลูกค้าใหม่ในทวีปแอฟริกาไม่มีความพร้อมเรื่องงบประมาณ ลูกค้าเงินถุงเงินถังอย่างอัลจีเรียก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ห่างเหิน ลูกค้ากระเป๋าหนักอย่างอียิปต์ไปเรือรบยุโรปเต็มตัวแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงลูกค้ารายเล็กรายทั่วไปน้อยไม่มีอะไรน่าสนใจ

แชมป์เปี้ยนเรือฟริเกตมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ จะก้าวเดินไปยังทิศทางไหนคงได้รู้กันในปีหน้า  ถ้า Type 054B โผล่ขึ้นมารับประกันเป็นข่าวใหญ่ แต่ถ้าเป็น Type 054A Batch 5 โลกคงสงบสุขไปอีกแสนนาน

                                        +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

รายงานเรื่อง : China Naval Modernization: Implications for U.S. Navy Capabilities—Background and Issues for Congress

https://twitter.com/Nickatgreat1220/status/1573565078007267329

https://twitter.com/geoaffairs9/status/1590691489260384256

https://www.international-military.com/2022/11/capability-type-054a-ziyang-jiangkai-ii.html

https://thediplomat.com/2020/12/hints-of-chinese-naval-ambitions-in-the-2020s

https://en.wikipedia.org/wiki/Type_054A_frigate

https://thaimilitary.blogspot.com/2021/06/type-054-frigate-family.html