ระหว่างปี
2527
กองทัพบกไทยริเริ่มโครงการปรับปรุงหน่วยยานเกราะครั้งใหญ่
โดยเฉพาะรถถังหลักหรือ Main Battle Tank มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศจีน
หนึ่งในตัวเต็งที่กำลังร้อนแรงเป็นพิเศษคือรถถัง Vickers Mk.3 จากประเทศอังกฤษ
บริษัท
Vickers ส่งรถถัง Vickers Mk.3 คันต้นแบบมาที่ประเทศไทยในเดือนมกราคม
2527 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์มีการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดสระบุรี
ช่วงปลายปี 2526 พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก
ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมนายทหารระดับสูงจำนวน 20 นาย ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถถังบริษัท
Vickers
รวมทั้งดูงานที่ศูนย์การฝึกทหารยานเกราะกองทัพบกอังกฤษ เพราะมีทหารไนจีเรียกำลังฝึกใช้งานรถถัง
Vickers Mk.3 ที่ตัวเองเพิ่งจัดหามาใช้งาน ส่งผลให้ใครหลายคนยกให้
Vickers Mk.3 เป็นเต็งจ๋าในโครงการจัดหารถถังหลักกองทัพบกไทย
ถ้าการประเมินคุณค่ารถถังต้นแบบในประเทศไทยเป็นไปได้ด้วยดี
คาดว่าจะมีการสั่งซื้อรถถัง Vickers Mk.3
งวดแรกจำนวน 110 คันภายในปีนี้
กองทัพบกไม่ได้มุ่งหวังการสั่งซื้ออาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว
แต่ได้ยื่นข้อเสนอต่อบริษัท Vickers
ให้ช่วยสนับสนุนประเทศไทย ให้สามารถผลิต ประกอบ ซ่อมบำรุง
ตลอดจนการฝึกใช้งานรถถังรุ่นนี้ในประเทศไทย หากมีการขายรถถัง Vickers Mk.3 ต่อประเทศเพื่อนบ้านในย่านอาเซียน คนไทยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ลักษณะคล้ายโครงการเครื่องบินฝึกแฟนเทนเนอร์ระหว่างเยอรมันกับกองทัพอากาศไทย
เรามาทำความรู้จักสินค้าจากเมืองผู้ดีกันสักเล็กน้อย
บริษัท Vickers ผลิตรถถัง Vickers Mk.1 ออกมาใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000
คัน เพื่อทดแทนรถถัง Centurion โดยมีราคาต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถือเป็นความสำเร็จด้านการค้าอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดและถูกลืมเลือนมากที่สุดของอังกฤษ
เพื่อสานความสำเร็จให้ยั่งยืนยาวนานมีการพัฒนารถถัง
Vickers
Mk.2 ขึ้นมา โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลัง 720 แรงม้า กับป้อมปืนรุ่นใหม่มีความโค้งมนทันสมัยมากกว่าเดิม
มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire บังเอิญโชคร้ายไม่เคยมีการสร้างต้นแบบขึ้นมาทดสอบ
ถัดมาเพียงไม่กี่ปีรถถัง
Vickers
Mk.2 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Vickers Mk.3
แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire ถูกถอดออก เปลี่ยนระบบเกียร์ให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ติดตั้งระบบกันโคลง
GEC-AEI EC517
เน้นความคล่องแคล่วบวกการยิงถูกฝ่ายตรงข้ามในนัดแรก ลดความหนาของเกราะให้บางกว่า
Vickers
Mk.1 เพื่อลดต้นทุน ติดตั้งระบบควบคุมการยิง Marconi
SFC 600 ระบบควบคุมและรักษาเสถียรปืน EC620 (GCE) กล้องเล็งติดเครื่องวัดระยะเลเซอร์ Barr & Stroud (TLS) รวมทั้งมีกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน Pilkington Condor เป็นออปชันเสริม
กองทัพบกเคนยาเซ็นสัญญามูลค่า
100
ล้านปอนด์ในการจัดหารถถัง Vickers Mk.3 จำนวน 76
คัน กับรถกู้ภัยหุ้มเกราะ Mk.3 (ARV) อีก 7 คัน ไนจีเรียกับแทนซาเนียเห็นแล้วชอบก็เลยจัดหาตามกัน บริษัท Vickers พยายามหาลูกค้าเพิ่มเน้นมาที่ประเทศคุ้นเคย ระหว่างปี 2520 พวกเขาส่งสินค้าตัวเองไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่เนื่องมาจากขาดการเตรียมตัวที่ดี
การทดสอบยิงปืนใหญ่มีปัญหาติดขัดตั้งแต่ยิงนัดแรก
ส่งผลให้คะแนนรวมพ่ายแพ้ให้กับรถถังหลักจากประเทศอื่น
เป้าหมายถัดไปคือกองทัพบกประเทศอียิปต์
ให้บังเอิญรถถังที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับกลายเป็น Vickers
Mk.1 สร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายเป็นอย่างมาก
ความพยายามครั้งถัดไปคือขายรถถังให้กับประเทศไทย ผลลัพธ์ก็คือสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายอีกครั้ง
เหตุผลเกิดจากรถถังต้นแบบมีอุปกรณ์สำคัญบางส่วนหายไป
ระหว่างทดสอบมีการเติมของเหลวผิดประเภท รวมทั้งต้องยกเลิกการทดสอบยิงตอนกลางคืนเนื่องจากไม่ได้ติดกล้อง
Pilkington
Condor
อังกฤษก็แบบนี้แหละ…ผู้เขียนชินเสียแล้ว
ว่ากันตามจริงระหว่างปี
2527
รถถังจากเมืองผู้ดีมีคู่แข่งไม่มาก
หากผ่านการทดสอบอาจมีการจัดหาอย่างเร่งด่วนเข้าประจำการ
บรรดานายทหารระดับชั้นผู้ใหญ่ก็มีทีท่าโอนอ่อนผ่อนตาม
บังเอิญโชคร้ายพวกเขาประกอบพิธีฮาราคีรีตัวเอง Vickers Mk.3 จึงสิ้นสุดทางเพื่อนต่อทบ.ไทยไปโดยปริยาย
อ้างอิงจาก
:
นิตยสารสงครามฉบับที่ 208 ปี 2527 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 189 ปี 2527

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น