วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Vickers Mk.3 in Thailand

 

ระหว่างปี 2527 กองทัพบกไทยริเริ่มโครงการปรับปรุงหน่วยยานเกราะครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรถถังหลักหรือ Main Battle Tank มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศจีน หนึ่งในตัวเต็งที่กำลังร้อนแรงเป็นพิเศษคือรถถัง Vickers Mk.3 จากประเทศอังกฤษ

บริษัท Vickers ส่งรถถัง Vickers Mk.3 คันต้นแบบมาที่ประเทศไทยในเดือนมกราคม 2527 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์มีการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดสระบุรี ช่วงปลายปี 2526 พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมนายทหารระดับสูงจำนวน 20 นาย ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถถังบริษัท Vickers รวมทั้งดูงานที่ศูนย์การฝึกทหารยานเกราะกองทัพบกอังกฤษ เพราะมีทหารไนจีเรียกำลังฝึกใช้งานรถถัง Vickers Mk.3 ที่ตัวเองเพิ่งจัดหามาใช้งาน ส่งผลให้ใครหลายคนยกให้ Vickers Mk.3 เป็นเต็งจ๋าในโครงการจัดหารถถังหลักกองทัพบกไทย

ถ้าการประเมินคุณค่ารถถังต้นแบบในประเทศไทยเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าจะมีการสั่งซื้อรถถัง Vickers Mk.3 งวดแรกจำนวน 110 คันภายในปีนี้ กองทัพบกไม่ได้มุ่งหวังการสั่งซื้ออาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ได้ยื่นข้อเสนอต่อบริษัท Vickers ให้ช่วยสนับสนุนประเทศไทย ให้สามารถผลิต ประกอบ ซ่อมบำรุง ตลอดจนการฝึกใช้งานรถถังรุ่นนี้ในประเทศไทย หากมีการขายรถถัง Vickers Mk.3 ต่อประเทศเพื่อนบ้านในย่านอาเซียน คนไทยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ลักษณะคล้ายโครงการเครื่องบินฝึกแฟนเทนเนอร์ระหว่างเยอรมันกับกองทัพอากาศไทย

เรามาทำความรู้จักสินค้าจากเมืองผู้ดีกันสักเล็กน้อย บริษัท Vickers ผลิตรถถัง Vickers Mk.1 ออกมาใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 คัน เพื่อทดแทนรถถัง Centurion โดยมีราคาต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถือเป็นความสำเร็จด้านการค้าอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดและถูกลืมเลือนมากที่สุดของอังกฤษ เพื่อสานความสำเร็จให้ยั่งยืนยาวนานมีการพัฒนารถถัง Vickers Mk.2 ขึ้นมา โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลัง 720 แรงม้า กับป้อมปืนรุ่นใหม่มีความโค้งมนทันสมัยมากกว่าเดิม มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire บังเอิญโชคร้ายไม่เคยมีการสร้างต้นแบบขึ้นมาทดสอบ

ถัดมาเพียงไม่กี่ปีรถถัง Vickers Mk.2 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Vickers Mk.3 แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง Swingfire ถูกถอดออก เปลี่ยนระบบเกียร์ให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ติดตั้งระบบกันโคลง GEC-AEI EC517 เน้นความคล่องแคล่วบวกการยิงถูกฝ่ายตรงข้ามในนัดแรก ลดความหนาของเกราะให้บางกว่า Vickers Mk.1 เพื่อลดต้นทุน ติดตั้งระบบควบคุมการยิง Marconi SFC 600 ระบบควบคุมและรักษาเสถียรปืน EC620 (GCE) กล้องเล็งติดเครื่องวัดระยะเลเซอร์ Barr & Stroud (TLS) รวมทั้งมีกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน Pilkington Condor เป็นออปชันเสริม

กองทัพบกเคนยาเซ็นสัญญามูลค่า 100 ล้านปอนด์ในการจัดหารถถัง Vickers Mk.3 จำนวน 76 คัน กับรถกู้ภัยหุ้มเกราะ Mk.3 (ARV) อีก 7 คัน ไนจีเรียกับแทนซาเนียเห็นแล้วชอบก็เลยจัดหาตามกัน  บริษัท Vickers พยายามหาลูกค้าเพิ่มเน้นมาที่ประเทศคุ้นเคย ระหว่างปี 2520 พวกเขาส่งสินค้าตัวเองไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่เนื่องมาจากขาดการเตรียมตัวที่ดี การทดสอบยิงปืนใหญ่มีปัญหาติดขัดตั้งแต่ยิงนัดแรก ส่งผลให้คะแนนรวมพ่ายแพ้ให้กับรถถังหลักจากประเทศอื่น

เป้าหมายถัดไปคือกองทัพบกประเทศอียิปต์ ให้บังเอิญรถถังที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับกลายเป็น Vickers Mk.1 สร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายเป็นอย่างมาก ความพยายามครั้งถัดไปคือขายรถถังให้กับประเทศไทย ผลลัพธ์ก็คือสร้างความอับอายขายขี้หน้าให้กับทีมขายอีกครั้ง เหตุผลเกิดจากรถถังต้นแบบมีอุปกรณ์สำคัญบางส่วนหายไป ระหว่างทดสอบมีการเติมของเหลวผิดประเภท รวมทั้งต้องยกเลิกการทดสอบยิงตอนกลางคืนเนื่องจากไม่ได้ติดกล้อง Pilkington Condor

อังกฤษก็แบบนี้แหละผู้เขียนชินเสียแล้ว

ว่ากันตามจริงระหว่างปี 2527 รถถังจากเมืองผู้ดีมีคู่แข่งไม่มาก หากผ่านการทดสอบอาจมีการจัดหาอย่างเร่งด่วนเข้าประจำการ บรรดานายทหารระดับชั้นผู้ใหญ่ก็มีทีท่าโอนอ่อนผ่อนตาม บังเอิญโชคร้ายพวกเขาประกอบพิธีฮาราคีรีตัวเอง Vickers Mk.3 จึงสิ้นสุดทางเพื่อนต่อทบ.ไทยไปโดยปริยาย

 

อ้างอิงจาก : นิตยสารสงครามฉบับที่ 208 ปี 2527 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 189 ปี 2527

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น