วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Type 69-II For Royal Thai Army

 

ม้าเหล็กจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่

รถถัง Type 69-II เข้าประจำการกองทัพบกไทยในปี 2530 โดยใช้ชื่อว่า “รถถังหลักแบบ 30” เป็นการจัดหาจากสาธารณะประชาชนจีนในราคามิตรภาพจำนวน 50 คัน นี่คือรถถังที่จีนพัฒนาต่อจากรถถัง T-54/55 ของรัสเซีย ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.ใช้ระบบควบคุมการยิง TSFCS มาพร้อมกล้องพลยิง TGS-A เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ TLR-1A ตู้คำนวณควบคุมการยิง แผงควบคุมอัตราเร็วในการหมุนป้อมทางทิศและทางสูง เครื่องบอกความเอียงปืนใหญ่รถถัง เครื่องบอกความเร็วลม เครื่องบอกอุณหภูมิอากาศ และเครื่องบอกอุณหภูมิดินขับกระสุน

         ข้อต่างๆ ที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ จะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องคำนวณด้วยมือตามความต้องการพลประจำรถ ตู้คำนวณจะช่วยคำนวณระยะเป้าหมาย ทิศทาง และมุมดัก เชื่อมโยงเข้ากับระบบรักษามุมยิงของอาวุธ กล้องเล็งอินฟราเรดของผู้บังคับรถมีกำลังขยายกลางวัน 5 เท่า ย่านการมองเห็น 12 องศา กลางคืนมีกำลังขยาย 6 เท่า ย่านการมองเห็น 8 องศา

         ข้อมูลทั้งหมดมาจากนิตยสารทางทหารฉบับหนึ่ง ผู้เขียนขอนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตัวเองเคยรวบรวม เพื่อเขียนบทความ “โครงการจัดหารถถังในยุค 2530-2540” ดังต่อไปนี้

วันที่ 29 กันยายน 2530 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดหาอาวุธจำนวน 3 รายการประกอบไปด้วย

1.กองทัพบกจัดหารถถัง Commando Stingray จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 106 คัน แบ่งเป็นรถถังบังคับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารพิเศษจำนวน 26 คัน กับรถถังลูกแถวจำนวน 80 คัน มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 4,136 ล้านบาท

2.กองทัพบกจัดหารถถังมือสอง M48A5 จากสหรัฐอเมริกาจำนวน 40 คัน มูลค่ารวมมูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 1,148 ล้านบาท

3.กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 เฟสสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 6 ลำ มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 2,475 ล้านบาท

มูลค่ารวมทุกโครงการเท่ากับ 4,136+1,148+2,475=7,759 ล้านบาท

การจัดหา Commando Stingray เป็นไปตามแผนการจัดหารถถังเบารุ่นใหม่ทันสมัย ย้อนเวลากลับไปในปี 2522 กองทัพบกจัดหารถถัง M48A5 มือสองจากสหรัฐอเมริกามาใช้งานจำนวน 105 คัน นับรวมของใหม่ในปี 2530 เท่ากับกองทัพบกมีรถถัง M48A5 จำนวน 145 คัน ถือเป็นทางเลือกราคาประหยัดและมีความเข้ากันได้กับรถถังในปัจจุบัน

ช่วงเวลาระหว่างปี 2530 เช่นเดียวกัน กองทัพบกประจำการรถถัง Type 69-II จากประเทศจีนมากกว่า 100 คัน โดยได้ราคาคนคุ้นเคยคันละประมาณ 300,000 เหรียญหรือคันละ 7.72 ล้านบาท เทียบกับ Commando Stingray ราคาคันละ 39 ล้านบาท และ M48A5 มือสองราคาคันละ 28.7 ล้านบาท รถถังจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ราคาถูกกว่าพอสมควร

ต่อมาในปี 2534 กองทัพบกจัดหารถถัง M60A1 มือสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 53 คัน เป็นรถถังสภาพใหม่จากคลังสำรองนาโต้ในยุโรป ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกาแบบจัดเต็ม อายุการใช้งานค่อนข้างน้อยสามารถรับใช้ชาติได้อย่างยาวนาน

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ปี 2539 กองทัพบกยังได้จัดหารถถัง M60A3 มือสองจากสหรัฐอเมริกามาใช้งานเพิ่มจำนวน 125 คัน โดยใช้ประมาณในการจัดหา 100 ล้านเหรียญหรือ 2,530 ล้านบาท หรือเท่ากับคันละ 20.24 ล้านบาท ถูกกว่า M48A5 ซึ่งถูกจัดหาระหว่างปี 2530 พอสมควร

เวลาเพียง 10 ปีกองทัพบกมีรถถังเพิ่มขึ้นมากถึง 424 คัน รถถังทุกรุ่นยกเว้น Type 69-II ยังประจำการรับใช้ชาติจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งผ่านศึกตีเขมรทั้งสองครั้งโดยไม่เกิดความสูญเสีย

บทสรุป

         จะเห็นนะครับว่าข้อมูลสองส่วนมีตัวเลขไม่เท่ากัน จากนิตยสารระบุว่ากองทัพบกจัดหารถถัง Type 69-II จำนวน 50 คัน ส่วนข้อมูลจากบทความที่ผู้เขียนนำมาจากในอินเทอร์เน็ตอีกทีนั้น ระบุว่ากองทัพบกจัดหารถถัง Type 69-II มากกว่า 100 คัน ตีความได้ว่าในปี 2530 เรามีรถถัง Type 69-II ประมาณ 50 ถึง 100 คัน ส่วนตัวเลขจริงให้ผู้เขียนฟันธงเพื่อนำไปแทงเลขท้ายสองตัวว่า น่าจะเป็นจำนวน 53 คันจัดส่งระหว่างเดือนกันยายนกับตุลาคม 2530

         Type 69-II จำนวน 5 คันถูกโอนให้กับนาวิกโยธิน รถถังจำนวนหนึ่งถูกปรับปรุงให้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. เข้าใจว่าปัจจุบันยังมีใช้ในการฝึกเป็นรถถังข้าศึกสมมุติ ส่วนรถถังที่เหลือถูกปลดประจำการเป็นการถาวร ซากรถถังจำนวน 25 คันถูกนำไปทิ้งทะเลเป็นที่อยู่ของปะการังใต้น้ำ ปิดฉากรถถังราคามิตรภาพจากจีนด้วยระยะเวลาค่อนข้างสั้น ต่อมาในภายหลังถึงมีตัวแทนถือกำเนิดโด่งดังไปทั่วโลก ในชื่อ “แหนมเนืองไอ้ปืนแตก” ไม่ก็ “พี่แหนมปากกระบอกฉีก”

         ภาพประกอบที่หนึ่งรถถัง Type 69-II กับปืนใหญ่ขนาด 100 มม.รุ่นดั้งเดิม กล้องพลยิง TGS-A อยู่ฝั่งซ้ายของป้อมปืน ส่วนเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ TLR-1A อยู่เหนือลำกล้องปืน ภาพประกอบที่สองรถถัง Type 69-II เปลี่ยนมาติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ลำกล้องปืนมีความแตกต่างจากปืนใหญ่ขนาด 100 มม.อย่างชัดเจน ภาพประกอบที่สามแสนยานุภาพกองทัพบกไทยหลังได้รับรถถังกับยานหุ้มเกราะสายพานจากจีนเข้าประจำการ

         นี่คือข้อมูลอันน้อยนิดของรถถังหลักแบบ 30 ที่ผู้เขียนสามารถเก็บรวบรวมไว้ในบทความ ข้อเสียที่เคยสัมผัสจากการใช้งานจริงเมื่อกาลครั้งหนึ่ง ปืนกลต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7 มม.จากจีนคุณภาพสุดย่ำแย่ ถึงเวลาใช้งานจริงดันลำกล้องขัดไม่ได้ยิงสักนัดเซ็งเป็ด

ข้อมูลทั่วไปรถถังหลักแบบ 30

         พลประจำรถ 4 นาย

         น้ำหนักพร้อมรบ 37,000 กิโลกรัม

         อัตราส่วนกำลัง/น้ำหนัก 15.89 แรงม้า/ตัน

         น้ำหนักกดพื้น 0.83 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร

         ลุยน้ำได้ลึก  5.50 เมตร (เตรียมการ) กับ 1.40 เมตร (ไม่ได้เตรียมการ)

         ข้ามเครื่องกีดขวางได้สูง 0.80 เมตร

         ข้ามคูกว้างสุด 2.70 เมตร

         ไต่ทางลาดตรง 60 เปอร์เซ็นต์

         ไต่ทางลาดข้าง 40 เปอร์เซ็นต์

         เครื่องยนต์ดีเซล 12150L-7BW ให้กำลัง 580 แรงม้า

         ความเร็วสูงสุดบนถนน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

         ระยะปฏิบัติการบนถนน 440 กิโลเมตร

         ระยะปฏิบัติการในภูมิประเทศ 320 กิโลเมตร

         อาวุธหลัก

ปืนใหญ่รถถังขนาด 100 มม.จำนวน 1 กระบอก

มุมยกปืนสูงสุด +17 องศา มุมกดปืนสูงสุด -4 องศา

จำนวนกระสุนปืน 44 นัด

         อาวุธรอง

         ปืนกลต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอก

จำนวนกระสุนปืน 500 นัด

ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.จำนวน 1 กระบอก

ปืนกลหน้าขนาด 7.62 มม.จำนวน 1 กระบอก

จำนวนกระสุนปืน 3,000 นัด

อ้างอิงจาก

         นิตยสารสมรภูมิฉบับเดือนเมษายน-มิถุนายน 2014

         https://web.facebook.com/share/p/1CMJvfryXH/

https://web.facebook.com/share/p/1LWuTne5ec/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น