ม้าเหล็กจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่
รถถัง
Type
69-II เข้าประจำการกองทัพบกไทยในปี 2530 โดยใช้ชื่อว่า
“รถถังหลักแบบ 30” เป็นการจัดหาจากสาธารณะประชาชนจีนในราคามิตรภาพจำนวน 50 คัน นี่คือรถถังที่จีนพัฒนาต่อจากรถถัง T-54/55 ของรัสเซีย
ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.ใช้ระบบควบคุมการยิง
TSFCS มาพร้อมกล้องพลยิง TGS-A เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์
TLR-1A ตู้คำนวณควบคุมการยิง
แผงควบคุมอัตราเร็วในการหมุนป้อมทางทิศและทางสูง เครื่องบอกความเอียงปืนใหญ่รถถัง
เครื่องบอกความเร็วลม เครื่องบอกอุณหภูมิอากาศ และเครื่องบอกอุณหภูมิดินขับกระสุน
ข้อต่างๆ ที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้
จะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องคำนวณด้วยมือตามความต้องการพลประจำรถ ตู้คำนวณจะช่วยคำนวณระยะเป้าหมาย
ทิศทาง และมุมดัก เชื่อมโยงเข้ากับระบบรักษามุมยิงของอาวุธ
กล้องเล็งอินฟราเรดของผู้บังคับรถมีกำลังขยายกลางวัน 5
เท่า ย่านการมองเห็น 12 องศา กลางคืนมีกำลังขยาย
6 เท่า ย่านการมองเห็น 8 องศา
ข้อมูลทั้งหมดมาจากนิตยสารทางทหารฉบับหนึ่ง
ผู้เขียนขอนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตัวเองเคยรวบรวม เพื่อเขียนบทความ “โครงการจัดหารถถังในยุค 2530-2540” ดังต่อไปนี้
วันที่
29
กันยายน 2530 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดหาอาวุธจำนวน
3 รายการประกอบไปด้วย
1.กองทัพบกจัดหารถถัง Commando Stingray จากสหรัฐอเมริกาจำนวน
106 คัน
แบ่งเป็นรถถังบังคับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารพิเศษจำนวน 26 คัน
กับรถถังลูกแถวจำนวน 80 คัน มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 4,136
ล้านบาท
2.กองทัพบกจัดหารถถังมือสอง M48A5 จากสหรัฐอเมริกาจำนวน
40 คัน มูลค่ารวมมูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 1,148 ล้านบาท
3.กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 เฟสสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน
6 ลำ มูลค่ารวมทั้งโครงการเท่ากับ 2,475 ล้านบาท
มูลค่ารวมทุกโครงการเท่ากับ
4,136+1,148+2,475=7,759
ล้านบาท
การจัดหา
Commando
Stingray เป็นไปตามแผนการจัดหารถถังเบารุ่นใหม่ทันสมัย
ย้อนเวลากลับไปในปี 2522 กองทัพบกจัดหารถถัง M48A5 มือสองจากสหรัฐอเมริกามาใช้งานจำนวน 105 คัน
นับรวมของใหม่ในปี 2530 เท่ากับกองทัพบกมีรถถัง M48A5
จำนวน 145 คัน
ถือเป็นทางเลือกราคาประหยัดและมีความเข้ากันได้กับรถถังในปัจจุบัน
ช่วงเวลาระหว่างปี
2530
เช่นเดียวกัน กองทัพบกประจำการรถถัง Type 69-II จากประเทศจีนมากกว่า 100 คัน โดยได้ราคาคนคุ้นเคยคันละประมาณ
300,000 เหรียญหรือคันละ 7.72 ล้านบาท
เทียบกับ Commando Stingray ราคาคันละ 39 ล้านบาท และ M48A5 มือสองราคาคันละ 28.7 ล้านบาท รถถังจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ราคาถูกกว่าพอสมควร
ต่อมาในปี
2534
กองทัพบกจัดหารถถัง M60A1 มือสองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน
53 คัน เป็นรถถังสภาพใหม่จากคลังสำรองนาโต้ในยุโรป
ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกาแบบจัดเต็ม
อายุการใช้งานค่อนข้างน้อยสามารถรับใช้ชาติได้อย่างยาวนาน
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ปี
2539
กองทัพบกยังได้จัดหารถถัง M60A3 มือสองจากสหรัฐอเมริกามาใช้งานเพิ่มจำนวน
125 คัน โดยใช้ประมาณในการจัดหา 100 ล้านเหรียญหรือ
2,530 ล้านบาท หรือเท่ากับคันละ 20.24 ล้านบาท
ถูกกว่า M48A5 ซึ่งถูกจัดหาระหว่างปี 2530 พอสมควร
เวลาเพียง
10
ปีกองทัพบกมีรถถังเพิ่มขึ้นมากถึง 424 คัน รถถังทุกรุ่นยกเว้น
Type 69-II ยังประจำการรับใช้ชาติจนถึงปัจจุบัน
รวมทั้งผ่านศึกตีเขมรทั้งสองครั้งโดยไม่เกิดความสูญเสีย
บทสรุป
จะเห็นนะครับว่าข้อมูลสองส่วนมีตัวเลขไม่เท่ากัน
จากนิตยสารระบุว่ากองทัพบกจัดหารถถัง Type 69-II จำนวน 50 คัน
ส่วนข้อมูลจากบทความที่ผู้เขียนนำมาจากในอินเทอร์เน็ตอีกทีนั้น ระบุว่ากองทัพบกจัดหารถถัง
Type 69-II มากกว่า 100 คัน
ตีความได้ว่าในปี 2530 เรามีรถถัง Type 69-II ประมาณ 50 ถึง 100 คัน
ส่วนตัวเลขจริงให้ผู้เขียนฟันธงเพื่อนำไปแทงเลขท้ายสองตัวว่า น่าจะเป็นจำนวน 53
คันจัดส่งระหว่างเดือนกันยายนกับตุลาคม 2530
Type 69-II จำนวน 5 คันถูกโอนให้กับนาวิกโยธิน รถถังจำนวนหนึ่งถูกปรับปรุงให้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด
105 มม. เข้าใจว่าปัจจุบันยังมีใช้ในการฝึกเป็นรถถังข้าศึกสมมุติ
ส่วนรถถังที่เหลือถูกปลดประจำการเป็นการถาวร ซากรถถังจำนวน 25 คันถูกนำไปทิ้งทะเลเป็นที่อยู่ของปะการังใต้น้ำ
ปิดฉากรถถังราคามิตรภาพจากจีนด้วยระยะเวลาค่อนข้างสั้น ต่อมาในภายหลังถึงมีตัวแทนถือกำเนิดโด่งดังไปทั่วโลก
ในชื่อ “แหนมเนืองไอ้ปืนแตก” ไม่ก็ “พี่แหนมปากกระบอกฉีก”
ภาพประกอบที่หนึ่งรถถัง Type
69-II กับปืนใหญ่ขนาด 100 มม.รุ่นดั้งเดิม กล้องพลยิง TGS-A อยู่ฝั่งซ้ายของป้อมปืน
ส่วนเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ TLR-1A อยู่เหนือลำกล้องปืน ภาพประกอบที่สองรถถัง
Type 69-II เปลี่ยนมาติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ลำกล้องปืนมีความแตกต่างจากปืนใหญ่ขนาด
100 มม.อย่างชัดเจน ภาพประกอบที่สามแสนยานุภาพกองทัพบกไทยหลังได้รับรถถังกับยานหุ้มเกราะสายพานจากจีนเข้าประจำการ
นี่คือข้อมูลอันน้อยนิดของรถถังหลักแบบ 30 ที่ผู้เขียนสามารถเก็บรวบรวมไว้ในบทความ
ข้อเสียที่เคยสัมผัสจากการใช้งานจริงเมื่อกาลครั้งหนึ่ง ปืนกลต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7
มม.จากจีนคุณภาพสุดย่ำแย่
ถึงเวลาใช้งานจริงดันลำกล้องขัดไม่ได้ยิงสักนัดเซ็งเป็ด
ข้อมูลทั่วไปรถถังหลักแบบ
30
พลประจำรถ 4
นาย
น้ำหนักพร้อมรบ 37,000
กิโลกรัม
อัตราส่วนกำลัง/น้ำหนัก 15.89 แรงม้า/ตัน
น้ำหนักกดพื้น 0.83
กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
ลุยน้ำได้ลึก 5.50 เมตร (เตรียมการ)
กับ 1.40 เมตร (ไม่ได้เตรียมการ)
ข้ามเครื่องกีดขวางได้สูง 0.80
เมตร
ข้ามคูกว้างสุด 2.70
เมตร
ไต่ทางลาดตรง 60
เปอร์เซ็นต์
ไต่ทางลาดข้าง 40
เปอร์เซ็นต์
เครื่องยนต์ดีเซล 12150L-7BW
ให้กำลัง 580 แรงม้า
ความเร็วสูงสุดบนถนน 50
กิโลเมตร/ชั่วโมง
ระยะปฏิบัติการบนถนน 440
กิโลเมตร
ระยะปฏิบัติการในภูมิประเทศ 320
กิโลเมตร
อาวุธหลัก
ปืนใหญ่รถถังขนาด
100
มม.จำนวน 1 กระบอก
มุมยกปืนสูงสุด
+17 องศา มุมกดปืนสูงสุด -4 องศา
จำนวนกระสุนปืน
44
นัด
อาวุธรอง
ปืนกลต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7
มม.จำนวน 1 กระบอก
จำนวนกระสุนปืน
500
นัด
ปืนกลร่วมแกนขนาด
7.62
มม.จำนวน 1 กระบอก
ปืนกลหน้าขนาด
7.62
มม.จำนวน 1 กระบอก
จำนวนกระสุนปืน
3,000
นัด
อ้างอิงจาก
นิตยสารสมรภูมิฉบับเดือนเมษายน-มิถุนายน 2014



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น