ยุคสงครามเย็นรถถังเปรียบได้กับกำลังรบหลักทางบก
ใช้บุกทะลวงแนวรับฝ่ายตรงข้ามพร้อมอำนาจการยิงจากปืนใหญ่รุ่นใหม่
ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้มีความเข้าใจตรงกันว่า
รถถังรุ่นใหม่ของกองทัพบกสหภาพโซเวียตคือ T-72 ซึ่งดูสมเหตุสมผลเมื่อเปรียบเทียบกับ
T-64 เพียงแต่อดแปลกใจไม่ได้เหตุใดสหภาพโซเวียตพยายามปิดบัง T-64 มีภาพถ่ายกับข้อมูลหลุดมาถึงยุโรปตะวันตกค่อนข้างน้อยจนน่าประหลาดใจ
ว่ากันตามจริงรถถัง
T-72 สมควรลับสุดยอดเพราะเป็นมือวางอันดับหนึ่ง
สหภาพโซเวียตกลับนำมาอวดรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสในปี 2520 เจ้าหน้าที่หลายนายได้รับอนุญาตให้ป่ายปีนตามใจชอบ ทั้งที่ตอนนั้น T-72 เพิ่งเปิดตัวต่อชาวโลกยังไม่ทันครบหนึ่งปี
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าสหภาพโซเวียตทยอยส่งมอบ T-72 ให้กับพันธมิตรในกลุ่มวอร์ซอว์
และยอมขายให้กับประเทศในโลกที่ 3 ราคาคันละ 2 ล้านเหรียญ ประเทศผู้โชคดีเหล่านี้ได้แก่อัลจีเรีย ลิเบีย ซีเรีย
รวมทั้งอินเดีย
นี่คือเรื่องผิดปรกติเป็นอย่างยิ่งของดินแดนหมีขาว
ย้อนกลับมาที่รถถัง
T-64 กันอีกครั้ง ที่ผ่านมามักมีข่าวเกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์
ทั้งเรื่องทำงานบกพร่องรวมทั้งปล่อยควันมากเกินไป ปัญหาสายพานหลุดก็พบค่อนข้างบ่อยกว่ารถถังคันอื่น
พลอยทำให้ทุกคนเข้าใจว่า T-64 ประสิทธิภาพต่ำ มีปัญหามากมายจนสหภาพโซเวียตตั้งใจปลดประจำการ
ต่อมาไม่นานหน่วยข่าวกรองค่ายนาโต้ทุกชาติพากันหูตาสว่าง
หลังได้รับรู้ว่าตัวเองถูกพี่หมีตุ๋นจนเปื่อยมาหลายปี แท้จริงแล้ว T-64 คือต้นแบบในการพัฒนารถถังยุคที่ 3 ซึ่งในเวลาต่อได้ผลิดอกออกยอดกลายเป็นรถถังหลายรุ่นในปัจจุบัน
T-80
รุ่นสับขาหลอก
ข้อมูลต่อไปนี้อ้างอิงจากงานเขียนร้อยเอกฮันท์
ชมิดท์ ชุลท์ช แห่งกองทัพบกเยอรมันตะวันตก เขาได้รวบรวมข้อมูลจากบรรดาสายลับค่ายตะวันตก นำมาเผยแพร่ในวงกว้างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
ได้รับความเชื่อมั่นว่าเป็นความจริงมากที่สุดเท่าที่สามารถหาได้ในช่วงนั้น
เรื่องแรกที่สมควรเขียนถึงคือการสับขาหลอกของพี่หมี
วันดีคืนดีกองทัพบกสหภาพโซเวียตประกาศตูมออกมาว่า ข้าพเจ้าประจำการรถถังรุ่นใหม่ T-80 เป็นที่เรียบร้อย
สร้างความตื่นตระหนกตกใจต่อบรรดาสายลับทั้งสองหน้าและหน้าเดียว
ประมาณว่ากลัวตัวเองต้องตกงานแบบไม่คาดฝัน
T-80 รุ่นสับขาหลอกหาใช่รุ่นถังรุ่นใหม่ป้ายแดง เป็นการนำ T-72 ผลิตในปี 2524 มาปรับปรุงเพิ่มเติมนิดหน่อย
เพื่อสร้างความสับสนรวมทั้งปิดบังรถถัง T-80 ตัวจริง
เวลาผ่านพ้นครู่ใหญ่สายลับค่ายตะวันตกจึงได้รู้ว่า T-80
รุ่นสับขาหลอกถูกเปลี่ยนชื่อเป็น T-74
มีประจำการจำนวนจำกัดไม่มากเท่าที่ควร ในภาพประกอบคือ T-74 กองทัพบกโปแลนด์หรือจอมสับขาหลอกแห่งกรุงเครมลิน
T-64
พระเอกในเงาดำ
รถถัง
T-72
เกิดจากการนำรถถัง T-62 มาแช่น้ำมันก๊าดให้ใหญ่กว่าเดิม
คุณลักษณะโดยรวมไม่แตกต่างจากรุ่นต้นแบบสักเท่าไร
ประสิทธิภาพในการใช้งานย่อมไม่แตกต่างอย่างชัดเจน ส่วนรถถัง T-64 คือการออกแบบใหม่ฉีกคุณลักษณะเดิมทั้งหมด
วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและปรับปรุงแนวคิดต่างๆ ในการรบยุคใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารถถังยุคที่
3 ในอนาคตภายภาคหน้า
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมากองทัพบกสหภาพโซเวียตนำอุปกรณ์รุ่นใหม่ทันสมัย
มาทดสอบใช้งานจริงบนรถถัง T-64 แบบลับสุดยอด
อุปกรณ์เหล่านี้หลังการปรับปรุงลดจุดอ่อนจากการทดสอบ จะนำมาติดตั้งบนรถถังรุ่นใหม่หรือ
T-80 ต่อไป
ข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตถูกปรับปรุงแก้ไขเช่นกัน
โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่เพิ่งผลิตจริงได้ไม่นาน
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องควันดำกับเสียงดังมากเกินไป
ล้อกดถนนถูกปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กกว่าเดิม ช่วยแก้ปัญหาสายพานหลุดง่ายได้โดยไม่เคอะเขิน
รวมทั้งติดเกราะคลุมสายพานหรือสเกิร์ตกับเครื่องยิงระเบิดควันรุ่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามา
หลังการปรับปรุง T-64 ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อทดสอบมีประสิทธิภาพกับสมรรถนะน่าพึงพอใจ
ผู้อ่านอาจสงสัยเหตุใดสหภาพโซเวียตผลิตรถถังใช้งานพร้อมกันถึง
2
รุ่น
สู้เลือกรุ่นใดรุ่นหนึ่งแล้วสร้างรวดเดียวหลายพันคันไม่ดีกว่าเหรอ
คำตอบก็คือช่วงนั้นนาโต้กำลังทยอยประจำการรถถังรุ่นใหม่ มีแนวโน้มว่าพ่อปู่ T-55
กับคุณลุง T-62 จะเป็นได้เพียงเป้าเคลื่อนที่ ครั้นตัวเองจะเอา
T-64 รุ่นปรับปรุงใหม่มาช่วยยันคาดว่าช้าเกินไป
เพราะไลน์การผลิตยังไม่มีความพร้อมมากเพียงพอ ท้ายที่สุดจึงมีแนวคิดนำรถถัง T-62
มาพัฒนาเพิ่มเติม กลายเป็น T-72 ซึ่งสามารถเปิดไลน์การผลิตจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
รวมทั้งนำรถถังจำนวนหนึ่งมาปรับปรุงแล้วตั้งชื่อว่า T-80 ถือเป็นการสับขาหลอก
T-80 รุ่นสับขาหลอกหรือ T-74 ได้รับการเปลี่ยนระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่
ติดตั้งเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ ติดตั้งเกราะคลุมสายพานและเครื่องยิงระเบิดควัน
สหภาพโซเวียตยังนำเกราะรุ่นพิเศษมาทดสอบติดตั้ง
เพื่อป้องกันเครื่องยนต์โดยติดสูงจากตัวถังรถถังประมาณ 10 เซนติเมตร
เกราะรุ่นพิเศษจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ T-80 ในอนาคต
เท่ากับว่าพวกเขาใช้ทั้ง T-64 และ T-72 ในการทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้งานบนรถถังยุคที่ 3 ซึ่งถือเป็นโครงการลับสุดยอด
แม้เป็นโครงการลับสุดยอดที่คนรัสเซียเองยังเข้าไม่ถึง ทว่าสายลับนาโต้สามารถลักลอบถ่ายภาพรถถังต้นแบบ แล้วแอบจัดส่งข้ามชายแดนกระทั่งกลายเป็นภาพประกอบที่อยู่ด้านล่าง
T-80 รุ่นเกือบแท้ปรากฏตัว ย้ำอีกครั้งนี่ภาพถ่ายรถถัง T-80
คันจริงภาพแรกได้รับมาจากสายลับนาโต้ เป็นภาพถ่ายระดับ World
Exclusive ภาพหนึ่งในยุคสงครามเย็น เทียบกับ T-72 พบว่าป้อมปืนถูกเลื่อนมาทางด้านหลังมากกว่าเดิม
เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บกระสุนปืนใหญ่
มีจุดติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอกจำนวน 2 จุด
บ่งบอกชัดเจนสหภาพโซเวียตอยากให้ T-80
ปฏิบัติภารกิจไกลกว่าเดิม ไม่ก็เครื่องยนต์รุ่นใหม่กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นเก่า
มีการติดตั้งท่อหายใจสำหรับดำน้ำ กับอุปกรณ์ในการพรางตัวเพิ่มเติมเข้ามา
เพียงแต่รถถังต้นแบบคันนี้ยังไม่ได้ติดตั้งเกราะคลุมสายพาน
เรามาพิจารณาระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่กันบ้าง
งานเขียนร้อยเอกฮันท์ ชมิดท์ ชุลท์ชพูดถึงอย่างชัดเจนว่า รถถัง T-80
เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์ต V12 ให้กำลัง 760 แรงม้า
อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักเท่ากับ 13.5 ถึง 16 แรงม้า/ตัน ความเร็วสูงสุดบนถนนอยู่ที่ 40 ไมล์ ระยะปฏิบัติการไกลสุดประมาณ 450 กิโลเมตร
เป็นเครื่องยนต์รุ่นเดียวกับที่มีใช้งานใน T-64
ต่อมาไม่นานเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย
คนทั่วโลกพลันได้รับรู้ตัวเองถูกหมีขาวแหกตาครั้งที่สอง รถถัง T-80
คันจริงหาได้ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถถัง T-80 คันจริงใช้เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์
T-80
คันจริง
รถถังยุคที่ 3
ของสหภาพโซเวียตติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GTD-1000 ให้กำลัง 1,000 แรงม้า ข้อดีก็คือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพค่อนข้างสูง
สามารถเติมเชื้อเพลิงได้หลายชนิด ส่วนข้อเสียคือหาความประหยัดไม่ได้
รวมทั้งมีความจุกจิกมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล
ถือเป็นความทะเยอทะยานในการพัฒนากำลังรบในยุคสงครามเย็น รวมทั้งถือว่า T-80 คือรถถังเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์คันที่สองของโลก ต่อจากรถถัง Steidvagn
103 หรือ S-Tank จากประเทศสวีเดนซึ่งเป็นรถถังไม่มีป้อมปืน
ป้อมปืนของ T-80 มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรถถังรุ่นเก่า
เพราะเปลี่ยนจากการหล่อเหล็กเป็นป้อมปืนทรงมนคล้ายหลังเต่า มาใช้วิธีเชื่อมประสานทำให้ป้อมปืนมีรูปทรงเหลี่ยม
สามารถบรรจุกระสุนปืนใหญ่มากกว่ารถถังรุ่นเก่า ใช้วิธีหุ้มเกราะหลายชั้นหลักการเดียวกับเกราะซ็อบแฮมของอังกฤษ
นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งเกราะพิเศษเพิ่มเติม ช่วยป้องกันอำนาจทำลายล้างจากกระสุนเจาะเกราะรุ่นใหม่
และเป็นต้นแบบเกราะพิเศษของรถถังหลายรุ่นในปัจจุบัน
กองทัพบกสหภาพโซเวียตเลือกใช้งานปืนใหญ่ขนาด
125
มม.มาพร้อมระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ
ระบบควบคุมการยิงกับอุปกรณ์ช่วยรบล้วนผ่านการทดสอบบนรถถัง T-64 กับ T-72 การใช้งานจริงจึงไม่ติดขัดปัญหารบกวนจิตใจ
กล้องติดตามเป้าของ T-80
ใช้ระบบอินฟราเรดหรืออาศัยการแพร่คลื่นความร้อน
เชื่อมต่อกับระบบรักษาเสถียรของรถถังโดยตรง
ทำงานได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืน
เพิ่มความมั่นใจให้กับพลประจำรถทุกนายระหว่างทำภารกิจ
T-80
ยังมีอุปกรณ์เตือนภัยการแพร่คลื่นเลเซอร์ พลประจำรถสามารถรู้ตัวหากรถถูกส่องด้วยคลื่นเลเซอร์ปริศนา
นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ไว้ใช้งาน
ในเวลาฉุกเฉินสามารถก่อกวนอาวุธปล่อยนำวิถีเลเซอร์ของฝ่ายตรงข้ามได้
อุปกรณ์ช่วยรบมีกล้องตรวจการณ์แบบขยายความเข้มของแสงจากเป้าหมาย
ติดตั้งไว้ให้พลประจำรถทั้งสามนายได้ใช้งานโดยพร้อมเพรียง
ปืนใหญ่ขนาด 125
มม.มีความเร็วต้น 1,700 เมตร/วินาที จะมีการนำปลอกกระสุนแบบเผาไหม้ตัวเองบางส่วนมาใช้งาน
เพื่อให้การดีดปลอกกระสุนออกจากรถถังทำได้อย่างสะดวก กระสุนเจาะเกราะ APFSDF เพิ่มแกนกลางทำจากทังสเตน-ยูเรเนียมเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตี
บทสรุป
รถถัง T-80 ถือเป็นรถถังดีที่สุดทันสมัยที่สุด อานุภาพสูงสุดมีอุปกรณ์ทันสมัยทั้งคัน อุปกรณ์ป้องกันสารเคมีทันสมัยกว่ารถถังสหรัฐอเมริกา
แต่ถึงกระนั้นกลับมีจุดอ่อนสำคัญมองเห็นชัดเจน
1.T-80 ราคาแพงที่สุดเท่าที่สหภาพโซเวียตเคยสร้าง
ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างย่ำแย่ทั่วโลก
การเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมถือเป็นสิ่งสุดเหลือเชื่อ การผลิตรถถัง T-80 ออกมาใช้งานมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณ
ไม่สามารถผลิตรถถังในหลักหมื่นคันเหมือนที่เคยทำในอดีต
2. T-80 เป็นรถถังรุ่นใหม่ทันสมัย
ใช้เทคโนโลยีสลับซับซ้อน การฝึกอบรมกำลังพลจนเกิดความชำนาญใช้เวลามากกว่าเดิม
วิธีแก้ไขคือโยกทหารประจำการมาอยู่กับรถถังมากกว่าเดิม
หรือยืดอายุทหารเกณฑ์ทั่วประเทศออกไปเป็นสามปี เพื่อให้มีเวลาฝึกอบรมอาวุธทันสมัยจนพร้อมออกศึก
ไม่ว่าเลือกแก้ไขวิธีไหนล้วนส่งผลต่อการเงิน กองทัพบกสหภาพโซเวียตต้องผลาญงบประมาณเกี่ยวข้องกับกำลังพลมากขึ้น
เท่ากับเป็นการลดงบประมาณเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นแบบทางอ้อม
ไม่ว่าอาวุธจะทันสมัยสักเท่าไร
ท้ายที่สุดปัญหาใหญ่ก็คือผู้ใช้งาน
3.T-80 ติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ประสิทธิภาพสูง
อุปกรณ์บนรถถังใช้เทคโนโลยีทันสมัย พลอยทำให้การซ่อมบำรุงยุ่งยากกว่าเดิม
ใช้เวลานานกว่าเดิม รวมใช้งบประมาณมากกว่าเดิม ส่งผลมาถึงความพร้อมรบในช่วงแรกของการประจำการ
ย่อมทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเหมือนรถถังรุ่นเก่า ต่อมาในภายหลังเมื่อมีการพัฒนารถถัง T-90
จึงได้ปรับเปลี่ยนกลับมาใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลดังเดิม
พัฒนาการรถถังลับสุดยอดมากที่สุดในยุคสงครามเย็น
สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้วพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ
อ้างอิงจาก
นิตยสารสงครามฉบับที่
195
วันที่ 10 ธันวาคม 2526
https://en.wikipedia.org/wiki/T-80_models
https://btvt.info/7english/Unknown_T-80U.htm
https://www.tankarchives.com/2020/03/the-first-t-80.html





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น