A-7 Corsair II คือเครื่องบินโจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐอเมริกา ผลิตโดยบริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ จากเมืองเท็กซัส มีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธีอย่างดีเยี่ยม รัฐบาลจึงกำหนดให้ขายเฉพาะประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้เท่านั้น ต่อมาในรัฐบาลประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ บริษัทผู้ผลิตสามารถขายเครื่องบิน A-7 ให้กับชาติพันธมิตรอื่นได้ และหนึ่งในชาติพันธมิตรอันเป็นเป้าหมายสำคัญก็คือประเทศไทย
A-7T Corsair II
บริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ นำ
A-7B Corsair II มาพัฒนาเพิ่มเติม
เพื่อเสนอขายให้กับกองทัพอากาศไทยโดยเฉพาะในปี 2527 แบ่งเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยวจำนวน
12 ลำกับรุ่นสองที่นั่งอีก 4 ลำ
ยอดรวมจำนวน 16 ลำวงเงินไม่ถึง 160 ล้านเหรียญหรือ
3,680 ล้านบาท ราคานี้นับรวมอะไหล่ อุปกรณ์สนับสนุนทั้งหมด รวมทั้งการฝึกอบรมให้กับนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
จับมาหารกันแบบง่ายๆ เท่ากับ A-7T Corsair II ราคาลำละ 10 ล้านเหรียญหรือ
230 ล้านบาท เทียบกับการจัดหา F-16A/B จำนวน
12 ลำในวงเงิน 378 ล้านเหรียญหรือ 8,900
ล้านบาทหรือลำละ 741.6 ล้านบาท เท่ากับว่า A-7T ราคาถูกกว่า F-16A/B Bock
15 ลำละ 511.6 ล้านบาทถือว่าเยอะพอสมควร
ถ้ากองทัพอากาศไทยในตอนนั้นจัดหามาใช้งานจริง
จะถือเป็นชาติที่สามต่อจากกรีซและโปรตุเกสที่เลือก A-7
เข้าประจำการ
มีข้อมูลในมือมันดีแบบนี้แหละครับ ผู้เขียนสามารถเลือกเขียนบทความได้ตามใจชอบ
เครื่องบินโจมตี A-7T Corsair II แตกต่างจาก Corsair II ทุกรุ่นของกองทัพเรือและหน่วยยามอากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิตติดตั้งระบบอินฟราเรดแบบมองไปข้างหน้าหรือ FLIR
(Forward-Looking Infrared) ช่วยในเรื่องตรวจจับเป้าหมายขณะโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน
ติดตั้งระบบสื่อสารรุ่นเดียวกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา
ติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด และเลือกใช้เครื่องยนต์ TF-30
รุ่นเดียวกับ A-7E
ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่สุดทันสมัยมากที่สุด
เครื่องบินโจมตี A-7 Corsair II
เริ่มเข้าประจำการกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2503 ได้เข้าร่วมสงครามเวียดนามสร้างผลงานน่าประทับใจมากมายมหาศาล
มีชื่อเสียงเรื่องความแม่นยำเท่าหัวเข็มหมุดในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม
สามารถติดอาวุธได้อย่างหลากหลายทั้งโจมตีภาคพื้นดินหรือป้องกันตัวเอง
มีความสามารถยอดเยี่ยมในการบินผ่านแนวปะทะ รวมทั้งสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์
ผมงานล่าสุดในเกรนาดาและเลบานอนรับประกันคุณภาพได้เป็นอย่างดี
บริษัทแอลทีวี แอโรสเปซ แอนด์
ดีเฟนซ์สร้างเครื่องบินตระกูล A-7 มาแล้วมากกว่า 1,500
ลำ ปัจจุบันกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาประจำการรุ่น A-7E ส่วนหน่วยยามอากาศแห่งชาติประจำการรุ่น A-7E กับ A-7K
สองที่นั่ง ทำหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศตามยุทธวิธีใช้การรบแบบเบ็ดเสร็จหรือ
Total Force Deployment มีจุดเด่นเรื่องสมรรถนะเครื่องบินในการโจมตีภาคพื้นดิน
ออกแบบมาเพื่อจัดการกองทัพรถถังของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ
สามารถติดตั้งอาวุธทันสมัยชนิดต่างๆ ได้มากถึง 12,000 ปอนด์
ไม่มีเครื่องบินโจมตีค่ายนาโต้ลำไหนเจ๋งเป้งและเด็ดดวงมากกว่าลำนี้
เนื่องจากไม่มีการผลิต A-7T Corsair II ออกมาใช้งานจริง
จึงไม่มีภาพถ่ายเครื่องบินลำจริงสำหรับกองทัพอากาศไทยแม้แต่ภาพเดียว หากต้องการเปรียบเทียบให้นำภาพถ่ายและข้อมูล
ให้นำ A-7P Corsair II
กองทัพอากาศโปรตุเกสมาใช้จะมีความเหมาะสมมากที่สุด
คุณสมบัติ
A-7T Corsair II
ในการเสนอขายเครื่องบินโจมตี
A-7T Corsair II ให้กับประเทศไทย
มีการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยการติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์รุ่นใหม่
ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ ระบบการบินแบบแก้ไขปัญหาต่อเนื่องได้
ระบบยิงและใช้อาวุธรุ่นใหม่ (หรือระบบควบคุมการยิง) จอแสดงผลแบบ Head-up
Display หรือ HUD ระบบเรดาร์แบบดอพเพอร์
เครื่องวัดความเฉื่อยหรือ Inertial จอภาพแสดงแผนที่การบิน
ระบบคอมพิวเตอร์ในการเลือกประเภทอาวุธ และระบบตรวจข้อมูลอากาศโดยคอมพิวเตอร์
ข้อมูลทั้งหมดบริษัทแอลทีวี
แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ส่งให้สื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ต่อ
เป็นข้อมูลที่ผู้อ่านไม่มีวันได้เห็นจากบทความในปัจจุบัน
โดยเฉพาะบทความที่ใช้เอไอช่วยผลิตแบบลวกๆ
ระบบการบินรุ่นใหม่สามารถเก็บจุดหมายปลายทางหรือจุดหมายอื่นได้ถึง
9
ตำแหน่ง มีความถูกต้องแม่นยำในระยะ1.6 ไมล์ต่อ
1 ชั่วโมง (ปัจจุบันน่าจะเรียกว่าความคลาดเคลื่อน)
บริษัทยังให้การรับรองเรื่องการปรับปรุงเครื่องบินให้ทันสมัย
และเนื่องมาจากถังเชื้อเพลิง A-7T Corsair II จุได้ถึง 1,476 แกลลอน
เครื่องบินสามารถบรรทุกอาวุธหนักบินวนเวียนรอบเป้าหมายได้อย่างยาวนาน
ก่อนโจมตีจากระยะไกลด้วยอาวุธทันสมัยไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้เสี่ยงกับอันตราย
ในการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนภาคพื้นดินรัศมี
300
ไมล์ทะเล A-7T Corsair II สามารถบรรทุกระเบิดขนาด 500 ปอนด์จำนวน 12 นัด สามารถบินที่ระดับความสูง 5,000 ฟุตได้นานถึง 60
นาที ในการภารกิจโจมตีรัศมี 550 ไมล์ทะเล เครื่องบินสามารถบินต่ำระยะทาง
50 ไมล์ทะเลเพื่อโจมตีเป้าหมายด้วยระเบิดหนัก 4,000 ปอนด์ A-7T Corsair II
ยังมีประสิทธิภาพในการโจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้าม
ถือเป็นจุดเด่นสำคัญเหนือเครื่องบินโจมตีมากมายหลายรุ่น
สามารถทำภารกิจลาดตระเวนทางทะเลได้นานถึง 120 นาทีพร้อมระเบิดขนาด
500 ปอนด์จำนวน 6 นัด
ข้อดีของ
A-7T Corsair II สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ดังนี้
1.เครื่องบินสามารถประจำการอย่างน้อยที่สุด 20 ปี
โครงสร้างเครื่องบินมีอายุมากถึง 50 ปี
เท่ากับว่ากองทัพอากาศสามารถปรับปรุงยืดอายุการใช้งานได้
2.เครื่องบินถูกออกแบบให้ใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีความแข็งแรงทนทานกว่าเครื่องบินใช้งานบนบกเท่านั้น
3.เครื่องบินทำภารกิจโจมตีทางลึกได้เป็นอย่างดี
เพราะถูกออกแบบให้สามารถปฏิบัติการระยะไกล
สามารถบรรทุกอาวุธไปกับเครื่องได้เป็นจำนวนมาก
4.แม้การปรับปรุงจะใช้หลักการเดียวกับ A-7P ของโปรตุเกส
ทว่า A-7T พัฒนาต่อยอดจากจาก A-7B ส่วน A-7P พัฒนาต่อยอดจาก A-7A เท่ากับว่าเครื่องบินไทยมีความทันสมัยมากกว่า
5.เครื่องยนต์ TF-30-P-408 ของ A-7T จากบริษัทแพร็ท แอนด์ วิทนีย์
เป็นรุ่นเดียวกับเครื่องยนต์ขับไล่ F-14 ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่
6.ระบบเอวิโอนิกส์บนเครื่องบินเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งหมด
7.
A-7T ติดตั้งล้อและยางรุ่นใหม่
มาพร้อมระบบเบรกซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ประกอบไปด้วยเครื่องบังคับกันลื่นและอุปกรณ์ตรวจแบบสอบอัตโนมัติ
การซ่อมบำรุงจึงง่ายกว่าเดิมไม่ยุ่งยาก รวมทั้งบริษัทรับประกันหลังการขายยาวนานถึง
20 ปี
7.
A-7T รองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-พื้นนำวิถีเลเซอร์รุ่นใหม่ของกองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
8.ระยะเวลาส่งมอบเครื่องบินจำนวน 16 ลำอยู่ในช่วง 2528
ถึง 2529
9.
A-7T
มีราคาเพียงหนึ่งในสามของเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่
แต่มีขีดความสามารถในการป้องกันประเทศใกล้เคียงกัน
บทสรุป
ภาพประกอบสุดท้ายคือโรงงานผลิตในเมืองเท็กซัส
ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังผลิตเครื่องบินโจมตีA-7P
Corsair II กองทัพอากาศโปรตุเกส ถ้ากองทัพอากาศต้องการ A-7T โรงงานสามารถสร้างร่วมกันได้ทันที

จะเห็นครับว่าข้อมูลจากบริษัทแอลทีวี
แอโรสเปซ แอนด์ ดีเฟนซ์ค่อนข้างชัดเจนตรงไปตรงมา
รวมทั้งราคาเครื่องบินเพียงหนึ่งในสามของเครื่องบินรุ่นใหม่
ซึ่งมีความใกล้เคียงข้อมูลจริงยิ่งกว่าแม่หมอทั่วโลก เพราะราคาเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Bock 15 ที่กองทัพอากาศจัดหา ราคาแพงกว่า A-7T Corsair II มากถึง 3.22
เท่า ถือเป็นบริษัทที่มีความจริงใจต่อสื่อมวลชนสูงมากบริษัทหนึ่ง
โครงการนี้กองทัพอากาศเลือกจัดหาเครื่องบินขับไล่
F-16A/B Bock 15 มาใช้งาน ถ้าบังเอิญตอนนั้นเราเจอบ่อน้ำมันในอ่าวไทยจำนวนหลายจุด
จนมีการตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินสนับสนุนภาคพื้นดิน/โจมตีทางลึก
คาดว่า A-7T Corsair II
น่าจะลอยลำเข้าวินชนิดนอนมาพระสวด
อ้างอิงจาก
นิตยสารสงครามฉบับที่
207 ประจำเดือนเมษายน 2527


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น