วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564

Philippine Navy Corvette Acquisition Project

 

กองทัพเรือฟิลิปปินส์ก่อนปี 2010 ทั้งอ่อนแอและขาดความเข้มแข็ง อันเป็นผลสืบเนื่องจากงบประมาณในแต่ละปีค่อนข้างน้อยนิด ทหารเรือต้องใช้งานเรือรบมือสองของอเมริกาจากยุคสงครามโลก ใช้เรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่มือสองของอังกฤษจากฮ่องกง กับเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กได้รับบริจาคจากเกาหลีใต้

แผนการปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัยเริ่มต้นอย่างช้าๆ โดยการจัดหาเรือตรวจการไกลฝั่งชั้น Hamilton ขนาด 3,250 ตัน ปลดประจำการจากหน่วยยามฝั่งอเมริกาแต่ยังคงสภาพดี ระหว่างปี 2011 ถึง 2016 กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้รับโอนเรือจำนวน 3 ลำ เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมลำละประมาณ 10 ล้านเหรียญ

เรือตรวจการไกลฝั่งชั้น Hamilton เป็นเพียงโครงการเร่งด่วน นำมาทดแทนเรือเก่ายุคสงครามโลกครั้งที่สองไปก่อน รัฐบาลกับกองทัพเรือฟิลิปปินส์มีแผนใหญ่เรียกว่า ‘Maritime Security Projection Package’ เพื่อจัดหาอาวุธทันสมัยโดยแบ่งออกเป็น 3 Horizon แต่ละ Horizon ใช้เวลา 5 ปี หรือรวมกันเท่ากับ 15 ปี

Horizon ที่หนึ่งระหว่างปี 2013 ถึง ปี 2017 ฟิลิปปินส์ต้องการจัดหาเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีจำนวน 2 ลำ กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำประจำเรือฟริเกตอีก 2 ลำ เรือฟริเกตชั้น Jose Rizal จากเกาหลีใต้ราคาลำละ 168.45 ล้านเหรียญ กับเฮลิคอปเตอร์ AW159 Wildcat รุ่น Full Option จากอิตาลีราคาลำละ 50.5 ล้านเหรียญคือผลสำเร็จในความพยายาม Horizon แรก ตอนนี้เข้าประจำการแล้วกำลังสั่งซื้อตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ

Horizon ที่สองระหว่างปี 2018 ถึง ปี 2022 ฟิลิปปินส์ต้องการจัดหาเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีจำนวน 2 ลำ เรือคอร์เวตจำนวน 6 ลำ เรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำประจำเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ เครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ และเครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กอีก 5 ลำ

Horizon ที่สามระหว่างปี 2023 ถึง ปี 2027 ฟิลิปปินส์ต้องการจัดหาเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีจำนวน 2 ลำ เรือคอร์เวตจำนวน 6 ลำ เรือดำน้ำจำนวน 4 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำประจำเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ และเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ

เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ปี 2032 กองทัพเรือฟิลิปปินส์จะมีเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ เรือฟริเกตอาวุธนำวิถีจำนวน 6 ลำ เรือคอร์เวตจำนวน 6 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำประจำเรือฟริเกตจำนวน 6 ลำ เครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ และเครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กอีก 5 ลำ

 หากฟิลิปปินส์ทำได้จริงตามแผน 15 ปี จะมีแต่คนอ้าปากหวอน้ำลายหกด้วยความอิจฉา

ผู้เขียนขอออกตัวแทนว่านี่เป็นเพียงแผนจัดหา ของจริงทำได้บ้างไม่ได้บ้างไม่ว่ากัน ขอแค่เดินตามแผนการอย่าแตกแถวเท่านั้นพอ ควรชื่นชมเขาที่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้ลูกหลานเดือนร้อน

Horizon ที่สองทั้งเรือฟริเกตอาวุธนำวิถี เรือดำน้ำ และเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำไม่มาตามนัด ติดขัดเรื่องเงินๆ ทองๆ อันเป็นปัญหาสำคัญ มีแค่เพียงเครื่องบินตรวจการณ์รุ่น King Air TC-90 ได้รับบริจาคจากญี่ปุ่นจำนวน 5 ลำ กับเรือคอร์เวตขนาด 1,200 ตันชั้น Pohang ได้รับบริจาคจากเกาหลีใต้จำนวน 1 ลำเท่านั้น แต่ทว่ากองทัพเรือยังคงเก็บรักษาไอเท็มลับสุดยอดเป็นท่าไม้ตาย นั่นคือโครงการจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 2 ลำ ในวงเงิน 555 ล้านเหรียญหรือลำละ 277.5 ล้านเหรียญ

เรือคอร์เวตแพงกว่าเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal ถึงลำละ 109.5 ล้านเหรียญ เป็นไปได้อย่างไร?

โครงการเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal แบ่งเป็นราคาเรือเปล่าลำละ 168.45 ล้านเหรียญ ยังไม่รวมค่าอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบกับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ อย่างน้อยๆ ต้องใช้เงินในการจัดหาอีก 80 ล้านเหรียญหรือลำละ 40 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังมีค่าโน่นนั่นนี่เพิ่มเติมเข้ามา ราคาเรือพร้อมรบควรอยู่แถวๆ 220 ล้านเหรียญ

ส่วนโครงการเรือคอร์เวตใช้งบประมาณ 555 ล้านเหรียญ ไม่มีข้อมูลว่ารวมค่าอาวุธเข้าไปด้วยหรือไม่ และเนื่องมาจากเรือต้องติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ส่งผลให้ราคาแพงขึ้นกว่าเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้เขียนขอตั้งราคาเรือไว้ที่ลำละ 277.5 ล้านเหรียญไปก่อน จนกว่าจะพบหลักฐานใหม่นำมาหักล้างในภายหลัง

กองทัพเรือฟิลิปปินส์เริ่มต้นเดินหน้าโครงการจัดหาเรือคอร์เวตในปี 2019 มีการเผยแพร่รายละเอียดกับระบบอาวุธต่างๆ บนเรือ เสียงตอบรับจากบริษัทสร้างเรือหลายรายเริ่มดังกระหึ่ม แต่แล้วจู่ๆ เกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดยไม่ทันตั้งหลัก ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่นประเทศจีนไปทั่วโลก ฟิลิปปินส์ก็เหมือนๆ กับชาติอื่นต้องปิดประเทศเพื่อป้องกันภัยร้าย รายได้หดหายทันควันสวนทางกับรายจ่ายพุ่งพรวดทันตาเห็น

ระหว่างปี 2020 กองทัพเรือฟิลิปปินส์ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ประกาศเลื่อนโครงการจัดหาเรือคอร์เวตจำนวน 2 ลำมาอยู่ใน Horizon ที่สอง ยอมถอยยอมกลืนเลือดด้วยรู้ดีน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง ขณะที่บางประเทศบอกว่ากู้เงินมาแล้วจะเอาไปซื้อเรือดำน้ำลำที่สองนะจ๊ะ จนถึงบัดนี้เรือลำดังกล่าวยังคงกบดานไม่โผล่ผิวน้ำเสียที

โครงการจัดหาเรือคอร์เวตเงียบหายไปสักพักใหญ่ แต่แล้วจู่ๆ ช่วงกลางปี 2021 ก็กลับเข้ามาเดินหน้าได้อีกครั้ง ติดตั้งระบบอาวุธมากกว่าเดิมในบางหัวข้อ รายละเอียดคร่าวๆ ของโครงการมีดังนี้

จำนวนเรือ: 2 ลำในวงเงิน 555 ล้านเหรียญ

ระวางขับน้ำ: มากกว่า 2,000 ตันเหมือนเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal

ระบบขับเคลื่อน: ดีเซลล้วนหรือดีเซลไฟฟ้าเท่านั้น

ความเร็วสูงสุด: 25 นอตเหมือนเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal

ระยะปฏิบัติการนานสุด: 4,000 ถึง 4,500 ไมล์ทะเล

ระยะเวลาออกทะเลนานสุด: 21 ถึง 28 วัน

ลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์: รองรับอากาศยานปีกหมุนขนาด 10 ตัน

ระบบอาวุธประกอบไปด้วย

ปืนหลัก: ขนาด 76/62 มม. Oto Melara Super Rapid จำนวน 1 กระบอก

ปืนรอง: ขนาด 30 มม.จำนวน 2 กระบอก

ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด: จำนวน 1 ระบบ

ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ: แท่นยิงแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิง

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ: จำนวน 8 ท่อยิง

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน: แท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิง (ข้อมูลปี 2019 ระบุไว้เพียง 8 ท่อยิง)

ระบบเรดาร์ต่างๆ ประกอบไปด้วย

เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติจำนวน 1 ตัว

เรดาร์เดินเรือจำนวน 2 ตัว

เรดาร์ควบคุมการยิงจำนวน 1 ตัว

โซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำที่หัวเรือจำนวน 1 ตัว

ออปชั่นเสริม (แล้วแต่บริษัทจะใส่เพิ่มเติมเข้ามาเอง หมายความว่าบนเรือจะไม่ได้ติดตั้งเอาไว้)

โซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar System หรือ TASS

เรดาร์เดินเรือสำหรับควบคุมการลงจอดอากาศยาน

ระบบเครื่องช่วยเดินอากาศหรือ TACAN

กล้องตรวจการณ์กลางคืน

อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ESM

ระบบเป้าลวง

เมื่อต้องการเพิ่มเติมจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน แต่งบประมาณในการจัดหาเรือยังคงเท่าเดิม กองทัพเรือฟิลิปปินส์ใช้วิธีการตัดอุปกรณ์ออกไปส่วนหนึ่ง โดยคาดหวังว่าจะสามารถจัดหาเพิ่มเติมได้ในภายหลัง หรือให้บริษัทเข้าร่วมประมูลใส่เข้ามาเป็นออปชั่นเสริม ผู้เขียนไม่แน่ใจนี่คือแผนการที่เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะระบบ  Soft Kill ซึ่งสำคัญมากที่สุดกลับหายเรียบ แต่ในเมื่อฟิลิปปินส์เลือกแบบนี้ก็คงต้องเอาตามนี้

แม้ไม่ได้ระบุชื่ออาวุธอย่างชัดเจนก็ตาม ทว่าฟิลิปปินส์อยากใช้งานรุ่นเดียวกับเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ SSK-700 C-Star กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ K745 Blue Shark คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติกับระบบอำนวยการรบอาจแตกต่างออกไปก็ได้ เพราะเรือติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานมาตั้งแต่แรกเริ่ม ถ้ามันจำเป็นต้องเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่สมควรดื้อดึง

เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำก็เช่นกัน AW159 Wildcat เจ้าเดิมนอนมาพระสวดไร้คู่แข่งขัน ปัญหาก็คือราคาค่อนข้างแพงเพราะเป็นรุ่น Full Option อาจต้องเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะได้เรือครบตามต้องการ

วันที่ 10 สิงหาคม 2021 มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการเพิ่มเติมว่า บริษัทต่างชาติจำนวน 4 รายตอบรับเข้าร่วมโครงการ โดยมีแบบเรือจำนวน 6 ลำโผล่ขึ้นมาในเนื้อหาข่าว

ทำไม 4 บริษัทถึงมี 6 แบบเรือ? ฟิลิปปินส์กำลังเล่นท่ายากอยู่หรือเปล่า?

ผู้เขียนขอออกตัวแทนอีกครั้งว่าไม่แปลก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อตกลงของแต่ละชาติ ยกตัวอย่างเช่นโครงการจัดหาเรือคอร์เวตประเทศแอฟริกาใต้ หรือ Project Sitron ซึ่งตัดสินผลในปี 1999 บริษัท German Frigate Consrtium หรือ GFC จากประเทศเยอรมัน ส่งแบบเรือ Meko 200 SAN กับ Meko A200 SAN เข้าร่วมชิงชัย คะแนนรวมได้อันดับ 3 กับอันดับ 2 ตามลำดับจึงไม่ผ่านการคัดเลือก

บังเอิญบริษัท Bazan ของสเปนซึ่งได้อันดับหนึ่ง มีปัญหาเรื่องระยะเวลาส่งมอบเรือช้าเกินไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินไม่ถูกอกถูกใจลูกค้า รัฐบาลแอฟริกาใต้จึงหันมาคุยกับอันดับสองดูบ้าง สุดท้ายตัดสินใจสั่งซื้อเรือ Meko A200 SAN จำนวน 4 ลำ ทั้งๆ เรือเยอรมันราคาแพงกว่าเรือสเปนพอสมควร

ตอนนี้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมชัดเจนกว่าเดิมแล้ว ผู้เขียนขอนำแบบเรือเข้าร่วมโครงการมาแนะนำตัว เริ่มจากบริษัทครองตำแหน่งเต็งบ๊วยไล่มาจนถึงเต็มหาม แค่พอเป็นน้ำจิ้มด้วยยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนมากนัก

1.บริษัท ASFAT ประเทศตุรกีเสนอแบบเรือจำนวน 2 แบบ ประกอบไปด้วยแบบเรือคอร์เวตชั้น MILGEM รุ่นปรับปรุงเพิ่มเติม เนื่องจากแบบเรือดั้งเดิมไม่มีพื้นที่สำหรับติดตั้งแท่นยิงดิ่ง

จากภาพประกอบรูปเล็กมุมบนคือแบบเรือ MILGEM ที่อู่ต่อเรือ ASFAT เสนอให้กับกองทัพเรือบราซิล ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง ExLS ขนาด 3 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor จำนวน 12 นัด ผู้เขียนนำภาพมาแก้ไขจนได้ท่อยิงเพิ่มเป็น 16 ท่อยิง เพื่อรองรับความต้องการกองทัพเรือฟิลิปปินส์

หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เปลี่ยนปืนกล Bofors 40 Mk 4 เป็นระบบป้องกันตนเองระยะประชิด ขนาบซ้าย-ขวาด้วยปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.อีก 2 กระบอก เพียงเท่านี้ก็ตรงตามความต้องการของลูกค้า แบบเรือ MILGEM มีระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.56 เมตร รุ่นปรับปรุงอาจยาวกว่าเดิมสักเล็กน้อย

เรือชั้น MILGEM เข้าประจำการกองทัพเรือตุรกีจำนวน 4 ลำ แต่ไม่ใช่รุ่นปรับปรุงไม่มีแท่นยิงแนวดิ่งหน้าสะพานเดินเรือ คะแนนหัวข้อมีเรือเข้าประจำการแล้วก็เลยก้ำกึ่ง ดีกว่าไม่มีแต่ด้อยกว่ามี…เข้าใจกันไหมนะ

แบบเรือที่สองของบริษัท ASFAT คือเรือฟริเกตชั้น Istanbul ของกองทัพเรือตุรกี ตอนนี้สร้างลำที่ 1 จากจำนวน 4 ลำในเฟสแรกเสร็จแล้ว ในภาพด้านล่างคือเรือชื่อ TCG Istanbul F-515 ใช้แบบเรือเดียวกับเรือคอร์เวตชั้น Jinnah ของปากีสถาน โดยมีจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบยาวกว่ากันเล็กน้อย  

เรือมีระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตร มาพร้อมระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Gokdeniz ของตุรกี และปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.รุ่น SMASH ของตุรกี ระบบอำนวยการรบก็ของตุรกี เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ เรดาร์เดินเรือ เรดาร์ควบคุมการยิง ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบตุรกีสร้างเองทั้งหมด (บางอย่างพัฒนาด้วยตัวเอง บางอย่างซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตเอง และบางอย่างพัฒนาร่วมกับชาติอื่น) ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ตุรกีก็มีแต่ยิงได้เพียง 80 นัดต่อนาที

ข้อดีของเรือชั้น Istanbul คือมีการสร้างจริงแน่ๆ จำนวน 8 ลำ ติดอาวุธได้อย่างล้นหลาม และมีข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์ (รวมทั้งแบบเรือชั้น MILGEM รุ่นปรับปรุงด้วย) ข้อเสียคือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่งลงสนามใหญ่ได้ไม่นาน กับระบบอาวุธและเรดาร์บนเรือต้องพึ่งพาตุรกีเพียงชาติเดียว

อ่า…ฟิลิปปินส์จะสร้างเรือคอร์เวตด้วยตัวเอง

อ่า…อ่า…อ่า!

ปัจจุบันการขายเรือพร้อมออปชั่นสร้างเรือในประเทศลูกค้า (ครึ่งหนึ่งหรือทั้งหมด) พร้อมการถ่ายโอนเทคโนโลยีการสร้างเรือรบรุ่นใหม่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายชาติไหนก็สามารถสร้างได้ เติร์กเมนิสถานเอย ปากีสถานเอย อียิปต์เอย เม็กซิโกเอย รวมทั้งมาเลเซียซึ่งโครงการมีปัญหาเพราะขาดเงิน ประเทศเหล่านี้เดินหน้าสร้างเรือรบด้วยออปชั่นนี้ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่บางประเทศไม่เคยสร้างตรวจการณ์ยาว 50 เมตรเลยด้วยซ้ำ

ฉะนั้นการสร้างเรือรบในประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องยาก บริษัทต่างชาติจะช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ กองทัพเรือแค่คอยสำรวจความคืบหน้าแล้วก็จ่ายเงิน แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนก็คือ ถ้าบริษัทสร้างเรือในประเทศต้องการเข้าร่วมโครงการ คุณต้องดิ้นรนทำธุรกิจค้าร่วมกับบริษัทต่างชาติเอาเอง ที่สำคัญที่สุดกองทัพเรือต้องไม่นึกอยากสร้างเรือเอง อาจให้เช่าสถานที่สร้างเรือแต่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวนั่งมองอย่างเดียว

แบบเรือจากบริษัท ASFAT ค่อนข้างดีมาก บังเอิญคู่แข่งขันกระดูกแข็งโป๊กประมาทไม่ได้สักนิด ตอนนี้ตุรกียังใหม่มากกับประเทศฟิลิปปินส์ ผู้เขียนขอยกให้เป็นเต็งสี่ทั้งๆ ที่น่าสนใจเหลือเกิน

ผู้เขียนขอพามาชมแบบเรือจากเต็งสามกันต่อ คราวนี้มาจากเมืองน้ำหอมรูปร่างสวยสง่าหัวจรดท้าย

2. บริษัท Naval Group ประเทศฝรั่งเศสเสนอแบบเรือคอร์เวต Gowind 2500 เรือมีระวางขับน้ำ 2,500 ตัน ยาว 102 เมตร กว้าง 16 เมตร กินน้ำลึกสุด 5.4 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODED สุดทันสมัย ความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ที่ความเร็ว 15 นอต ตรงตามความต้องการพอดิบพอดี

รูปทรงเรือลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์หรือ Stealth เวอร์ชันสอง พัฒนาต่อมาจากเรือฟริเกตชั้น Lafayate ซึ่งเป็นเรือฟริเกตรูปทรง Stealth ตัวจริงเสียงจริง จึงดีที่สุดในบรรดาแบบเรือทั้งหมดที่เข้าร่วมชิงชัย

Gowind 2500 ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานจำนวน 16 ท่อยิง เมื่อนำมาปรับปรุงติดอาวุธตามความต้องการของลูกค้า อาจวุ่นวายสักเล็กน้อยแต่ผู้เขียนคิดว่าพอทำได้ ปืนกล 20 มม.เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เปลี่ยนเป็นขนาด 30 มม.แต่ควรเลือกรุ่นติดอุปกรณ์ควบคุมการยิงไว้พร้อมสรรพ จุดติดตั้งเรดาร์เดินเรือและควบคุมการลงจอดหลังปล่องระบายความร้อน เปลี่ยนเป็นระบบป้องกันตนเองระยะประชิดรุ่นไม่ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ อาทิเช่น Phalanx Sea Ram Millennium Gun หรือ Gokdeniz

สรุปแล้วสามารถทำได้ตามความต้องการ เพียงแต่บริเวณท้ายเรืออาจดูวุ่นวายสักเล็กน้อย

แบบเรือจากฝรั่งเศสทันสมัยที่สุดและสวยที่สุด ขนาดกะทัดรัดแต่พิษสงรอบตัวประมาทไม่ได้เลย ปัญหาสำคัญของ Gowind 2500 มีเพียงเรื่องเดียว ราคา 277.5 ล้านเหรียญต่อลำสามารถซื้อได้จริงหรือไม่?

ระหว่างปี 2014 รัฐบาลอียิปต์เซ็นสัญญาซื้อเรือจำนวน 4 ลำในราคาลำละ 300 ล้านเหรียญ แต่ไม่มีระบบป้องกันตนเองระยะประชิด ต่อมาในปี 2019 กองทัพเรือโรมาเนียเลือก Gowind 2500 เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือทดแทนเรือฟริเกต Type 22 คราวนี้ราคาเรือขยับพรวดมาหยุดที่ 357 ล้านเหรียญ

จะมองแบบนี้ก็ได้นะครับ ตามข้อมูลเรือชั้น Gowind 2500 มีทั้งโซนาร์หัวเรือ Kingklip กับโซนาร์ลากท้าย CAPTAS-2 สุดทันสมัย ถ้าถอด CAPTAS-2 ออกไปจะประหยัดเงินพอสมควร ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาใช้ CODAD ดีเซลล้วนเหมือนเรือชั้น Gowind ของมาเลเซีย แล้วตัดโน่นนั่นนี่ออกไปเพื่อกดราคาให้ต่ำที่สุด

แต่ถึงกระนั้นยังได้เสียเงินซื้อระบบป้องกันตนเองระยะประชิด ขี้หมูขี้หมาควรมีอย่างน้อยๆ 16 ล้านเหรียญ รวมทั้งช่วงที่อียิปต์เซ็นสัญญาซื้อเรือจำนวน 4 ลำ ผู้เขียนจำได้ว่าติดแค่โซนาร์หัวเรือ Kingklip เท่านั้น ไม่มีโซนาร์ลากท้าย  CAPTAS-2 ก็เลยไม่รู้จะตัดทิ้งอีท่าไหน เพียงแต่ผู้เขียนยังหาหลักฐานชัดเจนมายืนยันไม่ได้ ไม่กล้าออกตัวแรงกลัวรถกระป๋องวิ่งตกไหล่เขา เอาเป็นว่าเรื่องโซนาร์ CAPTAS-2 ตอนนี้ฟังหูไว้หูแล้วกัน

อันที่จริงเรือลำนี้เคยมีดราม่ามาก่อน Naval Group ค่อนข้างหวงแบบเรือตัวเองพอสมควร มาเลเซียอยากใช้งานระบบอำนวยการรบของ THALES กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM แต่ Naval Group ไม่ยอมทำตามใจอย่างไรก็ไม่ยอม มาเลเซียจำเป็นต้องใช้งาน VL MICA กับ SETIS เหมือนเดิมต่อไป

เรือคอร์เวตชั้น Gowind 2500 ได้รับความนิยมพอสมควร นอกจากอียิปต์ทยอยเข้าประจำการจำนวน 4 ลำ มาเลเซียสร้างรุ่นขยายขนาดเป็น 3,100 ตันจำนวน 6 ลำ ชนะเลิศโครงการจัดหาที่โรมาเนียรอการสั่งซื้ออีก 4 ลำ วันที่ 25 มีนาคม 2019 ยูเออียังเซ็นสัญญาซื้อเรืออีก 2 ลำวงเงิน 850 ล้านเหรียญหรือลำละ 425 ล้านเหรียญ โดยเปลี่ยนมาใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM กับระบบอำนวยการรบ SETIS เป็นครั้งแรก หมายความว่า Naval Group ยอมถอยทัพลดความอินดี้ลงเสียแล้ว

นอกจากดีลที่มีการเซ็นสัญญาหรือทำข้อตกลงร่วมกัน ยังมีข่าวความเคลื่อนไหวในวันที่ 7 มิถุนายน 2021 ว่า อินโดนีเซียสนใจสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Rafale จำนวน 36 ลำ เรือดำน้ำชั้น Scorpene จำนวน 4 ลำ และเรือคอรเวตชั้น Gowind 2500 อีก 2 ลำ ในวงเงินรวม 10 พันล้านเหรียญ

ผู้เขียนให้ Gowind 2500 เป็นเต็งสามทั้งที่แบบเรือดีที่สุด เนื่องจากความจู้จี้จุกจิกประเทศผู้ผลิต แต่ถึงกระนั้นยังมีเรื่องน่าตื่นเต้นมาบอก บริษัท Naval Group มีข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์เช่นกัน

อ่า…ฟิลิปปินส์จะสร้างเรือคอร์เวต Stealth ของฝรั่งเศสด้วยตัวเอง

อ่า…อ่า…อ่า!

แบบเรือจาก 2 บริษัทแรกผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปเรามาพบผู้แข่งขันจากดินแดนกังหันลม

3. บริษัท Damen Group เสนอแบบเรืออเนกประสงค์ SIGMA จำนวน 2 รุ่นให้เลือก หนึ่งแบบเรือคอร์เวตตรวจการณ์ SIGMA 9113 ระวางขับน้ำ 1,700 ตัน ยาว 90.71 เมตร กว้าง 13.02 เมตร กินน้ำลึก 3.6 เมตร ขนาดกะทัดรัดก็จริงแต่ติดอาวุธครบ 3 มิติ มีประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซียจำนวน 4 ลำ

ในภาพประกอบ SIGMA 9113  คือลำล่างหมายเลข 365 มองเห็นแท่นยิงแฝดสี่ TETRAL ติดอยู่บนหลังคาสะพานเดินเรือ สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Mistral ระยะยิง 5 กิโลเมตร เป็นการออกแบบที่แปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใคร แต่การดูแลซ่อมบำรุงหรือใส่ Mistral ในท่อยิงน่าจะลำบากพอสมควร

เมื่อพิจารณาคุณสมบัติเรือโดยรวม SIGMA 9113 ไม่ตรงตามความต้องการกองทัพเรือฟิลิปปินส์ เรือมีระวางขับน้ำไม่ถึง 2,000 ตัน ไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งแม้แต่ท่อเดียว ไม่มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ทุกขนาด ติดระบบป้องกันตนเองระยะประชิดแทนแท่นยิง TETRAL ท้ายเรือได้ก็จริง แต่ยังขาดพื้นที่สำหรับปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.อีก 2 กระบอก ตกเป็นรองแบบเรือจากตุรกีกับฝรั่งเศสอย่างชัดเจน

แล้ว Damen จะแก้ปัญหานี้อย่างไร? คำตอบก็คือต้องมีการปรับปรุงใหญ่

บริษัทสร้างเรือจากเนเธอร์แลนด์มีความชำนาญเรื่องนี้เป็นพิเศษ สามารถแปลงร่างเรือลำหนึ่งให้กลายเป็นเรืออีกลำ ตรงตามความต้องการลูกค้าเรื่องมากอย่างเหมาะเหม็ง (เหมาะสมกับทร.ไทยประหนึ่งรจนากับสังข์ทอง) อาทิเช่นเรือตรวจการณ์ OPV 1900 กองทัพเรือปากีสถาน Damen ตัดโน่นเสริมนี่จนเรือมีระวางขับน้ำ 2,300 ตัน และมีหน้าตาแตกต่างจากเดิมราวกับเรือคนละตระกูล แต่ถูกอกถูกใจลูกค้าซึ่งอยากได้เรือยุโรปติดอาวุธจีน

SIGMA 9113 รุ่นปรับปรุงใหม่อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในกรณีที่ Damen สามารถกดราคาได้ต่ำที่สุด ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า…ในการคัดเลือกไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าบริษัท A เสนอสินค้าตรงตามความต้องการทั้งหมด โดยมีราคาต่ำสุดสมควรได้รับการพิจารณารายแรก กฎข้อนี้ใช้ได้กับทุกอย่างนอกเสียจากมีการแอบฮั้วกัน

ถ้า SIGMA 9113 ไม่ถูกอกถูกใจลูกค้ารายใหม่ Damen ยังมีแบบเรือที่สองคือเรือฟริเกต SIGMA 10514 มาให้พิจารณา เรือมีระวางขับน้ำ 2,365 ตัน ยาว 105.11 เมตร กว้าง 14.02 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOE ทันสมัยล้ำยุค ความเร็วสูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ที่ความเร็ว 14 นอต

ในภาพประกอบ SIGMA 10514  คือลำบนหมายเลข 331 ยังไม่ได้ติดระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Millennium Gun หน้าสะพานเดินเรือ มีประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซียจำนวน 2 ลำ กับกองทัพเรือเม็กซิโกอีก 1 ลำแต่เป็นรุ่นปรับปรุงเพิ่มเติม ส่งผลให้เรือยาวกว่าเดิม 2.4 เมตร และมีระวางขับน้ำมากขึ้น 210 ตัน เพื่อรองรับโซนาร์ลากท้าย CAPTAS-2 กับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM

แบบเรือ SIGMA 10514 ตรงตามความต้องการทุกประการ ปรกติมีแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 12 ท่อยิงหลังปืนใหญ่ 76/62 มม.แต่สามารถเพิ่มเติมเป็น 16 ท่อยิงได้อย่างสบาย ติดระบบป้องกันตนเองระยะประชิดหน้าสะพานเดินเรือ ติดปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.ขนาบโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์สองฝั่ง แล้วขยับแท่นยิงเป้าลวงมาอยู่ใกล้กับแพชูชีพกลางลำ ปรับปรุงโน่นนั่นนี่อีกเพียงนิดหน่อยเป็นอันเรียบร้อย

บริษัท Damen Group มีข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์เช่นกัน อันเป็นเรื่องปรกติสำหรับการสั่งซื้อเรือชั้นนี้ เนื่องจากอินโดนีเซียกับเม็กซิโกได้สร้างเรือเองในประเทศทุกลำ

แบบเรือ SIGMA 10514 แบ่งออกเป็นโมดูลใหญ่ๆ จำนวน 7 โมดูล ลูกค้าจะสร้างเรือจำนวน 5 โมดูลให้เสร็จเรียบร้อย แล้ว Damen จะนำ 2 โมดูลสร้างในเนเธอร์แลนด์มาประกอบร่าง (โมดูลที่เป็นระบบขับเคลื่อนกับสะพานเดินเรือ) เพียงเท่านี้คุณจะได้เรือฟริเกตสร้างในประเทศ หรืออยากเรียกว่าประกอบเรือก็คงไม่ผิด นี่คือวิธีการที่ Damen ค้นคิดเพื่อเสนอให้ลูกค้าตัวเอง เหมาะสมกับประเทศที่ไม่เคยสร้างเรือรบแท้ๆ มาก่อน

ผู้เขียนขออธิบายว่า…กองทัพเรือฟิลิปปินส์ไม่ได้พูดถึงสร้างเรือลำที่สอง บริษัทจากยุโรปทั้ง 3 รายเต็มใจเสนอออปชันเสริมเข้ามาเอง ในเมื่อฟิลิปปินส์ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรืออยากมีอยากได้ ตัวเองจึงมีแต้มต่อในการคัดเลือกและต่อรองอย่างเต็มที่ อาจไม่เลือกออปชันนี้ก็ได้แต่ขอให้ลดราคาเรือลงอีกนิด

การสร้างเรือรบในประเทศย่อมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการบริหารจัดการ บริษัทผู้ถูกคัดเลือกเข้ามาดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องสรรหาอู่ต่อเรือ อุปกรณ์สำคัญต่างๆ กำลังคน วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เรื่องพวกนี้บริษัทจากยุโรปทั้ง 3 รายคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มืออาชีพทำหน้าที่ตัวเองดีกว่า มือสมัครเล่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เยอะที่สุด แล้วค่อยปล่อยพลังแสดงฝีมือกับโครงการอื่นในอนาคต

ฟิลิปปินส์ก็แค่…เลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

แบบเรือ SIGMA 10514 น่าจะเหมาะสมกับฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเรือลำที่สองในประเทศ แต่ผู้เขียนจัดลำดับให้เป็นแค่เพียงเต็งสอง เนื่องจากเต็งหามจากดินแดนกิมจิประกาศสู้ตายถวายหัว

4. บริษัท Hyundai Heavy Industry หรือ HHI ประเทศเกาหลีใต้ ผู้ชนะเลิศโครงการเรือฟริเกตอาวุธนำวิถี เสนอแบบเรือฟริเกต HDC-3100 เข้าร่วมชิงชัย ชมภาพประกอบกันก่อนสักเล็กน้อย

รูปร่างหน้าตา HDC-3100 คล้ายเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal ตั้งแต่หัวจรดท้าย ถ้าผู้เขียนเรียกว่าเรือฟริเกตชั้น Jose Rizal Batch II ก็คงไม่ผิด ระวางขับมากขึ้นจาก 2,600 ตันเป็น 3,100 ตัน ความยาวเพิ่มขึ้นจาก 107 เมตรเป็น 114 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAD เหมือนเดิม ความเร็วสูงสุดยังคงเท่าเดิม

จุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งหน้าสะพานเดินเรือใหญ่ขึ้น ติดท่อยิงได้มากสุด 16 ท่อยิงตามความต้องการ สะพานเดินเรือกับเสากระโดงหาจุดแตกต่างไม่พบ คนไหนหาเจอเอาปากกามาวงเดี๋ยวผู้เขียนแจกรางวัล

ระหว่างสะพานเดินเรือกับปล่องระบายความร้อนคือจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบา มีแผ่นอลูมิเนียมหรือตาข่ายไม่แน่ใจปกปิดอย่างดี (เรือฟริเกตชั้น Jose Rizal จะเปิดโล่ง) จุดปล่อยเรือเล็กนำแผ่นอลูมิเนียมมาติดปิดยาวเชื่อมต่อมาถึงโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เจาะช่องระบายความร้อนจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ

นี่คือการออกแบบเรือ Stealth สไตล์เกาหลีใต้ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ถ้าตีแผ่นอลูมิเนียมยาวมาเชื่อมต่อกับสะพานเดินเรือ จะเหมือนเรือหลวงภูมิพลของเราประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมา

โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มีระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Gokdeniz ของตุรกี ใช้ปืนต่อสู้อากาศขนาด 35 มม.มาพร้อมกระสุน Airbrust ซึ่งโดยทั่วไปรู้จักในชื่อกระสุนอัจฉริยะ AHEAD ทำงานโดยการระเบิดหัวรบก่อนถึงเป้าหมาย เพื่อปล่อยหัวกระสุนขนาดเล็กจำนวนมากออกไปสกัดกั้น แบบเรือ HDC-3100 ตรงตามความต้องการทั้งหมด ยกเว้นแค่เพียงไม่มีปืนรองขนาด 30 มม. จำนวน 2 กระบอก

ติดปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.เพิ่มตรงไหนดี?

มีให้เลือกสองจุดด้วยกัน หนึ่งข้างเสากระโดงเรือใกล้จุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบา อาจต้องตีโป่งออกมาเล็กน้อยใช้เป็นทางเดิน สองด้านหลังระบบป้องกันตนเองระยะประชิด แล้วโยกแพชูชีพไปติดตั้งตำแหน่งอื่น ไม่ว่าจะเลือกจุดไหนไม่น่ามีปัญหารบกวนจิตใจ เสร็จเรียบร้อยส่งแบบเรือเข้าร่วมชิงชัยได้ทันที

แบบเรือจากเกาหลีใต้หน้าตาอาจดูไม่ทันสมัย แต่มีข้อดีคือราคาถูกกว่าแบบเรือยุโรป และฟิลิปปินส์เป็นลูกค้าตัวเองอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเลือกเกาหลีใต้จะมีเรือรุ่นเดียวกัน 4 ลำแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยเข้าประจำการ 

แล้วข้อเสียล่ะ…ข้อเสียก็มีเหมือนกัน HHI ไม่เคยชนะโครงการคัดเลือกเรือรบมาก่อน

โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงกองทัพเรือไทย  HHI แพ้ DSME จากเกาหลีใต้เหมือนกันแบบไม่เห็นฝุ่น โครงการเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีกองทัพเรือฟิลิปปินส์ HHI แพ้ GRSE จากอินเดียซึ่งเป็นน้องใหม่ในวงการเช่นกัน บังเอิญ GRSE ตรวจสอบด้านการเงินไม่ผ่านข้อกำหนด หวยจึงมาออกที่รองแชมป์อันดับสองแบบส้มหล่น

แชมป์เท่านั้นถึงจะรู้ว่าแชมป์คิดอะไรในใจ นาทีนี้ HHI ยังเป็นแค่เพียงผู้ท้าชิง ต้องเบียดเอาชนะคว้าชัยโครงการเรือคอร์เวตให้ได้เสียก่อน ต้องล้มบริษัทยักษ์ใหญ่จากยุโรป ต้องคว่ำดาวรุ่งพุ่งแรงฝีมือฉกาจ เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนบนสนามการแข่งขัน เพราะฉะนั้น HHI ต้องเทหมดหน้าตักและทุ่มสุดตัว

HHI ต้องเทหมดหน้าตักเพื่อคว้าชัย แต่ HHI กลับมีข้อด้อยที่สองเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะ HHI เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ไม่ยื่นข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์

ถูกต้องครับ…HHI ไม่ยื่นข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์

เบื้องหลังเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนจนต้องเขียนบทความใหม่ ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า HHI เน้นการซื้อมาขายไปเหมือนประเทศจีน ขายเรือคอร์เวต 2 ลำได้เป็นอันว่าจบโครงการ ได้กำไรมากได้กำไรน้อยไม่สำคัญถือว่าได้กำไรเหมือนกัน แตกต่างจากคู่แข่งขันรายอื่นซึ่งมองการณ์ไกลไปยังอนาคต

ทั้ง 3 บริษัทรู้ดีว่าฟิลิปปินส์ซื้อเรือคอร์เวตมากกว่านี้ และฟิลิปปินส์จะไม่ล้มโครงการแบบลมเพลมพัด ไม่เหมือนบางประเทศตั้งโครงการซื้อเรือฟริเกต 2 ลำมูลค่า 1 พันล้านเหรียญ ขอแก้ไขแบบเรือจนซีอีโอบริษัทผู้ชนะแอบไปนอนร้องไห้ แล้วก็ซื้อแค่เพียงลำเดียวให้คนแก้ไขแบบเรือปวดไมเกรนยกแผนก

ผลจากการจัดหาเรือฟริเกต 2 ลำ เรือยกพลขึ้นบก 4 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ 2 ลำ ช่วยให้ฟิลิปปินส์เป็นลูกค้าชั้นดีเกรด B++ ไม่ก็ A ทั้ง 3 บริษัทจึงมอบข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศ เป็นการคาดหวังคำสั่งซื้อเพิ่มเติมในอนาคตข้างหน้า อันเป็นเรื่องปรกติของการทำมาค้าขายยุคพึ่งพาตัวเอง

HHI ไม่ยื่นข้อเสนอสร้างเรือลำที่สองในประเทศฟิลิปปินส์ แล้ว HHI เป็นเต็งหามได้อย่างไร?

เป็นได้สิครับ…เพราะ HHI ทำตามความต้องการลูกค้าทุกประการ ฟิลิปปินส์ไม่เคยพูดสักคำว่าอยากสร้างเรือคอร์เวตในประเทศ แล้ว HHI จะยื่นข้อเสนอทำแมวเหมียวอะไร สู้เสนอแบบเรือขนาดใหญ่ในราคาประหยัด แล้วอัดฉีดไอเทมลับสุดยอดได้รับมาจากรัฐบาล ท้ายที่สุด HHI จะได้รับชัยชนะครั้งแรกตามที่ต้องการ

ไอเทมลับสุดยอดของ HHI คืออะไร? คำตอบก็คือเรือคอร์เวตราคาหนึ่งดอลลาร์

กองทัพเรือเกาหลีใต้มีเรือคอร์เวตชั้น Pohang ประจำการอีกตั้ง 10 ลำ แบ่งรุ่น Flight IV หรือ Flight V ให้ฟิลิปปินส์ 1 ลำได้อย่างสบาย ถ้ากองทัพเรือฟิลิปปินส์เลือกแบบเรือ HDC-3100 จะได้รับเรือคอร์เวตใหม่เอี่ยม 2 ลำกับเรือคอร์เวตมือสอง 1 ลำ ส่งผลให้ตัวเองมีเรือคอร์เวต 4 ลำน้อยกว่าแผน Horizon สองเพียง 2 ลำ นี่คือหนึ่งในหลายๆ สาเหตุที่ HHI ได้เป็นเต็งหนึ่งโครงการ

          รัฐบาลฟิลิปปินส์อยากให้โครงการจัดหาเรือคอร์เวตเสร็จสิ้นภายในปี 2022 จะได้ตัดงบประมาณมาสั่งซื้อเรืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว แล้วเรามาคอยดูกันว่าท้ายที่สุดบริษัทไหนจะเข้าวิน

                                        +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

เอกสารดาวน์โหลด : NAVAL & SPECIAL SHIP BUSINESS UNIT บริษัท Hyundai Heavy Industry

https://gbp.com.sg/stories/four-shipyards-compete-for-philippine-navys-corvette-acquisition-project/

https://web.facebook.com/MaxDefense/posts/hyundai-heavy-industries-updated-its-naval-and-special-ship-business-unit-produc/1600939586743359/?_rdc=1&_rdr

http://maxdefense.blogspot.com/2021/08/the-philippine-navys-new-corvette.html

https://defencehub.live/threads/pn-corvette-acquisition-program-horizon-2.9053/?fbclid=IwAR1LljfrfED0N2Zun4HDV_Z9aTZFWT_YfN-a_kXzRCjN3UYhXdX0IDBUL-E

https://www.navalnews.com/naval-news/2021/01/turkey-launches-the-lead-ship-of-i-class-frigates-istanbul/

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/kp5etg/first_istif_class_frigate_tcg_istanbulf515_it/

https://www.pna.gov.ph/articles/1108665

https://www.phdefenseresource.com/2019/11/corvette-acquisition-project-lots-1-and.html

www.navy.mil.ph

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_active_Indonesian_Navy_ships

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564

Egyptian Navy Air Defence System

         

กองทัพเรืออียิปต์มีการเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง จนมีเรือรบชนิดต่างๆ ครบถ้วนทุกกองเรือ ติดอาวุธและเรดาร์รุ่นใหม่ทันสมัย สร้างความน่าเกรงขามให้กับฝ่ายตรงข้าม อียิปต์ผลักดันตัวเองขึ้นมายืนโดดเด่นในอันดับต้นๆ หากพูดถึงกองทัพเรือในดินแดนตะวันออกกลาง วินาทีนี้บ้านเกิดโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ครองตำแหน่งจ่าฝูง

ผู้เขียนเฝ้ามองพัฒนาการกองทัพเรืออียิปต์มาเนิ่นนาน ในวันนี้เองมีความตั้งใจเขียนบทความถึงพวกเขาเป็นครั้งแรก โดยเลือกที่จะเขียนถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ เน้นมาที่อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานกับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด อันเป็นอาวุธสำคัญในการรักษากองเรือให้อยู่รอดปลอดภัย

ไม่พูดพล่ำทำเพลงเดี๋ยวยาวเกินเหตุ เข้าสู่เนื้อหาบทความกันเลยดีกว่า

อาวุธจากอเมริกา

ระหว่างปี 1984 กองทัพเรืออียิปต์ประจำการเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีชั้น Descubierta สร้างโดยอู่ต่อเรือBAZAN ประเทศสเปนจำนวน 2 ลำ เรือชื่อ El Suez (F946) กับ Abou Qir (F941) ถือเป็นการยกระดับและสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรือรบรุ่นใหม่ทันสมัยติดอาวุธครบ 3 มิติที่แท้จริง

เห็นดีไซน์ปล่องระบายความร้อนรูปตัววีไหมครับ นี่คืออัตลักษณ์ช่วยบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า  BAZAN ใช้แบบเรือประเทศเยอรมันมาพัฒนาเพิ่มเติม ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นแบบเรือตระกูล Meko นั่นเอง

เรือคอร์เวตมีระวางขับน้ำสูงสุด 1,482 ตัน ยาว 88.8 เมตร กว้าง 10.4 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU จำนวน 4 ตัว ความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการ 4,000 ไมล์ทะเล ระบบอาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Oto 76/62  Compact ที่หัวเรือ 1 กระบอก ปืนกล Bofors 40L70 จำนวน 2 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Bofors ขนาด 375 มม.จำนวน 1 แท่นยิง ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแท่นยิงแฝดสาม 2 แท่นยิง อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 นัด อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ASPIDE Mk1 จำนวน 8 นัด ผู้เขียนใช้คำว่าติดอาวุธล้นลำไม่น่าจะมีใครคัดค้านนะครับ

ระบบเรดาร์บนเรือก็มากันล้นลำเช่นกัน บนสุดเสากระโดงคือเรดาร์ควบคุมการยิง WM25 สำหรับอาวุธปืนและ ASPIDE มาพร้อมระบบควบคุมการยิงสำรอง Target Designstion Sight หรือ TDS จำนวน 2 ตัว มีเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ ZW-06 เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ DA-05 ระบบตรวจการแพร่คลื่นเรดาร์หรือ ESM รุ่น Elettronica ELT 211 ระบบส่งสัญญาณรบกวนการแพร่คลื่นเรดาร์หรือ ECM รุ่น Elettronica ELT 318 มองเห็นจานส่งสัญญาณรบกวน ELT 828 จำนวน 4 ใบอย่างชัดเจน ปิดท้ายด้วยโซนาร์ปราบเรือดำน้ำรุ่น DE-1167 LF ที่หัวเรือ มีพื้นที่ว่างเล็กน้อยท้ายปืนกล 40 มม.ใช้เป็นจุดรับส่งคนหรือยุทธปัจจัยจากเฮลิคอปเตอร์

เรือคอร์เวตชั้น Descubierta ของอียิปต์ขนาดใกล้เคียงเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ยาวกว่ากันเพียง 12 เมตรแต่ระวางขับน้ำมากกว่าถึง 522 ตัน ระบบเรดาร์เหมือนกันราวกับลอกการบ้าน ระบบอาวุธใกล้เคียงกันเหลือเกิน แต่เรืออียิปต์มีจรวดปราบเรือดำน้ำ Bofors กับระบบ ECM เพิ่มเติมเข้ามา

ช่วงเวลาที่กองทัพเรือไทยมีโครงการเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี ไม่ทราบเหมือนกันว่าบริษัท BAZAN ยื่นซองเข้าประกวดหรือไม่ ถ้าได้ลำนี้มาแทน PFMM Mk.16 ของบริษัททาโคม่า โบ้ทบิลดิ้ง จะทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อต้องออกสู่ทะเลลึกคลื่นลมแรงตลอดเวลา

กองทัพเรืออียิปต์ปรับปรุงเรือทั้ง 2 ลำให้ทันสมัยกว่าเดิม ระบบตรวจการแพร่คลื่นเรดาร์หรือ ESM รุ่น Elettronica ELT 211 ถูกแทนที่ด้วย ES-3601เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ ZW06 ยังอยู่ที่เดิมก็จริง แต่มีเรดาร์ Scout Mk3 เพิ่มเติมเข้ามาที่ปลายปีกขวาเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ DA-05 รวมทั้งมีการติดตั้งระบบโซนาร์ลากท้าย Variable Depth Sonar หรือ VDS บริเวณท้ายเรือ ผู้เขียนขอเดาว่าเป็นรุ่น Thomson Sintra TSM 2064 ติดประมาณก่อนปี 2000 เนื่องจากเป็นรุ่นยอดนิยมใช้งานบนเรือขนาดเล็กจำนวนหลายชาติ

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ASPIDE Mk1 ผลิตโดยบริษัท Selenia ประเทศอิตาลี โดยการซื้อลิขสิทธิ์ AIM-7E Sea Sparrow ของอเมริกามาปรับปรุงเพิ่มเติมแล้วผลิตเอง ระยะยิงลดลงมาเล็กน้อยจาก 10 ไมล์ทะเลเหลือ 8 ไมล์ทะเล ต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงช่วยนำวิถีจนกระทั่งพุ่งทำลายเป้าหมาย ส่วนแท่นยิง Albatros ขนาด 8 ท่อยิงก็ซื้อลิขสิทธิ์แท่นยิง Mk-29 ของอเมริกามาผลิตเองเช่นกัน มีเพียงแท่นยิง Albatros ขนาด 4 ท่อยิงที่ Selenia พัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเอง

เรือคอร์เวตชั้น Descubierta กับ ASPIDE Mk1 เป็นเสาหลักให้กองทัพเรืออียิปต์ตั้งแต่ปี 1984 ถึงปี 1996 เมื่อมีเรือฟริเกตจากอเมริกาตามมาสมทบภาระอันหนักอึ้งก็พลันเบาบาง ขณะที่เรือหลวงรัตนโกสินทร์กับ ASPIDE Mk1 เป็นเสาหลักให้กองทัพเรือไทยตั้งแต่ปี 1986 ถึงปี 2016 หรือ 30 ปีเต็ม ต้องรอให้เรือหลวงนเรศวรกับเรือหลวงตากสินปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานเสียก่อน ตำแหน่งเดอะแบกหาใช่ได้มาเพราะจับฉลากได้

ปัจจุบันเรือคอร์เวตชั้น Descubierta ยังคงประจำการตามปรกติ ในภาพประกอบเรือ El Suez (F946) กำลังฝึกซ้อมทางทะเล PASSEX กับเรือพิฆาต USS Winston กองทัพเรืออเมริกาในทะเลแดงระหว่างปี 2018 ไม่ทราบว่ามีการซ้อมยิง ASPIDE เหมือนเรือหลวงรัตนโกสินทร์เคยซ้อมยิงกับเรือรบอเมริกาด้วยหรือไม่

เรือลำถัดไปเป็นเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Ambassador MK III อันเป็นแบบเรือบริษัท VT Halter Marine ประเทศอเมริกา (ผู้เขียนเพิ่งรู้จักวันนี้เอง) เข้าประจำการระหว่างปี 2013 ถึงปี 2015 จำนวน 4 ลำ โดยใช้งบประมาณ 1.29 พันล้านเหรียญหรือลำละ 322.5 ล้านเหรียญ เห็นราคาแล้วหมดความอยากได้ในบัดดล

เรือทันสมัยจาก VT Halter Marine มีระวางขับน้ำ 600 ตัน ยาว 63 เมตร กว้าง 10 เมตร กินน้ำลึก 2 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU 4 ตัวทำความเร็วสูงสุด 41 นอต ระยะปฏิบัติ 2,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต ใช้ระบบอำนวยการรบ TATICOS เรดาร์ควบคุมการยิง STING-EO เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ MRR-3D NG และเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Scout Mk3 พูดง่ายๆ ก็คือใช้ระบบ THALES แบบยกลำ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก็ใช้ของ THALES เช่นกัน มาพร้อมระบบ Datalink ทันสมัยมาตรฐานกองทัพเรืออียิปต์

อาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Oto 76/62 Super Rapid ที่หัวเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 8 นัดบริเวณกลางเรือ ต่อกันด้วยระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 1B รุ่นใหม่ล่าสุด ท้ายเรือติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM โดยใช้แท่นยิง Mk 49 ขนาด 21 ท่อยิง ภาพใหญ่อาจมองไม่ชัดเจนผู้เขียนมีภาพเล็กมุมบนขวาเพิ่มเติมเข้ามา

ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 1B ใช้ปืนกล 20 มม.หกลำกล้องรวบทำงานคู่กับเรดาร์ตรวจการณ์ เรดาร์ติดตามเป้าหมาย และระบบออปทรอนิกส์ชุดใหญ่จัดเต็ม ทำงานอัตโนมัติจัดการเป้าหมายด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ ระยะยิงไกลสุดประมาณ 3 กิโลเมตร ระยะยิงหวังผลอยู่ที่ 2 กิโลเมตร

ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RIM-166 Rolling Airframe Missile หรือ RAM เป็นอาวุธทันสมัยที่อเมริกา เยอรมัน และเดนมาร์กพัฒนาร่วมกัน ต่อมาเดนมาร์กได้ขอถอนตัวก่อนอาวุธผลิตใช้งานจริง ส่งผลให้แท่นยิงขนาด 10 ท่อยิงซึ่งเดนมาร์กตั้งใจนำมาใช้บนเรือตัวเอง ไม่มีการผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานจริงไปด้วย

ในการออกแบบช่วงแรกซึ่งยังคงอยู่ครบทั้ง 3 ชาติ ตัวจรวดจะนำเทคโนโลยีบางอย่างจาก STINGER และ SIDE WINDER มาใช้งาน ระยะยิงอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 10 กิโลเมตร โดยมีความเร็วสูงสุด 2.5 มัค

เมื่อ RAM ถูกยิงออกมาจะหมุนรอบตัวเองเพื่อรักษาเสถียรภาพและทิศทาง (ตามชื่อนั่นแหละครับ) นำวิถีโดยการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์จากเรดาร์เป้าหมาย จากนั้นระบบนำวิถีจากการแพร่คลื่นความร้อนที่หัวจรวด จะถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานเพื่อนำวิถีในช่วงสุดท้าย กรณีการกระตุ้นมีปัญหาหรือไม่สามารถล็อกเป้าจากการแพร่คลื่นความร้อน จะใช้การแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์จากเรดาร์เพื่อพุ่งทำลายเป้าหมาย

จากคอนเซ็ปต์จะพบว่า RAM ออกแบบมาเพื่อจัดการอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ มีระบบนำวิถีภาครับ 2 ระบบทำงานคู่กัน ปัญหาก็คือราคาค่อนข้างแพง แต่ใช้จัดการอากาศยานไร้คนขับ เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินที่ไม่ได้เปิดเรดาร์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ใช้งานระบบนำวิถีจากการแพร่คลื่นความร้อนได้เพียงอย่างเดียว

เมื่อผลิตขึ้นมาใช้งานจริงมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ความเร็วสูงสุดลดลงมาเหลือเพียง 2 มัค รองรับระบบนำวิถีซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเดิม (จรวดวิ่งเร็วเท่าไรระบบนำวิถีต้องมีประสิทธิภาพสูงตามกัน) ถอดระบบนำวิถีโดยการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์จากเรดาร์เป้าหมายออกไป ใช้สัญญาณวิทยุในการตรวจวัดทิศทางและความเร็วเป้าหมาย ทำงานคู่กับระบบนำวิถีจากการแพร่คลื่นความร้อน ราคาถูกลงจนสามารถผลิตออกมาใช้งานจริงสำเร็จ และจัดการเป้าหมายที่ไม่มีเรดาร์หรือไม่เปิดเรดาร์ได้ดีกว่าเดิม

ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 1B และ RAM บนเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Ambassador MK III มีประสิทธิภาพสูงกว่า ASPIDE Mk1 บนเรือคอร์เวตชั้น Descubierta แบบเทียบกันไม่ติด เพียงแต่ระยะยิงหวังผลน้อยกว่ากันพอสมควร เพราะถูกออกแบบให้ป้องกันเรือเป็นปราการด่านสุดท้าย

Phalanx Block 1B ราชนาวีไทยมีใช้งานบนเรือหลวงภูมิพลจำนวน 1 ระบบ ส่วน RAM เรายังไม่เคยมีใช้งานมาก่อน ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าควรจัดหามาติดตั้งกับเรือรบรุ่นใหม่ในอนาคต เพราะมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ใช้พื้นที่ไม่มาก และไม่ใช่พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ ราคาอาจแพงเล็กน้อยแต่ไม่ต้องใช้งานอุปกรณ์ควบคุมการยิง

ถ้าสู้ราคา RAM อเมริกาไม่ไหวจริงๆ หันมามอง RAM เมืองจีนก็ได้นะครับ

เรือเล็กยิงไกลเรือใหญ่ยิงใกล้

กองเรือฟริเกตอียิปต์ก่อนปี 2000 น่าเกรงขามไม่ใช่น้อยๆ กำลังรบหลักคือเรือมือสองจากอเมริกาจำนวน 6 ลำ ประกอบไปด้วยเรือฟริเกตชั้น Knox จำนวน 2 ลำ และเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry จำนวน 4 ลำ โดยมีเรือฟริเกตส่งออกชั้น Type 053 จากจีนจำนวน 2 ลำเป็นเดอะภาระหรือลูกหาบ

ผู้เขียนขอเขียนถึงเรือฟริเกตชั้น Knox ไม่ยาวสักเท่าไร ประกอบไปด้วยเรือชื่อ Domyat (F961) กับ Rashid (F966) เข้าประจำการพร้อมกันในปี 1994 เป็นการเช่าซื้อระยะยาว 4 ปีพร้อมๆ กับเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry อีก 3+1 ลำในวงเงิน 165 ล้านเหรียญ ราคาดุเดือดพอสมควรแต่ค่อนข้างสมเหตุสมผล

 ต่อมาในปี 1998 อียิปต์ได้ขอซื้อขาดเป็นเจ้าของเรือโดยสมบูรณ์แบบ ทีเด็ดทีขาดของเรือชั้น Knox คืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ RUR-5 ASROC สามารถบรรทุกไปกับเรือได้มากสุด 16 นัด (ในแท่นยิง 8 นัด สำรองในแมกาซีนอีก 8 นัด) นอกจากนี้ยังมีตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 46 อีก 24 นัด นี่คือเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของอเมริกาในยุคสงครามเย็น สร้างด้วยมาตรฐานสูงสุดตัวเรือมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเรือรุ่นใหม่

ระบบป้องกันภัยทางอากาศสำคัญๆ เหมือนเรือหลวงพุทธฯ ของเราทั้งสองลำ บริเวณท้ายเรือติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 0 จำนวน 1 ระบบ เรือที่อเมริกาขายต่อทุกลำจะถอดแท่นยิง Mk 25 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Sea Sparrow ออกไปแล้วใส่ Phalanx เข้ามาแทน เนื่องจากไม่อยากขาย  Sea Sparrow ให้กับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกนาโต้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามเย็นกับโซเวียตนั่นเอง

เรือทั้งสองลำอายุค่อนข้างมากคือ 47 ปีกับ 48 ปี สถานะปัจจุบันยังไม่ปลดประจำการก็จริง แต่อียิปต์รับเรือที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนเรียบร้อยแล้ว ระหว่างปี 2020 มีภาพถ่ายเรือ Domyat (F961) ฝึกซ้อมทางทะเลกับเรือฟริเกตฝรั่งเศส นี่อาจเป็นภารกิจสุดท้ายของเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่ดีที่สุดลำหนึ่ง

ลำถัดไปคือเรือฟริเกตหน้าตาประหลาดที่สุดในโลก ระหว่างปี 1994 ถึง 1998 อียิปต์เช่าซื้อเรือฟริเกต ชั้น Oliver Hazard Perry จำนวน 4 ลำจากอเมริกา ก่อนทำการซื้อขาดในเวลาต่อมาเหมือนเรือฟริเกตชั้น Knox ข้อแตกต่างคือเรือชั้นนี้อายุน้อยกว่าร่วมๆ 10 ปี ออกแบบใหม่หมดมีความทันสมัยขึ้นอย่างชัดเจน ใช้ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ไม่ต้องอุ่นเครื่องก่อนออกเดินทาง รวมทั้งติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-1 บริเวณหัวเรือ

SM1-MR (RIM-67B Standard Medium Range) คืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะกลาง เริ่มเข้าประจำการในปี 1967ความเร็วสูงสุด 2.5 มัค ระยะยิงไกลสุด 19 ไมล์ทะเลหรือ 30.6 กิโลเมตร และยิงได้สูงถึง 60,000-80,000 ฟิต ออกแบบมาเพื่อรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลของโซเวียต อียิปต์ได้ SM-1 มาใช้งานเท่ากับเป็นการถีบตัวเองจากใต้ถุนขึ้นสู่เหล่าเต๊งชั้นสอง นี่คือการยกระดับโดยเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย

ที่อเมริกายอมปล่อยเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry มีสาเหตุมาจากการล่มสลายของโซเวียต ในเมื่อภัยคุกคามมีขนาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด งบประมาณที่กระทรวงกลาโหมได้รับย่อมน้อยลงตามกัน เรือฟริเกตรุ่นใหม่จำนวน 50 ลำจำเป็นต้องปล่อยออกไปบางส่วน  นี่คือที่ไปที่มาของเหตุการณ์กรุแตกในช่วงปี 1994 ถึงปี 2000 ซึ่งได้เกิดขึ้นกับสมาชิกนาโต้ครบทุกชาติพูดแบบนั้นก็คงได้

พันตรีแจ็ค รีชเชอร์ ต้องออกจากกองพันทหารสารวัตรหน่วยพิเศษที่ 110 เพราะโซเวียตล่มสลาย เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ถูกปล่อยให้เช่าด้วยเหตุผลเดียวกัน การได้ครอบครอง SM1 สร้างความอุ่นใจให้กับกองทัพเรืออียิปต์ จริงอยู่ในปัจจุบันอาจล้าสมัยไม่น่าสนใจแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่าในอดีต SM1 เกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ผ่านการทดสอบอย่างดุเดือดเพื่อเป็นตัวเลือกดีหนึ่งอันดับหนึ่งทัพเรืออเมริกา

SM-1 เบียดเอาชนะโครงการ RIM-55 Typhoon ซึ่งนำ RIM-24 Tartar มาพัฒนาเพิ่มเติมให้มีระยะยิงมากขึ้น แล้วถีบให้ Tartar ต้องปลดประจำการเร็วกว่าเดิม กองทัพเรืออเมริกาใช้งานอย่างโชกโชนในทุกๆ สมรภูมิ เคยยิงเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีของอิหร่านมาแล้ว เข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำจนสะพานเดินเรือเกิดไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก บังเอิญหัวรบขนาดเล็กเกินไปไม่อาจส่งเรือข้าศึกลงไปนอนก้นทะเล

SM-1 มีรุ่นระยะยิง 120 กิโลเมตรตามมาในภายหลัง โชคร้ายใช้งานกับเรือฟริเกตอียิปต์ไม่ได้เพราะเรดาร์ควบคุมการยิงตัวเล็กเกินไป เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศก็เป็นรุ่น 2 มิติไม่รองรับภารกิจนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามลดต้นทุนโครงการ ไม่อย่างนั้นอเมริกาจะสร้างเรือฟริเกตรุ่นใหม่ไม่ครบจำนวน 

กลับมาที่ภาพประกอบเรือฟริเกตกันอีกครั้ง หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มีการติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 1 จำนวน 1 ระบบ กลางเรือมีปืนใหญ่76/62 ติดอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างประหลาด แต่ด้วยอาวุธทั้ง 3 ชนิดทำให้เรือกลายเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ดีที่สุด หลายชาตินำไปใช้งานเป็นเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ ด้วยเหตุผลสำคัญ SM-1 จำนวน 40 นัดบนเรือราคาไม่แพง

ชมภาพเล็กมุมบนซ้ายมือกันสักเล็กน้อย เรือฟริเกต Alexandria (F911) ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 2020 โดยการใส่เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Smart-S Mk2 AESA เข้ามาแทนที่เรดาร์ AN/SPS-49 ระยะทำการน้อยกว่าเดิมก็จริงแต่ค้นหาเป้าหมายติดตามเป้าหมาย ได้ดีกว่าเดิม อียิปต์ ผู้เขียนไม่มีรายละเอียดว่าการปรับปรุงทำอะไรบ้าง รวมทั้งเจอภาพเรือชั้นนี้แค่เพียงลำเดียวเท่านั้น หากมีข้อมูลมากกว่าจะนำมาลงให้อ่านอีกครั้ง

เรือลำถัดไปเป็นของใหม่เอี่ยมอ่องอายุไม่กี่ปี เป็นแบบเรือที่หลายชาติถวิลหาอยากมีอยากได้ เบื้องหน้าเบื้องหลังมีความสลับซับซ้อนวุ่นวายพอสมควร ผู้เขียนขอเขียนถึงแค่เพียงสั้นๆ ให้พอเข้าใจเรื่องราว

ระหว่างปี 2011 กองทัพเรือรัสเซียสั่งซื้อเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบชั้น Mistral จากฝรั่งเศสจำนวน 2 ลำ กำหนดให้สร้างในฝรั่งเศส 1 ลำในรัสเซีย 1 ลำ เสร็จเรียบร้อยจึงนำมาทดสอบเดินเรือในฝรั่งเศส แก้ไขปัญหาจุกจิกและเตรียมส่งมอบเรือในปี 2015 โครงการนี้คือความร่วมมือระหว่างสองชาติใหญ่เป็นครั้งแรก

เรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบชั้น Mistral มีระวางขับน้ำเต็มที่ 21,300 ตัน ยาว 200 เมตร  กว้าง 32 เมตร กินน้ำลึก 6.3 เมตร ขนาดกำลังพอเหมาะไม่เล็กเกินเหตุไม่ใหญ่เกินไป ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Wartsila จากฟินแลนด์จำนวน 3 เครื่อง (เรือฝรั่งเศสใช้เครื่องยนต์ดีเซล Roll-Royce แค่ 2 เครื่อง) ความเร็วสูงสุด 18.8 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 10,700 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต

เรือมีจุดขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์จำนวน 6 ตำแหน่ง สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้มากสุด 16 ลำ อู่ลอยหรือ Well Deck ใส่เรือระบายพลขนาด 150 ตันได้ 4 ลำ มีพื้นที่เก็บยานยนต์ชนิดต่างๆ ได้มากสุดถึง 70 คัน รวมรถถังหลักขนาด 60 ตันจำนวน 13 ลำเข้าไป มีจุดติดอาวุธน้ำหนักไม่มากจำนวน 4 จุดรอบตัวเรือ

เรือมีความอเนกประสงค์ทำภารกิจได้หลากหลาย ทำสงครามก็ได้ช่วยคนก็ดีเหมาะสมกับยุคสมัย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ โชคร้ายในปี 2014 รัสเซียใช้กำลังทหารบุกเข้าไปในยูเครน ฝรั่งเศสจำเป็นต้องระงับการส่งเรือออกไปเรื่อยๆ ผลการเจรจาระหว่างสองชาติได้บทสรุปในเดือนกันยายน 2015 เรืออยู่กับฝรั่งเศสแต่ต้องจ่ายค่าเรือคืนให้รัสเซีย ถัดมาเพียงไม่กี่วันรัฐบาลอียิปต์ขอซื้อไปใช้งานเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์

ปี 2016 เรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบสร้างร่วมกันระหว่างฝรั่งเศสกับรัสเซีย เข้าประจำการกองทัพเรืออียิปต์แลกกับค่าเสียหาย 950 ล้านยูโร ใช้แบบเรือฝรั่งเศสก็จริงแต่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับรัสเซีย ฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต้องนับถือน้ำใจตาอยู่ละครับที่กล้าเสี่ยงตายเข้ามาครอบครอง

ได้เรือมาใช้งานอียิปต์ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม บนเสากระโดงมีเรดาร์ตรวจการณ์ 1 ตัว กับเรดาร์เดินเรือ อีก 2 ตัว จุดติดตั้งอาวุธทั้งหมดยังเป็นเพียงแท่นยิงโล่งๆ อาจเป็นเพราะกองทัพเรือต้องใช้งบประมาณกับเรื่อง จึงได้มีการปรับปรุงระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบง่ายๆ รบกวนผู้อ่านชมภาพประกอบกันเสียก่อน

ด้านล่างลูกศรสีแดงคือยานยนต์ล้อยางรุ่นฮัมวี่ของอเมริกา ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ AN/TWQ-1 Avenger มาพร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน FIM-92 Stringer จำนวน 8 นัด

Stringer นำวิถีจากการแพร่คลื่นความร้อนของเป้าหมาย ระยะยิงไกลสุด 5 กิโลเมตร ขนาดกะทัดรัดน่ารักน่าชัง ประสิทธิภาไว้ใจได้เสมอ ผ่านศึกสงครามมาแล้วอย่างโชกโชน มีทั้งรุ่นประทับบ่ายิง ติดตั้งบนแท่นยิงแฝดสอง ติดตั้งบนแท่นยิงแฝดสี่เหมือนในภาพ และรุ่นใช้งานบนอากาศยานปีกหมุนกับอากาศยานไร้คนขับ

การนำ Avenger มาใช้งานบนเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาด 21,300 ตัน เป็นทางเลือกชั่วคราวจนกว่าเรือจะได้รับการติดอาวุธ ถามผู้เขียนว่าดีไหมคำตอบก็คืองั้นๆ ข้อดีคือสามารถนำ Avenger มาติดตั้งมุมไหนของเรือก็ได้ เพียงแต่ต้องยึดติดด้วยโซ่ทั้ง 4 มุมให้หนาแน่น ข้อเสียก็คือต้องรอให้ Stringer ล็อกเป้าหมายเกิดเสียงดังตุ๊งเสียก่อนถึงจะกดปุ่มยิงได้ ใช้งานจริงรับรองชักช้าไม่ทันรับประทานแน่นอน

แต่ก็อย่างว่า…ของแบบนี้มีย่อมดีกว่าไม่มี

ฝรั่งเศสมาแล้วจ้า

          วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2015 บริษัท DCNS เซ็นสัญญาร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอียิปต์ เรื่องการส่งมอบเรือฟริเกตขนาด 6,000 ตันจำนวน 1 ลำ ในสัญญาเป็นเรือสร้างเสร็จแล้วพร้อมส่งมอบในอีกไม่กี่เดือน

          เรือลำดังกล่าวถูกตั้งชื่อไว้แล้วว่า D-651 Normandie เป็นเรือฟริเกตชั้น Aquitaine ลำที่สองกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยใช้แบบเรือชั้น FREMM ซึ่งถูกออกแบบร่วมกันระหว่างฝรั่งเศสกับอิตาลี แต่ติดอาวุธกับเรดาร์แตกต่างกันตามความต้องการแต่ละชาติ รูปร่างหน้าตาก็แตกต่างกันสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน

D-651 Normandie อยู่ระหว่างทดสอบเดินเรือขั้นตอนสุดท้าย ในเมื่อ DCNS หรือปัจจุบันคือบ Naval Group กล้าขายต่อให้อียิปต์ หมายความว่าเคลียร์กับเจ้าของเดิมเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลาดังกล่าวอียิปต์ซื้ออาวุธจากฝรั่งเศสค่อนข้างมาก ทั้งเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ 4 ลำ เรือฟริเกต 1 ลำ เครื่องบินขับไล่ Rafale อีก 24 ลำ รวมทั้งให้ความสนใจเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบชั้น Mistral ซึ่งประสบปัญหาส่งมอบให้กับรัสเซียตามสัญญาไม่ได้

แล้วนี่อียิปต์สายแข็งมาจากไหน ถึงกล้าปาดหน้าเค้กแย่งเรือฟริเกตหน้าตาเฉย

ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจกันก่อนว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสทุกรายมีหน้าที่ขายอาวุธเป็นงานหลัก ขายให้กับทุกชาติที่อยากซื้อยกเว้นโซเวียตกับกลุ่มวอร์ซอ ประเทศที่ซื้อไปนำมายิงกันเองฉันก็จะขายอยู่ดี สำหรับดีลอียิปต์มีออปชันพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษ คือตัดอาวุธที่เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพมาประเคนถึงที่ ทั้งเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่และเรือฟริเกตทันสมัย ถ้าฝรั่งเศสซื้อเรือคอร์เวตไว้ด้วยประธานาธิบดีคงพร้อมตัดให้เห็นเช่นกัน

นอกจากเรื่องตัดอาวุธฝรั่งเศสยังช่วยเหลือเรื่องเงินๆ ทองๆ โดยการหาแหล่งเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำมานำเสนอ บริการ One Stop Service สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักมีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอียิปต์เดินยิ้มแป้นออกมาขึ้นรถ เขาไม่ทันรู้ตัวสักนิดว่าประเทศมีหนี้สินเพิ่มขึ้นห้าพันล้านยูโร

เบื้องหลังพ่อค้าอาวุธรายใหญ่จากเมืองน้ำหอมมีเพียงเท่านี้ ชมรายละเอียดเรือฟริเกตชื่อ ENS Tahya Misr (FFG-1001) กันสักนิด เรือมีระวางขับน้ำ 6,000 ตัน ยาว 142 เมตร กว้าง 19.8 เมตร กินน้ำลึก 4.9 เมตร ระบบขับเคลื่อน CODLOG ความเร็วสูงสุด 27 นอต ระยะปฏิบัติการ 6,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต

อาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Oto 76/62 Super Rapid ที่หัวเรือ ปืนกลอัตโนมัติ 20 มม. Nexter Narwhal เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 3 ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mu 90 ทีเด็ดทีขาดคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aster 15 จำนวน 16 นัด ทำงานร่วมกับเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Herakles รูปทรงสี่เหลี่ยมพิระมิดบนยอดเสากระโดง

Aster 15 พัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีใหม่เอี่ยม สามารถจัดการอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบได้เป็นอย่างดี โดยใช้เรดาร์ตรวจการณ์ช่วยนำวิถีเข้าใกล้เป้าหมาย จากนั้นเรดาร์ที่ปลายจมูกจะทำการล็อกเป้าหมายด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเรดาร์ควบคุมการยิงบนเรือ สามารถยิงพร้อมกันหลายทิศทางในโหมดซัลโว

ระยะยิงไกลสุดของ Aster 15 คือ 30 กิโลเมตร ระยะยิงใกล้สุด 1.5 กิโลเมตรใช้งานแทนระบบป้องกันตนเองระยะประชิดหรือ CIWS ได้ ถูกติดตั้งบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศของฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ ราคาอาจแพงสักนิดแต่มาประหยัดเรื่องเรดาร์ควบคุมการยิง นี่คือมือวางอันดับหนึ่งจากยุโรปตัวจริงเสียงจริง

ปรกติเรือฟริเกตชั้น Aquitaine จะมีแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 32 ท่อยิง ทว่าเรือ ENS Tahya Misr มีเพียง 16 ท่อยิง (ผู้เขียนใส่ภาพเล็กไว้ที่มุมบนซ้าย) เนื่องจากไม่ได้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล อุปกรณ์สำคัญที่หายไปด้วยคืออุปกรณ์รบกวนคลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ECM รุ่น NETTUN0 4100 กับระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมทางทหาร Syracuse ซึ่งกองทัพเรือฝรั่งเศสใช้ช่วยนำวิถีให้กับอาวุธปล่อยหลายรุ่น

การจัดหาเรือฟริเกตลำนี้ไม่ได้อยู่ในแผนระยะยาว อียิปต์นำมาเสริมทัพเพิ่มเติมหาใช่ทดแทนเรือเก่าปลดประจำการ ส่งผลให้พวกเขามีระบบป้องกันภัยทางอากาศทันสมัยเทียบเท่ากองทัพเรือซาอุดีอาระเบีย วันใดหากเกิดสงครามเรือลำนี้จะเป็นด่านแรกในการเข้าปะทะ และเป็นเรือรบตัวท๊อปอันดับหนึ่งในเขตทะเลแดง

ช่วงครึ่งแรกของบทความบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตอียิปต์อายุมากกว่า 30 ปีทุกลำ มีความจำเป็นต้องเสริมทัพด้วยเรือรบใหม่เอี่ยมทันสมัย หนึ่งในนั้นก็คือโครงการเรือคอร์เวตอเนกประสงค์

ระหว่างปี 2014 รัฐบาลอียิปต์เซ็นสัญญากับบริษัท DCNS มูลค่า 1 พันล้านยูโรหรือ 1.2 ล้านเหรียญ เพื่อจัดหาเรือคอร์เวตชั้น Gowind 2500 เข้าประจำการจำนวน 4 ลำ เมื่อนำตัวเลขมาหารสี่เท่ากับเรือราคาลำละ 300 ล้านเหรียญ โดยเรือ 2 ลำแรกสร้างในฝรั่งเศสเรือ 2 ลำหลังสร้างในอียิปต์ พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการต่อเรือยุคใหม่ให้กับลูกค้า อันเป็นสูตรการจัดหาอาวุธที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ชาติอื่นจะลอกการบ้านแบบโต้งๆ ไม่ต้องใช้แผนหักเหลี่ยมเหนือชั้นให้มันวุ่นวายเอาตามนี้เลย

ได้เรือรบรุ่นใหม่รูปทรงลดการตรวจจับด้วยเรดาร์เท่านั้นยังไม่พอ จำเป็นต้องจัดหาอาวุธทันสมัยนำมาใช้งานกับเรือด้วย อียิปต์จึงล้วงกระเป๋าควักเงินให้ฝรั่งเศสอีก 500 ล้านยูโร เพื่อให้เรือตัวเองมีความน่าเกรงขามมากขึ้น ทำการรบจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มูลค่ารวมโครงการที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 1.5 พันล้านยูโร

เรือคอร์เวตสวยมากๆ ลำนี้ระวางขับน้ำ 2,500 ตัน ยาว 102 เมตร กว้าง 16 เมตร กินน้ำลึกสุด 5.4 เมตร ระบบขับเคลื่อน CODED ความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,500 ไมล์ที่ความเร็ว 15 นอต ใช้ระบบอำนวยการรบ SETIS ของ DCNS ทำงานร่วมกับระบบเรดาร์จาก THALES แบบยกลำ มาพร้อมโซนาร์หัวเรือ Kingklip กับโซนาร์ลากท้าย CAPTAS-2 เทียบกับเรือขนาดเท่าๆ กัน Gowind 2500 ไม่เป็นสองรองใคร

อาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Oto 76/62 Super Rapid ที่หัวเรือ ปืนกลอัตโนมัติ 20 มม. Nexter Narwhal เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 3 ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mu 90 และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA จำนวน 16 นัด

VL MICA พัฒนาจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ MICA ของฝรั่งเศส มีทั้งรุ่นนำวิถีเรดาร์กับรุ่นนำวิถีคลื่นความร้อน ระยะยิงไกลสุดประมาณ 20 กิโลเมตร ใส่ได้ทั้งแท่นยิงเฉพาะความลึก 4 เมตรจำนวน 6 ถึง 12 ท่อยิง หรือแท่นยิง SYLVY ราคาแพงกว่าจำนวน 8 ถึง 16 ท่อยิง ยิงเครื่องบิน 4 ลำจาก 4 ทิศทางได้อย่างง่ายดาย ใช้วิธี Log on after lunch สุดแสนทันสมัย มีอุปกรณ์เสริมช่วยนำวิถีระหว่างเดินทางหาเป้าหมาย

แต่ VL MICA มีปัญหากับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ เพราะไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับมือโดยเฉพาะ จึงทำได้ไม่ดีเหมือน Aster 15 ESSM หรือ Sea Ceptor ได้รับความนิยมหลายชาติจัดหาไปใช้งานก็จริง ทว่าไม่มีชาติใดในยุโรปซื้อมาติดบนเรือตัวเองสักลำ ขณะที่ Umkhonto ของแอฟริกาใต้กลับมีใช้งานที่ฟินแลนด์

ปี 2019 กองทัพเรือโรมาเนียเลือก Gowind 2500 เป็นผู้ชนะโครงการจัดหาเรือทดแทนเรือฟริเกต Type 22 จำนวน 3 ลำ ถ้าโครงการนี้ไม่ถูกยกเลิกปี 2026 โรมาเนียจะเป็นชาติแรกในยุโรปที่ได้ใช้งาน VL MICA

เรามาชมภาพประกอบสุดท้ายกันสักเล็กน้อย นี่คือเรือคอร์เวตชื่อ ENS Luxor หมายเลข 986 ขณะทำพิธีปล่อยลงน้ำวันที่ 14 พฤษภาคม 2020 เป็นเรือ Gowind 2500 ลำที่สองที่อียิปต์สร้างเองในประเทศ ใช้เวลาสร้าง 1 ปีกว่าๆ ถือว่าเร็วใช้ได้เลย ส่วนภาพเล็กคือเรือคอร์เวตชื่อ ENS El Moez หมายเลข 981 ขณะทำพิธีปล่อยลงน้ำวันที่ 12 พฤษภาคม 2019 เป็นเรือ Gowind 2500 ลำแรกสุดที่อียิปต์สร้างขึ้นเองในประเทศ

ปัจจุบันการสร้างเรือรบด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก เติร์กเมนิสถานกับอียิปต์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ปัจจุบันเรือคอร์เวต Gowind 2500 เข้าประจำการแล้ว 2 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกต Type 053 HE หรือเดอะภาระผู้โด่งดัง เรืออีก 2 ลำจะนำมาทดแทนเรือคอร์เวต Descubierta หรือเดอะแบก ใช้เป็นเรือด่านสองทำงานเล็กๆ น้อยๆ ประเภทตบเด็กเตะคนแก่ และเป็นกำลังหนุนให้เรือด่านแรกในกรณีเจอของแข็งโป๊ก

อียิปต์มีออปชันซื้อเรือคอร์เวตชั้น Gowind 2500 อีก 2 ลำ ทว่าผู้เขียนดูจากทรงไม่มีการจัดหาเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น VL MICA จะมีใช้งานแค่เพียง 4 ลำ ยกเว้นเกิดคดีพลิกกับโครงการจัดหาเรือฟริเกตในอนาคต

โครงการเรือฟริเกตทดแทนเรือรบอเมริกา

          ถึงแม้อียิปต์ใช้เงินหลายพันล้านยูโรจัดหาเรือมาจากฝรั่งเศส ทั้งเรือฟริเกต เรือคอร์เวต และเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ แต่กระดูกสันหลังกองเรือผิวน้ำยังมีปัญหา เรือฟริเกตชั้น Knox จำนวน 2 ลำกับเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry อีก 4 ลำ อายุอานามมากกว่า 30 ปีเรียกคุณลุงได้อย่างเต็มปาก จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อเติมเต็ม โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการตามความเร่งรีบและความเหมาะสม

          ระหว่างปี 2020 รัฐบาลอียิปต์ข้อซื้อเรือฟริเกตชั้น Carlo Bergamini จากอิตาลีจำนวน 2 ลำ อันเป็นเรือชั้น FREMM ซึ่งถูกออกแบบร่วมกันระหว่างอิตาลีฝรั่งเศส โดยใช้วิธีการจัดหาเหมือนเรือชั้น FREMM ลำที่หนึ่ง คือขอซื้อเรือซึ่งสร้างเสร็จแล้วรอส่งมอบกองทัพเรืออิตาลี มูลค่ารวมอยู่ที่ 1.2 พันล้านยูโรหรือลำละ 600 ล้านยูโร

          ซื้อเรือด้วยวิธีนี้คุณจะได้สินค้าเร็วกว่าเดิมถึง 4 ปี ไม่ต้องมีคณะกรรมการจัดหาเรือ ไม่ต้องส่งซองเข้าประกวดให้เปลืองแสตมป์ ไม่ต้องนับคะแนนหรือกำหนดคุณสมบัติต่างๆ สนใจลำไหนกำเงินเข้าไปหาแล้วเดินจากมาแบบเชิดๆ หยิ่งๆ วิธีนี้ใช้ได้กับลูกค้ากระเป๋าหนักเท่านั้น และต้องเคลียร์กับเจ้าของเดิมให้เรียบร้อยเสียก่อน

          ที่กองทัพเรืออียิปต์เลือกซื้อเรือจากอิตาลีนั้นมีที่มาที่ไป จะนำเรือใหม่มาร่วมกองเรือกับเรือ FREMM จากฝรั่งเศสซึ่งมีลำเดียวโด่เด่ ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนกันทว่าโครงสร้างเรือย่อมเหมือนกัน การซ่อมบำรุงทำได้สะดวกกว่าเลือกแบบเรือใหม่จากอังกฤษหรือเนเธอร์แลนด์

เรือชื่อ ENS Al-Galala (FFG-1002) กับ ENS Bernees (FFG-1003) เข้าประจำการเรียบร้อยแล้ว ใช้หมายเลขเรือต่อจากเรือฟริเกต ENS Tahya Misr (FFG-1001) มีระวางขับน้ำ 6,700 ตัน ยาว 144.6 เมตร กว้าง 19.7 เมตร กินน้ำลึก 4.9 เมตร ระบบขับเคลื่อน CODLOG ความเร็วสูงสุด 27 นอต ระยะปฏิบัติการ 6,800 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต เป็นเรือฟริเกตก็จริงแต่ขนาดใหญ่โตกว่าเรือพิฆาตหลายลำ

อาวุธป้องกันตนเองประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ Oto 127/64 ที่หัวเรือ ปืนใหญ่ Oto 76/62 Strales เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ปืนกลอัตโนมัติ Oerlikon KBA 25 มม. อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Otomat Mk-2/A (ยังไม่เคยเห็นบนเรือเสียทีผู้เขียนจึงไม่ค่อยแน่ใจ) ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mu 90 ต่อด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aster 15 จำนวน 16 นัด ทำงานร่วมกับเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Kronos Grand Naval ในโดมทรงกลมบนยอดเสากระโดง

เรือทั้งสองลำเป็นเวอร์ชันใช้งานทั่วไป ไม่มีโซนาร์ลากท้าย CAPTAS-4 กับระบบเป้าลวงตอร์ปิโด แต่ได้ปืนใหญ่ 5 นิ้วยิงกระสุนนำวิถี Vulcano ระยะยิง 100 กิโลเมตรเพิ่มเติมเข้ามา นอกจาก Aster 15 ซึ่งถูกจัดหามาเพิ่มจำนวน 50 นัดแล้ว ยังได้ระบบป้องกันตนเองระยะประชิดขนาดลำกล้อง 3 นิ้วช่วยป้องกันภัย

Oto 76/62 Strales สามารถยิงกระสุนนำวิถี DART สกัดเป้าหมายกลางอากาศอย่างแม่นยำ เป็น CIWS ชนิดปืนที่มีระยะยิงไกลที่สุด อิตาลีใช้เป็นระบบ CIWS บนเรือฟริเกต เรือพิฆาต เรือบรรทุกเครื่องบิน รวมมาถึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง อียิปต์เป็นชาติที่สองที่ได้จัดหา Strales ไปใช้งาน ลูกค้ารายแรกคือกองทัพเรือโคลัมเบีย ติดตั้งบนเรือฟริเกตเบาชั้น Almirante Padilla ซึ่งใช้แบบเรือเยอรมันเหมือนเรือคอร์เวตประเทศมาเลเซีย

Oto 76/62 Strales ทันสมัยล้ำหน้าเกินใครก็จริง แต่กำลังจะตกรุ่นเพราะมีสินค้าใหม่กะทัดรัดกว่าและเหมาะสมกว่า นั่นคือปืนใหญ่ Oto 76/62 รุ่น Sovraponte ออกแบบมาเพื่อเป็น CIWS โดยเฉพาะ ขนาดและน้ำหนักเบากว่าเดิม ไม่ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือเป็นคลังกระสุน สามารถทำหน้าที่ได้เหมือน Strales ทุกประการ

ต้นเดือนสิงหาคม 2021 มีข่าวชิ้นหนึ่งถูกเผยแพร่ผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก อิตาลีอนุมัติขายกระสุนต่อระยะ Vulcano ขนาด 5 นิ้ว กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aster 30 ให้กับอียิปต์ เพียงแต่ข่าวนี้ยังไม่ถูกยืนยันทั้งจากคนขายและคนซื้อ เพราะฉะนั้นผู้อ่านฟังหูไว้หูแล้วกันนะครับ

Aster 30 คือการนำ Aster 15 มาใส่บูตเตอร์เพิ่มเติมเข้ามา ยาวขึ้นกว่าเดิมระยะยิงไกลขึ้นเป็น 100 กิโลเมตร รวมทั้งมีรุ่นใหม่ยิงสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลได้ด้วย สามารถใช้งานบนเรือ FREMM ทั้งของฝรั่งเศสและอิตาลี ถ้าอียิปต์ได้มาเสริมทัพจะสร้างความอบอุ่นใจให้ทั้งกองเรือ

มิตรรักแฟนเพลงของผู้เขียนมีข้อสงสัยว่า อิตาลีขายเรือฟริเกตตัวเองให้อียิปต์จากนั้นจะอย่างไรต่อ?

 คำตอบง่ายๆ คือสร้างใหม่เพิ่มเติ่มอีก 2 ลำ ลำที่หนึ่งทำพิธีวางกระดูกเรือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 ส่วนลำที่สองจะวางกระดูกเรือภายในปีนี้ สร้างเสร็จแล้วจะปล่อยลงนำในปี 2024 เข้าประจำการกุมภาพันธ์ 2025 กับสิงหาคม 2025 ตามลำดับ เท่ากับว่าอิตาลีใช้เวลาสร้างเรือจนพร้อมเข้าประจำการเพียง 4 ปี

สาเหตุหลักที่การสร้างเรือใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากเคยสร้างมาแล้วรัวๆ ถึง 10 ลำ เรือฟริเกต FREMM ของอิตาลีขายให้กองทัพเรืออเมริกาได้ด้วย สั่งซื้อแล้ว 3 ลำในอนาคตจะตามมาอีกสิบกว่าลำ ฉะนั้นทีมงานทุกคนมีความพร้อมเสียเหลือเกิน ชาติไหนมีเงินอยากได้เรือเร็วๆ ติดต่อ Fincantieri โดยตรงได้เลย

เรือฟริเกตชั้น FREMM จากอิตาลีทั้ง 2 ลำจะเข้ามาแทนเรือฟริเกตชั้น Knox ใช้เป็นเรือด่านแรกพร้อมปะฉะดะเรือทุกลำที่ริอ่านบุกรุกเข้ามา ส่วนเรือใหม่ที่จะมาแทนเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry อันที่จริงอียิปต์จัดหาก่อนเรือชั้น FREMM จากอิตาลีเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเรือสร้างใหม่ย่อมมีความล่าช้ากว่ากันตามปรกติ

เดือนพฤศจิกายน 2018 บริษัท ThyssenKrupp Marine Systems หรือ TKMS แห่งประเทศเยอรมัน ขายเรือฟริเกตชั้น Meko-A200EN ให้กับกองทัพเรืออียิปต์จำนวน 4 ลำ แบ่งเป็น 3 ลำแรกสร้างในเยอรมันและลำสุดท้ายสร้างในประเทศลูกค้า TKMS จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นที่ปรึกษาจนเรือสร้างเสร็จ โดยมีออปชันซื้อเรือเพิ่มอีก 2 ลำในอนาคต มูลค่ารวมอยู่ที่ 2.7 พันล้านเหรียญ หรือลำละ 675 ล้านเหรียญหรือ 500 ล้านยูโร

Meko-A200EN เป็นเรือฟริเกตอเนกประสงค์รุ่นใหม่ มีใช้งานในกองทัพเรือแอฟริกาใต้จำนวน 4 ลำ กับกองทัพเรืออัลจีเรียอีก 2 ลำ ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,700 ตัน ยาว 121 เมตร กว้าง 16.7 เมตร ข่าวในช่วงแรกอียิปต์จะติดตั้งระบบอาวุธและเรดาร์คล้ายเรืออัลจีเรีย ภาพประกอบสุดท้ายคือโมเดลเรือซึ่งถูกนำมาจัดแสดง

อียิปต์เลือกติดอาวุธแบบ Power Full บนเรือฟริเกตลำใหม่ ปืนใหญ่หัวเรือขนาด 5 นิ้วรุ่น Oto 127/64 ต่อด้วยแท่นยิงแนวดิ่ง 32 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Umkhonto ปืนกลอัตโนมัติ 20 มม. Nexter Narwhal จำนวน 2 กระบอกหัวเรือท้ายเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon อีก 16 นัดกลางเรือ มีโซนาร์หัวเรือกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำไม่ทราบรุ่น ติดตั้งเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถีกับตอร์ปิโดมาพร้อมสรรพ

เรืออัลจีเรียใช้ระบบอำนวยการรบกับเรดาร์จาก SAAB  บังเอิญโมเดลเรือติดเรดาร์ตรวจการณ์คล้ายคลึงเรดาร์ THALES  ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจตกลงแล้วใช้ตัวไหนกันแน่ อยากให้ชัดเจนไว้รอดูของจริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้าได้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์เจ๋งๆ มาด้วยจะ Power Full มากกว่านี้

          หลังเซ็นสัญญามีเรื่องดราม่าเกิดขึ้นเล็กน้อย ระหว่างปี 2019 อียิปต์สั่งซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Umkhonto รุ่นนำวิถีเรดาร์ 96 นัด กับรุ่นนำวิถีอินฟราเรดอีก 32 นัด ตั้งใจนำมาใช้งานบน Meko-A200EN จำนวน 4 ลำ เรื่องดราม่าก็คือบริษัท Denel ผู้ผลิต Umkhonto ประสบปัญหาด้านการเงินจนธนาคารไม่กล้าค้ำประกันสัญญา อียิปต์จึงยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วหันมองน้ำพริกถ้วยเก่าซึ่งเคยจัดหามาแล้ว 100 นัด

          วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2021 บริษัท MBDA ฝรั่งเศสแจ้งข่าวว่า กองทัพเรืออียิปต์คือลูกค้ารายแรกที่สั่งซื้ออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG (New Generation) บริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าลูกค้าจะนำไปใช้งานบนเรือลำไหน มีการคาดเดาจากหลายแหล่งข่าวจุดหมายปลายทางคือ Meko-A200EN แน่นอน

          VL MICA NG พัฒนาจากอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ MICA NG อันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานกับเครื่องบิน Rafale เริ่มวางขายเดือนตุลาคม 2020 และพร้อมส่งมอบปี 2026 ผ่านไปเพียง 4 เดือนได้ลูกค้ารายแรกประเดิมสนาม มีแนวโน้มว่าจะขายดีถ้าไม่ถูกคนกันเองเตะสกัดเสียก่อน

สินค้าใหม่ยิงได้ไกลกว่าเดิมสองเท่าหรือ 40 กิโลเมตรด้วยความเร็ว 4 มัค สามารถใช้งานแท่นยิงรุ่นเดิมไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เรดาร์ตรวจจับที่ปลายจมูกเปลี่ยนเป็นรุ่น AESA มีระบบ Datalink รุ่นใหม่ช่วยนำวิถีระหว่างเดินทางเข้าหาเป้าหมาย ประสิทธิภาพใกล้เคียง ESSM หรือ Aster 15 มากขึ้น เพียงแต่ว่ารุ่นเดิมคือ VL MICA ก็มีคำอธิบายสวยหรูไม่แตกต่างกัน แต่แล้วทำไมไม่มีชาติใดในยุโรปจัดหามาใช้งานเสียที

ต้องรอพิสูจน์ในอนาคตว่า VL MICA NG ดีจริงตามคำกล่าวอ้างหรือไม่ ข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดคือกองทัพเรือฝรั่งเศสควรจัดหามาใช้งานบ้าง กล้าๆ หน่อยแล้วจะรุ่งมิตรรักแฟนเพลงท่านหนึ่งได้กล่าวไว้

กลับมาที่เรือฟริเกต Meko-A200EN อีกครั้ง วันที่ 30 เมษายน 2021 มีพิธีปล่อยเรือฟริเกตลำแรกลงน้ำที่ประเทศเยอรมัน ในภาพเล็กมุมล่างขวาจะเป็นบั้นท้ายเรือลำนี้ ส่วนเรือลำใหญ่ในภาพเล็กคือเรือฟริเกตลำที่สอง กำลังจะมีพิธีปล่อยเรือลงน้ำภายในเดือนกันยายน พร้อมๆ กับการเดินหน้าสร้างเรือลำที่สามควบคู่กันไป

อู่ต่อเรือเยอรมันสร้างเรือได้รวดเร็วไม่แพ้จีน ตุรกี ฝรั่งเศส หรืออิตาลี โครงการนี้ถ้ามีปัญหาน่าจะเป็นเรือลำที่สี่แค่ลำเดียว อียิปต์ต้องการสร้างเองมันน่าหวาดเสียวตรงนี้แหละ ผู้เขียนสมมุติว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ กองเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ของอียิปต์ในปี 2026 มีความเป็นไปได้ 2 ทางเลือก

ทางเลือกที่หนึ่งปลดประจำการเรือเก่าทั้งหมด พวกเขาจะมีเรือคอร์เวต Gowind 2500 จำนวน 4 ลำ เรือฟริเกต FREMM จำนวน 3 ลำ และเรือฟริเกต Meko-A200EN จำนวน 4 ลำ รวมทั้งหมดเท่ากับ 11 ลำ โดยมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล Aster กับ VL MICA ช่วยป้องกันภัยทางอากาศ

ทางเลือกที่สองปรับปรุงเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ใช้งานต่อไปอีก 1-2 ลำ เหมือนเรือฟริเกต Alexandria (F911) ซึ่งใส่เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Smart-S Mk2 เข้ามา พวกเขาจะมีเรือคอร์เวต Gowind 2500 จำนวน 4 ลำ เรือฟริเกต FREMM จำนวน 3 ลำ เรือฟริเกต Meko-A200EN จำนวน 4 ลำ และเรือฟริเกตแค้นได้ก็ตายยากจากอเมริกาอีก 2 ลำ รวมทั้งหมดเท่ากับ 12 ถึง 13 ลำ โดยมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล Aster VL MICA และ SM-1 (ถ้ายังใช้งานได้) ช่วยป้องกันภัยทางอากาศ

เป็นไปได้ว่าอียิปต์อาจปรับปรุงเรือฟริเกต Alexandria (F911) เพียงลำเดียว อยู่กองเรือเดียวกับเรือชั้น FREMM ไปอีกสักพักหนึ่ง เมื่อโครงการสร้างเรือ Meko-A200EN ด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อย อาจมีการจัดหาเรือชั้น FREMM เพิ่มเติมเข้ามาอีก 1 ลำ จะได้มี 4 ลำครบถ้วนเหมือนดั่งกองเรืออื่นๆ

สำหรับกองเรือผิวน้ำขนาดเล็กมีระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx  Block 1B กับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM ช่วยดูแลป้องกันภัยทางอากาศ อียิปต์มีเรือติดปืนกล 30 มม.หกลำกล้องรวบรุ่น AK630 กับปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดรุ่น DARDO ใช้งานจำนวนหนึ่ง อาจไม่ค่อยทันสมัยแต่ยังใช้งานได้ดีระดับหนึ่ง

บทความเรื่อง Egyptian Navy Air Defence System ยิ่งเขียนยิ่งสนุกยิ่งน่าสนใจ ผู้เขียนไม่อยากให้จบจริงๆ แต่มันถึงเวลาแล้ว ไว้พบกันใหม่บทความหน้าซึ่งอาจไม่ยาวเท่านี้….สวัสดีรอบวงครับผม

++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

เอกสารดาวน์โหลด : Egypt becomes the first international customer for MBDA’s VL MICA New Generation surface-to-air system

https://twitter.com/cavasships/status/1004745094203957248

https://dfnc.ru/en/world-news/vl-mica-ng-missiles-for-the-egyptian-navy/

https://www.navalnews.com/tag/egypt/

https://www.navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-news-archive/year-2015-news/february-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2426-new-success-in-egypt-for-dcns-and-its-fremm-frigate-plus-some-technical-details.html

https://www.navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-news-archive/year-2015-news/june-2015-navy-naval-forces-defense-industry-technology-maritime-security-global-news/2836-dcns-transfered-the-fremm-frigate-tahya-misr-to-the-egyptian-navy.html

https://en.wikipedia.org/wiki/ENS_Tahya_Misr

https://www.navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-news-archive/2021/april/10078-egyptian-frigate-meko-a200en-to-be-launched.html

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/g88mwc/scale_model_of_thyssenkrupps_meko_a200en_for/

https://twitter.com/mahmouedgamal44

https://besthqwallpapers.com/ships/ens-bernees-ffg-1003-egyptian-navy-egyptian-frigate-egyptian-warships-171792

https://en.wikipedia.org/wiki/FREMM_multipurpose_frigate

https://www.defenceweb.co.za/featured/egypt-selects-vl-mica-missile-for-its-frigates-after-umkhonto-deal-falls-through/

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_ships_of_the_Egyptian_Navy