วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

The Lost Ship: Great Britain

เรือส่งออกที่โลกลืม: ตอนสิงโตคำราม

กาลครั้งหนึ่งเรือรบส่งออกจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญสร้างรายได้ให้กับประเทศ ในแต่ละปีมียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก หลายประเทศเจาะจงซื้อแต่เรืออังกฤษ เป็นลูกค้าหน้าเดิมผู้มีความจงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแคนาดากับออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ในเครือจักรภพ เนเธอร์แลนด์ยังเคยซื้อเรือฟริเกตชั้น Type 12 ถึง 6 ลำ (สร้างเองในประเทศ) หรืออย่างอินเดียกับชิลีก็มีคำสั่งซื้อเป็นระยะๆ บริษัทน้อยใหญ่พลอยมีผลกำไรไปแบ่งสันปันส่วน

ครั้นวันเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยุค 80 เนเธอร์แลนด์ทั้งออกแบบและสร้างเรือรบด้วยตัวเอง รวมทั้งส่งออกได้ด้วยกลายมาเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ ฝ่ายแคนาดาก็เริ่มสร้างเรือเองเช่นกัน ทั้งเรือพิฆาตอาวุธนำวิถีบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้ 4 ลำ และเรือฟริเกตอเนกประสงค์ใช้ระบบแท่นยิงแนวดิ่ง  ส่วนออสเตรเลียยังคิดปันใจจากอดีตคนรักเก่า ด้วยการจัดหาเรือฟริเกตจากอเมริกาและเยอรมันมาใช้งานรวมกัน 14 ลำ ส่งผลกระทบอย่างหนักกับอุตสาหกรรมต่อเรือของอังกฤษ

บทความนี้พูดถึงเรือส่งออกจากเมืองผู้ดี ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2020 หรือ 30 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนอยากนับเฉพาะเรือรบติดอาวุธครบ 3 มิติ แต่ทำแบบนั้นบทความนี้คงสั้นที่สุดเท่าที่เคยเขียน ฉะนั้นจึงเพิ่มเรือติดอาวุธ 2 มิติกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเข้ามาด้วย จะได้สมน้ำสมเนื้อประเทศใหญ่มีประวัติยาวนาน ส่วนชื่อตอนที่ใช้คำว่า Great Britain นั้น เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสก๊อตแลนด์อยู่ด้วยนั่นเอง สิงโตยังคำรามเสียงดังหรือไม่แล้วเราจะได้รู้กัน

สิงโตคำรามเป็นตอนที่สองของซีรีส์ เรือส่งออกที่โลกลืม สามารถอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้จากที่นี่ครับ

The Lost Ship: New Rookie

เรือลำแรกเป็นแบบเรือจากบริษัท Yarrow ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือชื่อเสียงโด่งดังมีอายุยาวนานมาก คนส่วนใหญ่ล้วนคุ้นเคยบริษัทนี้เป็นอย่างดี รวมทั้งเพื่อนพี่น้องในแวดวงการทหารไทยแลนด์ เนื่องจากที่นี่เป็นอู่ต่อเรือชั้นเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นเรือฟริเกตติดจรวดต่อสู้อากาศยานลำแรกของประเทศ ทุกวันนี้ยังประจำการอยู่แม้อายุ 47 ปีเต็มเมื่อสองวันที่แล้ว

ในปี 1995 บรูไนสั่งซื้อเรือคอร์เวตรุ่นส่งออกจำนวน 3 ลำ จากบริษัท GEC-Marconi ซึ่งได้ซื้อบริษัท Yarrow มาควบรวม รัฐบาลอังกฤษอนุมัติสัญญาในปี 1998 เรือสามลำถูกสร้างและทดสอบก่อนส่งมอบในปี 2003 ตามแผนจะเข้าประจำการในปีถัดไป ให้บังเอิญรัฐบาลบรูไนปฏิเสธที่จะรับเรือ ด้วยเหตุผลหลายประการทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย อาทิเช่นเรือไม่เสร็จสมบรูณ์ตามสัญญา หรือกองทัพเรือบรูไนไม่มีความพร้อมใช้เรือทันสมัย มีการฟ้องร้องคดีความก่อนได้ข้อสรุปในปี 2007 ว่า บรูไนเป็นฝ่ายแพ้ต้องจ่ายเงิน 600 ล้านปอนด์แล้วรับเรือทั้ง 3 ลำไปครอบครอง

ถึงแพ้คดีแต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ กองทัพเรือบรูไนซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งยาว 80 เมตรบริษัท Lurssen ประเทศเยอรมันมาใช้งานจำนวน 3+1 ลำ ติดปืนใหญ่ 57 มม.ปืนกล 20 มม.และจรวดต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet มี (ขอเรียกว่า) อู่ลอยปล่อยเรือเล็กยาว 11 เมตรท้ายเรือได้ แล้วให้บริษัทนี้แหละช่วยขายเรือที่ตัวเองไม่ต้องการ เรือถูกจอดทิ้งไว้ในอังกฤษให้เพรียงเกาะเล่นสักพักใหญ่ๆ กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2012 กองทัพเรืออินโดนีเซียตกลงขอเป็นเจ้าของ


ภาพถ่ายเรือที่อินโดนีเซียได้ไปในราคามิตรภาพ จอดอยู่ที่ Barrow-in-Furness ประเทศอังกฤษหลังจากตัวเองได้เป็นเจ้าของ เห็นกันจะๆ ว่าไม่มีปืนใหญ่ติดที่หัวเรือ รวมทั้งยังไม่มีจรวดต่อสู้อากาศยาน ส่วนจะขาดอะไรอีกนั้นผู้เขียนไม่มีข้อมูลในมือ แต่ระบบเรดาร์ ระบบสื่อสาร ระบบอำนายการรบพวกนี้ติดตั้งแล้ว อินโดนีเซียซึ่งต่อราคาเรือจาก 600 ล้านเหรียญมาอยู่ที่ 380 ล้านเหรียญ ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายเงินซื้อปืนใหญ่หัวเรือด้วยหรือไม่

วันที่ 14 กรกฎาคม 2014 เรือ 3 ลำเข้าประจำการกองทัพเรืออินโดนีเซีย ประกอบไปด้วย KRI Bung Tomo หมายเลข 357 KRI John Lie หมายเลข  358 และ 359 KRI Usman-Harun หมายเลข 359 เรือคอร์เวตชั้นนี้ใช้แบบเรือ F2000  ของบริษัท Yarrow ระวางขับน้ำปรกติ 1,500 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,000 ตัน ยาว 95 เมตร กว้าง 12.8 เมตร กินน้ำลึก 3.6 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.1 กระบอก ปืนกล 30 มม.DS-30B อีก 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet 8นัด ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ 6 นัด และจรวดต่อสู้เรือรบ VL-Sea Wolf อีก 16 นัด แต่จรวดไม่มาตามนัดเพราะไม่มีสินค้าขายแล้ว มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตันแต่ไม่มีโรงเก็บ มีปล่องระบายความร้อนขนาดใหญ่สไตล์อังกฤษที่แท้จริง


แบบเรือ F2000 ติดอาวุธครบ 3 มิติมาแต่กำเนิด ถือเป็นเรือคอร์เวตเอนกประสงค์ก็จริง แต่ผู้เขียนให้น้ำหนักเรื่องป้องกันภัยทางอากาศไว้สูงสุด เพราะมีจรวดต่อสู้อากาศยานถึง 16 นัด และมีเรดาร์ควบคุมจรวดถึง 2 ตัว โดยมีออปทรอนิกส์ควบคุมปืนแยกต่างหากออกไป อย่าลืมนะครับว่าบรูไนสั่งซื้อเรือในปี 1995 ยุคนั้นเรือชั้นเพอรรี่ใหญ่ 4,000 ตันมีเรดาร์ควบคุมจรวดแค่ตัวเดียว เรือลำเล็กแค่นี้ติดอาวุธขนาดนี้ถือว่าโหดพอสมควร เพียงแต่ว่าระบบเรดาร์ก็ดี ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก็ดี ระบบสื่อสารหรือระบบอำนวยการรบก็ดี ล้วนทันสมัยบ้างล้าสมัยบ้างตามสไตล์เรือส่งออกเมืองผู้ดี

สมัยก่อนเรือส่งออกของอังกฤษส่วนใหญ่ ใช้เรดาร์ประสิทธิภาพต่ำกว่าเรือราชนาวีตัวเอง หลายประเทศจึงหนีมาใช้เรดาร์ยุโรปอาทิเช่นประเทศไทย แต่บรูไนซึ่งไม่มีความชำนิชำนาญเรื่องพวกนี้ พวกเขาได้ของดีบ้างของตกยุคบ้างทั้งๆ ที่เรือแพงเลือดสาด อีกประการก็คือรัฐบาลอังกฤษใช้เวลาอนุมัตินานมาก จนรัฐบาลบรูไนงอนตุ๊บป่องเกิดคดีฟ้องร้องในที่สุด

เรือลำแรกเนื้อหาค่อนข้างเยอะพอสมควร เรือลำถัดไปรับรองว่ายาวกว่าเดิมแน่นอน ผู้เขียนขอพาทุกคนล่องใต้มาดินแดนเสือเหลือง หนึ่งในดินแดนปกครองของอังกฤษเหมือนกับบรูไน ในปี 1992 มาเลเซียสั่งซื้อเรือฟริเกตชั้น F2000 จาก Yarrow จำนวน 2 ลำ (ก่อนบรูไน 3 ปี) สืบราคาที่ได้ 600 ล้านเหรียญรวมอะไหล่ การบริการ และการฝึกอบรมต่างๆ เรือถูกสร้างในเมือง Glasgow ของสก๊อตแลนด์ (ที่เดียวกับเรือบรูไน) ปล่อยลงน้ำปี 1994 แต่เข้าประจำการปี 1999 ถือว่าช้ามาก รวมทั้งมีปัญหาระหว่างสร้างเรือโดยเฉพาะระบบอำนวยการรบ เรามาชมภาพเรือกันก่อนดีกว่าครับ


ใช้แบบเรือ F2000 เหมือนกันแต่รายละเอียดต่างกัน เรือฟริเกตชั้น Lekiu ของมาเลเซียระวางขับน้ำสูงสุด 2,300 ตัน ยาวเพิ่มขึ้นเป็น 106 เมตร ความกว้างเท่าเดิม กินน้ำลึกเท่าเดิม ปืนใหญ่ 57 มม.แยกต่างหากจากแท่นยิงแนวดิ่ง ใต้สะพานเดินเรือสร้าง Superstructure ลงมาชนตัวเรือดูสวยและทันสมัยมากขึ้น กลางเรือมีจุดติดเรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลาง Thales DA-08 ใช้ปล่องระบายความร้อนขนาดเล็กลง เรือยางท้องแข็งย้ายมาอยู่ข้างปล่องควัน และมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเข้ามา

มาเลเซียสั่งซื้อเรือก่อนบรูไนหลายปีก็จริง แต่เป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ติดเรดาร์จากยุโรปใช้ระบบอำนวยการรบอังกฤษ ถือว่าทีมงานคัดสรรแบบเรือทำงานได้ดีพอสมควร อยากให้สังเกตเสากระโดงหลักขอเรือลำนี้ จะเห็นจุดระบายความร้อนจุดที่สองทาสีดำติดอยู่หลังเสา ตรงนี้เป็นดีไซน์เฉพาะตัวของเรือประเทศอังกฤษ เสากระโดงฝั่งนี้ต้องทำสีดำเพื่ออำพรางคราบเขม่าควัน รวมทั้งเสาระบบสื่อสารต้องทาสีดำไปด้วย

ดีไซน์นี้สามารถพบเห็นในเรือฟริเกตชั้น Type 22 เรือฟริเกตชั้น Type 23 เรือพิฆาตชั้น Type 45 ซึ่งไม่มีจุดระบายความร้อนแต่ยังแอบเนียนทาสีดำ นัยว่าป้องกันคราบเขม่าจากปล่องระบายความร้อน รวมทั้งแบบเรือฟริเกต Leander ของ BAE ผู้พ่ายแพ้ในโครงการเรือฟริเกต Type-31e มีจุดระบายความร้อนเล็กๆ หลังเสากระโดงหลักเช่นกัน

เรือฟริเกตชั้น Lekiu ถือเป็นเรือรบที่ดีที่สุดของมาเลเซีย จนกว่าโครงการเรือ LCS ของตัวเองจะเสร็จสมบรูณ์ ปัจจุบันเข้าประจำการถึง 21 ปีเข้าไปแล้ว ถ้านับรวมตั้งแต่สร้างเสร็จก็ 25 ปีพอดี มาเลเซียจึงตั้งโครงการปรับปรุงใหญ่อันประกอบไปด้วย ระบบอำนวยการรบ ระบบดาต้าลิงก์ ระบบพิสูจน์ฝ่าย รวมทั้งระบบเรดาร์ควบคุมการยิง แล้วให้บริษัท Marine Crest Technology หรือ MCT ประเทศตัวเองเป็นผู้ดูแล หลังจากเคยปรับปรุงเล็กไปครั้งหนึ่งแล้วระหว่างปี 2015


ต่อมาในงานแสดงการบิน LIMA 2019 ที่เกาะลังกาวี มีการเปิดเผยโครงการปรับปรุงระบบอำนวยการรบ โดยเปลี่ยนจากระบบ Nautis F หรือ Nautis II เหมือนเรือคอร์เวตอินโดนีเซีย มาเป็นระบบ Vibrant 01 ที่ MCT พัฒนาร่วมกับบริษัท T7 Global Bhd ประเทศตัวเอง ตามข่าวก็คือใช้ระบบทัชสกรีนแทนที่ปุ่มกด ทันสมัยเทียบเท่าของยุโรปรุ่นใหม่ราคาแพง อาจพูดได้ว่านี่คือระบบอำนวยการรบของมาเลเซีย โชคร้ายที่ระบบนี้ไม่ถูกใช้งานบนเรือรบสำคัญ เพราะเรือ LCS ชั้น Gowind ใช้ระบบอำนวยการรบฝรั่งเศส มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำลำแรกไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันไม่ทราบจริงๆ ว่าโครงการไปถึงไหนแล้ว

ปัจจุบันเรือฟริเกตชั้น Lekiu เป็นเรือแบบเดียวที่ใช้จรวด VL-Sea Wolf เนื่องจากเรือฟริเกตชั้น Type 23 ของอังกฤษเปลี่ยนมาใช้จรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor ส่วนชิลีกำลังปรับปรุงเรือเรือชั้น Type 23 ของตัวเองให้ใช้จรวด Sea Ceptor เช่นกัน รวมทั้งลูกจรวด Sea Wolf ไม่ได้ผลิตมานานมากแล้ว มาเลเซียคงไม่แคล้วตามลายแทงเพื่อนๆ แน่นอน ถ้าไม่บังเอิญเรือ LCS ใช้จรวดต่อสู้อากาศยาน VL MICA ทีนี้ถ้าเขาเลือก Sea Ceptor ซึ่งทุกอย่างใกล้เคียงกันมาก จะเป็นการสร้างภาระให้ลูกหลานในอนาคตหรือเปล่า? ต้องตามดูกันต่อไปในอนาคตไม่กี่ปีนี้แหละ

กลับมาที่แบบเรือฟริเกต F2000 อีกครั้ง ระหว่างปี 2006 มีข่าวโครงการ Jebat Batch 2 ดังกระหึ่มขึ้นมาในมาเลเซีย ใจความก็คือกองทัพเรือจะสั่งซื้อเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ วงเงิน 6 พันล้านริงกิตหรือเท่ากับ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการนี้อยู่ในแผนปรับปรุงใหญ่กองทัพชื่อ The 10th Malaysia Plan อีกที และนี่ก็คือภาพโมเดลเรือในงานแสดงเครื่องบินฟานโบโรห์ 2006 กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ การซื้อเรือ 2 ลำนี้ฝั่งอังกฤษใช้ชื่อว่า Project Brave ช่างน่าปวดหัวดีแท้


รูปร่างหน้าตาเหมือนเรือฟริเกตชั้น Lekiu นั่นแหละครับ แต่เปลี่ยนมาใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Smart-S MK2 ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง STIR 1.2 จำนวน 2 ตัว ใช้แท่นยิงแนวดิ่ง MK-56 สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM จำนวน 12 นัด และ VL-Sea Wolf  อีก 12 นัด (คอมโบเซ็ตมาเองวุ้ย) ถ้าเป็นเรือเดนมาร์คจะตั้งแท่นยิงบนดาดฟ้าเรือเป็นส่วนใหญ่ แต่เรือยูเออีกับเรือเม็กซิโกใช้วิธีฝังใต้ดาดฟ้าเรือทั้งหมด ที่เลือกแท่นยิง MK-56 เพราะมาเลเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต พวกเขาต้องการใส่จรวด ESSM บนเรือ LCS ด้วยแต่สุดท้ายก็บัวแล้งน้ำ หนีจากเรืออังกฤษไปหาเรือฝรั่งเศสก็ได้เท่านี้แหละ

มาดูแบบเรือลำใหม่กันต่ออีกหน่อย เรดาร์ตรวจการณ์ DA-08 หายไปเพราะตกรุ่นแล้ว เสากระโดงหลังย้ายมาตั้งที่เดียวกับเรืออินโดนีเซีย อาจมีโซนาร์ลากท้ายตัวไม่ใหญ่นักใส่เข้ามาด้วย โดยเรือทั้งสองลำจะสร้างขึ้นเองภายในประเทศ ข่าวนี้โด่งดังในแวดวงการทหารแดนเสือเหลืองร่วม 2 ปี ก่อนซาลงไปในที่สุดเมื่อไม่มีการเซ็นสัญญา ผู้เขียนนึกถึงโครงการติดตั้งระบบ Sadral บนเรือหลวงนเรศวรขึ้นมาทันที อุตส่าห์สั่งซื้อเป็นข่าวโด่งดังทั่วโลกแต่ทำไมของไม่มา

แบบเรือ F2000 มีการสร้างจริงจำนวน 5 ลำ ประจำการประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง แต่ Yarrow ยังมีแบบเรือทันสมัยกว่าและใหญ่กว่า ย้อนเวลากลับไปในปี 1994 เมื่อสหประชาชาติมีมติยกเลิกการคว่ำบาตร ราชนาวีแอฟริกาใต้เริ่มเดินหน้าโครงการเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ทันที ภายใต้ชื่อโครงการ Porject Sitron พวกเขาต้องการเรือรบขนาด 2,500 ตันจำนวน 4 ลำ ใช้เครื่องยนต์ CODAG ทำความเร็วสูงสุด 27 นอต โดยเรือต้องติดเรดาร์และอาวุธต่างๆ ตามความต้องการ

โครงการนี้มีผู้เข้าร่วม 6 ประเทศรวมกันมากถึง 14 แบบเรือ และถูกตัดสิทธิ์ตกรอบแรกไปก่อนจำนวนมาก เนื่องจากพ่อคุณใส่เครื่องยนต์ CODAD บ้าง CADOG บ้าง หรืออย่างแคนาดาส่งเรือตรวจการณ์ยาว 55 เมตรกับ 75 เมตรเข้าร่วมชิงชัย ลำไหนคุณสมบัติไม่ตรงแอฟริกาใต้ตัดทิ้งไม่มีเกรงใจ โครงการนี้เองอังกฤษส่งแบบเรือ F3000 มาเป็นผู้ท้าชิง


ภาพนี้คือภาพเพียงใบเดียวของเรือ F3000 เวอร์ชันปี 1994 ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,000 ตัน ยาวประมาณ 109 เมตร หัวเรือติดปืนใหญ่ 76 มม.จำนวน 2 กระบอก สะพานเดินเรือทรงเดียวกับเรือมาเลเซียและอินโดนีเซีย เสากระโดงหลักมีจุดระบายความร้อนแต่ไม่ได้ทาสีดำ ปล่องระบายความร้อนทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่เอกลักษณ์ประจำตัว ล้อมกรอบด้วยจรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen หรือจรวด Gabriel Mk 2 แอฟริกาใต้ผลิตเองจำนวน 8 นัด หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดปืนกล Denel ขนาด 35 มม.ลำกล้องคู่ 1 แท่นยิง โดยเป็นรุ่นต้นแบบที่ไม่มีการผลิตออกมาใช้งานจริง

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำสร้างเป็นห้องข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ติดระบบเป้าลวง Super Barricade ได้ 2 ถึง 4 ระบบ มีเรดาร์ควบคุมการยิง Reutech RTS 6400 สำหรับคุมจรวด Skerpioen อยู่ 1 ตัว ออปทรอนิกส์สำหรับคุมปืนเรือ Reutech อีก 2 ตัว อุปกรณ์ต่างๆ จาก Reutech แอฟริกาใต้พัฒนาขึ้นมาเอง ประเทศนี้มีของดีของเด็ดโดนใจเยอะพอสมควร


ภาพถัดไปคือภาพวาดเปรียบเทียบระหว่างเรือฟริเกต F3000 คุณ Superboy วาดในปี 2015 กับเรือฟริเกต F2000 คุณ Hood ชาวอังกฤษวาดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขนาดใหญ่กว่ากันแต่มีดีเอ็นเอเหมือนกันมาก นี่คือแบบเรืออังกฤษแท้ๆ ติดอาวุธครบ 3 มิติจากยุค 80 ตอนปลาย (บางทีอาจจะเป็นตอนต้น) ถึงตอนนี้ผู้อ่านอาจมีคำถามในใจว่า แอฟริกาใต้ติดปืนใหญ่ 76 มม.ตั้ง 2 กระบอกเพื่ออะไร? ทำไมไม่ติดจรวดต่อสู้อากาศยานเหมือนเรือบรูไน? ผู้เขียนมีคำตอบให้เลือกประกอบไปด้วย

1.ในเมื่อรัฐบาลไม่ให้งบประมาณติดจรวดต่อสู้อากาศยาน กองทัพเรือจึงขอปืนใหญ่กระบอกสองเสียเลย (เอาสิ!) ข้อดีก็คือสามารถยิงปืนทั้ง 3 กระบอกได้ 3 ทิศทาง เนื่องจากมีอุปกรณ์ความคุมปืนถึง 3 ระบบบนเรือ สู้จรวดต่อสู้อากาศยานแท้ๆ ไม่ได้ก็จริง แต่ย่อมดีกว่ามีปืนแค่ 2 กระบอกไว้คุ้มหัว จะว่าไปก็ดีเหมือนกันเนื่องจากกระสุนถูกกว่าจรวด

2.ติดปืนใหญ่สำหรับภารกิจเอนกประสงค์ไปก่อน เมื่อจรวดต่อสู้อากาศยานที่ตนเองพัฒนาสำเร็จเมื่อไหร่ ค่อยถอดปืนใหญ่กระบอกสองออกแล้วใส่จรวดเข้าไปแทน อย่างที่ทุกคนรู้ว่าแอฟริกาใต้มีจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto ซึ่งสามารถขายต่างชาติได้แล้วด้วย แต่ที่อาจลืมไปก็คือจรวดเริ่มทดสอบครั้งแรกในปี 2005 กว่าจะพร้อมเข้าประจำการจริงก็อีกหลายปี ส่วนโครงการที่อังกฤษเข้าร่วมชิงชัยตั้งแต่ปี 1994 ฉะนั้นแผนใส่ปืนใหญ่ไว้ก่อนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เลว

3.ใส่เพื่อให้โดนตัดออกจากโครงการ อย่างที่รู้กันนะครับว่าทุกๆ โครงการงบบานปลาย จะด้วยความล่าช้าหรือรัฐบาลเกิดถังแตกโดยไม่รู้ตัวก็ตาม กองทัพเรือแอฟริกาใต้จึงใส่ปืนใหญ่กระบอกสองไว้กันเหนียว มีความจำเป็นต้องหั่นงบสามารถตัดได้ทันที รอจรวดต่อสู้อากาศยานพร้อมใช้งานค่อยเสียเงินใหม่ ทำงานใหญ่ต้องฉลาดแกมโกงหาไม่แล้วจะเป็นแบบบรูไน

 แบบเรือ F3000 เข้ารอบชิงคู่กับแบบเรือ F590A จากสเปน และผลการตัดสินปลายปี 1994 เรือสเปนเป็นผู้ชนะเลิศ บังเอิญโชคร้ายปีถัดไปโครงการนี้โดนดองเค็ม ก่อนมาเริ่มต้นใหม่ในเดือนกันยายนปี 1997 โน่น คราวนี้อยู่ภายในโครงการใหญ่ชื่อ The Strategic Defence Package มีการกำหนดคุณสมบัติเรือไว้สูงกว่าเดิม โดยให้มีระวางขับน้ำ 3,000 ตันขึ้นไป ติดแท่นยิงแนวดิ่งได้มากสุดถึง 32 ท่อยิง ใช้ปืนกล Denel ขนาด 35 มม.ซึ่งทันสมัยมากกว่าเดิม จนใกล้เคียงระบบป้องกันตนเองระยะประชิดหรือ CIWS เท่ากับว่ากองทัพเรือแอฟริกาใต้ถูกรางวัลที่หนึ่งเข้าให้แล้ว

Porject Sitron เริ่มต้นชิงชัยกลางปี 1998 แบบเรือที่อังกฤษส่งเข้าร่วมชิงชัยในโครงการคือภาพใบนี้


ตัดมาจากเอกสารคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือ ในโครงการใช้ชื่อว่าบริษัท GEC Marine และใช้แบบเรือ F3000 Patrol Corvette ที่ผ่านการปรับปรุงจนจำหน้ากันเกือบไม่ได้ เรือลำนี้มีระวางขับน้ำ 3,380 ตัน ยาว 119.5 เมตร กว้าง 15 เมตร ความเร็วสูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 9,060 ไมล์ทะเล เทียบกับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,640 ตัน ยาว 124.1 เมตร กว้าง 14.4 เมตร ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,000 ไมล์ทะเล เรือเขาวิ่งไกลกว่าเรือเราถึง 2.265 เท่า ทั้งๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ CODAG เหมือนกันไม่น่าเชื่อ หรือว่าเรือเราหนักสะพานเดินเรือซึ่งสูงลิบลิ่ว?

จากภาพถ่ายเอกสารเน่าๆ ใบนี้เอง ผู้เขียนนำมาวาดเป็นภาพเรือสไตล์ Shipbuckket ได้ดังนี้


ตัวเรือรูปทรงแหลมและยาวตามสไตล์เรือรุ่นเก่า แม้มีความกว้างถึง 15 เมตรซึ่งกว้างกว่าแบบเรือ DW3000F แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งทุกรายจะดูตกรุ่นที่สุด หัวเรือถูกยกสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน จุดผูกเชือกอยู่ใต้ดาดฟ้าเรือตามสไตล์เรือ Full Stealth สร้างแผ่นเหล็กกันตกรูปทรงแหลมขึ้นพุ่งมาชนแท่นยิงแนวดิ่ง ประหลาดดีแท้เห็นมีบนเรือไล่ล่าทุ่นระเบิดของอังกฤษอีกลำ สะพานเดินเรือรูปทรงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จุดระบายความร้อนหลังเสากระโดงก็เช่นกัน จุดวางแท่นยิงจรวดต่อสู้เรือรบเจาะดาดฟ้าเรือลงไปหนึ่งชั้นครึ่ง ช่วยลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ดีในระดับหนึ่ง

มีเสากระโดงอันที่สองโผล่ขึ้นมากลางลำ ใช้เป็นจุดติดตั้งระบบสงครามอีเล็กทรอนิกส์ ขนาบสองข้างด้วยเรือยางท้องแข็งขนาดมาตรฐาน มีแท่นยิงระบบเป้าลวงตัวที่ 3 และ 4 อยู่ถัดกันไป ท้ายเรือถูกตัดเฉียงลงรวมทั้งเตี้ยลงเหมือนเรือ F2000 (เหมือนเรือหลวงกระบี่ด้วย) ปืนกล 35 มม.เปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ซึ่งผลิตออกมาใช้งานจริง เรืออังกฤษลำนี้รูปทรงแปลกประหลาดมากที่สุด ผู้เขียนเห็นครั้งแรกพลันอุทานคำว่า ‘I Ask Real!’ ทำไมไม่ทำโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ให้เต็มไปเลย ราคาสร้างเรือไม่น่าแพงกว่าเดิมสักเท่าไร (คู่แข่งอีก 4 รายยังทำได้เลยคุณ) ขาดๆ เกินๆ ราวกับรถกระบะสองตอนหาใช่รถตรวจการณ์

แบบเรือรองรับจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto ใส่เรดาร์ควบคุมการยิง Reutech RTS 6400 มาด้วยหนึ่งตัว ช่วยในการตรวจจับเป้าหมายคู่กับเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ ยิงออกไปแล้วให้ระบบอินฟาเรดในหัวจรวดค้นหาเป้าหมาย หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า ‘Locked on after lunch’ นั่นเอง ด้วยวิธีนี้ทำให้จรวดนำวิถีอินฟาเรดใช้งานได้จริงบนเรือ ปัจจุบันมีจรวดแบบนี้ผลิตออกมาขายเกลื่อนโลก ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าใครใช้งานจริงได้ดีกว่ากัน และสินค้าใครผ่านการทดสอบของจริงมากกว่ากัน

อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าจรวด Locked on after lunch ได้ แต่โปรดดูผลการทดสอบว่าจรวด Locked on เป้าหมายอะไรได้ รวมทั้ง Locked on แล้วทำลายเป้าหมายทันหรือไม่ จรวด Umkhonto กำหนดให้ยิงจรวดต่อสู้เรือรบได้ด้วย อาจได้ประมาณ MM38 Exocet หรือ Harpoon รุ่นแรกจากยุค 80 ก็เพียงพอความต้องการของเขาแหละครับ ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีจรวดรุ่นใหม่ยิงไกลกว่าเดิมแม่นยำกว่าเดิม อาจไม่เทียบเท่า ESSM หรือ Aster แต่ผลิตได้เองมันเจ๋งตรงนี้แหละ

Porject Sitron มีแบบเรือเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 5 ลำด้วยกัน ประกอบไปด้วย

1.บริษัท GEC Marine จากอังกฤษส่งแบบเรือ F3000 Patrol Corvette

2.บริษัท German Frigate Consortium หรือ GFC จากเยอรมันส่งแบบเรือ Meko A200 SAN

3.บริษัท German Frigate Consortium หรือ GFC จากเยอรมันส่งแบบเรือ Meko 200 SAN

4.บริษัท E.N. Bazan จากสเปนส่งแบบเรือ F-590B

5. บริษัท DCN จากฝรั่งเศสส่งแบบเรือ Patrol Corvette

และผลการตัดสินในปี 1999 นั้นก็คือดูคะแนนจริงจากเอกสารจริงดีกว่าครับ


คะแนนประสิทธิภาพเรือแต่ละลำนั้น Meko A200  Meko 200 และ F-590B ห่างกันไม่มาก ส่วนพ่อพระเอก F3000 ชองเราหล่นไปอยู่ที่สี่ ปิดท้ายด้วยเรือฝรั่งเศสที่มางานนี้แบบล้มมวย ต่อกันด้วยราคาสร้างเรือที่นำเสนอเข้าสู่โครงการ จะเห็นได้ว่าอันดับหนึ่งกับห้าแตกต่างกันพอสมควร เรือสเปนราคาถูกที่สุดตามมาด้วยเรืออังกฤษ ซึ่งเสนอสร้างเรือรบระวางขับน้ำ 3,380 ตัน 4 ลำในราคา 966.3 ล้านเหรียญ หารสี่แล้วออกมาเท่ากับลำละ 241.5 ล้านเหรียญ ขณะที่เรือคอร์เวตบรูไนระวางขับน้ำ 2,000 ตัน มีราคาลำละ 200 ล้านปอนด์หรือ 323 ล้านเหรียญตามค่าเงินในยุคนั้น

เรือแอฟริกาใต้ลำใหญ่กว่าประสิทธิภาพก็ดีกว่า แต่ราคาถูกกว่าเรือบรูไนแบบพลิกประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัญญามีแค่เพียงตัวเรือ ระบบเรดาร์เดินเรือ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ใช้งานทั่วไป ส่วนระบบอาวุธจะนำมาติดภายในประเทศ อารมณ์เดียวกับเรือหลวงนเรศวรนั่นแหละครับ ทำให้ตัวเรือมีราคาถูกลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้เป็นเพราะการแข่งขันค่อนข้างเข้มข้น อังกฤษอยากได้ชัยชนะจึงตัดราคาสู้อย่างเต็มที่ บังเอิญคะแนนรวมมาเป็นอันดับสี่เมื่อคิดแบบตัวเลขเปรียบเทียบ ถ้าเรือสเปนซึ่งได้อันดับหนึ่งมี 100 คะแนน เรืออังกฤษอันดับสี่จะมีแค่เพียง 74.7 คะแนน

คณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือให้เหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ซึ่งพอสรุปได้ใจความตามนี้ว่า

1.แบบเรือ Meko A200 มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนแบบเรือที่เหลือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

2.แบบเรือ F-590B และ Meko A200 รวมทั้ง Meko 200 มีความคุ้มค่าที่จะซื้อมาใช้งาน ส่วนแบบเรือ F3000 กับ Patrol Corvette นั้นไม่คุ้มค่าเงิน ตกรอบทันทีไม่มีการเจรจาเรื่องการซื้อขาย

ผลการตัดสินแบบเรือ Meko A200 SAN เป็นผู้ชนะเลิศ เนื่องมาจากแบบเรือ F-590B มีปัญหาเรื่องวิธีการชำระเงิน รวมทั้งกำหนดการส่งมอบเรือซึ่งล่าช้าเกินไป โครงการนี้เห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่า ถ้าคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือมีความแข็งแกร่ง จะสามารถคัดเลือกแบบเรือได้ตรงความต้องการมากที่สุด และสามารถเจรจาต่อรองจนได้สินค้าที่ดีที่สุดมาใช้งาน ราคาแพงขึ้นก็จริงแต่ได้เรือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งแบบเรือ F3000 พ่ายแพ้แบบหมดสภาพกลับเกาะอังกฤษ

โครงการจัดหาเรือคอร์เวตกองทัพเรือแอฟริกาใต้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความไว้นานแล้วอ่านได้จากตรงนี้

South African Corvette Program

จบจากโครงการนี้ไม่มีโครงการอื่นแล้ว ปีเดียวกันนั้นเอง GEC-Marconi กลายร่างมาเป็น BAE Systems Marines ก่อนไปรวมร่างกับอีกบริษัทเป็น BVT Surface Fleet แล้วกลับมาเป็น BAE Systems Surface Ships บริษัทลูกของ BAE ตราบจนถึงทุกวันนี้ หมายความว่าตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2018 บริษัท Yarrow ซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลกขายเรือรบได้แค่ 5 ลำ

ผู้เขียนมีคำถามให้ผู้อ่านร่วมสนุกว่า ในเมื่อเรือคอร์เวตบรูไนคือเรือรบติดอาวุธ 3 มิติลำสุดท้ายที่ Yarrow ขายออก ฉะนั้นเรือคอร์เวตบรูไนคือเรือรบติดอาวุธ  3 มิติลำสุดท้าย ที่อังกฤษขายออกนับถึงกลางปี 2018 ใช่หรือไม่?

นี่คือสถานการณ์สุดแสนรันทดใจในเมืองผู้ดี เรือส่งออกที่โลกลืมตอนต่อไปจะพาไปพบบริษัทใหญ่โต ในอดีตโด่งดังมากประเทศไทยเองก็เป็นลูกค้าเช่นกัน ไปดูสิว่าพวกเขาเจอปัญหาเหมือนกับ Yarrow ไหม ใจจริงอยากเขียนให้จบภายในตอนเดียว บังเอิญต้นฉบับ 8 หน้ากระดาษเอสี่กับ 8 บรรทัดเข้าไปแล้ว วันนี้ Superboy ขอลากันไปก่อนสวัสดีรอบวงครับ

                                     -------------------------------

อ้างอิงจาก

https://defence.pk/pdf/threads/bung-tomo-class-corvettes-indonesia.427341/

https://www.malaysiandefence.com/poll-results-jebat-batch-2-and-rm6-billion/

http://www.shipbucket.com/forums/viewtopic.php?f=12&p=194051&sid=dee3d1710e3fde658c2997363504b7ea#p194051

http://defense-studies.blogspot.com/2019/05/vibrant-01-new-cms-for-lekiu-class.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Khareef-class_corvette

https://en.wikipedia.org/wiki/Lekiu-class_frigate

https://en.wikipedia.org/wiki/Bung_Tomo-class_corvette

http://www.shipbucket.com/forums/viewtopic.php?f=13&t=5899&hilit=south+africa+corvette

https://www.malaysiandefence.com/jebat-batch-2-mock-up/

 

 


วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

The Lost Ship: New Rookie


เรือส่งออกที่โลกลืม: ตอนผู้เล่นหน้าใหม่
การสร้างเรือขึ้นเองในประเทศโดยเฉพาะเรือรบ ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของบุคคลในแวดวงการทหาร แต่การส่งออกเรือรบที่เราสร้างเองในประเทศ เปรียบได้กับถูกหวยสามตัวล่างห้าร้อยคูณห้าร้อย นอกจากคุณจะสามารถคุยโวได้ทุกเว็บบอร์ดแล้ว ยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชาติ และถ้าผลงานดีอาจมีลูกค้าทยอยสั่งซื้ออีกเพียบ รวมทั้งเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการต่อเรือให้เจริญก้าวหน้า สามารถสร้างเรือที่ดีขึ้นใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นได้ในอนาคต
ฉะนั้นแล้วทุกประเทศที่สร้างเรือได้ล้วนอยากส่งออก ปัญหาสำคัญมีแค่เพียงๆ สั้นเรื่องเดียว ทุกวันนี้หลายประเทศสามารถส่งออกได้แล้ว การแข่งขันทวีความรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แทบไม่เหลือที่ว่างให้กับผู้อ่อนแอหรือเด็กหัดคลาน แต่ทว่าท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงเข้มข้นนั้น บังเอิญมีเด็กหัดคลานเข้ามาท้าทายขาใหญ่ประจำซอย หมอนี่เข้ามาโกยเงินโกยทองกลับไปให้น้องเมีย บทความนี้จะพูดถึงพวกเขาเหล่านั้น เรือที่ใครหลายคนไม่รู้จักสร้างโดยเด็กหัดคลาน
ไม่พูดพร่ำทำเพลงเข้าสู่เนื้อหาสาระกันเลย ระหว่างปี 2014 ประเทศเคนยาสั่งซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจากบริษัท Western Marine Shipyard ประเทศบังคลาเทศ ใช่ครับอ่านไม่ผิดบังคลาเทศอยู่ติดกับพม่านี่แหละ พวกเขาสามารถส่งออกเรือตรวจการณ์ทันสมัยได้แล้ว และนี่ก็คือภาพกราฟิกของแบบเรือลำที่ว่านี้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ทุกประเทศบนโลกเรียกชื่อรุ่นเรือไม่เหมือนกัน เรือลำนี้ได้รัฐมนตรีกระทรวงการประมงเป็นผู้ตรวจงานก่อสร้าง มีหน้าที่ดูแลเรือประมงน้อยใหญ่ของตัวเอง อยู่สังกัดหน่วยยามฝั่งที่เพิ่งแยกตัวออกมาจากกองทัพเรือ ตอนสั่งซื้อจึงได้กำหนดคุณลักษณะต่างๆ ของเรือ ตรงตามความต้องการและตามภารกิจหลักที่ต้องกระทำ
อู่ต่อเรือ Western Marine ใช้แบบเรือบริษัท Icarus Marine Pty ประเทศแอฟริกาใต้ หัวเรือติดปืนกลขนาด 40 มม.ได้ถ้าลูกค้าต้องการ สะพานเดินเรือสูง 3 ชั้นอยู่ชิดหัวเรือพอสมควร บนเสากระโดงมีเรดาร์เดินเรือกับอุปกรณ์สื่อสาร กลางเรือมีเครนกับเรือยางท้องแข็งความเร็วสูง ท้ายเรือมีห้องพักไล่เรียงตามยาวจำนวนหนึ่ง โดยที่ด้านบนสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกำลังเหมาะ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานคู่กับระบบวอเตอร์เจ็ท ที่ความสูงระดับน้ำท้ายเรือสร้างฟรีบอร์ดกับบันใดทางขึ้น สำหรับช่วยคนตกน้ำให้ปีนขึ้นเรือได้อย่างสะดวก
แบบเรือถือว่าแปลกและน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะต้องการลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนเรือขนาดเล็ก ผู้ออกแบบจึงคิดคำนวณจนได้รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ และเนื่องมาจากตัวเรือไม่สูงจากน้ำทะเลเท่าไร จำเป็นต้องยกลานจอดเฮลิคอปเตอร์เพื่อป้องกันอันตราย อาจดูแปลกตาไม่เหมือนกับเรือตรวจการณ์ทั่วไป แต่ด้วยเหตุนี้เองหน่วยยามฝั่งเคนยาถึงเลือกใช้งาน

ทีนี้มาชมภาพเรือจริงเทียบกับภาพกราฟิกกันบ้าง สะพานเดินเรือสูง 3 ชั้นค่อนข้างโดดเด่น แต่ไม่ได้สูงตลอดทั้งลำจนเรือโคลงเคลงเกินเหตุ เสากระโดงเรือมีขนาดเล็กกว่าภาพกราฟิก ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ตั้งเสาตรงส่วนภาพกราฟิกใช้เสาเอียง บรรดาห้องต่างๆ ขยับมาอยู่มุมสุดของลานจอด ติดยางกันกระแทกด้านข้างเรือเพิ่มเติมเข้ามา สิ่งที่แตกต่างกันมากที่สุดเห็นจะเป็นสมอเรือ ถูกโยกมาอยู่ด้านหน้าสุดของตัวเรือเป็นรูปปากฉลาม
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำนี้ใช้ชื่อว่า Dora ระวางขับน้ำ 350 ตัน ยาว 54.7 เมตร กว้าง 7.8 เมตร กินน้ำลึก 2.2 เมตร เฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลจากเยอรมันทำความเร็วสูงสุด 28 นอต แต่ถ้าใช้ระบบวอเตอร์เจ็ทด้วยจะมีความเร็วถึง 35.9 นอต ระยะทำการไกลสุด 1,500 ไมล์ทะเล ปรกติใช้ลูกเรือ 25 นายกับเจ้าหน้าที่กรมประมงอีก 10 นาย โดยมีอีกทางเลือกคือใช้ลูกเรือ 12 นายเพื่อลำเลียงเจ้าหน้าที่หรือพลเรือนไปกับเรือได้ถึง 60 คน ติดอาวุธปืนกลขนาด 20 มม.ไว้ที่หัวเรือหนึ่งกระบอก

เนื่องจากเป็นเรือตัวท๊อปของหน่วยยามฝั่ง จึงมีอะไรต่อมิอะไรบนเรือเต็มไปหมด อาทิเช่นเรดาร์เดินเรือจำนวน 3 ตัว มีปืนฉีดน้ำความดันสูง 2 กระบอก มีเรือยางขนาดเล็ก 2 ลำ มียางท้องแข็งความเร็วสูงอีก 1 ลำ ลานจอดรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5 ตัน แต่ได้เฉพาะรับ-ส่งช่วงเวลาสั้นๆ กลางทะเล เรือเล็กแบบนี้สู้คลื่นลมแรงไม่ไหวเดี๋ยวงานเข้า ใต้ลานจอดเป็นพื้นที่โล่งสำหรับเจ้าหน้าที่กรมประมงระหว่างเดินทาง ค่อนข้างอเนกประสงค์และทำหน้าที่สกัดกั้นทางทะเลได้ดี
มีพิธีเซ็นสัญญาในวันที่ 14 มกราคม 2014 เรือถูกส่งมอบให้กับเคนยาวันที่ 19 กันยายน 2017 แต่เข้าประจำการจริงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 อันเป็นวันที่หน่วยยามฝั่งเริ่มงานวันแรกตามกฎหมาย ประธานาธิบดีเคนยาให้งบประมาณปีละ 100 ล้านเหรียญหรือ 3,244 ล้านบาท สำหรับหน่วยยามซึ่งแยกออกมาจากกองทัพเรือ มีภารกิจสำคัญคือดูแลกองเรือประมงตัวเอง และปราบปรามยาเสพติดซึ่งมีการลักลอบลำเลียงเยอะมาก ประเทศเคนยามีความคิดก้าวหน้ามากพอสมควร
มีอยู่จุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกราบเรือก่อนถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เป็นช่องระบายความร้อนและเคนยาเลือกไม่ทากราบเรือสีดำ (ต้องบอกว่าบริษัทออกแบบเรือเลือกไม่ทาจะชัดเจนกว่า) ทำให้มีรอยควันเลอะกราบเรือสักเล็กน้อย ปัจจุบันเรือตรวจการณ์ไม่ค่อยทากราบเรือสีดำกันแล้วล่ะครับ โดยมีหลายลำออกแบบให้ปล่อยควันดำน้อยกว่าสมัยก่อน เลอะควันจนสกปรกก็จริงแต่อยู่ในเกณฑ์รับได้ หลักนิยมหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

ชมภาพสุดท้ายบริเวณกลางเรือจนถึงท้ายเรือ เห็นเรือยางติดเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 2 ลำพร้อมไม้พาย เห็นเรือยางท้องแบนความเร็วสูงยาวประมาณ 8 เมตร เห็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์พร้อมบันใดทางขึ้น ในกรณีตรวจพบผู้บาดเจ็บหรือราชาเฮโรอีน ลูกเรือจะใช้เรือเล็กแล่นเข้าไปรับที่ความเร็ว 45 นอต นำมาขึ้นเรือรอให้เฮลิคอปเตอร์รับตัวไปเดี๋ยวนั้นเลย เสียดายว่าเรือลำจริงตัดฟรีบอร์ดท้ายเรือทิ้งไป ฉะนั้นคนตกน้ำปีนขึ้นเรือลำบากหน่อย (อาจเป็นเพราะระบบวอเตอร์เจ๊ทก็ได้)
ตอนนี้บังคลาเทศเริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว โดยมีโอกาสที่จะนับสอง-สาม-สี่-ห้าต่อไปเรื่อยๆ แต่ต้องหาตลาดที่เหมาะสมให้ได้เสียก่อน และตลาดที่เหมาะสมที่สุดก็คือเรือตรวจการณ์ ปัจจุบันยอดขายเรือชนิดนี้ดีเอามากๆ โดยเฉพาะกับประเทศในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง หรือตามหมู่เกาะน้อยใหญ่ ล้วนต้องการนำมาใช้งานป้องกันทรัพย์สินในทะเล โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งจัดตั้งหน่วยยามฝั่งขึ้นมา ประเทศเหล่านี้ชอบซื้อเรือใหม่เลยนะครับ ไม่ใช่รับช่วงเรือเก่าอายุ 30 ปีมาจากกองทัพเรือ
ผู้เขียนอาจมีคำถามว่าได้กำไรสักกี่บาท อู่ต่อเรือในไทยขายเรือให้ราชการเยอะกว่านี้เห็นมีแต่ร่วงโรย แล้วเรือที่มีปืนกลกระบอกเดียวจะกำไรสักกี่บาท ทุกคนครับยิ่งเรือติดอาวุธน้อยยิ่งมีส่วนต่างกำไรมาก ไม่ต้องแบ่งเงิน ไม่ต้องปรับปรุงเรือ ไม่ต้องเสียค่าดำเนินการ เรือเคนยาลำนี้ราคา 3,600 ล้านชิลลิงเคนยาหรือ 1,093 ล้านบาท ไม่มีอาวุธปืนอัตโนมัติ ไม่มีระบบอำนวยการรบ ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเล็งและติดตามเป้าหมาย แต่ราคา 1,093 ล้านบาทตอนนี้น่าสนใจหรือยังครับ
ทำความรู้จักเรือส่งออกจากบังคลาเทศกันไปแล้ว ขอพาทุกคนล่องลงใต้ไปยังแหลมมลายูบ้าง วันที่ 18 ตุลาคม 2012 บริษัท Shin Yang Shipyard ได้แถลงข่าวพร้อมส่งมอบเรือที่ตนเองสร้างแล้วเสร็จ ให้กับกองทัพเรือสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์หรือยูเออีภายในปีนี้ และนี่ก็คือเรือส่งออกจากดินแดนเสือเหลืองมาเลเซีย

ลำใหญ่เบ้อเริ่มกันเลยทีเดียว ที่สำคัญมีด้วยกันถึง 2 ลำ นี่คือเรือระบายพลขนาดใหญ่หรือ Landing Craft Tank หรือ LCT ต้องใช้คำว่าเรือระบายพลขนาดยักษ์ถึงจะเหมาะสม ขณะที่บริษัท Shin Yang ใช้คำว่าเรือฝึกบนโบรชัวร์ แต่ถ้าพิจารณาจากเรืออเมริกาที่ไทยเคยใช้งาน ควรเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดกลางหรือ Landing Ship Medium หรือ LSM เฉพาะคำเรียกแบบเรือก็ปวดหัวข้างซ้ายจะแย่ อ่านข่าวนี้ครั้งแรกผู้เขียนประหลาดใจมาก ไม่นึกมาก่อนว่ามาเลเซียเคยส่งออกเรือขนาดใหญ่ เข้าไปส่องดูบริษัท Shin Yang ขนาดใหญ่โตพอสมควร เคยสร้างอู่ลอยความยาว 160 เมตรให้อู่ต่อเรือญี่ปุ่นมาแล้ว

และนี่คือภาพเรือลำแรกซึ่งควรใช้เป็นชื่อชั้นเรือ A81 Al Quwaisat ขณะฝึกซ้อมร่วมกับกองเรืออาหรับในปี 2018 ระวางขับน้ำปรกติ 2,046 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,469 ตัน ยาว 80 เมตร กว้าง 16.8 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคัมมินส์ 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 12 นอต หัวเรือสามารถเปิดลงมาได้ ฝั่งซ้ายมือมีเครนขนาดใหญ่ 1 ตัว ดาดฟ้าเรือข้างเครนเปิดโล่งถึงชั้นล่าง เพื่อความสะดวกในการขนอุปกรณ์ขึ้นลงจากเรือ ที่เหลือเป็นพื้นที่โล่งยาวไปจนเกือบสุดท้ายเรือ
เรือจากมาเลเซียมีท้องเรือปรกติ ไม่ใช่ท้องป้านเหมือนเรือยกพลขึ้นบกหรือ LST วิ่งมาเกยชายหาดเพื่อลำเลียงรถถังไม่ได้ก็จริง แต่มีความคงทนทะเลมากกว่ากัน รวมทั้งเรือค่อนข้างกว้างพอสมควร จึงพลอยมั่นใจว่าเหล่าทหารหาญจะไม่อ้วกแตกก่อนเวลา เรือจริงผู้เขียนขออนุญาตชมว่าสวยใช้ได้เลย ไม่เหมือนเรือยกพลขึ้นบก  LST ลำใหม่ของอินโดนีเซีย มองอย่างไรก็ขัดหูขัดตาเสียเหลือเกิน เหมือนนำเรือสินค้ายุค 90 มาดัดแปลงเป็นเรือใช้งานทางทหาร

ทีนี้มาชมท้ายเรือกันบ้าง นี่คือเรือลำที่สองชื่อ A82 Al Futaisi ติดเรดาร์เดินเรือทั้งหมด 3 ตัว มีจานดาวเทียมสื่อสารหรือ SATCOM อีก 2 ใบ ติดปืนกลอัตโนมัติ 12.7 มม.รุ่นเดียวกับเรือ ต.994 ไว้ 4 กระบอก กราบซ้ายมือวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ไม่แน่ใจว่าเป็นเหล็ก อลูมีเนียม หรือหลังคาผ้าใบ ส่วนกราบขวามือเป็นเครนกับเรือยางขนาดเล็ก 1 ลำ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตัน มีห้องควบคุมอากาศยานขนาดพอดี ท้ายเรือมีช่องให้คนออกได้แต่ยานหุ้มเกราะออกไม่ได้
ผู้เขียนชอบเรือลำนี้มาก อยากให้ประเทศไทยจัดหามาใช้งาน เพราะสามารถทำภารกิจดังต่อไปนี้ได้
-ลำเลียงทหาร ยานหุ้มเกราะ รถถัง และอื่นๆ ตามภารกิจยกพลขึ้นบก หรือทำหน้าที่แทนเรือ LST ในอดีต
-ลำเลียงน้ำมัน น้ำดื่ม อาหารของกิน รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ หรือทำหน้าที่เรือลำเลียงทางด้านพลเรือน
-เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำแทนเรือจีนขนาด 2 หมื่นตัน
-เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดแทนเรือหลวงถลาง รวมทั้งทำหน้าที่กวาดทุ่นระเบิดด้วยระบบ Mission Module
-เป็นเรือวางทุ่นระเบิด โดยการเจาะท้ายเรือสำหรับวางรางจำนวน 3-4 ชุด เนื่องจากมีพื้นที่ใหญ่โตโอ่อ่าตั้งแต่หัวจรดท้าย จึงสามารถบรรทุกทุ่นระเบิดได้ประมาณ 500 ลูก
-ทำหน้าลำเลียงผู้ประสบภัยทางทะเล เฉพาะการลำเลียงจากเกาะสู่แผ่นดินใหญ่นะครับ จะได้ตัดภารกิจนี้ไปจากเรือ LPD ที่มีอู่ลอยด้านท้าย หรือจะค้นหากู้ภัยกลางทะเลด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็พอได้
จากนี้ไปผู้เขียนขอพาทุกคนย้อนเวลา วันที่ 13 มิถุนายน 2018 มีข่าวสำคัญจากกบฏฮูตีผ่านโลกออนไลน์ว่า วันนี้ตนเองยิงเรือรบประเทศยูเออีจมทะเลไปอีก 1 ลำ เท่านั้นเองพี่น้องชาวไทยพากันเปิดเบียร์ฉลอง พร้อมเปรยเบาๆ กับลมกับฟ้าว่าจมอีกแล้วเหรอ ผู้เขียนได้ลองทบทวนกับข่าวต่างๆ ที่ฮูตีปล่อยออกมา พบว่าวันนี้กองเรือรบยูเออีจมหมดทั้งกองเรือแล้ว รวมทั้งเรือคอร์เวตติดเรดาร์ Sea Giraffe AMB จรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM และอาวุธป้องกันตนเองระยะประชิด RAM
ทั้งๆ ที่ไม่มีภาพถ่ายเรือยูเออีโดนยิง ที่นำมาลงเป็นภาพเก่าเรือซาอุไฟไหม้เพราะเรือยางติดระเบิด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าปักใจเชื่อได้อย่างไร ทีนี้เรามาฟังข่าวจากอีกฝั่งกันบ้าง สื่อมวลชนซาอุดิอาระเบียเปิดเผยข้อมูลว่า เรือลำหนึ่งของยูเออีโดนทีเด็ดครูวัยใหญ่จริง แต่เป็นจรวดต่อสู้รถถัง Kornet ไม่ใช่จรวดต่อสู้เรือรบ ถูกยิงตอนเรือแล่นเข้าเทียบท่าจนเกิดไฟลุกไหม้ แต่จรวดลูกเท่านั้นไม่ทำให้เรือยาว 80 เมตรจมหรอกครับ และนี่ก็คือภาพถ่ายใบเดียวซึ่งเล็ดลอดมาจากสมรภูมิ

ในภาพจะเห็นเรือ A82 Al Futaisi จอดเกยท่าเรือ มีทหารยูเออีบางส่วนนั่งรวมกันใกล้กองอุปกรณ์ต่างๆ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือมีรอยดำจากไฟไหม้ สรุปความได้ว่าเรือรบที่ตกเป็นข่าวก็คือลำนี้ ข่าวฝั่งนี้บอกว่าไม่จมแค่ไฟไหม้เล็กน้อย สามารถทำภารกิจตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ คล้ายกับเรือหลวงลันตาไปทำภารกิจที่เวียดนาม โดนจรวดอาร์พีจียิงใส่จนเกิดความเสียหาย ถูกส่งไปซ่อมที่เกาะกวมและได้รับการปรับปรุงใหญ่ กลายเป็นเรือ LST ลำที่ทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย
ข่าวทั้งสองฝั่งไม่เหมือนกันนะครับ ผู้อ่านพิจารณาตามเหตุผลส่วนตัวได้เลย กลับมาที่อู่ต่อเรือมาเลเซียเป็นการปิดท้าย พวกเขาเริ่มขายเรือได้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เรือขนาดค่อนข้างใหญ่ขายให้กับประเทศฐานะดี ดูจากจุดนั้นถือว่ามีอนาคตพอสมควร แต่พอมาดูจากจุดนี้หาอนาคตไม่เจอแล้ว คือยังคงขายเรือพาณิชย์ให้กับเอกชนได้อยู่เรื่อยๆ แต่เรือทหารไม่มีลูกค้าหลงเข้ามาอีกแล้ว ซึ่งถ้าหากจะมีสมควรมีตั้งหลายปีแล้ว เรื่องปรกติของอู่ต่อเรือขนาดเล็กไม่มีการตลาดที่ดี
เมื่อหันกลับมาดูลูกค้าเก่าบ้าง ใช้คำว่าสิ้นหวังน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะยูเออีมีอู่ต่อเรือ Damen ในประเทศแล้ว ปีนี้รับงานต่อเรือยกพลขึ้นบกขนาด 100 เมตรให้กับประเทศในแอฟริกา เวลาผ่านไปแค่ 8 ปีสถานการณ์พลิกหน้ามือหลังมือ
จากนี้ไปขอพามาพบเรือลำที่สาม อันเนื่องมาจากข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในประเทศไทย วันที่ 9 ตุลาคม 2018 คณะผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมศรีลังกาเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมไทย วันนั้นเองมีการปล่อยข่าวว่าบริษัทอู่กรุงเทพ เสนอสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 3 ลำมูลค่า 12,000 ล้านบาทให้กับศรีลังกา นอกจากนี้ยังได้เสนอแบบเรือเดียวกันให้กับฟิลิปปินส์อีก 6 ลำ ถ้าไม่ติดขัดปัญหาบริษัทอู่กรุงเทพจะขายเรือใหญ่ได้ถึง 9 ลำ ผู้เขียนคิดว่าบริษัท Navantia กับ Damen รวมทั้ง Naval Group ซึ่งเป็นเจ้าพ่อวงการเรือตรวจการณ์มานาน ต้องล้มละลายเพราะอู่ต่อเรือเล็กๆ จากสยามเมืองยิ้มในคราวนี้
ตอนนั้นเองพ่อแม่พี่น้องแวดวงการทหารประเทศไทย พากันเปิดเบียร์เฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จ (อีกแล้ว) มียกเว้นอยู่ก็แค่คนบ้าอย่างผู้เขียน ที่เข้าไปส่องในอินเทอร์เน็ตและพบข้อมูลสำคัญว่า วันที่ 19 เมษายน 2018 หรือย้อนเวลากลับไป 6 เดือนกว่าๆ กองทัพเรือศรีลังกาเข้าประจำการเรือตรวจการณ์ใหม่เอี่ยม 1 ลำ ต่อมาในวันที่ 27 สิงหาคม 2018 หรือย้อนกลับไปแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น กองทัพเรือศรีลังกาเข้าประจำการเรือตรวจการณ์มือสองอีก 1 ลำ

ในภาพคือเรือตรวจการณ์ลำใหม่ของศรีลังกา P624 SLNS Sindurala ซึ่งเป็นเรือชั้น Saryu ของประเทศอินเดีย ระวางขับน้ำ 2,350 ตัน ยาว 105.7 เมตร กว้าง 13.6 เมตร กินน้ำลึก 3.6 เมตร มีลานจอดพร้อมโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ เรือต้นฉบับติดปืนใหญ่ 76 มม.ที่หัวเรือกับปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.กลางเรืออีก 2 กระบอก แต่เรือศรีลังกาติดแค่ปืนกล 37 มม.ลำกล้องแฝด กับปืนกล 20 มม.อีก 2 กระบอกเท่านั้น ราคาเรือเปล่า 66 ล้านเหรียญ รวมอาวุธด้วยเป็น 74 ล้านเหรียญ มาจากอู่ต่อเรือ GOA ซึ่งเคยเป็นข่าวโด่งดังในอดีต เรื่องที่เอาชนะโครงการเรือฟริเกตฟิลิปปินส์แต่การเงินไม่ผ่านเลยโดนปรับแพ้
ภาพถัดไปเป็นเรือ P624 SLNS Sindurala เข้าประจำการแล้วสักพักหนึ่ง เทียบกับเรือชั้น Hamilton ระวางขับน้ำ 3,250 ตันชื่อ BRP Ramon Alcaraz ของฟิลิปปินส์ ขนาดสูสีกันมากไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ส่วนเรือคอร์เวตของมาเลเซียเล็กกว่ากันทันตาเห็น (อาจเป็นเพราะเรืออยู่ไกลและมุมกล้อง) เรือติดตั้งอาวุธทันสมัยได้ถ้าลูกค้าต้องการ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มาให้เลย บอกตามตรงถ้าเข้าแข่งขันโครงการเดียวกัน เรือตรวจการณ์ชั้น River Batch II จากอังกฤษน้ำลายเหนียวคอแน่

ขอพูดถึงกองทัพเรือศรีลังกาสักเล็กน้อย พวกเขามีแผนใหญ่ระหว่างปี 2015 ถึงปี 2025 ว่า จะเพิ่มเรือรบชนิดต่างๆ เข้ามามากถึง 20 ลำ นับรวมเรือทุกชนิดและทุกขนาดที่ขาดหายไป ศรีลังกามีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งอยู่แล้ว 4 ลำ แต่ต้องการลำใหญ่กว่าเดิมคือมากกว่า 2,000 ตัน ใช้ชื่อเรียกว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งสมรรถนะสูงหรือ Advance Offshore Patrol Vessel หรือ AOPV อาจเป็นโครงการนี้หรือเปล่าที่อู่กรุงเทพเสนอแบบเรือเข้าห้ำหั่น?
ผู้เขียนขออนุญาตเฉลยตอนจบ ปัจจุบันศรีลังกาประจำการเรือ AOPV ถึง 4 ลำแล้ว ประกอบไปด้วยเรือชั้น Saryu จำนวน 2 ลำ (P623 SLNS Sayurala กับ P624 SLNS Sindurala) ลำที่ 3 เป็นเรือตรวจการณ์มือสองชั้น Hamilton จากอเมริกา (P626 SLNS Gajabahu) ซึ่งน่าจะเสียค่าใช้จ่าย 10-15 ล้านเหรียญในการซ่อมแซม ส่วนลำสุดท้ายเป็นเรือฟริเกตมือสองชั้น Type 053H2G จากจีน (P 625 SLNS Parakramabahu) คิดว่าไม่เสียเงินสักบาทตามโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน
ราคารวม 4 ลำเท่ากับ 74+74+15+0= 163 ล้านเหรียญหรือ 5,287 ล้านบาทตามค่าเงินวันที่เขียนถึง ขณะที่เรือจากไทยแลนด์ลำละ 4,000 ล้านบาทหรือ 123.32 ล้านเหรียญ สามารถซื้อเรือชั้น Saryu แบบไม่ติดปืนกลได้ถึง 1.86893 ลำ
ส่วนตัวคิดว่าศรีลังกามีเรือ AOPV เพียงเท่านี้ก่อน เพราะการเข้าประจำการเรือใหญ่กว่า 2,300 ตันถึง 4 ลำ ต้องใช้ลูกเรือประมาณ 400 นาย ต้องใช้ผู้การเรือที่มีฝีมือพอสมควร ต้องมีท่าจอดเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ต้องมีระบบจ่ายไฟฟ้าให้เรือแต่ละประเทศ อเมริกา อินเดีย จีน บางทีเรืออาจใช้ไฟไม่เท่ากันสักลำ ต้องมีอู่ซ่อมเรือสำหรับซ่อมบำรุงตามวงรอบ ต้องมีค่าใช้จ่ายมากมายไม่ว่าจะค่าน้ำมัน ค่าอาหารค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าโน่นค่านี่ค่าเบี้ยหัวแตกอีกนับไม่ถ้วน
แต่ทว่าแต่ทว่า เมื่อผู้เขียนลองคิดในแง่มุมที่อาจเป็นไปได้ ถ้ากองทัพเรือศรีลังกาไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ถ้าไม่กำหนดว่าต้องใหญ่กว่า 2,000 ตัน ถ้าไม่ต้องการโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ถ้าต้องการ Guide Missile Offshore Patrol Vessel หรือ GOPV ซึ่งเป็นรุ่นติดอาวุธนำวิถีสุดท้ายสมัย ใช้เป็นไม้เด็ดในการออก Blue Sea เลียนแบบบางประเทศ และถ้าบริษัทอู่กรุงเทพเสนอแบบเรือเหมือนเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (ราคาถูกกว่ากองทัพเรือไทยเพราะศรีลังกาสั่งซื้อถึง 3 ลำ) ถ้าเป็นตามนี้ทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะเป็นจริงได้ แต่ต้องฝ่าด่านคู่แข่งขันน้อยใหญ่ไปให้ได้เสียก่อน
คู่แข่งรายแรกประกาศตัวมาตั้งแต่ปี 2017 รัสเซียเสนอแบบเรือ Gepard 5.1 Ocean Patrol Vessel ให้กับรัฐบาลศรีลังกา ราคาเรือต่อลำอยู่ที่ 135 ล้านเหรียญ ถ้ารวมอะไหล่ กระสุนปืน รวมทั้งบริการหลังการขายจะอยู่ที่ 158 ล้านเหรียญ อู่ต่อเรือรัสเซียยืนยันว่าเรือพร้อมประจำการใน 40 เดือน ทีเด็ดทีขาดอยู่ที่รัฐบาลรัสเซียจะปล่อยเงินกู้ให้ทั้งก้อน
โครงการนี้ได้เจรจากันจนถึงปลายปี 2017 สรุปว่าได้เป็นเรือรุ่นเดียวกับเวียดนาม แต่ติดจรวดโจมตีชายฝั่ง Kalibr-M มาด้วยเลย (เพื่อ???) มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ อาวุธส่วนที่เหลือจะคล้ายคลึงกัน ราคาเรือขึ้นมาอยู่ที่ 158.5 ล้านเหรียญ รวมโน่นนั่นนี่โน่นแน่เข้าไปเป็น 195 ล้านเหรียญ นี่คือข่าวภาษาอังกฤษจากประเทศศรีลังกา ผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ ว่าตอนนี้รุ่งหรือร่วงไปแล้ว ที่ไม่ทราบยิ่งกว่าก็คือโครงการ 3 ลำ 12,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นขออนุญาตตัดจบเลยนะครับ
สมมุติว่าโครงการ AOPV กับ GOPV มีพื้นที่เต็มแล้ว ยังเหลือโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งรุ่นธรรมดาให้ได้ลุ้น ปัจจุบันศรีลังกามีเรือ OPV ขนาดต่ำกว่า 2,000 ตันจำนวน 4 ลำ โดยสามในสี่ลำค่อนเก่าพอสมควร และหนึ่งในสามลำมีขนาดเล็กเท่าๆ เรือตรวจการณ์เคนยา ถ้าเขาอยากได้เรือมาทดแทนเข้าทางของเราพอดี เพราะแบบเรือ OPV ความยาว 90 เมตรจากอังกฤษระวางขับน้ำประมาณ 2,000 ตัน ติดปัญหาเล็กๆ แค่ราคาเรือเท่านั้นเอง เนื่องจากเรือ AOPV จากอินเดียราคา 74 ล้านเหรียญ ส่วนเรือ OPV พี่ไทยราคา 123.32 ล้านเหรียญ ปัญหาเล็กๆ แค่นี้เองหาทางแก้อย่างไรดีหนอ
เรือลำที่สามคุยกันนานพอสมควร บังเอิญมีความเกี่ยวกับประเทศไทยแบบอ้อมๆ ประเด็นสำคัญก็คืออินเดียเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง นาทีนี้พวกเขาขายเรือขนาด 2,350 ตันได้แล้ว เป็นแบบเดียวกับกองทัพเรือทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ ส่วนลูกค้าที่ไม่เคยมั่นใจถึงอย่างไรก็คงไม่เปลี่ยน ต่างคนต่างอยู่กระเป๋าเงินใครกระเป๋าเงินมัน อินเดียพยายามบุกตลาดโลกมากกว่าเดิม ล่าสุดได้โครงการเรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่งเวียดนาม มูลค่ารวมโครงการอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญ
ทำไมเวียดนามซึ่งต่อเรือได้เองมานานแล้ว รวมทั้งมีอู่ต่อเรือ Damen ในประเทศถึงซื้อเรืออินเดีย คำตอบก็คือรัฐบาลอินเดียให้เงินกู้ 100 ล้านเหรียญ ใช้แผนเดียวกับรัฐบาลรัสเซียทำกับกองทัพเรือศรีลังกา ฝรั่งเศสเคยทำกับอียิปต์ตอนขายทั้งเรือรบและเครื่องบิน หรืออเมริกาเคยทำกับโปแลนด์ตอนขายเครื่องบิน F-16 เรื่องแบบนี้ว่ากันไม่ได้แอบบ่นในใจก็ยังไม่ได้ ไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยพอจะช่วยเหลืออู่ต่อเรือไทยได้ไหม ไม่น่าถามเลยเนอะในเมื่อรู้คำตอบอยู่แล้ว
เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างยาวพอสมควร มีเรืออีกหลายลำที่น่าสนใจยังไม่ได้พูดถึง เกรงว่าผู้อ่านจะพากันถอดใจไปเสียก่อน ฉะนั้นบทความนี้ต้องขออำลาแต่เพียงเท่านี้ เรือส่งออกที่โลกลืมตอนต่อไปที่จะตามติดมา ถ้ามีเวลาผู้เขียนอยากวาดภาพประกอบสวยๆ (ตั้งใจไว้แล้วจะพยายาม) เก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อชาตินะครับแล้วเจอกันใหม่ J

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งสมรรถนะสูงลำใหม่ล่าสุดของศรีลังกาชื่อ P 625 SLNS Parakramabahu มีอำนาจการยิงสูงที่สุดในกองเรือ เพราะมีปืนใหญ่ขนาด 100 มม.ลำกล้องแฝด 1 แท่นยิง ปืนกล 37 มม.ลำกล้องแฝดควบคุมด้วยไฟฟ้าอีก 4 แท่นยิง รวมทั้งลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน ถ้ามีเงินซื้อจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A มาติดได้เลย (หลังปืนหลัก 8 นัด กลางเรืออีก 8 นัด อ่าห์!!!) รับใช้ชาติได้อีกอย่างๆ น้อย 15-20 ปี นี่คือของดีของเด็ดโดนใจจากหลังม่านไม้ไผ่
ผู้เขียนคิดว่าจีนแอบเหล่ศรีลังกาอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ยังหาทีเด็ดทีขาดในการเข้าตีไม่ได้ จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่ากลัวที่สุด เผลอหน่อยเดียวพ่อเหมาทั้งกองเรือทำมาแล้ว ผู้อ่านคนไหนไม่เชื่อเดินทางมาดูที่สัตหีบได้เน่อ
                                     -------------------------------
อ้างอิงจาก