วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

South African Corvette Program : เจาะโครงการจัดหาเรือคอร์เวตกองทัพเรือแอฟริกาใต้


     กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีจุดกำเนิดย้อนกลับไปในปี 1861 เมื่อมีการจัดตั้งหน่วยทหารเรืออาสาขึ้นมาครั้งแรกที่ Port Elizabeth ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นประเทศในเครือจักรภพ แอฟริกาใต้ได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรในปี 1931 และล้มลุกคลุกคลานจากปัญหาภายในประเทศอยู่ 30 ปีเต็มๆ จนรวมชาติได้สำเร็จและก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ขึ้นในวันที่ 31พฤษภาคม พ..1961

     หลังสงครามโลกครั้งที่2กองทัพเรือแอฟริกาใต้ประสบปัญหาใหญ่เหมือนอีกหลายๆประเทศในโลก เพราะอยู่ในสภาพเศรษกิจตกต่ำอย่างรุนแรงจึงไม่สามารถซื้ออาวุธใหม่ๆได้ พวกเขาใช้วิธีซื้อเรือรบมือ2ที่ปลดประจำการแล้วจากกองทัพเรืออังกฤษมาใช้งานไปก่อน วันเวลาผ่านมาเข้าสู่ทศวรรษ 60 เมื่อเศรษกิจดีขึ้นและความขัดแย้งภายในประเทศจางลง พวกเขาจึงริเริ่มโครงการจัดหาเรือรบรุ่นใหม่เข้ามาประจำการทดแทนของเดิม

     ในปี 1964ได้มีการจัดหาเรือฟริเกตชั้น President ซึ่งก็คือเรือฟริเกต Type 12M ของอังกฤษเข้าประจำการจำนวน ลำ  ปี 1970 จัดหาเรือดำน้ำชั้น Daphné จำนวน ลำจากประเทศฝรั่งเศส ปี 1977 จัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Warrior หรือ Sa'ar 4 จากอิสราเอลจำนวน ลำ พวกเขายังได้สั่งซื้อเรือคอร์เวตชั้น A69 จากฝรั่งเศสในปี 1976 จำนวน ลำด้วย นับเป็นเรือรุ่นใหม่ทันสมัยที่สุดติดอาวุธทำการรบได้ครบทั้ง มิติ  และโครงการสุดท้ายก็คือการสั่งซื้อเรือดำน้ำรุ่นใหม่ชั้น Agosta จากประเทศฝรั่งเศสจำนวน ลำ

    ทว่าในปี 1977 นโยบายการแบ่งแยกสีผิวก็สร้างปัญหาใหญ่ให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อสหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ทั้งทางเศรษกิจ, สังคม,กีฬา, รวมถึงห้ามซื้อขายอาวุธใหม่ๆด้วย หนึ่งในรายชื่อที่โดนคว่ำบาตรเป็นเรือคอร์เวต A69 ทั้ง ลำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จนทำให้บริษัทผู้ต่อเรือต้องหาลูกค้ารายใหม่และอาเจนติน่าก็คือผู้ที่ซื้อเรือ2ลำนี้ไปแทน เรือดำน้ำ Agosta ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันและปากีสถานคือลูกค้ารายใหม่ (จะเห็นได้ว่าฝรั่งเศสมีดวงในเรื่องพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเขาจึงไม่ค่อยกังวลใจเท่าไหร่กับดีลเรือรัสเซียที่โดนแบนแบบเดียวกัน:ผู้เขียน

     และนั่นก็คือปัญหาหนักอกชิ้นสำคัญของกองทัพเรือแอฟริกาใต้ พวกเขาต้องประสบปัญหาไม่มีเรือรบขนาดใหญ่ใช้งานโดยไม่รู้ระยะเวลาที่แน่ชัด เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังโถมเข้ามาซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน ในปี 1982 เรือฟริเกต SAS President Kruger ซึ่งเป็นเรือ ใน ลำที่ยังประจำการอยู่ ได้ประสบอุบัติเหตุชนเข้ากับเรือบรรทุกน้ำมันขนาด 18,000 ตันของแอฟริกาใต้เอง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้สูญหายไปถึง 16 คนและเสียเรือรบไป ลำ เมื่อเรือฟริเกตลำสุดท้ายปลดประจำการในปี 1986 พวกเขาก็เหลือแค่เพียงเรือรบขนาดเล็กระวางขับน้ำ 450 ตันในการป้องกันประเทศ
                   

                                                                   SAS President Kruger ผู้แสนโชดร้าย

                                   

                                                                               ARA Drummond (P-31) ของอาเจนติน่าเคยมีชื่อเก่าว่า SAS Good Hope
      


     ในระหว่างที่ถูกคว่ำบาตรอยู่กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีความพยายามจัดหาเรือรบใหม่หลายครั้งด้วยกัน โครงการจัดหาเรือคอร์เวตชั้น Baptista de Andrade ของโปรตุเกสที่ต่อโดยอู่ต่อเรือ BAZAN ประเทศสเปนในช่วงปลายทศวรรษ 70 โครงการจัดหาเรือดำน้ำ Type 209 จากเยอรมันในช่วงปลายทศวรรษ80 และโครงการพัฒนาเรือคอร์เวตขนาด 1,500 ตันและต่อเองในประเทศโดยอิงจากแบบเรื อMeko140 ของเยอรมัน แต่โครงการทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อยเนื่องจากโดนบล๊อกในทุกด้าน

     ปี 1994 สหประชาชาติมีมติยกเลิกการคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเนลสัน แมนเดลาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและได้ยกเลิกนโยบายการแบ่งแยกสีผิว ในปีเดียวกันนั้นเองกองทัพเรือแอฟริกาเริ่มต้นโครงการจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ทันที พวกเขาได้มีการจัดเตรียมข้อมูลและความพร้อมต่างๆมาได้ระยะหนึ่งแล้ว  มีอู่ต่อเรือจาก ประเทศส่งแบบเรือเข้าร่วมเพื่อได้สัญญาต่อเรือรบจำนวน ลำภายใต้โครงการชื่อ Project Sitron การแข่งขันดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้นมีการตัดชื่อผู้ตกรอบออกไปทีละรายทีละราย จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม 1994 พวกเขาก็ได้2แบบเรือสุดท้ายเข้ารอบตัดเชือกหาผู้ชนะเลิศ แบบเรือF592จากอู่ต่อเรือ BAZAN ประเทศสเปนได้รับคะแนนมากที่สุด ทำให้แบบเรือ F3000 จากอู่ต่อเรือ Yarrow ประเทศอังกฤษต้องพบกับความผิดหวัง

     แต่แล้วโครงการนี้ก็มีเรื่องดราม่าเกิดขึ้น เมื่อรองประธานาธิบดี Thabo Mbekiได้เดินทางไปเยือนเยอรมันอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 1995 ระหว่างที่อยู่ในเยอรมันเขาได้ประกาศกับสื่อมวลชนว่าโครงการจัดหาเรือคอร์เวตยังไม่มีผู้ชนะและยังคงทำการเดินหน้าต่อไป นั่นหมายถึงอู่ต่อเรือจากเยอรมันและประเทศที่เคยถูกตัดชื่อออกจะได้รับโอกาสอีกครั้งหนึ่ง หลังสิ้นสุดโครงการมีเสียงครหาจากสื่อมวลชนเรื่องความไม่โปร่งใสของบริษัทจากเยอรมัน แต่ก็เป็นแค่ข้อกล่าวหาเพราะไม่มีหลักฐานอะไรมากกว่านี้ Project Sitron หยุดลงเป็นการชั่วคราวหลังจากนั้นไม่นานด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

     กองทัพเรือแอฟริกาใต้ได้ระบุคุณสมบัติเรือคอร์เวตในโครงการนี้ไว้อย่างชัดเจน ต้องเป็นเรือที่ต่อด้วยมาตราฐานเรือรบระวางขับน้ำประมาณ 2,500 ตันขึ้นไป มีลานจอดและโรงเก็บรองรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG (Combined diesel and gas) สามารถทำความเร็วสุงสุดได้มากกว่า 27 น๊อต  อู่ต่อเรือจะก่อสร้างเฉพาะตัวเรือและติดอุปกรณ์เพียงแค่บางส่วน จากนั้นจึงเดินทางกลับมาติดระบบอาวุธและระบบเรดาร์ต่างๆในแอฟริกาใต้อีกที ผู้เขียนมีภาพวาดเรือที่เข้ารอบชิงทั้ง2ลำในโครงการนี้มาแสดงให้ได้ชมกันครับ

                                 
                                                                   Bazan F590A : เป็นแบบเรือฟริเกตชั้น F592 ของBazan ระวางขับน้ำประมาณ 2,500 ตัน 



GEC Marine F3000 : เป็นแบบเรือจาก Yarrow มีพื้นฐานมาจากเรือฟริเกตชั้นLekiu ของมาเลเซียซึ่งก็คือแบบเรือ F2000 นั่นเอง แต่การออกแบบสะพานเดินเรือและเสากระโดงหลักคล้ายคลึงกับเรือคอร์เวตชั้น Nakhoda Ragam ของบรูไนอีก
                                                
อุปกรณ์หลักๆที่ติดตั้งบนเรือได้แก่

ปืนใหญ่ Oto melara 76/62 มม.จำนวน 2 ระบบ
ปืนกลต่อสู้อากาศยาน Denel 35มม.ลำกล้องคู่จำนวนระบบ
จรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen (หรือGabriel Mk 2) จำนวน นัด
ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ 324 มม.แฝดสาม จำนวน แท่นยิง
ปืนกล 12.7 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 ระบบ
เรดาร์หลัก Thales MRR-3D NG Surveillance Radar จำนวน 1 ระบบ
เรดาร์เดินเรือจำนวน ระบบ
เรดาร์ควบคุมการยิง Reutech RTS 6400 จำนวน ระบบ สำหรับจรวด Skerpioen 1 ระบบ และอาวุธปืนจำนวน ระบบ
ระบบเป้าลวง Super Barricade จำนวน 2-4 ระบบ
   

     เดือนกันยายน 1997 สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เริ่มต้นโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่โตที่สุดและซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา The Strategic Defence Package มีมูลค่ารวม 4.8 พันล้านเหรียญ เกิดขึ้นมาสำหรับจัดหาอาวุธทันสมัยให้กับทุกเหล่าทัพ ในส่วนกองทัพเรือประกอบไปด้วยเรือคอร์เวตจำนวน ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ลำ และเรือดำน้ำโจมตี ลำ กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นสุง 24 ลำ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ 28 ลำ และเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวน 48 ลำ ส่วนกองทัพบกมีการจัดหารถถังหลักเข้าประการจำนวน 108 คัน ซึ่งจะทำให้กองทัพของแอฟริกาใต้แข็งแกร่งมากขึ้น และมีความทันสมัยมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน



     Project Sitron มีการเปลี่ยนคุณสมบัติของเรือให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยต้องมีระวางขับน้ำ 3,000 ตันขึ้นไป ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงระบบอาวุธไปพอสมควร จรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen ถูกยกเลิกเพราะค่อนข้างล้าสมัยทั้งยังต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิง จรวด Exocet MM40 Block 2 ถูกเลือกให้มาทำหน้าที่แทน ถอดปินใหญ่76/62มม.กระบอกที่สองออกไป ทดแทนด้วยจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto IR ระบบท่อยิงแนวดิ่ง โดยกำหนดให้เรือมีความสามารถรองรับการใส่จรวดได้มากสุดถึง 32 นัด ปืนต่อสู้อากาศยาน Denel 35มม.ลำกล้องคู่ ถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้น จนมีประสิทธิภาพสุงพอที่จะเป็นระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด หรือ CIWS



     Project Siton RFI Value System (RFI : Request for Information) เป็นการพิจารณาคุณสมบัติเรือในรอบแรก โครงการเริ่มต้นในวันที่ 21 ตุลาคม 1997 มีบริษัทต่อเรือจำนวน รายส่งแบบเรือของตนเองเข้าร่วมชิงชัย ทั้งที่กองทัพเรือแอฟริกาใต้ได้กำหนดคุณสมบัติเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีกรณีแปลกให้ได้อ่านแล้วอมยิ้มกันด้วย บริษัทจากแคนาดาไม่ได้ส่งแบบเรือคอร์เวต แต่กลายเป็นเรือตรวจการณ์ความยาว 55 เมตรและ 75 เมตรแทน หลายบริษัทส่งแบบเรือใช้ระบบขับเคลื่อนไม่ตรงตามความต้องการ แบบเรือพวกนี้ถูกตัดทิ้งออกไปทันที พร้อมกับแบบเรือที่คุณสมบัติขั้นต้นไม่ผ่าน บริษัท Fincantieri FALCO จากอิตาลีส่งแบบเรือเข้าร่วมชิงชัยทั้ง ครั้ง และตกรอบเป็นรายแรก ๆ ทั้ง ครั้งเช่นกัน นั่นก็เพราะแบบเรือไม่ตรงตามความต้องการ

     สรุปแล้วเหลือแค่ แบบเรือจาก ประเทศที่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ได้แก่

    - DCN La Fayette
   - GFC MEKO 200 SAN
   - GFC MEKO A200 SAN
   -Bazan F590B
   - GEC Marine F3000

     ผลการให้คะแนนในรอบแรก แบบเรือ La Fayette จากฝรั่งเศสทำคะแนนได้ไม่ดีเอาเสียเลย คุณสมบัติโดยรวมของเรืออยู่ในอันดับ 5 ราคารวมทั้งโครงการอยู่ในอันดับที่ 4 และคะแนนเฉลี่ยหล่นไปอยู่บ๊วยสุด ตามหลังแบบเรืออันดับ 4 จากอังกฤษ ที่มีคะแนนทรงตัวในทุก ๆ ด้าน แบบเรือจากเยอรมัน แบบซึ่งได้คะแนนนำในข้อคุณสมบัติ และแบบเรือจากสเปนมีคะแนนเฉลี่ยเป็นผู้นำ นั่นก็เพราะผลพวงจากราคาเรือที่ตั้งไว้ต่ำกว่าทุกราย 


                                                                
                                                                                                        ภาพCGแบบเรือ DCN La Fayette ในโครงการนี้

     Project Siton RFO Value System (RFO : Request for Orders) เป็นการพิจารณาคุณสมบัติเรือในรอบตัดสิน ได้เริ่มต้นในวันที่ 11 พฤษภาคม 1998 ทุกบริษัทยังคงส่งแบบเรือเดิมเข้าร่วมชิงชัยยกเว้นก็เพียง DCN จากฝรั่งเศสที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม พวกเขาได้เสนอแบบเรือ Patrol Corvette เพิ่มเตมเข้ามาอีก แบบ โดยมีพื้นฐานเดียวกันกับแบบเรือ La Fayette แต่ทว่ามีขนาดใหญ่มากขึ้นนิดหน่อย และปรับปรุงหลายสิ่งหลายอย่างให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ผลการคัดเลือกคุณสมบัติขั้นต้น แบบเรือ La Fayette ถูกตัดทิ้งทันที เพราะใช้ระบบขับเคลื่อนผิดไปจากความต้องการ ทั้งยังเสนอต่อเรือแค่เพียง ลำเท่านั้น เหมือนจงใจทำให้ตกรอบเสียมากกว่า 

     แบบเรือที่เข้ารอบจำนวน แบบเรือจาก ประเทศที่ได้เข้ารอบชิงในโครงการนี้ได้แก่

- DCN Patrol Corvette CODAG
- GFC MEKO 200 SAN CODAG : เป็นแบบเรือเดียวกับที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งในโครงการจัดหาเรือฟริเกตของชิลี แต่ไม่ได้รับการจัดซื้อแต่อย่างใดเพราะรัฐบาลชิลียกเลิกโครงการและหันไปซื้อเรือฟริเกตมือ2จากอังกฤษแทน และน่าจะเป็นแบบเรือเดียวกับที่เตรียมส่งในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสุงของไทย แต่ไม่ปรากฎชื่อในรอบสุดท้ายจึงไม่ชัดเจนว่าเยอรมันได้ยื่นข้อเสนอมาจริงหรือไม่
- GFC MEKO A200 SAN CODAG
- Bazan F590B CODAG
- GEC Marine F3000 CODAG





   ตารางระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งบนเรือ จะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์ที่ผลิตได้เองในประเทศอยู่หลายระบบด้วยกัน ทำให้ราคารวมของโครงการนี้ไม่สุงมากเกินไป ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แอฟริกาใต้โดนคว่ำบาตรจนต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ถึง 17 ปี  ภาพต่อไปเป็นข้อมูลของแบบเรือทั้ง แบบที่ได้เข้าชิงชัยในรอบสุดท้าย    







 คะแนนในรอบตัดสินก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง Meko A200 จากเยอรมันได้คะแนนอันดับ1ในด้านประสิทธิภาพตามมาด้วย Meko 200 ทางด้านราคาเรือ F590B ยังคงน้อยสุดทำให้คะแนนเฉลี่ยมาเป็นที่ อีกครั้ง สรุปแล้วในโครงการนี้แบบเรือจากสเปนมีคะแนนดีที่สุดทั้ง3รอบการแข่งขัน F3000 จากอังกฤษได้ที่ และ Patrol Corvette ของฝรั่งเศสกินบ๊วยเหมือนเดิม นี่เป็นผลคะแนนทั้งหมด และความเห็นบางส่วนจากผู้ที่ให้คะแนนครับ


                                                                     

     ผลการตัดสินตาาหลังจากกองทัพเรือและรัฐบาลแอฟริกาใต้ใช้เวลาพิจารณาอยู่นานพอสมควร พวกเขาเลือกแบบเรือ German Frigate Consortium (GFC) Meko A 200 SAN จากเยอรมันที่ได้คะแนนด้านประสิทธิภาพดีที่สุด แม้ว่าแบบเรือ Bazan F590B จะได้คะแนนเฉลี่ยดีที่สุดแต่ในการเจรจามีปัญหาเล็กน้อย การส่งมอบเรือทำได้ล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายเดือนและความยืดหยุ่นทางด้านการเงินมีน้อยกว่ารายอื่นๆ Project Sitron มีการเซ็นสัญญากันในวันที่ 3ธันวาคม 1999 สัญญามีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 เมษายน 2000  เรือคอร์เวตลำแรกสุด SAS Amatola เดินทางมาถึงแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคม 2004 เรือลำที่2 SAS Isandhlwana มาในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 เรือลำที่ 3 SAS Spioenkop เดือนทางมาถึงในเดือนพฤษภาคม และเรือลำสุดท้าย SAS Mendi เดือนทางมาถึงในเดือนกันยายนปีเดียวกัน


     จากในภาพจะเห็นได้ว่าเรือ SAS Amatola เดินทางมาตัวเปล่ามีเพียงเรดาร์เดินเรือตัวเดียวเท่านั้น อาวุธและอุปกรณ์ที่เหลือล้วนแล้วแต่ติดตั้งภายในประเทศ การจัดการประกวดแข่งขันและการดำงานทั้งหมดของแอฟริกาใต้ค่อนข้างมีแบบแผนและตารางการทำงานอย่างชัดเจน กระชับรัดกุมถูกต้องตามหลักการและตรงตามความต้องการ  มีความโปร่งใสไม่หมกเม็ดและเปิดเผยข้อมูลส่วนใหญ่กับสาธารณะชน เป็นแนวทางที่ควรศึกษาอย่างละเอียดและนำมาประยุกต์ใช้งานกับประเทศไทยบ้าง กับโครงการจัดหาอาวุธของทุกเหล่าทัพในอนาคตข้างหน้า

จรวด Umkhonto พัฒนาเสร็จสมบรูณ์และมีการยิงทดสอบในปี 2005 หลังจากได้รับเรือมาไม่กี่เดือน จากในภาพจะเห็นว่าเรือสามารถรองรับได้มากสุดถึง 32 ท่อยิง ในอนาคตข้างหน้าจะมีจรวด Umkhonto-R นำวิถีด้วยเรดาร์ระยะยิงประมาณ 60 กม.เพิ่มเข้ามาใช้งานอีก รุ่น

   ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  
อ้างอิงจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Valour_class_frigate






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น