วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563

Tamandaré Class Corvettes (CCT)


เมื่อบราซิลสร้างเรือคอร์เวตด้วยตัวเอง
ปี1977 รัฐบาลบราซิลได้เริ่มต้นโครงการขนาดใหญ่ อีกทั้งมีความสำคัญต่อกองทัพเรือมากที่สุด นั่นคือการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Inhaúma ขึ้นมาเองภายในประเทศ โดยราชนาวีมีความต้องการจำนวน 12 ถึง 16 ลำ เรือถูกออกแบบโดยวิศวกรชาวบราซิล ภายใต้ความช่วยเหลือจากบริษัท Marine Technik ประเทศเยอรมัน ก่อนหน้านี้ในปี 1970 พวกเขาเคยสร้างเรือฟริเกตชั้น Mk10 2 ลำ ภายใต้ความช่วยเหลือจากบริษัทอังกฤษเจ้าของแบบเรือมาแล้ว (ต่อมาภายหลังสร้างเพิ่มอีก 1 ลำ) ทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างเรือรบได้เอง ระวางขับน้ำก็น้อยกว่าเดิมไม่น่ายากเย็นเท่าไร
ที่ต้องการเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาทดแทนเรือเก่า อันประกอบไปด้วยเรือพิฆาตชั้น Gearing เรือพิฆาตชั้น Allen M. Sumner และเรือพิฆาตชั้น Fletcher ซึ่งเป็นเรือเก่าจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ที่บราซิลเช่าซื้อมาจากอเมริกาผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน อ่านดูคร่าวๆ คล้ายประเทศไทยเมื่อกาลครั้งหนึ่ง สมัยที่เราสร้างเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นคำรณสินธุ กับเรือตรวจการณ์ปืนชั้นเรือหลวงสัตหีบขึ้นมาเอง ก่อนเข้าสู่เนื้อหาชมภาพคอนเซ็ปต์เรือลำนี้ดูสักนิด

จะเห็นได้ว่าเรือบราซิลใช้ตัวอักษร V นำหน้าหมายเลขเรือ ต่างเรือฟริเกตใช้ซึ่งใช้ตัวอักษร F เหมือนกับประเทศอื่นๆ รูปทรงคล้ายเรือปลายยุค 70 ถึงต้นยุค 80 นั่นแหละครับ หัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 4.5 นิ้วหนึ่งกระบอก กลางเรือมีแท่นยิงจรวดต่อสู้เรือรบกับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ตัวเรือยกสูงหนึ่งชั้นยาวมาถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ด้านข้างโรงเก็บเป็นจุดติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน ท้ายเรือถูกตัดให้ต่ำลงใช้เป็นจุดผูกเชือกท้ายเรือ เรือลำนี้ถูกแบ่งสร้างเป็นบล็อกแล้วนำมาประกอบภายหลัง ใช้เทคโนโลยีใหม่เอี่ยมอ่องกันเลยทีเดียว อ่านดูคร่าวๆ คิดว่าเข้าทีและเป็นเรือรบที่ดีมากลำหนึ่ง
เมื่อโครงการได้รับอนุมัติกองทัพเรือเดินหน้าทันที โดยการสั่งซื้อเรือคอร์เวต 2 ลำแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1982 และสั่งซื้ออีก 2 ลำในวันที่ 9 มกราคม 1986 (รวมเป็น 4 ลำในสองเฟสแรก) ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 1986 มีพิธีปล่อยเรือลำแรกชื่อ V30 Inhaúma ลงน้ำอย่างเป็นทางการ ส่วนวันที่ 8 มิถุนายน 1987 เป็นคิวของเรือลำที่สองชื่อ V31 Jacejuai ครั้นถึงวันที่ 12 ธันวาคม 1989 เรือ V30 Inhauma เข้าประจำการอย่างเป็นทางการ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเข้าทางผู้มีความมุมานะ

.ในภาพคือเรือ V30 Inhaúma สร้างเสร็จทั้งลำแล้วในปี 1988 แต่ยังเก็บงานไม่เรียบร้อยมีแค่ปืนใหญ่หัวเรือกระบอกเดียว นี่คือเรือคอร์เวตซึ่งถูกออกแบบโดยคนบราซิล และสร้างขึ้นเองภายในประเทศโดยคนบราซิล
ท่ามกลางความโชคดีบังเอิญมีความโชคร้ายแทรกเข้ามา เมื่อเศรษฐกิจบราซิลเริ่มไม่ดีเหมือนเดิมอีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องเตะถ่วงการสร้างเรือเฟสใหม่ออกไป และให้บังเอิญอู่ต่อเรือมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ จนถึงขั้นล้มละลาย ทำให้การสร้างเรือลำท้ายๆ ล่าช้ากว่ากำหนดการ และเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ตามแก้แทบไม่ไหว เรือลำที่ 4 ชื่อ V33 Frontin ได้เข้าประจำการวันที่ 11 มีนาคม 1994 โน่น เท่ากับใช้เวลา 12 ปีเต็มในการสร้างเรือ 4 ลำ ท่ามกลางความโล่งใจทั้งจากคนจ่ายเงินและคนรับเงิน ซึ่งอยากปิดโครงการกลับไปนอนตีพุงอยู่บ้านสบายใจกว่า
แน่นอนที่สุดโครงการนี้ต้องหยุดชะงักชั่วคราว รัฐบาลให้กองทัพเรือประเมินผลเรือคอร์เวตต้นแบบสักพักใหญ่ๆ ถ้าตัวเรือไม่มีปัญหาและการคลังเองก็ไม่มีปัญหา วันใดวันหนึ่งโครงการอภิมหาโปรเจกต์อาจได้เดินหน้าต่อ

ชมภาพเรือคอร์เวตลำจริงกันต่อเลยครับ ในภาพคือเรือชื่อ V32 Júlio de Noronha ซึ่งเป็นลำที่สามจากสี่ลำ สะพานเดินเรือตีโป่งออกมาเล็กน้อย เสากระโดงหลักใช้แผ่นเหล็กปิดทั้งหมด (ภาพเรือคอนเซ็ปต์เป็นเสาแบบโปร่ง) กลางเรือเหมือนของเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ตีโป่งทางเดินทั้งสองกราบ เนื่องจากความกว้างของเรือมีค่อนข้างน้อย
เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 1,700 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,000 ตัน ยาว 95.8 เมตร กว้าง 11.4 เมตร กินน้ำลึก 4.2 เมตร ติดปืนใหญ่ 4.5 นิ้ว 1 กระบอก ปืนกล Bofors 40L70 ป้อมปืนเหมือนเรือหลวงราชฤทธิ์อีก 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Exocet MM40 จำนวน 4 นัด ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk46 อีก 6 นัด ใช้เรดาร์อังกฤษ โซนาร์เยอรมัน เรดาร์ควบคุมการยิงอิตาลี ออบทรอนิกส์ควบคุมการยิงสวีเดน ระบบอำนวยการรบอังกฤษ และเครื่องยนต์จากเยอรมันบวกอเมริกา มีราคาสุทธิลำละ 150 ล้านเหรียญ เทียบกับเรือจากยุโรปคิดว่าคงสูสีกันมาก แต่ถ้าเทียบกับเรือจีนยุคนั้นจะแพงกว่าสองสามเท่าตัว
หน้าตาใกล้เคียงเรือคอร์เวตชั้น Kasturi ของมาเลเซีย ขนาดและระวางขับน้ำก็ใกล้เคียงกัน ท้ายเรือนี่เหมือนกันราวแพะกับแกะ เพียงแต่ไม่มีจรวดปราบเรือดำน้ำของ Bofors หลังปืนหลัก การออกแบบเรือสมัยก่อนมักคล้ายคลึงกันตามยุคสมัย อยู่ที่ว่าติดตั้งเรดาร์หรืออาวุธอะไรเข้าไปบ้าง เรือสมัยนั้นเน้นติดปืนหลักขนาดค่อนข้างใหญ่ ตามหลักการระดมยิงชายฝั่งที่มีความจำเป็นสูง อย่างเรือคอร์เวตมาเลเซียเองก็ใช้ปืน 100 มม. ของฝรั่งเศส เพิ่งมาถอดออกตอนปรับปรุงใหญ่เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ทว่าปัจจุบันนิยมใช้ปืนหลักขนาด 76/62 มม.กับ 57 มม. เท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้ตำหนิอะไรหรอกแค่เห็นแล้วรู้สึกเบื่อๆ

ชมภาพท้ายเรือกันบ้างดีกว่า มีที่ว่างค่อนข้างเยอะตั้งโต๊ะตีปิงปองได้สบาย ถ้าเป็นยุค 50 คงเหมาะสมกับติดตั้งรางระเบิดลึก แต่บราซิลคิดการใหญ่ไปไกลกว่านั้นเยอะ พวกเขาอยากได้ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx เนื่องมาจากสงครามฟอคแลนด์ระหว่างอังกฤษกับอาเจนตินาในปี 1982 เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Type 42 ของอังกฤษ โดนยิงจมลงด้วยจรวดต่อสู้เรือรบ Exocet เพียงนัดเดียว บราซิลจึงอยากได้ไอเทมลับจากอเมริกามาใช้ป้องกันเรือ
แต่แล้วก็แห้วเหมือนกับหลายชาติรวมทั้งไทยในตอนนั้น Phalanx มีราคาค่อนข้างแพงและอเมริกายังหวงของ โอกาสจะได้มาครอบครองค่อนข้างลำบากลำบน เหลียวมองคู่แข่งรายอื่นซึ่งตอนนั้นมีด้วยกันหลายเจ้า ที่ว่าตั้งหลายเจ้าก็ดันแพ้ภัยตัวเองไปเรื่อยๆ รวมทั้งตัวเรือมีปัญหาส่วนตัวเพิ่มเข้ามา อาทิเช่น Phalanx หนักเกินกว่าแบบเรือรองรับได้ ความสูงของอาวุธรบกวนการจอดเฮลิคอปเตอร์ และอยู่ใกล้ผิวน้ำเกินไปทำให้อาวุธอาจเสียหายเร็วกว่าเดิม
เมื่อเรือคอร์เวตทั้ง 4 ลำเข้าประจำการครบถ้วน ช่วงเวลานั้นเรือเก่าจำนวนมากทยอยปลดประจำการ จนก่อให้เกิดกองเรืออำพรางมีแต่ตำแหน่งกับท่าเรือว่างเปล่า บราซิลจำเป็นต้องซื้อเรือฟริเกตมือสองชั้น Type 22 Batch I จากอังกฤษจำนวน 4 ลำ มาใช้งานทดแทนโครงการเรือคอร์เวตซึ่งถูกดองเค็ม ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี
เรือฟริเกต Type 22 Batch I หน้าตาประหลาดกว่าเรือทุกลำ เพราะไม่ติดตั้งปืนใหญ่ไม่ว่าจะหัวเรือกลางเรือหรือท้ายเรือ (อังกฤษเพิ่งนำมาใส่ในเรือ Batch III) และทั้งๆ ที่เป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำโดยกำเนิด แต่กลับได้รับหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ ให้กับเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 2 ลำในสงครามฟอคแลนด์ เนื่องจากตัวเองติดจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Wolf จำนวน 12 นัด ยิงเป้าหมายระยะใกล้แม่นยำกว่าจรวด Sea Dart หรือ Sea Cat รวมทั้ง Sea Slag
ปัญหาขาดแคลนเรือรบผิวน้ำยังคงวิกฤต ต้องรีบแก้ไขเร่งด่วนไม่อย่างนั้นลำบากหนัก เมื่อเคลียร์เรื่องคาใจกับรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย กองทัพเรือบราซิลได้หวนกลับมามองน้ำพริกถ้วยเก่า ด้วยการขึ้นโครงการสร้างเรือคอร์เวตอีกครั้ง โดยจะสร้างเรือจำนวน 10 ลำ ใช้แบบเรือเดิมจำนวน 4 ลำ และแบบเรือปรับปรุงใหม่อีก 6 ลำ เข้าสู่ปี 1996 เรือลำแรกจากโครงการใหม่ถูกสร้างขึ้นมา ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเรืออีก 9 ลำจะทยอยตามมา แต่ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นดั่งใจคาดหวัง
กาลครั้งหนึ่งเอเรนเคยถามมิคาสะในช่วงเวลาคับขันว่า ทำไมเธอกับอามีนต้องออกไปล่อไททันเพศเมียเพื่อปกป้องเขาด้วย การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องตาย มิคาสะตอบกลับมาสั้นๆ ว่า ‘This World is Cruel’ แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ “โลกนี้มันช่างโหดร้าย” ก่อนสวมฮูดปิดบังใบหน้าแล้ววิ่งออกไปเผชิญหน้าความตาย ใช่แล้วครับผู้อ่านทุกท่าน กองทัพเรือบราซิลอาจเคยรู้จักคำว่าโหดร้ายมาก่อน แต่ไม่มีครั้งไหนโหดร้ายเจ็บปวดได้เทียบเท่าครั้งนี้อีกแล้ว
เรือลำแรกซึ่งใช้แบบเรือชั้น Inhaúma มาปรับปรุงเพิ่มเติม บราซิลไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากมายเลย โดยมีความยาวเพิ่มขึ้นมาแค่ 8 เมตร เรือลำนี้ต้องทำพิธีปล่อยลงน้ำในปี 1999 ก่อนเข้าประจำการจริงในอีกไม่เกิน 3 ปีถัดมา แต่เอาเข้าจริงกว่าจะให้สุภาพสตรีตีขวดแชมเปญใส่หัวเรือ ก็ปาเข้าไปปลายปี 2002 ติดโรคเลื่อนนานมาก และเข้าประจำการจริงเดือนสิงหาคมปี 2008 โน่น เท่ากับว่าใช้เวลาสร้างเรือรวมทั้งสิ้น 10 ปี ผลลัพธ์ตามมาก็คือโครงการนี้ต้องถูกยกเลิก

นี่คือเรือลำแรกและลำเดียวของโครงการน้ำพริกถ้วยเก่า เรือโทนลำนี้ชื่อ V34 Barroso หน้าตากลับไปเหมือนเรือคอนเซ็ปต์ที่เยอรมันช่วยออกแบบให้ ไม่ว่าจะสะพานเดินเรือก็ดี กราบข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ก็ดี เพียงแต่เสากระโดงหลักและรองทันสมัยมากขึ้น ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย อีกทั้งติดตั้งอาวุธปืนกลน้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ทว่าเรือลำนี้ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 10 ปี หมายความว่าแบบเรือต้องมีปัญหามาตั้งแต่พิมพ์เขียว
V34 Barroso ระวางขับน้ำปรกติ 1,800 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,300 ตัน ยาว 103.4 เมตร กว้าง 11.4 เมตร กินน้ำลึก 4.5 เมตร ใช้เรดาร์และระบบอำนวยการรบใหม่ก็จริง แต่ติดระบบอาวุธเหมือนเดิมทุกประการ ยกเว้นปืนรองถูกเปลี่ยนมาเป็น Bofors 40 mm Mk3 โดยติดแค่เพียงกระบอกเดียวบนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ถูกจัดให้เป็นเรือ Frontline หรืออยู่แถวหน้าสุดของกองเรือ ทั้งนี้เนื่องมาจากเป็นเรือรบที่มีอายุน้อยที่สุด เพียงแต่ขนาดเล็กเกินไปที่จะออกไปเผชิญมหาสมุทร

ท้ายเรือคือส่วนที่แตกต่างอย่างชัดเจน สร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์เต็มพื้นที่สี่เหลี่ยม เว้นพื้นที่ไว้เพียงเล็กน้อยสำหรับผูกเชือกท้ายเรือ โดยไม่รองรับ Phalanx หรือ CIWS ราคาแพงรุ่นอื่น ในภาพจะเห็นปืนกล Bofors 40 mm Mk3 หันมาทางซ้ายมือของภาพ โดยมีออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง EOS400 หันตามเช่นกัน กองทัพเรือบราซิลจัดให้เป็นระบบอาวุธป้องกันระยะประชิดหรือ CIWS รุ่นมาตรฐานตัวเอง ด้วยอานุภาพของกระสุน 3P ผู้เขียนคิดว่าพอถูๆ ไถๆ ได้
แม้บราซิลเคยสร้างเรือคอร์เวตถึง 4 ลำแล้วก็ตาม และลำใหม่ที่สร้างก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ ทว่าพวกเขาดันทำพลาดจนต้องยกเลิกในท้ายที่สุด เป็นบทเรียนสำคัญสอนให้ทุกคนได้รับรู้ว่า การปรับปรุงแบบเรือไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำได้เลย ต้องมีการทดสอบอย่างละเอียดตามหลักการสร้างเรือ ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเหมือนเรือคอร์เวตโทนลำนี้
โครงการนี้เต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ นอกจากปัญหาเรื่องการเงินและการออกแบบ ยังมีปัญหาสำคัญเรื่องคุณภาพการสร้างเรือ ซึ่งทำได้ไม่ดีเทียบเท่ามาตรฐานสากล ปัญหาเกิดจากเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ความรู้ความชำนาญของบุคลาการ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเงินของอู่ต่อเรือ ส่งผลกระทบมายังอายุการใช้งานอย่างชัดเจน ปัจจุบันเรือจำนวน 3 ลำปลดประจำการเรียบร้อยแล้ว โดยมีอายุการใช้งานเพียง 25 ปีถึง 28 ปีเท่านั้น ที่เหลืออีก 1 ลำใกล้ถึงเวลาพักผ่อนตลอดกาล
บราซิลจำเป็นต้องขึ้นโครงการเรือคอร์เวตใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้พวกเขาห้ามทำพลาดซ้ำซ้อนเด็ดขาด

ปี 2012 มีภาพคอนเซ็ปต์จากโครงการหลุดออกมา ใช้ชื่อว่า CV03 หรือเรือคอร์เวตหมายเลข 3 ง่ายๆ แค่นี้เอง รูปร่างหน้าตาสวยงามและทันสมัยกว่าเดิม โดยเฉพาะหัวเรือเหมือนเรือคอร์เวตจากเนเธอร์แลนด์ หรือสเปน ไม่ก็จีนแผ่นใหญ่สักแห่งสิน่า ครั้นพอผู้เขียนไล่มองไปเรื่อยๆ จนถึงบั้นท้าย กลับพบว่านี่คือเรือ V34 Barroso ไปแอบเหลาหน้ามาใหม่ การจัดวางอาวุธเหมือนเดิมทุกประการ ปล่องระบายความร้อนยกของเดิมมาใส่ ลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ก็เหมือนของเดิม เพียงแต่โดยภาพรวมสวยงามกว่าเดิมตามยุคสมัย รวมทั้งอาจติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานท่อยิงแนวดิ่งได้
ความรู้สึกเหมือนกับว่า…เลิกกับแฟนเก่าไปสองรอบแล้ว แต่พอเขาเอาดอกมะลิมาง้อก็ยอมใจอ่อนรอบที่สาม
ภาพเรือคอนเซ็ปต์อาจยังไม่ตรงใจเท่าไร กองทัพเรือบราซิลใช้เวลาอีก 3 ปีเต็ม ในการพัฒนาแบบเรือใหม่เอี่ยมอ่องขึ้นมาอย่างมุ่งมั่น จนกระทั่งในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ LAAD 2015 ซึ่งถูกจัดขึ้นในกรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศตัวเอง พวกเขาได้เผยโมเดลเรือ CV03 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเปิดเผยโครงการสร้างเรือคอร์เวตด้วยตัวเองในอนาคต โดยใช้ชื่อว่าเรือชั้น Tamandaré รูปร่างหน้าตาเรือคอร์เวตลำใหม่ตามนี้เลยครับ

ความรู้สึกเหมือนกับว่า…เลิกกับแฟนเก่าไปสามรอบแล้ว แต่พอเขาเอาพวงมาลัยมาง้อก็ยอมใจอ่อนรอบที่สี่
เรือลำใหม่ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,790 ตัน ยาว 103.4 เมตร กว้าง 12.8 เมตร ความเร็วสูงสุด 25 นอต ทดข้อมูลตรงนี้ไว้ในใจก่อนนะครับ รูปทรงเหมือนเรือยุค 90 ทั้งที่เข้าสู่ปี 2015 เข้าไปแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากนำเรือ V34 Barroso มาขยายให้ใหญ่ขึ้น หัวเรือกับสะพานเดินเรือขี้เหล่กว่าเดิม การจัดวางอาวุธยังคงเหมือนเดิม ปล่องระบายความร้อนเป็นสิ่งเดียวที่ดูต่างออกไป พูดกันตรงๆ คนบราซิลภูมิใจเรือลำนี้ค่อนข้างมาก แต่รัฐบาลกับกองทัพเรือดูเหมือนจะไม่ปลื้มสักเท่าไร
ผู้เขียนไม่มีอคติกับเรือลำนี้นะครับ ถ้าเอกชนไทยออกแบบเรือหน้าตาเหมือนกันเลย และสามารถสร้างออกมาใช้งานได้จริงในราคาเหมาะสม ผู้เขียนจะอวยสุดหัวใจและภาคภูมิใจกับเรือลำนี้ โชคร้ายแบบเรือ CV03 ไม่มีความคุ้มค่าที่จะสร้างจริง เพราะนำแบบเรือจากยุคสงครามเย็นมาปรับปรุงใหม่ เมื่อชาวบราซิลนึกถึงคำพูดมิคาสะก็รีบถอยหลังทันที
มีอยู่จุดหนึ่งอยากให้สังเกตเล็กน้อย บริเวณสองกราบของโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างล้นออกมาด้านข้างตัวเรือ ผู้อ่านคิดว่ามันคืออะไรเหรอครับ? บอกใบ้ให้นิดเดียวว่ามาจากประเทศสเปน อุปกรณ์ชิ้นนี้หายไปจากองทัพเรือไทยเกือบหมดแล้ว อีกสักพักจะมาเฉลยใครตอบถูกเจอกันที่ร้านน้องจอยหมูกระทะ
กาลครั้งหนึ่งเมื่อมิคาสะรู้ว่าเอเรนเสียชีวิตแล้ว เธอหมดความพยายามที่จะมีชีวิตอีกต่อไป สาวน้อยผู้แสนอาภัพเปรยกับตัวเองเบาๆ ว่า ‘This World is Cruel and Beautiful’ แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ “โลกนี้โหดร้ายก็จริงแต่สวยงามมาก” เปรียบได้กับลูกประดู่บราซิลซึ่งเคยล้มเหลวสองครั้งติดกัน แต่พวกเขาจำเป็นต้องเดินหน้าต่อเพื่อสานฝันให้สำเร็จ
วันที่ 18 มิถุนายน 2018 กองทัพเรือบราซิลเริ่มต้นโครงการ Tamandaré Class Corvettes หรือ CCT โดยต้องการซื้อเรือคอร์เวตเอนกประสงค์จำนวน 4 ลำ พร้อมสัญญาซ่อมบำรุง 8 ปีภายใต้งบประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญ เงื่อนไขสำคัญก็คือต้องสร้างเองภายในประเทศ คุณสมบัติเรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,790 ตัน ยาว 103.4 เมตร กว้าง 12.8 เมตร ความเร็วสูงสุด 25 นอต กำหนดให้ติดอาวุธกับอุปกรณ์ต่างๆ ตามมาตรฐาน หรือพูดง่ายๆ ว่าต้องดีเทียบเท่าแบบเรือ CV03 นั่นเอง
เนื่องจากเป็นโครงการใหญ่กับประเทศใหญ่ เป็นลูกค้าหน้าใหม่ที่ซื้อจริงและอาจซื้อเพิ่มในอนาคต มีความเหมาะสมที่จะทุ่มหมดหน้าตักเพื่อไขว้คว้า จึงมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมโครงการนี้มากถึง 9 ราย ส่วนใหญ่มาจากยุโรปแต่มีเอเชียโผล่เข้ามานิดหน่อย ผู้เขียนขอแนะนำแบบเรือเข้าร่วมโครงการสัก 3 รุ่น จริงๆ อยากได้ครบทุกลำแต่หาข้อมูลได้เพียงเท่านี้
แบบเรือลำแรกมาจากประเทศอินเดีย หลังบราซิลประกาศเดินหน้าโครงการ CCT เพียง 10 วัน บริษัท Garden Reach Shipbuilders & Engineers หรือ GRSE ของอินเดีย จับมือกับบริษัท Sinergy Group Corporate ของบราซิลซึ่งมีอู่ต่อเรือ EISA shipyard เป็นของตัวเอง นำเสนอแบบเรือ Project 28 รุ่นปรับปรุงใหม่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้ระบบอำนวยการรบบริษัท Elbit Systems จากอิสราเอล รูปร่างหน้าตาของเรือลำแรกประมาณนี้เลยครับ

แบบเรือ Project 28 ก็คือเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น Kamorta ของกองทัพเรืออินเดีย มีระวางขับน้ำเต็มที่ 3,300 ตัน ยาว 109 เมตร กว้าง 14.14 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร เรือต้นแบบไม่ได้ติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบกับจรวดต่อสู้อากาศยาน เรือที่นำเสนอจึงต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยการตัดดาดฟ้าสูงหนึ่งชั้นหน้าสะพานเดินเรือทิ้ง เพื่อใส่ท่อยิงแนวดิ่งจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor 12 ท่อยิง (จุดเดียวกับคลังแสงจรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-6000 เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ ) กับจรวดต่อสู้เรือรบ Exocet MM40 จำนวน 4 นัด กลางเรือใส่ตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ได้ 2 ตู้ ท้ายเรือมีปืนอัตโนมัติขนาด 25 มม. กับแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ Simbad-RC โผล่เข้ามา 2 แท่น
 ย้อนกลับไปวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2016 เรือลำนี้ชนะเลิศโครงการเรือฟริเกตฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องการซื้อเรือ 2 ลำในวงเงิน 321 ล้านเหรียญ (หรือลำละ 160.5 ล้านเหรียญ) บังเอิญโชคร้ายถูกตัดสิทธิ์เพราะสถานะการเงินอู่ต่อเรือไม่ผ่านเกณฑ์ หวยจึงมาออกที่บริษัทฮุนไดจากเกาหลีใต้ ทำให้ฟิลิปปินส์ได้เรือฟริเกตที่ดีมากลำหนึ่งไปใช้งาน GRSE ใช้แบบเรือลำนี้นำเสนอให้กับฟิลิปปินส์ ความสวยงามลดลงจากเรือต้นฉบับพอสมควร แต่ไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหล่แอบพาไปวัดตอนตีสามได้
ตัวเลขมิติเรือผู้เขียนอ้างอิงจากเรือฟิลิปปินส์นะครับ มีความแตกต่างจากเรือต้นฉบับอินเดียสักเล็กน้อย
เรือลำถัดไปมาจากประเทศที่มีดินแดนสองทวีป และมีนโยบายการทหารสองด้านทำเอาวุ่นวายไปหมด ประเทศนั้นก็คือตุรกีดินแดนไก่งวง บริษัท STM จากตุรกีจับมือกับอู่ต่อเรือ Brasfels Shipyard ของบราซิล นำเสนอแบบเรือ MILGEM รุ่นปรับปรุงในโครง CCT ชมภาพแบบเรือในโครงการนี้กันก่อนดีกว่า

เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,970 ตัน มากกว่าต้นฉบับซึ่งมีแค่เพียง 2,300 ตัน ยาว 103.4 เมตรขณะที่ต้นฉบับยาว 99.5 กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.9 เมตรเท่าเดิม ใช้เรดาร์กับระบบอำนวยการรบจาก Thales ติดปืนใหญ่ 76/62 ที่หัวเรือ ปืนกล Bofor 40 mm Mk4 ท้ายเรือ ปืนกลอัตโนมัติ 12.7 มม.อีก 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Exocet MM40 จำนวน 4 นัด ส่วนแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำอยู่ในตัวเรือ ลานจอดกับโรงเก็บรองรับเฮลิคอปเตอร์ S-70B ขนาด 10 ตัน
เนื่องจากแบบเรือเดิมไม่รองรับแท่นยิงแนวดิ่งสำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน ได้มีการปรับปรุงเพิ่มความยาวหัวเรือเล็กน้อย จากนั้นจึงใส่ท่อยิง ExLS จำนวน 3 ท่อยิงเข้าไป สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor จำนวน 12 นัด (จรวด 4 นัดต่อ 1 ท่อยิง) ประหยัดพื้นที่ก็จริงแต่ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อน บราซิลอยากได้ท่อยิงเดี่ยว 12 ท่อยิงซึ่งใช้งานและดูแลง่ายกว่า
ก่อนอื่นเลยผู้เขียนออกตัวว่าชอบแบบเรือต้นฉบับมาก ค่อนข้างทันสมัยแม้ไม่รอบรับแท่นยิงแนวดิ่งก็ตาม ครั้นพอเจอแบบเรือปรับปรุงเข้าไปถึงกับตะลึงแล จึงตัดสินใจขออนุญาตไม่วิจารณ์เรื่องความสวยงาม ตุรกีคาดหวังกับโครงการนี้ไว้ค่อนข้างสูง แบบเรือ MILGEM ของพวกเขาขายให้ปากีสถานได้แล้ว 4 ลำ ตอนนี้กำลังนำเสนอให้กับประเทศโคลัมเบียอยู่ โดยใช้แบบเรือย่อยชื่อ CF3500 ซึ่งมีขนาดใหญ่โตที่สุด ขณะนี้พี่เติร์กเริ่มบุกตลาดโลกอย่างจริงจังและหนักหน่วง
เรือลำที่สามมาจากทวีปยุโรปแท้ๆ บ้าง เมื่อบริษัท Damen จากเนเธอร์แลนด์จับมือกับบริษัท Saab ประเทศบราซิล (สวีเดนเข้ามาตั้งเพื่อรองรับการผลิตเครื่องบินกริเพน) นำเสนอแบบเรือ Sigma 10514 ของตัวเองโดยใช้ระบบเรดาร์กับระบบอำนวยการรบของ Saab พอได้ยินแล้วรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ไม่ทราบว่าแบบเรือจะสวยงามมากน้อยแค่ไหน

แบบเรือของพวกเขาหน้าตาแบบนี้เลย ระวางขับน้ำมาตรฐาน 2,575 ตัน ยาว 105.11 เมตร กว้าง 14.02 เมตร กินน้ำลึกประมาณ 4 เมตรกว่า ติดปืนหลักขนาด 57 มม. มีแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8 ท่อ หน้าสะพานเดินเรือมีที่ว่างติดปืนกลเพิ่มเติมได้ ใช้เรดาร์ 3 มิติ Sea Giraffe AMB เรดาร์ควบคุมการยิง Ceros200 และระบบอำนวยการรบ 9LV กลางเรือติดจรวดต่อสู้เรือรบจำนวน 4 นัด บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดปืนกล 40 มม.กับออปทรอนิกส์ควบคุมการยิง EOS500
สังเกตบนท้องฟ้าเห็นเครื่องบินกริเพนไหมครับ คนขายต้องการสื่อว่ามีระบบดาต้าลิงก์กับกองทัพอากาศด้วยนะ แผนการนี้เคยประสบความสำเร็จกับบางประเทศมาแล้ว แต่บราซิลมีดาตาลิงก์ตัวเองทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ คงไม่อยากได้ของแพงจากสวีเดนสักเท่าไร แบบเรือ Sigma 10514 ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อินโดนีเซียวางแผนว่าจะจัดหาจำนวน 4-6 ลำ ตอนนี้เฟสแรก 2 ลำพร้อมเข้าประจำการแล้ว แต่เรือฟริเกต Sigma 10514 ที่ดีที่สุดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก

นี่คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์ชื่อ POLA 101 ARM Reformador สร้างขึ้นเองโดยอู่ต่อเรือภายในประเทศ ติดอาวุธทันสมัยล้นลำตั้งแต่หัวจรวดท้าย เริ่มจากปืนใหญ่ 57 มม.ยิงได้เร็วสุด 220 นัดต่อนาที ถัดไปเป็นแท่นยิงแนวดิ่ง MK56 จำนวน 8 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM (เม็กซิโกซื้อมาเฟสแรก 6 นัด) ต่อด้วยปืนกลอัตโนมัติขนาด 25 มม.ใช้เรดาร์กับระบบอำนวยการรบจาก Thales กลางเรือมีจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon Block II อีก 8 นัด บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดแท่นยิงจรวด RAM Block II อีก 21 นัดใช้เป็น CIWS ที่ดียอดเยี่ยม ท้ายเรือติดตั้งโซนาร์ท้าย Thales CAPTAS-2 ซึ่งมีโหมดการทำงานทั้ง Passive และ Active จัดว่าทันสมัยมากที่สุด โดยใช้ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ Mk-54 จากอเมริกา
เรือติดตั้งอาวุธกับอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ยกเว้นแค่เพียงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์จากสเปน นั่นคือระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RESM และระบบก่อกวนสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RECM ซึ่งสเปนมีใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศระบบเอจิส สังเกตนะครับว่าไม่เกี่ยวข้องกับระบบอำนายการรบ ไม่จำเป็นต้องติดระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของ Thales เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด และเม็กซิโกจัดแน่นจัดเต็มจัดบึกมากที่สุด เสียดายก็แต่ติดเรดาร์ควบคุมการยิงจรวด ESSM แค่ตัวเดียว ตามปริมาณจรวดซึ่งตัวเองมีไม่เยอะสักเท่าไร
ชมแบบเรือที่เข้าร่วมโครงการพอหอมปากหอมคอแล้ว มาพบกับแบบเรือผู้ได้รับการคัดเลือกกันบ้างดีกว่า วันที่ 29 มีนาคม 2019 กองทัพเรือบราซิลประกาศว่าบริษัท Thyssenkrupp จากเยอรมันกับบริษัท Embraer จากบราซิล คือผู้ชนะเลิศโครงการ Tamandaré Class Corvettes หรือ CCT โดยใช้แบบเรือ MEKO A-100 ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาประมาณนี้

เรือผู้ชนะโครงการระวาง 3,455 ตัน ยาว 107.2 เมตร กว้าง 16 เมตร มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 40 ปี ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีทันสมัยจากเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็น MEKO Platform Modularity และ MEKO Configuration Modularity รวมทั้ง MEKO Mission Modularity เพราะมีความทันสมัยสูงการต่อเรือจึงต้องใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นตามกัน
เรือติดตั้งปืนใหญ่ Bofors 57 mm Mk3 แท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor จำนวน 12 ท่อยิง กลางเรือติดจรวดต่อสู้เรือรบ Exocet MM40 จำนวน 4 นัด แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำอยู่ในตัวเรือ ท้ายเรือมีปืนกล Bofors 40 mm Mk4 1 กระบอก กับปืนกลอัตโนมัติ 12.7 มม.อีก 2 กระบอก ลานจอดกับโรงเก็บรองรับเฮลิคอปเตอร์ S-70B ใช้เรดาร์ 3 มิติ Artisan 3D จาก BAE ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง STIR 1.2 EO จาก Thales จำนวน 1 ตัว กับออปทรอนิกส์ควบคุมการยิง Paseo XLR จาก SAFRAN จำนวน 2 ตัว ติดโซนาร์หัวเรือ ASO713 จาก ATLAS ระบบอำนวยการรบก็ ATLAS ประเทศเยอรมัน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ใช้ระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RESM และระบบก่อกวนสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RECM จากสเปน ผู้อ่านเห็นแท่งยาวๆ หัวมนข้างเสากระโดงเรือไหมครับ สิ่งนี้ก็คือ Uplink Antenna ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลให้กับจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor ซึ่งเป็นจรวดที่มีระบบนำวิถีอยู่ในหัวรบ เมื่อยิงออกไปแล้วจะวิ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงบังคับทิศทาง มีความทันสมัยมากก็จริงแต่ก็พบจุดอ่อนเช่นกัน
เช้าวันหนึ่งกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่ เจ้าหน้าที่เรดาร์ตรวจพบฝ่ายตรงข้ามบุกรุกเข้ามา ผู้การเออร์วินสั่งยิงจรวดสกัดกั้นเครื่องบินที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ต่อมาครู่เดียวดันตรวจเจอจรวด C-802 ที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา ผู้การจำเป็นต้องสั่งยิงจรวดนัดที่สองขึ้นไปสกัดกั้น ทีนี้ถ้าเรือไม่เหลือจรวดแล้วก็เอวังด้วยประการฉะโน้น แต่ด้วยอุปกรณ์ชิ้นนี้ท่านผู้การสามารถสั่งเปลี่ยนเป้าหมาย ให้จรวดวิ่งปะทะจรวดด้วยกันที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาได้ นี่คือการปิดจุดอ่อนขนาดใหญ่โตอย่างชาญฉลาด
ที่ผู้เขียนเขียนถึงว่ากันตามหลักการนะครับ ส่วนในการปฏิบัติการจริงมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาปะปน จรวดอาจเปลี่ยนทิศทางพุ่งชนจรวดอย่างแม่นยำ หรือจรวดอาจเปลี่ยนทิศทางไม่ทันจึงได้แห้วไป รวมทั้งจรวดอาจวิ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายเดิม ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมดในสนามรบด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ แต่ถึงอย่างไรก็สมควรมี Uplink Antenna ติดไว้บนเรือ ปรกติแล้วจรวด Sea Ceptor จะติดอุปกรณ์ชิ้นนี้จำนวน 2 ตัว ครอบคลุมทิศทาง 360 องศามีความเหมาะสมที่สุด
ต่อไปนี้จะเขียนถึงแบบเรือกันสักนิด ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตแบ่งเรือตระกูลนี้ออกเป็น 4 รุ่นประกอบไปด้วย
1. MEKO 100 RMN ของมาเลเซีย
2. MEKO A-100 PL ของโปแลนด์
3. K130 ของเยอรมัน
4. MEKO A-100 ตัวปัจจุบัน ซึ่งสามารถแบ่งรุ่นย่อยออกเป็น 3 รุ่นตามระวางขับน้ำ ประกอบไปด้วย
4.1 MEKO A-100 Mk I
4.2 MEKO A-100 Mk II
4.3 MEKO A-100 Mk III ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากที่สุด และเป็นแบบเรือชนะเลิศโครงการ CCT ประเทศบราซิล

ปีนี้ผู้เขียนเขียนถึงแบบเรือใหม่ 4 บทความเข้าไปแล้ว โดยทุกแบบเรือมีพื้นที่ใช้งานอเนกประสงค์เรียกว่า Mission Deck หรือ Mission Bay ติดตั้งมาให้ครบทุกลำ เรือจากเยอรมันก็มีและมีเยอะกว่าเรือชาติอื่น แบ่งออกเป็น Forward Mission Deck Flex บริเวณกลางเรือระหว่างเสากระโดงสองต้น สามรถติดจรวดต่อสู้เรือรบกับตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ได้ 1 ตู้ แต่ถ้าถอดจรวดออกจะติดตู้คอนเทนเนอร์ได้ 2 ตู้ ส่วนจุดที่สอง After Mission Deck Flex อยู่บริเวณใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ บรรทุกเรือยางท้องแข็ง RHIB ขนาด 11 เมตรได้ 2 ลำ พร้อมตู้คอนเทนเนอร์เอนกประสงค์อีก 4 ตู้ หรือจะติดตั้งเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 6 ตู้ด้วยกัน นี่แหละครับระบบ MEKO Mission Modularity จากประเทศเยอรมัน
เพราะฉะนั้นเรือ MEKO A-100 Mk III สามารถแบกตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ได้มากสุด 8 ตู้ และมีเรือยางท้องแข็ง RHIB ขนาด 8 เมตรอีก 1 ลำที่กราบเรือฝั่งขวา นี่คือออปชันเสริมที่บราซิลได้รับจากเรือคอร์เวตลำใหม่
เรื่องต่อไปก็คือระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RESM และระบบก่อกวนสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RECM จากประเทศสเปน ซึ่งในตอนนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นอกจากมีใช้งานในกองทัพเรือสเปน เม็กซิโก และบราซิลรายล่าสุดแล้ว เยอรมันยังซื้อไปใช้งานบนเรือคอร์เวตชั้น K130 ของตัวเองตั้งนานแล้ว  RIGEL มีทั้งระบบตรวจจับและก่อกวนเรดาร์รวมอยู่ด้วยกัน ทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยไม่ผู้มัดกับระบบอำนวยการรบแต่อย่างใด

นี่คือภาพถ่ายเรือชื่อ POLA 101 ARM Reformador ประเทศเม็กซิโก ระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RESM อยู่ในโดมตัวเล็กใกล้เรดาร์ 3 มิติ ส่วนระบบก่อกวนสัญญาณเรดาร์ Indra RIGEL RECM อยู่ในโดมตัวใหญ่ใต้ ESM อีกที สามารถก่อกวนเรดาร์ข้าศึกได้ตั้งแต่ 3 จนถึง 12 รูปแบบ นี่คืออุปกรณ์ที่หายไปจากกองทัพเรือไทยนานพอสมควร
จริงอยู่ Indra RIGEL สู้คู่แข่งจากอเมริกาหรืออิตาลีซึ่งแพงกว่ากันไม่ได้ แต่มีประสิทธิภาพสูงได้รับการยอมรับจากหลายชาติ ผ่านการปฏิบัติงานจริงในอ่าวเอเดนกับทะเลเมอดิเตอร์เรเนียนมาแล้ว ลูกประดู่ไทยไม่สนใจสักนิดเลยเหรอครับ ซื้อมาใช้งานบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรก็ดูเข้าที สเปนน่าจะให้ราคาพิเศษในฐานะลูกค้าเก่าแก่ ให้เรานำสินค้าไปประชาสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนที่เราเคยทำกับเครื่องบินกริเพนมาก่อนหน้านี้
วันเวลาผ่านพ้นจนมาถึงวันที่ 5 มีนาคม 2020 บริษัท Thyssenkrupp จากเยอรมันกับบริษัท Embraer จากบราซิล ได้เซ็นสัญญามูลค่ารวม 2 พันล้านเหรียญ ในโครงการ Tamandaré Class Corvettes หรือ CCT ของกองทัพเรือบราซิล สังเกตได้ว่ามูลค่าโครงการเพิ่มขึ้น 400 ล้านเหรียญ รายละเอียดเท่าที่บริษัทคู่สัญญากับกองทัพเรือเปิดเผยมีดังนี้
1.สร้างเรือคอร์เวต MEKO-A100 จำนวน 4 ลำ
2.เรือทั้ง 4 ลำสร้างในประเทศบราซิล โดยลำแรกต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรืออีก 3 ลำต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
3.โครงการนี้ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรง 1,000 ตำแหน่ง และการจ้างงานทางอ้อมอีก 4,000 ตำแหน่ง
4.อู่ต่อเรือ Alianca-Oceana ของบริษัท Embraer จะได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยีการสร้างเรือในระดับแข็งแกร่ง รองรับการดูแลซ่อมบำรุงเรือคอร์เวตทันสมัยทั้ง 4 ลำได้ตลอดอายุการใช้งาน
5. อู่ต่อเรือ Alianca-Oceana จะสามารถเข้าแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพเรือในอนาคตได้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ…สามารถสร้างเรือรบได้เองในอนาคต
6.บริษัท Atech ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Embraer จะได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยีระบบอำนวยการรบจากบริษัท ATLAS และ L3 รองรับการดูแลซ่อมบำรุงเรือคอร์เวตทันสมัยทั้ง 4 ลำ รวมทั้งพัฒนาระบบอำนวยการรบของตัวเองขึ้นมา
7 จะมีการปรับปรุงใหญ่เรือคอร์เวต V34 Barroso ให้มีความสามารถทัดเทียมเรือคอร์เวตจากโครงการ CCT คร่าวๆ ก็คือเปลี่ยนระบบอำนวยการรบกับระบบสื่อสาร เปลี่ยนระบบอาวุธกับเรดาร์ทั้งหมด รวมทั้งติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Ceptor เท่ากับว่าบราซิลจะได้เรือรบทันสมัยถึง 5 ลำ นี่คือเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในโครงการราคาแพง
ผู้เขียนค้นหาเรื่องสัญญาซ่อมบำรุง 8 ปีไม่เจอ ไม่ทราบว่าตัดทิ้งไปแล้วหรือไม่ได้ชี้แจงสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นยังไม่ขอยืนยันนะครับ อาจมีสัญญาหรือไม่มีก็ได้ รวมทั้งไม่ทราบว่าสัญญามีมูลค่าเท่าไรกันแน่ ปัจจุบันการขายอาวุธมักทำกันเป็นแพ็กเกจรวม ไม่สามารถนำจำนวนเรือมาหารกันดื้อๆ เป็นราคาต่อลำ รวมทั้งบางครั้งสัญญาอาจเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

ในวันเดียวกันบริษัท Thyssenkrupp ได้เผยแพร่วิดีโอโปรโมทสินค้า ปรากฏว่าเรือในโครงการมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ปืนใหญ่ 57 มม.ถูกแทนที่ด้วยปืนใหญ่ 76/62 มม.ส่วนเรดาร์ 3 มิติกลายเป็น TRS-4D ของ HENSOLDT ซึ่งมีระยะตรวจจับไกลสุด 250 กิโลเมตร รวมทั้งปืนกล 40 มม.ถูกแทนที่ด้วยปืนกล 30 มม. ผู้เขียนเดาว่าน่าจะเป็นรุ่น DS-30MR ซึ่งกองทัพเรือบราซิลมีใช้งานอยู่แล้ว บนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น River กับเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์มือสองจากอังกฤษ
ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเรือเวอร์ชันจริงหรือยัง ผู้เขียนขอจัดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก็แล้วกัน สังเกตนะครับว่ายังใช้แท่นยิงแนวดิ่ง 12 ท่อยิง ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยถ้าเรือมีพื้นที่ควรใช้ท่อยิงเดี่ยวแบบนี้ ส่วน Uplink Antenna จรวดต่อสู้อากาศยานเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย โดยติดอยู่เหนือสะพานเดินเรือฝั่งซ้ายมือหนึ่งตัว กับด้านหลังออปทรอนิกส์ควบคุมการยิงท้ายเรืออีกหนึ่งตัว เสากระโดงหลังมองเห็นระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์จากสเปนอย่างชัดเจน
ชมภาพโมเดลเรือลำนี้อย่างชัดเจนบ้าง สังเกตนะครับว่าสะพานเดินเรือใช้ Superstructure ค่อนข้างเตี้ย ไม่สูงชะลูดตูดปอดยอดขุนพลเหมือนเรือเกาหลีใต้ ส่งผลดีมายังการทรงตัวรวมทั้งการพรางตัว ซึ่งอาจไม่มากมายเท่าไรในเวลาปรกติ แต่เมื่อเจอพายุใหญ่กลางทะเลลึกทุกคนจะเริ่มเข้าใจ เรือรบยุคใหม่จากเยอรมันมักถูกออกแบบให้เตี้ยๆ แบนๆ

โมเดลเรือติดปืนใหญ่ 76/62 มม.กับเรดาร์ TRS-4D มองเห็นอย่างชัดเจน ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก็เช่นกัน ส่วนปืนกล 30 มม.ยังมองไม่ค่อยชัดเท่าไร หมายความว่าปืนกล 40 มม.จะหายไปจากบราซิลอย่างนั้นหรือ? คงต้องรอดูกันต่อไปอีกสักพักหนึ่ง ประเทศที่คัดเลือกแบบเรือกันอย่างโปร่งใส ไม่น่ามีอะไรหมกเม็ดโผล่ออกมาภายหลังให้ครางฮือ
ที่เห็นชัดเจนอีกอย่างก็คือโซนาร์หัวเรือรุ่น ASO713 ในเว็บไซด์บริษัท ATLAS มีโซนาร์หัวเรือขายอยู่เพียง 2 รุ่น คือรุ่น ASO713 กับ ASO723 แตกต่างกันเล็กน้อย จนถึงนาทีนี้ผู้เขียนยังสงสัยอยู่เลยว่า เป็นรุ่นเดียวกับเรือหลวงนเรศวรแต่นำมาเปลี่ยนชื่อใหม่ หรือว่าเป็นรุ่นใหม่เอี่ยมเพิ่งออกมาได้ไม่นานเท่าไร ถ้ามีเวลาว่างจะหาคำตอบมาให้อีกครั้งหนึ่ง
สัญญาโครงการนี้เซ็นแล้วก็จริงแต่ปัญหายังไม่จบ วันที่ 27 มีนาคม 2020 หรือไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพเรือบราซิลได้ออกมาแถลงการณ์ว่า จะยกเลิกการปรับปรุงเรือคอร์เวต V34 Barroso ออกไปจากโครงการ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะล้มเหลว อย่างที่รู้กันแหละครับว่าแบบเรือค่อนข้างโบราณ กองทัพเรือบราซิลเองถึงแม้ตอนแรกดึงดันอยากไปต่อ ครั้นพอนึกถึงประโยคเด็ดประโยคนั้นขึ้นมาในสมอง ก็พลันใส่เกียร์ถอยไม่คิดที่จะลองดีอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นสัญญาโครงการนี้จะต้องมีการแก้ไข จำนวนเงินอาจลดลงจนใกล้เคียงสัญญาฉบับเดิม หรืออาจเพิ่มเติมส่วนอื่นเข้ามาอาทิเช่นเรือลำที่ 5 (มั่วแล้ว!) ถามว่าทำได้ไหมทำได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเจรจาความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน อีกสักพักใหญ่ๆ น่าจะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งความชัดเจนเรื่องแบบเรือที่จะสร้างเป็นลำจริง
เรือทั้ง 4 ลำมีแผนเข้าประจำการระหว่างปี 2025 ถึง 2028 หลังจากนั้นบราซิลซึ่งได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยีไปแล้วจะทำอย่างไร? ถ้าเป็นผู้เขียนจะซื้อเรือ MEKO A-100 ต่ออีก 4 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตชั้น Type 22 ที่สุดแสนชราภาพ มีการปรับปรุงเล็กน้อยให้เหมาะสมมากขึ้น โดยการใส่โซนาร์ลากท้าย ATLAS ACTAS เข้ามาด้วย ท้ายเรือมี Mission Deck ขนาดใหญ่โตไม่น่ามีปัญหา เพียงเท่านี้บราซิลจะมีเรือรบขนาด 3,455 ตันเหมือนกันถึง 8 ลำ โดยที่ 4 ลำทำหน้าที่ปราบเรือดำน้ำ และอีก 4 ลำทำหน้าที่ปราบเรือผิวน้ำ ตรงตามความต้องการ Common Fleet ที่เคยฝันถึงมาเนิ่นนาน
เมื่อโครงการเรือคอร์เวต MEKO A-100 Batch II สำเร็จเรียบร้อย จากนั้นผู้เขียนจะนำองค์ความรู้มาพัฒนาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ระวางขับน้ำสัก 2,000 ตันไม่น่ายากเกินความสามารถ แล้วสร้างขึ้นมาใช้งานสัก 4 ลำก่อนในเฟสแรก ถ้าทำตามแผนนี้โอกาสล้มเหลวแบบเดิมคงมีน้อยมาก แต่ถ้าเกิดห้าวจัดอยากพัฒนาแบบเรือคอร์เวตขึ้นมาเอง (อีกแล้ว) หรือเป็นเสือข้ามห้วยซื้อเรือฟริเกต Type 054BR จากจีนมาใช้งาน งานนี้ไม่แคล้วเละเป็นโจ๊กกองปราบเหมือนเดิมอีกครั้ง
กองทัพเรือประเทศกาแฟอร่อยคือตัวอย่างที่ดี พวกเขาล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 38 ปีเต็ม เพื่อได้พบว่าตัวเองนั้นไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสร้างเรือรบด้วยตัวเองแต่เพียงผู้เดียว จำเป็นต้องใช้วิธีใช้เงินซื้อความสำเร็จ ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมมากที่สุด ผู้เขียนหวังว่าบราซิลจะประสบความสำเร็จ ทำทุกอย่างได้ตามต้องการและมีความสุขกับผลที่ได้ลัพธ์ เหมือนสาวน้อยมิคาสะที่ต่อมาไม่นานเธอได้รู้ว่า เอเรนยังไม่ตายและเขาแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม
บทความดองเค็มบทความนี้ต้องขออำลาแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีรอบวงอย่าลืมอยู่แต่ในบ้านเพื่อชาตินะครับ J
                                     -------------------------------------
อ้างอิงจาก


วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

European Patrol Corvette


เรือคอร์เวตตรวจการณ์แห่งยุโรป

สหภาพยุโรปหรือ European Union หรือ EU เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและทางการเมือง  ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 27 ชาติซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรป มีประชากรรวมกันมากถึง 447 ล้านคน พวกเขาพยายามใช้กฎหมายและนโยบายการค้าร่วมกันมากที่สุด ใช้เงินสกุลยูโรเหมือนกันเพื่อความคล่องตัว พวกนี้คือข้อมูลทั่วไปที่ผู้อ่านทุกคนคงทราบกันดี
สหภาพยุโรปยังครอบคลุมมาถึงเรื่องการทหารและความมั่นคงระดับประเทศ มีการจัดตั้ง Permanent Structure Cooperation หรือ PESCO ขึ้นมาในปี 2018 โดยมีสมาชิกรวมกัน 25 ประเทศ อันมีจุดเริ่มต้นมาจากสนธิสัญญาลิสบอนในปี 2009 จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาให้กระบวนการตัดสินใจ มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งให้สหภาพยุโรปเข้ามามีบทบาทในเรื่องใหม่ๆ หนึ่งในสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ PESCO นั่นเอง
แล้ว PESCO มีหน้าที่อะไร? หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาระบบอาวุธ อุปกรณ์สื่อสาร และการฝึกอบรมทางทหารร่วมกัน เริ่มจากตั้งโครงการใดโครงการหนึ่งขึ้นมา มีประเทศเจ้าภาพเสนอสิ่งที่ต้องการพัฒนา ก่อนเชื้อเชิญสมาชิกรายอื่นๆ มาเข้าร่วม ทำแบบนี้จะมีปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายทั้งโครงการโดยเฉลี่ยลดลง ค่าอาวุธหรืออุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาลดลง ความเสี่ยงในทุกๆ เรื่องต่ำลงเช่นกัน โครงการเองก็พลอยมั่นคงไปด้วย สามารถสร้างแผนพัฒนากองทัพ 20 ปีได้ตามใจนึก
นับถึงปลายปี 2019 PESCO มีอยู่ด้วยกัน 47 โครงการ ที่เข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นเดินหน้าพัฒนา อาทิเช่นโครงการเฮลิคอปเตอร์โจมตี Tiger Mark III ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ มีเยอรมันกับสเปนเป็นผู้เข้าร่วม โครงการยานใต้น้ำต่อต้านทุ่นระเบิดเบลเยี่ยมเป็นเจ้าภาพ มีกรีซ ลัตเวีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส และโรมาเนียเข้าร่วม รวมทั้งโครงการ European Patrol Corvette หรือเรือคอร์เวตตรวจการณ์แห่งยุโรปซึ่งอิตาลีเป็นเจ้าภาพ โครงการนี้เองคือที่ไปที่มาบทความนี้ ผู้เขียนกล่าวถึงโดยคร่าวๆ ก่อนเพราะยังมีข้อมูลไม่มาก เน้นมาที่กองทัพเรืออิตาลีหลังปี 2020 เป็นหลักนะครับ

กองทัพเรืออิตาลีอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ มีการทยอยปลดประจำการเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวต ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพออกไปทั้งหมด แล้วนำเรือรบรุ่นใหม่ทันสมัยกว่าเดิมเข้าประจำการแทน ลำแรกก็คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์ชั้น FREMM ซึ่งผู้อ่านคุ้นเคยเป็นอย่างดี เรือมีระวางขับน้ำประมาณ 6,500 ตัน ยาว 144 เมตร กว้าง 19.7 เมตร กินน้ำลึกสุด 5.1 เมตร จัดว่าเป็นเรือฟริเกตขนาดค่อนข้างใหญ่ลำหนึ่ง
ราชนาวีอิตาลีจัดหาเรือจำนวน 10 ลำ แบ่งเป็นรุ่นทั่วไป 6 ลำกับรุ่นปราบเรือดำน้ำ 4 ลำ ที่แตกต่างกันก็คือรุ่นปราบเรือดำน้ำมีโซนาร์ลากท้าย CAPTAS 4 ใช้ปืนใหญ่ 76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก ติดตั้งระบบเป้าลวงตอร์ปิโด และมีจรวดปราบเรือดำน้ำ MILAS ด้วย (แต่จรวดต่อสู้เรือรบลดลงเพราะใช้แท่นยิงเดียววัน) ส่วนรุ่นทั่วไปมีแค่โซนาร์หัวเรือกับโซนาร์เตือนภัยทุ่นระเบิด ใช้ปืนใหญ่ 127/64 มม.กับ 76/62 มม.อย่างละ 1 กระบอก มีแค่ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำไว้ป้องกันตัว เหตุผลที่แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยเกี่ยวข้องกับภารกิจและหลักนิยม รวมถึงราคาเรือซึ่งรุ่นปราบเรือดำน้ำแพงกว่าพอสมควร

ในภาพคือเรือลำแรกสุดของโครงการชื่อ Carlo Bergamini และเป็นชื่อชั้นเรืออย่างเป็นทางการ ใช้หมายเลข F590 หมายถึงเป็นเรือฟริเกต สร้างครบ 10 ลำแล้วแต่ยังเข้าประจำการไม่ครบ นำมาทดแทนเรือฟริเกตชั้น Maestrale จำนวน 8 ลำ (ปลดประจำการแล้ว 3 ลำ ที่เหลือจอดเทียบท่าเป็นงานหลัก) กับเรือฟริเกตชั้น Lupo อีกจำนวน 4 ลำ (ปลดประจำการและขายต่อให้เปรูหมดแล้ว) ว่ากันตามภารกิจกับตำแหน่งในกองเรือตรงๆ นะครับ
เรือฟริเกตชั้น FREMM เป็นกระดูกสันหลังราชนาวียุคใหม่ มีจำนวนมากเพียงพอในการร่วมรบยามเกิดสงคราม แต่ไม่เพียงพอในการทำภารกิจยามปรกติ รวมทั้งอิตาลีมีเรือรบขนาดกลางอีกจำนวนหนึ่ง บางลำปลดประจำการแล้วบางลำถูกขายต่อไปแล้ว จำเป็นต้องหาเรือรบรุ่นใหม่นำมาทดแทนของเดิม โดยที่การจัดหาออกจะแปลกๆ ไปสักเล็กน้อย
โครงการเรือตรวจการณ์อเนกประสงค์ หรือ Multipurpose Offshore Patrol Vessel หรือเรียกสั้นๆ ว่า PPA กำเนิดขึ้นมาเพื่อทดแทนเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Soldari จำนวน 4 ลำ (เรือฟริเกตชั้น Lupo ของอิรักที่ถูกแบนห้ามจัดส่ง อิตาลีจึงนำมาใช้งานเอง) กับเรือคอร์เวตชั้น Minerva อีก 8 ลำ เรือลำแรกชื่อ Paolo Thaon di Revel ปล่อยลงน้ำเรียบร้อยแล้วทดลองเดินเรือแล้ว และจะใช้ชื่อนี้เป็นชื่อชั้นเรืออย่างเป็นทางการ ชมภาพเรือตรวจการณ์ลำใหม่เอี่ยมกันก่อนดีกว่า

เรือใช้หมายเลข P430 หมายความว่าสังกัดกองเรือตรวจการณ์ มีความยาว 143 เมตร กว้าง 16.5 เมตร กินน้ำลึกสุด 5 เมตร ระวางขับน้ำบริษัทผู้ผลิตไม่ได้ระบุ ที่พอหาได้คือปรกติประมาณ 4,500 ตัน ติดปืนใหญ่ 127/64 มม.กับ 76/62 มม.อย่างละ 1 กระบอก โดยที่ปืนใหญ่ 76/62 มม.จะเป็นรุ่นใหม่ชื่อ Soveraponte และในภาพคือปืนกระบอกแรกของโลก กระสุนจำนวนหนึ่งได้ถูกบรรจุไว้ในป้อมปืน ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือเหมือนรุ่นเก่า
ปืนใหญ่ 76/62 ของอิตาลีขายดิบขายดีก็จริง ทว่าเจ้าของสินค้าเองไม่เคยนิ่งนอนใจ คู่แข่งสำคัญของพวกเขาคือปืนใหญ่ 57 มม.ของ Bofors นอกจากยิงได้เร็วกว่าเกือบสองเท่าแล้ว ยังใช้งานแบบไม่ต้องเจาะดาดฟ้าเรือได้ด้วย เพราะมีกระสุนอยู่ในป้อมปืนถึง 120 นัด แบ่งเป็น 3 แมกกาซีน แมกกาซีน ละ 40 นัด ถ้ายิงหมดแมกอาจเสียเวลาเปลี่ยนแมกใหม่ไปบ้าง แลกกับการไม่ต้องเจาะใต้ดาดฟ้าเรือให้เสียพื้นที่ Soveraponte กำเนิดขึ้นมาเพื่อต่อกรปืนใหญ่ 57 มม.ได้ดีกว่าเดิม
ต้องรอดูต่อไปว่า…กระสุนนำวิถี DART ราคาแพงลิบแต่เขาว่าแม่นโคตร ถึงขนาดเทียบเท่าระบบป้องกันตนเองระยะประชิดแท้ๆ (หรือเปล่าผู้เขียนไม่แน่ใจ?) จะแย่งตลาดกระสุน 3P ซึ่งเลือกวิธีจุดชนวนได้ 6 รูปแบบได้มากน้อยแค่ไหน
เรือตรวจการณ์ PPA ยังมีปืนกลอัตโนมัติ 25 มม.อีก 2 กระบอก เท่ากับว่าเรือมีปืนขนาดต่างๆ ถึง 3 แบบ ไม่นับรวมปืนกล M2 ขนาด 12.7 มม. หรือปืนกลเบา MG42/59 ขนาด 7.62 มม.ซึ่งนำมาติดได้ทุกเมื่อ แค่อาวุธปืนอย่างเดียวผู้เขียนร้องกรี๊ดแล้วครับ สามารถโจมตีชายฝั่งระยะ 100 กิโลเมตรด้วยกระสุนต่อระยะขนาด 127/64 มม. จัดการกับจรวดต่อสู้เรือรบด้วยกระสุนนำวิถี DART ขนาด76/62 มม. หรือไล่สอยเรือยางท้องแข็งพลีชีพด้วยกระสุนธรรมดาขนาด 25 มม.
อิตาลีสั่งซื้อเรือรุ่นนี้จำนวน 7 ลำและอาจซื้อเพิ่มอีก 3 ลำ แบ่งเป็นรุ่น Full จำนวน 2 ลำ ติดเรดาร์ 3 มิติ KRONOS  รุ่น AESA ฝังเสากระโดง โดยใช้เรดาร์ C-Band กับ S-Band อย่างละ 4 ตัว มีแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน Aster หรือจรวดโจมตีชายฝั่งระยะไกล Scalp Naval มีจรวดต่อสู้เรือรบ Otomat Mk2 อีก 8 ท่อยิง มีโซนาร์ลากท้าย CAPTAS 4 กับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ มีระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์  มีระบบเป้าลวงรุ่นมาตรฐาน มีเฮลิคอปเตอร์ EH101 พร้อมโรงเก็บถึง 2 ลำ ฉะนั้นแล้ว PPA รุ่น Full คือเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำดีๆ นี่เอง
ถัดมาคือรุ่น Light+ จำนวน 3 ลำ อาวุธบนเรือลดลงมาบ้าง ระบบปราบเรือดำน้ำกับจรวดต่อสู้เรือรบหายไป เรดาร์ AESA ฝังเสากระโดงเหลือแค่ C-Band สำหรับตรวจจับระยะไกล (360 กิโลเมตร) แต่ยังมีจรวดต่อสู้อากาศยาน Aster หรือจรวดโจมตีชายฝั่งระยะไกล Scalp Naval เหมือนเดิม และรุ่นสุดท้ายคือรุ่น Light อีกจำนวน 2 ลำ มีแค่ปืน 3 ขนาดไว้ป้องกันตัวเอง อนาคตอาจติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้รุ่นใหม่เอี่ยม เรดาร์ AESA ฝังเสากระโดงเหลือแค่ S-Band สำหรับตรวจจับระยะใกล้ ลำนี้แหละครับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งตัวจริงเสียงจริง
เรือ PPA ไม่ได้ออกแบบลดการสะท้อนเรดาร์ เน้นมาทางความอเนกประสงค์เสียมากกว่า กลางเรือใส่เรือเล็กขนาด 15 เมตรได้ หรือถอดเครนเดวิดออกเพื่อใส่ตู้คอนเทนเนอร์เอนกประสงค์ 8 ตู้ (มีเครนขนาดใหญ่กลางเรือ) ท้ายเรือมี Mission Bay ขนาดใหญ่โตทันสมัย มี Stern Ramp สำหรับเรือยางท้องแข็งขนาด 11 เมตร วางตู้คอนเทนเนอร์เอนกประสงค์ได้อีก 5 ตู้ บางภารกิจอาจใส่ยานใต้น้ำไร้คนขับหรืออุปกรณ์ในการปราบทุ่นระเบิด กราบซ้ายมีพื้นที่สำหรับติดตอร์ปิโดขนาด 533 มม.รุ่น Black Shark สามารถยิงได้ทั้งเรือดำน้ำหรือเรือผิวน้ำที่ระยะไกลสุด 50 กิโลเมตร
โครงการ PPA ซึ่งมีสโกแกนสั้นๆ ว่า ‘One Size Fits All’ และแปลยาวๆ ว่า ‘สามารถทำหน้าที่ทดแทนเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ ไล่ลงมาถึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งรุ่นเก่าทั้งหมด’ โครงการนี้จะสำเร็จเรียบร้อยในปี 2035 ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนไม่มีอะไรขัดขวาง (อาทิเช่นไวรัสถล่มโลกจนต้องสั่งปิดประเทศ) ราชนาวีอิตาลีในปี 2035 จะเป็นไปตามนี้

ผู้เขียนขอนับเฉพาะแค่เรือรบ กองเรือบรรทุกเครื่องบินมีเรือ 1 ลำ กองเรือยกพลขึ้นบกมีเรือ 4 ลำ กองเรือพิฆาตมีเรือ 4 ลำ กองเรือฟริเกตมีเรือ 10 ลำ และกองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมีเรือ 7+8=15 ลำ โดยเป็นเรือจากโครงการ PPA 7 ลำ กับเรือจากโครงการใหม่ของ PESCO อีก 8 ลำ ใช้ชื่อว่าโครงการเรือคอร์เวตตรวจการณ์แห่งยุโรป หรือ European Patrol Corvette Program หรือ EPC อันเป็นที่มาบทความที่ต้องเกริ่นนำยาวที่สุดในอาเซียน
ภาพถัดไปเป็นช่วงเวลาปลดประจำการเรือ ของกองทัพเรืออิตาลีซึ่งผู้เขียนได้มานานมากแล้ว ออกตัวเล็กน้อยว่าอาจไม่ตรงข้อเท็จจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เรือฟริเกตชั้น Maestrale บางลำปลดก่อนและบางลำปลดหลัง ผู้เขียนตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่คลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 ปี เพราะฉะนั้นอยากให้ดูเป็นข้อมูลประกอบเนื้อหาบทความ

ขีดเส้นใต้สีเหลืองคือเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Cassiopea เรือทั้ง 4 ลำปลดประจำการในปี 2022-2023 ส่วนขีดเส้นใต้สีแดงคือเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Comandati เรือทั้ง 4 ลำปลดประจำการในปี 2023-2025 และขีดเส้นใต้สีน้ำเงินคือเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Sirio เรือ 2 ลำปลดประจำการในปี 2024-2025 เท่ากับว่าอิตาลีใช้เวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น ในการล้างบางกองเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 10 ลำ ให้หายไปจากโลกเบี้ยวๆ ใบนี้หน้าตาเฉย
ตรงนี้แหละครับที่ผู้เขียนไม่มั่นใจ ระยะเวลาสั้นเกินไปในการหาเรือใหม่ทดแทน คาดว่าเรือหลายจะประจำการต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเรือ PPA เข้าประจำการในจำนวนเพียงพอ จากนั้นเรือที่ยังเหลือจะถูกแทนที่ด้วยเรือคอร์เวต EPC
กองทัพเรืออิตาลีเป็นชาติแรกๆ ที่ใช้เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือลำแรกของพวกเขาคือเรือตรวจการณ์ชั้น Cassiopea ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,500 ตัน เข้าประจำการในปี 1989 ใช้ปืนใหญ่ 76/62 รุ่น Allargato จากเรือคอร์เวตรุ่นเก่า กับปืนกลขนาด 25 มม.ไว้ป้องกันตัว มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ทำหน้าที่ดูแลเรือประมงของตัวเองไม่ให้ถูกคุกคาม นี่คือต้นแบบที่เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน และเป็นเรือลำแรกที่ต้องปลดประจำการตามแผน
ลำถัดไปคือเรือชั้น Comandati ซึ่งค่อนข้างทันสมัย มีระวางขับน้ำ 1,520 ตัน ยาว 88.4 เมตร กว้าง 12.2 เมตร กินน้ำลึก 3.4 เมตร ถูกออกแบบให้ลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ โดยการสร้าง Superstructure ปิดกราบเรือทั้งสองข้างอย่างมิดชิด ช่องนำเรือเล็กออกมีแผ่นเหล็กปิดกั้นอย่างดี ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 STRALES ซึ่งเป็นรุ่นทันสมัยที่สุด โดยมีปืนกล 25 มม.เป็นปืนรอง มาพร้อมเรดาร์กับระบบสื่อสารทันสมัย มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับเก็บได้ กับลานจอดรองรับเฮลิคอปเตอร์ NH90

และลำสุดท้ายคือเรือชั้น Sirio ซึ่งใช้แบบเรือเดียวกับเรือชั้น Comandati  แต่ไม่ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.กับเรดาร์ควบคุมการยิง แต่นำปืนฉีดน้ำแรงดันสูงมาใช้งานแทน ไม่มี Superstructure ปิดกราบเรือทั้งสองข้าง เปิดโล่งเหมือนเรือหลวงปัตตานีพูดง่ายๆ ให้เห็นภาพ ใช้เครื่องยนต์กำลังน้อยกว่าความเร็วน้อยกว่า ทำให้มีราคาถูกกว่าเรือน้องสาวพอสมควร
เรือทั้ง 10 ลำจะถูกแทนที่ด้วยเรือคอร์เวต EPC จำนวน 8 ลำ ไม่แน่ใจว่าอิตาลีใช้หมายเลขเรือว่า F หรือ P กันแน่ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือปลดจริงตามแผนหรือไม่ และชาติไหนจะซื้อเรือซึ่งมีอายุเพียง 20 ปีไปใช้ต่อ เดาเล่นๆ ว่าเรือชั้น Cassiopea ถูกปลดตามแผน เรือชั้น Sirio ถูกขายต่อให้ลูกค้าประจำ (เปรู เวเนซูเอลา บังคลาเทศ ) ส่วนเรือชั้น Comandati ใช้งานต่อไปอีกหลายปี จนกว่าเรือ PPA จะเข้าประจำการในจำนวนมากเพียงพอ
ถึงตรงนี้พอมองเห็นภาพรวมแล้วนะครับ กลับมาที่นางเอกของบทความกันบ้าง บริษัท Fincantieri มีแบบเรือในมือรองรับความต้องการ เป็นเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ระวางขับน้ำ 2,800 ตัน ยาว 107 เมตร กว้าง 14.4 เมตร ออกแบบลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์แบบ Full Stealth ติดอาวุธแบบเรือคอร์เวตรุ่นใหม่คือไม่มีระบบปราบเรือดำน้ำ มีแค่โซนาร์เตือนภัยทุ่นระเบิดซึ่งปัจจุบันค่อนข้างสำคัญมาก แต่มิตรรักแฟนเพลงส่วนใหญ่มองข้ามอยากได้อาวุธล้นลำมากกว่า

Fincantieri เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มีอู่ต่อเรือทั่วประเทศ นอกจากกองทัพเรืออิตาลียังมีลูกค้าอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ พวกเขามีสินค้าดีๆ อยู่ในมือค่อนข้างเยอะ รวมทั้งเรือคอร์เวตอเนกประสงค์ซึ่งเสนอให้กับกองทัพเรือ แต่ทว่าบังเอิญหาผู้โชคดีรายแรกได้เสียก่อน เดือนกันยายน 2017 กองทัพเรือกาตาร์ขอซื้อเรือยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ 1 ลำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 2 ลำ และเรือคอร์เวตป้องกันภัยทางอากาศอีก 4 ลำ ในวงเงิน 5.9 พันล้านเหรียญซึ่งไม่ทราบว่ารวมอะไรบ้าง ผู้อ่านไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นมุ่งมาที่เรือคอร์เวตอย่างเดียว
นี่คือโมเดลเรือคอร์เวตป้องกันภัยทางอากาศ Fincantieri ใช้แบบเรือที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงให้ทันสมัย ระวางขับน้ำ 3,2500 ตัน ยาว 107 เมตร กว้าง 14.7 เมตร ติดปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid 1 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติ Merlin 30 มม. 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Exocet MM40 8 นัด จรวดต่อสู้อากาศยานระยะไกล Aster-30 16 นัด จรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ RAM อีก 21 นัด ใช้เรดาร์ 3 มิติ KRONOS Grand-N ทำงานร่วมกับจรวดทั้ง 2 แบบอย่างเต็มประสิทธิภาพ

เรือใช้ปล่องระบายความร้อน 2 ปล่องเรียงกัน แต่ติดที่กราบซ้ายกราบขวาไม่ตรงกันตามสไตล์ยุโรป ข้อดีก็คือมีที่ว่างติดปืนกล 30 มม.ได้ ข้อเสียก็คือการออกแบบภายในวุ่นวายกว่าเดิม เรือลำนี้ไม่มีโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำกับตอร์ปิโดเบา ตามสมัยนิยมซึ่งเดี๋ยวนี้เริ่มลามมาถึงเรือฟริเกตบางลำ กาตาร์เน้นป้องกันภัยทางอากาศจึงตัดระบบปราบเรือดำน้ำทิ้ง
สัญญาสั่งซื้อเสร็จสมบรูณ์ในกันยายน 2017 ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2020 มีพิธีปล่อยเรือคอร์เวตลำแรกลงน้ำที่อิตาลี และนี่คือภาพเรือคอร์เวตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Doha ของกาตาร์ อย่าว่าผู้เขียนบ้าเห่ออะไรเลยนะครับ เวลาเขียนชื่อเต็มๆ แล้วมันรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ ป้องกันภัยทางอากาศต้องใช้จรวด Aster-30 หรือ SM-2 ไม่ใช่มีแค่ ESSM แล้วมาทำเนียน

งานออกมาดีมากสมเป็นอิตาลี ใช้เวลาสร้างเรือค่อนข้างเร็วจนน่าตกใจ เรือคอร์เวตของกาตาร์เล็กกว่าเรือฟริเกตของเรา 400 ตัน หัวเรือแบนราบมีการหักมุมลงเล็กน้อย เวลาผูกเรือต้องเปิดช่องใต้ดาดฟ้าเพื่อโยนเชือก ใช้เรดาร์กับระบบสงครามอีเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด ราคาแพงแต่ทว่างานดีมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งเหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
หลังขายเรือให้กาตาร์ได้ไม่กี่เดือน อิตาลีตั้งโครงการ European Patrol Corvette ขึ้นมา พร้อมกับเชื้อเชิญประเทศในกลุ่ม PESCO ให้มาเข้าร่วม แค่เพียงไม่นานพวกเขาได้เหยื่อคนคุ้นเคยหน้าเดิม กองทัพเรือฝรั่งเศสซึ่งเคยร่วมงานกับอิตาลีมาแล้วหลายครั้ง ทั้งโครงการเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศหรือเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ ฝรั่งเศสต้องการเรือรบรุ่นใหม่มาแทนที่เรือฟริเกตชั้น Floreal จำนวน 6 ลำ ซึ่งเริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1992 อายุเข้าสู่วัยชราเสียแล้ว
บริษัท Fincantieri ของอิตาลี กับบริษัท Naval Group ได้รวมตัวกันเฉพาะกิจในชื่อ Naviris เพื่อจัดการโครงการ European Patrol Corvette อย่างจริงๆ จังๆ นี่คือภาพแบบเรือในโครงการซึ่งมีการเปิดเผยผ่านเว็บบอร์ดอิตาลี
เป็นแบบเรือเวอร์ชันอิตาลีเท่านั้น ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 110 เมตร กว้าง 15.2 เมตร กินน้ำลึกสุด 5.2 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 ตัว ความเร็วสูงสุด 24 นอต ระยะปฏิบัติการณ์ 4,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 14 นอต ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 STRALES กับปืนกลอัตโนมัติ 25 มม. ใช้เรดาร์ 3 มิติ KRONOS Grand-N ทำงานคู่กับจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้รุ่นใหม่ โดยมีแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8 ท่อ มีโซนาร์เตือนภัยทุ่นระเบิด มีช่องปล่อยเรือเล็กสองกราบเรือจำนวน 4 จุดด้วยกัน ลานจอดและโรงเก็บสำหรับเฮลิคอปเตอร์ NH90 ท้ายเรือน่าจะมี Stern Ramp สำหรับเรือยางท้องแข็งอีก 1 ลำ

อิตาลีแบ่งเรือออกเป็น 2 รุ่นย่อย รุ่นสูงจะติดจรวดต่อสู้เรือรบอีก 4 นัด และอาจมีโซนาร์ลากท้าย Towed Array System ทำงานโหมด Passive เพิ่มเข้ามา แต่ไม่มีตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำบนเรือ (ใช้เฮลิคอปเตอร์บินไปจัดการหย่อน) ส่วนรุ่นต่ำกว่ายังติดจรวดต่อสู้อากาศยานอยู่ดี มีระบบเรดาร์ ระบบเป้าลวง ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน
แบบเรือถูกปรับปรุงจนดูแตกต่างจากต้นฉบับ อย่างแรกใช้ปล่องระบายความร้อนแบบท่อคู่ ตั้งอยู่กลางเรือเพียงจุดเดียวเท่านั้น มีเสากระโดงเรืออันที่สองใหญ่กว่าเดิม เพราะเสากระโดงหลักใส่ลูกโลกกลมๆ ป้องกันเรดาร์ 3 มิติไว้ ติดอุปกรณ์สื่อสารกับระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ไม่สะดวก ต้องแยกมาติดต่างหากพร้อมเรดาร์เดินเรือช่วยนำร่องอากาศยาน
ความต้องการแรกของอิตาลีคือ 8 ลำประจำการลำแรกในปี 2027 ส่วนฝรั่งเศสต้องการ 3 ลำประจำการลำแรกในปี 2030 ต่อมาไม่นานกองทัพเรือกรีซขอร่วมโครงการด้วย พวกเขาต้องการ 2 ลำทำให้มียอดรวมอยู่ที่ 13 ลำ แต่เหตุการณ์ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ต้นปี 2020 สเปนให้ความสนใจเข้าร่วมอีกหนึ่งชาติ รวมทั้งฝรั่งเศสกับกรีซต้องการสร้างเรือมากกว่าเดิม มีการประมาณการณ์กันอย่างคร่าวๆ ว่า ถ้าสเปนเซ็นสัญญาร่วมโครงการจริงจะมียอดรวมถึง 20 ลำ
มีเรื่องหนึ่งซึ่งผู้เขียนแปลกใจเล็กน้อย ทั้งฝรั่งเศสและสเปนมีแบบเรือคอร์เวตในมืออยู่แล้ว มีความทันสมัยไม่แพ้กันขายดิบขายดีเช่นกัน มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากมายหลายชาติ ครั้นพอตัวเองสร้างเรือกลับมารวมกับอิตาลีเฉยเลย อาจเป็นเพราะจำนวน 20 ลำทำให้เรือมีราคาถูกกว่าเดิม ในสภาวะที่ทุกประเทศเศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร อิตาลีเองใช้คำว่าย่ำแย่ก็คงไม่น่าเกลียด ยิ่งมาเจอไวรัสถล่มโลกเข้าไปยิ่งหนักหนาสาหัส และอาจเป็นเพราะเรือมีช่องปล่อยเรือเล็กถึง 4 ช่อง
ก่อนพูดถึงประเด็นนั้นอยากให้ดูของเล่นใหม่ จรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้รุ่นล่าสุดของอิตาลีชื่อว่า CAMM-ER กองทัพบกกับกองทัพอากาศนำมาทดแทนจรวด Aspide 2000 ส่วนกองทัพเรือนำมาทดแทนจรวด Aster-15 หมายความว่าจรวด Aspide 2000 ต้องกลับบ้านเก่าแน่นอน ส่วนจรวด Aster-15 อาจไม่สั่งซื้อเพิ่มอีกต่อไปแล้ว

จรวดต่อสู้อากาศยาน CAMM-ER มีระยะยิงไกลสุด 45 กิโลเมตร โดยการนำจรวด CAMM หรือ Sea Ceptor มาปรับปรุงเพิ่มเติม ใส่ครีบกันโคลงแบบพับไม่ได้เพิ่มเข้ามา (ครีบบังคับทิศทางยังคงพับได้เหมือนเดิม) ติดบูตเตอร์ท้ายจรวดเพิ่มระยะทางให้ไกลกว่าเดิม ใส่แท่นยิงแนวดิ่ง Sylver ได้ 2 นัดต่อหนึ่งท่อ ขณะที่ Aster-15 ใส่ได้แค่หนึ่งนัดต่อหนึ่งท่อ ราคาจรวดอาจไม่ต่างกันสักเท่าไรก็จริงอยู่ แต่สามารถเพิ่มจำนวนจรวดได้มากขึ้นถึงสองเท่าตัว
เรือตรวจการณ์ PPA รุ่น Light กับเรือคอร์เวต EPC จะได้ใช้จรวด CAMM-ER เป็นชุดแรก ส่วนจะเลยไปถึงเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ เรือบรรทุกเครื่องบินติดสกีจัมป์ และเรือยกพลขึ้นดาดฟ้าเรียบลำใหม่หรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต แปลกดีเหมือนกันที่อิตาลีใช้จรวดอังกฤษ แต่ก็อย่างว่าเขาต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
จรวดต่อสู้อากาศยาน CAMM-ER ยังขอท้าเบียดจรวด ESSM ได้ด้วย เพราะมีระยะยิงใกล้เคียงกันมาก ไม่ต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงก็จริง เพียงแต่ราคาจะสูงกว่ากันอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานล่ะครับว่าชอบแบบไหน ปริมาณที่ใส่ต้องน้อยกว่ากันอยู่แล้ว แต่อย่างที่รู้ว่าชาติเล็กๆ ไม่ค่อยมีเงินซื้อจรวด ใช้แท่นยิง Mk-41 8 ท่อโอกาสใส่ ESSM ครบทั้ง 32 นัดแทบเป็นไปไม่ได้ ใช้แท่นยิงแนวดิ่ง Sylver 8 ท่อและใส่ CAMM-ER 16 นัดยังน่ารักน่าลุ้นกว่าเยอะ
มาถึงประเด็นปิดท้ายก่อนจบบทความ ประมาณ 10 ปีที่แล้วทั่วโลกต่างฮิตคำว่า Mission Bay ขึ้นมา แล้ว Mission Bay คืออะไร? พูดง่ายๆ ก็คือพื้นที่ใช้งานอเนกประสงค์ เพิ่มเติมขึ้นมาจากพื้นที่บนดาดฟ้าเรือตามปรกติ ซึ่งเรือรบส่วนใหญ่ใช้ติดอาวุธจนแทบไม่เหลือ จึงหันมามองพื้นที่ท้ายเรือใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ในอดีตไว้ชมพระอาทิตย์ตกดินกับโยงเชือกผูกเรือ (นึกถึงเรือหลวงตากสินเข้าไว้) ถ้าทันสมัยหน่อยอาจใส่โซนาร์ลากท้ายเข้าไป จุดนี้แหละครับที่ได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติม
Mission Bay รุ่นแรกจะเป็นประมาณนี้ ภาพซ้ายมือเป็นท้ายแบบเรือ Spartan Project ของบริษัท Steller Systems มี Stern Ramp สำหรับเรือยางท้องแข็ง 1 ลำ มีเครนบนหลังคาขนาดใหญ่ สำหรับยกเรือยางเข้ามาเก็บด้านใน หรือยกตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์มาไว้ด้านลึกสุด ส่วนภาพขวามือมาจากเรือ LCS ชั้น Freedom ของอเมริกา ไม่มี Stern Ramp แต่มีเครนบนหลังคาขนาดใหญ่มาก ยึดออกมานอกตัวเรือค่อนข้างเยอะ ในภาพกำลังหิ้วยานผิวน้ำไร้คนขับต่อต้านทุ่นระเบิด

ผู้อ่านเห็นเหมือนที่ผู้เขียนเห็นไหมครับ เรือทั้งสองลำมีท้ายเรือค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากต้องยัด Mission Bay ขนาดใหญ่ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ สำหรับเรือชั้น Freedom ไม่มีปัญหามากนัก เพราะถูกออกแบบให้สูงกว่าเรือทั่วไปอยู่แล้ว แต่ Spartan Project กลายเป็นเรือท้ายโด่งไปเลย Mission Bay มีข้อดีคือเรื่องความสวยงาม แยกเป็นเอกเทศและไม่กินพื้นที่ส่วนอื่น แต่แอบมีข้อเสียนับรวมกันได้หลายข้อ
1 ราคาสร้างเรือแพงขึ้นแน่นอน ยิ่งออปชันเยอะยิ่งราคาแพงกระหน่ำ
2 ต้องแก้ไขหลักอากาศพลศาสตร์กันอีกพอสมควร
3 การนำตู้คอนเทนเนอร์เข้าและออกยากมาก มีโอกาสที่จะผิดพลาดสูง และต้องหันท้ายเรือเข้าหาท่าเรือ
4 ถ้าเครนใช้งานไม่ได้คือจบทันที เรือยางอาจแบกลงมาที่ Stern Ramp ได้ แต่ตู้คอนเทนเนอร์จะค้าคางอยู่แบบนั้น
5 เนื่องจากอยู่ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ อาจได้รับผลกระทบจากแรงกระแทกระหว่างลงจอด หรืออุบัติเหตุต่างๆ เพราะด้านบนเป็นจุดใช้งานบ่อยครั้ง ส่งผลมายังจุดอ่อนสำคัญก็คือเครนหลังคาสำหรับยกของ
 ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ที่อ้างถึง ทำให้ Mission Bay ท้ายเรือไม่ค่อยได้รับความนิยม ที่เห็นว่ามาแน่นอนคือเรือตรวจการณ์ PPA ของอิตาลี กับเรือคอร์เวตขนาด 3,900 ตันของฟินแลนด์ ซึ่งใช้ Mission Bay วางทุ่นระเบิดเป็นภารกิจสำคัญ ส่วนที่เหลือยังเป็นเรือกระดาษไม่มีคนกล้าซื้อ โดยเฉพาะเรือประเภท Crossover รุ่นใหม่หลายลำ ต้องนำเฮลิคอปเตอร์ลงลิฟต์มาเก็บใน Mission Bay เนื่องจากไม่มีโรงเก็บเพื่อให้มีลานจอดกว้างๆ ดูจากทรงแล้วน่าจะหาผู้โชคร้ายลำบากมาก
การใส่ Mission Bay ท้ายเรือมีความยุ่งยากและมีราคาแพง อังกฤษจึงออกแบบ Mission Bay รุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Type 26 ของตัวเอง ตอนเรือลำนี้เปิดตัวในปี 2011 ยังใช้ Mission Bay ท้ายเรืออยู่เลย ครั้นพอเป็นลำจริงถูกโยกย้ายมาอยู่กลางเรือ เลือกพื้นที่โล่งๆ ไม่มีอะไรบังประมาณ 20 เมตร วางเรือยางท้องแข็งหรือยานผิวน้ำไร้คนขับขนาดไม่เกิน 15 เมตรได้ 4 ลำ หรือจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ 4 ตู้กับเรือยางท้องแข็ง 11 เมตรอีก 2 ลำก็ได้ มีเครนขนาดใหญ่ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยเหลือในการยกเรือและหรือตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงจากเรือ

Mission Bay ยังเชื่อมต่อกับโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ นำอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่มาจอดได้ จะรุ่นปีกแข็งหรือรุ่นปีกใบพัดกรุณายัดมาเลยครับ ในภาพมาจากแบบเรือฟริเกตลำใหม่ของแคนาดา (ใช้แบบเรือ Type 26 ของอังกฤษ) บริเวณกราบซ้าย (ขวามือของภาพ) มีช่องปล่อยเรือเล็กอีก 1 ลำ ฉะนั้นถ้าบ้าพลังใส่เรือยางได้มากถึง 5 ลำ Mission Bay กลางเรือราคาถูกกว่าและใช้งานสะดวกกว่าท้ายเรือ โดยมีข้อแม้ว่าเรือต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร รวมทั้งถูกออกแบบให้มี Mission Bay ตั้งแต่เริ่มทำพิมพ์เขียว นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมทีหลังผู้เขียนคิดว่าไม่เหมาะสม
มาถึงตัวอย่างสุดท้ายคือ Mission Bay รุ่นประหยัด โดยการออกแบบให้มีช่องปล่อยเรือเล็กฝั่งละ 2 จุด ใส่เครนบนหลังคาเข้าไปทั้ง 2 จุดหรือจุดเดียวก็ได้ เวลาปรกติใส่เรือยางท้องแบนไปตามท้องเรื่อง แต่ถ้าต้องการทำภารกิจต่อต้านทุ่นระเบิด ให้ถอดเรือยางฝั่งซ้ายมือออกไปทั้งหมด ช่องแรกใส่ยานใต้น้ำไร้คนขับหรือยานใต้น้ำกวาดทุ่นระเบิด ช่องที่สองใส่คอนเทนเนอร์สำหรับเจ้าหน้าที่ควบคุม หรือจะใช้ติดตั้งปืนกล 20 มม.เพิ่มในภารกิจปราบโจรสลัดก็ได้

แค่มีช่องปล่อยเรือพร้อมเหล็กปิดซึ่งใช้เงินไม่มาก เท่านี้คุณก็สามารถทำภารกิจได้ทุกสภาวะอากาศ ไม่จำเป็นต้องตากแดดตากฝนหรือตากหิมะ ตัวอย่างในภาพก็คือเรือฟริเกตชั้น Leander ของบริษัท Bae System ประเทศอังกฤษ ส่งเข้าร่วมชิงชัยโครงการเรือฟริเกต Type 31e แต่พ่ายแพ้ต่อคู่แข่งซึ่งมีช่องปล่อยเรือเล็กฝั่งละ 2 จุดเช่นกัน
เรือคอร์เวตในโครง EPC ก็มี Mission Bay รุ่นประหยัด นี่คือแนวคิดใหม่เอี่ยมที่สมควรจับตามอง ไม่อย่างนั้นอาจตกขบวนรถไฟไปอีกหลายปี ผู้เขียนขอนำเสนอเล็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้ม วันนี้ต้องกล่าวอำลากันตรงนี้สวัสดีรอบวงครับ J
                    -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
รายงานเรื่อง : Permanent Structured Cooperation (PESCO)'s projects
รายงานเรื่อง : Piano di dismissioni delle Unità Navali entro il 2025
รายงานเรื่อง : Stato Maggiore Marina VII Reparto Navi