วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Project Wills : โครงการจัดหาเรือดำน้ำกองทัพเรือแอฟริกาใต้



     กองเรือดำน้ำกองทัพเรือแอฟริกาใต้ถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 กระทั่งถึงปี 1967 จึงได้มีโครงการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เรือดำน้ำ Daphné Class 3 ลำตามคำสั่งซื้อกองทัพเรือฝรั่งเศส ถูกเปลี่ยนมาเป็นเรือดำน้ำแอฟริกาใต้ด้วยคำสั่งรัฐบาลฝรั่งเศส  SAS Spear (S97) เข้าประจำการ 24 กรกฎาคม 1970 SAS Umkhonto (S98) เข้าประจำการ 26 กุมภาพันธ์ 1971 และ SAS Assegaai (S99) เข้าประจำการ 27 สิงหาคม 1971 เรือดำน้ำโจมตีจำนวน 3 ลำทำให้กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีศักยภาพสุงขึ้นทันที  SAS Spear ได้ประสบอุบัติเหตุหลังเข้าประจำการได้ไม่นาน วันที่ 20 สิงหาคม 1970 เรือได้ชนเข้ากับเรือดำน้ำฝรั่งเศส S646 Galatée ซึ่งเป็นเรือรุ่นเดียวกัน เรือทั้ง 2 ลำมีความเสียหายพอสมควร โดยเฉพาะ Galatée  ต้องเดินทางบนผิวน้ำเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการจม
                                          

                                             หลังปลดประจำการ SAS Assegaai (S99) ถูกเก็บรักษาเป็นพิพิธภัณท์ลอยน้ำ
 
           เมื่อกองเรือดำน้ำมีความชำนาญการมากขึ้น กองทัพเรือจึงได้จัดหาเรือดำน้ำเพิ่มเติม สาธารณรัฐแอฟริกาใต้สั่งซื้อเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดจำนวน  2 ลำ  Agosta Class ลำแรกของกองทัพเรือฝรั่งเศสเข้าประจำการในปี 1977 พร้อมๆกันกับการเริ่มสร้าง  Agosta Class ลำแรกของกองทัพเรือแอฟริกาใต้ วันที่ 14 ธันวาคม 1978 ที่อู่ต่อเรือ Dubigeon-Normandie Nantes ประเทศฝรั่งเศส ได้มีพิธีปล่อยเรือดำน้ำแอฟริกาใต้ชื่อ SAS Astrant ลงน้ำ เรือเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 ขณะที่เรือดำน้ำลำที่ 2 คือ SAS Adventurous สร้างเสร็จล่าช้ากว่ากันประมาณ 1 ปี เรือดำน้ำโจมตีรุ่นใหม่มีระวางขับน้ำมากขึ้น ดำน้ำได้ลึกมากขึ้น ระยะปฎิบัติการไกลมากขึ้น และมีระบบอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น จะทำให้กองเรือดำน้ำแอฟริกาใต้มีความพร้อมรบอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขามีเรือใหญ่ออกไปป้องปรามผู้บุกรุกนอกเขตน่านน้ำตัวเอง และยังมีเรือที่เล็กกว่าคอยสกัดเป็นด่าน 2 ชนิดไม่ยอมให้เล็ดลอด ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นแค่เพียงฝันสลายในวันฟ้าสวย

United Nations Security Council Resolution 418

    เรือดำน้ำทั้ง 2 ลำสร้างเสร็จสมบูรณ์ไม่มีปัญหา การทดลองเดินเรือสมบูรณ์แบบไม่มีปัญหาเช่นกัน แต่ทว่าไม่มีการจัดส่งให้กับผู้สั่งซื้อแต่ประการใด ท่านผู้อ่านบางท่านอาจคิดว่าฝรั่งเศสไม่มาตามนัดอีกแล้วล่ะสิ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับพวกเขาพร้อมขายในทุกกรณี กระทั่งตัดเรือตัวเองส่งให้ลูกค้าก่อนก็เคยทำมาแล้ว สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากนโยบายแบ่งสีผิวของแอฟริกาใต้เอง ปัญหาภายในประเทศลุกลามใหญ่โตขึ้นจนไปแตะระดับโลก วันที่ 8 พฤศจิกายน 1977 สหประชาชาติได้มีมติคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทั้งทางเศรษกิจ สังคม การกีฬา รวมถึงห้ามมีการซื้อขายอาวุธทั้งหมด หนึ่งในรายชื่อที่โดนคว่ำบาตรก็คือเรือดำน้ำ Agosta Class นับเป็นคราวซวยของฝรั่งเศสมากกว่าที่อยู่ดี ๆ เงินก้อนโตก็บินหายลับไป

     รัฐบาลฝรั่งเศสและบริษัทผู้ผลิตจึงต้องวิ่งวุ่นเพื่อหาเจ้าของเรือรายใหม่ และแล้วก็ได้ปากีสถานเป็นผู้ซื้อเรือแอฟริกาใต้ไปประจำการ ด้วยอานิสงค์จากเรื่องนี้ทำให้พวกเขาได้ลูกค้าสำคัญเพิ่มขึ้น 20 ปีต่อมาปากีสถานสั่งซื้อเรือดำน้ำ  Agosta 90B จากฝรั่งเศสจำนวน 2 ลำ  Agosta 90B ได้รับการปรับปรุงใหม่หมดมีความทันสมัยมากขึ้น สามารถติดตั้งอาวุธจรวดต่อต้านเรือรบ SM39 Exocet ยิงจากท่อตอร์ปิโดได้ เรือทั้ง 2 ลำเข้าประจำการในปี 1999 และ 2002 ตามลำดับ ปากีสถานยังได้ขอซื้อลิคสิทธิ์เรือรุ่นนี้มาผลิตเองในประเทศ เรือลำแรกที่ผลิตเองเข้าประจำการในปี 2006 แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยพอใจในประสิทธิภาพมากนัก จึงยังไม่มีแผนสำหรับเรือลำที่ 2 แล้วหันไปสนใจเรือดำน้ำ S20 ของจีนแทน ผู้เขียนขอหยุดเรื่องเรือดำน้ำปากีสถานแต่เพียงเท่านี้ และพาผู้อ่านกลับไปสู่ปัญหาอันใหญ่หลวงของแอฟริกาใต้
                                 

                                                           PNS/M Hashmat (S135) ของปากีสถาน เคยชื่อว่า SAS Astrant มาก่อน

 
     กองเรือดำน้ำแอฟริกาใต้ใช้เรือเพียง 3 ลำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในการป้องกันประเทศ แม้จะไม่เพียงพอตามความต้องการแต่ยังดีกว่ากองเรืออื่น ๆ เพราะ Daphné Class เป็นเรือใหม่ใช้งานได้ดีไม่มีข้อบกพร่อง จะมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการซ่อมบำรุง และอะไหล่ที่ต้องจัดหาจากฝรั่งเศส ต่างกันกับกองเรือตรวจการณ์ที่ขาดแคลนเรือใช้งาน จนต้องดึงเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีมาช่วยทำภาระกิจ ส่วนกองเรือฟริเกตของพวกเขายิ่งพิกลพิการไปกันใหญ่ เพราะมีเรือฟริเกตมือสองอายุค่อนข้างมากอยู่เพียง 3 ลำเท่านั้น เรือเหล่านี้ทยอยปลดประจำการ หรือได้รับอุบัติเหตุหายไปทีล่ะลำจนหมดในที่สุด 9 ปีหลังจากโดนสหประชาชาติคว่ำบาตร กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีเรือผิวน้ำขนาดใหญ่สุดเพียง 450 ตันเท่านั้น เป็นปัญหาใหญ่โตหนักหนาสาหัสเหลือเกิน พวกเขาเหลือกองเรือดำน้ำเป็นอาวุธยุทธศาสตร์เพียงชนิดเดียว

    ปัญหาที่เกิดขึ้นดำเนินไปเรื่อยกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 90 แอฟริกาใต้แก้ปัญหาภายในประเทศได้ดีขึ้นอย่างน่าชมเชย ความรุนแรงลดน้อยลงมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญเกิดขึ้น เนลสัน แมนเดลาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เขาได้ยกเลิกนโยบายการแบ่งแยกสีผิวอย่างเข้มแข็งเป็นขั้นตอน สถานะการณ์โดยรวมของประเทศจึงดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น ความขัดแย้งที่เคยมีกลับลดน้อยลง ลดน้อยลง และลดน้อยลง ผลตอบแทนจากความพยายามเดินทางมาถึงไวมาก ในปี 1994 สหประชาชาติมีมติยกเลิกการคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

     17 ปีแห่งความขื่นขมจบสิ้นไปพร้อมนโยบายเหยียดสีผิว กองทัพเรือแอฟริกาใต้เริ่มต้นโครงการจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ทันที เพราะปัญหาเรื่องเรือผิวน้ำขนาดใหญ่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกสุด หลายประเทศส่งแบบเรือรุ่นใหม่เข้าร่วมชิงชัย กระบวนการสรรหาเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระทั่งปลายปี 1994 พวกเขาได้แบบเรือที่มีคะแนนเป็นอันดับ 1 แต่หลายเดือนผ่านไปยังไม่มีการประกาศผลผู้ชนะ สถานะการณ์มีแนวโน้มที่จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่แล้วในปี 1995 โครงการนี้ก็ต้องยุติลงเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนกำลังจะเขียนถึงในย่อหน้าถัด

The Strategic Defence Procurement Packages (SDPP)

  เดือนกันยายน 1997 สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เริ่มต้นโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่โตที่สุดและซับซ้อนมากที่สุด มูลค่ารวมทั้งโครงการสุงถึง 4.8 พันล้านเหรียญ เป็นการจัดหาอาวุธเพื่อใช้ป้องกันประเทศของทุกเหล่าทัพ ส่วนของกองทัพเรือประกอบไปด้วยเรือคอร์เวตจำนวน 5 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ 6 ลำ และเรือดำน้ำโจมตี 4 ลำ กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นสุง 48 ลำ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ 48 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 60 ลำ กองทัพบกจัดหารถถังหลักรุ่นใหม่จำนวน 154 คัน ทุกเหล่าทัพของแอฟริกาใต้จะมีความแข็งแกร่งและทันสมัยมากขึ้น

     กองเรือดำน้ำได้รับงบประมาณก้อนโตในการปรับปรุงเขี้ยวเล็บ สาเหตุเพราะ Daphné Class ทั้ง 3 ลำจะต้องปลดประจำการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Project Wills : Submarine Evaluation คือการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีจำนวน 4 ลำ โครงการนี้เริ่มตั้งไข่ในเดือนมีนาคม 1997 มีการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อทำหน้าที่ กองทัพเรือแอฟริกาใต้กำหนดให้มีการพิจารณาแบบเรือจำนวน 2 รอบ โดยมีเนื้อหารายละเอียดที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการเว้นระยะเพื่อให้ประเทศผู้ผลิตมีเวลาจัดเตรียมข้อมูล หลังการประกาศโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่โตที่สุดของแอฟริกาใต้ Project Wills : Submarine Evaluation ก็เริ่มต้นเดินหน้าเช่นกัน

Project Wills : RFI Evaluation
 
     ก่อนเข้าสู่การพิจารณาแบบเรือในรอบแรก ผู้เขียนขอย้อนเวลาซักเล็กน้อย ในปี 1996 กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีแนวคิดในการจัดหาเรือดำน้ำมาก่อนแล้ว โดยให้ความสนใจเรือ Upholder Class ของอังกฤษ ที่เพิ่งปลดประจำการและกำลังหาลูกค้ามาซื้อต่อ มีการศึกษาความเป็นไปได้ ราคารวมทั้งหมด และความคุ้มค่าในระยะยาว วันที่ 16 สิงหาคม 1996 ได้เกิดรายงานชื่อ Project Study Report Project Wills : Submarine Replacement by the Upholder เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกไม่นานเท่าไหร่ รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ผุดเมกกะโปรเจคด้านการป้องกันประเทศขึ้นมา โครงการจัดหาเรือดำน้ำมือสองจึงถูกจับรวมกับอีก 5 โครงการ ภายใต้ชื่อ The Strategic Defence Procurement Packages (SDPP)

     เมื่อทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังกันแล้วเรามาต่อกันเลยครับ Project Wills : RFI Evaluation (RFI : Request for Information) เป็นการพิจารณาคุณสมบัติต่างๆของแบบเรือโดยรวม หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือดูในด้านเทคนิคล้วนๆ โดยมีราคาเป็นตัวแปรสำคัญในการคิดคะแนนรวม วันที่ 23 กันยายน 1997 รัฐมนตรีกลาโหมแอฟริกาใต้ส่งจดหมายเชิญชวนไปยัง 8 ประเทศผู้ผลิตเรือดำน้ำ และมี 6 ประเทศที่ให้ความสนใจเข้าร่วมชิงชัยและส่งข้อมูลกลับมา วันที่ 18 พฤศจิกายน 1997 คณะกรรมการสรรหาได้เปิดเผยรายงาน Project Wills RFI Evaluation เนื้อหาใจความของรายงานประกอบไปด้วย

     เริ่มจากแบบเรือดำน้ำที่ส่งเข้าร่วมชิงชัย มีทั้งหมด 6 แบบเรือจาก 6 ประเทศด้วยกัน

Proposals Received
     1. Germany : TR1400  MOD (Operational submarine)
     2. Italy : S1600 SAURO (Paper submarine)
     3. United Kingdom  : Upholder (2nd hand submarine in preservation)
     4. France : Scorpene (Paper submarine)
     5. Sweden : T192 Gotland (operational AIP submarine)
     6. Russia : Project 636 Kilo (Operational submarine)

     วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 1997 คณะกรรมการได้ตัดชื่อประเทศรัสเซียออกจากโครงการ โดยพิจารณาจากเหตุผล 3 ประการที่ผู้เขียนอ่านแล้วต้องอมยิ้ม

     1.รัสเซียส่งเอกสารกลับมาเป็นโบรชัวร์ 10 หน้ากระดาษที่มีคุณภาพต่ำมาก
     2.ไม่ได้ส่งราคาของเรือหรืออื่นๆกลับมาเลย
     3. ไม่ได้ส่งข้อมูลทางด้านเทคนิดที่ต้องใช้ในการพิจารณาเปรียบเทียบ 

     บางทีรัสเซียอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวจึงจำเป็นต้องตัดชื่อทิ้ง แต่บางประเทศใช้เวลาเพียง 1 อาทิตย์เพื่อจัดทำจนเสร็จ นอกจากฝรั่งเศสจะเสนอเรือดำน้ำรุ่นใหม่ Scorpene Class แล้ว พวกเขายังได้เสนอโครงการปรับปรุงเรือดำน้ำ Daphné Class ของแอฟริกาใต้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก คณะกรรมการสรรหาสรุปข้อมูลของทุกประเทศสั้นๆตามนี้ครับ

     1. Germany : Very good information on all aspects. Costing of the proposal was satisfactory.
     2. Italy : Very good information on all aspects in limited time. Costing explained in great detils.
     3. UK : Average information with disappointed the evaluation team. Costing was very broad with much scope for changes. Reference was made to previous documentation for clarification with disadvantaged the other offerors.
     4. France : Good information in Scorpene and the Daphné submarine life extension program (SMLEP). The Daphné was not evaluated by this evaluation team.
     5. Sweden : Extremely good information on the platform and ILS elements. Unbelievable for only week's work. Whilst the documentation does not go into very great detail, all the areas have been covered

     Project Wills เริ่มต้นอย่างเป็นทางการพร้อม 5 แบบเรือจาก 5 ประเทศผู้ผลิต ข้อมูลที่คณะกรรมการใช้ในการให้คะแนนมีประมาณนี้ครับ ผู้เขียนพยายามนำมาลงให้มากที่สุดแต่ก็ยังไม่ทั้งหมดอยู่ดี
 

      การพิจารณาให้คะแนนเรือดำน้ำแตกต่างจากเรือผิวน้ำอยู่บ้าง เรือผิวน้ำจะพิจารณาแบบเรือที่ติดอาวุธและระบบต่างๆเหมือนๆกัน แต่กับเรือดำน้ำหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างออกไป เพราะโดยส่วนใหญ่เรือจะใช้อุปกรณ์หรือระบบอาวุธแตกต่างกัน การให้คะแนนในแต่ละหัวข้อจึงว่ากันไปตามประสิทธิภาพ โดยไล่ตั้งแต่ต่ำสุด 1 : No considered 2 : Well below requirement จนถึง 6 : Exception ซึ่งเป็นคะแนนสุงสุด ภาพต่อไปเป็นคะแนนบางส่วนจากเรือดำน้ำ Upholder  ของอังกฤษเป็นส่วนแรกๆของใบลงคะแนนที่ไม่ได้แสดงไว้ในภาพก่อน



     แบบเรือลำอื่นมีการให้คะแนนเหมือนกันทั้งหมด  การประกาศผลคะแนนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบไปด้วย  
               1. Performance Results : คะแนนนรวมทางด้านเทคนิค 
               2. Costing : ราคารวมทั้งโครงการไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 
               3. Military Value : คะแนนรวมทางด้านเทคนิคหารด้วยราคาเรือ = คะแนนรวมสุทธิ อันเป็นบทสรุปในการชิงชัยรอบนี้

      ผลที่ได้ตามในภาพเลยครับ อันดับหนึ่งคือ TR1400 ของเยอรมัน คือผู้ที่มีคะแนนดีสุดในทุกตารางคะแนน T192 ของสวีเดนตามติดมาไม่ห่างกันนัก อันดับ 3 ได้แก่ Upholder ของอังกฤษ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำมือสอง Scorpene ของฝรั่งเศสอยู่ในอันดับ 4 ปิดท้ายด้วย S1600 ของอิตาลี ที่แม้จะมีคะแนนทางด้านเทคนิคเป็นที่ 3 แต่เพราะราคารวมสุงมากจนดึงลงมาอยู่บ๊วยสุด รายงานยังได้สรุปสมมุติฐานความเสี่ยง (risk and assumptions) ของแบบเรือทั้งหมด ซึ่งจะขอยกยอดไปเขียนถึงในรอบต่อไป และปิดท้ายด้วยข้อสรุป (conclusion) มีข้อความสั้นๆเพียง 3 เรื่อง  

     1. เรือดำน้ำใหม่ทั้ง 4 แบบมีความเหมาะสมมากกว่าเรือดำน้ำมือ 2 Upholder ของอังกฤษ
     2. เรือดำน้ำ T192 ของสวีเดนสามารถติดตั้ง Air Independent Propusion (AIP) ได้ โดยมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เปอร์เซนต์ของราคาที่นำเสนอ
     3. ผู้มีคะแนนดีที่สุด 2 อันดับแรกได้แก่ TR1400 ของเยอรมันกับ T192 ของสวีเดน
                          ----------------------------------------------------------

Project Wills : RFO Evaluation

    26 มีนาคม 1998 คณะกรรมการสรรหาเปิดประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อม มีการส่งจดหมายเชิญชวนไปยัง 5 ประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 Request For a Best and Final Offer ทำการปิดหีบในวันที่ 12 พฤษภาคม 1998 อังกฤษไม่ได้ตอบรับจดหมายเชิญชวนในครั้งนี้ เนื่องจากได้ขายเรือดำน้ำ Upholder Class ให้กับแคนาดาได้แล้ว
     ในช่วงทศวรรษที่ 80 กองทัพอังกฤษวางแผนสร้างเรือดำน้ำขนาด 2,400 ตันจำนวน 12 ลำ เพื่อทดแทนเรือดำน้ำ Oberonรุ่นเก่า ทว่าต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นเพียง 4 ลำเท่านั้น และเรือ 4 ลำที่สร้างขึ้นก็มีอายุราชการเพียง 4 ปีเท่านั้น เนื่องมาจากรัฐบาลอังกฤษในตอนนั้น เลือกประจำการแค่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น เรือทั้ง 4 ลำจอดนิ่งอยู่ 6 ปีเต็มจึงได้ย้ายบ้านไปอยู่แคนาดา โครงนี้จึงเหลือแค่เพียง 4 แบบเรือจาก ประเทศเยอรมัน สวีเดน ฝรั่งเศส และอิตาลี

Offers Received
     1. France : Scorpene
    2. Germany : Type 209 1400 MOD
    3. Italy : S1600 (SAURO Upgrade)
    4.Sweden : T192 (Modified Gotland)

     Project Wills RFO Evaluation (RFO : Request for Offer) มีการพิจารณาในหัวข้อที่แตกต่างออกไปจากคราวก่อน มีนายทหารระดับสูงจากกองทัพเรือเข้าร่วมพิจารณาด้วย การพิจารณาให้คะแนนประกอบไปด้วย 3 หัวข้อหลักดังนี้

     1. Response to the RFO (or Engineering Management) : 6.54 %
     2. Technical Evaluation : 25.95 %
     3. Logistic Evaluation : 67.51 % 

     จะเห็นได้ว่าการพิจารณาให้น้ำหนักในเรื่อง Logistic เป็นสิ่งสำคัญ อาทิเช่น Logistic Engineering Cost Of Ownership และ Maintenance Planning เป็นต้น คะแนนส่วนที่เหลือจะมาจาก Technical และ Engineering นี่คือตัวอย่างใบลงคะแนนบางส่วน เรามาบริหารสายตากันหน่อยนะครับ



 
     วันที่ 29 มิถุนายน 1998 คณะกรรมการสรรหา ได้เปิดเผยรายงาน Project Wills RFO Evaluation ผลการประกาศคะแนนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ในส่วนแรกสุดเรืยกว่า Performance Results เป็นไปตามนี้ครับ
 
     แบบเรือ S1600 ของอิตาลีมีคะแนนดีที่สุด โดยเฉพาะ Logistic Evaluation ทิ้งห่างเพื่อนๆไปไกลลิบ Scorpene ของฝรั่งเศสตามมาเป็นอันดับ 2 แบบห่างๆ อันดับต่อมาก็คือ T192 ของสวีเดน ที่แม้คะแนน Engineering Management จะต่ำมาก แต่ได้คะแนน Logistic Evaluation ช่วยดันจนขึ้นมาอันดับ 3 Type 209 ของเยอรมันตกมารั้งท้ายขบวน และมีคะแนน Logistic Evaluation ที่ไม่ดีเลย 

     หัวข้อถัดไปเป็นตัวแปรสำคัญมากก็คือราคา (Costing) ข้อเสนอในตารางเป็นราคาเรือดำน้ำ 4 ลำและบริการหลังการขาย (Logistics and In Country Support) ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นๆ เยอรมันเสนอราคาต่ำที่สุดอีกเช่นเคย เมื่อแปลงเป็นสกุลเงินแรนด์แล้ว เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในส่วนบริการหลังการขาย อิตาลีราคาต่ำสุดเป็นอันดับ 2 อย่างชนิดพลิกความคลาดหมาย เพราะในรอบที่แล้วพวกเขาเสนอราคาแพงโดดไปจากเพื่อน ๆ มาก ฝรั่งเศสอันดับ 3 และสวีเดนอันดับ 4 ทั้งคู่เสนอราคาใกล้เคียงกันมาก โดยที่สวีเดนแพงกว่าแค่ 64 ล้านเหรียญ ขณะที่ข้อเสนอของเยอรมันมีราคาห่างจากอิตาลีถึง 152 ล้านเหรียญ

     หัวข้อท้ายสุดก็คือคะแนนรวมสุทธิ ต้องใช้วิธีการคำนวนหาคะแนน Military Performance Index (MPI) คือนำคะแนนจาก 3 หัวข้อหลัก มาหารกับราคาเรือโดยใช้สูตรคณิตศาสตร์ รบกวนผู้อ่านคิดตามไปด้วยดังนี้ครับ

MPI = (Factor X Performance Score / Cost) + (Factor X Logistic Score / Cost) + (Factor X Engineering Management Score / Cost)

      หลังการคำนวนคะแนน  MPI เสร็จสิ้น แบบเรือ Type 209 ของเยอรมันเป็นอันดับ 1 เช่นเดิม มีคะแนนทิ้งห่าง T192 ของสวีเดนอยู่พอสมควร ส่วน S1600 ของอิตาลีได้คะแนน Logistic Evaluation ช่วยดึงให้ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 และเขี่ย Scorpene ของฝรั่งเศสให้อยู่รั้งท้ายขบวน โดยมีคะแนนห่างกันพอสมควร 

     จบเรื่องการคิดคะแนนอันชวนปวดหัวแล้ว เรามาอ่านข้อมูลสมมุติฐานความเสี่ยง (Risk and Assumptions) ซึ่งผู้เขียนขอยกมาทั้งกระบิเพราะกลัวแปลความหมายเพี๊ยนไป แต่โดยรวมจะพูดถึงความเสี่ยงในด้านต่างๆ เรือที่ไม่เคยสร้างจะอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเรือที่สร้างแล้วจะอยู่ในระดับต่ำ ตามติดมาด้วยบริการหลังการขาย โดยบางรายรวมอยู่ในข้อเสนอแล้ว ขณะที่บางรายต้องบวกราคาเพิ่ม รวมถึงเรื่องการจัดส่งเรือซึ่งมีความช้าเร็วไม่เท่ากัน

Risk and Assumptions
     Of all the countries offering submarines only 2 designs are at sea, namely the German 209 (operated by Brazil and Turkey) and Swedish Gotland (operated by Sweden) the others are new designs

     French SCORPENE : This is a new submarine design and has yet to built. Chile has ordered two. The technical risk is rate as medium and fully qualified systems will be delivered. It is turn-key product and thus the program risk is assessed as low. Of the submarines evaluated the SCORPENE will probably have the least inpact on local facilities. No support contract is included in the offer and this means some financial risk.

     German 209 Type 1400 MOD : This class of submarine is deployed operationally in Turkey and Brazil. It will be a new build option but because it is a turn-key product the technical and program risks are assessed as low. A fullt qualified system will be delivered and the impact on local facilities will be low because this is the smallest of the submarines being evaluated. The delivery schedule allow 1 years for Harbour Acceptance Trails (HATS) and Sea Acceptance Trails (SATS). The logistic support package is comprehensive but a large amount of deliverables are offered as options and were not costed into the proposal. The log risk is determined as low, but because many options were not costed additions funds should be allocated. As directed by the moderator of submarine offers, an amount of 75 % of the quoted logistic cost was added to the logistic for risk management.

     Italian S1600 : This class of submarine is also a new design base on the existing SAURO (Longbardo) class and not yet been built. The Italian Navy does not intend to build it for their own use. It is a turn-key product base on upgrading an existing design, thus the technical and program risks are assessed as medium. A fully qualified system will be delivered. There will be a significant impact on local facilities as this is the largest submarine being evauleted. The general impression was that the Italians were very thorough and complete in their ILS and Log Engineering processes, and demonstrated this well. A support contract is included in the offer and the proposal serves as good basis for contract negotiation.

     Swedish T192 : This design incorporates slight changes to the existing Swedish A19 GOTLAND Class which is deployed operationally by the Swedish Navy. It must be remembered that this submarine features Air Independent Propulsion (AIP) as a standard item. The technical and program risks are assessed as low. A fully qualified system will be delivered and the impact on local facilities will be medium. This is mainly due to the new technology introduced by the AIP (Stirling Diesel) system. The delivery schedule also allows and application of ILS principles. A support contract is included in the offer. The log risk is determined as low, but because there was a significant difference to the other offers additional funds should be allocated. As directed by the moderator of the submarine offers, an amount of 50 % of the quoted logistic cost was added to the logistic cost for risk management.
 
     ปิดท้ายรายงานด้วยข้อสรุป (conclusion) แปลเป็นภาษาไทยได้ 5 ข้อสั้น ๆ ดังนี้

     1. เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำเหมาะสมกับกองทัพเรือแอฟริกาใต้
     2. Scorpene ของฝรั่งเศส Whilst being a good product แต่มีราคาแพงเกินไป
     3. The Germany Type 209 Is The Best Value For Money
     4. S1600 ของอิตาลี good value for money ในทุกๆด้านยกเว้นราคาที่แพงเกินไป
     5. T192 ของสวีเดน สามารถติดตั้ง Air Independent Propulsion (AIP) ได้ โดยมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เปอร์เซนต์ และ T192 rates second in value for money

Post Evaluation Phase

     จากรายงานทั้ง 2 ฉบับให้คะแนนเรือดำน้ำเยอรมันมาเป็นอันดับหนึ่ง กองเรือดำน้ำได้แบบเรือผู้ชนะเลิศแล้วแต่ขบวนการสรรหายังไม่ยุติ วันที่ 1 กรกฎาคม 1998 หลังเปิดเผยรายงาน Project Wills RFO Evaluation เพียง 2 วัน Military Evaluation to the Strategic Offer Committee (SOFCOM) ที่ดูแลภาพรวมโครงการ 4.8 พันล้านเหรียญได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โครงการนี้เป็นการจัดหาอาวุธจำนวน 6 รายการสำหรับทุกเหล่าทัพ แต่งบประมาณที่ตั้งไว้ในเบื้องต้นไม่เพียงพอต่อข้อเสนอที่ได้รับมา อีกทั้งยังได้เพิ่มการจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นสุงเข้ามาด้วย ทำให้เกิดปัญหาใหญ่มากนั่นคืองบบานปลาย SOFCOM ได้ร้องขอให้ทุกโครงการลดปริมาณการจัดหาลง และโครงการเรือดำน้ำหรือโครงการรถถังหลักอาจจะต้องถูกยกเลิกไป

     แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวแต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อ ระหว่างที่หัวหน้าโครงการพยายามชี้แจงความสำคัญกับผู้อนุมัติ คณะกรรมการสรรหาได้คำนวนราคารวมเมื่อลดจำนวนเรือเหลือเพียง 3 ลำ ปลายเดือนกรกฎาคม 1998 Project Wills จึงได้บทสรุปสุดท้าย เพื่อทำการจัดส่งข้อมูลให้ SOFCOM ดำเนินการต่อไป

     ราคาเรือจำนวน 3 ลำก็ยังคงเรียงลำดับเหมือนเดิม เยอรมันทำราคาได้ต่ำสุดตามมาด้วยอีตาลีฝรั่งเศสและสวีเดน สังเกตได้ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 14 เปอร์เซ็นต์ราคารวมจึงต้องกระโดดสุงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ส่วนราคาที่ลดลงก็ไม่ใช่ 75 เปอร์เซนต์พอดี เนื่องจากค่าใช้จ่ายบางอย่างมันลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว มีการประชุมใหญ่ในวันที่ 21 สิงหาคม 1998 เพื่อตัดสินใจว่าจะจัดหาเรือดำน้ำหรือยกเลิกโครงการ เพราะในเวลานั้นราคารวมทั้งหมดเกินงบประมาณไปแล้ว

     หลังจากผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เวลาพิจารณาอยู่พักใหญ่ รวมทั้งได้พูดคุยต่อลองกับทางประเทศผู้ผลิต วันที่ 18 พฤษจิกายน 1998 สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำ Type 209 1400 MOD จำนวน 3 ลำจากประเทศเยอรมัน มีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2000  เรือดำน้ำ Daphné ที่ใช้งานมายาวนาน ได้ทยอยปลดประจำการในปี 2003 จนครบทั้ง 3 ลำ เรือดำน้ำ Type 209 ลำแรก SAS Manthatisi (S101) ปล่อยลงน้ำในเดือนมิถุนายน 2004 เข้าประจำการในเดือนพฤษจิกายน 2005 เรือดำน้ำลำที่สอง SAS Charlotte Maxeke (S102) ปล่อยลงในน้ำในเดือนเมาษายน 2005 เข้าประจำการในเดือนมีนาคม 2007 และ SAS Queen Modjadji (S103) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำลำสุดท้ายปล่อยลงน้ำใน ปี 2006 เข้าประจำการในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ความเห็นปิดท้ายของคณะกรรมการสรรหา ที่ต่อมีเรือดำน้ำที่ได้รับการคัดเลือกก็คือ

     “It is clear from the information above that the German submarine was not only the best value for money for the SAN, but it was (and still is) the most successful export submarine model in the world. The SAN was assured that it would receive a tried and tested submarine that was operational use in other countries”

บันทึกท้ายเรื่อง

     - Daphné Class เป็นเรือดำน้ำโจมตีเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,000 ตันของฝรั่งเศส เป็นรุ่นที่ใหญ่ขึ้นของ Aréthuse class ซึ่งได้รับความอิทธิพลมาจากเรือดำน้ำ Type XXIII U-boat ของเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Daphné มีระยะปฎิบัติการ 10,000 ไมล์ทะเลด้วยความเร็ว 7 น๊อตที่ผิวน้ำ ติดตั้งโซนาร์ 2 ตัว เรดาร์ และอุปกรณ์สงครามอิเลคทรอนิคครบครัน มีท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 550 มม.ด้านหน้า 8 ท่อยิงและด้านท้าย 4 ท่อยิง กองทัพเรือฝรั่งเศสทยอยสร้างเข้าประจำการจำนวน 11 ลำและมียอดขายรวมทั้งหมดอยู่ที่ 26 ลำ เรือดำน้ำชื่อ Minerve (S647) และ Eurydice (S644) ได้ประสบอุบัติเหตุจมลงในปี 1968 และ 1970 ตามลำดับ สาเหตุที่เป็นไปได้ก็คือ การออกแบบสน๊อคเกิลมีข้อผิดพลาดเกินขึ้น 

     สงครามอินเดีย-ปากีสถานวันที่ 9 ธันวาคม 1971 มีการปะทะกันระหว่างเรือดำน้ำกับเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ เรือดำน้ำ PNS Hangor (S131) ชองปากีสถาน ได้ยิงตอร์ปิโดใส่เรือฟริเกตอินเดียชื่อ INS Khukri (F149) แล้วรีบหลบหนีออกไป ตอร์ปิโดลูกสุดท้ายโดนบริเวณถังน้ำมัน ทำให้เรือฟริเกต Type 14 ขนาด 1,200 ตันจมลงใน 2 นาที เรือรบลำอื่นของอินเดียพยายามโจมตีคืนด้วยระเบิดลึกและจรวดปราบเรือดำน้ำ Limbo แต่ทว่า PNS Hangor หลบหนีไปไกลแล้ว จึงเป็นความพยายามที่ไร้ค่า เรือดำน้ำ Daphné ลำนี้ยังคงลาดตระเวนต่อไปอีก 4 วัน ก่อนหันหัวกลับสู่ฐานทัพตัวเองโดยสวัสดิภาพ

     - หลังเซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำ Type 209 จากเยอรมัน รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนใหญ่กับสาธารณะชน เอกสารที่ใช้ในการพิจารณาได้ถูกเปิดเผยในปี 2013 ผ่านเอกสารตัวบุคคลที่เป็นคณะกรรมการสรรหาเรือดำน้ำ โครงการจัดหาอาวุธชนิดอื่นๆก็กระทำเช่นเดียวกัน ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกฎหมายบังคับ หรือเป็นหลักปฎิบัติโดยทั่วไป

     - แม้จะลดจำนวนจัดหาจาก 154 คันมาเป็น 108 คันแล้วก็ตาม แต่ทว่าโครงการจัดหารถถังหลักของกองทัพบกแอฟริกาใต้ ก็ยังถูกยกเลิกในท้ายที่สุด ทำให้รถถัง Challenger 2 ของอังกฤษและรถถัง Leclerc ของฝรั่งเศสต้องฝันค้าง โดยเฉพาะรายหลังที่แอฟริกาใต้เคยเป็นลูกค้าคนสำคัญมาก่อน ฝรั่งเศสเข้าร่วมชิงชัย 5 จาก 7 โครงการ และไม่ได้รับการคัดเลือกแม้แต่รายการเดียว กองทัพบกแอฟริกามีรถถังหลักรุ่น Olifant  MK1A และ Olifant MK1B ซึ่งก็คือรถถัง Centurion ปรับปรุงใหญ่อยู่ประมาณ 200 คัน กลางปี 2003 รถถัง Olifant  MK1B จำนวน 13 คันได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น และใช้ชื่อว่า Olifant  MK 2 รถรุ่นใหม่มีระบบควบคุมการยิงอันทันสมัย สามารถติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 120 มม.ได้ 

     - ถึงจะไม่ได้รับคัดเลือกในโครงการนี้ แต่เรือดำน้ำ Scorpene ของฝรั่งเศสก็ไปใด้สวยในตลาดโลก เรือถูกสร้างเข้าประจำการในกองทัพเรือชิลีและมาเลเซียจำนวน 4 ลำ เรือของอินเดียปล่อยลงน้ำแล้ว 3 ลำจากจำนวน 6 ลำ และเรือดำน้ำของบราซิลก็ปล่อยลงน้ำ แล้ว 2 ลำจากจำนวน 4 ลำ 

     - เรือดำน้ำ Gotland ของกองทัพเรือสวีเดน ถูกกองทัพเรืออเมริกาเช่าไปใช้งาน 1 ลำเป็นเวลา 1 ปีเต็ม โครงการจัดหาเรือดำน้ำกองทัพเรือไทยในช่วงปี 1996 สวีเดนได้เสนอเรือดำน้ำ Gotland จากบริษัท Kockums และเป็นตัวเต็งจ๋า ทว่าโครงการมีปัญหาเรื่องข้อกล่าวหารับสินบน จนทำให้ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว หลังรัฐบาลนายกบรรหารยุบสภา โครงการนี้ก็เงียบหายตลอดกาลตามไปด้วย เรือดำน้ำ Gotland ยังไม่สามารถทำตลาดส่งออกได้เลย โดยมียอดผลิตรวมอยู่ที่ 3 ลำเท่าเดิม 

     - เรือดำน้ำ S1600 ของอิตาลีไม่ได้รับการสร้างแม้แต่ลำเดียว กองทัพเรืออิตาลีได้ปฎิเสธแบบเรือ S90 ระวางขับน้ำ 2,450 ตัน ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุดของตระกูล และเลือกแบบเรือ Type 212 ของเยอรมัน ในโครงการจัดหาเรือดำน้ำทดแทน SAURO Class แบบเรือในตระกูลนี้ของ Fincantieri ประกอบไปด้วย S90 S1600 S1300 S1000 S800 S500 และ S300 ตามระวางขับน้ำ จนถึงปัจจุบันยังคงมีสถานะเป็นเพียงเรือกระดาษทั้งหมด

     - แคนาดาจ่ายเงิน 427 ล้านเหรียญ ซื้อเรือดำน้ำ Upholder Class จำนวน  4 ลำโดยใช้ชื่อ Victoria Class และอีก 98 ล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเพิ่มเติม เรือลำแรก HMCS Victoria เข้าประจำการในปี 2000 ส่วนที่เหลือเข้าประจำการไล่เลี่ยกันในช่วงปี 2003-2004 เรือดำน้ำ HMCS Chicoutimi เข้าประจำการวันที่ 2 ตุลาคม 2004 ถัดมาเพียง 3 วันระหว่างเดินทางบนผิวน้ำไปยังฐานทัพเรือ น้ำทะเลจำนวนมากได้ทะลักเข้ามาในเรือไฟฟ้าลัดวงจรและมีไฟใหม้เกิดขึ้น ลูกเรือเสียชีวิต 1 นายบาดเจ็บ 8 นายจากการสำลักควันจำนวนมาก พวกเขาต้องขอความช่วยเหลือจาก HMS Montrose เรือฟริเกตของอังกฤษ HMCS Chicoutimi เสียหายหนักต้องเดินทางกลับด้วยเรือบรรทุกสินค้า มีการสอบสวนอย่างยาวนาน และการซ่อมแซมอย่างยาวนานเช่นกัน สาเหตุหนึ่งก็คือสายไฟมีการซีลป้องกันน้ำเพียง 1 ชั้น แทนที่จะเป็น 3 ชั้นเหมือนเรือลำอื่น ๆ หลังการซ่อมแซม HMCS Chicoutimi ทดสอบเดินเรือในเดือนธันวาคม 2014 สถานะปัจจุบันกลับเข้าประจำการในกองทัพเรือแคนาดาแล้ว

     - ปัจจุบันเรือดำน้ำ Type 209 ทั้ง 3 ลำเข้าประจำการได้ 7-10 ปีแล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องซ่อมบำรุงใหญ่ (Refit) อาทิเช่นเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเสียหาย กองทัพเรือแอฟริกาใต้ได้ทำการซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือ Armscor Dockyard เมือง Simon เรือลำแรกเปลี่ยนแบตเตอรี่เสร็จแล้ว แต่ทว่าลำที่สองยังคงมีปัญหานิดหน่อย การใช้งานเรือดำน้ำของแอฟริกาใต้เป็นไปตามนี้ครับ เข้าซ่อมบำรุงใหญ่ 1 ลำและใช้งานตามวงรอบอีก 2 ลำ ซึ่งประกอบไปด้วยการบำรุงรักษา (maintenance) การฝึกอบรม (training) และการเตรียมความพร้อมออกปฎิบัติการ (operational availability).
 
     - โครงการจัดหาเรือดำน้ำกองทัพเรือแอฟริกาใต้ ได้ประสบปัญหาเรื่องความล่าช้าอยู่บ้างเหมือนกัน แต่มีบทสรุปที่ชัดเจนเพราะได้แบบเรือที่มีคุณสมบัติ best value for money และ best performance ในลำเดียวกัน ทว่ากับ Project Sitron โครงการจัดหาเรือคอร์เวต ได้มีปัญหาติดขัดมากกว่ากันหลายเรื่อง รวมทั้งมีการเปลี่ยนแบบเรือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ท้ายที่สุดแล้วได้แบบเรือ best value for money และ best performance เป็นคนล่ะลำกัน ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว สามารถอ่านเพิ่มเติมตามลิงค์ด้านล่างครับ


               -----------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก 









วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Republic of Korea Navy and Japan Maritime Self-Defense Force

กองทัพเรือเกาหลีใต้และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น 

   เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็น2ประเทศที่ผ่านสงครามใหญ่ระดับโลกมาแล้วพร้อมความบอบช้ำ จนถึงทุกวันนี้ทั้งคู่ยังมีภัยคุกคามเกาะติดชายแดนตัวเองอยู่ ศัตรูที่รักตลอดกาลของเกาหลีใต้คือเกาหลีเหนือเพื่อนร่วมชาติที่ยังคงประกาศสงครามกันไม่เลิก นอกจากนี้ยังมีมหานครเซี่ยงไฮ้ของจีนอยู่ห่างออกไปแค่ทะเลขวางกั้น ยักษ์ตัวโตแหวกม่านไม้ไผ่ออกมาแล้วและแผ่อิทธิพลทางการทหารมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศญี่ปุ่นแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงสงครามแล้วก็ตาม แต่ประเทศอยู่ห่างจากเกาหลีใต้ไม่ไกลเลยและอยู่ในรัศมีที่จรวดจากเกาหลีเหนือสามารถยิงถึงได้อย่างสบาย ทั้งยังถูกขนาบข้างจากจีนทางทะเลใต้และรัสเซียทางฝั่งทะเลเหนือ ซึ่งพวกเขาเคยมีกรณีพิพาทกันมาก่อนและยังมีพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันมาแต่ไหนแต่ไร

     ทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีภัยคุกคามที่เหมือนกันๆ ระบบอาวุธที่ใช้บนเรีอรบก็เหมือนๆกันและยังสนิทกับอเมริกามากเหมือนๆกันอีกด้วย ดูผิวเผินเหมือนทั้งคู่น่าจะสนิทสนมและร่วมมือกันป้องกันประเทศอย่างใกล้ชิด ทว่าทั้ง2ประเทศในอดีตเคยมีความขัดแย้งกันมาก่อนจนกลายเป็นเรื่องจำฝังใจ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดซึ่งก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากต้องโลดแล่นไปตามบทบาท บทความนี้ผู้เขียนขอนำเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือทั้ง2ประเทศในช่วงเวลาปัจจุบันและใกล้เคียงด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ

     เริ่มกันที่กองทัพเรือเกาหลีใต้ก่อนนะครับ ถึงนาทีนี้พวกเขามีเรือดำน้ำติดอาวุธจำนวน15ลำจากแผนการจัดหา18ลำ และอยู่ในช่วงเริ่มโครงการต่อเรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก2ลำจากทั้งหมด9ลำ นอกจากนี้ยังมีเรือดำน้ำขนาดเล็กเพื่อใช้ในการฝึกอีก2ลำ มีเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศระบบเอจิสอันทันสมัยจำนวน3ลำด้วยกัน เรือพิฆาตอเนกประสงค์อีก9ลำโดยที่6ลำหลังติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานSM-2และจรวดปราบเรือดำน้ำK-ASROC  เรือรบทุกลำของเกาหลีใต้ต่อขึ้นโดยอู่ต่อเรือภายในประเทศ มีเพียงเรือกู้ภัย Pyeongtaek class เพียงลำเดียวที่ยังเป็นเรือต่อจากอเมริกา เมื่อเรือลำนี้ปลดระวางในอนาคตลงจะถูกแทนที่ด้วยเรือรุ่นใหม่ต่อเองในประเทศ น่าภูมิใจแทนนะครับที่อุตสาหกรรมหนักของเขาสามารถทำได้เองทั้งหมดและทำมานานแล้ว

Future Frigate eXperimental (FFX)
     นอกจากเรือพิฆาตทั้ง12ลำซึ่งเป็นกำลังรบสำคัญแล้ว เกาหลีใต้มีโครงการต่อเรือฟริเกตรุ่นใหม่เพื่อนำมาทดแทนเรือเก่าๆเป็นจำนวนถึง18-24ลำ Future Frigate eXperimental (FFX) คือชื่อเต็มๆของโครงการนี้  เรือฟริเกต Incheon class ลำที่1ได้มีพิธีปล่อยลงน้ำในปี2011และเข้าประจำการในปี2013 และล่าสุดเรือลำที่6ได้ถูกปล่อยลงน้ำในวันที่11สิงหาคม 2015โดยอู่ต่อเรือ STX Offshore & Shipbuilding เรามาดูข้อมูลของเรือลำนี้กันครับ

     Incheon class มีความยาว114เมตร กว้าง14เมตร ระวางขับน้ำเรือเปล่า2,300ตันและระวางขับน้ำสุงสุด3,250ตัน  ระบบขับเคลื่อนแบบCODOG มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางจำนวน1ลำ ระบบอาวุธประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด127/62 1กระบอก จรวดต่อต้านเรือ SSM-700K Hae Sung 8ท่อยิงผลิตเอง แท่นยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำชนิดแฝด3จำนวน2แท่นยิงใช้ตอร์ปิโดK745 LW Blue Sharkขนาด324มม.ผลิตเองในประเทศเช่นกัน ระบบอาวุธป้องกันตัวเองประกอบไปด้วยCIWSปืนอัตโนมัติรุ่นฟาลังซ์1ระบบ และCIWSจรวดรุ่นRAM ( Rolling Airframe Missile) จำนวน21ท่อยิงอีก1ระบบ ระบบเรดาร์ระบบอำนวยการรบและระบบโซนาร์มาจาก Samsung Thales และบริษัทในเครือ ติดตั้งระบบเป้าลวงจรวดจำนวน2ระบบ และเป้าลวงตอร์ปิโดแยกต่างหากอีก2ระบบ
 

  มิตรรักแฟนเพลงชาวไทยอ่านจบบางท่านอาจส่ายหัว เนื่องจากเรือไม่มีอาวุธจรวดระยะยิงไกลที่เราเรียกว่าลูกยาวเลยไม่ถูกใจจ๊อด เกาหลีใต้กำหนดให้เรือเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำแต่ไม่มีจรวดK-ASROCที่ใช้ยิงจากระบบท่อยิงแนวดิ่ง กรณีนี้ผู้เขียนมองเหตุผลได้หลายประการ ข้อแรกเกาหลีใต้ต้องการเรือฟริเกต18-24ลำซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล จึงจำเป็นจะต้องมีการตัดทอนบางสิ่งบางอย่างบ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้อสองเรือทั้ง6ลำเป็นรุ่นแรกสุดพวกเขาต้องการให้เรือเข้าประจำการอย่างรวดเร็วและไม่มีปัญหาในการใช้งาน ฉะนั้นแล้วจึงยังไม่ต้องการติดอาวุธทันสมัยราคาแพงในBatch I อีกทั้งอาวุธจรวดที่จะนำมาใช้งานก็ยังพัฒนาไม่แล้วเสร็จ ข้อสามเรือทั้ง18-24ลำจะถูกนำไปแทนเรือฟริเกตรุ่นเก่าที่มีขนาดเล็กกว่าพอสมควรจำนวน8ลำ รวมทั้งเรือคอร์เวตขนาด1,200ตันที่ยังประจำการอยู่อีก19ลำ เรือทั้งหมดที่จะถูกทดแทนไม่มีอาวุธจรวดต่อสู้อากาศยานหรือระบบCIWSทำงานอัตโนมัติแม้แต่ลำเดียว Incheon class Batch-I ผู้มาแทนที่จึงทันสมัยมากกว่าหลายขุม

     ต่อกันไปเลยก็จะเป็นคิวของ FFX Batch-II ที่มีหน้าตาเหมือนกับเรือฟริเกตลำใหม่ของเราราวกับฝาแฝด เรือจำนวน8ลำจะถูกต่อจากอู่ต่อเรือแดวู(DSME)ทั้งหมด Incheon class Batch II ถูกปรับปรุงใหม่ทันสมัยมากขึ้น ติดตั้งระบบท่อยิงแนวดิ่งจำนวน2ชุด16ท่อยิง คาดว่าจะใช้สำหรับจรวดจรวดK-ASROCจำนวน8ท่อยิง และอาจจะเป็นจรวดต่อสู้อากาศยานระยะปานกลาง  M-SAM Block II missile หรือ Cheongung ระยะยิงประมาณ40กม.ที่ใกล้สมบูรณ์แบบอีก8ท่อยิง ลานจอดท้ายเรือถูกขยายให้รองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด10ตัน  ติดตั้งระบบเรดาร์เรือและเรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นใหม่กว่าเดิม ราคาเฉลี่ยต่อเรือ1ลำอยู่ที่ประมาณ300ล้านเหรียญ  น่าจะมาจากจำนวนเรือที่มีมากถึง8ลำ การต่อเรือเองในประเทศ และอาจจะยังไม่ได้รวมราคาอาวุธบางอย่างเข้าไปด้วยผู้เขียนไม่แน่ใจ


   FFX Batch-I ถูกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare Frigate)  FFX Batch-II ถูกกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตอเนกประสงค์ ( Mutiporpose Frigate) และ FFX Batch-III รุ่นถัดไปถูกกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ (Anti-Air Warfare frigate) จึงคาดได้ว่าจะมีการติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน M-SAM Block II รวมถึงจรวดรุ่นใหม่กว่ามีระยะยิงไกลกว่าเดิม(100-150กม.) FFX Batch-III เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานจึงยังไม่มีภาพต้นแบบของจริงให้ชมกัน เป็นโครงการที่มีพัฒนาการสุงมากน่าติดตามมากเราคงได้รู้กันในไม่ช้า

   กองทัพเรือเกาหลีใต้ใช้บริการจากอู่ต่อเรือภายในประเทศหลายราย โครงการเรือฟริเกต Batch-I 3ลำแรกต่อที่ฮุนได (Hyundai Heavy Industries หรือ HHI) 3ลำถัดมาต่อที่STX Offshore & Shipbuilding ส่วนBatch-IIจำนวน8ลำต่อที่แดวู (Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME) จึงไม่มีการผูกขาดทั้ง3อู่จะได้เทคโนโลยีที่ทัดเทียมกันและใช้เวลารวมทั้งหมดน้อยลงกว่าเดิม นอกจากนี้แล้วก็ยังมีอู่ต่อเรือฮันจิน (Hanjin Heavy Industries) ซึ่งเคยแสดงฝีมือต่อเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกขนาด18,000ตันมาแล้ว สุดท้ายก็คืออู่ต่อเรือกังนัม (Kangnam corporation) ที่มีความถนัดด้านเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กไปจนถึงเรือล่าทุ่นระเบิด เท่ากับว่ากองทัพเรือเกาหลีใต้มีอู่ต่อเรือมาตราฐานรองรับถึง5รายด้วยกัน ฮุนไดที่เป็นอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและแดวูที่ใหญ่รองลงมาสามารถต่อเรือดำน้ำติดอาวุธขนาด3,500ตันได้ สรุปสั้นๆแช็งแกร่งสมบรูณ์แบบและน่าอิจฉามากครับ

MLS-II Project

      ขอพาผู้อ่านไปยังกองเรือทุ่นระเบิดของเกาหลีใต้กันบ้าง ระบบอาวุธที่เคยได้รับความนิยมสุงมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่2 กระทั่งหลังสงครามเกาหลีจนถึงสงครามเวียตนามอาวุธชนิดนี้ก็เริ่มโรยราลง ปัจจุบันนี้เราจะหาชาติที่ให้ความสำคัญกับกองเรือทุ่นระเบิดเป็นลำดับ1ได้น้อยเต็มที แต่ก็ยังพอหาได้แถวๆยุโรปนะครับวันหลังผู้เขียนจะเขียนถึงเรื่องนี้บ้าง เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับสงครามทุนระเบิดมาก เพราะยังมีอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่ให้ความสำคัญกับอาวุธชนิดนี้มากเช่นกัน ประเทศที่ว่าถึงก็คือเกาหลีเหนือของท่านผู้นำXXXนั่นเอง เกาหลีใต้มีเรือกวาดทุ่นระเบิดทันสมัยจำนวน9ลำด้วยกัน พร้อมกับเรือสนับสนุนและวางทุ่นระเบิดขนาด3,300ตันอีก1ลำ วันที่ 26 พฤษภาคม 2015 อู่ต่อเรือฮุนไดได้ทำพิธีปล่อยเรือสนับสนุนและวางทุ่นระเบิดลำใหม่ลงน้ำซึ่งก็คือ  MLS-II หรือ Nampo Class เรือหมายเลข570มีความยาว114เมตร กว้าง 17เมตร ระวางขับน้ำ3,000ตัน เรือมีรูปร่างหน้าตาตามภาพนี้เลยครับ


      ใช่แล้วครับ นี่คือเรือวางทุ่นระเบิดๆจริงผู้เขียนไม่ได้ลงภาพผิด รูปร่างหน้าตาผิวพรรณเหมือนกับเรือฟริเกต Incheon class ไม่มีผิดเพี๊ยนเพราะใช้แบบเรือเดียวกันมาปรับปรุง ระบบเรดาร์และโซนาร์เหมือนกันทั้งหมดยกเว้นเป้าลวงจรวดเปลี่ยนไปใช่รุ่นอื่น ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด76/62มม.ผลิตเองในประเทศ และตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแฝด3ท่อยิงอีก2แท่นยิง หลังปล่องควันติดกับโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ออกแบบให้สามารถติดตั้งระบบแท่นยิงแนวดิ่งได้4ท่อยิง สามารถใส่จรวดต่อสู้เรือดำน้ำK-ASROCหรือจะเป็นจรวดต่อสู้อากาศยาน M-SAM Block IIได้ นับเป็นเรือวางทุ่นระเบิดที่ทันสมัยและมีพิษสงรอบตัวจัดจ้าน เรือลำนี้สามารถบรรทุกทุ่นระเบิดไปได้ประมาณ500ลูก แบ่งพื้นที่ภายในตัวเรือเป็นพื้นที่จัดเก็บไว้อย่างปลอดภัย โครงการนี้ต่อแค่เพียง1ลำก่อนและอาจจะสั่งเพิ่มในอนาคตอีกประมาณ4-5ลำ พวกเขายังมีโครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ล่าทุ่นระเบิดรุ่นใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้กองเรือทุ่นระเบิดเกาหลีใต้มีความพร้อมในการทำสงครามทุ่นระเบิดได้ครบทุกมิติ

  
LST-II project , Landing Platform Experimental (LPX), and Marine Corps Plan 307

   ย้อนกลับไปเพียงปีเดียวได้มีพิธีปล่อยเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่ลงน้ำ เรือ LST 2 หรือ Cheon Wang Bong class มีระวางขับน้ำ4,950ตัน และระวางขับน้ำสุงสุดประมาณ7,000ตัน  ความเร็วสุงสุด18น๊อต ระยะทำการ8,000ไมล์ทะเลที่ความเร็ว12น๊อต ติดอาวุธปืนกลขนาด40มม.ลำกล้องคู่ผลิตเองในประเทศ ปืนกลขนาด20มม.อีก2กระบอก และระบบเป้าลวงของ Rheinmetallอีก2ระบบ สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ไปได้จำนวน2ลำ รองรับทหารและยุทธปัจจัยจำนวน300นาย เรือจำนวน4ลำจะถูกสร้างขึ้นภายในปี2017และทยอยเข้าประการในเวลาต่อไป ทำให้กองทัพเรือเกาหลีใต้มีเรือ LST(Landing Ship Tank) ที่สามารถนำหัวเรือเทียบฝั่งเพื่อขนส่งรถถังหลักได้เป็นจำนวนถึง8ลำด้วยกัน

      


     กองเรือยกพลขึ้นบกของเกาหลีใต้มีเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบหรือ Landing Platform Helicopter (LPH) ขนาด18,800 ตันอยู่แล้ว1ลำ Dokdo Class ถูกออกแบบให้ติดระบบเรดาร์สุดทันสมัยและอาวุธป้องกันตัวชั้นดี เรือลำที่2อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะปล่อยลงน้ำได้ภายในปี2018 นั่นหมายอีกเพียงไม่กี่ปีเหล่าคอหนังจำนวน29,000นายจะมีเรือสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นอีก1เท่าตัว นาวิกโยธินเกาหลีใต้เองก็มีแผนพัฒนาขนาดใหญ่เช่นกันโดยใช้ชื่อว่า Plan 307 มีทั้งปืนใหญ่อัตราจรขนาด155มม.รุ่นใหม่ จรวดต่อสู้รถถัง จรวดต่อสู้อากาศยานระยะสั้น จรวดเอนกประสงค์ขนาด130มม เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงสะเทินน้ำสะเทินบกรุ่นใหม่ 32ลำ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นAH-1S Cobra พร้อมปรับปรุงใหม่ที่ได้รับการโอนมาจากกองทัพบกจำนวนหนึ่ง

      ทั้งนี้ทั้งนั้นกองทัพบกเกาหลีใต้ได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่นใหม่ AH-64D Block III Apache Longbows จำนวน36ลำวงเงิน3.6พันล้านเหรียญและเริ่มส่งมอบแล้วจำนวนหนึ่ง  Apacheเอาชนะ AH-1Zจากอเมริกาเช่นกันไปได้ทั้งที่ลำหลังใช้วงเงินเพียง2.6พันล้านเหรียญเท่านั้น อาจเป็นเพราะเฮลิคอปเตอร์ติดตั้ง Longbow Radar เข้าไปด้วยราคาจึงโดดสุงขึ้นจนน่าใจหาย ในโครงการนี้ AgustaWestland T-129 จากอิตาลีก็เขาประกวดเช่นกันแต่ชิงตกรอบแรกไปก่อน  AH-64D Apache ของกองทัพบกอังกฤษสามารถใช้งานบนเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นยกดาดฟ้าเรียบได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังเคยออกปฎิบัติการจริงที่ลิเบียมาแล้วอย่างโชกโชนโดยไม่มีปัญหาติดขัด ผู้อ่านพอจะคาดเดาสิ่งที่อยู่บนดาดฟ้ากว้างๆของเรือ Dokdo ในอนาคตได้แล้วใช่ไหมครับ

หน้าที่หลักโดยทั่วไปของเหล่าคอหนังก็คือยกพลขึ้นบกรักษาพื้นที่เอาไว้ก่อนส่งมอบให้กองทัพบกอีกที นาวิกโยธินเกาหลีใต้เองก็ไม่ต่างกันกับทุกๆประเทศ เกาหลีใต้มีหลักนิยมในการใช้เรือยกพลขึ้นบกแบบLSTเข้าจอดเกยหาดเพื่อปล่อยรถถังหลักที่ขนมาด้วย โดยมีเรือLPHบรรทุกเฮลิคอปเตอร์และเรือระบายพลขนาดกลางคอยสนับสนุนอยู่ชายฝั่งไม่ไกลนัก พวกเขายังไม่มีแนวคิดจัดหาเรือยกพลขึ้นบกมีอู่ลอย หรือ Landing Platform Dock (LPD) แบบที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะใน ดูเหมือนว่าเกาหลีใต้กำหนดขอบเขตการรบของนาวิกโยธินไว้ไม่ไกลมาก ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลเพราะเกาหลีเหนือมีพื้นที่ติดกันและจีนก็อยู่ห่างออกไปนิดเดียว

Patrol Killer Experimental (PKX)


     เรามาที่เรือตรวจการณ์ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญมากกันบ้างนะครับ  พวกเธอเป็นม้างานหลักที่คอยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สุ่มเสี่ยงทุกวัน เรือตรวจการณ์ของเกาหลีใต้เคยเข้าปะทะกับเรือเกาหลีเหนือมาแล้ว ถึงขั้นเอาเรือไล่ชนกันแล้วใช้ปืนบนเรือระดมยิงใส่ในระยะประชิด กองทัพเรือเกาหลีใต้เริ่มพัฒนาโครงการPKXในปี2003 เพื่อนำมาแทนที่เรือตรวจการณ์รุ่นเก่าๆทั้งหมดรวมถึงเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีที่ล้าสมัยไปแล้ว พวกเขาเริ่มจากเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีขนาด500ตันที่รู้จักกันในชื่อ PKG-A จำนวนทั้งหมด18ลำ จากนั้นจึงเป็นคิวของเรือตรวจการณ์ปืนขนาด200ตันหรือ PKG-B อีก24ลำในภายหลัง

     Gumdoksuri class patrol vessel ลำที่1ทำพิธีปล่อยลงน้ำในปี2007และเข้าประจำการในปี2008 PKG 711 Yoon Youngha  ถูกนำมาทดสอบการใช้งานจริงเพื่อหาข้อบกพร่องอยู่ประมาณ1ปีเต็ม และนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงเรือลำอื่นๆต่อไปทันที พวกเขาใช้เวลา6ปีและ2อู่ต่อเรือในการสร้างเรือจำนวน16ลำเข้าประจำการ นับไปนับมาจึงพบว่ายังมีเรือที่ไม่ได้ส่งมอบอีก1ลำ ผู้เขียนเดาว่าเนื่องมาจากวันที่25พฤษจิกายน 2013 ได้มีเรือลำหนึ่งที่กำลังติดตั้งอุปกรณ์อยู่ได้ประสบอุบัติเหตุจมลง สาเหตุเนื่องมาจากโดนคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าใส่เรือตลอดเวลา จนในที่สุดเรือก็จมลงไปในน้ำสุงถึงหอบังคับการเสียหายหนัก โชดยังดีที่ไม่มีใครเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น


    Gumdoksuri class มีความยาว63เมตร กว้าง9เมตร ระวางขับน้ำปรกติ430ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่570ตัน ใช้ระบบขับเคลื่อนCODOGพร้อมWaterJet สามารถทำความได้สุงสุดถึง41.5น๊อต ติดอาวุธปืน76/62มม.รุ่นผลิตเองในประเทศ1กระบอก ปืนกล40มม.ลำกล้องคู่รุ่นผลิตเองในประเทศ1กระบอก จรวดต่อต้านเรือ SSM-700K Hae Sung จำนวน 4นัด นอกจากนี้ยังสามารถติดจรวดต่อสู้อากาศยานขนาดเล็กได้อีกด้วย มีระบบเรดาร์ตรวจการณ์3มิติที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพสุง ควบคุมปืนด้วยเรดาร์ควบคุมการยิง SAAB Ceros200 และ Thales electro-optical targeting ระบบเป้าลวง KDAGAIE Mark 2 จำนวน2ชุด ระบบสงครามอิเลคโทรนิค LIG Nex1 Sonata SLQ-200(V)K ECM suite สุดท้ายเป็นระบบติดต่อสื่อสารที่มีทั้งSatCom Link11 และLink16 รูปทรงของเรือช่วยลดการตรวจจับของเรดาร์ลงได้พอประมาณ  เป็นเรือตรวจการณ์ที่ผู้เขียนเมื่อยมือมากกว่าจะบรรยายครบ แต่เป็นเรือที่จะต้องเขียนถึงให้ได้เพราะเรือตรวจการณ์ติดจรวดของเขาติดอุปกรณ์ป้องกันตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะยัดลงไปได้ แนวความคิดที่ว่าเอาเรือต.994ของเรามาติดจรวดเข้าไปเท่ากับหาเรื่องใส่ตัว เพราะเรือไม่มีอะไรใช้ป้องกันตัวจากจรวดกระทั่งเรดาร์ตรวจการณ์ดีๆหน่อยก็ยังไม่มีเลย Gumdoksuri classมีราคาเฉลี่ยต่อเรือ1ลำอยู่ที่37.7ล้านเหรียญ แต่ราคารวมเมื่อติดอาวุธพร้อมรบคงโดดสุงขึ้นพอสมควร

 Korean Attack Submarine program

     กองเรือดำน้ำเกาหลีใต้ประกอบไปด้วยเรือดำน้ำขนาด1,200ตัน KSS-I  Chang Bo-go หรือ Type-209 จำนวน 9ลำ และเรือดำน้ำขนาด1800ตัน KSS-II  Son Won-Il หรือType 214 AIP อีกจำนวน9ลำ ซึ่งลำที่6เพิ่งปล่อยลงน้ำในเดือนพฤษภาคมปีนี้เอง นอกจากนี้แล้วพวกเขายังได้เริ่มโครงการ Jangbogo III programme โดยแดวูจะสร้างเรือดำน้ำ KSS-III Batch-I จำนวน2ลำแล้วเสร็จภายในปี2018และเข้าประจำการภายในปี2022 ต่อจากนั้นจะเป็นคิวของฮุนไดบ้างกับเรือดำน้ำ KSS-III Batch-II จำนวน3ลำ ปิดท้ายกันด้วยเรือดำน้ำKSS-III Batch-III จำนวน4ลำท้ายสุดที่ยังไม่ได้กำหนดอู่ต่อเรือแต่ต้องการให้แล้วเสร็จภายในปี2029

     ข้อมูลคร่าวๆของ KSS-III Batch-I ก็คือมีความยาว 83.5เมตร กว้าง9.6เมตร  ระวางขับน้ำที่ผิวน้ำ 3,358 ตัน ระวางขับน้ำขณะดำน้ำ 3,705ตัน ใช้ระบบโซนาร์จากThalesและอาจมีของLIG Nex1จากเกาหลีใต้ผสมด้วย ใช้ระบบแบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออนรุ่นใหม่ที่พัฒนาเอง นอกจากท่อยิงตอร์ปิโดที่หัวเรือแล้วยังมีระบบท่อยิงแนวดิ่งบริเวณกลางเรือค่อนไปทางท้ายจำนวน6ท่อยิง เข้าใจว่าสำหรับติดตั้งจรวดร่อนระยิงไกลที่LIG Nex1กำลังพัฒนาอยู่ ข้อมูลบางอย่างยังไม่มีความชัดเจนคงต้องรอจนกว่าเรือจริงจะเข้าประจำการ



  KS 500A Midget Submarine

      นอกจากเรือดำน้ำพิฆาตที่เป็นกำลังหลักแล้วเกาหลีใต้ยังมีเรือดำน้ำขนาด175ตันสำหรับฝึกอีก2ลำ เนื่องมาจากใช้งานมาพอสมควรแล้วจึงได้จัดหาเรือรุ่นใหม่มาทดแทน KS 500Aคือเรือดำน้ำรุ่นใหม่มีความยาว 37 เมตร กว้าง 4.5 เมตร ระวางขับน้ำที่ผิวน้ำ 510 ตัน  ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออนจำนวน 2 ชุด สามารถติดตั้งFlexible Payload Module(FPM) หรือช่องสำหรับปล่อยชุดปฏิบัติการพิเศษ นักประดาน้ำไปจนถึงยานใต้น้ำได้ ติดตั้งตอร์ปิโดขนาด533มม.2ท่อยิงและ 324มม.อีก4ท่อยิง พร้อมระบบโซนาร์เทคโนโลยีเยอรมันยกชุด

     เรือลำแรกจากความต้องการ5ลำเริ่มสร้างแล้วแต่แทบไม่มีข่าวเลย ปีนี้เองฮุนไดได้เสนอแบบเรือดำน้ำ HDS-500RTN กับกองทัพเรือไทย ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่นดัดแปลงมาจาก KS 500A โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นระบบขับเคลื่อน เป็นเรือดำน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุดและมีโอกาสน้อยที่สุดเช่นกัน ถึงนาทีนี้โอกาสที่ว่านั่นก็หมดลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คาดว่าฮุนไดจะเสนอเรือดำน้ำแบบเดียวกันให้กับกองทัพฟิลิปปินส์ในอนาคต

 


Future developments

         นอกจากโครงการต่างๆที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันแล้ว กองทัพเรือเกาหลีใต้ยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังจะเกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โครงการสำคัญอาทิเช่น KDX-II A ซึ่งเป็นการนำเรือพิฆาต Chungmugong Yi Sun shin class หรือ KDX-II มาขยายขนาดและติดเรดาร์ทันสมัยสำหรับภารกิจป้องกันภัยทางอากาศ ข้อมูลจากปี2009ระบุว่าเรือจะมีขนาด5,600ตันและมีจำนวนรวมอยู่ที่6ลำ โดยจะติดระบบเอจิสและเรดาร์SPY-1อันทันสมัยจากอเมริกา ทว่าในปีที่แล้วนี้เองก็มีแบบเรือที่ใหม่กว่าติดตั้งเรดาร์ของThalesมาจัดแสดงด้วย  ตามความต้องการเดิมเรือลำแรกจะแล้วเสร็จภายในปี2019 แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นตามแบบเรือล่าสุดจริงหรือไม่

     เกาหลีใต้ได้กำหนดความต้องการเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กไว้ที่2ลำในปี2036 ค่อนข้างนานมากจนไม่สามารถเดาแบบเรือรูปร่างหน้าตาหรือระวางขับน้ำได้เลย มีข้อมูลว่าเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกดาดฟ้าเรียบ Dokdo Class ลำที่2จะติดตั้งสกีจัมพ์บริเวณหัวเรือด้วย จึงสามารถรองรับเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งทางวิ่งสั้นได้ที่ในปัจจุบันนี้เหลืออยู่เพียงรุ่นเดียวก็คือF-35B คงต้องรอไปอีกซักพักถึงจะรู้ว่ามีอะไรติดตั้งอยู่บนเรือจริงบ้าง


     มองภาพรวมในอนาคตของกองทัพเรือเกาหลีใต้ พวกเขาจะมีเรือฟริเกตขนาด3,000ตันจำนวน18-24ลำเป็นกำลังรบหลักในการป้องกัน ประเทศเป็นด่านแรก โดยมีเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีขนาด500ตันจำนวน18ลำ และเรือตรวจการณ์ปืนขนาด200ตันจำนวน24ลำในภารกิจลาดตระเวณในพื้นที่สุ่ม เสี่ยง ส่วนในด้านภารกิจลาดตระเวณในพื้นที่สำคัญทางเศรษกิจ ค้นหากู้ภัยผู้ประสบเหตุ และบังคับใช้กฎหมายทางทะเลกับเรือที่กระทำความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยยาม ฝั่ง Korea Coast Guard เหมือนกับอีกหลายสิบประเทศ เรือทั้งหมดของหน่วยยามฝั่งติดอาวุธปืนกล40มม.และปืนกล20มม.เท่านั้น เมื่อมีความเสี่ยงในการเกิดการปะทะหรือพบการบุกรุกน่านน้ำอย่างจงใจจากเรือ รบต่างชาติ พวกเขาจะรีบถอนตัวและส่งหน้าที่ให้กับกองทัพเรือเกาหลีใต้ต่อไป

     อย่างที่ทราบดีกันว่าภัยคุกคามหลักของเกาหลีใต้ก็คือเกาหลีเหนือ และภัยคุกคามทางทะเลที่สำคัญอันดับแรกสุดก็คือเรือดำน้ำขนาดเล็ก เรือดำน้ำพวกนี้มีระวางขับน้ำประมาณ100-150ตันแต่มีพิษสงรอบตัว สามารถเล็ดลอดเข้ามาสร้างอันตรายหรือลำเลียงหน่วยแทรกซืมเข้ามาส่งถึงชาย ฝั่งได้ นอกจากเรือดำน้ำขนาดเล็กแล้วเกาหลีเหนือยังมีเรือดำน้ำเก่า Romeo class อีกประมาณ22ลำ และเริ่มโครงการเรือดำน้ำรุ่นใหม่ขนาดประมาณ1,500ตันซึ่งมีข่าวว่าสร้าง เสร็จแล้ว1ลำ ภัยคุกคามที่สำคัญรองลงไปก็คือจรวดพื้นสู้พื้นระยะปานกลางและระยะไกล รวมทั้งจรวดต่อต้านเรือรุ่นใหม่เอี่ยมที่เกาหลีเหนือเพิ่งพัฒนาเสร็จ เรือรบทุกลำของเกาหลีใต้จึงต้องติดอาวุธและระบบป้องกันตัวอย่างเต็มที่รวม ถึงเรือช่วยรบด้วย ที่เป็นข่าวดีอยู่บ้างก็คือกองเรือผิวน้ำของเกาหลีเหนือมีขนาดค่อนข้างเล็ก และมีแต่เรือเก่าๆไม่ค่อยทันสมัย กองเรือผิวน้ำเกาหลีใต้มีความสามารถรับมือได้อย่างสบายมาก

     แม้ภัยคุกคามจะมาจากใต้น้ำเป็นหลักแต่เกาหลีใต้เองก็ไม่ได้ประมาท เพราะภัยคุกคามที่ลอยมาจากฟ้าก็เริ่มมีมากขึ้นทุกวันทุกวัน ปัจจุบันนี้พวกเรามีเรือพิฆาตติดจรวดต่อสู้อากาศยานจำนวน12ลำก็จริง แต่ทว่าเป็นเรือที่ติดระบบเอจิสอันทันสมัยและเป็นเรือพิฆาตป้องกันภัยทาง อากาศจริงๆแค่เพียง3ลำ KDX-IIA คือโครงการที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องนี้ได้อย่างดี โดยมีราคาที่ไม่แพงเกินไปและเป็นไปตามนโยบายพึ่งพาตัวเอง ขณะเดียวกันอาวุธสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างเรือดำน้ำก็มีการสร้างเข้าประจำการ จนใกล้ครบแล้ว ส่วนโครงการเรือดำน้ำ KSS-III ก็เริ่มต้นเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตเมื่อเรือดำน้ำ KSS-III ที่สามารถบรรทุกจรวดพื้นสู่พื้นระยะปานกลางและระยะไกลเข้าประจำการครบ พวกเขาจะมีความพร้อมในด้านยุทธวิธีครบทุกมิติโดยสมบูรณ์แบบ

     ภัยคุกคามนอกเหนือจากนี้ยังคงคลุมเคลืออยู่  ประเทศจีนที่น่าจะเป็นของหนักก็ยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แม้ว่าจีนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับเกาหลีเหนือถึงขนาดเคยส่งกำลังทหาร เข้ามาช่วยรบในสงครามเกาหลีด้วยก็ตาม ทว่าความสัมพันธ์กับท่านผู้นำXXXในตอนนี้ช่างดูเปาะบางเสียเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้จีนมีคนจองกฐินเยอะมากจะด้วยฝีมือตัวเองหรือผีจับยัดให้ก็แล้วแต่ ทำให้จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ระดับประเทศกับเกาหลีใต้ในระดับเดิมต่อไป ประเทศญี่ปุ่นที่เคยรบพุ่งกันหลายครั้งจนมองหน้ากันไม่ติด แม้ทั้งสองชาติจะเหม็นขี้หน้ากันอยู่บ้างแต่ถึงขั้นยิงกันเองคงเกิดได้ยาก มาก ทั้งคู่เคยผ่านสงครามใหญ่มาแล้วและรู้ดีว่าถ้าอยากรอดจะต้องไม่สร้างศัตรู รอบด้าน ภัยคุกคามหลักของเกาหลีใต้ในเวลานี้ก็ยังคงเป็นศัตรูอันเป็นที่รักเพียง อย่างเดียว

     เขียนมาถึงตรงนี้ผู้เขียนยังไม่ได้เอ่ยถึงกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นแม้แต่น้อย แต่จำเป็นจะต้องจบบทความนี้เอาดื้อๆเหมือนThe Hunger Games 2 ยังไงยังงั้น สาเหตเนื่องมาจากมีความยาวค่อนข้างเยอะมากไปแล้ว อีกทั้งข้อมูลของฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าของฝ่ายเกาหลีใต้แต่อย่างใด ผู้เขียนสัญญาว่าจะพยายามต่อภาค2ให้จบโดยเร็วถ้าไม่มีคิวแทรก ทว่าคิวแทรกที่จ่อท้ายอยู่ดันเป็นเรื่องเรือดำน้ำเสียด้วยสิ ขอบคุณครับที่ติดตามจนกว่าจะพบกันใหม่

             


  -----------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก  

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_active_Republic_of_Korea_Navy_ships
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2979
http://www.marinelink.com/news/minelayer-launches-koreas391923.aspx
http://www.janes.com/article/52547/south-korea-debuts-indigenous-lst-in-amphibious-drill
http://english.yonhapnews.co.kr/national/2015/07/30/0301000000AEN20150730002700315.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Japan_Maritime_Self-Defense_Force

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อาวุธปืนบนเรือรบราชนาวีไทย


บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลอาวุธปืนที่ติดตั้งอยู่บนเรือรบของกองทัพเรือ โดยจำกัดอยู่แค่เพียงอาวุธปืนที่ยังประจำการอยู่และเป็นแบบติดตั้งตายตัวเท่านั้น ข้อมูลบางอย่างอาจคลาดเคลื่อนหรือไม่ชัดเจนไปบ้าง เช่นชื่อเรือที่ติดตั้งหรือจำนวนรวมทั้งหมด ผู้เขียนต้องขออภัยล่วงหน้า ข้อมูลส่วนใหญ่และชื่อเรียกอย่างเป็นทางการอ้างอิงจาก www.thaiarmedforce.com ขอบคุณมาณ.ที่นี้ด้วย

ปืนใหญ่เรือ

BAE Systems Mk.45 mod.2 ขนาด 127 มม./54 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว  
เป็นปืนใหญ่เรือขนาด 5 นิ้วที่ใหม่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย ติดตั้งอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงนเรศวรจำนวน 2 ลำ 2 ระบบ มีความแม่นยำสุงใช้กระสุนมาตราฐานนาโต้ได้หลากหลายและได้รับความนิยมแพร่หลายมากติดตั้งอยู่บนเรือหลายนานาชาติ สามารถตีต่อเป้าหมายได้ไกลสุด 24.1 กิโลเมตรโดยมีอัตรายิงสุงสุด 20 นัดต่อนาที  ตามแผนการปรับปรุงเรือชั้นเรือหลวงนเรศวร ปืนรุ่นนี้จะได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้นมีอัตรายิงสุงขึ้น ทว่าเรือยังอยู่ในระหว่างปรับปรุงจึงยังไม่นับว่าเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด


BAE Systems Mk.42 mod.9 ขนาด 127 มม./54 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
เป็นระบบปืนใหญ่ที่ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นที่หนึ่งอย่างแท้จริง เริ่มเข้าประจำการในช่วงสงครามเย็นที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างนาโต้กับวอร์ซอ จึงได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสุงมากมีขนาดใหญ่น้ำหนักมากอัตรายิงสุงมากและมีราคาต่อหน่วยสุงตามไปด้วย อาวุธปืนที่เริ่มเข้าประจำการในปี 1953 สามารถยิงได้ถึง 40 นัดต่อนาทีในโหมอัตโนมัติ แม้ในภายหลังจะปรับลดเหลือเพียงแค่ 28 นัดต่อนาทีแต่ยังถือเป็นปืนใหญ่เรือขนาดมากกว่า 3 นิ้วที่ยิงได้เร็วที่สุดของกองทัพเรือไทย มีประจำการอยู่บนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Knox จำนวน 2 ลำด้วยกัน ทว่าเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยปลดประจำการไปแล้ว จึงนับว่าเหลือประจำการอยู่จริงแค่เพียง1ระบบเท่านั้น ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบมากเพราะถูกออกแบบให้ใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินด้วย ได้รับความนิยมสุงมากเช่นกันติดบนเรือพิฆาตทุกลำของอเมริกาในช่วงสงครามเย็นกำลังระอุ

BAE Systems Mk.8 mod.0 ขนาด 114 มม./55 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
เป็นปืนใหญ่เรืออเนกประสงค์แนวคิดใหม่ของอังกฤษในยุค 1970 ฉีกรูปแบบเดิมที่ปืนรุ่นเก่าทั้งใหญ่โตทั้งเทอะทะและต้องใช้พื้นที่มหาศาล ภายหลังได้มีการปรับปรุงป้อมปืนให้มีความทันสมัยมากขึ้นลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ ลำกล้องปืนขนาด 4.5 นิ้วสามารถตีต่อเป้าหมายได้ไกลสุด 22 กิโลเมตร ด้วยอัตรายิง 25 นัดต่อนาที เป็นอาวุธปืนหลักของเรือฟริเกตและเรือพิฆาตราชนาวิอังกฤษทุกลำยกเว้นแค่เพียงเรือฟริเกต Type22 รุ่นแรกๆ กองทัพเรือไทยมีใช้งานอยู่เรือหลวงกุฎราชกุมารจำนวน 2 ระบบ เคยมีข่าวว่าปืนกระบอกท้ายเรือชำรุดแต่ผู้เขียนไม่ทราบข้อเท็จจริง

PLA Navy Type 79 ขนาด 100 มม./56 คาลิเบอร์ แท่นคู่
นี่คือปืนใหญ่เรือที่จีนพัฒนาขึ้นมาเองจนเป็นผลสำเร็จ และเข้าประจำการแทนปืนใหญ่รุ่นเก่าที่ล้าสมัยแล้วของรัสเซียในช่วง 1970 ป้อมปืนแฝดขนาดใหญ่ใช้เรดาร์ควบคุมการยิงโดยสมบรูณ์แบบ มีระบบสำรองบังคับด้วยมือสามารถยิงได้ทั้งเป้าหมายบนอากาศและภาคพื้นดิน อัตรายิง 25 นัดต่อนาทียิงได้ไกลสุด 22.5 กิโลเมตรด้วยกระสุนHE กองทัพเรือไทยมีใช้งานอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงบางประกงจำนวน 2 ลำ 4 ระบบ 8 กระบอก ก่อนหน้านี้เรือชั้นเรือหลวงกระบุรีทั้ง 2 ลำก็มีเช่นกันแต่โดนถอดออกแล้ว

PLA Navy NG12-2 PJ-33A ขนาด 100 มม./56 คาลิเบอร์ แท่นคู่
เป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ของปืนรุ่น Type 79 ภายนอกเปลี่ยนป้อมปืนมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีรูปทรงลดการตรวจจับจากเรดาร์  ป้อมปืนทำงานได้ดีขึ้นเร็วขึ้นและใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ควบคุมด้วยเรดาร์ควบคุมการยิงแบบใหม่ขนาดกระทัดลงประสิทธิภาพโดยรวมของปืนน่าจะดีกว่าเดิมไม่มากก็น้อย กองทัพเรือจีนมีแผนจะนำมาทดแทนปืนType 79 รุ่นเก่าๆทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดก็ยกเลิกแล้วหันไปพัฒนาปืนรุ่นใหม่ต่อไป กองทัพเรือไทยมีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงกระบุรีทั้ง 2 ลำ 2 ระบบ 4 กระบอก

OTO Melara  ขนาด 76 มม./62 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
เป็นปืนใหญ่เรือที่ได้รับความนิยมสุงมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ตั้งแต่เริ่มเข้าประจำการกับอิตาลีในปี 1964 จนถึงปัจจุบันยังมีคำสั่งซื้อไม่ขาดสาย ป้อมปืนมีขนาดกระทัดรัดน้ำหนักน้อยใช้พื้นที่ด้านใต้ดาดฟ้าไม่มากนัก จึงสามารถติดตั้งได้กับเรือตรวจการณ์ที่มีขนาดเล็กไปจนถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน มีการพัฒนาตัวปืนให้ทันสมัยตลอดเวลา ปืนรุ่นใหม่ล่าสุดสามารถยิงกระสุน Vulcanoได้ไกลสุดถึง 40 กม.และกระสุน DART ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุจนกระสุนวิ่งกระทบเป้าหมายได้ไกลสุด 35 กิโลเมตร กองทัพเรือไทยใช้งานปืนรุ่นนี้เป็นจำนวนมากโดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่นด้วยกัน

 -Compact มีอัตรายิงสุงสุด 80 นัดต่อนาที ประจำการอยู่บนเรือรบจำนวนมาก เช่น เรือชั้นเรือหลวงตาปีจำนวน2ลำ เรือชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือหลวงบุรีจำนวน 3 ลำ 6 ระบบ เป็นต้น

 -Rapid Fire มีอัตรายิงสุงสุด 100 นัดต่อนาที ประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงรัตนโกสินท์จำนวน 2 ลำ

 -Super Rapid Fire  มีอัตรายิงสุงสุด 120 นัดต่อนาที ประจำการอยู่บนเรือหลวงอ่างทองและเรือชั้นเรือหลวงปัตตานีจำนวน 2 ลำ ด้วยอัตรายิงที่สุงกองทัพเรืออิตาลีจึงใช้เป็นระบบป้องกันระยะประชิดประจำเรือรบรุ่นใหม่ๆ

US Navy Mk.22 mod.0 ขนาด 76 มม./50 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
ปืนใหญ่ที่มืชื่อเสียงมากที่สุดกระบอกหนึ่งของอเมริกา เป็นปืนที่ใช้ยิงมากที่สุดในสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นสมรภูมิท้ายสุดที่มีการยิงถล่มชายฝั่งด้วยกองเรือรบจำนวนมาก มีใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายสิบประเทศ ถือเป็นปืนหลักที่ฝั่งนาโต้ใช้ยันการคุกคามจากระบบคอมมิวนิสต์ก็ว่าได้ ประเทศไทยเริ่มมีการใช้งานหลังสงครมโลกครั้งที่2โดยนำมาประจำการแทนแทนระบบปืน Bofors 75/51รวมทั้งปืนขนาด 3 นิ้วและ4นิ้วของอังกฤษที่ล้าสมัยเกินไปและขาดแคลนกระสุนปืน ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงหัวหินจำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 3 ลำ และเรือหลวงปิ่นเกล้าอีก 3 ระบบ

Bofors Mk.1 ขนาด 57 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
ระบบปืนอเนกประสงค์จากสวีเดนเริ่มเข้าประจำการในปี 1966 ได้รับความนิยมสุงพอสมควรจนถึงปี 2000 จึงค่อนข้างซาลง เป็นปืนใหญ่เรือที่มีอัตรายิงเร็วที่สุดในโลกนั่นคือสามารถยิงได้ถึง 200 นัดต่อนาทีในรุ่น MK.1และเพิ่มเป็น 220 นัดต่อนาทีในรุ่นถัดไป จึงมีความสามารถในการตีต่อเป้าหมายบนอากาศได้เป็นอย่างดี ปืนรุ่นMk.1ประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงปราบปรปักษ์จำนวน 3 ลำ ไม่มีแนวโน้มที่จะจัดหาเพิ่มเติมแต่อย่างใด




                              -------------------------------------------------------

ปืนใหญ่กล

Bofors M3 ขนาด 40 มม./60 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
นี่คือปืนต่อสู้อากาศยานรุ่นมาตราฐานของกองทัพเรือไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการสั่งซื้อจำนวนมากเพื่อใช้งานแทนที่ปืนกล 40/40 แท่นคู่ของญี่ปุ่น รวมทั้งปืน 76/40 รุ่นเก่าของอังกฤษ พัฒนามาจากปืนต่อสู้อากาศยานประจำภาคพื้นดิน นับเป็นปืนกล40มม.ที่มียอดผลิตสุงสุดและยิงกระสุนจริงมากที่สุดในโลก ประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและผลงานที่ออกสนามรบได้ทุกทวีปและทุกสมรภูมิ กองทัพเรือไทยใช้งานปืนรุ่นนี้มาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีประจำการอยู่บนเรือรบหลายลำ อาทิเช่น เรือหลวงจันทร เรือหลวงถลาง เรือชั้นเรือต.91จำนวน 8 ลำ เรือชั้นเรือหลวงหัวหินจำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 3 ลำ เป็นต้น

US Navy Mk.1 mod.2 ขนาด 40 มม./56 คาลิเบอร์ แท่นคู่
ปืนต่อสู้อากาศยานของกองทัพเรืออเมริกาในช่วงสงครามโบกครั้งที่ 2 โดยการนำปืนBofors 40/60 แท่นคู่มาใช้งานร่วมกับเรดารควบคุมการยิงอันทันสมัย แม้ระบบควบคุมการยิงจะถูกจำหน่ายไปแล้วแต่ระบบปืนยังสามารถควบคุมและทำการยิงได้ด้วยระบบแมนนวล ปัจจุบันมีใช้งานอยู่บนเรือหลวงปิ่นเกล้าจำนวน 3 ระบบ

Breda/Bofors Type 107 ขนาด 40 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
40/70 คือปืนต่อสู้อากาศยานรุ่นถัดไปของ Bofors โดยนำปืน 40/60 ที่มีชื่อเสียงมาปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ลำกล้องยาวมากกว่าเดิมแท่นปืนมีขนาดเล็กลงนิดหน่อย กองทัพเรือไทยเริ่มซื้อเข้าประจำการในช่วงปี 1980 โดยรุ่นType 107 เป็นรุ่นป้อมปืนเปิดโล่ง มีอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงตาปีจำนวน 2 ลำ

Breda/Bofors Type 564 ขนาด 40 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
Type 564 คือรุ่นที่มีป้อมปืนชนิดเต็มตัว โดยการนำรุ่น Type 107มาปรับปรุงเพิ่มเติมจึงมีคุณสมบัติอื่นๆคล้ายคลึงกัน มีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงราชฤทธิ์จำนวน 3 ลำ เรือชั้นปราบปรปักษ์จำนวน 3 ลำ  เรือชั้นเรือหลวงสัตหับจำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือหลวงสีชังจำนวน 2 ลำ และเรือต.99

Breda Twin Compact ขนาด 40 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นคู่
ระบบปินที่ได้รับความนิยมสุงมากระหว่างปี 1980-2000 อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบอาวุธป้องกันตัวระยะประชิดที่ดีมากเป็นอันต้นๆในยุคนั้น(แม้จะต้องใช้คนควบคุมการยิงก็ตาม) สินค้าจากอิตาลีมีน้ำหนักเบาขนาดป้อมปืนไม่ใหญ่นัก ใช้เรดาร์ควบคุมการยิงจากค่ายตะวันตกได้เกือบทุกแบบและมีอัตราการยิงสุงถึง 600 นัดต่อนาที เป็นปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 40/70 ที่พัฒนาการมาได้ไกลมากที่สุด แม้ปัจจุบันจะมีรุ่นใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้นแต่เสี่อมความนิยมลงไปชนิดน่าใจหาย ราชนาวีไทยมีประจำการ 6 ระบบ บนเรือหลวงมกุฎราชกุมาร เรือชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์จำนวน 2 ลำ และเรือชั้นเรือหลวงชลบุรีจำนวน 3 ลำ

PLA Navy Type 76 ขนาด 37 มม./63 คาลิเบอร์ แท่นคู่
ปืนต่อสู้อากาศยานจากประเทศจีนแต่เป็นสินค้าคุณภาพสุงของโซเวียต จึงมีความมั่นใจในเรื่องประสิทธิภาพความแข็งแรงทนทานและความน่าเชื่อถือในการใช้งานจริง อำนาจการยิงของปืนรุ่นนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปืนรุ่นอื่นที่มีขนาดลำกล้อง 20-40 มม. ป้อมปืนสามารถควบคุมด้วยรีโมทใช้เรดาร์ควบคุมการยิงได้หรือยิงแบบแมนนวลก็ได้ มีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงบางปะกงจำนวน 2 ลำ 8 ระบบ 16 กระบอก ก่อนหน้านี้เคยมีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงกระบุรีด้วยแต่ถูกแทนที่ด้วยรุ่น Type 76A ไม่ทราบสถานะปัจจุบันของปืนที่ถูกถอดออก
 

PLA Navy Type 76A ขนาด 37 มม./63 คาลิเบอร์ แท่นคู่
เป็นการนำปืนรุ่น Type 76 มาปรับปรุงใหญ่ เปลี่ยนป้อมปืนใหม่ให้ทันสมัยขึ้นควบคุมโดยอัตโนมัติอย่างสมบรูณ์แบบ ใช้เรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นใหม่ที่พัฒนามาจากอิตาลีโดยมีขนาดเล็กลงแต่จับเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงกระบุรีจำนวน 2 ลำ 8 ระบบ 16 กระบอก  ก่อนหน้านี้เคยมีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงนเรศวรด้วยแต่ปัจจุบันถูกถอดออกแล้ว ไม่ทราบสถานะและสภาพปัจจุบันของปืนที่ถูกถอดออก


Breda/Rheinmetall Mauser Mk.30 mod.F ขนาด 30 มม./82 คาลิเบอร์ แท่นคู่
เป็นระบบปืนที่มีชื่อเสียงมากกว่าข้อเท็จจริง นั่นก็คือสินค้าได้รับการสั่งซื้อน้อยมากเมื่อเทียบกับความน่าจะเป็น ทั้งนี้เนื่องมาจากได้ถือกำเนิดในช่วงที่ปืนขนาด 40/70 มม.กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย กระทั่งถึงปี 2000 เมื่อ 40/70 มม.เสื่อมความนิยมลง  Mauser Mk.30 ก็พ่ายแพ้ให้กับปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20-30 มม.รุ่นใหม่ๆอย่างราบคาบ  สาเหตุเป็นเพราะล้าสมัยเกินไป มีขนาดใหญ่เทอะทะต้องใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้า รวมทั้งไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเล็งได้ กองทัพเรือไทยมีประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงคำรณสินธุจำนวน 3 ลำ


MSI-DSL/Oerlikon DS-30B (LOCSIG) KCB ขนาด 30 มม./75 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
นี่คือระบบปืนกลอเนกประสงค์ขนาด30มม.ยุคใหม่ของราชนาวีอังกฤษ พัฒนาและปรับปรุงมาจาก Oerlikon 30 mm twin cannon ซึ่งเป็นปืนหลักของเรือฟริเกตชั้น Type22 รุ่นแรกๆ มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมีความอเนกประสงค์มากขึ้น ใช้กระสุนรุ่นใหม่ของนาโต้ได้ทั้งหมดพร้อมอัตรายิงสุงถึง 650 นัดต่อนาที DS-30B ได้รับความนิยมจากอังกฤษและลูกค้าเก่าพอสมควร มีติดตั้งอยู่บนเรือชั้นเรือหลวงลาดหญ้าจำนวน 2 ลำ


MSI-DSL/Alliant Techsystems DS-30MR (REMSIG) Mk.44 ขนาด 30 มม. แท่นเดี่ยว
DS-30M คือระบบปืนกลเอนกประสงค์รุ่นใหม่อย่างแท้จริง พัฒนาต่อจาก DS-30B โดยมีความแตกต่างที่ด้านขวาของป้อมปืน ซึ่ง DS-30B จะมีที่นั่งของพลยิงติดตั้งอยู่ แต่ DS-30M ตัดออกเพราะเน้นการควบคุมด้วยรีโมท มีขนาดกระทัดรัดมากเมื่อเทียบกับปืน 30 มม.รุ่นเก่าๆ รองรับการยิงได้ทั้งแบบแมนนวลและรีโมท ใช้เรดาร์ควบคุมการยิงได้หลายแบบกระสุนพร้อมยิงมีจำนวนมากเพียงพอและถอดเปลี่ยนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เคยมีรุ่นติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานขนาดเล็กเป็นออปชั่นเสริม แต่เป็นได้แค่อาวุธในอุดมคติคือมีคนนิยมชมชอบมากแต่ไม่มีคนซื้อ ปัจจุบันได้ปรับปรุงมาเป็นรุ่นติดจรวดเอนกประสงค์แทน ซึ่งก็ทำท่าจะไปได้สวย เพราะแนวโน้มการใช้งานจรวดเอนกประสงค์ขนาดเล็กบนเรือขนาดเล็กมีเพิ่มมากขึ้น


กองทัพเรือติดระบบปืนชนิดนี้บนเรือชั้นเรือต.991 และ 994 จำนวน 6 ลำ เรือชั้นเรือหลวงนเรศวรจำนวน 2 ลำ เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงกระบี่ และมีแนวโน้มจะติดตั้งเพิ่มเติมในเรือรบรุ่นใหม่ในอนาคต นอกจากกองทัพเรือไทยแล้ว DS-30M ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอีกหลายประเทศ กองทัพเรือมาเลเซียนำไปใช้งานบนเรือตัวเองจำนวนมากเช่นกัน รวมทั้งเรือฟริเกตและเรือคอร์เวตรุ่นใหม่จำนวน 12 ลำ 24 ระบบในอนาคตใกล้ๆนี้ด้วย



Oerlikon Mk.4 ขนาด 20 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
ปืนกลขนาด 20 มม.ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก เข้าร่วมทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 กับสงครามเกาหลีและทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีใช้งานในหลายสิบประเทศได้รับการผลิตออกมาเป็นปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ยังมีรุ่นแท่นคู่ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน สาเหตุก็เพราะตัวปืนมีการออกแบบที่เรียบง่ายดูแลง่ายแต่มีประสิทธิภาพสุงและมีปัญหาการใช้งานน้อยมาก มีขนาดกระทัดรัดติดตั้งและถอดง่ายดายถือเป็นปืนเรือในตำนานกระบอกหนึ่ง

ราชนาวีไทยมีใช้งานทั้งแท่นเดี่ยวและแท่นคู่ โดยนำมาแทนที่ปืนกลแมดเสน 20 มม.ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเหลือประจำการแค่เพียงรุ่นลำกล้องเดียวบนเรือช่วยรบหลายลำเช่น เรือหลวงจันทร เรือหลวงศุกร์ หรือเรือหลวงสุริยะ รวมทั้งเรือำตรวจน้ำอีกส่วนหนึ่งด้วย ยังมีอีกหลายประเทศที่ประจำการเจ้าคุณปู่ Mk.4 อยู่ กองทัพเรือโปรตุเกสยังคงใช้เป็นปืนรองบนเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ของตัวเอง



Oerlikon GAM-BO1 ขนาด 20 มม./95 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
นี่คือปืนกล 20 มม.รุ่นใหม่รุ่นแรกๆของยุโรปตะวันตกหลังจากใช้งาน Oerlikon Mk.4 มาหลายสิบปี GAM-BO1 เริ่มเข้าประจำการในช่วงปี 1980 และได้รับความนิยมทันที ขนาดลำกล้องปืนที่ยาวขึ้้นจึงยิงได้ไกลกว่าเดิมใช้กระสุนรุ่นใหม่ได้มีประสิทธิภาพสุงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงมีหลายสิบประเทศเร่งจัดหาเข้าประจำการ กองทัพเรือไทยได้ใช้งาน GAM-BO1 อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่บนเรือจำนวนมาก เช่นชั้นเรือหลวงตาปีจำนวน 2 ลำ เรือชั้นเรือหลวงสัตหีบจำนวน 6 ลำ เรือชั้นเรือต.213 จำนวน 14 ลำ เป็นต้น



Rheinmetall Mk.20 DM6 ขนาด 20 มม./85 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
ปืนกลขนาด 20 มม.ของ Rheinmetal เริ่มเข้าประจำการในปี 1980 พร้อมๆกับ Oerlikon GAM-BO1 โดยนำเอาปืนกลต่อสู้อากาศยานประจำภาคพื้นดินรุ่นใหม่มาปรับปรุงเพื่อใช้งานทางทะเล มีใช้งานอยู่ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศผู้ผลิตคือเยอรมันที่ติดบนเรือรบเกือบทุกลำ กองทัพเรือไทยมีประจำการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศจำนวน 4 ระบบ และเรือชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์จำนวน 2 ลำ 4 ระบบ



Denel Land Systems GI-2 ขนาด 20 มม./93 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว
ปืนกลขนาด 20 มม.รุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือไทย แอฟริกาใต้พัฒนาปรับปรุงมาจากปืนGIAT modèle F2 ของฝรั่งเศส มีขนาดกระทัดรัดพร้อมกล่องกระสุนปืนอยู่หลังเกาะกำบังเล็กๆ อัตรายิง 750 นัดต่อนาทีมากเพียงพอสำหรับเป้าหมายบนภาคพื้นและบนอากาศ เป็นปืนกล 20 มม.รุ่นมาตราฐานของกองทัพเรือไทยในปัจจุบันนี้ ด้วยราคาที่ไม่แพงมากประมาณระบบละ11ล้านบาทจึงสามารถจัดหาได้โดยง่าย เข้าประจำการอยู่บนเรือชั้นเรือต.111 จำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือต.228 จำนวน 3 ลำ เรือชั้นเรือหลวงปัตตานีจำนวน 2 ลำ เรือหลวงพฤหัสบดี เรือหลวงมาตรา กองทัพเรือมีแผนจะติดตั้งปืนรุ่นนี้บนเรือรบและเรือช่วยรบรุ่นใหม่อีกเป็นจำนวนพอสมควร อินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จัดหาไปใช้งานในปริมาณค่อนข้างสุง จึงนับเป็นระบบปืนที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง



        ---------------------------------------------------------------



ปืนกล

U.S. Ordnance M2HB ขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว
ปืนกลขนาด 12.7มม.ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก พัฒนาต่อจากรุ่นเก่าที่ยังต้องใช้น้ำเป็นระบบหล่อความเย็น มีใช้งานมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบันก็ยังคงใช้งานอยู่โดยไม่มีตัวแทนเสียที ปืนรุ่นนี้ถูกใช้งานกับอาวุธทุกชนิดที่มันสามารถติดตั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรือลำเล็กไปจนถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน รถถัง ยานเกราะ รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ ไปจนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขับไล่ กองทัพเรือไทยมีประจำการในเรือเกือบทุกลำ



OTO Melara/U.S. Ordnance Hitrole NT-M2HB ขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว
ปืนกล 12.7มมรุ่นใหม่เอี่ยมจากอิตาลี ป้อมปืนมีขนาดเล็กมากควบคุมผ่านจอยสติ๊ก มีอุปกรณ์ควบคุมการยิงติดตั้งอยู่ด้านบน ปืนรุ่นนี้กับตลาดโลกได้รับความนิยมพอประมาณ เนื่องจากมีคู่แข่งเยอะทั้งขนาดลำกล้องเท่ากันและลำกล้องใหญ่กว่า ประสิทธิภาพดีไว้ใจได้ทำงานได้ทุกสภาพอากาศ แต่ราคาดูจะสุงไปพอสมควรเมื่อเทียบกับปืนกล M2 ในตำนาน  ราชนาวีไทยมีใช้งานบนเรือชั้นเรือต.994 จำนวน 3 ลำ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจัดหาเพิ่มแต่ประการใด

U.S. Ordnance M60 ขนาด 7.62 มม. แท่นเดี่ยว
ปืนกลขนาดเล็กสุดและทหารราบคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผ่านการรบมาแล้วทุกสมรภูมิจึงให้ความไว้วางใจได้ กองทัพเรือใช้งานกับเรือที่มีขนาดเล็กมากๆ อาทิเช่นเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ แและเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้นเรือต.21 แต่กับเรือมีมีขนาดใหญ่มากกว่านั้นจะใช้งานปืนกล M2HB ขนาด 12.7 มม.แทน



เครื่องยิงลูกระเบิด Mk 81 mod 2 ขนาด 81 มม.
อาวุธจากสมัยสงครามเกาหลีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ใช้งานอยู่กับเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง อาทิเช่น เรือชั้นเรือต.228 และเรือชั้นเรือต.21 มีทั้งรุ่นแท่นเดียวแยกต่างหากและติดตั้งคู่กับปืนกล 12.7มม M2HB







          ---------------------------------------------

อ้างอิงจาก

http://www.thaiarmedforce.com/inventory/34-thailand-inventory/129-rtn-inventory.html
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_equipment_in_Royal_Thai_Navy