วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

South African Corvette Program : เจาะโครงการจัดหาเรือคอร์เวตกองทัพเรือแอฟริกาใต้


     กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีจุดกำเนิดย้อนกลับไปในปี 1861 เมื่อมีการจัดตั้งหน่วยทหารเรืออาสาขึ้นมาครั้งแรกที่ Port Elizabeth ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นประเทศในเครือจักรภพ แอฟริกาใต้ได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรในปี 1931 และล้มลุกคลุกคลานจากปัญหาภายในประเทศอยู่ 30 ปีเต็มๆ จนรวมชาติได้สำเร็จและก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ขึ้นในวันที่ 31พฤษภาคม 1961

     หลังสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพเรือแอฟริกาใต้ประสบปัญหาใหญ่เหมือนกับหลายประเทศ คืออยู่ในสภาพเศรษกิจตกต่ำอย่างรุนแรงไม่สามารถซื้ออาวุธใหม่ได้  ต้องใช้วิธีซื้อเรือรบมือสองที่ปลดประจำการแล้วจากกองทัพเรืออังกฤษมาใช้งานไปก่อน วันเวลาผ่านมาเข้าสู่ทศวรรษ 60 เมื่อเศรษกิจดีขึ้นและความขัดแย้งภายในประเทศจางลง จึงได้ริเริ่มโครงการจัดหาเรือรบรุ่นใหม่เข้ามาประจำการ

     ในปี 1964ได้มีการจัดหาเรือฟริเกตชั้น President ซึ่งก็คือเรือฟริเกต Type 12M ของอังกฤษเข้าประจำการจำนวน 3 ลำ  ต่อมาในปี 1970 จัดหาเรือดำน้ำชั้น Daphné จำนวน 3 ลำจากประเทศฝรั่งเศส และปี 1977 จัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Warrior หรือ Sa'ar 4 จากอิสราเอลจำนวน 9 ลำ แอฟริกาใต้ยังได้สั่งซื้อเรือคอร์เวตชั้น A69 จากฝรั่งเศสในปี 1976 อีกจำนวน 2 ลำ ซึ่งจัดว่าเป็นเรือรุ่นใหม่ทันสมัยที่สุดติดอาวุธครบทั้ง 3 มิติ  และโครงการสุดท้ายก็คือการสั่งซื้อเรือดำน้ำรุ่นใหม่ชั้น Agosta จากประเทศฝรั่งเศสจำนวน 2 ลำ

    โชคร้ายในปี 1977 นโยบายการแบ่งแยกสีผิวได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับประเทศ เมื่อสหประชาชาติมีมติคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ทั้งทางเศรษกิจ, สังคม,กีฬา, รวมถึงห้ามซื้อขายอาวุธใหม่ หนึ่งในรายชื่อที่โดนคว่ำบาตรคือเรือคอร์เวต A69 ทั้ง 2 ลำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้บริษัทผู้ต่อเรือต้องหาลูกค้ารายใหม่และอาเจนติน่าก็คือผู้โชคร้าย ฝ่ายเรือดำน้ำ Agosta ก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันและปากีสถานคือผู้โชคดี จะเห็นได้ว่าฝรั่งเศสมีดวงในเรื่องพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเขาจึงไม่ค่อยกังวลใจเท่าไหร่กับดีลเรือรัสเซียที่โดนแบนแบบเดียวกัน

     และนั่นก็คือปัญหาหนักอกชิ้นสำคัญของกองทัพเรือแอฟริกาใต้ พวกเขาต้องประสบปัญหาไม่มีเรือรบขนาดใหญ่ใช้งานโดยไม่รู้ระยะเวลาที่แน่ชัด เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังโถมเข้ามาซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน ในปี 1982 เรือฟริเกต SAS President Kruger ซึ่งเป็นเรือ 1 ใน 2 ลำที่ยังประจำการอยู่ ประสบอุบัติเหตุชนเข้ากับเรือบรรทุกน้ำมันขนาด 18,000 ตันของแอฟริกาใต้เอง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้สูญหาย 16 คนและเสียเรือรบไป 1 ลำ เมื่อเรือฟริเกตลำสุดท้ายปลดประจำการในปี 1986 กองทัพเรือเหลือแค่เพียงเรือตรวจการณ์ขนาด 450 ตันในการป้องกันประเทศ
                   

                                                                                                     SAS President Kruger ผู้แสนโชดร้าย

                                   

                                                                                                                 ARA Drummond (P-31) ของอาเจนติน่าเคยมีชื่อเก่าว่า SAS Good Hope
      


     ในระหว่างที่ถูกคว่ำบาตรอยู่นั้น กองทัพเรือแอฟริกาใต้มีความพยายามจัดหาเรือรบใหม่หลายครั้งด้วยกัน อาทิเช่นโครงการจัดหาเรือคอร์เวตชั้น Baptista de Andrade ของโปรตุเกสที่ต่อโดยอู่ต่อเรือ BAZAN ประเทศสเปนในช่วงปลายทศวรรษ 70 โครงการจัดหาเรือดำน้ำ Type 209 จากเยอรมันในช่วงปลายทศวรรษ 80 รวมทั้งโครงการพัฒนาเรือคอร์เวตขนาด 1,500 ตันและต่อเองในประเทศโดยอิงจากแบบเรือ Meko140 ของเยอรมัน แต่โครงการทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อยเนื่องจากโดนบล๊อกในทุกด้าน

    ต่อมาใน ปี 1994 สหประชาชาติมีมติยกเลิกการคว่ำบาตรสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเนลสัน แมนเดลาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและได้ยกเลิกนโยบายการแบ่งแยกสีผิว ในปีเดียวกันนั้นเองกองทัพเรือแอฟริกาเริ่มต้นโครงการจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ทันที พวกเขาได้มีการจัดเตรียมข้อมูลและความพร้อมต่างๆมาได้ระยะหนึ่งแล้ว  มีอู่ต่อเรือจาก 5 ประเทศส่งแบบเรือเข้าร่วมเพื่อได้สัญญาต่อเรือรบจำนวน 4 ลำภายใต้โครงการชื่อ Project Sitron การแข่งขันดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้นมีการตัดชื่อผู้ตกรอบออกไปทีละรายทีละราย จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม 1994 พวกเขาก็ได้2แบบเรือสุดท้ายเข้ารอบตัดเชือกหาผู้ชนะเลิศ แบบเรือF592จากอู่ต่อเรือ BAZAN ประเทศสเปนได้รับคะแนนมากที่สุด ทำให้แบบเรือ F3000 จากอู่ต่อเรือ Yarrow ประเทศอังกฤษต้องพบกับความผิดหวัง

     แต่แล้วโครงการนี้ก็มีเรื่องดราม่าเกิดขึ้น เมื่อรองประธานาธิบดี Thabo Mbekiได้เดินทางไปเยือนเยอรมันอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 1995 ระหว่างที่อยู่ในเยอรมันเขาได้ประกาศกับสื่อมวลชนว่าโครงการจัดหาเรือคอร์เวตยังไม่มีผู้ชนะและยังคงทำการเดินหน้าต่อไป นั่นหมายถึงอู่ต่อเรือจากเยอรมันและประเทศที่เคยถูกตัดชื่อออกจะได้รับโอกาสอีกครั้งหนึ่ง หลังสิ้นสุดโครงการมีเสียงครหาจากสื่อมวลชนเรื่องความไม่โปร่งใสของบริษัทจากเยอรมัน แต่ก็เป็นแค่ข้อกล่าวหาเพราะไม่มีหลักฐานอะไรมากกว่านี้ Project Sitron หยุดลงเป็นการชั่วคราวหลังจากนั้นไม่นานด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

     กองทัพเรือแอฟริกาใต้ระบุคุณสมบัติเรือไว้อย่างชัดเจน ต้องเป็นเรือที่ต่อด้วยมาตราฐานเรือรบระวางขับน้ำประมาณ 2,500 ตันขึ้นไป มีลานจอดและโรงเก็บรองรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG (Combined diesel and gas) สามารถทำความเร็วสุงสุดได้มากกว่า 27 น๊อต  อู่ต่อเรือจะก่อสร้างเฉพาะตัวเรือและติดอุปกรณ์เพียงแค่บางส่วน จากนั้นจึงเดินทางกลับมาติดระบบอาวุธและระบบเรดาร์ต่างๆในแอฟริกาใต้อีกที ผู้เขียนมีภาพวาดเรือที่เข้ารอบชิงทั้ง 2 ลำในโครงการนี้มาแสดงให้ได้ชมกันครับ

                                 
                                                                                                      Bazan F590A : เป็นแบบเรือฟริเกตชั้น F592 ของBazan ระวางขับน้ำประมาณ 2,500 ตัน 



GEC Marine F3000 : เป็นแบบเรือจาก Yarrow มีพื้นฐานมาจากเรือฟริเกตชั้นLekiu ของมาเลเซียซึ่งก็คือแบบเรือ F2000 นั่นเอง แต่การออกแบบสะพานเดินเรือและเสากระโดงหลักคล้ายคลึงกับเรือคอร์เวตชั้น Nakhoda Ragam ของบรูไนอีก
                                                
อุปกรณ์หลักๆที่ติดตั้งบนเรือได้แก่

ปืนใหญ่ Oto melara 76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก
ปืนกลต่อสู้อากาศยาน Denel 35มม.ลำกล้องคู่จำนวน 1 กระบอก
จรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen (หรือGabriel Mk 2) จำนวน 8 นัด
ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ 324 มม.แฝดสาม จำนวน 2 แท่นยิง
ปืนกล 12.7 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 ระบบ
เรดาร์หลัก Thales MRR-3D NG Surveillance Radar จำนวน 1 ระบบ
เรดาร์เดินเรือจำนวน 1 ระบบ
เรดาร์ควบคุมการยิง Reutech RTS 6400 จำนวน 3 ระบบ สำหรับจรวด Skerpioen 1 ระบบ และอาวุธปืนจำนวน 2 ระบบ
ระบบเป้าลวง Super Barricade จำนวน 2-4 ระบบ
   

     โครงการเรือคอร์เวตต้องหยุดชะงักไปเกือบ 2 ปีครึ่ง ต่อมาในเดือนกันยายน 1997 สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เริ่มต้นโครงการจัดหาอาวุธที่ใหญ่โตที่สุดและซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา The Strategic Defence Package มีมูลค่ารวม 4.8 พันล้านเหรียญ เกิดขึ้นมาสำหรับจัดหาอาวุธทันสมัยให้กับทุกเหล่าทัพ ในส่วนกองทัพเรือประกอบไปด้วยเรือคอร์เวตจำนวน 4 ลำ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ 4 ลำ และเรือดำน้ำโจมตี 3 ลำ กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นสุง 24 ลำ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ 28 ลำ และเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวน 48 ลำ ส่วนกองทัพบกมีการจัดหารถถังหลักเข้าประการจำนวน 108 คัน ซึ่งจะทำให้กองทัพของแอฟริกาใต้แข็งแกร่งมากขึ้น และมีความทันสมัยมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน



     Project Sitron มีการเปลี่ยนคุณสมบัติของเรือให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยต้องมีระวางขับน้ำ 3,000 ตันขึ้นไป ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงระบบอาวุธพอสมควร จรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen ถูกยกเลิกเพราะค่อนข้างล้าสมัย รวมทั้งต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงจนกว่าจะวิ่งถึงเป้าหมาย จรวด Exocet MM40 Block 2 ถูกเลือกให้มาทำหน้าที่แทน มีการถอดปืนใหญ่76/62มม.กระบอกที่สองออกไป ทดแทนด้วยจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto IR ระบบท่อยิงแนวดิ่ง โดยกำหนดให้เรือมีความสามารถรองรับการใส่จรวดได้มากสุดถึง 32 นัด ส่วนปืนต่อสู้อากาศยาน Denel 35มม.ลำกล้องคู่ ถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้น จนมีประสิทธิภาพสูงพอที่จะเป็นระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด หรือ CIWS อาจไม่ดีที่สุดก็จริงแต่น่าสนใจมากที่สุด เพราะเป็นระบบอาวุธทันสมัยที่แอฟริกาใต้พัฒนาขึ้นมาเอง



     Project Siton RFI Value System (RFI : Request for Information) เป็นการพิจารณาคุณสมบัติเรือในรอบแรก โครงการเริ่มต้นในวันที่ 21 ตุลาคม 1997 มีบริษัทต่อเรือจำนวน 7 รายส่งแบบเรือของตนเองเข้าร่วมชิงชัย ทั้งที่กองทัพเรือแอฟริกาใต้ได้กำหนดคุณสมบัติเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีกรณีแปลกให้ได้อ่านแล้วอมยิ้มกันด้วย บริษัทจากแคนาดาไม่ได้ส่งแบบเรือคอร์เวต แต่กลายเป็นเรือตรวจการณ์ความยาว 55 เมตรและ 75 เมตรแทน หลายบริษัทส่งแบบเรือใช้ระบบขับเคลื่อนไม่ตรงตามความต้องการ แบบเรือพวกนี้ถูกตัดทิ้งออกไปทันที พร้อมกับแบบเรือที่คุณสมบัติขั้นต้นไม่ผ่าน บริษัท Fincantieri FALCO จากอิตาลีส่งแบบเรือเข้าร่วมชิงชัยทั้ง 2 ครั้ง และตกรอบเป็นรายแรก ๆ ทั้ง 2 ครั้งเช่นกัน สาเหตุเป็นเพราะเพราะแบบเรือไม่ตรงตามความต้องการ

     สรุปแล้วเหลือแค่ 5 แบบเรือจาก 4 ประเทศที่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ได้แก่

    - DCN La Fayette
   - GFC MEKO 200 SAN
   - GFC MEKO A200 SAN
   -Bazan F590B
   - GEC Marine F3000

     ผลการให้คะแนนในรอบแรก แบบเรือ La Fayette จากฝรั่งเศสทำคะแนนได้ไม่ดีเอาเสียเลย คุณสมบัติโดยรวมของเรืออยู่ในอันดับ 5 ราคารวมทั้งโครงการอยู่ในอันดับที่ 4 และคะแนนเฉลี่ยหล่นไปอยู่บ๊วยสุด ตามหลังแบบเรืออันดับ 4 จากอังกฤษ ที่มีคะแนนทรงตัวในทุก ๆ ด้าน แบบเรือจากเยอรมัน 2 แบบซึ่งได้คะแนนนำในข้อคุณสมบัติ และแบบเรือจากสเปนมีคะแนนเฉลี่ยเป็นผู้นำ นั่นก็เพราะผลพวงจากราคาเรือที่ตั้งไว้ต่ำกว่าทุกราย 


                                                                
                                                                                                        ภาพCGแบบเรือ DCN La Fayette ในโครงการนี้

     Project Siton RFO Value System (RFO : Request for Orders) เป็นการพิจารณาคุณสมบัติเรือในรอบตัดสิน ได้เริ่มต้นในวันที่ 11 พฤษภาคม 1998 ทุกบริษัทยังคงส่งแบบเรือเดิมเข้าร่วมชิงชัยยกเว้นก็เพียง DCN จากฝรั่งเศสที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม พวกเขาได้เสนอแบบเรือ Patrol Corvette เพิ่มเตมเข้ามาอีก 1 แบบ โดยมีพื้นฐานเดียวกันกับแบบเรือ La Fayette แต่ทว่ามีขนาดใหญ่มากขึ้นนิดหน่อย และปรับปรุงหลายสิ่งหลายอย่างให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ผลการคัดเลือกคุณสมบัติขั้นต้น แบบเรือ La Fayette ถูกตัดทิ้งทันที เนื่องจากใช้ระบบขับเคลื่อนผิดไปจากความต้องการ ทั้งยังเสนอจำนวนเรือแค่เพียง 3 ลำเท่านั้น เหมือนจงใจทำให้ตกรอบเสียมากกว่า 

     แบบเรือที่เข้ารอบจำนวน 5 แบบเรือจาก 4 ประเทศที่ได้เข้ารอบชิงในโครงการนี้ได้แก่

- DCN Patrol Corvette CODAG
- GFC MEKO 200 SAN CODAG : เป็นแบบเรือเดียวกับที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งในโครงการจัดหาเรือฟริเกตของชิลี แต่ไม่ได้รับการจัดซื้อแต่อย่างใดเพราะรัฐบาลชิลียกเลิกโครงการและหันไปซื้อเรือฟริเกตมือ2จากอังกฤษแทน และน่าจะเป็นแบบเรือเดียวกับที่เตรียมส่งในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสุงของไทย แต่ไม่ปรากฎชื่อในรอบสุดท้ายจึงไม่ชัดเจนว่าเยอรมันได้ยื่นข้อเสนอมาจริงหรือไม่
- GFC MEKO A200 SAN CODAG
- Bazan F590B CODAG
- GEC Marine F3000 CODAG





   ตารางระบบอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งบนเรือ จะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์ที่ผลิตได้เองในประเทศอยู่หลายระบบด้วยกัน ทำให้ราคารวมของโครงการนี้ไม่สุงมากเกินไป ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แอฟริกาใต้โดนคว่ำบาตรจนต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ถึง 17 ปี  ภาพต่อไปเป็นข้อมูลของแบบเรือทั้ง 5 แบบที่ได้เข้าชิงชัยในรอบสุดท้าย    







 คะแนนในรอบตัดสินก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง Meko A200 จากเยอรมันได้คะแนนอันดับ1ในด้านประสิทธิภาพตามมาด้วย Meko 200 ทางด้านราคาเรือ F590B ยังคงน้อยสุดทำให้คะแนนเฉลี่ยมาเป็นที่ 1 อีกครั้ง สรุปแล้วในโครงการนี้แบบเรือจากสเปนมีคะแนนดีที่สุดทั้ง3รอบการแข่งขัน F3000 จากอังกฤษได้ที่ 4 และ Patrol Corvette ของฝรั่งเศสกินบ๊วยเหมือนเดิม นี่เป็นผลคะแนนทั้งหมด และความเห็นบางส่วนจากผู้ที่ให้คะแนนครับ


                                                                     

     ผลการตัดสินตามมาหลังจากกองทัพเรือและรัฐบาลแอฟริกาใต้ใช้เวลาพิจารณาอยู่นานพอสมควร พวกเขาเลือกแบบเรือ German Frigate Consortium (GFC) Meko A 200 SAN จากเยอรมันที่ได้คะแนนด้านประสิทธิภาพดีที่สุด แม้ว่าแบบเรือ Bazan F590B จะได้คะแนนเฉลี่ยดีที่สุดแต่ในการเจรจามีปัญหาเล็กน้อย การส่งมอบเรือทำได้ล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายเดือนและความยืดหยุ่นทางด้านการเงินมีน้อยกว่ารายอื่น Project Sitron มีการเซ็นสัญญากันในวันที่ 3 ธันวาคม 1999 สัญญามีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 เมษายน 2000  เรือคอร์เวตลำแรกสุด SAS Amatola เดินทางมาถึงแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคม 2004 เรือลำที่2 SAS Isandhlwana มาในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 เรือลำที่ 3 SAS Spioenkop เดือนทางมาถึงในเดือนพฤษภาคม และเรือลำสุดท้าย SAS Mendi เดือนทางมาถึงในเดือนกันยายนปีเดียวกัน


     จากในภาพจะเห็นได้ว่าเรือ SAS Amatola เดินทางมาตัวเปล่ามีเพียงเรดาร์เดินเรือตัวเดียวเท่านั้น อาวุธและอุปกรณ์ที่เหลือล้วนแล้วแต่ติดตั้งภายในประเทศ การจัดการประกวดแข่งขันและการดำงานทั้งหมดของแอฟริกาใต้ ค่อนข้างมีแบบแผนและตารางการทำงานอย่างชัดเจน กระชับรัดกุมถูกต้องตามหลักการและตรงตามความต้องการ  มีความโปร่งใสไม่หมกเม็ดและเปิดเผยข้อมูลส่วนใหญ่กับสาธารณะชน เป็นแนวทางที่ควรศึกษาอย่างละเอียดมากที่สุด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้งานกับประเทศไทยในอนาคต กับทุกโครงการจัดหาอาวุธของทุกเหล่าทัพโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรือรบ

จรวด Umkhonto พัฒนาเสร็จสมบรูณ์และมีการยิงทดสอบในปี 2005 หลังจากได้รับเรือมาไม่กี่เดือน จากในภาพจะเห็นว่าเรือสามารถรองรับได้มากสุดถึง 32 ท่อยิง ในอนาคตข้างหน้าจะมีจรวด Umkhonto-R นำวิถีด้วยเรดาร์ระยะยิงประมาณ 60 กม.เพิ่มเข้ามาใช้งานอีก 1 รุ่น

   ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  
อ้างอิงจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Valour_class_frigate






วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

หลังจากเป็นโรคเลื่อนมานานเกือบ2ปีเต็ม ในที่สุดเรือฟริเกต Oliver Hazard Perry สำหรับเม็กซิโกและไต้หวันก็ได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีอเมริกาแล้ว

http://www.defensenews.com/story/defense/naval/ships/2014/12/19/navy-frigates-ships-taiwan-china-mexico/20642841/

https://www.congress.gov/bill/113th-congress/senate-bill/1683/text


WASHINGTON – It took the better part of two years, but Congress has finally approved the potential transfer to Taiwan and Mexico of six frigates being decommissioned by the US Navy.
The move means negotiators have permission to make a deal for transfer of the ships, four of which are still in service.

Signed into law Thursday by President Barack Obama, the Naval Vessel Transfer Act of 2013 authorizes the transfer of the frigates Curts and McClusky to Mexico on a grant basis.
The act also authorizes the sale of the frigates Taylor, Gary, Carr and Elrod to Taiwan.
All the ships are of the Oliver Hazard Perry class, now being phased out of the US Navy. All remaining frigates are to be decommissioned by the end of September.

ยินดีกับทั้ง2ประเทศด้วย เพราะเรือฟริเกตที่ได้ไปล้วนมีความสำคัญในการใช้งานด้วยกันทั้งสิ้น เม็กซิโกมีเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งและไกลฝั่งเยอะมาก และส่วนมากต่อในอู่ต่อเรือของกองทัพเรือเม็กซิโกเอง แต่พวกเขาไม่มีเรือฟริเกตทันสมัยเลยใหม่สุดก็คือเรือฟริเกตุชั้นKNOXที่ได้รับโอนมาจากอเมริกานั่นแหละ ซึ่งอายุอานามก็ปาเข้าไป40กว่าปีแล้ว ส่วนไต้หวันก็อย่างที่รู้ๆกันว่ากองทัพเรือจีนมาเคาะประตูเรียกแขกอยู่หน้าบ้าน ได้เรือรบไปเพิ่มจะเก่าหรือใหม่เป็นผมก็เอาทั้งนั้น เขาเองก็มีเรือชั้นOLIVER HAZARD PERRY ประจำการอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง และได้มีการปรับปรุงติดอาวุธมากกว่าของอเมริกาเสียอีก เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นการยากเลยที่จะใช้งานเรือที่ได้รับใหม่ได้อย่างรวดเร็ว


                                          เรือฟริเกตชั้น Knox ชื่อ ARM Mina (F-214) ของเม็กซิโก

ทั้ง2ประเทศมีเงื่อนไขการได้รับเรือที่แตกต่างกัน เม็กซิโกได้รับการโอนเรือไปโดยมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมประมาณ20-40ล้าน เหรียญต่อลำ ส่วนไต้หวันเป็นการขายในราคาพิเศษตัวเลขก็น่าจะอยู่แถว80-100ล้านเหรียญ แต่ก็แลกกับเรือลำใหม่ที่จองไว้ก่อนแล้วและการปรับปรุงซ่อมแซมที่น่าจะ มากกว่ากัน ทั้งนี้เมื่อได้รับการเซ็นอนุมัติก็จะกลายเป็นกฎหมายของอเมริกาทันที คงต้องดูกันต่อว่าไต้หวันจะจัดหาครบจำนวนทั้ง4ลำจริงหรือเปล่า


                                         เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ของไต้หวันที่ต่อเองในประเทศ
                                            
สาเหตุที่โครงการนี้มีความไปนานพอสมควรมีที่มาทีไปยาวพอประมาณ เริ่มจากบิลแรกสุด Naval Vessel Transfer Act of 2013 มีการนำเสนอในวันที่ 1มกราคม 2013บิลในนี้ไม่ผ่านและเงียบไปเกือบ10เดือน สาเหตุคาดกันว่าเนื่องจากมีชื่อตุรกีอยู่ด้วยก็เลยไม่ผ่านสภา(ไม่แน่ใจว่าสภาไหน) เนื่องมาจากท่าทีทางการเมืองของตุรกีในช่วงเวลานั้นๆที่มีต่อสถานะการณ์ในตะวันออกกลาง ความเปาะบางสุงเกินไปทำให้มีผู้คัดค้านจนไปไม่ถึงฝั่ง

http://www.gpo.gov/fdsys/pkg/BILLS-112hr6649rds/html/BILLS-112hr6649rds.htm

(a) Transfers by Grant.--The President is authorized to transfer 
vessels to foreign countries on a grant basis under section 516 of the 
Foreign Assistance Act of 1961 (22 U.S.C. 2321j), as follows:
            (1) Mexico.--To the Government of Mexico, the OLIVER HAZARD 
        PERRY class guided missile frigates USS CURTS (FFG-38) and USS 
        MCCLUSKY (FFG-41).
            (2) Thailand.--To the Government of Thailand, the OLIVER 
        HAZARD PERRY class guided missile frigates USS RENTZ (FFG-46) 
        and USS VANDEGRIFT (FFG-48).
            (3) Turkey.--To the Government of Turkey, the OLIVER HAZARD 
        PERRY class guided missile frigates USS HALYBURTON (FFG-40) and 
        USS THACH (FFG-43).
    (b) Transfer by Sale.--The President is authorized to transfer the 
OLIVER HAZARD PERRY class guided missile frigates USS TAYLOR (FFG-50), 
USS GARY (FFG-51), USS CARR (FFG-52), and USS ELROD (FFG-55) to the 
Taipei Economic and Cultural Representative Office of the United States 
(which is the Taiwan instrumentality designated pursuant to section 
10(a) of the Taiwan Relations Act (22 U.S.C. 3309(a))) on a sale basis 
under section 21 of the Arms Export Control Act (22 U.S.C. 2761).


 กระทั่งในวันที่12พฤษจิกายน2013หลังจากล่าช้าไปร่วม10เดือนเต็มๆ คณะผู้จัดทำจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนบิลใหม่ไปเลยดีกว่า โดยมีการตัดชื่อตุรกีออกแล้วใส่ชื่อปากีสถานเป็นผู้รับเรือเข้าไปแทน เนื่องมาจากว่ากองทัพเรือมีเรือที่จะปลดระวางเป็นจำนวนมากจึงไม่จำเป็นต้องเป็นลำเดียวกัน แต่ทว่ากลับเหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะปากีสถานเองกลายเป็นตัวปัญหาทำความยุ่งยากใจให้กับบิลใบใหม่ใบนี้อีกครั้ง พวกเขามีความสัมพันธ์กับประเทศจีนมากขึ้นและซื้ออาวุธจากจีนมากขึ้นเช่นกัน ทำให้สามาชิกผู้แทนหลายคนมีความกังวลใจในสถานะการณ์เช่นนี้

เนื่องมาจากประเด็นหลักของบิลใบนี้เป็นการโอนเรือฟริเกตที่ปลดระวางแล้วให้กับมิตรประเทศแบบไม่คิดมูลค่า (เพียงแต่ต้องเสียเงินค่าปรับปรุงซ่อมแซมเองจำนวนหนึ่ง) แตกต่างจากการขายของใหม่เอี่ยมราคาแพงที่ประเทศจะได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว จึงต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าการซื้อขายทั่วไป แล้วเรื่องนี้ก็เงียบหายไปกับสายลมและสองเราเหมือนเช่นเคย


(c) Transfer to Pakistan by Grant Upon Certifications.--
            (1) Authority.--The President is authorized in each of 
        fiscal years 2014 through 2016 to transfer to the Government of 
        Pakistan one of the OLIVER HAZARD PERRY class guided missile 
        frigates USS KLAKRING (FFG-42), USS DE WERT (FFG-45), and USS 
        ROBERT G. BRADLEY (FFG-49) on a grant basis under section 516 
        of the Foreign Assistance Act (22 U.S.C. 2321j), 15 days after 
        certifying to the appropriate congressional committees that the 
        Government of Pakistan is--
http://0-www.gpo.gov.librus.hccs.edu/fdsys/pkg/BILLS-113s1683rs/html/BILLS-113s1683rs.htm



                               เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ของปากีสถานที่ได้รับการโอนมาในปี2010

เมื่อเจอปัญหาเข้าไปถึง2หนติด คณะผู้จัดทำจึงต้องมีความรัดกุมมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว พวกเขาตัดสินใจตัดชื่อปากีสถานออกให้เหลือแต่ชาติที่มีความซี้ย่ำปึ๊กและไม่มีทางที่จะมีปัญหาอีกแน่ๆ  วันที่8เมษายน2014 บิลใบใหม่จึงเกิดขึ้นโดยมีแค่เพียงเชื่อประเทศ เม็กซิโก ไทยแลนด์ได้รับการโอนโดยไม่คิดมูลค่า และไต้หวันได้รับการซื้อในราคามิตรภาพเท่านั้น

102.
Transfer of naval vessels to Taiwan
(a)
Transfer by sale
The President is authorized to transfer the OLIVER HAZARD PERRY class guided missile frigates USS TAYLOR (FFG–50), USS GARY (FFG–51), USS CARR (FFG–52), and USS ELROD (FFG–55) to the Taipei Economic and Cultural Representative Office of the United States (which is the Taiwan instrumentality designated pursuant to section 10(a) of the Taiwan Relations Act (22 U.S.C. 3309(a))) on a sale basis under section 21 of the Arms Export Control Act (22 U.S.C. 2761).
Transfer of naval vessels to certain other foreign recipients
201.
Findings
(a)
Relating to Mexico
(b)
Relating to Thailand
https://www.govtrack.us/congress/bills/113/hr3470/text


                                          USS Rentz (FFG-46) เป็น1ใน2ของจำนวนเรือที่จะโอนมายังประเทศไทย


แต่ให้ตายเถอะโรบิ้น ด้วยเรื่องวุ่นภายทางการเมืองในประเทศไทยกลางปี2014ทำให้บิลใบนี้ต้องมีปัญหาอีกครั้ง แม้บิลใบนี้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วก็ตามเถอะ แต่ก็ยังก็ยังมาดองเค็มอยู่ที่วุฒิสภาเพราะเกิดรัฐประหารและไม่มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง  เนื่องมาจากความล่าช้าทำให้คณะผู้จัดทำไม่อาจอดทนรอคอยได้อีกต่อไป วันที่4 ธันวาคม 2014จึงเกิดบิลใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยคราวนี้ตัดชื่อประเทศไทยออกเหลือแค่เพียงเม็กซิโกและไต้หวันเท่านั้น บิลฉบับนี้ใช้เวลาแค่เพียง2เดือนกว่าๆผ่านทุกด่านและประธานาธิบดีโอบามาก็ลงนามอนุมัติให้ในท้ายที่สุด ปัจจุบบันกลายเป็นกฎหมายของอเมริกาที่ทุกคนต้องปฎิบัติตามแล้วครับ

 
 


Oliver Hazard Perry เป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำขนาด4,100ตัน สร้างขึ้นระหว่างปี1975-2004 เป็นจำนวนถึง71ลำด้วยกัน โดยที่เรือ ROCS Tian Dan (FFG-1110) ของไต้หวันคือเรือลำท้ายสุดที่ได้รับการสร้าง เข้าประจำการในปี2004มีการปรับปรุงติดปืนกลรองขนาด40/70มม. จรวดพื้น-สู่-พื้นรุ่น Hsiung Feng II เพิ่มอีกจำนวน8นัด และpy'ใช้จานเรดาร์ควบคุมการยิงสำหรับจรวดต่อสู้อากาศยานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย




USS Elrod (FFG-55) คือ1ใน4ลำที่มีชื่อขายให้กับไต้หวัน เริ่มเข้าประจำการในวันที่ 21 September 1985 (ก่อนเรือหลวงรัตนโกสินทร์ของเรา1ปี) ปลดประจำการเมื่อ10วันก่อนหรือวันที่ 30 January 2015 เท่ากับอยู่ในราชการแค่เพียงไม่ถึง30ปีเต็ม จากข่าวเก่าในอดีตไต้หวันขอซื้อเรือชุดนี้โดยมีการปรับปรุงใหญ่ให้ด้วยจำนวน2ลำในวงเงิน240ล้านเหรียญ เมื่อพวกเขาขอเพิ่มอีก2ลำก็น่าจะมีวงเงินอยู่ที่ประมาณ480ล้านเหรียญ ตัวเลขใกล้เคียงกับราคาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ของไทยและมาเลเซียจำนวน1ลำพอดิบพอดี


จากนี้ไปคงต้องรอดูกันต่อไปว่า อเมริกาจะทำอย่างไรกับเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ที่ปลดประจำการไปแล้วและยังคงเก็บรักษาอยู่อีกจำนวนมากพอสมควร  แต่ดูจากเรื่องยุ่งๆที่ผ่านมาชาติที่ได้รับจะต้องเป็นชาติที่ในช่วงเวลานั้นไม่มีปัญหา ทั้งเรื่องภายในประเทศตัวเองกับหรือกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง และที่สำคัญที่สุดก็คือกับอเมริกาเองและนโยบายทางการต่างประเทศของอเมริกาด้วย


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://en.wikipedia.org/wiki/Oliver_Hazard_Perry-class_frigate

หลังจากเป็นโรคเลื่อนมาเกือบ2ปีเต็ม ในที่สุดเรือฟริเกตOHPสำหรับเม็กซิโกและไต้หวันก็ได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีแล้ว

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

มหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตอนการรบที่แวร์เดิง (Battle of Verdun)

     การรบครั้งสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีอยู่ด้วยกันหลายสมรภูมิ แต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากนับได้2ครั้งคือการรบที่แวร์เดิงและการรบที่แม่น้ำมาร์น การรบที่ป้อมแวร์เดิงเป็นการยุทธครั้งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างทรหดสมศักดิ์ศรีชาตินักรบ เมื่อได้ยินคำว่าป้อมโปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นป้อมปราการเดี่ยวๆ เหมือนในภาพยนต์ เพราะในความจริงที่แวร์เดิงเป็นหมู่ป้อมปืนจำนวนหลายป้อมรวมกัน มีการจัดวางตำแหน่งไว้อย่างอย่างสลับซับซ้อนจนยากในการบุกยึด เมื่อข้าศึกยึดป้อมใดป้อมหนึ่งไปได้ก็จะตกเป็นเป้าหมายให้ป้อมที่เหลืออยู่ประสานการยิงเข้าใส่ ประกอบกับทำเลอันเหมาะสมทำให้การสู้รบในสมรภูมิแห่งนี้มีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ทั้งฝ่ายที่บุกและฝ่ายตั้งรับประสบกับความสูญเสียทั้งในด้านกำลังพลและยุทธปัจจัยเป็นจำนวนมหาศาล


   ในจำนวนหมู่ป้อมแวร์เดิงน้อยใหญ่จำนวนมาก ยังมีป้อมปราการโปราณเก่าแก่ที่สุดป้อมหนึ่ง ขอบหลังคาและประตูรอบด้านทำด้วยหินแข็งมากอย่างหินลายๆจากเมืองจีนซึ่งใช้ปูพื้นตลาดสำเพ็ง  หลังคาป้อมเป็นหินมีขอบบรรจุดินอัดไว้เต็มพื้นที่เพื่อลดแรงปะทะจากกระสุนปืนใหญ่ ป้อมโบราณแห่งนี้ถูกใช้เป็นสโมสร (Mass ) พบปะสังสรรค์ และยังเป็นครัวปรุงอาหารทำขนมปังจึงมีกลิ่นอาหารฟุ้งกระจายตลอดเวลา ในช่วงกลางคืนจะมีการนำทหารตามป้อมต่างๆผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาที่นี่ เพื่อหาความสำราญด้วยการกินและดูภาพยนต์และเพื่อเป็นการผ่อนคลาย บางครั้งหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทหารทั้งหมดจะถูกส่งไปออกไปจู่โจมข้าศึกตามแผนที่ได้กำหนดไว้ และบางครั้งก็ทหารเหล่านี้อาจจะตายทั้งหมดหรือเหลือรอดกลับมาแค่เพียงไม่กี่นาย

     ป้อมสำคัญที่มีชื่อเสียงมากในการรบที่แวร์เดิงก็คือป้อมดูโอมองค์ (Fort Douaumont) ถูกสร้างขึ้นด้วยแบบแปลนทันสมัยดูราวกับเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง พื้นที่ภายในป้อมอยู่ใต้ดินลึกลงไปตั้งแต่ 20 เมตรจนถึง 40 เมตร บริเวณยอดของป้อมทำช่องสำหรับยิงปืนใหญ่และปืนกลไว้รอบทิศทาง ช่องที่ว่าโผล่เหนือพื้นดินเพียงนิดเดียวและป้องกันไว้ด้วยหินเหลี่ยมและหนา ทั้งฝ่ายเยอรมันนีและสัมพันธมิตรได้ผลัดกันยื้อแย่งไปมาและผลัดกันครอบครองป้อมดูโอมองค์ บริเวณพื้นที่ภายในป้อมมีกระสุนปืนของทั้งสองฝ่ายตกเกลื่อนกลาดอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้บัญชาการป้อมชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า เมื่อเยอรมันโจมตีพวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการบอมปืนใหญ่ขนาด 420 มม.หรือ 370 มม.เข้าใส่อย่างต่อเนื่องก่อนส่งทหารราบเข้ามาจู่โจม ด้วยอำนาจจากกระสุนปืนใหญ่ทำให้ตัวเขาที่บัญชาการอยู่ใต้ดินรู้สึกโคลงเคลงไปมาตลอดเวลา จนดูคล้ายกับว่าป้อมดูโอมองค์นั้นเป็นเรือที่เดินเครื่องอยู่กลางมหาสมุทรท่ามกลางกระแสคลื่นขนาดยักษ์โหมเข้าใส่  รอยกระสุนตกบริเวณริมป้อมมีขนาดใหญ่โตจนดูเหมือนสระน้ำ อำนาจจากปืนใหญ่ขนาด 370 มม.มีความรุนแรงมากกว่าขนาด 420 มม.ที่เน้นระยะทาง ยิงถูกแง่ป้อมแต่ละลูกทำให้หินแข็งๆหายไปเป็นวาๆ สร้างความหวาดผวาให้กับทหารฝรั่งเศสทุกนายที่อยู่ในป้อม
                                                                           ปืนใหญ่ขนาด 380 มม. ติดอยู่บนรถไฟดูน่าเกรงขาม

                                                                                          ป้อมดูโอมองค์ก่อนถูกโจมตี

                
                                                                                                   ป้อมดูโอมองค์หลังหยุดยิง


   เยอรมันนีใช้กระสุนปืนใหญ่ในการเข้าตีวันละประมาณ 70,000 นัด กระสุนจำนวนมากพลัดไปตกตามบ้านเรือนจนพังพินาศไปตามๆกัน พื้นที่โดยรอบของเมืองนี้เปรียบเสมือนลูกคลื่นไกลลิบลับสุดลูกหูลูกตา เนื้อดินถูกเผาร่วนซ้ำแล้วซ้ำอีกดูคล้ายขี้บุหรี่ พลเอกมงกุฎราชกุมารของเยอรมันได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเข้าตีป้อมแวร์เดิง ว่ากันว่าหากสามารถตีสำเร็จจะได้รับพระราชทานเลื่อนยศจากไกเซอร์พระราชบิดาให้เป็นจอมพลทันที มงกุฎราชกุมารจึงเพียรพยายามเข้าตีให้สำเร็จโดยใช้กำลังพลมากกว่า 500,000 นาย แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนได้บอกไปแล้วว่าสมรภูมิแห่งนี้มีความยุ่งยากซับซ้อน เมื่อเยอรมันตีป้อมใหม่ได้สำเร็จป้อมเก่าที่เคยยึดได้กลับโดนตีคืน ครั้นพอส่งกำลังออกไปชิงกลับป้อมที่เพิ่งยึดได้ใหม่ก็โดนป้อมอื่นระดมยิงใส่จากทุกทิศทาง มงกุฎราชกุมารทุ่มเทกำลังทหารเข้าตีอย่างหนักทำให้กำลังพลอันเกรียงไกรเริ่มอ้อนล้าและขาดประสิทธิภาพ พอกล่าวสรุปได้ว่าที่แวร์เดิงเยอรมันประสบกับความสูญเสียสุงกว่ามาตราฐานพอสมควร ถือเป็นสมรภูมิรบที่ต้องจ่ายด้วยราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่ง


     การรบที่แวร์เดิงค่อนข้างผิดแปลกไปจากที่อื่น ในยามปรกติแนวรบของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ในแต่ละป้อมของตัวเอง การรบหลักจะเป็นการระดมยิงปืนใหญ่เข้าหากันมากกว่ารบระยะประชิด ต่างจากยุทธภูมิแห่งอื่นที่สนามเพลาะทั้งสองฝ่ายมักอยู่ห่างกันเพียง 20-30 เมตร ว่ากันว่าได้ยินเสียงพูดคุยของอีกฝ่ายหรือเวลาพักรบก็ยังตะโกนโต้ตอบกันไปมาได้ ลูกระเบิดมือถือและปืนครกกระสุนวิถีโค้งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายจึงไม่ค่อยได้ผลกับที่นี่  การรบที่แวร์เดิงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1916 ท่ามกลางฝนตกหนักหมอกหนาทืบและลมกรรโชกแรง เยอรมันระดมปืนใหญ่เข้ามาเพื่อยิงถล่มเป็นเวลา 10 ชั่วโมงติดต่อกัน กระสุนจำนวน 1 ล้านนัดถูกยิงใส่พื้นที่ยาว 30 กิโลเมตรและกว้าง5กิโลเมตร ปืนใหญ่ Super Heavy Long Range Guns ขนาด 420 มม.สามารถยิงได้ไกลถึง 99 ไมล์หรือ 160 กิโลเมตร  การโจมตีหยุดลงชั่วคราวตอนเที่ยงวันเพื่อให้ผู้รอดชีวิตของอีกฝ่ายเปิดเผยตัว มีการใช้เครื่องบินบินเข้าไปสำรวจตามแผนการรบสมัยใหม่ที่เคยได้ผล เมื่อได้ข้อมูลมากเพียงพอแล้วเยอรมันจึงส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ ฝรั่งเศสตระหนักดีถึงการบุกอย่างหนักของข้าศึกและเตรียมตั้งรับอย่างเหนียวแน่น แม้ทหารเยอรมันจะมีประสิทธิภาพสุงแต่การบุกก็ทำได้ยากลำบาก ประกอบกับมีความผิดพลาดและความล่าช้าในด้านการสื่อสาร เยอรมันทำการรบได้ไม่ดีพอที่จะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ฝรั่งเศสส่งทหารกองหนุน 90,000 นายและอาวุธหนักจำนวนมากเข้ามาเสริมทัพ ความสูญเสียในช่วงแรกของทั้งสองฝ่ายมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมาก


     
                                                                      ทหารส่วนมากเสียชีวิตจากกระสุนปืนใหญ่จำนวนมหาศาล

     เมื่อฝรั่งเศสตั้งหลักได้แล้วสมรภูมิแห่งนี้จึงกลายเป็นหนังยาว การดวลกันระหว่างปืนใหญ่ของทั้งสองฝ่ายทำให้เมืองนี้พินาศโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนเยอรมันจะทำการรบได้ดีกว่าแต่ฝ่ายตนเองก็สูญเสียมากไม่ต่างกัน ความอ่อนล้าจากการสู้รบติดกันหลายวันส่งผลต่อทหารทุกนาย สนามรบอันกว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยกลิ่นไอจากศพ พวกเขานอนตายทับถมสังเวยพระแม่ธรณีจนดูเป็นเรื่องปรกติ เมื่อมีการเปลี่ยนแนวรบไปข้างหน้ากองฝังศพก็จะตามไปฝังศพที่เพิ่งเสียชีวิตใหม่ๆ แค่เพียงไม่นานนักกระสุนปืนใหญ่ของอีกฝ่ายก็ลอยลงมาขุดพลิกแผ่นดินเอาซากอสุภะกลับขึ้นมาใหม่ ในสนามรบเต็มไปด้วยแมลงวันหัวเขียวตัวโตๆที่กินซากศพเสียจนอิ่มหมีพลีมัน บรรดาหนูที่อยู่แถวนั้นก็ตัวใหญ่มากและมีชุกชุมไม่ใช่เล่น ส่วนมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินนั้นเล่ากลับมีชีวิตที่สั้นลงไปจากปรกติ มีการประมาณการจากสถิติไว้ว่านักบินจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 3 เดือน ทหารม้าอยู่ที่ 6 เดือน และทหารราบอยู่ที่ 1 ปี การรบที่แวร์เดิงในช่วงแรกมีการพักรบอยู่หลายครั้ง แต่ทหารทุกนายก็ได้พักผ่อนแค่เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น

     ความล้มเหลวของการรบในเดือนเมษายนถูกนำมาปรับปรุงแก้ไขทันที ทหารราบเยอรมันจะได้รับการสนับสนุนปืนใหญ่อย่างต่อเนื่องทั้งจากด้านข้างและด้านหลัง การติดต่อสื่อสารที่เคยมีปัญหาจะได้รับการปรับปรุงทั้งหมด มีการลดแนวบุกทะลุทะลวงให้แคบลงไปกว่าเดิม แต่ทว่าในบรรดาเสนาธิการด้วยกันก็ยังมีความเห็นที่แตกต่าง แผนการแบ่งกำลังเป็นกองเล็กๆเพื่อลอบโจมตีอีกฝ่ายถูกปฏิเสธ เยอรมันมุ่งใช้กำลังทหารราบบุกทะลวงไปข้างหน้าพร้อมการสนับสนุนจากปืนใหญ่ ถึงตอนนี้เริ่มมีการนำปืนไฟและหน่วยปฎิบัติการณ์พิเศษเข้ามาใช้ในแวร์เดิงแล้ว ทหารราบเยอรมันสามารถทะลุแนวป้องกันเข้าไปจนสามารถยึดป้อมปืนสำคัญบางแห่งเพิ่มได้ แล้วพวกเขาก็โดนฝรั่งเศสใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มอย่างหนักใส่ป้อมปืนที่ตัวเองเคยยึดครอง ทหารเยอรมันต้องถอยร่นเข้ามารวมตัวกันอยู่ในป้อมและคอยรักษาแนวป้องกัน สงครามนับจากนี้เป็นการยันกันไปยันกันมาโดยไม่มีผลแพ้ชนะอย่างแท้จริง

                                                                                  ปืนใหญ่ขนาด 75 มม.ของฝรั่งเศสที่ป้อมดูโอมองค์

                                                                     ชีวิตของทหารทุกนายอยู่ที่เบื้องบนเป็นผู้กำหนด                                                              

     ป้อมดูโอมองค์คือพื้นที่ซึ่งมีการรบพุ่งหนักที่สุดและเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากที่สุดด้วย ในการบุกครั้งแรกสุดเยอรมันสามารถบุกยืดป้อมนี้ได้โดยไม่มีการรบหนักอย่างที่คาดคิด นายทหารระดับสุงของฝรั่งเศสกล่าวในภายหลังว่า เพื่อรักษาชีวิตทหารจำนวน 100,000 นายเอาไว้จึงต้องปล่อยให้ป้อมโดนยึด ผลจากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทหารชั้นผู้น้อยส่วนมาก ปลายเดือนพฤษภาคมฝรั่งเศสเริ่มต้นบุกชิงป้อมดูโอมองค์กลับคืนเป็นครั้งแรก การโจมตีกินเวลาถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะพบกับความล้มเหลวและความสูญเสียเป็นตัวเลขสุงมาก ทหารเยอรมันต่อสู้ชนิดหัวชนฝาจนสามารถป้องกันป้อมเอาไว้ได้ พวกเขาใช้ป้อมนี้เป็นสถานีพยาบาลและจัดเก็บอาวุธยุทธปัจจัยต่างๆด้วย ระหว่างนี้ได้เกิดเรื่องที่น่าเศร้าขึ้นกับทหารเยอรมันประจำป้อม เมื่อเปลวไฟจากการทำอาหารทำให้คลังแสงเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ภายในตัวป้อม ทหาร 679 นายเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ชาวเยอรมันและฝรั่งเศสบางส่วนจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อสวดมนต์ในวันครบรอบของทุกๆปี ป้อมดูโอมองค์สร้างความสูญเสียให้กับทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่าลูกกระสุนไม่มีตายิงโดนใครก็ตายทุกคน 

     ความพยายามในการยึดป้อมคืนมาสำเร็จในอีก 5 เดือนถัดมา ปฎิบัติการโต้กลับครั้งใหญ่ของฝรั่งเศสเริ่มต้นจากวันที่ 20 ตุลมคมจนถึงวันที่ 2 พฤษจิกายน พวกเขาได้รวบรวมอาวุธหนักจำนวนมากมาที่แวร์เดิงเพื่อหวังแก้มือให้ได้ นอกจากทหารฝรั่งเศสจำนวนมากแล้วยังมีกองกำลังทหารโมรอคโคเข้าร่วมในการยุทธครั้งนี้ด้วย หลังจากยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ขนาด 400 มม.บนรถไฟเป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน กำลังทหารราบจำนวนมากจึงบุกเข้าใส่เกิดการปะทะอย่างหนักไปทั่วพื้นที่ ก่อนการยิงจะยุติลงมีคนตายเป็นหมื่นคนที่ป้อมดูโอมองค์ ในที่สุดฝรั่งเศสก็สามารถทวงคืนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากที่สุดได้ สถานการณ์หลังจากนี้จนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายนไม่มีการรบพุ่งครั้งใหญ่กันอีกเลย ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมตัวเพื่อทำการรบครั้งสุดท้ายในเดือนสุดท้ายของปี 1916

                                                                                                     ปืนไฟถูกนำมาใช้ระหว่างการรบ

                                                         พื้นดินที่ร้อนระอุราวกับนรกและเต็มไปด้วยกลิ่นศพจากทั้งสองฝ่าย

                                                                           ภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดภาพหนึ่งจากการบที่แวร์เดิง

     กลางเดือนธันวาคมฝรั่งเศสเคลื่อนพลครั้งใหญ่ที่สุดในการรบที่แวร์เดิง พวกเขาใช้เวลา 6 วันยิงถล่มทหารเยอรมัน ด้วยปืนใหญ่จำนวน 1,169,000 นัดจากปืนใหญ่ 827 กระบอก การโจมตีครั้งสุดท้ายโดยมีเครื่องบินช่วยสังเกตุการณ์เริ่มต้นในวันที่ 15 ธันวาคม ทหารเยอรมันพยายามตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะของตัวเองอย่างเข้มแข็งและอดทน ยิ่งรบกันนานขึ้นระยะห่างระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายก็ร่นเข้าใกล้มากขึ้นทุกที ทหารฝรั่งเศสภายใต้การยิงคุ้มกันจากปืนใหญ่รุกเข้าใกล้มากขึ้นมากขึ้นและมากขึ้น ท้ายที่สุดแนวต้านฝ่ายเยอรมันที่มีคนน้อยกว่าก็พังทลายลง ทหารที่เหลือจำนวนหมื่นกว่าคนถูกจับเป็นเชลยศึกสงครามเนื่องจากไม่มีคนมาช่วยออกไป กำลังเสริมของเยอรมันเดินทางมาสมทบช้าเกินไป จึงไม่สามารถฝ่าเข้ามายังพื้นที่ซึ่งมีการสู้รบได้ นายพลเยอรมันที่คุมกำลังหลักและกำลังเสริมถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ปิดฉากยุทธการครั้งสำคัญที่มีคนตายรวมกันมากกว่า 3 แสนคนในเวลา 303 วัน รวมทั้งมีผู้ที่ยังสูญหายไปอีกเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากบางตำราระบุไว้ว่า ยอดรวมผู้เสียชีวิตและสูญหายทั้งหมดมีจำนวนสุงถึง 5 แสนคน แต่ถ้ารวมตัวเลขผู้บาดเจ็บเข้าไปด้วย ตัวเลขจะพุ่งถึง 9 แสนคนเลยทีเดียว

     ชัยชนะที่แวร์เดิงช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจฝ่ายสัมพันธ์มิตรให้มีแรงสู้ต่อ ฝรั่งเศสเป็นผู้มีชัยก็จริงอยู่ทว่าสูญเสียทหารไปในการรบมากกว่าฝ่ายเยอรมัน ผลจากการรบหลายสมรภูมิในปี 1916 ทำให้กองทัพฝรั่งเศสที่เหนื่อยล้าใกล้ล่มสลายเต็มที ส่วนกองทัพของอังกฤษก็ประสบกับความสูญเสียอย่างหนักไม่แพ้กัน  ขณะที่กองทัพเยอรมันซึ่งมีแผนการรบที่ทันสมัยกว่า และมีการป้องกันที่ยึดหยุ่นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด สิ่งเดียวที่ขัดขวางไม่ให้พวกเขามีชัยอย่างเด็ดขาดได้ก็คือความใหญ่โตของสงคราม แนวรบด้านตะวันตกเป็นแนวสนามเพลาะความยาวมากกว่า 9,600 กิโลเมตร ทั้งสองฝ่ายต้องใช้กำลังพลประมาณ 1.2 ล้านนายประจำการตลอดเวลา โดยไม่มีใครล่วงรู้ว่ามหาสงครามโลกครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

     นักประวัติศาสตร์ เอ. เจ. พี. เทย์เลอร์กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 เอาไว้ว่า  "ชีวิตมนุษย์ถูกสังเวยโดยเปล่าประโยชน์  ไม่มีรางวัลใดๆที่จะได้รับหรือสูญเสีย มีแต่การฆ่ามนุษย์และเกียรติศักดิ์แห่งการได้ชัยชนะเท่านั้น"



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก :

หนังสือ : ทหารอาสาสงครามโลกอนุสรณ์ พิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2497

http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Verdun

http://www.ww1battlefields.co.uk/verdun/douaumont.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Fort_Douaumont

http://www.kingsacademy.com/mhodges/03_The-World-since-1900/02_World-War-One/02c_1916-2.htm

http://www.oldpicz.com/battle-verdun/

http://www.huffingtonpost.com/joseph-v-micallef/this-week-in-world-war-i_b_9281672.html

http://leavehq.com/blogview.aspx?blogno=226

http://www.historyofwar.org/Pictures/pictures_75s_fort_douaumont.html




วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

มหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตอน การเดินทางครั้งสำคัญของทหารอาสาสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม


    เมื่อปีพุทธศักราช 2457 อาร์ชดุ๊ก ฟรานซ์ เฟอร์ดินัน รัชทายาทออสเตรียอังการีและพระชายา ถูกชาวเซอร์เบียปลงพระชนม์ที่เมืองซาราเจโวแคว้นบอสเนียชายแดนออสเตรีย 1เดือนหลังจากนั้นออสเตรียฮังการีจึงได้ประกาศทำสงครามกับเซอร์เบีย เนื่องจากไม่พอใจในท่าทีของเซอร์เบียจากคดีดังกล่าว ความขัดแย้งในยุโรปที่คุกรุ่นมานานจึงพุ่งสุงจนถึงสุดขีด แล้วลุกลามไปทั้งทวีปจนกลายเป็นสาเหตุแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่1ในวันที่1สิงหาคม2457 โดยมีประเทศอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม-รัสเซีย-เซอร์เบีย และประเทศในกลุ่มสัมพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง ประเทศเยอรมันนี-ออสเตรีย-ฮังการีและประเทศในกลุ่มมหาอำนาจกลางฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเข้าห้ำหั่นทำศึกขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในสมรภูมิที่มีการนองเลือดมากที่สุด จนประชากรในพื้นที่เสียชีวิตรวมกันกว่า16ล้านคน

    ช่วง2-3ปีแรกของมหาสงคราม ประเทศไทยที่อยู่ห่างจากสมรภูมิหลายพันกิโลเมตรได้ยึดมั่นความเป็นกลางเอาไว้อย่างเคร่งครัด และในระยะแห่งความเป็นกลางนั่นเอง ล้นเกล้าล้นกระหม่อมรัชกาลที่6ได้ทรงศึกษาสังเกตุความเคลื่อนไหวของคู่ศึกทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด จนพระองค์ทรงทนต่อความทารุณโหดร้ายต่างๆที่ฝ่ายเยอรมันได้แสดงออกไม่ได้ จึงได้ทรงประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังประเทศเยอรมัน แต่ทางฝ่ายเยอรมันไม่ได้ตอบกลับและเพิกเฉยไม่ปฎิบัติต่อคำประท้วงของรัฐบาลไทย อาจเป็นเพราะเล็งเห็นว่าไทยเป็นชาติเล็กประเทศน้อย ไม่มีความหมายใดๆเลยกับเยอรมันนีผู้มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร

     พระองค์จึงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมันทันที เพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรมะแห่งมวลมนุษย์ชาติ ทั้งๆที่ญาติพระวงศ์ผู้ใหญ่บางพระองค์ทรงคัดค้านเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นชาตินักรบอันแท้จริง นักปกครองอย่างเยี่ยม และทรงเป็นผู้รับผิดชอบความเป็นไปของชาติโดยเด็ดขาด พระองค์ได้ทรงไคร่ครวญเป็นหนักหนาว่า ไทยเป็นชาติเล็กเมืองน้อยก็จริงแต่ใฝ่หาธรรมมะเป็นสำคัญ เมื่อโลกถูกอธรรมเข้าทำลายอย่างขาดความปราณี ควรแล้วหรือที่พระองค์ท่านจะทรงนิ่งเฉยอยู่ได้ แม้สนามแห่งยุทธบริเวณจะอยู่ห่างไกลออกไปมาก แต่พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะไปร่วมศึกเพื่อทำลายอธรรม และเพื่อแสดงให้โลกได้รู้เห็นว่า ไทยไม่ใช่ชนชาติที่ขาดหลักธรรมหรือป่าเถื่อนปราศจากความเจริญดังที่ชนชาติตะวันตกเข้าใจกัน เวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่22กรกฎาคม 2460 พระองค์จึงทรงตกลงพระทัยประกาศสงครามกับประเทศเยอรมันนี-ออสเตรีย-ฮังการี และเข้าร่วมศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร การจะแพ้ชนะเป็นเรื่องของอนาคตจะตัดสิน ดังพระราชนิพนธ์บทหนึ่งว่า

                “อันเราเป็นชาติเชื้อ    ชาวไทย
                 ตัวเล็กก็มีใจ               ใหญ่ป้า
                ไม่ยอมระยอบใคร        ในโลก เลยพ่อ
                 ถึงอริราญห้า                   ห่อน แสยง ฯ”

   เมื่อพระองค์ได้ทรงประกาศสงครามให้โลกรับรู้อย่างเป็นทางการแล้ว ในเดือนกรกฎาคม 2460 พระองค์ได้ทรงประกาศเรียกพลอาสาเพื่อจะส่งไปราชการสงครามในทวีปยุโรปด้านตะวันตก โดยมีพระราชประสงค์ที่จะทรงจัดทหารอาสาในศึกครั้งนี้ออกเป็น2กองด้วยกัน คือกองบินทหารบกและกองรถยนต์ทหารบก สาเหตุเนื่องมาจากทั้งฝ่ายกองบินและกองรถยนต์ของกองทัพบกไทยในตอนนั้นยังด้อยประสบการณ์อยู่ จึงทรงส่งเฉพาะ2กองนี้ไปยุโรปเพื่อที่จะเรียนรู้วิธีการต่างๆ ในด้านเทคนิคในทางช่างกลจากยุทธภูมิจริงบ้าง ในอันจะได้กลับมาเป็นประโยชน์แก่กองทัพไทยในกาลหน้าต่อไป พระองค์ได้ทรงจัดส่งกองทูตทหารไปติดต่อกับกองทัพสัมพันธมิตรในยุโรป โดยทรงให้นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางล่วงหน้าเพื่อไปศึกษาสถานการณ์ในเวลานั้นๆก่อน และในวันที่9 มกราคม 2461ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเลี้ยงส่งนายทหารกองทูตทหาร ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และได้พระราชทานกระแสพระบรมราโชวาทดังต่อไปนี้

 “การที่ข้าพเจ้าเชิญมาในวันนี้ ก็เพื่อจะเลี้ยงส่งนายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์และนายทหารกองทูตที่จะไปยุโรปคราวนี้ ข้าพเจ้าเสียใจอยู่นิดเดียวที่ไม่ทันได้ตระเตรียมให้ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่รำลึกได้อีกทีหนึ่งว่า พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ก็ดี นายทหารที่จะไปก็ดี เป็นนายทหาร คงไม่ต้องการที่จะให้มีงานอะไรมากมาย คงต้องการแลเห็นน้ำใจของข้าพเจ้ามากกว่า ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าว ข้าพเจ้ารับรองได้แน่ว่าพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ก็ดี และนายทหารที่จะไปพร้อมกันก็ดี เหมือนยังกับได้รับส่วนแบ่งแห่งใจข้าพเจ้าไปคนละชิ้น ที่ข้าพเจ้าพูดเช่นนี้ไม่ใช่แกล้งพูดเลย พูดโดยความจริง เพราะตั้งแต่เล็กมาจนกาลบัดนี้ข้าพเจ้าเองเป็นทหารแท้ๆ ได้เคยนึกอยู่เสมอว่า เวลาที่จะเป็นเยี่ยมยอดในชีวิตทหารก็คือ เวลาที่ไปทำการตามหน้าที่โดยตรงของตัว เพราะฉะนั้นในการที่พระยาพิไชยชาญฤทธิ์และนายทหารที่จะออกไปในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอสารภาพโดยตรงว่าข้าพเจ้ามีความอิจฉาที่ข้าพเจ้ามาตกอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถจะเป็นเช่นนั้นได้บ้าง แต่เมื่อมานึกดูอีกทีก็พอวายความอิจฉาลงได้บ้าง คือนึกว่าเป็นของธรรมดา ทหารไม่ว่าผู้ใด เมื่อรับมอบหน้าที่ไว้แล้วให้รักษาอยู่หรือไปที่ใด ย่อมจะต้องอยู่หรือไปณ ที่นั้น ทหารจะเลือกเอาเองไม่ได้ว่าจะไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ข้าพเจ้าหรือจะเป็นผู้เถียงได้ เมื่อหน้าที่อยู่ที่นี่แล้ว ถ้าข้าพเจ้าจะละทิ้งไปก็เท่ากับข้าพเจ้าเป็นผู้เสียวินัยเหมือนกัน เมื่อมานึกเช่นนี้แล้วจึงได้ค่อยคลายความอิจฉาผู้ไป

   เมื่อวายความอิจฉาได้เช่นนี้แล้ว จึงมารู้สึกปลาบปลื้มแทนผู้ที่จะไป ปลื้มว่าในคราวนี้เป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งของทหารไทยเราที่จะแสดงแก่ชาติ ที่อย่างไรๆเราก็ต้องยอมรับว่าเคยคร้ามข้อเขามา แต่เวลานี้เราได้เดินขึ้นแล้ว เราได้พยายามอย่างที่สุดที่จะทำการตามหน้าที่ของเรา และแม้ว่าเราจะเป็นชาติเล็กก็ไม่ย่อท้อที่จะทำหน้าที่โดยสมบรูณ์สำหรับชาติที่ทรงอิสรภาพ พระยาพิไชยชาญฤทธิ์และนายทหารที่จะไปพร้อมกันในครั้งนี้ เป็นคนแรกที่จะได้นำเกียรติคุณและชื่อเสียงของกองทัพบกของข้าพเจ้าไปประกาศแก่ตาโลก จะเป็นคนแรกที่นำธงไทยไปคลี่ที่กลางยุโรป ซึ่งในเวลานี้ต้องนับว่าเป็นเหมือนกลางโลก ข้าพเจ้าไม่จำเป็นจะต้องเตือนนายทหารที่จะไปนี้ว่าให้ตั้งใจประพฤติให้สมที่จะเป็นคนแรกที่จะนำเกียรติยศไปเผยแพร่ ที่ว่าข้าพเจ้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเขาทั้งหลายรู้สึกอยู่พอแล้วรู้สึกเกียรติยศ เป็นโชดดีของเขาทั้งหลายในครั้งนี้ที่จะได้เป็นผู้ถือเอาเกียรติคุณ เอาศักดาเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินและชาติสยามไปสำแดงในท่ามกลางยุโรป ว่าในครั้งนี้และในเวลาต่อไปประเทศสยามจะขึ้นเทียมเสมอหน้ากับชาติอื่นๆ ก็ที่ชาติใดจะมีอำนาจหรือมีเกียรติคุณได้นั้นมิใช่คนมากหรือน้อย ข้อสำคัญอยู่ที่ความประพฤติ ความปฎิบัติ นิสัยใจคอซึ่งมีอยู่ในสันดานของคนที่จงรักษ์ภักดีต่อชาตินั้น ก็นายทหารที่จะไปในคราวนี้ เป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเชื่อแน่แล้วว่า เป็นบุคคลที่มีลักษณะเช่นนั้น จึงได้เลือกให้ไปเหมือนไปเป็นผู้แทนของข้าพเจ้า เท่ากับข้าพเจ้าแบ่งภาคของข้าพเจ้าไปภาคหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้ตักเตือนตัวข้าพเจ้าเองไว้อย่างไรก็เชื่อมั่นว่า ภาคของข้าพเจ้าที่แบ่งไป คือพระยาพิไชยชาญฤทธิ์คงจะตักเตือนตัวเองและนายทหารที่จะออกไปด้วยเช่นกัน และต่อไปเมื่อทหารอื่นๆจะออกไปอีกคงจะพอช่วยตักเตือนอยู่เสมอไม่ให้ลืมเลย คราวนี้เป็นคราวสำคัญไม่เฉะพาะแต่ในชีวิตของตัวเอง เป็นขณะสำคัญในตำนานของชาติสยาม ซึ่งต่อไปชั่วบุตรหลานของเราทั้งหลายเราจะได้ไม่อายแก่บุตรหลาน เมื่อบุตรหลานพลิกตำนานของชาติไทยมาถึงหน้านี้ซึ่งเป็นหน้าที่เป็นตำนานของเราทั้งหลาย เป็นประวัติการณ์ของเราทั้งหลาย พวกบุตรหลานจะได้เห็นและร้องว่า อ้อ ! เขาไม่ขี้ขลาดดอก เขาได้ทำการเผยแพร่เกียรติยศแห่งชาติ ทำการสมชื่อไทยคือรักความเป็นไทย เขาจึงได้ยอมเสียสละเช่นที่เราทำเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นในเวลาสำคัญเช่นนี้ เราทั้งหลายต้องช่วยกันโดยอาการที่อาจทำได้ในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆกัน ส่วนผู้ที่ออกไปในหน้าที่เพื่อนำธงไทยของกองทัพไทยไปยังทวีปยุโรป ก็ต้องพยายามแสดงให้แลเห็นชัดแก่สายตาโลกว่าชาติไทยยังไม่สิ้นเชื้อนักรบ ยังมีเชื้อชาติติดต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ฝ่ายเราทั้งหลายที่จำเป็นจะต้องอยู่ข้างนี้ก็ต้องตั้งใจทุกคน ที่จะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้การสำเร็จไปให้สมแก่ชื่อว่าเป็นเชื้อชาตินักรบของไทยผู้ตั้งใจรักษาคณะไทย เมื่อมีความตั้งใจพร้อมกันอยู่เช่นนี้แล้ว ก็พอจะหวังได้ว่าจะได้เห็นความสำเร็จดังปราถนา ในที่สุดเราตั้งใจอยู่เสมอเช่นนี้แล้ว เชื่อว่าจะได้เห็นความมีชัยอันงดงามแก่ฝ่ายเราเป็นแน่แท้

   ด้วยความเชื่ออันนี้ ข้าพเจ้าขอชักชวนท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นี้ตั้งใจให้พรแก่ นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ และนายทหารกองทูตที่จะออกไปพร้อมกันให้มีความสุขสำราญ และขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งซึ่งเป็นประธานใหญ่ในโลกอภิบาลรักษาให้ปราศจากสรรพอุปัทวันตราย ได้กลับมาบ้านเมืองโดยนำธงชัยของกองทัพบกกลับมาในเมื่อมีชัยชนะ”



    เมื่อกองทูตทหารเดินทางไปแล้ว พระองค์ได้ทรงจัดส่งกองบินทหารบกและกองรถยนต์ทหารบกตามไป และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานเลี้ยงส่งเหล่าทหารอาสาทั้ง2กองนี้ โดยทรงมอบให้พันเอกพระเฉลิมอากาศ เป็นผู้บังคับการกองทหารอาสาที่ไปในงานพระราชสงครามครั้งนี้ ณ ท้องสนามหน้าพระที่นั่งอนัตสมาคม ดังพระราชดำรัสแก่ทหารดังต่อไปนี้

  “ดูกรท่านทหารทั้งหลาย

       ข้าพเจ้าเชิญท่านทั้งหลายมาสโมสรประชุมและเลี้ยงส่งทหาร ซึ่งจะออกไปนอกประเทศวันนี้ ก็เพื่อจะแสดงความยินดีของข้าพเจ้าผู้เป็นจอมทัพบก และซึ่งรู้สึกเกียรติยศว่านับตัวได้ว่าเป็นหัวหน้าของท่านทั้งหลาย นานมาแล้วทหารไทยเรายังมิได้ทำการยุทธนอกประเทศ เพราะฉะนั้นก็ต้องนับว่าในการที่ได้มีโอกาสคราวนี้เป็นโอกาศสำคัญอันหนึ่งในหมู่พวกเราที่เป็นทหารไทย ควรจะรู้สึกว่าพวกเราทั้งหลายที่ไปในครั้งนี้เหมือนเป็นผู้ที่จะไปทำให้พงษาวดารไทยรุ่งเรืองงดงาม  เป็นผู้ประดิษฐ์หน้าอันหนึ่งในพงษาวดารชาติเราให้ลูกหลานที่สืบสายโลหิตได้รู้สึกภูมิใจเมื่อพลิกเห็นหน้านี้ ในการที่เราทั้งหลายจะออกครั้งนี้ ถึงจำนวนเราน้อยก็จริงอยู่แต่ขอให้รู้ว่าข้อนั้นไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่เกียรติยศ ขอให้นึกดูให้ดี เราทั้งหลายรู้สึกน้อยหน้าน้อยใจอย่างไรมานานแล้วเท่าใด ในการที่ใครๆเขาเห็นเราเป็นชาติเล็กน้อยไม่เสมอหน้าเขาได้ ในคราวนี้เป็นโอกาสอันดีที่เปิดให้แก่เราทั้งหลายที่จะได้แสดงให้เห็นชัดปรากฎแก่ตาชาวโลกว่า มหาประเทศเขารับเราเท่าประเทศทั้งหลายแล้ว และที่เราได้มีโอกาสขึ้นมาเสนอหน้ากับชาติอื่นๆในครั้งนี้ ขอให้เราทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ไตร่ตรองดูให้ดีว่าเป็นเพราะเหตุใด

   มีผู้พูดอยู่เสมอว่ากรุงสยามเป็นเมืองเล็กประเทศน้อย ถึงจะมีทหารไว้ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีไว้ก็เป็นการเปลืองเงินเปล่า ข้อนี้ตัวข้าพเจ้าผู้เป็นหัวหน้าของทหารทั้งหลายได้รู้สึกเจ็บใจมานานแล้ว แต่ว่าไม่มีโอกาสจะเถียงให้ถนัด มาครั้งนี้เป็นโอกาสดีเห็นถนัดแล้ว คือ ถ้าต่างว่าผู้ที่พูดว่าทหารไม่มีประโยชน์กรุงสยามไม่ควรจะมีทหารนั้น สมมุติว่าได้บันดาลให้เป็นไปตามที่พูดแล้วเมืองเราเวลานี้จะอยู่ที่ไหนเล่าท่าน จะได้มีโอกาสได้ไปแสดงชื่อเสียงในท่ามกลางยุโรปอย่างนี้หรือ นี่เพราะเรามีทหาร เพราะเราเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะเราอยู่ในความไม่ประมาท จึงได้มีโอกาสเผยแพร่เกียรติยศของชาติที่รักของเรา เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราทั้งหลายที่เป็นทหารควรจะรู้สึกว่าเรามีชัยขั้นต้นเสียหนึ่งขั้นทีเดียว เรามีชัยแก่พวกที่ดูถูกพวกเรา เรามีชัยแก่พวกที่ไม่รู้จักราคาของพวกเราที่เป็นทหารนี้ขั้นหนึ่ง ขั้นที่สอง เราได้มีชัยแล้วแก่ผู้ที่ดูถูกว่าเราเป็นชาติเล็ก แม้แต่เราเป็นชาติเล็กก็ดี เราก็ยังสามารถยื่นมือยื่นแขนอันยาวออกไปทำการถึงในสมรภูมิในงานมหาสงครามใหญ่ที่สุดที่โลกเรานี้ได้เคยเห็นมา

   อีกประการหนึ่งที่เราได้มีเกียรติยศเช่นนี้ ก็เพราะเหตุที่ชาติเราตั้งอยู่ในทางธรรม คือตั้งอยู่ในที่ถูก เราจะมีทหารไว้ก็ดี จะมีกำลังอย่างๆทั้งปวงไว้ก็ดี ไม่ได้มีไว้สำหรับข่มเหงผู้อื่น ไม่ได้มีไว้สำหรับที่จะเอากำหมัดเที่ยวยัดปากคนอื่น เรามีไว้สำหรับทำไม สำหรับรักษาชื่อเสียงของเราที่เป็นไทย รักษาความเป็นไทยให้สมชื่อของเราที่เป็นไทย ข้อนี้ควรเป็นข้อที่ทำให้เราทั้งหลายร่าเริง เพราะเหตุใด เพราะเรารู้สึกว่าพวกเราทั้งหลายอยู่ในที่ถูก ด้วยความตั้งใจดีมีฝังอยู่ในดวงจิตของทหารทุกคนที่จะตั้งใจออกไปรบในครั้งนี้ ข้าพเจ้าผู้หนึ่งเชื่อมั่นในใจว่าทหารไทยที่จะได้ออกทำการต่อหน้าโลกในครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียชื่อชาติเป็นอันขาด ตรงกันข้ามจะทำให้โลกนิยมนับถือ

     พวกท่านทั้งหลายที่จะเป็นผู้ออกไป เพื่อนำธงไทยไปคลี่ที่ในกลางสมรภูมิ ขอให้หมั่นรำลึกถึงข้อความที่ข้าพเจ้าพุดอยู่กับท่านในวันนี้ และขอให้รำลึกถึงข้าพเจ้าเป็นเพื่อนทหารซึ่งตามหน้าที่จำเป็นต้องอยู่บ้าน หน้าที่ของข้าพเจ้าห้ามไม่ให้ตัวข้าพเจ้าทิ้งบ้านเมืองไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะห้ามหัวใจไม่ให้ไปกับท่านได้ เพราะฉะนั้นขอให้เพื่อนทหารทั้งหลายนึกเชื่อเสียเถิดว่า ถึงท่านจะอยู่ในกลางทะเลก็ดี จะอยู่ในกลางสมรภูมิก็ดี บินอยู่ในอากาศก็ดี ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนอยู่กับท่านทุกแห่ง ขอให้เชื่อเถิดในข้อนี้ ถ้าท่านผู้ใดจะรับอันตรายในหน้าที่บ้างแล้ว ขออย่าได้นึกว่าต้องรับแต่เพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าเป็นผู้รับด้วยเหมือนกัน เป็นผู้เจ็บด้วยเหมือนกัน ถ้าท่านได้รับความยินดีเบิกบานใจ ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะช่วยแบ่งความยินดีนั้นอุทิศให้ข้าพเจ้าผู้อยู่ทางบ้านบ้าง

      ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะได้เห็นท่านทั้งหลายกลับมาสู่บ้านเกิดเมืองนอน นำความมีชัยอันงดงามมาสู่บ้าน และนำสง่าราศีมาสู่ราชาธิปไตยซึ่งท่านทั้งหลายเป็นเหมือนเสาค้ำจุนอยู่ และเป็นสง่าแก่ชาติซึ่งท่านจะเป็นผู้ทำนุบำรุงให้ยั่งยืนสืบไป ให้มีชื่อว่าเป็นไทย ไทยสมชื่อชั่วกัลปาวสาน

    ท่านทั้งหลายไปครั้งนี้ไปผิดกับราชการธรรมดามาก อย่ารู้สึกว่าเป็นของเล็กน้อย ต้องเห็นว่าสำคัญและประพฤติให้สมแก่ที่เป็นทหารไทยที่ส่งไปเป็นตัวอย่างของกองทัพไทย ความประพฤติของท่านทั้งหลายต่อผู้อื่นในยุทธภูมิและที่ใดๆในต่างประเทศต้องให้เขาชมทุกอย่าง ต้องระวังที่สุดอย่าให้มีที่ติได้ ถ้าแม้ว่าพวกเราที่จะไปนี้ทำให้เขาติเตียนได้ ต้องเข้าใจว่าทหารไทยทั้งหมดจะพลอยเสียชื่อด้วย ที่ชาติอื่นเขาไปทำสงครามเขาระวังรักษาตัวอย่างกวดขันก็เพราะเหตุใด ก็เพราะต่างคนต่างแข่งดีกัน เราไปเราก็ต้องแข่งขันกับเขาเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่มีปัญหาอะไร

     ที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ขอให้เข้าใจว่าพูดเป็นส่วนตัว  ตักเตือนกันฉันท์เพื่อน ไม่ใช่กลัวว่าจะไปทำเสียหายอะไร ตรงกันข้ามข้าพเจ้าเชื่อใจท่านทั้งหลายทุกคน เชื่อว่าคงตั้งใจที่จะไม่ให้มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย

     ในที่สุดข้าพเจ้าขออวยพรแก่ทหารที่จะออกไปนอกประเทศครั้งนี้ ขอความสุขสวัสดิ์จงมีแด่ท่านทั้งหลาย ขอจงผ่านพ้นอุปสรรคอุปัทอันตรายให้ได้กลับเข้ามาเต็มไปด้วยชัยชนะ เพื่อจะได้มาเห็นหน้าข้าพเจ้าผู้เป็นเพื่อน และให้ได้มานั่งร่วมโต๊ะกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จงานสงครามแล้ว
     ขอให้มีความเจริญ ขอให้มีชัยชนะ ไชโย....”

     ทัพสัมพันธมิตรได้ส่งเรือชื่อเอมไปร์มารับทหารไทยที่เกาะสีชัง ทางกองทัพเรือไทยได้จัดส่งเรือลำเลียงทหารไทยไปส่งณ เรือเอมไปร์ จอมพลเสนาธิการทหารบก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้เสด็จไปส่งถึงเกาะสีชัง นับเป็นเกียรติในตำนานของชาติไทยที่ธงไตรรงค์ได้ชักขึ้นสู่ธงของเรือต่างชาติ นับเป็นเกียรติยศแก่ทหารหาญของพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามยิ่งนัก เรือกลไฟเอมไปร์ได้ถอนสมอออกจากเกาะสีชังเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 มุ่งตรงไปแวะตามเมืองท่าต่างๆเช่น เมืองสิงคโปร์, เมืองโคลัมโบ, เมืองปอร์เตส, เมืองมาร์เซย์ ก่อนขึ้นบกที่เมืองมาร์เซย์ อัคราชทูตอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร และกองทูตทหารไทยได้มาต้อนรับทหารไทยเป็นอย่างดี ทหารทั้ง2กองต่างแยกย้ายไปฝึกการใช้อาวุธต่างๆตามหน้าที่แห่งตน และฝึกให้รู้ถึงยุทธบริเวณต่างๆโดยทั่วไปเสียก่อนจึงจะส่งเข้าแนวรบ นายทหารครูฝึกสอนโดยมากเป็นนายทหารฝรั่งเศส ชนชาวฝรั่งเศสต่างพากันพิศวงชมเชยทหารไทยว่ามีท่าทางองอาจแข็งแรงสมเป็นทหารทั้งอยู่ในวินัยดีนัก ทีแรกชาวตะวันตกบางคนเข้าใจผิดไปว่าทหารไทยคือทหารญวนหรือทหารชนชาติเมืองขึ้น บางคนเขาไม่เคยรู้จักสยามมาก่อนเพิ่งรู้จักครั้งนี้เองว่าในโลกนี้มีประเทศสยามอยู่ด้วย สรุปความได้เป็นข้อสำคัญ คือ โลกได้รู้จักคนไทยชาติไทย ว่าแม้จะตัวเล็กแต่เป็นนักสู้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จนฝรั่งทั่วไปเกรงกลัวและนับถือ การทำผิดใดๆนอกประเทศทหารไทยไม่ต้องขึ้นศาลทหารสัมพันธมิตร ขึ้นตรงต่อศาลสนามของกองทัพไทย นับเป็นสิทธิอันหนึ่งที่ทหารไทยได้รับตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสกับรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม

    ทหารในกองบินทหารบกแยกไปฝึกการบินตามโรงเรียนการบินต่างๆในประเทศฝรั่งเศส ทหารกองรถยนต์ทหารบกก็เช่นกัน ทหารไทยส่วนใหญ่ที่ไปงานพระราชสงครามครั้งนี้ได้เข้าสู่ยุทธภูมิ เป็นหน่วยหนุนลำเลียงพลอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องสัมภาระทั้งปวงให้แก่ทหารในแนวหน้าและมีการสู้รบกันบ้างเป็นครั้งคราว ยังผลให้ทหารไทยชำนาญปฎิบัติการได้ดียิ่งยังความฉงนให้แก่ทหารสัมพันธมิตรเป็นอันมาก





     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานธงไชยเฉลิมพลให้แก่กองทหารบกรถยนต์ โดยทรงส่งไปมอบให้ณ ทวีปยุโรป นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์หัวหน้าทูตทหาร นายร้อยโทหม่อมราชวงศ์ตัน สนิทวงศ์ ณ กรุงเทพ เป็นผู้เชิญธงไชยเฉลิมพล ณ ที่ตั้ง นายพันโทพระทรงสุรเดชเป็นผู้นำ พร้อมด้วยนายพลตรีมอร์เดอร์เร็ลผู้บัญชาการทหารสุงสุดในเมืองนอยสตัดต์ และนายทหารในกรมบัญชาการกองทหารสัมพันธมิตร ได้เข้าร่วมในวันพิธีมอบธงไชยเฉลิมณ ที่ตั้งกองรถยนต์ไทยในเมืองนอยสตัดต์ ดังพระราชดำรัสในวันทรงส่งธงไชยเฉลิมพลดังนี้
     " ที่ 6/154
                                                                                                                        พระที่นั่งอัมพรสถาน
                                                                                                 วันที่ 9 พฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2461

ถึงจอมพล เจ้าพระยาบดินเดชานุชิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม

     บัดนี้ถึงโอกาสอันสมควรที่จะให้ธงไชยเฉลิมพลแก่กองบินทหารบกและทหารบกรถยนต์ ซึ่งไปราชการสงครามนอกพระราชอาณาเขต และเพราะเหตุที่กองทหารทั้งสองนั้นอยู่ในทวีปยุโรปแล้ว ฉันจึงขอมอบธงให้แก่เสนาบดีกระทรวงกลาโหมเพื่อจัดส่งไปยังกองทหารนั้นๆ และให้ชี้แจงแก่บรรดาทหารทั้งหลายในกองทั้งสองว่า บนธงนี้มีคาถาแสดงพระคุณของพระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจารึกไว้ เพื่อเตือนให้ทหารละลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยอันเป็นที่นับถือของเราทั้งหลายเหล่าพุทธศาสนิกชน ทั้งเป็นผู้คุ้มครองให้ปราศจากภยันอันตรายทั้งปวง มีรูปช้างเผือกและแบ่งเป็นสามสี เป็นเครื่องหมายถึงชาติไทยและบ้านเกิดเมืองมารดาของเรา มีอักษรย่อแสดงนามของฉันผู้เป็นประมุขแห่งชาติไทย รับภาระปกปักรักษาแผ่นดินสยามให้คงเป็นปฎิรูปเทศสำหรับชาติไทยชั่วฟ้าและดิน เมื่อทหารได้เห็นธงอันพร้อมด้วยเครื่องหมายดังว่ามาฉะนี้ ก็จงระลึกพระศรีรัตนตรัยชาติบ้านเกิดเมืองนอนเมืองมารดาและพระมหากษัตริย์ของตน ตั้งใจจงรักทั้งใช้ความพยายามเต็มที่ที่จะป้องกันมิให้ความเสื่อมเสียอย่างหนึ่งอย่างใดมาใกล้ได้เลย ชาติไทยก็คือคนไทยทั้งหมดรวมกันรักชาติสงวนชาติ ก็เท่ากับรักตัวเองสงวนตัวเอง พระศรีรัตนตรับและพระมหากษัตรย์เป็นของคนไทยทั้งปวงรวมกัน แปลว่าเป็นผู้รวมความสามัคคีในหมู่ชาติไทยให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จำต้องรักต้องสงวนเชิดชูไว้ด้วยความพยายามจนสุดกำลัง

     กองบินทหารบกและกองทหารบกรถยนต์ เป็นกองทหารซึ่งได้มีเกียรติศักดิ์และมีโอกาสพิเศษออกไปกระทำสงครามร่วมมือกับนานาชาติราชสัมพันธมิตรในยุทธบริเวณทวีปยุโรป เป็นคราวแรกในพระราชพงศาวดารสยาม ฉะนั้นบรรดาทหารในกองนั้นๆต้องระลึกถึงความข้อนี้อยู่เสมอ และตั้งใจปฎิบัติกิจตามหน้าที่และรักษามารยาทความประพฤติของตนให้ดียิ่ง ไว้นามของชาติไทยและส่งเสริมเกียรติของกองทัพบกสยามให้รุ่งโรจน์แผ่ทั่วสากลโลก

     ขอความสุขสิริสวัสดิ์และไชยมงคล จงมีแก่บรรดาทหารในกองบินทหารบกและทหารบกรถยนต์ ผู้แทนชาติไทยในมหายุทธสงคราม
                                                                                                    (พระบรมนามาภิไธย)  ราม ร.
                                                                                                        จอมพล,  จอมทัพบก "

   เมื่อนายพันโทพระทรงสุรเดชอ่านลายพระหัสถเลขาจบลงแล้ว นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ ได้มอบธงไชยเฉลิมพลให้แก่ นายพันตรีหลวงรามฤทธิ์รงค์ ผู้บังคับกองร้อยทหารบกรถยนต์ ในโอกาสนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสได้จัดการส่งตราครัวก์ซ์ เดอะแกร์ ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้แก่ธงไชยเฉลิมพลกองรถยนต์ไทยมายังนายพลนายพลตรีมอร์เดอร์เร็ล ผู้บัญชาการทหารสุงสุดในเมืองนอยสตัดต์ เพื่อให้ถือโอกาสนี้เป็นเวลาที่จะประดับตราให้แก่ธง ขณะที่นายพลนายพลตรีมอร์เดอร์เร็ลนำตรามาประดับให้แก่ธง ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์สั่งให้ทหารกระทำวันทยาวุธ กองแตรทหารฝรั่งเศสได้บรรเลงเพลงประจำชาติของฝรั่งเศส(มาเซเยส์) ทหารไทยได้ร้องไชโย ทหารฝรั่งเศสได้ร้องโฮราเสียงดังสนั่นในเมืองราชศัตรู เมื่อเสร็จการประดับตราแล้ว กองทหารได้เริ่มเดินสวนสนามผ่านหัวหน้าทูตและนายพลฝรั่งเศส ท่ามกลางบรรดาทหารฝรั่งเศสและชาวเยอรมันนีซึ่งได้ไปดูการพิธีครั้งนี้ ทั้งนี้เนื่องมาจากธงไชยเฉลิมพลเดินทางมาถึงหลังจากมีการพักรบแล้วนั่นเอง



     เมื่อได้เข้ากระทำการรวมอยู่ในกองทัพสนาม ทหารไทยทุกนายก็มีแต่ความมุ่งมั่นที่จะช่วยกองทัพฝรั่งเศสอย่างจริงใจ ในระหว่างเวลาตั้งแต่วันที่26 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2461 ทหารไทยได้รับมอบหน้าที่ให้ทำการสำคัญอันเต็มไปด้วยความยากลำบาก ก็ได้กระทำเป็นผลสำเร็จดียิ่ง  ได้ลำเลียงกำลังทหารและกระสุนปืนใหญ่เป็นจำนวนมากมาย เข้าไปส่งในย่านกระสุนปืนข้าศึกหลายหนหลายครั้ง และในยุทธภูมิที่สำคัญๆทหารไทยต้องเข้าปฎิบัติงานอย่างหนัก แต่ได้รับผลสำเร็จดีมากจนมีผู้ที่ได้เหรียญตรา ครัวก์ซ์เดอะแกร์ จากกองทัพสัมพันธมิตรคือ

        1.นายร้อยเอกแม้น เหมะจุฑา ผู้บังคับกองย่อยที่3

        2. นายร้อยตรีเภา เพียรเลิศ ผู้ช่วยผู้บังคับกองย่อยที่3

ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรความชอบคือ นายร้อยตรีชุ่ม จิตรเมตตา นายแพทย์ในกองทหารบกรถยนต์สยาม

ผู้ที่ได้รับความดีความชอบจากทางการราชการ โดยถูกยกย่องให้เป็นชั้นอัศวิน คือ

        1.นายร้อยเอกศรี ศุขะวาที

        2.นายร้อยเอกเพิ่ม อุณหสูต


   วันที่11พฤศจิกายน 2461 ฝ่ายเยอรมันนีได้ยอมทำสัญญาพักรบ ยอมปฎิบัติตามข้อบังคับของฝ่ายสัมพันธมิตร ในเรื่องที่จะถอยออกจากดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งฝ่ายเขาได้บังอาจยึดเอาไว้นั้นทั้งหมด ซ้ำยอมถอยข้ามลำน้ำไรน์ให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดดินแดนเยอรมันนีทางฝั่งซ้ายของลำน้ำไรน์ไว้เพื่อเป็นประกัน ยอมยกเรือรบและปืนใหญ่น้อย เครื่องบิน ยานพาหนะ รถไฟและรถยนต์ให้อีกเป็นจำนวนมาก แปลว่ายอมแพ้อย่างราบคาบ

    ณ.เมืองหลวงเบลเยี่ยม ก่อนที่ทหารไทยจะเหยียบเข้าสู่ดินแดนข้าศึก นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์หัวหน้าทูตทหาร ได้โทรเลขกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านจอมพลเสนาธิการทหารบก มีข้อความดังต่อไปนี้

" วันที่14 ธันวาคม พ.ศ. 2461
เสนาธิการทหารบก กรุงเทพ ฯ

    ขอพระราชทานพระกรุณา ได้ทรงนำข้อความในโทรเลขของข้าพระพุทธเจ้า ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า

    วันนี้ กองทหารของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้เหยียบเข้าไปในดินแดนของข้าศึก เผยแผ่พระบรมราชกฤษฎาภินิหารแห่งบรมกษัตราธิราชเจ้า พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพสมบูรณ์ ในขณะที่ธงชัยได้ปลิวสบัดชายอยู่เหนือเกล้าฯแห่งเขาทั้งหลาย ในโอกาสอันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้รับฉันทะจากพวกเขาทั้งหลาย เพื่อขอให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณารับคำถวายพระพรชัย อันเต็มไปด้วยความปราโมทย์ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในสากลโลก จงทรงประสาทพรเป็นนิรันดรแด่พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าของเหล่าข้าพระพทุธเจ้าทั้งหลาย ขอให้ประเทศสยามสถิตสถาพรอยู่ชั่วกัลปาวสาน

                                                  ข้าพระพุทธเจ้าพระยาพิไชยชาญฤทธิ์
                                                        นายพลตรีหัวหน้าทูตทหาร"

  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานโทรเลขตอบนายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ ดังมีความความต่อไปนี้

     "ถึง นายพลตรีพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ หัวหน้าทูตทหารไทย กรุงปรารีส จงนำความชอบใจของข้าพเจ้านี้แจ้งแก่ทหารหาญของข้า ในการที่เขาได้แสดงความจงรักภักดี วันที่รู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิตข้าก็คือ วันที่ได้ทราบว่ากองทหารไทยได้รุกเข้าไปเหยียบดินแดนข้าศึกแล้ว และความละลึกแห่งมหามงคลการอันนี้จะฝังมั่นอยู่ในดวงใจส่งเสริมให้สู้เสียสละต่อไป ในนามแห่งชาติอันเป็นที่รักและเมืองมารดาของเรา จงนำความยินดีและพรนี้ ไปแจ้งแก่กองทหารอันองอาจแกล้วกล้าของข้าฉันท์เพื่อนทหารผู้หนึ่งถึงสหายผู้ทำการอยู่ในสนามรบนั้นเทอญ
                                                                                                     (พระบรมนามาภิไธย)  ราม ร."

     เมื่อทหารทุกนายได้รับแจ้งความประกาสพระราชโทรเลขนี้แล้ว ได้รู้สึกในพระกรุณาเป็นล้นเกล้า ต่างรู้สึกมีความปิติยินดีอิ่มเอิบทั่วกันทุกคน ต่างได้ตั้งใจพยายามปฎิบัติหน้าที่ต่อไปโดยเต็มสติกำลัง เพื่อเป็นการเผยแพร่พระบรมเดชานุภาพให้สมกับที่ได้ทรงพระมหากรุณา

     ทหารไทยได้แยกย้ายกันไปสวนสนามในกรุงลอนดอน ในกรุงปารีส และในกรุงบรุ๊สเซล เพื่อเป็นการเผยแพร่ เกียรติคุณของชาติไทย เป็นการเปิดเผยความจริงให้โลกรู้จักคนไทยชาติไทยยิ่งๆขึ้น เมื่อทหารไทยไปสวนสนามที่กรุงบรุ๊สเซลเสร็จแล้ว พระเจ้าแผ่นดินเบลเยี่ยมได้พระราชทานเลี้ยงนายทหารสัมพันธมิตร พระองค์ได้รับสั่งแก่นายพันตรีหลวงรามฤทธิรงค์ ผู้บังคับการกองทหารไทยว่า

     "พระองค์ทรงปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่กองทหารของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ห่างไกลได้มาช่วยราชสัมพันธมิตรกระทำสงคราม ทั้งได้ส่งกองทหารเป็นผู้แทนส่วนกองทัพสยามมาในการฉลองชัยของชาติเบลเยี่ยมด้วย ทหารในบังคับบัญชาของนายพันตรีหลวงรามฤทธิรงค์ได้เดินสวนสนามกันอย่างองอาจงดงามมาก"

    เมื่อสิ้นกระแสรับสั่งแล้ว ได้ทรงกลัดเครื่องราชอิสริยภรณ์มงกุฎชั้นที่4แห่งประเทศเบลเยี่ยมด้วยพระหัตถ์ พระราชทานแก่นายพันตรีหลวงรามฤทธิรงค์ ทั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายแห่งความพอพระหทัยในกองทหารไทยซึ่งไปในงานนี้โดยทั่วไป

   



     เมื่อสงครามสงบแล้ว กองบินทหารบกกลับประเทศไทยก่อนโดยเรือชื่อมิเตา เรือออกจากท่ามาร์เซย์เมื่อวันที่ 19สิงหาคม 2462 ถึงเกาะสีชังวันที่ 19 กันยายน 2462 รวมเวลาเดินทางในสมัยนั้นจากประเทศฝรั่งเศสถึงประเทศสยามกินเวลา30วัน จอมพลฯ เสนาธิการทหารบกได้เสด็จไปรับกองทหารที่เกาะสีชังด้วยพระองค์เอง อำนวยการลำเลียงทหารไทยโดยพลโทพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ เสนาธิการทหารเรือ ทหารไทยได้นำเครื่องบินและเครื่องใช้ในการบินกลับมาด้วยมากมาย เมื่อเรือลำเลียงพลเข้าเทียบท่าราชวรดิษฐ์ขึ้นตั้งแถวเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระมหาสมณะได้รับสั่งประทานพรแก่ทหาร ได้ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงไชยเฉลิมพลก่อน แล้วกองทหารเดินแถวผ่านเพื่อรับน้ำพระพุทธมนต์ แล้วเดินสวนสนามต่อพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงดำรัสต้อนรับทหารดังต่อไปนี้

     "ทหารทั้งหลาย

      ข้าจะพูดกับเจ้าเพื่อแสดงความยินดีรับรองเจ้าทั้งหลายกลับมายังบ้านเกิดเมืองมารดรของตัว การที่ข้ามาพูดรับรองครั้งนี้อีก ข้ารู้สึกว่ามีความยินดีปิติเต็มตื้นอยู่ในใจจนแทบพูดไม่ออก ขอให้เชื่อว่าเจ้าทั้งหลายที่ได้ออกไปในการสงครามครั้งนี้ ข้ารู้สึกและเข้าใจดีว่ามีความตั้งใจอย่างไร เจ้าตั้งใจที่จะแสดงให้ปรากฎแก่ตาโลกมาในเมืองเรา ในชาติไทยเรายังไม่สูญสิ้นธรรมะ ซึ่งได้บำรุงชาติเราขึ้นให้เป็นชาติเป็นปึกแผ่นตลอดมา กล่าวคือความจงรักภักดีต่อผู้ปกครอง ความจงรักภักดีต่อชาติ และความมั่นคงในศาสนธรรมที่เรานับถือ

     เจ้าทั้งหลายได้ยอมสละทุกอย่าง สละทั้งบ้านเรือนเคหะสถานและทรัพย์สินเท่าที่มี สละทั้งส่วนแห่งกาย แม้ชีวิตก็ยอมสละให้เพื่ออะไร เพื่อสนับสนุนธรรมซึ่งได้ทำให้ชาติเราเป็นชาติอยู่จนเดี๋ยวนี้ เมื่อเจ้าทั้งหลายจะออกไปข้ารู้สึกเหมือนแบ่งเอาใจของข้าออกไปด้วย ครั้นเมื่อเจ้าทั้งหลายกลับมา ได้มาเห็นหน้าเจ้าอีก ข้ารู้สึกเท่ากับเห็นหน้าญาติอันสนิทหรือพี่น้องอันร่วมใจ ธรรมดาเมื่อเวลาอยู่ในที่ใกล้เคียงกันบางทีไม่ใคร่รู้สึกความรักใคร่ว่ามีปานใด ต่อเมื่อห่างไกลกันออกไปแล้วจึงจะมารู้สึกว่าผู้ที่อยู่ห่างนั้นเรารักปานใด ในข้อนี้ตัวข้าได้รู้สึกสำหรับพวกเจ้าทั้งหลายเช่นนั้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงคอยฟังอยู่เสมอว่า เจ้าออกไปที่สนามรบ เจ้าออกไปทำอย่างไรบ้าง แสดงกริยาอย่างไรบ้าง ทุกๆคราวที่ข้าได้รับข่าวถึงเรื่องเจ้าทั้งหลายได้ออกงาน ข้ารู้สึกเหมือนไปออกงานด้วยทุกที เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้รับความเดือดร้อนรำคาญหรือใกล้อันตราย ใจข้าก็พลอยไม่สบายไปด้วยทุกที เมื่อไรรู้สึกหรือทราบว่าไปได้ดีทำดีต่อหน้าผู้อื่น ข้าก็พลอยรู้สึกปลื้มเหมือนอย่างตัวข้าเองได้ไปทำด้วยเหมือนกัน คราวนี้เจ้าทั้งหลายที่ได้กลับมานี้นับว่าไม่ได้เสียชาติเกิดเปล่า ได้ไปทำชื่อเสียงให้กับชาติเรา ได้แสดงให้ปรากฎแก่ตาโลกว่าไทยเรายังมีอยู่เป็นอันมากที่สมควรได้ชื่อว่าลูกผู้ชาย

     อนึ่งการที่ธงของกองเจ้าได้รับตราต่างประเทศมาแล้ว ย่อมเป็นพยานอยู่ในตัวแล้วว่านานานประเทศรู้สึกว่าทหารไทยทำการกล้าหาญน่าชื่นชม ครั้นจะให้ตราทั้งหมดก็เป็นการมากมายไม่ไหวอยู่เอง ส่วนตัวข้าเองข้าได้ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะต้องแสดงอย่างหนึ่งอย่างใดให้เจ้าทั้งหลายแลเห็นชัดว่า ข้าปลื้มปานใดในการที่พวกเจ้าได้ไปหาชื่อให้แก่ชาติไทยในครั้งนี้ ครั้นว่าข้าจะแจกตราให้แก่เจ้าทั้งหลายทุกคนก็จะเป็นการมากมายนัก ข้่าจึงคิดได้ว่าจะให้ตราแก่ธงประจำกองของเจ้า เพราะธงเป็นเครื่องหมายสำหรับกอง เพราะฉะนั้นเมื่อธงได้รับตราไปแล้ว ขอเจ้าจงรู้สึกว่าทุกๆคนได้รับตรา และทุกๆคนต้องตั้งใจรักษาเกียรติยศให้สมกับเป็นผู้ได้รับตรารามาธิบดีอันมีศักดิ์ ช่วยกันรักษาศักดิ์นี้ไว้ เพราะศักดิ์อันนี้ไม่ใช่ของเจ้าโดยเฉพาะตัว นับว่าเป็นศักดิ์ของกองทหารและเป็นศักดิ์ของตัวข้าผู้เป็นประมุขแห่งเจ้าทั้งหลายด้วย

     ข้าขอแสดงอีกครั้งหนึ่งด้วยความจริงใจ ว่าข้ายินดีต้อนรับเจ้าทั้งหลายกลับมาบ้านเกิดเมืองมารดร ขอให้เจ้าทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุขและจะปราถนาสิ่งใดให้ได้สมมโนรถทุกประการ"

     เมื่อสิ้นกระแสพระราชดำรัสแล้ว นายพันตรีหลวงรามฤทธิรงค์ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลเข้ามาสู่หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผูกเครื่องราชอิสริยภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีที่ธงไชยนั้นแล้ว ต่อนั้นไปทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์แก่นายและพลทหารเกือบทุกตัวคนเพื่อเป็นบำเหน็จความชอบ เสร็จพีธีกองทหารได้จัดขบวนสวนสนามผ่านหน้าพลับพลา ทำความเครพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเลยไปสู่ที่พักณ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

     ในการนี้ราชการหยุด3วัน ที่ทำการของรัฐบาลและทุกบ้านช่องต่างตบแต่งประทีปโคมไฟสว่างไสวทั่วพระนคร และมีมหรสพนานาชนิดแสดงรอบๆสนามหลวงโดยเฉพาะใกล้อนุสาวรีย์ทหารอาสา ในค่ำวันนั้นกองทหารได้เดินขบวนสวนสนามผ่านถนนต่างๆ ในการเดินขบวนทหารทุกคนต้องถือโคมไฟดอกบัวสลับสีน้ำเงิน-แดง-เหลือง ก่อนออกเดินขบวนทหารทั้งหมดได้ร้องเพลงถวายพระพรชัยมงคลและเพลงตำนานย่อของทหารอาสา อาทิเช่น สระสม ช้างประสานงา ฝรั่งรำเท้า ลาวดวงเดือน และนางนาค เมื่อจบการร้องเพลงแล้วจึงออกเดินผ่านถนนหลายสาย เริ่มต้นตั้งแต่ถนนมหาไชยไปตามถนนเจริญกรุง ผ่านสถานทูตอังกฤษมีข้าราชการในสถานทูตออกมาต้อนรับ มีการเลี้ยงต้อนรับณ ที่นั่นพอสมควร แล้วขบวนกองทหารมุ่งสู่ที่พักกระทรวงกลาโหม สองข้างทางมีประชาชนทุกชาติทุกภาษาคอยต้อนรับอย่างหนาแน่น ต่อจากนั้นก็มีพิธีทางศาสนาทั้งฝ่ายลัทธิพราหมณ์และฝ่ายพุทธศาสนา ทุกๆพระอารามในพระนครได้ย่ำฆ้องกลองเป่าแตรสังข์ พระสงฆ์ได้ลงชุมนุมในพระอุโบสถนั้นๆ สวดพระพุทธมนต์ถวายพระพรไชยมงคลแก่พระราชอาณาจักรสยาม เฉพาะในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธาน ทรงนมัสการพระมหามณีรัตนปฎิมากร พระราชาคณะ39รูป เจริญพระพุทธมนต์เป็นเสร็จพิธีทางศาสนา และได้ทรงพระกรุณาพระราชทานเลี้ยงนายทหารพลทหารที่กลับจากพระราชสงครามครั้งนั้น ณ ศาลารับแขก หลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

     วันต่อมาได้มีขบวนแแห่อัฐิทหารอาสาที่เสียชีวิตในงานพระราชสงครามครั้งนี้ โดยมีทูตานุทูตจากประเทศต่างๆมาเข้าร่วมขบวนด้วย ขบวนมุ่งไปยังวัดมหาธาตุซึ่งเป็นที่เตรียมไว้สำหรับพักก่อนจะนำไปบรรจุในอนุสาวรีย์ที่สร้างไว้ต่อไป ทหารทั้งหมดได้เข้าไปสู่อุโบสถวัดมหาธาตุ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธาน และมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาวชิรญานวโรรส พร้อมด้วยพระราชาคณะอีก29รูป ได้ประชุมพร้อมกันในอุโบสถ สมเด็จพระมหาสมณะออกถวายเทศน์
     เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาจบ ได้ทรงกระทำพิธีตามลัทธิศาสนาโดยครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานก็ได้เชิญอัฐิแห่ไปบรรจุณ อนุสาวรีย์ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือแห่งท้องสนามหลวง เมื่อทรงกระทำพิธีบรรจุอัฐิในอนุสาวรีย์เสร็จแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี ต่อๆมาทหารอาสาทั้งนายและพลส่วนมากได้รับการปลดออกเป็นทหารกองหนุน และได้แยกย้ายกันไปทำมาหากินตามหน้าที่เดิมโดยทั่วกัน

     สรุปผลที่ประเทศสยามได้รับจากการเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งนี้ นอกจากจะได้รับสิทธิเป็นคู่สัญญาสงบศึกด้วยแล้ว ยังได้รับผลที่สำคัญอีกหลายประการ เช่น

     1.ทำให้ฐานะของประเทศเขยิบขึ้นสู่ความเป็นเอกราชเกือบจะนับว่าสมบรูณ์ทุกประการได้

     2. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศ ได้ถุกรื้อฟื้นขึ้นมาทำใหม่ ให้มีการเสมอภาคดีขึ้น

     3. อำนาจทางศาล อำนาจทางการค้า ตลอดจนอำนาจภายในประเทศได้ถูกปรับปรุงแก้ไขแล้วใช้โดยเสรีในภายหลัง

     4.ทำให้โลกได้รู้จัก-เข้าใจคนไทยถูกต้องดีขึ้น




---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความนี้ อ้างอิง คัดลอก และเรียบเรียงจาก 
       บทความเรื่อง : ความเป็นมาของสมาคมสหายสงครามในพระบรมราชูปถัมภ์
       เขียนโดย : ผัน วิสูตร (นามปากกา)
       หนังสือ : ทหารอาสาสงครามโลกอนุสรณ์ พิมพ์ครั้งที่2 เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2497

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                                                                                             20 มีนาคม 2558 (SB)