วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

Police Tank Killer

 

บนลานจอดแสดงอาวุธกลางแจ้งข้างพิพิธภัณฑ์นาวิกโยธิน เปรียบได้กับโกดังคลังเก็บอาวุธขนาดย่อมๆ ที่นี่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บลูกนาวีแห่งกองทัพเรือไทย ตั้งแต่สมัยสงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เลยมาถึงสงครามเย็น เมื่อปลดประจำการจึงนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นาวิกโยธิน

หนึ่งในนั้นคือปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด ๓๗ มม. เป็นปืนประเภทลากจูง ขนาดความกว้างปากลำกล้อง ๓๗ มม.ชนิดลำกล้องสั้นผลิตในญี่ปุ่น แบ่งเป็น ๒ รุ่นคือรุ่นลำกล้องยาวกับรุ่นลำกล้องสั้น กองทัพเรือจัดหามาใช้งานปี 2485 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา บรรจุอยู่ในกองต่อสูรถถังจำนวน ๑ กองร้อย

ทหารเรือเรียกปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด ๓๗ มม.ว่า ปืนสู้รถถังขนาด ๓๗ปืนรุ่นนี้มีบทบาทในเหตุการณ์กบฏวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ หรือที่เรียกสั้นๆว่า กบฏแมนฮัตตัน บังเอิญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดจากทางการ (รัฐบาล ทหารบก และตำรวจ) ฝ่ายทหารเรือไม่มีใครบันทึกข้อมูลทุกคนที่เกี่ยวข้องถ้าไม่ถูกจับกุมก็หนีออกนอกประเทศ เรื่องราวที่ผู้เขียนตั้งใจถ่ายทอดต่อขอให้ถือเป็นเรื่องราวในสภากาแฟ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคัดลอกจาก หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นนิทานชาวไร่ ตอนที่ ๖๖ เขียนโดย น..สวัสดิ์ จันทนี คัดลอกมาเฉพาะการดวลกันระหว่างปืนสู้รถถังกับรถถัง

ผู้เขียนคัดลอกตรงทุกตัวอักษรและการเว้นวรรคของ น..สวัสดิ์ จันทนี

ฝันร้ายของรถถังตำรวจไทย

ขอย้อนกล่าวถึงวีรกรรมของจ่าเรือสารสินธุบ้าง เคราะห์ร้ายที่ข้าพเจ้าสืบหานามไม่ได้ จ่าเรือนี้และดูเหมือนจะมีจ่าเรืออื่นสมทบด้วย เมื่อกลับไปเรือที่บางนาไม่ได้ ก็มั่วสุมอยู่ในกองสัญญาณหมด ที่แท้มันก็อยากจะรบอยู่แล้วนั่นเอง เลยแกล้งบอกปัดมาว่ารถรางก็ไม่ได้เพราะไม่มีไฟ ไปทางถนนสุขุมวิทก็ไม่ได้เพราะไม่มีรถประจำทาง เป็นอันว่าตกคลักอยู่ที่กองสัญญาณมากมาย

ปืนสู้รถถังขนาด ๓๗ ที่กองสัญญาณมีอยู่สามกระบอก ต่างฉวยไปคนละกระบอก จ่าพวกนี้ฉวยมาได้ ๑ กระบอกในเช้าวันที่ ๓๐ มิ.. เวลา ๐๘๐๐ ก็มาตั้งอยู่ข้างพระหัตถ์ขวาพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ ทางถนนที่จะไปสี่แยกราชประสงค์ บังเหลี่ยมตึกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไว้ มิให้คนเดินถนนพระราม ๔ มองเห็นปืน เขาตั้งไว้จังก้ากลางถนนบรรุลูกพร้อม แต่ตัวไปนั่งซุ่มกินเหล้ากันอยู่ข้างต้นไม้

ตำรวจ ฯ คงมีแผนการบุกจากสามย่านไปทางศาลาแดง ดังนั้นรถถังตำรวจ ฯ จึงเลื้อยมาที่ละคันจากสามย่าน

เหมือนกับนัดกันไว้กับนางพยาบาล พอนางพยาบาลเห็นรถถังตำรวจ ฯ ผ่านหน้าโรงพยาบาลก็ตะโกนบอกพวกจ่าว่าเขามาแล้ว จ่านั่นก็รอจังหวะให้เป้าโผล่เสียก่อน เมื่อเห็นต้วมเตี้ยมมาใกล้จะถึงเส้นเล็งเขาก็เดินจากที่ซ่อนมากระตุกไกแซะเข้าให้ กระสุนปืนหวือมากระทบแตกที่รถถังตำรวจ ฯ คันแรก ตำรวจ ฯ ให้รถเมล์เหลืองมาลากเอากลับไป จ่าแกก็บรรจุกระสุนนัดที่ ๒ ใหม่ แล้วก็กลับไปนั่งกินเหล้ากันต่อไป

เหมือนกับเล่นภาพยนตร์ รถถังตำรวจ ฯ คันที่ ๒ ต้วมเตี้ยมมาอีก หญิงคอยเหตุ ก็บอกให้พวกจ่าเรารู้ตัวไว้แต่เนิ่นๆ อีกเช่นเลย จ่าก็กะพอจะเข้าเส้นเล็งก็เดินมากระตุกไกอีกแซะหนึ่งแล้วบรรจุนัดที่ ๓ ต่อไป ตำรวจ ฯ ก็ให้รถเมล์เหลืองมาลากรถถังคันที่ ๒ กลับไปอีก จ่าก็กลับไปนั่งกินเหล้าต่อไป

คันที่ ๓ ก็โดนอีแบบนี้อีก โดนทีหนึ่งก็ให้รถเมล์เหลืองลากไปเสียทีหนึ่ง แล้วก็ส่งเหยื่อมาให้ทหารเรือสังหารใหม่ เราจ้องแต่รถถังปรปักษ์เท่านั้น คนไม่เกี่ยว

คันที่ ๔ ก็อ้ายทำนองเดียวกัน ต้องให้รถเมล์เหลืองมาลากไปอีก

คันที่ ๕ ไม่เข็ด คงนึกว่าทหารเรือหมดกระสุน แล่นต้วมเตี้ยมมาอีก โดนโผงเข้าอีกต้องเป็นภาระของรถเมล์เหลืองอีก

คันที่ ๖----๑๐-๑๑ ถูกยิงทำนองเดียวกันหมด และก็ถูกรถเมล์เหลืองลากไปคืนรังตามเคย

แสนยานุภาพของตำรวจ ฯ ทางด้านนี้ คงหมดแค่นี้เอง ไม่มีโผล่มาอีกเลย คุณเผ่าคงเต้นวังปารุสกวันกระเทือนแน่

จ่าสามคนพิฆาตรถถังได้ ๑๑ คัน ถ้าบังเอิญเป็นฝ่ายรัฐบาลคงได้ติดเหรียญกันเต็มหน้าอกแน่ แต่นี่เป็นพวกกบฏเลยอด! วีรกรรมอันนี้ไม่น่าจะให้สูญไปเฉยๆ ใครรู้จักนามจ่าพวกนี้ขอให้บอกบรรณาธิการนาวิกศาสตร์ด้วยเจ้าข้า จะได้เอาไว้จำกันเล่น นอกจานั้นข้าพเจ้าขอวันทยาหัตถ์พวกนางพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พ.. ๒๔๙๔ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า มีใจช่วยพวกทหารเรือจริงๆ โดยมิหวังค่าตอบแทนใดๆ รายชื่อค้นได้ง่าย ไปหาจากโรงพยาบาลเป็นเจอะแน่

ข้าพเจ้าถามว่าทำไมมันมากคันนักล่ะ จะฝอยละกระมัง เขายืนยันว่าได้รับฟังมาเช่นนั้นจริงๆ ดังนั้นใครเห็นว่าที่กล่าวไว้นี้ผิด ขอได้โปรดส่งข่าวมาแก้ไขได้

ทีนี้มาพิจารณากันว่าปืนต่อสู้รถถังกระบอกนี้ตั้งอยู่ตรงจุดไหน และสถานที่ที่จ่าแกกินเหล้าแกนั่งตรงไหน ข้าพเจ้าคิดว่าปืนกระบอกนี้คงตั้งอยู่ในรางรถรางสายประตูน้ำเฉลิมโลกนั่นเอง ปากกระบอกเล็งไปทางถนนสีลมตามแนวรถราง ตัวจ่าคงนั่งบังต้นไม้อยู่มิให้คนทางถนนพระราม ๔ มองเห็น และก็ต้องแอบมิให้ตำรวจ ฯ ที่อยู่บ้านเก่าของคุณยมราชเห็นด้วย (เวลานี้ตำรวจ ฯ จะมายึดชัยภูมิบนตึกของคุณยมราชหรือยังก็ไม่รู้เพราะยังเช้าอยู่ แต่เวลาภายหลังนั้นปรากฎว่าตำรวจ ฯ ได้ยิง ร.. พิทักษ์ เจริญศิริ เสียอานคารถฮาล์ฟแทรคดังได้กล่าวมาแล้ว)

คำกล่าวเรื่องที่ตั้งของปืนกระบอกนี้ของข้าพเจ้าจะผิดหรือถูกไม่รู้ เขียนเดาไปตามเหตุการณ์ เพราะปรากฎว่าจ่าพวกนี้ไม่โดนตำรวจ ฯ ยิงเลย พอเห็นรถถังตำรวจ ฯ แล่นข้ามรถรางก็ลุกเดินมากระตุกไกเอาดื้อๆ เป็นไม่มีผิดสักนัดเดียว ส่วนรถถังตำรวจ ฯ ก็ไม่เฉลียวใจว่าโดนยิงทางข้าง นึกว่าคงยิงมาจากลุมพินีหรือทางกองสัญญาณ พอโดนยิงเข้าไปโป้งหนึ่งรถก็ต้องหยุด ตีนตะขาบคงขัดข้อง บางทีรถจะหันเสียด้วยกระมังเลยเกิดงงไม่ได้พิจารณาให้ดีว่าถูกเข้าอย่างไร  เลยแล่นกันมาเป็นหางให้จ่าแกซ้อมมือเสียสนุกไป แต่ถ้ารถถังตำรวจ ฯ ขืนแล่นตรงไปได้ก็มีหวังเจอคุณพิทักษ์ เจริญศิริ บนรถฮาล์ฟแทรคแน่

คุณพิทักษ์ เจริญศิริ เมื่อเห็นรถถังตำรวจ ฯ และเสียงปืนทางศาลาแดงเงียบ จึงเอาฮาล์ฟแทรคแล่นมาที่ศาลาแดงในเวลาต่อมา แล้วตั้งยันอยู่ที่นั่นเพราะกลัวจะมีกำลังข้าศึกบุกเข้ามาทางสีลมอีก จึงโดนตำรวจ ฯ บนสโมสรแพทย์ (คือบ้านเจ้าคุณยมราช) ยิงเอาถึง ๕ แผล เลยกลายเป็นวีรบุรุษของฝ่ายแพ้ไป

ตำรวจ ฯ คนไหนไม่ทราบทางวางแผนให้รถถังแล่นเรียงหนึ่งตามกันมาจากสามย่านแต่เพียงด้านเดียว แสดงว่าเขาอ่านหนังสือน้อยเล่มไปหน่อย แต่กระนั้นก็ตามเขาก็เป็นฝ่ายชนะในที่สุด อ้ายฝ่ายเรากลับต้องเป็นฝ่ายวิ่งหนีหางจุกตูดไป คนอ่านหนังสือน้อยเล่มกลับเก่งไปได้แฮะ!

คุยกันท้ายบทความ

นิทานชาวไร่ ตอนที่ ๖๖ มีองค์กอบนิทานหรือนิยายอย่างครบถ้วน พระเอกคือจ่าทหารเรือสามคนกับปืนสู้รถถังขนาด ๓๗ คนร้ายระดับกีกี้คือรถถังตำรวจจำนวน ๑๑ คัน (วิ่งมาตายสถานเดียวไม่กีกี้ให้เรียกอะไร) บุคคลผู้วางแผนการบุกสีลมรับตำแหน่งลาสบอส เขามีตำรวจบนบ้านเจ้าคุณยมราชเป็นลูกน้องมือขวา นางเอกคือนางพยาบาลไม่ระบุนามเธอมีน้ำเสียงทรงพลัง และเพื่อนพระเอกผู้ดวงซวยคือ ร.. พิทักษ์ เจริญศิริ กับรถฮาล์ฟแทรค

สถานที่ยิงกันตามที่ น..สวัสดิ์ จันทนี กล่าวถึงแอดรู้จักเป็นอย่างดี เพราะตัวเองเคยทำงานแถวสีลมตั้งหลายปี คิดว่าสามารถค้นหาเส้นทางรถรางสายประตูน้ำเฉลิมโลกได้ ปัจจุบันไม่ได้อยู่กรุงเทพไปสำรวจสถานที่จริงไม่ได้ ตอนที่ชอบมาเดินเล่นศาลาแดงก็ดันไม่เคยอ่านนิทานชาวไร่ คิดถึงเรื่องนี้ทีไรรู้สึกเสียดายเสียเหลือเกิน

อ้างอิงข้อมูลจาก

          หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่

ภาพประกอบจาก

https://web.facebook.com/smile.swhero/posts/pfbid0Bz2DiQpjq7jePmf5k9WNNLm6zSo1Ck3WgP5GVE8dBWynEn5ZC4B4fxExx9Cs3PeBl?__cft__[0]=AZVjMuE-9dLYehciJIL2rjNTIgNS49rmsC_rThjDGIaP1MaI5f9nNDgHoXBYX6f7avMC36gbCcZyKD9ilqDls3-5axI7x04HdAaW6vBSVe5BWYrd4bPHUDcdQDyfIqHXS6sOQBuKh9pxYZ5NeWdU8BierdXjcHihp8ubVPuDdjs_kKcEfMJB4vAIUuBml14cehUh3jUAKGcHFHUMiODaRBsd&__tn__=-UK-R

 https://www.matichon.co.th/article/news_1560220

 http://rach1968.blogspot.com/2018/01/m3m16.html

 

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

Peruvian Navy Lupo Class Frigate

 

ทศวรรษที่ 70 กองทัพเรืออิตาลีมีโครงการสร้างเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 2 โครงการ ประกอบไปด้วยเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale กับเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำชั้น Lupo โดยลำหลังจะรับตำแหน่งเรือฟริเกตรุ่นส่งออกอีกหนึ่งภารกิจ

อิตาลีพัฒนาเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำชั้น Lupo ขึ้นมาก่อน พร้อมส่งสารเทียบเชิญไปยังหลายชาติที่ให้ความสนใจ ชาติแรกที่ตอบตกลงเข้าร่วมโครงการคือเปรูจำนวน 4 ลำ ถัดมาจึงเป็นเวเนซุเอลาจำนวน 6 ลำ กองทัพเรืออิตาลีใช้งานเองจำนวน 4 ลำ ต่อมาในภายหลังอิรักสนใจจัดหาเพิ่มเติมอีก 4 ลำ ยอดรวมทั้งโครงการเท่ากับ 18 ลำประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

โครงการเริ่มเดินหน้าสร้างเรือในปี 1974 แบ่งเป็นเรืออิตาลีจำนวน 4 ลำ เรือเปรูจำนวน 2 ลำ และเรือเวลาซูเอล่าจำนวน 6 ลำต่อกันไปเลย เรือลำแรกของอิตาลี F 564 Lupo เข้าประจำการวันที่ 12 กันยายน 1977  เรือลำแรกของเปรู BRP Carvajal FM-51 เข้าประจำการวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1979  ส่วนเรือลำแรกของเวเนซุเอลา F-21 Mariscal Sucre เข้าประจำการวันที่ 10 พฤษภาคม 1980 ความเร็วในการสร้างเรือจัดว่าไม่ธรรมดา

เรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูเฟสแรกจำนวน 2 ลำเข้าประจำการพร้อมกันในปี 1979 เรือเฟสสองอีก 2 ลำเข้าประจำการปี 1984 กับปี 1987 มีการย้ายอู่ต่อเรือหลีกทางให้โครงการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale ที่อิตาลีสั่งซื้อ 8 ลำ กับโครงการเรือฟริเกตชั้น Lupo ของอิรักจำนวน 4 ลำอันมีมูลค่ามากกว่า

เรือฟริเกตชั้น Lupo สำหรับเปรู

ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูเฟสสอง ลำไกลคือ  BRP Montero FM-53 ส่วนลำใกล้คือ BRP Mariátegui FM-54 เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,206 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,525 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 11.3 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG ความเร็วสูงสุด 35 นอตโดยใช้เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ หรือ 21 นอตโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,350 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต

แม้เป็นเรือรุ่นส่งออกทว่าตั้งแต่หัวเรือจนถึงปล่องระบายความร้อนเหมือนเรือต้นแบบ ระบบเรดาร์มีความแตกต่างจากเรือต้นแบบเพียงเล็กน้อย หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ OTO Melara 127/54 มม.จำนวน 1 กระบอก ใต้สะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี SCLAR ปรับเปลี่ยนทิศทางได้จำนวน 2 แท่นยิง (ทั้งทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง) ถัดไปบริเวณสองกราบเรือคือแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Otomat Mk 2 จำนวน 8 นัด ใต้จุดปล่อยเรือเล็กคือแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk.46 จำนวน  6 นัด

ความแตกต่างที่ชัดเจนเริ่มต้นตั้งแต่ปล่องระบายความร้อนเป็นต้นไป อิตาลีใช้งานเฮลิคอปเตอร์ AB-212ASW แต่เปรูใช้งานเฮลิคอปเตอร์ ASH-3D Sea King ส่งผลให้เรือฟริเกตเปรูต้องถอดโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับได้ออกไป เพื่อขยายลานจอดให้มากเพียงพอสำหรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตัน

เริอฟริเกตปี 1984 ขนาด 2,500 ตัน Sea King ลงจอดได้ เทียบกับเรือฟริเกตชั้น Type 054A/P ปี 2022 ขนาด 4,000 ตันของปากีสถาน Sea King ลงจอดไม่ได้ ผู้เขียนอยากหัวเราะเป็นภาษาเปรูหรืออะไรก็ได้

มาชมของแปลกในภาพประกอบที่สองกันต่อ ภาพถ่ายใบนี้คือเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูลำที่สองชื่อ BRP Villavicencio FM-52 แต่ใช้ดีไซน์การออกแบบเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเวเนซุเอลา ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือถูกเฉือนออกไปทำเป็นจุดผูกเชือกเรือ เฮลิคอปเตอร์ ASH-3D Sea King ลงจอดได้เช่นกันโดยที่หางเครื่องอาจล้นลานจอด มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กยัด AB-212ASW เข้าไปได้เพียงครึ่งลำเท่านั้น

เวเนซุเอลาใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ AB-212ASW และไม่ต้องการโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับเก็บได้ เรือฟริเกตจึงถูกปรับปรุงบั้นท้ายให้กลายเป็นเช่นนี้ แต่เปรูใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ASH-3D Sea King ขนาดใหญ่กว่ากันพอสมควร ทำไมเรือฟริเกตลำที่สองถึงเลือกดีไซน์เวเนซุเอลาผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจ

ภาพประกอบที่สองเห็นความแตกต่างจากเรือต้นแบบชัดเจน จุดติดตั้งปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดถูกยกสูงระดับเดียวกับ Otomat Mk 2 จุดติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิงเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เรดาร์ควบคุมการยิงเปลี่ยนมาใช้งานรุ่น RTN-10X Orion เหมือนหัวเรือ แต่ปรับปรุงให้สามารถนำวิถีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aspide ได้ รวมทั้งใช้งานแท่นยิง Albatross ขนาด 8 ท่อยิงที่อิตาลีพัฒนาเอง

สังเกตนะครับว่าเหนือแท่นยิง Albatross ติดอุปกรณ์อะไรไม่ทราบค่อนข้างใหญ่ แตกต่างจากแท่นยิง Albatross บนเรือหลวงสุโขทัยอุปกรณ์ชิ้นนี้เล็กกว่ากันพอสมควร

เรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 4 ลำเข้ามายกระดับกองทัพเรืออย่างชัดเจน ใครกันจะกล้าคาดเดาว่าปี 1979 เปรูมีเรือรบทันสมัยติดอาวุธครบ 3 มิติ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับ Sea King ลำใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม สามารถจมเรือดำน้ำ เรือฟริเกต และเครื่องบินขับไล่ฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

ปี 1979 ทร.ไทยไม่มีเรือรบสักลำที่มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ

ปี 1979 ทร.ไทยมีเรือหลวงมกุฎราชกุมารลำเดียวติดอาวุธปล่อยนำวิถี Seacat ที่ไม่เคยเก็บแต้มสำเร็จ

เรือฟริเกตชั้น Lupo มือสองจากอิตาลี

ย้อนกลับมาที่โครงการเรือฟริเกตชั้น Lupo อีกครั้ง ปี 1980 อิรักลูกค้าเงินถูงเงินถังสั่งซื้อเรือจำนวน 4 ลำจากอู่ต่อเรือ Cantieri Navali Riuniti หรือ CNR โดยใช้แบบเรือเดียวกันกับกองทัพเรืออิตาลียกเว้นเรดาร์ควบคุมการยิง Aspide จากนั้นไม่นานได้เกิดสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านขึ้นมา เมื่ออู่ต่อเรือ CNR สร้างเรือเสร็จจึงไม่อาจส่งมอบสินค้าให้เจ้าของ จำเป็นต้องจอดเทียบท่าให้เพรียงเกาะเล่นไปตามยถากรรม ต่อมาในปี 1994 รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจซื้อเรือมาใช้งานเอง ยอดรวมเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำเพิ่มจำนวนจาก 4 ลำเป็น 8 ลำ

เวลาผ่านไป 10 ปีกองทัพเรืออิตาลีต้องการเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตรุ่นใหม่ จึงอยากประหยัดอยากลดจำนวนเรือฟริเกตชั้น Lupo ซึ่งมีมากเกินไป เมื่อกองทัพเรือเปรูทราบข่าวรีบติดต่อเข้ามาทันที เนื่องจากตัวเองมีเรือฟริเกตรุ่นเดียวกันใช้งานอยู่แล้วจำนวน 4 ลำ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2004 รัฐบาลอิตาลีทำสัญญาขายเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 2 ลำแรกให้กับรัฐบาลเปรู ปีถัดมาขายเรือฟริเกตอีก 2 ลำให้เปรูเช่นเดียวกัน เก็บเรือฟริเกต 4 ลำหลังที่สร้างให้กับอิรักไว้ใช้งานต่อไป

วันที่ 11 มิถุนายน 2005 เรือลำแรก BAP Aguirre FM 55 เดินทางถึงเปรู เรือลำที่สอง BAP Palacios FM 56 ตามมาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2005 เรือลำที่สามลำที่สี่มาร่วมชายคาวันที่ 26 มกราคม 2006 เท่ากับว่า กองทัพเรือเปรูมีเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 8 ลำจอดเรียงกันจนล้นท่าเรือ

ภาพประกอบที่สามคือเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 เสากระโดงรองเป็นแบบทืบทาสีดำป้องกันคราบสกปรก ท้ายเรือมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับได้กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ AB-212ASW ที่เปรูซื้อมาใช้งานในภายหลัง จุดติดตั้งปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดอยู่ในระดับดาดฟ้าเรือ เรดาร์ควบคุมการยิง Aspide กลับกลายเป็นรุ่น Mk.95 จากอเมริกา ใต้ลานจอดเจาะช่องระบายอากาศไว้เพียง 3 ช่อง นี่คือข้อแตกต่างระหว่างเรือฟริเกตต้นแบบกับเรือฟริเกตรุ่นส่งออกจากอิตาลี

การปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน

เปรูใช้งานเรือฟริเกตใหม่ทั้ง 4 ลำไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2010 จึงได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงการป้องกันภัยทางอากาศ โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านเหรียญทำให้เรือใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน RIM-7M Sea Sparrow ได้

ใช่ครับเปรูทิ้ง Aspide ของอิตาลีหันมาใช้งาน Sea Sparrow จากอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ยุ่งยากสักเท่าไร เรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95 ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยเทียบเท่ารุ่นใหม่ ส่วนแท่นยิง Albatross ขนาด 8 ท่อยิงที่อิตาลีพัฒนาเองยิ่งปรับปรุงง่ายดาย เพราะอิตาลีซื้อลิขสิทธิ์แท่นยิง Mk.29 ของอเมริกามาพัฒนาเพิ่มและขายเองได้ด้วย (เหมือน Aspide ที่ซื้อลิขสิทธิ์ Sea Sparrow) ให้บังเอิญเรือ 4 ลำแรกอิตาลียังพัฒนาระบบต่างๆ ไม่ดีพอ ต้องใช้งานเรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95 และแท่นยิง Mk.29 สร้างเองโดยมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย การกลับมาใช้งาน Sea Sparrow จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ผู้อ่านหลายคนอาจนึกสงสัยในใจว่า ทำไมเรือฟริเกตเปรูกับเวเนซุเอลาใช้แท่นยิง Albatross รุ่นแรกกับเรดาร์ควบคุมการยิง RTN-10X Orion

คำตอบก็คือเรือสร้างเสร็จช้ากว่ากันพอสมควร ตอนนั้นอิตาลีพัฒนาระบบต่างๆ สำหรับรุ่นส่งออกได้แล้ว เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจไม่ดีเทียบเท่าของตัวเองที่พัฒนาเสร็จในภาพหลัง และเริ่มใช้งานบนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale ในปี 1984 เป็นลำแรก

อาวุธรุ่นส่งออกก็ประมาณนี้ทุกชาติแหละครับ อดีตเคยเป็น-ปัจจุบันยังเป็น-อนาคตต้องเป็นต่อไป

เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 4 ลำล่าสุดของเปรู ใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน RIM-7M Sea Sparrow เป็นอาวุธคู่กาย

ทำไมเปรูถึงไม่เลือก Aspide 2000 ผู้เขียนคาดเดาได้ดังนี้

1.สมัยก่อนอเมริกาไม่ขาย Sea Sparrow ให้กับชาติเล็ก ต่อมาเมื่อพวกเขายอมขายเปรูจึงซื้อมาใช้งาน

2.การปรับปรุงให้เรือใช้งาน Aspide 2000 ราคาแพงกว่า เพราะอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือเป็นของอเมริกา

3.ไม่ประทับใจผลงาน Aspide ในอดีต สินค้าเมดอินอิตาลีพาลไม่ได้ไปต่อ

เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติรุ่นใหม่

โครงการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานไม่ได้สิ้นสุดแค่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ วันที่ 23 พฤษภาคม 2010 บริษัท SELEX System จากอิตาลีได้รับสัญญาจากกองทัพเรือเปรู ในการจัดหาเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ KRONOS NV จำนวน 2 ตัว กับระบบอำนวยการรบ IPN-20 จำนวน 2 ระบบ นำมาติดตั้งบนเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 กับ BAP Bolognesi FM 57 การปรับปรุงเรือทำโดยอู่ต่อเรือ SIMA ภายในประเทศเปรูจนแล้วเสร็จ

KRONOS NV คือเรดาร์ตรวจการณ์ Active Electronically Scanned Array (AESA) ทำงานในโหมด C-Band ระยะตรวจจับไกลสุด 180 กิโลเมตร อยู่ในตระกูลเดียวกับเรดาร์ตรวจการณ์ KRONOS Naval MFRA ซึ่งเป็นรุ่นท็อปขนาดใหญ่กว่า ระยะตรวจจับไกลสุดเพิ่มขึ้นเป็น 250 กิโลเมตร KRONOS Naval MFRA ทำงานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล Aster ได้เป็นอย่างดี เปรูนำ KRONOS NV มาแทนที่เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ 2 มิติรุ่น RAN 11L/X หรือ MM/SPS-774 ระยะตรวจจับ 46 กิโลเมตรซึ่งล้าสมัยไปแล้วและหาอะไหล่ค่อนข้างยาก

IPN-20 คือระบบอำนวยการรบจากบริษัท Selenia ในอดีต ปัจจุบันอยู่ในส่วนบริษัท SELEX ในเครือบริษัท Leonardo พัฒนาต่อจากรุ่น IPN-10 ที่มีใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Lupo รุ่นส่งออกของเปรูกับอิรัก การเปลี่ยนระบบอำนวยการรบให้ทันสมัยกว่าเดิมจึงไม่ส่งผลกระทบกับอาวุธหรืออุปกรณ์ต่างๆ บนเรือ

นอกจากนี้ยังมีการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 จากฝรั่งเศสมาใช้งานทดแทน Otomat Mk 2 มีการปรับปรุงระบบสื่อสารและอุปกรณ์ทั้งหมดให้พร้อมใช้งานดังเดิม

ภาพประกอบที่สี่ภาพใหญ่คือเรือฟริเกต BAP Bolognesi FM 57 มองเห็นเรดาร์ตรวจการณ์ KRONOS NV บนเสากระโดงที่สร้างใหม่เหนือสะพานเดินเรือ ช่องว่างระหว่างเสากระโดงหลังกับเสากระโดงรองติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 จำนวน 4 ท่อยิง ส่วนภาพเล็กคือเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 ที่ได้รับการปรับปรุงเหมือนกันทุกอย่าง มีทั้ง KRONOS NV ทั้ง MM40 Exocet Block 2 และ Sea Sparrow

สองลำนี้จึงเปรียบได้กับเรือฟริเกตสมรรถนะสูงตัวตึงของเปรู

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Lupo

เมื่อการปรับปรุงเรือฟริเกตในปี 2011 สิ้นสุดลง ถัดมาเพียง 2 ปีรัฐบาลตัดสินใจโอนเรือฟริเกต BRP Carvajal FM-51 จากกองทัพเรือมาสังกัดหน่วยยามฝั่ง ใช้เป็นเรือธงในภารกิจตรวจการณ์เขตเศรษฐกิจพิเศษ 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ทำหน้าที่เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งไปพลางๆ ก่อนเพราะยังไม่มีงบประมาณซื้อเรือใหม่

วันที่ 26 ธันวาคม 2013 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง BAP Guardiamarina San Martin (PO-201) เข้าประจำการหน่วยยามฝั่งเปรูอย่างเป็นทางการ จากภาพประกอบที่ห้าอาวุธบนเรือเหลือเพียงปืนใหญ่ OTO Melara 127/54 มม.จำนวน 1 กระบอก กับปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดอีก 2 กระบอก เรดาร์ควบคุมการยิงจำนวน 4 ตัวเหลือแค่ RTN-10X Orion เหนือสะพานเดินเรือเพียงตัวเดียว แต่ถึงกระนั้น BAP Guardiamarina San Martin (PO-201) ยังถือเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งติดปืนกระบอกโตที่สุดในโลกลำหนึ่ง

เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X ยังถูกติดตั้งบนเสากระโดง แต่เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 ระยะตรวจจับ 74 กิโลเมตรที่เสากระโดงรองถูกถอดออกไป โดยมีเรดาร์เดินเรือ Sperry Marine มาช่วยเสริมทัพอีก 2 ตัว ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบปราบเรือดำน้ำถูกถอดออกทั้งหมด เรือตรวจการณ์ไม่จำเป็นต้องติดอะไรมากมันเปลืองทั้งงบประมาณและกำลังพล

ภาพประกอบที่หกมาจากพิธีสวนสนามทางทะเลในปี 2020 ภาพบนเรือฟริเกต BRP Mariátegui FM-54 อันเป็นเรือชุดแรกไม่ได้ปรับปรุงให้ใช้งาน Sea Sparrow ได้ แต่มีการปรับปรุงให้เปลี่ยนมาใช้ MM40 Exocet Block 2 เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X บนเสากระโดงหลักถูกแทนที่ด้วยเรดาร์เดินเรือ Sperry Marine เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 บนเสากระโดงรองแบบโปร่งยังอยู่ที่เดิม สองกราบเรือค่อนข้างโล่งเนื่องจากถอดแท่นยิง Otomat Mk2 ออกไปแล้ว

ส่วนภาพล่างคือเรือฟริเกต BAP Quiñones FM 58  อันเป็นเรือชุดสอง ถูกปรับปรุงให้ใช้งาน Sea Sparrow ได้แล้ว แต่ไม่ได้ถูกปรับปรุงให้ใช้งาน MM40 Exocet Block 2 (สลับกันไปสลับกันตามแต่ความสะดวกของกองทัพเรือเปรู) เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X บนเสากระโดงหลัง กับเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 เสากระโดงรองแบบทืบยังอยู่ตามปรกติ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับเก็บได้ของเก่าจากอิตาลี

เหตุผลที่ MM40 Exocet Block 2 มาไม่ครบทุกลำเพราะราคาค่อนข้างแพง แล้วเปรูก็ดันมีเรือฟริเกตชั้น Lupo ตั้ง 7 ลำซื้อมาใส่รวดเดียวไม่ไหว เรือบางลำต้องใส่แท่นยิง Otomat ไว้หลอกฝ่ายตรงข้ามทั้งที่ในท่อยิงไม่มีอะไร ปัจจุบัน Otomat Mk 2 หมดอายุทุกนัดแล้วคล้าย C-801 บนเรือหลวงบางปะกงนั่นแหละครับ

อนาคตเรือฟริเกตชั้น Lupo

ปัจจุบันเรือฟริเกตทั้ง 7 ลำมีอายุ 45 ถึง 36 ปี กองทัพเรือเปรูควรจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัยมาใช้งานแทน ให้บังเอิญเรือดำน้ำจากเยอรมันจำนวน 6 ลำที่มีอายุระหว่าง 38 ถึง 49 ปี ต้องเข้าร่วมโครงการปรับปรุงยืดอายุการใช้งานใช้งบประมาณค่อนข้างมาก เรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีจากฝรั่งเศสจำนวน 6 ลำที่มีอายุระหว่าง 42 ถึง 43 ปี ค่อนข้างชราภาพต้องใช้งบประมาณซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง และยังไม่ได้จัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบรุ่นใหม่มาทดแทน MM38 Exocet  ส่งผลให้โครงการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ไม่ได้แจ้งเกิดเสียที

เพราะตัวเองมีแต่เรือเก่าไม่พร้อมรบเท่าที่ควร กองทัพเรือเปรูแก้ปัญหาชั่วคราวโดยการซื้อเรือคอร์เวตมือสองชั้น Pohang จากเกาหลีใต้มาใช้งานจำนวน 2 ลำ และยืดอายุการใช้งานเรือฟริเกต 4 ลำหลังที่ซื้อต่อจากอิตาลี โดยการติดตั้งระบบตรวจจับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ESM รุ่นใหม่ ติดตั้งออปโทรนิกส์ตรวจการณ์และควบคุมการยิง โครงการนี้คาดว่าจะเสร็จทุกลำภายในปี 2023 เรือฟริเกตทั้ง 4 ลำจะสามารถใช้งานต่อได้ถึงประมาณปี 2035 หรือมากกว่านิดหน่อย

เรือฟริเกตอีก 3 ลำใช้งานไปเรื่อยๆ จนหมดสภาพก็ปลดประจำการ ลำไหนมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 ให้โยกไปใส่เรือที่ยังประจำการ มีข่าวว่าเรือฟริเกต BAP Villavicencio FM-52 อายุ 44 ปีปลดประจำการแล้วในเดือนกันยายน 2022 เพียงแต่ผู้เขียนหาข้อมูลอย่างเป็นทางการมาช่วยยืนยันไม่ได้ หากเป็นจริงเท่ากับว่าปัจจุบันกองทัพเรือเปรูเหลือเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 6 ลำ

ที่ผ่านเปรูเคยมีการตั้งโครงการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่เช่นกัน อาทิเช่นในงานแสดงอาวุธ NAVDEX 2015 เมือง Abu Dhab ประเทศยูเออี บริษัท Navantia จากสเปนแสดงแบบเรือฟริเกต F-538 ขนาด 3,800 ตันสำหรับเปรู ตามโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 5 ลำที่เป็นข่าวในช่วงนั้น ต่อมาในปี 2017 บริษัท Navantia เสนอแบบเรือฟริเกต Alfa 4000 MM (ชื่อใหม่ของ F-538 ผู้เข้ารอบชิงเรือฟริเกตสมรรถนะสูงกองทัพเรือไทย) ให้กับกองทัพเรือเปรูอีกครั้ง แต่แล้วไม่นานข่าวสารความเคลื่อนไหวโครงการเรือฟริเกต 5 ลำก็ค่อยๆ เลือนหายไป

อนาคตเปรูจะเหลือเรือฟริเกตเพียง 4 ลำเท่านั้น โดยมีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเสริมทัพ ข้อมูลคร่าวๆ พวกเขาต้องการเรือขนาด 1,500-2,000 ตัน ยาว 80-100 เมตร กว้าง 10-14 เมตร มีเรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำกับเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ ตั้งราคาไว้ที่ลำละประมาณ 85 ล้านเหรียญ ความต้องการเฟสแรกจำนวน 3 ลำ กำหนดให้สร้างเองภายในประเทศ เพียงแต่โครงการไม่คืบหน้าเท่าที่ควรเพราะติดปัญหาโควิด-19

85 ล้านเหรียญหรือ 2,934 ล้านบาทกับเรือตรวจการณ์ขนาด 1,500 ตันขึ้นไปมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ อาวุธป้องกันตัวคงมีแค่เพียงปืนกลขนาดไม่เกิน 40 มม.1 กระบอก (หากเงินเหลืออาจได้ปืนใหญ่ 76/62 มม.มือสองมาใช้งาน) กับปืนกลขนาดไม่เกิน 20 มม.อีก 2 กระบอก แต่ถ้าเลือกแบบเรือ P71 บริษัท Vittoria จากอิตาลีเหมือนประเทศมอลต้า จะได้เรือขนาด 1,800 ตันติดปืนกล 25 มม.1 กระบอกที่หัวเรือในราคา 48 ล้านยูโรเท่านั้น มีเรือเล็กขนาด 9.1 เมตรจำนวน 2 ลำ มีเครนขนาดใหญ่ 1 ตัว และมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตันน่าสนใจมาก

เปรูเป็นลูกค้าเก่าอิตาลีอยู่แล้วยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ ให้บังเอิญโครงการนี้เกาหลีใต้ประกาศเดินหน้าเต็มตัว โพโมชันซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 3 ลำแถมเรือคอร์เวตชั้น Pohang 1 ลำถูกใช้งานอย่างแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงแบบเรือจากเรือฟริเกตเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ถือเป็นเรื่องปรกติทั่วไปของกองทัพเรือทั่วโลก เปรูที่เคยมีเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานชั้นเดียวกันจำนวน 8 ลำ ยังหันมาใช้งานเรือตรวจการณ์ขนาด 2,000 ตันราคาประหยัดติดอาวุธไม่มากทำงานทดแทน รอดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของเปรูจะมาจากบริษัทไหนและมีหน้าตาเช่นไร

กองทัพเรือเปรูคือหนึ่งในกองทัพเรือในฝันของผู้เขียน ปี 2012 พวกเขามีเรือดำน้ำหน้าตาเหมือนกันจำนวน 6 ลำ มีเรือฟริเกตหน้าตาเหมือนกันจำนวน 8 ลำ และมีเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีหน้าตาเหมือนกันอีก 6 ลำ นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนอยากให้เกิดขึ้นกับกองทัพเรือไทยเหลือเกิน

เสียดายก็แต่แม้แต่ในความฝันยังไม่อาจเป็นจริง

                                        +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Lupo-class_frigate

https://www.aofs.org/2010/04/23/ssi-kronos-radars-will-equip-peruvian-aguirre-class-frigates/

https://maquina-de-combate.com/blog/?p=72821

https://web.archive.org/web/20131227124018/https://www.marina.mil.pe/notas-de-prensa/125

https://www.janes.com/defence-news/news-detail/peruvian-navy-plans-frigate-upgrades-in-wake-of-other-vessel-retirements

https://www.janes.com/defence-news/news-detail/peruvian-navy-surface-fleet-plan-focuses-on-new-opvs

https://navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-exhibitions/2015/navdex-2015-show-daily-news/2454-at-navdex-2015-navantia-unveiled-its-f-538-frigate-design-for-the-peruvian-navy.html

https://www.infodefensa.com/texto-diario/mostrar/3076585/navantia-ofrece-familia-fragatas-alfa-peru

 

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566

Naval Aviation Fleet of The Myanmar Air Force

 

75 ปีที่แล้วหลังจากประเทศได้รับเอกราช พม่าหรือเมียนม่าในปัจจุบันได้จัดตั้งกองกำลังขึ้นมาปกป้องอธิปไตย โดยมีวิธีการแบ่งเหล่าทัพง่ายๆ ดังนี้

-รถถังยานเกราะทุกคันเป็นของกองทัพบก

-อากาศยานทุกลำเป็นของกองทัพอากาศ

-เรือทุกลำเป็นของกองทัพเรือ

เพื่อนๆ สมาชิกคงไม่คุ้นเคยอะไรแบบนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีคำจำกัดความอยู่ว่า 'ทัพฟ้ามีรถหุ้มเกราะ-ทัพบกมีเรือ-ทัพเรือมีเครื่องบิน-ส่วนตำรวจมีทุกอย่าง' แต่ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อพูดถึงพม่า เราต้องลบข้อมูลไทยแลนด์ทิ้งจากเมมโมรีเสียก่อน

กลับมาที่พม่ากันอีกครั้ง ระหว่างปี 2013 มีการจัดหาอากาศยานใช้งานทางทะเลจำนวนหนึ่ง จึงได้มีการจัดตั้งกองบินทหารเรือขึ้นมา หน่วยงานใหม่อยู่ภายใต้สังกัดกองทัพอากาศ ใช้นักบินและเจ้าหน้าที่จากกองทัพอากาศ เพียงแต่ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือเป็นหลักเท่านั้นเอง

กองบินทหารเรือพม่ามีอากาศยานประจำการจำนวน 4 ฝูงประกอบไปด้วย

1.ฝูงบินค้นหาและกู้ภัย

ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 พม่าซื้อเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 จากฝรั่งเศสจำนวน 6 ลำ เป็นรุ่นไม่ติดอาวุธลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานด้านค้นหาและกู้ภัย เท่ากับว่าพม่าซื้อของมาใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

AS-365N2 จากฝรั่งเศสไม่ใช่ Z-9 จากจีนนะครับ ภาพประกอบที่หนึ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ถ้าเป็นรุ่น AS-365N3 จมูกเครื่องจะเหมือน Z-9 จนแยกไม่ออกมากกว่า

เหตุผลที่มีการจัดตั้งกองบินทหารเรือ มาจากการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 นั่นเอง

2.ฝูงบินตรวจการณ์ชี้เป้า

ถัดมาในปี 2014 มีการจัดตั้งฝูงบินที่สองขึ้นมา หน้าที่หลักคือบินตรวจการณ์และตรวจสอบเป้าหมาย โดยใช้เครื่องบิน BN-2 Islanders จำนวน 5 ลำ

เครื่องบินรุ่นเก่าสร้างโดยอังกฤษพม่าได้รับโอนจากอินเดียจำนวน 3+2=5 ลำ นำมาซ่อมคืนสภาพใช้งานต่อจนถึงปัจจุบัน มีข่าวว่ากองทัพอากาศพม่าติดตั้งกล้องออปโทรนิกส์ตรวจการณ์เพิ่มให้กับเครื่องบิน ทว่าไม่เคยมีภาพหลุดออกมาให้เห็นนอกจากภาพประกอบที่สองเพียงใบเดียว

3.ฝูงบินตรวจการณ์ทางทะเล

ระหว่างปี 2016 ถึง 2017 กองทัพอากาศพม่าส่งเครื่องบินลำเลียง ATR-42 จำนวน 2 ลำไปปรับปรุงเพิ่มเติม เท่าที่มองเห็นคือติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำกับกล้องออปโทรนิกส์ตรวจการณ์ที่ท้องเครื่อง กลายร่างเป็นเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล ATR-42 MPA เข้าประจำการฝูงบินที่สามกองบินทหารเรือ

          ภาพประกอบที่สาม ATR-42 MPA ทาสีพรางเทาครามดูน่าเกรงขาม แตกต่างจากATR-42 รุ่นปรกติที่กองทัพอากาศทาสีขาวเล่นลายนิดหน่อย

4.ฝูงบินโจมตีทางทะเล

ปลายปี 2018 กองทัพอากาศพม่าประจำการเครื่องบินขับไล่ JF-17M ที่นั่งเดี่ยวจำนวน 4 ลำ ตั้งแต่หมายเลข 1701 ถึง 1704 ปีถัดไปถึงคิวของ JF-17M สองที่นั่งจำนวน 2 ลำ ตั้งแต่หมายเลข 1706 ถึง 1707 ตามภาพประกอบที่สี่

ฝูงบินโจมตีทางทะเลแก่งกองบินทหารเรือพม่า ประจำการเครื่องบินขับไล่ JF-17M จำนวน 6 ลำ

นี่คือข้อมูลถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2021

อากาศยานประจำการเพิ่มเติม

ต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม 2021 กองทัพอากาศพม่าประจำการเฮลิคอปเตอร์ AS-365N2 เพิ่มจำนวน 2 ลำ ตามภาพประกอบที่ห้า    เท่ากับว่าฝูงบินค้นหาและกู้ภัยมี AS-365N2 จำนวน 8 ลำ

ล่าสุดวันที่ 16 ธันวาคม 2022 กองทัพอากาศพม่าประจำการเฮลิคอปเตอร์ Ka-28 จำนวน 2 ลำตามภาพประกอบที่หก หน้าที่หลักคือปราบเรือดำน้ำก็จริง ทว่าในการฝึกบินเก็บชั่วโมงควรบินเหนือแผ่นดินเพื่อความปลอดภัย จึงมีภาพถ่าย Ka-28 ลอยลำเหนือป่าเขาลำเนาไพรให้ใครต่อใครตกใจเล่น

Ka-28 หมายเลข 6351 กับ 6352 จะทำงานร่วมกับเรือฟริเกต F-12 กับ F-14 ที่ติดอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่แล้ว อนาคตเมื่อเรือฟริเกตขนาด 135 เมตรเข้าประจำการ กองทัพอากาศพม่าต้องจัดหา Ka-28 เพิ่มเติม

          สิ่งที่ผู้เขียนยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ กองบินทหารเรือพม่ามีการจัดตั้งฝูงบินที่ 5 สำหรับ Ka-28 หรือไม่?

ปิดท้ายกันด้วยอากาศยานไร้คนขับ CAMCOPTER S-100 พม่ามีใช้งานบนเรือรบจำนวนหนึ่งตั้งแต่ปี 2018 เข้าใจว่าเป็นทรัพย์สินกองทัพเรือเหมือนอากาศยานไร้คนขับกองทัพบก เพราะมีขนาดเล็กไม่ใช้นักบินไม่จำเป็นตัองสังกัดกองทัพอากาศ

กองเรือปราบเรือดำน้ำกองทัพเรือพม่า

          ปัจจุบันพม่ามีเรือติดอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วยเรือฟริเกต UMS Sin Phyu Shin F14 เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2015 เรือฟริเกต UMS Kyan Sitta F12 เข้าประจำการวันที่ 31 มีนาคม 2014 ทั้งสองลำคือเรือฟริเกตชั้นเดียวกันระวางขับประมาณ 3,000 ตัน

นอกจากติดตั้งจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 ขนาดห้าท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงที่หัวเรือ F12 กับ F-14 ยังได้มีการติดตั้งโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง โดยใช้แท่นยิงขนาดสามท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงติดอยู่ใต้สะพานเดินเรือแปลกพิลึกดี

เรืออีกสองลำคือเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Yan Nyein Aung เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 24 ธันวาคม 2020 ประกอบไปด้วยเรือ Yan Nyein Aung 443 กับเรือ Yan Ye Aung 446 ระวางขับน้ำ 600 ตัน ยาว 63 เมตร กว้าง 7.5 เมตร กินน้ำลึก 1.75 เมตร โดยมีเขี้ยวเล็บสำคัญโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียเหมือนเรือฟริเกต F-12 กับ F-14

เรือทั้ง 4 ลำมีหน้าที่จัดการภัยคุกคามใต้น้ำ ที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดคือเรือดำน้ำชั้นหมิงหรือ Type 035G ของบังกลาเทศ ประกอบไปด้วย เรือ BNS Nabajatra S161 กับเรือ BNS Joyjatra S162 เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 12 มีนาคม 2017

ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าพม่าค่อนข้างพร้อมรับมือเรือดำน้ำบังกลาเทศ เพราะอะไรน่ะหรือ...เพราะพม่ามีเรือดำน้ำ Type 035B รุ่นใกล้เคียงกันจำนวน 1 ลำ

เรือดำน้ำ UMS Min Ye Kyaw Htin (72) เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2021 ผ่านพ้นไปหนึ่งปีกว่าพม่าคงรู้ไส้รู้พุงเรือดำน้ำเพื่อนบ้านหมดแล้ว ส่วนเพื่อนบ้านอีกรายยังหาเครื่องยนต์ให้เรือดำน้ำไม่ได้เสียที รวมทั้งแบบเรือไม่แตกต่างจากเรือดำน้ำชั้น Kilo ชื่อ UMS Minye Theinkhathu (71) ของตัวเองสักเท่าไร ในเมื่อตัวเองเคยซ้อมค้นหาจนคุ้นมือพวกเขาคงไม่ค่อยกังวลใจ อย่างน้อยที่สุดก็พอแยกออกอะไรคือเรือดำน้ำอะไรไม่ใช่

กองทัพเรือพม่ากำลังก้าวเดินอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและยืนยาว

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://web.facebook.com/austin.faith.397/posts/pfbid0FF9JGyFLziWETff6UnkgN8gDwtCKSr86AvppRW6fqarKQXYKr8YKUDKVodUdVnbgl