วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

Peruvian Navy Lupo Class Frigate

 

ทศวรรษที่ 70 กองทัพเรืออิตาลีมีโครงการสร้างเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัยจำนวน 2 โครงการ ประกอบไปด้วยเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale กับเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำชั้น Lupo โดยลำหลังจะรับตำแหน่งเรือฟริเกตรุ่นส่งออกอีกหนึ่งภารกิจ

อิตาลีพัฒนาเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำชั้น Lupo ขึ้นมาก่อน พร้อมส่งสารเทียบเชิญไปยังหลายชาติที่ให้ความสนใจ ชาติแรกที่ตอบตกลงเข้าร่วมโครงการคือเปรูจำนวน 4 ลำ ถัดมาจึงเป็นเวเนซุเอลาจำนวน 6 ลำ กองทัพเรืออิตาลีใช้งานเองจำนวน 4 ลำ ต่อมาในภายหลังอิรักสนใจจัดหาเพิ่มเติมอีก 4 ลำ ยอดรวมทั้งโครงการเท่ากับ 18 ลำประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

โครงการเริ่มเดินหน้าสร้างเรือในปี 1974 แบ่งเป็นเรืออิตาลีจำนวน 4 ลำ เรือเปรูจำนวน 2 ลำ และเรือเวลาซูเอล่าจำนวน 6 ลำต่อกันไปเลย เรือลำแรกของอิตาลี F 564 Lupo เข้าประจำการวันที่ 12 กันยายน 1977  เรือลำแรกของเปรู BRP Carvajal FM-51 เข้าประจำการวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1979  ส่วนเรือลำแรกของเวเนซุเอลา F-21 Mariscal Sucre เข้าประจำการวันที่ 10 พฤษภาคม 1980 ความเร็วในการสร้างเรือจัดว่าไม่ธรรมดา

เรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูเฟสแรกจำนวน 2 ลำเข้าประจำการพร้อมกันในปี 1979 เรือเฟสสองอีก 2 ลำเข้าประจำการปี 1984 กับปี 1987 มีการย้ายอู่ต่อเรือหลีกทางให้โครงการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale ที่อิตาลีสั่งซื้อ 8 ลำ กับโครงการเรือฟริเกตชั้น Lupo ของอิรักจำนวน 4 ลำอันมีมูลค่ามากกว่า

เรือฟริเกตชั้น Lupo สำหรับเปรู

ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูเฟสสอง ลำไกลคือ  BRP Montero FM-53 ส่วนลำใกล้คือ BRP Mariátegui FM-54 เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,206 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,525 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 11.3 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG ความเร็วสูงสุด 35 นอตโดยใช้เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ หรือ 21 นอตโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,350 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16 นอต

แม้เป็นเรือรุ่นส่งออกทว่าตั้งแต่หัวเรือจนถึงปล่องระบายความร้อนเหมือนเรือต้นแบบ ระบบเรดาร์มีความแตกต่างจากเรือต้นแบบเพียงเล็กน้อย หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ OTO Melara 127/54 มม.จำนวน 1 กระบอก ใต้สะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี SCLAR ปรับเปลี่ยนทิศทางได้จำนวน 2 แท่นยิง (ทั้งทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง) ถัดไปบริเวณสองกราบเรือคือแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Otomat Mk 2 จำนวน 8 นัด ใต้จุดปล่อยเรือเล็กคือแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk.46 จำนวน  6 นัด

ความแตกต่างที่ชัดเจนเริ่มต้นตั้งแต่ปล่องระบายความร้อนเป็นต้นไป อิตาลีใช้งานเฮลิคอปเตอร์ AB-212ASW แต่เปรูใช้งานเฮลิคอปเตอร์ ASH-3D Sea King ส่งผลให้เรือฟริเกตเปรูต้องถอดโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับได้ออกไป เพื่อขยายลานจอดให้มากเพียงพอสำหรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตัน

เริอฟริเกตปี 1984 ขนาด 2,500 ตัน Sea King ลงจอดได้ เทียบกับเรือฟริเกตชั้น Type 054A/P ปี 2022 ขนาด 4,000 ตันของปากีสถาน Sea King ลงจอดไม่ได้ ผู้เขียนอยากหัวเราะเป็นภาษาเปรูหรืออะไรก็ได้

มาชมของแปลกในภาพประกอบที่สองกันต่อ ภาพถ่ายใบนี้คือเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเปรูลำที่สองชื่อ BRP Villavicencio FM-52 แต่ใช้ดีไซน์การออกแบบเรือฟริเกตชั้น Lupo ของเวเนซุเอลา ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือถูกเฉือนออกไปทำเป็นจุดผูกเชือกเรือ เฮลิคอปเตอร์ ASH-3D Sea King ลงจอดได้เช่นกันโดยที่หางเครื่องอาจล้นลานจอด มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กยัด AB-212ASW เข้าไปได้เพียงครึ่งลำเท่านั้น

เวเนซุเอลาใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ AB-212ASW และไม่ต้องการโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับเก็บได้ เรือฟริเกตจึงถูกปรับปรุงบั้นท้ายให้กลายเป็นเช่นนี้ แต่เปรูใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง ASH-3D Sea King ขนาดใหญ่กว่ากันพอสมควร ทำไมเรือฟริเกตลำที่สองถึงเลือกดีไซน์เวเนซุเอลาผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจ

ภาพประกอบที่สองเห็นความแตกต่างจากเรือต้นแบบชัดเจน จุดติดตั้งปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดถูกยกสูงระดับเดียวกับ Otomat Mk 2 จุดติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิงเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เรดาร์ควบคุมการยิงเปลี่ยนมาใช้งานรุ่น RTN-10X Orion เหมือนหัวเรือ แต่ปรับปรุงให้สามารถนำวิถีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aspide ได้ รวมทั้งใช้งานแท่นยิง Albatross ขนาด 8 ท่อยิงที่อิตาลีพัฒนาเอง

สังเกตนะครับว่าเหนือแท่นยิง Albatross ติดอุปกรณ์อะไรไม่ทราบค่อนข้างใหญ่ แตกต่างจากแท่นยิง Albatross บนเรือหลวงสุโขทัยอุปกรณ์ชิ้นนี้เล็กกว่ากันพอสมควร

เรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 4 ลำเข้ามายกระดับกองทัพเรืออย่างชัดเจน ใครกันจะกล้าคาดเดาว่าปี 1979 เปรูมีเรือรบทันสมัยติดอาวุธครบ 3 มิติ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับ Sea King ลำใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม สามารถจมเรือดำน้ำ เรือฟริเกต และเครื่องบินขับไล่ฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

ปี 1979 ทร.ไทยไม่มีเรือรบสักลำที่มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ

ปี 1979 ทร.ไทยมีเรือหลวงมกุฎราชกุมารลำเดียวติดอาวุธปล่อยนำวิถี Seacat ที่ไม่เคยเก็บแต้มสำเร็จ

เรือฟริเกตชั้น Lupo มือสองจากอิตาลี

ย้อนกลับมาที่โครงการเรือฟริเกตชั้น Lupo อีกครั้ง ปี 1980 อิรักลูกค้าเงินถูงเงินถังสั่งซื้อเรือจำนวน 4 ลำจากอู่ต่อเรือ Cantieri Navali Riuniti หรือ CNR โดยใช้แบบเรือเดียวกันกับกองทัพเรืออิตาลียกเว้นเรดาร์ควบคุมการยิง Aspide จากนั้นไม่นานได้เกิดสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านขึ้นมา เมื่ออู่ต่อเรือ CNR สร้างเรือเสร็จจึงไม่อาจส่งมอบสินค้าให้เจ้าของ จำเป็นต้องจอดเทียบท่าให้เพรียงเกาะเล่นไปตามยถากรรม ต่อมาในปี 1994 รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจซื้อเรือมาใช้งานเอง ยอดรวมเรือฟริเกตปราบเรือผิวน้ำเพิ่มจำนวนจาก 4 ลำเป็น 8 ลำ

เวลาผ่านไป 10 ปีกองทัพเรืออิตาลีต้องการเดินหน้าโครงการเรือฟริเกตรุ่นใหม่ จึงอยากประหยัดอยากลดจำนวนเรือฟริเกตชั้น Lupo ซึ่งมีมากเกินไป เมื่อกองทัพเรือเปรูทราบข่าวรีบติดต่อเข้ามาทันที เนื่องจากตัวเองมีเรือฟริเกตรุ่นเดียวกันใช้งานอยู่แล้วจำนวน 4 ลำ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2004 รัฐบาลอิตาลีทำสัญญาขายเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 2 ลำแรกให้กับรัฐบาลเปรู ปีถัดมาขายเรือฟริเกตอีก 2 ลำให้เปรูเช่นเดียวกัน เก็บเรือฟริเกต 4 ลำหลังที่สร้างให้กับอิรักไว้ใช้งานต่อไป

วันที่ 11 มิถุนายน 2005 เรือลำแรก BAP Aguirre FM 55 เดินทางถึงเปรู เรือลำที่สอง BAP Palacios FM 56 ตามมาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2005 เรือลำที่สามลำที่สี่มาร่วมชายคาวันที่ 26 มกราคม 2006 เท่ากับว่า กองทัพเรือเปรูมีเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 8 ลำจอดเรียงกันจนล้นท่าเรือ

ภาพประกอบที่สามคือเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 เสากระโดงรองเป็นแบบทืบทาสีดำป้องกันคราบสกปรก ท้ายเรือมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับได้กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ AB-212ASW ที่เปรูซื้อมาใช้งานในภายหลัง จุดติดตั้งปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดอยู่ในระดับดาดฟ้าเรือ เรดาร์ควบคุมการยิง Aspide กลับกลายเป็นรุ่น Mk.95 จากอเมริกา ใต้ลานจอดเจาะช่องระบายอากาศไว้เพียง 3 ช่อง นี่คือข้อแตกต่างระหว่างเรือฟริเกตต้นแบบกับเรือฟริเกตรุ่นส่งออกจากอิตาลี

การปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน

เปรูใช้งานเรือฟริเกตใหม่ทั้ง 4 ลำไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2010 จึงได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงการป้องกันภัยทางอากาศ โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านเหรียญทำให้เรือใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน RIM-7M Sea Sparrow ได้

ใช่ครับเปรูทิ้ง Aspide ของอิตาลีหันมาใช้งาน Sea Sparrow จากอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ยุ่งยากสักเท่าไร เรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95 ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยเทียบเท่ารุ่นใหม่ ส่วนแท่นยิง Albatross ขนาด 8 ท่อยิงที่อิตาลีพัฒนาเองยิ่งปรับปรุงง่ายดาย เพราะอิตาลีซื้อลิขสิทธิ์แท่นยิง Mk.29 ของอเมริกามาพัฒนาเพิ่มและขายเองได้ด้วย (เหมือน Aspide ที่ซื้อลิขสิทธิ์ Sea Sparrow) ให้บังเอิญเรือ 4 ลำแรกอิตาลียังพัฒนาระบบต่างๆ ไม่ดีพอ ต้องใช้งานเรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95 และแท่นยิง Mk.29 สร้างเองโดยมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย การกลับมาใช้งาน Sea Sparrow จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ผู้อ่านหลายคนอาจนึกสงสัยในใจว่า ทำไมเรือฟริเกตเปรูกับเวเนซุเอลาใช้แท่นยิง Albatross รุ่นแรกกับเรดาร์ควบคุมการยิง RTN-10X Orion

คำตอบก็คือเรือสร้างเสร็จช้ากว่ากันพอสมควร ตอนนั้นอิตาลีพัฒนาระบบต่างๆ สำหรับรุ่นส่งออกได้แล้ว เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจไม่ดีเทียบเท่าของตัวเองที่พัฒนาเสร็จในภาพหลัง และเริ่มใช้งานบนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Maestrale ในปี 1984 เป็นลำแรก

อาวุธรุ่นส่งออกก็ประมาณนี้ทุกชาติแหละครับ อดีตเคยเป็น-ปัจจุบันยังเป็น-อนาคตต้องเป็นต่อไป

เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 4 ลำล่าสุดของเปรู ใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน RIM-7M Sea Sparrow เป็นอาวุธคู่กาย

ทำไมเปรูถึงไม่เลือก Aspide 2000 ผู้เขียนคาดเดาได้ดังนี้

1.สมัยก่อนอเมริกาไม่ขาย Sea Sparrow ให้กับชาติเล็ก ต่อมาเมื่อพวกเขายอมขายเปรูจึงซื้อมาใช้งาน

2.การปรับปรุงให้เรือใช้งาน Aspide 2000 ราคาแพงกว่า เพราะอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือเป็นของอเมริกา

3.ไม่ประทับใจผลงาน Aspide ในอดีต สินค้าเมดอินอิตาลีพาลไม่ได้ไปต่อ

เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติรุ่นใหม่

โครงการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งานไม่ได้สิ้นสุดแค่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ วันที่ 23 พฤษภาคม 2010 บริษัท SELEX System จากอิตาลีได้รับสัญญาจากกองทัพเรือเปรู ในการจัดหาเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ KRONOS NV จำนวน 2 ตัว กับระบบอำนวยการรบ IPN-20 จำนวน 2 ระบบ นำมาติดตั้งบนเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 กับ BAP Bolognesi FM 57 การปรับปรุงเรือทำโดยอู่ต่อเรือ SIMA ภายในประเทศเปรูจนแล้วเสร็จ

KRONOS NV คือเรดาร์ตรวจการณ์ Active Electronically Scanned Array (AESA) ทำงานในโหมด C-Band ระยะตรวจจับไกลสุด 180 กิโลเมตร อยู่ในตระกูลเดียวกับเรดาร์ตรวจการณ์ KRONOS Naval MFRA ซึ่งเป็นรุ่นท็อปขนาดใหญ่กว่า ระยะตรวจจับไกลสุดเพิ่มขึ้นเป็น 250 กิโลเมตร KRONOS Naval MFRA ทำงานร่วมกับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานตระกูล Aster ได้เป็นอย่างดี เปรูนำ KRONOS NV มาแทนที่เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ 2 มิติรุ่น RAN 11L/X หรือ MM/SPS-774 ระยะตรวจจับ 46 กิโลเมตรซึ่งล้าสมัยไปแล้วและหาอะไหล่ค่อนข้างยาก

IPN-20 คือระบบอำนวยการรบจากบริษัท Selenia ในอดีต ปัจจุบันอยู่ในส่วนบริษัท SELEX ในเครือบริษัท Leonardo พัฒนาต่อจากรุ่น IPN-10 ที่มีใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Lupo รุ่นส่งออกของเปรูกับอิรัก การเปลี่ยนระบบอำนวยการรบให้ทันสมัยกว่าเดิมจึงไม่ส่งผลกระทบกับอาวุธหรืออุปกรณ์ต่างๆ บนเรือ

นอกจากนี้ยังมีการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 จากฝรั่งเศสมาใช้งานทดแทน Otomat Mk 2 มีการปรับปรุงระบบสื่อสารและอุปกรณ์ทั้งหมดให้พร้อมใช้งานดังเดิม

ภาพประกอบที่สี่ภาพใหญ่คือเรือฟริเกต BAP Bolognesi FM 57 มองเห็นเรดาร์ตรวจการณ์ KRONOS NV บนเสากระโดงที่สร้างใหม่เหนือสะพานเดินเรือ ช่องว่างระหว่างเสากระโดงหลังกับเสากระโดงรองติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 จำนวน 4 ท่อยิง ส่วนภาพเล็กคือเรือฟริเกต BAP Aguirre FM 55 ที่ได้รับการปรับปรุงเหมือนกันทุกอย่าง มีทั้ง KRONOS NV ทั้ง MM40 Exocet Block 2 และ Sea Sparrow

สองลำนี้จึงเปรียบได้กับเรือฟริเกตสมรรถนะสูงตัวตึงของเปรู

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Lupo

เมื่อการปรับปรุงเรือฟริเกตในปี 2011 สิ้นสุดลง ถัดมาเพียง 2 ปีรัฐบาลตัดสินใจโอนเรือฟริเกต BRP Carvajal FM-51 จากกองทัพเรือมาสังกัดหน่วยยามฝั่ง ใช้เป็นเรือธงในภารกิจตรวจการณ์เขตเศรษฐกิจพิเศษ 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ทำหน้าที่เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งไปพลางๆ ก่อนเพราะยังไม่มีงบประมาณซื้อเรือใหม่

วันที่ 26 ธันวาคม 2013 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง BAP Guardiamarina San Martin (PO-201) เข้าประจำการหน่วยยามฝั่งเปรูอย่างเป็นทางการ จากภาพประกอบที่ห้าอาวุธบนเรือเหลือเพียงปืนใหญ่ OTO Melara 127/54 มม.จำนวน 1 กระบอก กับปืนกล OTO Breda  40L70 มม.ลำกล้องแฝดอีก 2 กระบอก เรดาร์ควบคุมการยิงจำนวน 4 ตัวเหลือแค่ RTN-10X Orion เหนือสะพานเดินเรือเพียงตัวเดียว แต่ถึงกระนั้น BAP Guardiamarina San Martin (PO-201) ยังถือเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งติดปืนกระบอกโตที่สุดในโลกลำหนึ่ง

เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X ยังถูกติดตั้งบนเสากระโดง แต่เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 ระยะตรวจจับ 74 กิโลเมตรที่เสากระโดงรองถูกถอดออกไป โดยมีเรดาร์เดินเรือ Sperry Marine มาช่วยเสริมทัพอีก 2 ตัว ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบปราบเรือดำน้ำถูกถอดออกทั้งหมด เรือตรวจการณ์ไม่จำเป็นต้องติดอะไรมากมันเปลืองทั้งงบประมาณและกำลังพล

ภาพประกอบที่หกมาจากพิธีสวนสนามทางทะเลในปี 2020 ภาพบนเรือฟริเกต BRP Mariátegui FM-54 อันเป็นเรือชุดแรกไม่ได้ปรับปรุงให้ใช้งาน Sea Sparrow ได้ แต่มีการปรับปรุงให้เปลี่ยนมาใช้ MM40 Exocet Block 2 เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X บนเสากระโดงหลักถูกแทนที่ด้วยเรดาร์เดินเรือ Sperry Marine เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 บนเสากระโดงรองแบบโปร่งยังอยู่ที่เดิม สองกราบเรือค่อนข้างโล่งเนื่องจากถอดแท่นยิง Otomat Mk2 ออกไปแล้ว

ส่วนภาพล่างคือเรือฟริเกต BAP Quiñones FM 58  อันเป็นเรือชุดสอง ถูกปรับปรุงให้ใช้งาน Sea Sparrow ได้แล้ว แต่ไม่ได้ถูกปรับปรุงให้ใช้งาน MM40 Exocet Block 2 (สลับกันไปสลับกันตามแต่ความสะดวกของกองทัพเรือเปรู) เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ RAN 11L/X บนเสากระโดงหลัง กับเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MM/SPQ-2 เสากระโดงรองแบบทืบยังอยู่ตามปรกติ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์แบบพับเก็บได้ของเก่าจากอิตาลี

เหตุผลที่ MM40 Exocet Block 2 มาไม่ครบทุกลำเพราะราคาค่อนข้างแพง แล้วเปรูก็ดันมีเรือฟริเกตชั้น Lupo ตั้ง 7 ลำซื้อมาใส่รวดเดียวไม่ไหว เรือบางลำต้องใส่แท่นยิง Otomat ไว้หลอกฝ่ายตรงข้ามทั้งที่ในท่อยิงไม่มีอะไร ปัจจุบัน Otomat Mk 2 หมดอายุทุกนัดแล้วคล้าย C-801 บนเรือหลวงบางปะกงนั่นแหละครับ

อนาคตเรือฟริเกตชั้น Lupo

ปัจจุบันเรือฟริเกตทั้ง 7 ลำมีอายุ 45 ถึง 36 ปี กองทัพเรือเปรูควรจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัยมาใช้งานแทน ให้บังเอิญเรือดำน้ำจากเยอรมันจำนวน 6 ลำที่มีอายุระหว่าง 38 ถึง 49 ปี ต้องเข้าร่วมโครงการปรับปรุงยืดอายุการใช้งานใช้งบประมาณค่อนข้างมาก เรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีจากฝรั่งเศสจำนวน 6 ลำที่มีอายุระหว่าง 42 ถึง 43 ปี ค่อนข้างชราภาพต้องใช้งบประมาณซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง และยังไม่ได้จัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบรุ่นใหม่มาทดแทน MM38 Exocet  ส่งผลให้โครงการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่ไม่ได้แจ้งเกิดเสียที

เพราะตัวเองมีแต่เรือเก่าไม่พร้อมรบเท่าที่ควร กองทัพเรือเปรูแก้ปัญหาชั่วคราวโดยการซื้อเรือคอร์เวตมือสองชั้น Pohang จากเกาหลีใต้มาใช้งานจำนวน 2 ลำ และยืดอายุการใช้งานเรือฟริเกต 4 ลำหลังที่ซื้อต่อจากอิตาลี โดยการติดตั้งระบบตรวจจับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ESM รุ่นใหม่ ติดตั้งออปโทรนิกส์ตรวจการณ์และควบคุมการยิง โครงการนี้คาดว่าจะเสร็จทุกลำภายในปี 2023 เรือฟริเกตทั้ง 4 ลำจะสามารถใช้งานต่อได้ถึงประมาณปี 2035 หรือมากกว่านิดหน่อย

เรือฟริเกตอีก 3 ลำใช้งานไปเรื่อยๆ จนหมดสภาพก็ปลดประจำการ ลำไหนมีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block 2 ให้โยกไปใส่เรือที่ยังประจำการ มีข่าวว่าเรือฟริเกต BAP Villavicencio FM-52 อายุ 44 ปีปลดประจำการแล้วในเดือนกันยายน 2022 เพียงแต่ผู้เขียนหาข้อมูลอย่างเป็นทางการมาช่วยยืนยันไม่ได้ หากเป็นจริงเท่ากับว่าปัจจุบันกองทัพเรือเปรูเหลือเรือฟริเกตชั้น Lupo จำนวน 6 ลำ

ที่ผ่านเปรูเคยมีการตั้งโครงการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่เช่นกัน อาทิเช่นในงานแสดงอาวุธ NAVDEX 2015 เมือง Abu Dhab ประเทศยูเออี บริษัท Navantia จากสเปนแสดงแบบเรือฟริเกต F-538 ขนาด 3,800 ตันสำหรับเปรู ตามโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 5 ลำที่เป็นข่าวในช่วงนั้น ต่อมาในปี 2017 บริษัท Navantia เสนอแบบเรือฟริเกต Alfa 4000 MM (ชื่อใหม่ของ F-538 ผู้เข้ารอบชิงเรือฟริเกตสมรรถนะสูงกองทัพเรือไทย) ให้กับกองทัพเรือเปรูอีกครั้ง แต่แล้วไม่นานข่าวสารความเคลื่อนไหวโครงการเรือฟริเกต 5 ลำก็ค่อยๆ เลือนหายไป

อนาคตเปรูจะเหลือเรือฟริเกตเพียง 4 ลำเท่านั้น โดยมีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเสริมทัพ ข้อมูลคร่าวๆ พวกเขาต้องการเรือขนาด 1,500-2,000 ตัน ยาว 80-100 เมตร กว้าง 10-14 เมตร มีเรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำกับเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ ตั้งราคาไว้ที่ลำละประมาณ 85 ล้านเหรียญ ความต้องการเฟสแรกจำนวน 3 ลำ กำหนดให้สร้างเองภายในประเทศ เพียงแต่โครงการไม่คืบหน้าเท่าที่ควรเพราะติดปัญหาโควิด-19

85 ล้านเหรียญหรือ 2,934 ล้านบาทกับเรือตรวจการณ์ขนาด 1,500 ตันขึ้นไปมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ อาวุธป้องกันตัวคงมีแค่เพียงปืนกลขนาดไม่เกิน 40 มม.1 กระบอก (หากเงินเหลืออาจได้ปืนใหญ่ 76/62 มม.มือสองมาใช้งาน) กับปืนกลขนาดไม่เกิน 20 มม.อีก 2 กระบอก แต่ถ้าเลือกแบบเรือ P71 บริษัท Vittoria จากอิตาลีเหมือนประเทศมอลต้า จะได้เรือขนาด 1,800 ตันติดปืนกล 25 มม.1 กระบอกที่หัวเรือในราคา 48 ล้านยูโรเท่านั้น มีเรือเล็กขนาด 9.1 เมตรจำนวน 2 ลำ มีเครนขนาดใหญ่ 1 ตัว และมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตันน่าสนใจมาก

เปรูเป็นลูกค้าเก่าอิตาลีอยู่แล้วยิ่งน่าสนใจไปกันใหญ่ ให้บังเอิญโครงการนี้เกาหลีใต้ประกาศเดินหน้าเต็มตัว โพโมชันซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 3 ลำแถมเรือคอร์เวตชั้น Pohang 1 ลำถูกใช้งานอย่างแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงแบบเรือจากเรือฟริเกตเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ถือเป็นเรื่องปรกติทั่วไปของกองทัพเรือทั่วโลก เปรูที่เคยมีเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานชั้นเดียวกันจำนวน 8 ลำ ยังหันมาใช้งานเรือตรวจการณ์ขนาด 2,000 ตันราคาประหยัดติดอาวุธไม่มากทำงานทดแทน รอดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของเปรูจะมาจากบริษัทไหนและมีหน้าตาเช่นไร

กองทัพเรือเปรูคือหนึ่งในกองทัพเรือในฝันของผู้เขียน ปี 2012 พวกเขามีเรือดำน้ำหน้าตาเหมือนกันจำนวน 6 ลำ มีเรือฟริเกตหน้าตาเหมือนกันจำนวน 8 ลำ และมีเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถีหน้าตาเหมือนกันอีก 6 ลำ นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนอยากให้เกิดขึ้นกับกองทัพเรือไทยเหลือเกิน

เสียดายก็แต่แม้แต่ในความฝันยังไม่อาจเป็นจริง

                                        +++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Lupo-class_frigate

https://www.aofs.org/2010/04/23/ssi-kronos-radars-will-equip-peruvian-aguirre-class-frigates/

https://maquina-de-combate.com/blog/?p=72821

https://web.archive.org/web/20131227124018/https://www.marina.mil.pe/notas-de-prensa/125

https://www.janes.com/defence-news/news-detail/peruvian-navy-plans-frigate-upgrades-in-wake-of-other-vessel-retirements

https://www.janes.com/defence-news/news-detail/peruvian-navy-surface-fleet-plan-focuses-on-new-opvs

https://navyrecognition.com/index.php/naval-news/naval-exhibitions/2015/navdex-2015-show-daily-news/2454-at-navdex-2015-navantia-unveiled-its-f-538-frigate-design-for-the-peruvian-navy.html

https://www.infodefensa.com/texto-diario/mostrar/3076585/navantia-ofrece-familia-fragatas-alfa-peru

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น