วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part II : Anti-Submarine Missile



 อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 2 : จรวดปราบเรือดำน้ำ


ความเดิมตอนที่แล้ว ---> Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part I : Depth Charge

    หลังได้รู้จักระเบิดลึกเป็นที่เรียบร้อย ผู้เขียนจะเขียนถึงอาวุธปราบเรือดำน้ำชนิดถัดไป ได้แก่ เครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ หรือ Anti-Submarine Mortar  จรวดปราบเรือดำน้ำ หรือ Anti-Submarine Rocket และ อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ หรือ Anti-Submarine Missile อาวุธทั้งหมดเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องกัน ระยะเวลาคาบเกี่ยวหรือต่อเนื่องกัน และใช้วิธียิงออกจากเรือเช่นเดียวกัน จึงรวบรวมไว้ในตอนนี้พร้อมหน้ากัน แม้ตัวอาวุธจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะอาวุธชนิดท้ายสุดที่ทันสมัยที่สุด

เครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Hedgehog 

    อย่างที่ผู้อ่านทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าเรือดำน้ำเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร แม้ว่ากองทัพเรืออังกฤษในตอนนั้น จะติดตั้งเครื่องยิงระเบิดลึกบนเรือรบทุกลำ แต่ก็ยังมีอัตรายิงช้าเกินไป ระยะทำการสั้นเกินไป จำนวนที่ยิงมีน้อยเกินไป .ใช้เวลาในการบรรจุนานเกินไป รวมทั้งขาดความแม่นยำอีกด้วย อังกฤษจึงได้ค้นคิดอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่สามารถช่วยปิดจุดอ่อนที่ว่ามา โดยมีค่าใช้จ่ายไม่สุงเกินไป รวมทั้งมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปด้วย

    อาวุธดังกล่าวเข้าประจำการในปี 1942 และเข้าสู่การรบทางทะเลอันดุเดือดทันที โดยมีสถิติกับเรือดำน้ำเยอรมันดังนี้ ทำการโจมตี 268 ครั้ง สามารถทำลายเป้าหมายได้ 47 เป้าหมาย ค่าเฉลี่ยอยู่ที่การโจมตี 5.7 ครั้งต่อ 1 เป้าหมาย เป็นสถิติที่ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ นั่นเป็นเพราะการโจมตีมีความรุนแรงกว่าเดิม ระยะทำการไกลกว่าเดิม รัศมีการโจมตีมากกว่าเดิม และมีความแม่นยำมากกว่าเดิม ทั้งนี้ก็เพราะใช้ระบบโซนาร์ ในการค้นหาเป้าหมายใต้น้ำ รวมทั้งควบคุมการยิงอาวุธรุ่นใหม่

    อาวุธที่ว่าก็คือ Hedgehog ถูกตั้งชื่อตามลักษณะแท่นยิง ซึ่งประหนึ่งมีหนามแหลมเหมือนขนเม่น  แท่นยิงมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ในกล่องมีเหล็กแท่งสำหรับติดตั้งลูกระเบิดจำนวน 24 นัด ลูกระเบิดมีขนาดกว้าง 7.2 นิ้ว ยาว 1.18 เมตร หนัก 29 กิโลกรัม น้ำหนักหัวรบอยู่ที่ 16 กิโลกรัม ระยะยิงไกลสุดประมาณ 250 เมตร ระยะยิงใกล้สุดประมาณ 37 เมตร แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยตามชนิดหัวรบ


    ลูกระเบิดทั้ง 24 นัดจะถูกยิงออกไปไล่เรี่ยกัน แล้วตกลงสู่พื้นน้ำเป็นพื้นที่กว้างตามกำหนด การใช้งาน Hedgehog ทำได้หลายรูปแบบ ถ้าใช้จรวด Mark 10 จะสร้างพื้นที่ทำลายล้างเป็นรูปไข่ กว้าง 59 เมตร ยาว 51 เมตร เหมาะกับการยิงถล่มเป้าหมายที่ชัดเจน หรือถ้าใช้จรวด Mark 11 จะสร้างพื้นที่ทำลายล้างเป็นรูปวงกลม กว้างและยาว 244 เมตร เหมาะกับการป้องกันตัวเองจากเป้าหมาย รวมทั้งใช้ยิงเพื่อเปิดทางแก่ให้กองเรือ

    แท่นยิงรุ่นแรกสุดคือ  Mark 10 ควบคุมการยิงด้วยมือ โดยมีจุดลั่นไกอยู่ด้านหลังแท่นยิง ติดตั้งแผ่นเหล็กกำบังความร้อน เมื่อทุกอย่างพร้อมและได้รับคำสั่งยิง พลยิงจะหมุนจุดลั่นไกตามเข็มนาฬิกาติดต่อกัน จนกว่าลูกจรวดทุกนัดจะยิงออกไปจนครบ แท่นยิงรุ่นถัดมาคือ  Mark 11 ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น ควบคุมการยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากจากสะพานเดินเรือ และใช้โซนาร์รุ่นใหม่ค้นหาเป้าหมายใต้น้ำ

    การบรรจุลูกจรวดใช้เวลาเพียง 3 นาที จึงสามารถยิงเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลูกจรวดมีขนาดเล็ก จัดเก็บง่าย ดูแลง่าย ติดตั้งกับเรือเล็กเช่นเรือตรวจการณ์ชั้น PC-461 ได้ เรืออังกฤษมักใช้งานร่วมกับโซนาร์ค้นหาเป้าหมาย Type 127D มีระยะตรวจจับไกลสุด 2,286 เมตร หรือโซนาร์ค้นหาและโจมตีรุ่น Type 144 ซึ่งเป็นโซนาร์แบบ Retractable เมื่อไม่ใช้งานสามารถจัดเก็บใต้ท้องเรือได้ (มีระยะตรวจจับใกล้เคียงโชนาร์ Type 127D ) ขณะที่เรืออเมริกามักใช้งาน Hedgehog ร่วมกับโซนาร์แอสดิค ( ASDIC) รวมทั้งโซนาร์ AN/SQS 17B ที่เป็นรุ่นใหม่กว่า

    Hedgehog ประจำการในกองทัพเรือหลายสิบประเทศ เป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เป็นช่วงเวลาทองของอาวุธปราบเรือดำน้ำชนิดนี้ อเมริกายังได้พัฒนาระบบแท่นยิง Mark 15 เพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง แท่นยิงรุ่นใหม่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าสมบรูณ์แบบ บังคับควบคุมทิศทางแท่นยิงได้ ทำงานร่วมกับระบบโซนาร์ AN/SQS 17B น้ำหนักรวมทั้งแท่นยิงอยู่ที่ 7.9 ตัน  Mark 15 ถูกติดตั้งบนเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำจำนวนมาก หลายประเทศยังได้จัดหาไปใช้งาน อาทิเช่น ตุรกี ชิลี

            เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ Papudo (P 37) ของชิลี หัวเรือติดตั้งแท่นยิง Mark 15 จำนวน 1 ระบบ

            เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ L'Opiniatre (P 642) ของฝรั่งเศส หัวเรือติดตั้งแท่นยิง Mark 11 จำนวน 1 ระบบ



เรือพิฆาต USS Sarsfield (DD-837) ของอเมริกา หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิง Mark 15 จำนวน 1 ระบบตรงกลาง และแท่นยิง Mark 11 จำนวน 2 ระบบขนาบซ้าย-ขวา ทำให้มี Hedgehog พร้อมใช้งานจำนวน 72 นัด

    USS Sarsfield (DD-837) มีประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นเรือพิฆาตชั้น Gearing ขนาด 3,460 ตัน เข้าประจำการในปี 1945 โดยติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วแท่นคู่จำนวน 3 แท่นยิง ปืนต่อสู้อากาศยาน 40/60 มม.แท่นคู่จำนวน 6 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน 20 มม.จำนวน 11 กระบอก รวมทั้งตอร์ปิโด 533 มม. จำนวน 10 แท่นยิง หลังสงครามโลกได้ถอดปืนใหญ่ 5 นิ้วหน้าสะพานเดินเรือออก แล้วใส่ Hedgehog จำนวน 3 แท่นยิงเข้าไปแทนที่ ปี 1967 ได้รับการปรับปรุงใหญ่ตามโครงการ FRAM Upgrade โดยติดตั้งแท่นยิงแฝดสาม Mark 32 สำหรับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 จำนวน 2 แท่นยิง  แท่นยิงแฝดแปด Mark 112 สำหรับอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC รวมทั้งระบบโซนาร์ SQS-23 ที่มีระยะตรวจจับไกลสุดถึง 40,000 หลา หรือ 36.57 กิโลเมตร

    ปี 1977 USS Sarsfield (DD-837) ถูกโอนไปให้ไต้หวัน โดยใช้ชื่อ Te Yang (DD-25) ก่อนเปลี่ยนมาเป็น DDG-925 ในภายหลัง ไต้หวันปรับปรุงเรือครั้งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก จรวดต่อสู้อากาศยาน SM-1 จำนวน 10 นัด จรวดต่อสู้เรือรบ Hsiung Feng II จำนวน 8 นัด รวมทั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx CIWS เพิ่มเติมในภายหลัง เรือลำนี้ปลดประจำการในปี 2005 ก่อนกลายมาเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ในท้ายสุด ระยะเวลา 60 ปีที่เข้าประจำการ เรือได้รับการติดตั้งอาวุธที่ดีที่สุดในแต่ล่ะยุคสมัย จำนวนมากที่สุดเท่าที่สามารถโหลดได้ ใช้ระบบเรดาร์และเซนเซอร์ที่ดีที่สุด เพื่อให้เรือมีความพร้อมรบมากที่สุด


    กองทัพเรือไทยเคยติดตั้งระบบแท่นยิง Mark 11 บนเรือรบจำนวน 5 ลำ ได้แก่ ได้แก่ เรือหลวงท่าจีน (ลำที่สอง) เรือหลวงประแสร์ (ลำที่สอง) เรือหลวงปิ่นเกล้า เรือหลวงตาปี และเรือหลวงคีรีรัฐ นับเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำมาตราฐานรุ่นหนึ่ง ก่อนปลดประจำการจนหมดในปี 1984 เมื่อเรือหลวงคีรีรัฐถอด Hedgehog แท่นยิงท้ายสุดออกจากเรือ ปิดตำนานอาวุธปราบเรือดำน้ำชนิดนี้ไว้ที่ 33 ปี แต่ถ้ารวมเครื่องยิงลูกระเบิดชนิดต่อไป ซึ่งใช้ลูกระเบิดรุ่นเดียวกัน ลูกระเบิดจะมีอายุประการในกองทัพเรือไทยเท่ากับ 37 ปี

    ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าบนเรือหลวงปิ่นเกล้า ยังคงมีแท่นยิง Mark 11 ติดตั้งอยู่หรือไม่ แต่เนื่องมาจากเรือปลดประจำการไปแล้ว อยู่ในสถานะเรือครูเข้าร่วมพิธีสำคัญเท่านั้น เท่ากับว่าอาวุธทุกชนิดบนเรือไม่ได้ประจำการ รวมทั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำในตำนานชื่อ Hedgehog ด้วย

เรือหลวงคีรีรัฐก่อนปี 1984 ยังคงมีแท่นยิง Mark 11 หน้าสะพานเดินเรือ แม่สาวเซ็กซี่ขี้เหร่ของผู้เขียน เป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น PF-103 จำนวนไม่กี่ลำบนโลก

เครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Mousetrap 

     หลังอังกฤษประจำการเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Hedgehog แล้ว สัมพันธมิตรทุกประเทศต่างทยอยจัดหามาใช้งานบ้าง อเมริกาเองได้ประจำการ Hedgehog เช่นกัน โดยใช้ระบบแท่นยิง Mark 10 ทำงานควบคู่ระบบโซนาร์ ASDIC จากนั้นจึงพัฒนาต่อเป็นระบบแท่นยิง Mark 11 และ Mark 15 ตามที่ทราบกันไปแล้ว

    อเมริกาไม่ได้หยุดแค่เพียงเท่านี้ เพราะต้องการติดตั้งอาวุธบนเรือขนาดเล็กด้วย แต่ถ้าใช้แท่นยิง Mark 11 ก็จะวุ่นวาย จำเป็นต้องถอดปืนใหญ่หัวหน้าออกไปด้วย จึงพัฒนาแท่นยิงขนาดกระทัดรัดขึ้น บรรจุลูกระเบิดจำนวน 4 นัดในรุ่น Mark 20 และ 8 นัดในรุ่น Mark 22 แท่นยิงถูกออกแบบให้เป็นระบบราง มีน้ำหนักเบาพับเก็บอยู่บนดาดฟ้าเรือ เมื่อต้องการใช้งานจึงกางรางขึ้นทำมุม 48 องศา สามารถยิงได้ไกลสุดประมาณ 280 เมตร ทำให้เรือขนาดเล็กติดตั้ง Mousetrap ได้อย่างสะดวก เป็นอาวุธที่ใช้งานง่าย ใช้พื้นที่น้อย ราคาไม่แพง ประจำการอยู่บนเรือตรวจการณ์กองทัพเรืออเมริกา หน่วยยามฝั่งอเมริกา รวมทั้งมิตรประเทศที่ได้รับโอนเรือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เรือลำเล็กสุดที่ติดตั้ง Mousetrap  คือเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชั้น 83 ฟุต


    เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ของอเมริกา สามารถจมเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำของเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่นรวมกันจำนวน 13 ลำ เกือบทั้งหมดมาจากปืนใหญ่และระเบิดลึก ทั้งจากรางปล่อยด้านท้ายเรือหรือเครื่องยิงกราบเรือซ้ายและขวา ส่วน Mousetrap ที่อยู่ด้านหัวเรือนั้น ผู้เขียนยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน ว่าสามารถจมเรือดำน้ำได้กี่ลำกันแน่ (หรืออาจมีสถิติเท่ากับศูนย์) นั่นเป็นเพราะมีจำนวนลูกระเบิดน้อยเกินไป การยิงซัลโวชุดล่ะ 8 นัดครอบคลุมพื้นที่ไม่มาก ต่างจาก Hedgehog ที่มีจำนวนลูกระเบิดถึง 24 นัด

    กองทัพเรือไทยประจำการ Mousetrap ตั้งแต่ปี 1947 บนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 จำนวน 8 ลำ โดยติดตั้งแท่นยิง Mark 20 จำนวน 2 รางหน้าปืนใหญ่หัวเรือ ควบคุมการยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ นอกจากนี้ยังติดตั้งบนเรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) เมื่อเปลี่ยนภารกิจมาเป็นเรือฝึกในภายหลัง เรือปลดประจำการประมาณปี 1985 ทำให้ Mousetrap ได้ปลดประจำการตามไป เป็นอาวุธที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษ

เรือหลวงสุครีพกลับจากการซ่อมแซมที่เกากวมในปี 1965 มองเห็นแท่นยิง Mark 20 ได้อย่างชัดเจน ด้านล่างคือภาพผ่าครึ่งลูกระเบิด Mousetrap ซึ่งใช้งานกับ Hedgehog ด้วยเช่นกัน

เครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Limbo

    ย้อนกลับไปสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง หลังอังกฤษเข้าประจำการเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Hedgehog ได้เพียงปีเดียว พวกเขาก็พัฒนาอาวุธชนิดใหม่สำเร็จ Squid Anti Submarine Mortar เป็นระบบแท่นยิงลูกระเบิดชนิดแฝดสาม ขนาดลำกล้อง 305มม.น้ำหนักรวม 7 ตัน ลูกระเบิดมีขนาด 177 กิโลกรัม หัวรบขนาด 94 กิโลกรัม ควบคุมการยิงอัตโนมัติด้วยระบบโซนาร์ ระยะยิงไกลสุดประมาณ 250 เมตร โจมตีได้ลึกสุดที่ 270 เมตร สามารถบรรจุลูกระเบิดเพิ่มด้วยระบบรางไฟฟ้า หรือจะเรียกเครื่องยิงลูกระเบิดรุ่นเฮฟวี่เวทก็ได้นะครับ

    ลูกระเบิดตกสู่พื้นน้ำทำมุมสามเหลี่ยมกว้าง 37 เมตร ด้วยลูกระเบิดลึกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หัวรบขนาดใหญ่ขึ้น จึงมีความรุนแรงในการโจมตีมากกว่าเดิม กองทัพเรืออังกฤษติดตั้ง Squid บนเรือรบประมาณ 70 ลำ ผลการโจมตีระหว่างสงครามจำนวน 50 ครั้ง สามารถทำลายเรือดำน้ำข้าศึกได้ถึง 17 ลำ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่การโจมตี 2.94 ครั้งต่อ 1 เป้าหมาย เป็นสถิติที่ที่สุดในยุคนั้นกันเลยทีเดียว

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Squid เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำมาตราฐานของอังกฤษ โดยมีการผลิตออกมาจำนวน 195 ระบบ แต่ด้วยระยะยิงที่สั้นพอสมควร ทำให้มีปัญหาในการรับมือเรือดำน้ำรุ่นใหม่ จึงพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยมากกว่าเดิม ระยะยิงไกลกว่าเดิม แต่ใช้ลูกระเบิดชนิดเดียวกัน

                                                  ระบบแท่นยิง ระบบรางโหลดบรจุ และคลังเก็บลูกระเบิดของ Squid

                                            อำนาจการทำลายของลูกระเบิดหนัก 177 กิโลกรัมจำนวน 3 นัด

    ในปี 1955 (หรือ 12 ปีหลังจาก Squid เข้าประจำการ) Limbo Anti Submarine Mortar Mark 10 ได้เข้าประจำการบนเรือรบลำแรก โดยการนำ Squid มาปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ใช้ลำกล้องเครื่องยิงจรวดยาวมากกว่าเดิม จนสามารถเพิ่มระยะยิงเป็น 366 เมตรถึง 914 เมตร ทำงานร่วมกับระบบโซนาร์รุ่นใหม่ ได้แก่ Type 170 และ Type 174 ทว่าน้ำหนักรวมทั้งระบบก็เพิ่มขึ้นเป็น 35 ตันด้วย (รวมลูกระเบิดจำนวน 51 นัด สามารถยิงซัลโวได้รวม 17 ชุด) จึงต้องการพื้นที่ติดตั้งขนาดใหญ่ตาม เนื่องจากขนาดลำกล้องที่ยาวเทอะทะ จึงนิยมติดตั้ง Limbo ทั้งระบบใต้ดาดฟ้าใหญ่ เรือบางลำสร้างหลังคาคลุมด้านบน เมื่อใช้งานจึงเปิดหลังคาออกแล้วยกแท่นยิงขึ้น


     Limbo เข้าประจำการบนเรือรบจำนวนมาก เรือบางลำติด Limbo ถึง 2 ระบบตามความยาวเรือ นอกจากกองทัพเรืออังกฤษแล้ว ยังมีอีกหลายชาติจัดหาเครื่องยิงลูกระเบิดรุ่นทั้งใหญ่และยาวไปใช้งาน ราชนาวีไทยไม่ยอมน้อยหน้าชาติอื่น ในปี 1973 จึงได้ Limbo มาพร้อมเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ก่อนปลดประจำการอาวุธในปี 1988 โดยติดตั้งตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Sting Ray ทดแทน (เท่ากับประจำการประมาณ 15 ปี) ใกล้เคียงช่วงเวลาที่อังกฤษปลดประจำการอาวุธชนิดนี้ Limbo ได้เข้าร่วมสงครามฟอร์คแลนด์ในปี 1982 ด้วย แต่กองเรืออังกฤษค้นหาเรือดำน้ำอาร์เจนติน่าไม่เจอ จึงไม่มีการใช้งาน Limbo แต่อย่างใด


    แม้ Limbo จะปลดประจำการไปแล้ว แต่อาวุธยังคงติดตั้งอยู่ในเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ในอนาคตถ้าปลดประจำการและจัดทำเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ แค่เอาแท่นยิงจรวดซีแคทและเรดาร์ควบคุมการยิง กลับมาติดตั้งอีกครั้งในตำแหน่งเดิม ก็จะได้เรือที่สมบรูณ์แบบอีกลำหนึ่ง ปัญหาก็คือซีแคทยังอยู่ไหม


    สงครามอินเดีย-ปากีสถานวันที่ 9 ธันวาคม 1971 มีการปะทะกันระหว่างเรือดำน้ำของปากีสถาน กับเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำของอินเดีย เรือดำน้ำ PNS Hangor (S131) ชองปากีสถาน ได้ยิงตอร์ปิโดใส่เรือฟริเกต INS Khukri (F149) ของอินเดียแล้วรีบฉากหนี ตอร์ปิโดลูกสุดท้ายโดนที่บริเวณถังน้ำมัน ทำให้เรือฟริเกตชั้น Type 14 Blackwood ขนาด 1,200 ตันจมลงใน 5 นาที เรือฟริเกต INS Kirpan (F144) ของอินเดียได้โจมตีคืนด้วยระเบิดลึก ทว่า PNS Hangor หลบหนีไปไกลแล้ว ส่วนเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Limbo จำนวน 2 แท่นยิง ก็ดันเสียหายใช้งานไม่ได้ เรือดำน้ำปากีสถานลาดตระเวนต่อไปอีก 4 วัน ก่อนหันหัวเรือกลับสู่ฐานทัพโดยสวัสดิภาพ

    เรือฟริเกตชั้น Type 14 Blackwood เคยติดตั้งตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำขนาด 533 มม.รุ่น Mk 20 Bidderจำนวน 4 ท่อยิง แต่ถอดออกหลังประจำการได้ไม่นาน เพราะอาวุธประสบปัญหาพอสมควร จึงหันมาพัฒนาตอร์ปิโดขนาด 324 มม.ทดแทน ครั้นเข้าร่วมสงครามภายใต้กองทัพเรืออินเดีย จึงสู้เรือดำน้ำรุ่นใหม่ของปากีสถานไม่ได้ ทั้งในด้านระบบอาวุธและระบบตรวจจับเป้าหมาย

                                                ขนาดลูกระเบิด Limbo และ Squid เทียบกับลูกระเบิด Hedgehog และ Mousetrap

จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 (RBU-1200)

    จรวดปราบเรือดำน้ำ หรือ Anti-Submarine Rocket เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำพิสัยใกล้และพิสัยปานกลาง มีลักษณะเป็นลูกจรวดไม่นำวิถี (Rocket) ขับเคลื่อนในตัวด้วยเชื้อเพลิงแข็ง ควบคุมระยะยิงด้วยการคำนวณมุมกระดก และความเร็วต้นของจรวดจากระบบคอมพิวเตอร์ สามารถจุดชนวนหัวรบได้ 3 วิธี ได้แก่ ชนวนระเบิดด้วยการตั้งเวลา ชนวนเฉียดระเบิด (Proximity) ด้วยอิทธิพลของอำนาจแม่เหล็กหรือเสียง และชนวนระเบิดด้วยการตั้งระยะลึก โดยมีระยะยิงตั้งแต่ 500 เมตร ถึง 6,000 เมตร

    ปี 1991 กองทัพเรือไทยได้สั่งซื้อเรือฟริเกตจำนวน 4 ลำจากจีน โดยแบ่งเป็นชั้น Type 053HT Jianghu-III จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงบางปะกง (ลำที่สอง) กับเรือหลวงเจ้าพระยา (ลำที่สอง) และชั้น Type 053HT-H Jianghu-III จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงกระบุรี กับเรือหลวงสายบุรี เรือทั้ง 4 ลำติดตั้งระบบโซนาร์ SJD-5  ทำงานควบคู่กับจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 กองทัพเรือไทยใช้คำเรียกว่า Rocket Depth Charge หรือ RDC แบบ 86 อาจเป็นเพราะมันคือระเบิดลึกขับเคลื่อนในตัวนั่นเอง

    จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 พัฒนาปรับปรุงมาจากรุ่น RBU-1200 ของโซเวียต แท่นยิงขนาดกระทัดรัดน้ำหนักเพียง 620 กิโลกรัม มีท่อยิงจรวดปราบเรือดำน้ำจำนวน 5 ท่อ แท่นยิงยาว 1.390 เมตร กว้าง 1.140 เมตร สุง 1.150 เมตร ควบคุมการยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ สามารถเลือกยิงทีล่ะนัดหรือซัลโวหมดทั้ง 5 นัดก็ได้ สามารถควบคุมด้วยมือในกรณีฉุกเฉินได้ ลูกจรวดมีน้ำหนัก 69.6 กิโลกรัม หัวรบ TNT มีน้ำหนัก 30.1 กิโลกรัม หัวรบTBA มีน้ำหนัก 32 กิโลกรัม ลูกจรวด ยาว 1.228 เมตร กว้าง 0.252 เมตร ระยะยิงไกลสุดเมื่อกระดกมุม 45 องศาเท่ากับ 1,200 เมตร ถึง 1,450 เมตร รัศมีการทำลายด้วยหัวรบ TNT เท่ากับ 6 เมตร รัศมีการทำลายด้วยหัวรบ TBA เท่ากับ 9 เมตร ตั้งระเบิดได้ที่ความลึกมากสุด 300 เมตร


    เนื่องจากอาวุธค่อนข้างเก่ามาก RBU-1200 เริ่มเข้าประจำการในปี 1956 ทำงานควบคู่กับ Tamir-11 (MG-11) Search Light Sonar ซึ่งเป็นโซนาร์แบบ Retractable มี Telescoping Arm ยื่นออกมาจากใต้ท้องเรือ เมื่อไม่ต้องการใช้งานสามารถหดเก็บได้ จีนได้ขอซื้อลิคสิทธิ์อาวุธมาผลิตเองในชื่อ จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 และ SJD-3 telescoping high frequency active sonar บังเอิญว่าเรือของไทยใช้ระบบโซนาร์ SJD-5 ซึ่งนำ SJD-3 มาปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น การตรวจจับเป้าหมายจึงทำได้ดีขึ้น ทว่าประสิทธิภาพอาวุธยังคงเดิมนะครับ

    โชคของการยิงโดนของ Type 86 เมื่อเป้าใต้น้ำอยู่ในระดับความลึกไม่เกิน 100 เมตร โชคของการยิงโดนเป้าในการยิงแบบซัลโวจำนวน 10 นัด จะมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 เปอร์เซนต์ เป้าหมายจะถูกทำลายถ้าอยู่ในรัศมีของลูกจรวดไม่เกิน 5 เมตร  เป้าหมายจะได้รับความเสียถ้าอยู่ในรัศมีของลูกจรวดไม่เกิน 5 ถึง 10 เมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดของหัวรบด้วย) เรือฟริเกตชั้น Jianghu-III ทุกลำ สามารถจัดเก็บลูกจรวดในคลังได้จำนวน 30 นัด โดยมีช่องโหลดอาวุธที่หัวเรือระหว่างแท่นยิงทั้งสองด้าน แต่การบรรจุลูกจรวดต้องทำด้วยมือนะครับ โดยการกระดกท่อยิงทำมุม 4 องศา จากนั้นจึงทำการบรรจุทีล่ะนัดจนครบทุกท่อ

    จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86และ ระบบโซนาร์ SJD-5 ยังคงขายได้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมีลูกค้ากระเป๋าเบาจัดหาใช้งานสม่ำเสมอ จึงไม่น่ามีปัญหาในเรื่องการซ่อมบำรุงหรือจัดหาลูกจรวดเพิ่มเติม กองทัพเรือไทยได้มีการซ้อมยิง Type 86 มาโดยตลอด อาวุธยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ประสิทธิภาพจะน้อยนิดแต่ถ้ายิงโดนก็จมนะเออ ผู้เขียนแค่ติดใจเรื่องระบบโซนาร์ SJD-5 เท่านั้น ว่ายังคงสามารถใช้งานได้ดีมากน้อยแค่ไหน

                                                      เรือหลวงกระบุรีทดสอบยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 ในปี 2012


อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC 

    อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ เป็นระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำระยะไกล สามารถโจมตีเป้าหมายตั้งแต่ระยะ 10 กิโลเมตรขึ้นไป มีลักษณะผสมกันระหว่างอาวุธนำวิถี พื้น-สู่-พื้น กับอาวุธปราบเรือดำน้ำ ได้แก่ ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำหรือระเบิดลึกนิวเคลียร์ มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้

    - อาวุธนำวิถี

    - แท่นยิงอาวุธนำวิถี

    - ระบบโซนาร์สำหรับตรวจจับและพิสูจน์ทราบเป้าหมาย เพื่อส่งข้อมูลไปยังเครื่องควบคุม

    - ระบบควบคุมการยิง มีหน้าที่ควบคุมการโคจรของอาวุธนำวิถี ให้เดินทางไปถึงยังจุดหมายที่กำหนด ก่อนปลดอาวุธปราบเรือดำน้ำให้ตกสู่พื้นน้ำ

    อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำประกอบไปด้วย โครงลูกจรวดใช้บรรจุอาวุธปราบเรือดำน้ำ มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวจรวด และชุดกลไกปลดอาวุธปราบเรือดำน้ำให้ตกสู่พื้นน้ำ อาวุธนำวิถีเดินทางสู่เป้าหมายด้วยระบบขับเคลื่อนเชื้อเพลิงแข็ง ก่อนปลดอาวุธปราบเรือดำน้ำลงสู่พื้นน้ำ เหนือตำแหน่งที่ได้ตั้งข้อมูลไว้ล่วงหน้า

    ถ้าอาวุธปราบเรือดำน้ำเป็นตอร์ปิโด ทันทีที่ตอร์ปิโดแยกตัวจากโครงจรวด ร่มหน่วงความเร็วท้ายตอร์ปิโดจะกางออก เพื่อลดอัตราความเร็วในการตกสู่พื้นน้ำ และควบคุมการตกสู่พื้นน้ำให้มีความปลอดภัย ร่มจะปลดออกโดยอัตโนมัติเมื่อตอร์ปิโดตกถึงพื้นน้ำ และแบตเตอรี่ตอร์ปิโดจะเริ่มทำงานเมื่อสำผัสน้ำทะเล

    ถ้าอาวุธปราบเรือดำน้ำเป็นระเบิดลึกนิวเคลียร์ ทันทีที่แยกตัวจากโครงจรวด ลูกระเบิดลึกจะยังคงโคจรต่อไปด้วยแรงเฉื่อย โดยใช้ครีบหางรักษาเสถียรภาพการทรงตัว ซึ่งครีบหางจะกางออกโดยอัตโนมัติ และหลุดออกเมื่อกระทบกับพื้นน้ำโดยแรง ลูกระเบิดลึกจะจมลงและระเบิดตามความลึกที่กำหนดไว้


    อเมริกาเริ่มต้นพัฒนาอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 เพื่อนำมาแทนที่ RUR-4 Weapon Alpha ซึ่งล้าสมัยและมีระยะยิงสั้นมาก Weapon Alpha มีรูปร่างหน้าตาคล้ายปืนใหญ่ขนาด 5.25 นิ้ว แต่ทว่าใช้ยิงระเบิดลึกขนาด 238 กิโลกรัมได้ไกลเพียง 730 เมตร เมื่ออเมริกาพัฒนาตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 สำเร็จเรียบร้อย จึงต่อยอดมาเป็น RUR-5 ASROC (ย่อมาจากAnti-Submarine ROCket) ในท้ายที่สุด

    ASROC เริ่มเข้าประจำการในปี 1959 บนเรือ USS Norfolk (DL-1) ซึ่งเป็นเรือพิฆาตขนาดใหญ่ระวางขับน้ำ 5,600 ตัน อเมริกาเรียกเรือชนิดนี้ว่า Destroyer Leader (DL) ถือกำเนิดมาจากโครงการ Hunter-Killer Cruiser ในอดีต โดยมีภารกิจหลักคือปราบเรือดำน้ำ จึงติดตั้ง RUR-4 Weapon Alpha จำนวน 4 ระบบที่หัวเรือและท้ายเรือ RUR-5 ASROC ถูกติดตั้งทดแทน Weapon Alpha ด้านท้ายเรือ อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ สามารถบรรจุตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 หรือระเบิดลึก Mark 17 ที่ใช้หัวรบนิวเคลียร์ W44

    หลัง USS Norfolk (DL-1) ปรับปรุงแล้วเสร็จได้ไม่นาน โครงการ FRAM Upgrade (Fleet Rehabilitation and Modernization) จึงเริ่มเดินหน้าทันที FRAM Upgrade คือการปรับปรุงใหญ่เรือพิฆาตชั้น Gearing เรือจะได้รับการติดตั้ง แท่นยิงแฝดแปด Mark 112 สำหรับอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC และแท่นยิงแฝดสาม Mark 32 สำหรับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 รวมทั้งระบบโซนาร์ AN/SQS-23 ที่ทันสมัย โดยที่ FRAM II (หรือเฟสสอง) จะปรับปรุงท้ายเรือให้เป็นลานจอดกับโรงเก็บ รองรับอากาศยานไร้คนขับปราบเรือดำน้ำ QH-50 DASH จึงมีความยืดหยุ่นในการทำภารกิจมากกว่าเดิม เรือพิฆาตชั้น Gearing จำนวน 94  ลำได้รับการปรับปรุง เมื่อรวมกับเรือพิฆาตชั้น Allen M. Sumners อีกจำนวน 33 ลำที่ปรับปรุงเพิ่มเติม ส่งผลให้ ASROC กลายเป็นระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นมาตราฐาน ของกองทัพเรืออเมริกาไปในทันที

    หมายเหตุ : ปัจจุบันอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก กำลังได้รับความนิยมชนิดล้นหลาม และมีใช้งานแทบทุกกองทัพเรือก็ว่าได้ เพียงแต่เปลี่ยนภารกิจมาเป็นลาดตระเวณหาข่าว รับ-ส่งข้อมูลให้กับเรือรบและอาวุธนำวิถี รวมทั้งต่อต้านเรือผิวน้ำ (ได้ในระดับหนึ่ง) QH-50 DASH แค่เกิดเร็วไป 50 กว่าปีเท่านั้นเอง

     ASROC ถูกควบคุมด้วย Underwater Battery Fire Control System Mark 114 เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมอาวุธปราบเรือดำน้ำ จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการยิงอาวุธปราบเรือดำน้ำ ออกคำสั่งในการหันหรือกระดกแท่นยิง ช่วยในการติดตามเป้าหมายให้กับโซนาร์ รวมทั้งให้ข้อมูลเรดาร์เมื่อต้องการติดตามเป้าหมายด้วยเรดาร์ ควบคุมการยิงแท่นยิงแฝดแปด Mark 112 สำหรับอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC และแท่นยิงแฝดสาม Mark 32 สำหรับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 ระบบหลักของ Mark 114 FCS ประกอบไปด้วย

    - Attack Console Mark 53 MOD 0 ส่วนประมวลผลกลางระบบควบคุมการยิง

    - Position Indicator Mark 78 MOD 2 แสดงข้อมูลของเรือยิง เรือเป้าหมาย และข้อมูลในการใช้อาวุธ

    - Stabilization Computer Mark 134 ให้ข้อมูลการหันและกระดกกับระบบควบคุมการยิง

    - Relay Transmitter  Mark 43 ตรวจสอบการทำงานของระบบสัญญาณ สามารถสั่งหยุดสัญญานได้


    ASROC เข้าประจำการมาอย่างยาวนาน เข้าร่วมสงครามทางทะเลก็หลายครั้ง โดยครั้งสำคัญที่สุดก็คือวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) ในปี 1962 เมื่อรัฐบาลอเมริกาส่งกองทัพเรือไปปิดล้อมน่านน้ำทะเลแคริบเบี้ยน เพื่อกดดันให้โซเวียตถอนขีปนาวุธพิสัยไกลออกจากคิวบา จึงมีการเผชิญหน้ากับเรือดำน้ำโซเวียตจำนวนหนึ่ง เรือรบอเมริกากดดันเรือดำน้ำโซเวียตอย่างหนัก ด้วยการทิ้งระเบิดลึกเข้าใส่จำนวนมาก เพื่อให้เรือดำน้ำหันหัวกลับหรือหยุดแล้วลอยลำขึ้น ระเบิดลึก Mark 17 หัวรบนิวเคลียร์ถูกติดตั้งกับ ASROC ทันที แท่นยิงแฝดแปด Mark 112 อยู่ในสถานะพร้อมยิง แต่อาวุธไม่ได้ใช้งานเพราะการเจรจาประสบผลสำเร็จ

    สงครามทางทะเลครั้งอื่นที่เรือรบอเมริกาเข้าร่วม ได้แก่ สงครามอิรัก–อิหร่าน (Iran–Iraq War) ระหว่างปี 1980 ถึง 1988 ปฏิบัติการโมร์วาริด (Operation Morvarid) ในปี 1980 ซึ่งเป็นการรบทางทะเลกับกองทัพเรืออิหร่าน ปฏิบัติการโล่ทะเลทราย (Operation Desert Shield) และปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ในสงครามอิรัก-คูเวต (หรือสงครามอ่าวเปอร์เซีย) ระหว่างปี 1990-1991 รวมทั้งสงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom) ในปี 2003 แต่สงครามที่เอ่ยถึงทั้งหมด ไม่พบการเผชิญหน้ากับเรือดำน้ำฝ่ายตรงข้าม ASROC จึงไม่ได้ใช้งานหรือเตรียมพร้อมแต่อย่างใด

    ย้อนกลับไปเมื่อเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ราชนาวีไทยเข้าประจำการอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำเป็นครั้งแรก เมื่อเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เข้าประจำการในวันที่ 30 กรกฎาคม 1994 ต่อด้วยเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย เข้าประจำการในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1996 เรือทั้งสองลำได้รับการโอนมาจากกองทัพเรืออเมริกา เป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Knox ชื่อ USS Truett (FF-1095) และ USS Ouellet (FF-1077) ตามลำดับ

    เรือฟริเกตอเมริกามาพร้อม RUR-5A Mod 4 ASROC บรรจุตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 46 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ASROC มีความยาว 4.5 เมตร น้ำหนัก 487 กิโลกรัม ระยะทำการไกลสุดประมาณ 19 กิโลเมตร แท่นยิงแฝดแปด Mark 112 สามารถโหลดอาวุธโดยอัตโนมัติจากคลังใต้สะพานเดินเรือ คลังสามารถจัดเก็บลูกจรวดได้จำนวน 16 นัด เมื่อรวมกับตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 46 ในคลังอีกจำนวน 24 นัด ทำให้เรือสามารถทำภารกิจได้ถึงยุโรป โดยไม่ต้องกลัวกระสุนหมดกลางทางเสียก่อน ส่วนผลการทำภารกิจผู้เขียนไม่อาจทราบได้


    เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ปลดประจำการไปแล้ว เหลือเพียงเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกลำเดียวเท่นั้น ที่สามารถใช้งานอาวุธทันสมัยชนิดนี้ได้ แต่ก็มีแนวโน้มจะถูกปลดระวางในอีก 5 ถึง 10 ปี

     RUM-139 VL-ASROC คืออาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด พัฒนาต่อจาก RUR-5 ASROC นั่นแหละ โดยใช้ระบบแท่นยิงแนวดิ่ง Mark 41 Vertical Launching System (VLS) ซึ่งมีติดตั้งอยู่บนเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงนเรศวร รวมทั้งเรือฟริเกตลำใหม่ต่อจากเกาหลีใต้ด้วย ผู้เขียนแอบคาดหวังในใจเพียงลำพังว่า กองทัพเรือไทยอาจจะมี RUM-139 VL-ASROC เข้าประจำการในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกล

บทส่งท้าย

     บทความเรื่อง อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 2 : จรวดปราบเรือดำน้ำ ก็ได้จบลงแบบกระท่อนกระแท่น บทความตอนต่อไปจะเป็นตอนจบของไตรภาค ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องอื่นแซงคิวหรือไม่ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ  ;)


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
  
อ้างอิงจาก
 
http://www.navsource.org/archives/05/0201.htm

http://www.seaforces.org/wpnsys/SURFACE/RUR-5-ASROC.htm

https://de.wikipedia.org/wiki/RBU-1200

https://en.wikipedia.org/wiki/Naval_weaponry_of_the_People's_Liberation_Army_Navy

https://en.wikipedia.org/wiki/Limbo_(weapon)

http://www.navsource.org/archives/05/837.htm

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMUS_ASW.php

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMBR_ASW.php#Hedgehog

http://www.ussjpkennedyjr.org/gearings.html

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMBR_ASW.php

http://www.fleet.navy.mi.th/ftc/test56/2210.pdf

https://en.wikipedia.org/wiki/USS_Norfolk_(DL-1)

http://www.ww2pcsa.org/patrol-craft.html

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part I : Depth Charge

 อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 1 : ระเบิดลึก


    บทความนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูล อาวุธปราบเรือดำน้ำทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่มีประจำการอยู่ในกองทัพเรือไทย รวมทั้งเครื่องมือค้นหาและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลบางอย่างอาจคลาดเคลื่อนหรือไม่ชัดเจน อาทิเช่น ชื่อเรือที่ติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจจับ ระยะเวลาประจำการ หรือจำนวนรวมทั้งหมด ผู้เขียนต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ก่อน เนื่องจากข้อมูลเก่าค้นหาได้ค่อนข้างยาก และเนื่องจากมีอาวุธค่อนข้างหลากหลาย จึงได้แบ่งบทความออกเป็นหลายตอน ตามชนิดของอาวุธและระยะเวลาประจำการ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ระเบิดลึก (DEPTH CHARGE)

    ระเบิดลึกมีใช้งานมาอย่างยาวนานมาก จัดเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำชนิดแรกก็ว่าได้ ประมาณปี 1914 กองทัพเรืออังกฤษได้คิดค้นระเบิดลึกขึ้นมา ด้วยการพัฒนาต่อจากทุ่นระเบิด (Mine) ซึ่งใช้ปราบเรือผิวน้ำ และได้เข้าประจำการในปีถัดไป โดยใช้ชื่อว่า Type A และ Type B ระเบิดลึกรุ่นแรกสุดมีน้ำหนัก 50 ปอนด์หรือ 22. กิโลกรัม น้ำหนักดินระเบิดอยู่ที่ 32.5 ปอนด์หรือ 14.7 กิโลกรัม รุ่น Type A จะตั้งให้ระเบิดที่ความลึก 40 ฟุตหรือ 12 เมตร ส่วนรุ่น Type B สามารถตั้งให้ระเบิดได้ทั้งความลึก 40 ฟุตหรือ 12 เมตร หรือ 80 ฟุตหรือ 24 เมตร


    ระเบิดลึกทำงานโดยการโดยการปล่อยหรือยิงออกไปจากเรือ เมื่อลูกระเบิดจมถึงระดับความลึกที่ตั้งไว้ ก็จะจุดชนวนโดยใช้ความกดดันของน้ำ สามารถใช้ได้ทั้งการเข้าโจมตีหรือป้องกันตนเอง ใช้ได้ทั้งการโจมตีอย่างมีแบบแผน หรือป้องกันตัวอย่างเร่งด่วนในกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าระเบิดลึกจะไม่มีระบบนำวิถีก็ตาม แต่ด้วยจำนวนและวิธีใช้งาน สามารถสร้างความกดดันอย่างมากกับเรือดำน้ำ และถ้ามีโชดก็อาจทำลายเป้าหมายได้เลย

    ระเบิดลึกสามารถใช้งานได้ 2 ระบบ ระบบแรกจะใช้รางปล่อยระเบิดลึก ซึ่งพัฒนาปรับปรุงมาจากรางปล่อยทุ่นระเบิด โดยติดตั้งให้ท้ายรางโผล่พ้นท้ายเรือเล็กน้อย ประกอบไปด้วยรางบนและรางล่าง (UPPER AND LOWER GUIDE RAILS) ลูกขัดตัวหน้าและลูกขัดตัวท้าย (FORWARD AND AFTER DETENT) เครื่องปล่อย (RELEADE TRACK CONTROL UNIT) รวมทั้งเพลาแง่กันระเบิดลึก (SWIGING LEVER) สามารถปล่อยระเบิดลึกได้ด้วยมือจากท้ายราง หรือปล่อยด้วยระบบไฟฟ้า (ELECTRO HYDRAULIC) จากสะพานเดินเรือ ตัวรางออกแบบให้ลาดเอียงประมาณ 5 องศา สามารถปล่อยระเบิดได้ทีละ 1 ลูกด้วยระบบกลไก ลูกขัดตัวท้ายจะยกขึ้นลูกขัดตัวหน้าจะยุบลง ลูกระเบิดลึกลูกถัดไปจะกลิ้งมาแทนที่  รางรุ่นมาตราฐานบรรจุระเบิดลึกได้จำนวน 8 ถึง 12 ลูก ขณะที่รางรุ่นเล็กจะสามารถบรรจุได้ 3 ถึง 5 ลูก โดยสามารถบรรจุเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว รางปล่อยระเบิดในปัจจุบันจะเป็นรุ่นเดียวกัน สามารถปรับปรุงความยาวรางตามขนาดเรือได้

    อีกระบบก็คือใช้เครื่องยิงระเบิดลึก ทำการยิงลูกระเบิดให้ลอยสุงขึ้นฟ้า สามารถยิงได้ไกลสุดถึง 150 หลาหรือ 137.16 เมตร ระบบเครื่องยิงประกอบไปด้วย ท่อยิงเรียบ (BARREL) รังเพลิงกลม (EXPANSION CHAMBER) เครื่องลูกเลื่อน (BREECH MECHANISM) ถาดยิง (CRADLE TRAY) รวมทั้งโซ่รัดระเบิดลึกกับถาดบรรจุ สามารถยิงที่แท่นด้วยการสับนกหรือกระตุกเชือกลั่นไก หรือยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือก็ได้ ทุกครั้งที่ใช้งานกับเครื่องยิง ระเบิดลึกจะต้องติดตั้งถาดบรรจุตรงกลางลูก จึงมีหน้าตาคล้ายกับค้อนขนาดยักษ์ไม่ผิดเพี๊ยน จากนั้นจึงเสียบถาดบรรจุลงในท่อยิงเรียบ เมื่อจรวดพ้นท่อถาดบรรจุจะสลัดตัวเองทิ้ง (บางรุ่นในอดีตไม่สลัดตัวเอง) เป็นเทคนิคง่าย ๆ แต่ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยิงระเบิดลึกมีขนาดกระทัดรัด สามารถติดตั้งตรงไหนก็ได้ของเรือ (ขณะที่รางปล่อยระเบิดต้องติดสุดของท้ายเรือ) เพิ่มระยะทำการระเบิดลึกให้ไกลมากขึ้น แต่มีอัตรายิงต่ำกว่าใช้รางปล่อยท้ายเรือ และต้องใช้ดินขับในการยิงทุกครั้ง จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าเดิม


ท้ายเรือ HMS Fanning ในปี 1916 มีรางปล่อยจำนวน 2 รางและลูกระเบิดลึกจำนวน 24 ลูก ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตั้งแต่ปี 1914 ถึง 1918 กองทัพเรืออังกฤษได้ผลิตระเบิดลึกจำนวนรวม 74,441 ลูก ถูกใช้งานจริงจำนวนรวม 16,451 ลูก เรือดำน้ำจากเยอรมันจมทันทีจำนวน 38 ลำ และอีก 140 ลำเสียหายหนักจนถูกจำหน่าย วันที่ 22 มีนาคม 1916 เรือ U-68 คือเรือดำน้ำลำแรกที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดลึก

    ตลอดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมันเสียเรือดำน้ำจำนวนรวม 220 ลำ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลงานของระเบิดลึก แต่ทว่าจมเรือฝ่ายพันธมิตรจำนวนรวม 4,837 ลำ คิดเป็นระวางขับน้ำจำนวนรวม 11 ล้านตัน

    กองทัพเรือไทยประจำการ รางปล่อยระเบิดลึก และเครื่องยิงระเบิดลึก จำนวนหลายรุ่นด้วยกัน  โดยมีการจัดหาระบบแท่นยิงและระเบิดลึกจาก 3 ประเทศ ต่างกรรมต่างวาระ อันประกอบไปด้วย

ระเบิดลึกจากอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

    เดือนกันยายน 1920 กองทัพเรือไทยซื้อเรือหลวงพระร่วงจากอังกฤษในราคา 2 แสนปอนด์ เป็นเรือพิฆาตตอร์ปิโดชั้น R-Class เข้าประจำการกองทัพเรืออังกฤษวันที่ 25 พฤษจิกายน 1916 ก่อนถูกขายคืนให้กับอู่ต่อเรือ Thornycroft ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1920 เนื่องจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปแล้ว และเข้าประจำการกองทัพเรือไทยในปีนั้นเลย เป็นเรือรบทันสมัยที่สุดของเราในช่วงเวลานั้น

    เรือหลวงพระร่วงเข้าประจำการวันที่ 11 ตุลาคม 1920 ระวางขับน้ำ 1,046 ตัน ยาว 83.57 เมตร กว้าง 8.34 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.จำนวน 3 กระบอก และปืนใหญ่ 76 มม.จำนวน 1 กระบอก เวลาต่อมาได้ติดตั้งอาวุธอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำด้วย โดยมีทั้งรางปล่อยระเบิดลึก (Depth Charge Rack หรือ Depth Charge Rail) จำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึก (Depth Charge Projector หรือ Depth Charge Thrower) จำนวน 2 แท่นยิง เป็นเรือรบลำแรกของไทยที่ติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำ

    นั่นคือข้อมูลจากกองทัพเรือไทยครับ ทีนี้มายังข้อมูลที่ผู้เขียนหามาได้บ้าง เรือพิฆาตตอร์ปิโดชั้น R-Class มีพื้นที่ท้ายเรือค่อนข้างน้อย เพราะต้องติดตั้งป้อมปืนใหญ่ 102 มม.ชิดท้ายเรือ ภาพแปลนเรือจากอังกฤษนั้น แสดงให้เห็นเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ตั้งเฉียงทำมุม 45 องศากับกราบเรือทั้งสองข้าง ฉะนั้นรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 รางนั้น น่าจะไม่ได้ติดตั้งเสียมากกว่า นอกจากจะถอดป้อมปืนใหญ่ 102 มม.ท้ายเรือออกไป ซึ่งข้อมูลตรงนี้ผู้เขียนหาไม่เจอเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจะมาปรับปรุงอีกรอบนะครับ

    ผู้เขียนอยากวาดภาพเรือหลวงพระร่วงมาก แต่อะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในมือมีไม่มากพอ ประกอบกับข้อมือขวาไม่หายขาดเสียที ก็เลยเป็นโรคเลื่อนกันไปเรื่อย ๆ ก่อน เหมือนเรือลำอื่น ๆ ของราชนาวีไทยนั่นแล

    3 ปีต่อมาหรือในปี 1923 กองทัพเรือไทยได้สั่งต่อเรือยนต์ตอร์ปิโด จากอู่ต่อเรือ Thornycroft จำนวน 1 ลำ โดยใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหาญหักศัตรู ระวางขับน้ำ 9 ตัน ยาว 16.78 เมตร กว้าง 3.36 เมตร กินน้ำลึก 0.9 เมตร ติดตั้งปืนกลแมดเสน 8 มม.จำนวน 4 กระบอก ตอร์ปิโด 18 นิ้ว 2 ท่อยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง

    ปี 1930 กองทัพเรือไทยได้สั่งต่อเรือยามฝั่งจากอู่ต่อเรือ Barrow  Brown จำนวน 3 ลำ โดยใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหมายเลข 3 4 และ 5 ตามลำดับ ระวางขับน้ำ 10 ตัน ยาว 18.3 เมตร กว้าง 3.4 เมตร กินน้ำลึก 1.8 เมตร ติดตั้งปืนกลแมดเสน 8 มม.จำนวน 4 กระบอก ตอร์ปิโด 18 นิ้ว 2 ท่อยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง อีก 6 ปีต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กองทัพเรือไทยสั่งต่อเรือยามฝั่งเพิ่มเติมจำนวน 3 ลำ โดยได้ย้ายกลับไปที่อู่ต่อเรือ Thornycroft แทน ซึ่งควบรวมกิจการอู่ต่อเรือ Barrow Brown ไปแล้ว

    เรือยามฝั่งหมายเลข 6 7 และ 8 ติดตั้งอาวุธเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีรางปล่อยระเบิดลึกด้านท้ายเรือ ช่วงเวลาจากนั้นไม่นาน ได้มีการต่อเรือยามฝั่งภายในประเทศจำนวน 4 ลำ โดยใช้แบบเรือเดียวกับเรือยามฝั่งอังกฤษ ระวางขับน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 11.2 ตัน ความกว้่างความยาวเท่ากันหมด เรือทุกลำติดตั้งอาวุธเหมือนเดิม บางลำติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกภายหลัง และใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหมายเลข 9 10 11 และ 12 ตามลำดับ

    ถึงตอนนี้เราคงพอมองเห็นภาพ กองเรือปราบเรือดำน้ำในยุคนั้นได้แล้วนะครับ อาวุธหลักประกอบไปด้วยรางปล่อยระเบิดลึกและเครื่องยิงระเบิดลึกจากประเทศอังกฤษ เรือหลวงพระร่วงน่าจะติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกรุ่นมาตราฐาน หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark I (ถ้าได้ติดตั้งนะครับ) ส่วนเรือยามฝั่งน่าจะเป็นรุ่นกระทัดรัด หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark II  เครื่องยิงระเบิดลึกน่าจะเป็นรุ่น Mark I หรือ Thornycroft Thrower DCT ซึ่งอเมริกาได้นำไปพัฒนาต่อเป็นรุ่นรางแฝด หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Y-gun


                                                          เครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark I ขณะทดสอบยิงเป็นครั้งแรก

ระเบิดลึกจากอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    ระหว่างปี 1947 กองทัพเรือไทยซื้อเรือจากอังกฤษจำนวน 3 ลำ เป็นเรือคอร์เวตชั้น Flower จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) เรือชั้นนี้ออกแบบมาเพื่อปราบเรือดำน้ำเป็นภารกิจหลัก เรือลำสุดท้ายคือเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น  Algerine ซึ่งก็คือเรือหลวงโพธิ์สามต้นนั่นเอง เรือทุกลำสามารถติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกรุ่นมาตราฐานจำนวน 2 ราง  หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark 3 (ไม่แน่ใจว่าเรือหลวงโพธิ์สามต้นติดตั้งหรือไม่ และจำนวนเท่าไหร่) รวมทั้งเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark II จำนวน 4 แท่นยิง

    เรือหลวงโพธิ์สามต้นแม้จะเป็นเรือกวาดทุ่นระเบิด แต่มีระวางขับน้ำมากถึง 900 ตัน รวมทั้งติดอาวุธหนักเบาไว้อย่างครบครัน จึงสามารถทำการรบทางทะเลได้เป็นอย่างดี ใช้ทำภารกิจตรวจการณ์ก็ยังไหว เรือได้ถูกโอนไปอยู่กองเรือฟริเกตระหว่างปี 1984 ถึง 1986 ซึ่งเป็นช่วงที่เราขาดแคลนเรือรบอย่างหนัก ก่อนโอนกลับมายังกองเรือทุ่นระเบิดในภายหลัง สุดท้ายได้เปลี่ยนภารกิจมาเป็นเรือฝึกกระทั่งปลดประจำการ

    ขณะที่เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) ได้ทำภารกิจสำคัญให้กับประเทศ โดยการเข้าร่วมสงครามเกาหลีในนามสหประชาชาติ ระหว่างปี 1950 ถึง 1951 กองทัพเรือได้สูญเสียเรือหลวงประแสร์ระหว่างการรบ ทางด้านเรือหลวงบางปะกงเสียหายไม่มาก และได้เดินทางกลับถึงไทยต้นปี 1952 หลังมีเรือรบชุดใหม่มาสับเปลี่ยนกำลัง เมื่อเรือเข้าสู่ช่วงใกล้ปลดประจำการ จึงเปลี่ยนภารกิจมาเป็นเรือฝึกปราบเรือดำน้ำ

    รางปล่อยระเบิดลึกและเครื่องยิงระเบิดลึกจากอังกฤษ ปัจจุบันได้ปลดประจำการหมดแล้ว เพราะได้ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ทั้งยังล้าสมัยและไม่มีอะไหล่ซ่อมบำรุง ผู้เขียนไม่เคยเห็นอาวุธของกองทัพเรือเลย อาจเป็นเพราะเรือทุกลำจำหน่ายหมดแล้ว เนื่องจากยังไม่มีแนวคิดที่จะอนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์ จริงอยู่ว่ายังมีเรือหลวงโพธิ์สามต้นที่จังหวัดจันทบุรี แต่เป็นเพียงการกู้ซากเรือขึ้นมาจากน้ำ ทั้งยังไม่มีอาวุธซักชนิดติดตั้งอยู่บนเรือ ก็เลยเอวังด้วยประการฉะนี้ เป็นที่น่าเสียดายไม่มากก็น้อยแต่จะทำยังไงได้


ภาพถ่ายเรือรบอังกฤษระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในภาพประกอบไปด้วย เครื่องยิงระเบิดลึกเป็นรุ่น Mark II ระเบิดลึก ถาดบรรจุ และรอกเชือก เจ้าหน้าที่กำลังติดตั้งโก๊ หรือ PISTOL เข้าไปในระเบิดลึก


 เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) ในปี 1947 ติดตั้งเครื่องยิงระเบิดลึกเป็นรุ่น Mark II จำนวน 4 แท่นยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง น่าจะเป็นภาพถ่ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย


เครื่องยิงระเบิดลึกจากญี่ปุ่น

    สาเหตุเนื่องมาจาก "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2478" กองทัพเรือไทยได้จัดหาเรือรบจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือเรือสลุปชั้นเรือหลวงท่าจีนจำนวน 2 ลำ จากบริษัทมิตซุยบุชซันไกชาในวงเงิน 1.885 ล้านบาท เรือญี่ปุ่นมีเครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 จำนวน 2 แท่นยิง ติดตั้งถัดจากป้อมปืนใหญ่ท้ายเรือค่อนไปทางด้านข้าง แต่ไม่ได้ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึก เพราะติดตั้งรางปล่อยทุ่นระเบิดไว้ก่อนแล้ว เรือชั้นเรือหลวงท่าจีนถูกใช้งานเป็นเรือฝึกในยามปรกติ จึงได้ติดตั้งอาวุธทุกชนิดอย่างละไม่มากไม่น้อย รวมทั้งเครื่องกวาดทุ่นระเบิด เครื่องบินทะเล รวมทั้งของหนักอย่างตอร์ปิโดขนาด 450 มม. จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเครื่องยิงระเบิดลึกเพียง 2แท่นยิง

    เครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 หรือท่อยิงระเบิดลึกแบบ 80 ใช้สำหรับการยิงส่งลูกระเบิดลึกแบบ 80 ออกจากกราบเรือ ประกอบไปด้วย ท่อยิง ถาดดินขับ และถาดรองยิง เส้นผ่าศูนย์กลางกระบอกดินขับมีขนาด 180 ซม. ใช้ดินขับอัตราธรรมดายิงได้ไกลสุด 38 เมตร ใช้ดินขับอัตราปานกลางยิงได้ไกลสุด 63 เมตร และใช้ดินขับอัตราสุงยิงได้ไกลสุด 93 เมตร รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงเครื่องยิงระเบิดลึก Mark II ของอังกฤษ


    ลูกระเบิดลึกแบบ 80 เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำ ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 441 มม. เมื่อบรรจุดินระเบิดพร้อมหนัก 160 กิโลกรัม ตั้งระยะลึกให้ลูกระเบิดทำงานได้มีระดับลึก 25 และ 50 เมตร อัตราความเร็วในการจมน้ำ 2 เมตร/วินาที การจุดระเบิดใช้แรงดันของน้ำตามระดับความลึกที่ตั้งไว้

    เครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 ประจำการอยู่บนเรือสลุปจำนวน 2 ลำเท่านั้น ผู็อ่านสามารถรับชมเครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 ของจริงได้ ที่พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเรือที่มีความสมบรูณ์มากที่สุดลำหนึ่งของไทย และเป็นเรือญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีความสมบรูณ์มากที่สุดลำหนึ่งของโลก

                                               เรือหลวงแม่กลองได้ขึ้นปกนิตยสารประเทศญี่ปุ่นหลายครั้ง
   
    ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2478" ผู้เขียนได้เขียนถึงเมื่อไม่นานนี้เอง สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ตามลิงค์นี้ครับ

http://thaimilitary.blogspot.com/2016/04/the-power-of-sea-2478.html

การจัดหาเรือรบจากอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    เรือรบและเรือช่วยรบจากอเมริกา เริ่มเข้าประจำการกองทัพเรือไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เรือส่วนใหญ่เคยประจำการกองทัพเรืออเมริกามาก่อน บางลำโอนให้จากความช่วยเหลือทางทหาร ส่วนบางลำโอนให้โดยคิดราคามิตรภาพ ผู้เขียนจะขอเขียนถึงเฉพาะเรือรบบางลำ ที่ติดตั้งระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำ ไม่อย่างนั้นบทความคงยาวเกินไป เพราะเราได้รับโอนเรือจากอเมริกาจำนวนหลายสิบสำ

    ความจริงแล้วก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเรือได้จัดหาเรือรบและเรือช่วยรบจากอิตาลีเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าไม่ได้ติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำ ก็เลยขอข้ามไปก่อนในบทความนี้ เมื่อคุณมีเรือรบจากอเมริกา ก็ต้องมีอาวุธจากอเมริกาด้วย ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำของอเมริกาในยุคนั้น มีความใกล้เคียงกับของอังกฤษเป็นอย่างมาก จะเรียกว่าเป็นรุ่นปรับปรุงก็คงไม่ผิดนัก โดยใช้ชื่อรุ่นแตกต่างกันไม่ก็ใช้แท่นยิงต่างกัน

    เริ่มต้นจากจากเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ปี 1947 อเมริกาโอนเรือจำนวน  3 ลำให้กองทัพเรือไทย ได้แก่ หลวงสารสินธุ  เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงคำรณสินธุ ในเวลาต่อมาเราได้จัดหาเพิ่มจำนวน 5 ลำ โดยการจัดหาครั้งแรกเป็นการซื้อต่อจำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงพาลี และเรือหลวงสุครีพ  ส่วนการจัดหาอีกครั้ง เป็นการโอนเรือจำนวน 3 ลำ ได้แก่ เรือหลวงตองปลิว เรือหลวงลิ่วลม และเรือหลวงล่องลม สุดท้ายมีเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ รวมทั้งหมดจำนวน 8 ลำด้วยกัน

    เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 เริ่มเข้าประจำการช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาต่อเรือชั้นนี้มากถึง 343 ลำ (เรือบางเฟสต่อขึ้นหลังสิ้นสุดสงคราม) สำหรับภารกิจค้นหาและปราบเรือดำน้ำบริเวณชายฝั่ง ท่าเรือ ฐานทัพเรือ และจุดเสี่ยงที่อาจโดนโจมตี แม้เรือจะมีระวางขับน้ำเพียง 335 ถึง 480 ตัน (ตามรุ่นย่อย) แต่มีความคล่องตัวสุงมาก และติดอาวุธป้องกันตัวอย่างครบครัน จึงทำหน้าที่ตรวจการณ์ผิวน้ำได้อีกด้วย ในการเข้าปะทะกับเรืออูตลอดการรบ สามารถจมเรือฝ่ายตรงข้ามได้และโดนจมเช่นกัน  เราไปชมภาพเรือกันซักหน่อยนะครับ


เรือ PC-1264 ของอเมริการะหว่างพิธีเข้าประจำการ ท้ายสุดของเรือเป็นรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง ต่อด้วยเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ถัดไปเป็นป้อมปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก ต่อด้วยเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ขั้นกลางด้วยเรือเล็กและเครนยกเรือ บริเวณกลางเรือและหอบังคับการณ์ ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 3 กระบอก หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 1 กระบอก หน้าปืนเป็นจรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 20 Mousetrap จำนวน 2 แท่นยิง


เรือหลวงทยานชลในปี 1969 กองทัพเรือถอดเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง บริเวณกลางเรือออก และติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม.จำนวน 2 กระบอกทดแทน

    ต่อมาในปี 1951 กองทัพเรือต้องการเรือรบขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อนำมาทดแทนเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) ที่ได้สูญเสียไปในการรบสงครามเกาหลี และเพื่อสับเปลี่ยนกำลังทางเรืออีกด้วย รัฐบาลไทยติดต่อขอซื้อเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma จำนวน 2 ลำจากกองทัพเรืออเมริกา มูลค่ารวมโครงการอยู่ที่ 861,940 เหรียญ วันที่ 29 ตุลาคม 1951 มีพิธีรับมอบเรือหลวงท่าจีน (ลำที่สอง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่สอง)  ที่ท่าเรือหมายเลข 12 เมืองโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้เข้าร่วมสงครามเกาหลีทดแทนเรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง)

    เรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma  มีระวางขับน้ำ 1,430 ตัน ยาว 92.8 เมตร กว้าง 11.4 เมตร กินน้ำลึก 4.4 เมตร ติดตั้งติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 3 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน  2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 9 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog จำนวน 1 แท่นยิง รางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง

    วันที่ 22 กรกฎาคม 1959 กองทัพเรือได้ประจำการเรือรบจากอเมริกาเพิ่มเติมอีก 1 ลำ เรือหลวงปิ่นเกล้าถูกเช่ายืมเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงมีการต่อสัญญาออกไป ท้ายที่สุดจึงได้มอบให้กองทัพเรือไทย  ในลักษณะการช่วยเหลือทางทหาร กองทัพเรือได้มีการปรับปรุงเรือตลอดเวลา รวมทั้งติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ เป็นเรือที่น่าภาคภูมิใจมากอีกหนึ่งลำ เพราะทุกวันนี้ยังคงใช้งานได้ดีอยู่ แม้จะเป็นเพียงเรือครูไม่ใช่เรือรบแล้วก็ตาม

    เรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Cannon มีระวางขับน้ำ 1,240 ตัน ยาว 93.3 เมตร กว้าง 11.6 เมตร กินน้ำลึก 4.5 เมตร ติดตั้งติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 3 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน  1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 8 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog จำนวน 1 แท่นยิง รางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง

    จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาเพียง 12 ปี กองทัพเรือได้จัดหาเรือรบติดอาวุธปราบเรือดำน้ำถึง 11 ลำ อาวุธอเมริกาจึงกลายเป็นอาวุธหลักทดแทนของเดิม ทั้งจากอังกฤษและญี่ปุ่นไปโดยปริยาย


เรือหลวงปิ่นเกล้าในปี 2015 ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง เครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง รวมทั้งอาวุธใหม่อย่างตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ แต่ไม่แน่ใจเรื่องจรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog

รางปล่อยและเครื่องยิงระเบิดลึกจากอเมริกา

    รางปล่อยระเบิดลึกของอเมริกานั้น ได้พัฒนาปรับปรุงจากของอังกฤษอีกที และกลายเป็นระบบมาตราฐาน ที่ทุกประเทศสมาชิกนาโต้จัดหาเข้าประจำการ อเมริกาพัฒนารางปล่อยระเบิดลึกตลอดเวลา จนมีจำนวนรุ่นมากถึง 9 รุ่นด้วยกัน แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีดังนี้

    - Mark 3 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 8 ลูก พัฒนาขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

    - Mark 4 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 4 ลูก ปรับปรุงจากรุ่น Mark 3 เพื่อใช้งานบนเรือเล็ก

    - Mark 9 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 4 ถึง 12 ลูก (ตามขนาดความยาวราง) เป็นรางรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถควบคุมการปล่อยด้วยไฟฟ้า


   รางปล่อยระเบิดลึก Mark 9 พร้อมลูกระเบิดลึก Mark 6 จำนวน 10 ลูกในราง


    กองทัพเรือไทยเคยใช้งานรางครบทั้ง 3 รุ่น ทว่าปัจจุบันใช้งานเพียงรุ่น  Mark 9 ที่ทันสมัยที่สุด มีประจำการอยู่บนเรือรบจำนวน 5 ลำ ได้แก่ เรือหลวงตาปี เรือหลวงคีรีรัฐ (เป็นเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงตาปี ) เรือหลวงคำรณสินธุ เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงล่องลม (เป็นเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงคำรณสินธุ) นอกจากนี้ยังมีเรืออีก 2 ลำที่ยังติดตั้งรางปล่อยระเบิดท้าย ได้แก่ เรือหลวงปิ่นเกล้า และเรือหลวงมกุฏราชกุมาร  แต่ถูกเปลี่ยนภารกิจเป็นเรือครูและเรือฝึกไปแล้ว จึงไม่ได้นับเป็นกำลังรบทางเรืออีกต่อไป

    มาถึงเครื่องยิงระเบิดลึกกันบ้างนะครับ อเมริกาได้พัฒนาปรับปรุงจากของอังกฤษเช่นเคย โดยรุ่นแรกสุด Mark I หรือ Y-gun สามารถยิงระเบิดลึกได้พร้อมกันจำนวน 2 นัด เป็นการยิงออกกราบซ้ายและกราบขวาของเรือ ตามลักษณะท่อยิงเรียบที่เป็นรูปตัว Y เหมาะกับการติดตั้งบริเวณกลางดาดฟ้าเรือ และควรเป็นพื้นที่โล่ง ๆ ไม่มีอุปกรณ์ตั้งขวาง โดยตั้งใจใช้งานกับเรือขนาดใหญ่ประเภท เรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เป็นต้น


    กระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อต้องเผชิญกับกองเรืออูอันแสนเกรียงไกร อเมริกาจึงเร่งพัฒนาเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่นใหม่ ที่มีขนาดกระทัดรัดและทันสมัยมากขึ้น สุดท้ายได้เป็นรุ่น  Mark 6 หรือ K-gun เพราะมีท่อยิงเรียบรูปตัว K นั่นเอง แม้ Mark 6 จะยิงได้ครั้งละ 1 นัดก็ตาม แต่ยิงได้เร็วมากขึ้น บรรจุระเบิดลึกและดินขับในลูกเลื่อนได้เร็วขึ้น ใช้งานบนเรือเล็กได้อย่างสะดวก และสามารถยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ

    ระยะยิงของเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark 6 หรือ K-gun แปรผันกับชนิดของดินขับ ถ้าใช้ดินขับ No 1. MK 6 จะยิงได้ไกลสุด 60 หลา 54.8 หรือ เมตร หรือถ้าใช้ดินขับNo 3. MK 9 จะยิงได้ไกลสุด150 หลาหรือ 137.16 เมตร


 เครื่องยิงระเบิดลึก Mark 6 หรือ K-gun พร้อมลูกระเบิดลึก Mark 9 จำนวน 4 ลูก ในภาพเล็กคือ เครื่องยิงระเบิดลึก Mark I หรือ Y-gun

    กองทัพเรือไทยประจำการเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น  Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือรบจากอเมริกาทุกลำ รวมทั้งปรับปรุงให้ใช้งานบนเรือรบลำอื่น ๆ ด้วย ปัจจุบัน  Mark 6  Mod 1 ยังประจำการอยู่บนเรือรบจำนวน 3 ลำ ได้แก่ เรือหลวงคำรณสินธุ เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงล่องลม  กองทัพเรือได้ซ่อมบำรุงให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมทั้งทดสอบยิงระเบิดลึกระหว่างการฝึกอยู่เสมอ



    ในภาพเป็นส่วนท้ายของเรือหลวงล่องลม (PC 533) ซึ่งติดตั้งอาวุธจำนวนมากประกอบไปด้วย ลูกศรสีแดงคือรางปล่อยระเบิด Mark 9 จำนวน 1 ราง ลูกศรสีเขียวคือรางปล่อยทุ่นระเบิดจำนวน 2 ราง ลูกศรสีเหลืองคือเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น  Mark 6  Mod 1 จำนวน 2 แท่นยิง ลูกศรสีแดงคือปืนต่อสู้อากาศ Breda/Rheinmetall 30/82 มม.แท่นคู่ จำนวน 1 แท่นยิง ลูกศรสีม่วงคือ Thales Target Designation Sight (TDS) ซึ่งสามารถใช้คุมปืนในกรณีจำเป็นได้ ลูกศรสีส้มคือแท่นยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแฝดสามรุ่น  PMW49A จำนวน 2 แท่นยิง

ชนิดของลูกระเบิดลึก

    ผู้เขียนขอเขียนถึงตัวลูกระเบิดลึกซักนิดนะครับ ปัจจุบันกองทัพเรือไทยมีประจำการจำนวน 2 รุ่น รุ่นแรกที่จะเขียนถึงก็คือลูกระเบิดลึก Mark 6 โดยมีรุ่นย่อยประกอบไปด้วย  Mod.0  Mod.1 และ Mod.2 ลูกระเบิดมีรูปทรงเหมือนถังน้ำมันเฉกเช่นระเบิดลึกทั่วไป ทำด้วยโลหะทรงกระบอกปิดหัวท้าย มีช่องบรรจุดินระเบิดบริเวณริมบน ตรงกึ่งกลางเป็นหลอดสำหรับบรรจุโก๊ หรือ PISTOL น้ำหนักรวมพร้อมใช้งานอยู่ที่ 420 ปอนด์ หรือ 190 กิโลกรัม ดินระเบิดมีน้ำหนัก 300 ปอนด์หรือ 136 กิโลกรัม ถือเป็นลูกระเบิดลึกรุ่นมาตราฐานชายไทย

    Mark 6 ถูกพัฒนาให้ใช้งานแตกต่างกัน ตามระดับความลึกที่ต้องการโจมตีเป้าหมาย สามารถตั้งความลึกต่ำสุดได้ที่ 30 ฟุตเท่ากันทุกรุ่น ความลึกสุงสุดของ Mod.0 อยู่ที่ 300 ฟุต ความลึกสุงสุดของ Mod.1 อยู่ที่ 600 ฟุต และความลึกสุงสุดของ Mod.2 อยู่ที่ 1000 ฟุต เมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องยิงระเบิดลึก ถาดบรรจุจะสลัดตัวออกจากลูกระเบิดลึก Mark 6 Mod.2 ทุกครั้ง ยกเว้นรุ่น  Mod.0 และ Mod.1 จะไม่หลุดออกจากกัน เป็นจุดสังเกตุที่ดีมากในการตรวจสอบด้วยสายตา (แต่ที่ผู้เขียนเคยเห็นในวีดีโอ หลุดออกจากกันทุกครั้ง)


  การทดสอบยิงระเบิดลึก Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือหลวงคำรณสินธุ (PC 531) ในปี 2010



การทดสอบยิงระเบิดลึก Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือหลวงทยานชล (PC 532) ในปี 2013 เป็นการยิงแบบสับนกหรือกระตุกเชือกลั่นไก คนยิงยืนห่างหน่อยเพราะกลัวสะเก็ดไฟจากดินขับ

    ลูกระเบิดลึกอีกรุ่นก็คือ Mark 9 โดยมีรุ่นย่อยประกอบไปด้วย Mod.2 Mod.3 และ Mod.4 มีรูปทรงเหมือนหยดน้ำหรือไม่ก็ถังแก๊สปิคนิค มีรูปร่างกลมหน้าตัดเสมือนรูปไข่ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความต้านของน้ำมีอัตราความเร็วในการจมที่ดีกว่า มีการทรงตัวในวิถีโคจรที่ดีกว่า จึงใช้ทำลายเป้าหมายใต้น้ำได้ดีกว่า และมีราคาแพงกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย น้ำหนักรวมพร้อมใช้งานอยู่ที่ 340 ปอนด์ หรือ 154 กิโลกรัม ดินระเบิดมีน้ำหนัก 190 ปอนด์หรือ 86.2 กิโลกรัม เมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องยิงระเบิดลึก ถาดบรรจุจะสลัดตัวออกจากลูกระเบิดลึก Mark 9 ทุกครั้ง

    Mark 9 แต่ละรุ่นมีข้อแตกต่างที่การออกแบบตัวลูก โดยที่ Mod.3 และ Mod.4 ปรับปรุงมาจากลูกระเบิดลึก Mod.0 และ Mod.1 ที่ปลดประจำการไปแล้ว โดยที่ทุกรุ่นสามารถตั้งความลึกได้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโก๊ หรือ PISTOL โก๊รุ่น Mark 6 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 30 ถึง 300 ฟุต โก๊รุ่น Mark 6-1 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 30 ถึง 600 ฟุต และโก๊รุ่น Mark 7-1 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 50 ถึง 500 ฟุต และในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ อาจมีการเปลี่ยนดินระเบิดบรรจุ จากชนิด TNT เป็น HBX (High Blast Explosive) ทดแทน


    เรือฟริเกตชั้น Ulsan และเรือคอร์เวตชั้น Pohang ของกองทัพเรือเกาหลีใต้ ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึก Mark 9 จำนวน 2 รางด้านท้ายเรือ โดยอยู่ต่ำกว่าดาดฟ้าใหญ่ หรือ Main Deck เล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกะกะป้อมปืนใหญ่ท้ายเรือที่อยู่ติดกัน ในภาพบรรจุระเบิดลึก Mark 9 รางล่ะ 6 ลูก (รวมเป็น 12 ลูก) ควบคุมการทิ้งระเบิดด้วยไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ



บทส่งท้าย
   
    อาวุธปราบเรือดำน้ำในปัจจุบัน มีความทันสมัยและแม่นยำมากกว่าเดิม ระเบิดลึกจึงถึงจุดเสื่อมความนิยมลง แต่ก็ยังมีอีกหลายสิบชาติที่ใช้งานอยู่ เนื่องจากอาวุธมีราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ใช้งานง่าย ติดตั้งได้กับเรือทุกลำ รวมทั้งยังมีลูกระเบิดเก่าอยู่ในคลังแสงจำนวนมาก ส่วนอนาคตข้างหน้าของระเบิดลึกนั้น ยังคงเป็นปริศนาคาใจผู้เขียนอยู่ ว่าจะยังใช้งานต่อกับราชนาวีหลายสิบชาติ รวมทั้งพัฒนาให้ทันสมัยมากกว่าเดิม หรือปิดฉากตัวเองไปอย่างเงียบเชียบวังเวงใจ เหมือนกันกับอาวุธปราบเรือดำน้ำจำนวนมาก คงต้องรอติดตามกันต่อไปล่ะครับ ว่าท้ายที่สุดระเบิดลึกจะลงเอยแบบไหน ไม่ใช่นางเอกดาวพระศุกร์ก็บ้านทรายทองกระมังครับ

    บทความเรื่อง อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 1 : ระเบิดลึก ก็ต้องขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ บทความตอนต่อไปผู้เขียนจะเขียนถึง จรวดปราบเรือดำน้ำ ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ อากาศยานปราบเรือดำน้ำ รวมทั้งระบบตรวจจับเรือดำน้ำ เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเขียนเรื่องไหนก่อนเรื่องไหนหลัง ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ มีข้อติติงอย่างไรแนะนำได้ตลอดเวลา ;)

                        -----------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Depth_charge

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMBR_ASW.php

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMUS_ASW.php

http://maritime.org/doc/depthcharge6/index.htm

https://www.maritime.org/doc/depthcharge9/index.htm

http://www.fleet.navy.mi.th/ftc/test56/2210.pdf

http://www.hazegray.org/navhist/canada/systems/asw/

http://www.navsource.org/archives/12/01idx.htm

http://www.ussslater.org/tour/weapons/k-gun/k-gun.html

http://www.huffingtonpost.com/joseph-v-micallef/this-week-in-world-war-i_b_9231694.html


                        -----------------------------------------------------------------------------------





วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Bangladesh Navy : กองทัพเรือบังกลาเทศ

Bangladesh Navy

    กองทัพเรือบังกลาเทศได้รับการจัดตั้งในปี 1971 ปีเดียวกับการเกิดประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศนั่นแหละครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศในแถบเอเชียใต้ได้รับเอกราชจากอังกฤษกันถ้วนหน้า ทว่าดินแดนของบังกลาเทศยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน โดยถูกเรียกว่าปากีสถานตะวันออกและปากีสถานตะวันตก  เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้น รวมทั้งความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติ ประชาชนทั้งสองฝั่งมีความขัดแย้งรุนแรงทวีคูณ จนในที่สุดก็ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจแตกหัก

    วันที่  26 มีนาคม 1971 ปากีสถานตะวันออก(หรือบังกลาเทศ)ได้ประกาศแยกตัวจากปากีสถานตะวันตก(หรือปากีสถาน) จึงเกิดการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยอินเดียได้ส่งกำลังรบเข้ามาช่วยฝั่งตะวันออกทำการต่อสู้ สงครามครั้งสำคัญยุติลงในวันที่ 16 ธันวาคม 1971 บังกลาเทศได้เอกราชและการยอมรับจากนานาชาติ มีการปกครองด้วยระบบประธานาธิบดี ก่อนเปลี่ยนมาสู่ระบบรัฐสภาในปี 1991

กองทัพเรือยุคเริ่มต้น

    เนื่องจากประเทศได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจ งบประมาณในการจัดหาอาวุธจึงน้อยไปด้วย กองทัพเรือจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้เรือมือสอง เริ่มจากเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กและเรือตอร์ปิโดจากจีนจำนวนหนึ่ง กระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 1976 เรือฟริเกตลำแรกสุดจึงได้เข้าประจำการ BNS Umar Farooq คือเรือฟริเกตชั้น Salisbury ของอังกฤษที่เคยใช้ชื่อ F61 Llandaff มาก่อน เรือรบขนาด 2,400 ตัน ถูกสร้างขึ้นในปี 1958 ด้วยราคา 3.39 ล้านปอนด์ มีความยาว 103.5 เมตร กว้าง 12.5 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ Squid อีก 1 ระบบ เรือ BNS Umar Farooq ปลดประจำการในวันที่ 30 ธันวาคม 2015 เรือรบอายุ 57 ปีถูกปรับปรุงเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ต่อไป

     2 ปีต่อมาเรือฟริเกตลำที่ 2 ก็เข้าประจำการบ้าง บังกลาเทศเลือกเรือฟริเกตมือสองชั้น Leopard ของอังกฤษจำนวน 2 ลำ BNS Ali Haider (1978) ซึ่งก็คือ F37 HMS Jaguar เข้าประจำการในปี 1978 อีก 4 ปีต่อมาเป็นคิวของ BNS Abu Bakar (1982) หรือชื่อเดิม F27 HMS Lynx เรือฟริเกตชั้น Leopard ใช้แบบเรือเดียวกันกับเรือฟริเกตชั้น Salisbury ถือเป็นเรือพี่เรือน้องที่คลานตามกันมาก็ว่าได้ ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,520 ตัน ยาว 100 เมตร กว้าง 12 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ Squid อีก 1 ระบบ เรือชั้น Leopard ทั้ง 2 ลำของกองทัพเรือบังกลาเทศ ปลดประจำการพร้อมกันในวันที่ 22 มกราคม 2014 มีอายุการใช้งานรวม 56 ปี และ 54 ปีตามลำดับ

    การมาของเรือฟริเกตอังกฤษจำนวน 3 ลำ ทำให้กองทัพเรือบังกลาเทศมีความพร้อมรบมากขึ้น และทำให้ดุลการรบทางทะเลมีความทัดเทียมกันมากขึ้น เพราะกองทัพเรือปากีสถานในช่วงนั้นค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องมาจากการรบทางทะเลกับกองทัพเรืออินเดียในปี 1971  พวกเขาได้สูญเสียเรือพิฆาตจำนวน 2 ลำ เรือกวาดทุ่นระเบิดจำนวน 1 ลำ เรือดำน้ำจำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์จำนวน 3 ลำ และเรือปืนขนาดเล็กอีกจำนวน 7 ลำ ขณะที่อินเดียสูญเสียเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ และเครื่องบินจำนวน 1 ลำเท่านั้น ปากีสถานประจำการด้วยเรือพิฆาตมือสองชั้น Gearing จากอเมริกา เรือพิฆาตมือสองชั้น County จากอังกฤษ รวมทั้งเรือฟริเกตมือสองชั้น River จากอังกฤษเช่นกัน เรือทุกลำเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ความทันสมัยจึงไม่เทียบเท่าเรือที่ใหม่กว่ากันเกือบ 20 ปี ผมขอยกตัวอย่างแค่เรื่องระบบเรดาร์อย่างเดียวพอนะครับ

    ระบบหรือเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล Type 965 บนเรือรบทั้ง 3 ลำ มีระยะตรวจจับไกลสุดถึง 220 ไมล์ทะเลหรือ 410 กิโลเมตร (ระบบเรดาร์ Sea Giraffe AMB บนเรือหลวงจักรี มีระยะตรวจจับไกลสุด 180 กิโลเมตร ส่วนระบบเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล Thales LW08 บนเรือหลวงนเรศวร มีระยะตรวจจับไกลสุด 140 ไมล์ทะเล หรือ 260 กิโลเมตร) เรดาร์บนเรือ BNS Umar Farooq ยังเป็นรุ่นใหม่กว่าด้วย เพราะ Type 965 (AKE 2) ใช้จานรับสัญญานซ้อนกัน 2 ชั้น (เช่นเดียวกับเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Type 42 ของอังกฤษ) ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เตือนภัยทางอากาศเคลื่อนที่ได้เลย นอกจากนี้ยังติดตั้ง Type 982 Aircraft Direction Radar อีก 1 ระบบ เชื่อหรือไม่ว่าเรือฟริเกตลำนี้ ติดตั้งเรดาร์และโซนาร์ทุกชนิดรวมกันถึง 10 ระบบ

    นอกจากเรือฟริเกตจากอังกฤษแล้ว บังกลาเทศยังได้ของแปลกจากยูโกสลาเวียด้วย เรือตรวจการณ์ชั้น Kraljevica จำนวน 2 ลำถูกโอนมาให้ในปี 1975 BNS Karnafuli และ BNS Tista มีระวางขับน้ำเต็มที่ 200 ตัน ยาว 41 เมตร กว้าง 6.3 เมตร เข้าประจำการครั้งแรกในปี 1956 เรือถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ต่อต้านเรือดำน้ำ ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน 20 มม.แฝดสี่จำนวน 1 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำขนาด 128 มม.จำนวน 2 ระบบ รวมทั้งรางปล่อยระเบิดลึกด้านท้ายเรืออีก 2 ราง ได้มีการปรับปรุงเรือครั้งใหญ่ในปี 1995 และ 1998 ตามลำดับ สถานะปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ทั้งสองลำ

    ผู้เขียนขอย้อนกลับไปที่เรืออังกฤษอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรือมือหนึ่งที่ต่อขึ้นในประเทศสิงคโปร์ ผู้อ่านหลายท่านคงทราบมาก่อน ว่าอู่ต่อเรือวอสเปอร์เคยตั้งสาขาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ เพื่อที่จะกดราคาเรือให้ต่ำกว่าการต่อจากประเทศอังกฤษ แบบเรือทั้งหมดมีระวางขับน้ำไม่เกิน 600 ตัน ลูกค้าทั้งหมดมาจากประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง  กองทัพเรือบังกลาเทศสั่งต่อเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่จำนวน 2 ลำในปี 1984 เรือชั้น Meghna มีระวางขับน้ำเต็มที่ 410 ตัน ยาว 46.5 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้ง ติดตั้งปืนใหญ่ Bofors 57 มม.จำนวน 1 กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.จำนวน 1 กระบอก ควบคุมการยิงด้วยระบบออปโทรนิค Selenia NA18 B รวมทั้งปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก ถือเป็นเรือเล็กที่มีอาวุธเด็ดเกินตัวกันเลยทีเดียว

    หลังจากเรือทั้ง 2 ลำเข้าประจำการได้เพียง 2 ปี อู่ต่อเรือวอสเปอร์สาขาสิงคโปร์ก็ปิดตัวลง โดยได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับอู่ต่อเรือ ST Marine ประเทศไทยก็เคยสั่งต่อเรือจากที่นี่จำนวนหลายลำ

เรือจีนมาแล้ว

    กองทัพเรือบังกลาเทศยังคงเดินหน้าต่อไป ในปี 1983 มีการจัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 24 จากจีนจำนวน 5 ลำ ซึ่งก็คือเรือชั้น Heku จากโซเวียตนั่นเอง มีระวางขับน้ำเพียง 79 ตัน ยาว 27 เมตร กว้าง 6.3 เมตร สามารถทำความเร็วได้สุงสุดถึง 38 น๊อต ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 2 นัด เรือจิ๋วชั้นนี้ถือเป็นการยกระดับกองทัพเรือ จากยุคตอร์ปิโดขนาด 533 มม.ไปสู่ยุคจรวดนำวิถี หลังกองทัพเรือไทยมีจรวดกาเบรียลเพียง 6 ปีเท่านั้น

    5 ปีต่อมาอาวุธจากจีนก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อมีการจัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 021 จำนวน 4 ลำ เรือลำใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นคือระวางขับน้ำ 171 ตัน ยาว 38.6 เมตร กว้าง 7.6 เมตร ความเร็วสุงสุดลดลงมาเหลือ 35 น๊อต ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน  AK230 แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ควบคุมการยิงด้วย Kolonka optronic director ท้ายเรือเป็นจรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 4 นัด บนเสากระโดงหลักติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ Type 352 Square Tie ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงมีระยะปฎิบัติการณ์ไกลขึ้น ผู้เขียนกำลังจะเขียนเรื่องที่น่าสนุกกว่านั้น ได้มีการปรับปรุงใหญ่เรือชั้นนี้ในปี 2009  โดยการติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือรุ่นใหม่ รวมทั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-704 จำนวน 4 นัดทดแทนของเดิม จึงมั่นใจได้ว่าจะได้เห็น Type 021 อีกนานพอสมควร

    ตัดไปที่กองเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ได้มีการจัดหาเรือจากจีนเพิ่มเติมเช่นกัน เรือชั้น Type 062 Shanghai II จำนวน 8 ลำ ได้ทยอยเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1982 จนครบทุกลำ มีระวางขับน้ำเต็มที่ 135 ตัน ยาว 38.78 เมตร กว้าง 5.41 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก รวมทั้งระเบิดลึกจำนวน 8 ลูกที่ท้ายเรือ 13 ปีต่อมาได้มีการตั้งหน่วยยามฝั่งขึ้น เรือชั้น Type 062 จำนวน 4 ลำจึงถูกโอนให้กับหน่วยงานใหม่ (ปี 1996 จำนวน 1 ลำ และปี 2005 จำนวน 3ลำ) เป็นเรือลำใหญ่ที่สุดของหน่วยยามฝั่งบังกลาเทศ จนกระทั่งเรือลำสุดท้ายของบทความนี้เข้าประจำการ

    เรือฟริเกตจำนวน 3 ลำ เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กจำนวน 4 ลำ รวมทั้งเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 9 ลำ นับว่าเพียงพอรับมือกับภัยคุกคามผิวน้ำแล้ว ทว่าการรับมือกับภัยคุกคามใต้น้ำ ยังมีแค่เพียงเรือฟริเกตจำนวน 3 ลำ และเรือตรวจการณ์จากยูโกสลาเวียจำนวน 2 ลำเท่านั้น ข้อดีของเรือรบอังกฤษในยุคนั้นก็คือ ติดตั้งเรดาร์และโซนาร์จำนวนหลายชุดบนเรือลำเดียว ข้อเสียก็คือมีขนาดใหญ่เทอะทะและกินน้ำลึกขาดความคล่องตัวในการทำภารกิจใกล้ชายฝั่ง ครั้นจะพึ่งพาเรือตรวจการณ์ของยูโก ก็มีแต่โซนาร์สุดแสนโบราณทำงานไปตามท้องเรื่อง

    ในปี 1985 กองทัพเรือได้จัดหาเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ (Submarine Chaser) ชั้น Type 037 Hainan จำนวน 2 ลำ เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 400 ตัน ยาว 58.77 เมตร กว้าง 7.2 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 57 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 4 ระบบ และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง 10 ปีต่อมา BNS Durjoy (1985) เสียหายอย่างหนักระหว่างเข้ารับการซ่อมบำรุง ทำให้ต้องปลดประจำการเรือในท้ายที่สุด

    ได้มีการจัดหาเรือชั้น Type 062-I Haizhui จำนวน 1 ลำ เพื่อนำมาใช้งานทดแทน BNS Durjoy (1985) ที่ถุกจำหน่ายไป Type 062-I ก็คือ Type 062 Shanghai II เวอร์ชั่นปราบเรือดำน้ำนั่นเอง ติดตั้งจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 และระบบโซนาร์เพิ่มเติมเข้าไป BNS Barkat เป็นเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำลำที่ใหม่สุด คือเข้าประจำการปี 1995 และมีระวางขับน้ำน้อยที่สุดเพียง 170 ตันอีกด้วย

    เรือจากจีนลำถัดไปเป็นเรือช่วยรบ เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น Type 010 มีระวางขับน้ำ 590 ตัน  ยาว 59.94 เมตร กว้าง 8.38 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนกลขนาด 14.5 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง เรือชั้น Type 010 พัฒนามาจากเรือชั้น T43 ของโซเวียต ติดตั้งระบบโซนาร์ค้นหาทุ่นระเบิด รวมทั้งอุปกรณ์กวาดทุ่นระเบิดบริเวณท้ายเรือ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ค่อนข้างล้าสมัยพอสมควร

    เรือจากจีนลำสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ เป็นเรือจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดระวางขับน้ำ 1,702 ตัน เป็นเรือฟริเกตมือสองอายุน้อยที่สุดเพียง 2 ปี ช่วงประจำการกับกองทัพเรือจีนเคยยิงเรือสินค้าเวียตนามมาแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นเรือฟริเกตติดจรวดนำวิถีลำแรกสุด BNS Osman หรือเรือฟริเกตชั้น Type 053H1 (Jianghu-II) มีความยาว 103.2 เมตร กว้าง 10.8 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 4 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 2 ระบบ จรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 6 นัด และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง

    BNS Osman เข้าประจำการในช่วงปลายปี 1989 ได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญต้นปี 2009 ด้วยการติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4-8 นัดทดแทนของเดิม รวมทั้งปรับปรุงระบบสื่อสารให้ทันสมัยมากกว่าเดิม เรือได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติระหว่างปี 2010- 2014 ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน  เรียกว่าติดจรวดใหม่แล้วออกไปอวดธงกับชาวโลกกันเลย เป็นภารกิจที่กองทัพเรือไทยห่างเหินนานพอสมควร

เรืออังกฤษยังไม่ตาย

    ระหว่างปี 1983-1995 กองทัพบังกลาเทศสั่งซื้อเรือรบจำนวนมากจากประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็นเรือใหม่หรือใช้งานมาแล้ว 2-3 ปี เรือทั้งหมดมีขนาดเล็กระวางขับน้ำไม่เกิน 600 ตัน ติดตั้งอาวุธและระบบเรดาร์ภายใต้ลิคสิทธิ์จากโซเวียต จากนั้นก็ก้าวกระโดดไปเป็นเรือฟริเกตชั้นเจียงหูเลย ทว่าเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่และเรือคอร์เวต รวมทั้งเรือช่วยรบขนาดใหญ่กว่า 600 ตัน อุตสาหกรรมการต่อเรือจีนในยุคนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ บังกลาเทศได้เบนเข็มไปหาอังกฤษอีกรอบหนึ่ง เพื่อจัดหาเรือรบและเรือช่วยรบมือสองเข้าประจำการ

    กองทัพเรือบังกลาเทศมีเรือรบมากพอควรแล้ว จึงได้จัดตั้งกองเรือกวาดทุ่นระเบิดขึ้นบ้าง นอกจากเรือชั้น Type 010 จำนวน 1 ลำซึ่งเข้าประจำการในปี 1996 แล้ว ยังมีการจัดหาเรือเรือกวาดทุ่นระเบิดมือสองของอังกฤษจำนวน 4 ลำด้วย เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น River ระวางขับน้ำเต็มที่ 890 ตัน ยาว 47 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก แม้จะเป็นเรือเก่าจากกองทัพเรืออังกฤษก็จริง แต่มีอายุเพียง 10 ปีและแบบเรือค่อนข้างทันสมัย ทำภารกิจได้ดีกว่า ออกทะเลลึกได้ดีกว่า และติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยกว่าเรือจีนแบบเทียบไม่ติด ทั้งยังทำภารกิจตรวจการณ์ไกลฝั่งได้ในระดับหนึ่ง  ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบลำนี้เป็นพิเศษ พ่ออ้วนศรีขยี้ใจสาวจากดาวเคราะห์แคระ

    ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งหรือ OPV หรือ Offshore Patrol Vessel เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น บังกลาเทศต้องการเรือแบบนี้จำนวนมาก ทว่าโครงการเรือชั้น Sea Dragon ไม่ได้รับการจัดหาเพิ่มเติม พวกเขาจึงมองไปที่เรือรบมือสองของอังกฤษอีกครั้ง เรือตรวจการณ์อายุ 25 ปีชั้น Island คือตัวเลือกที่ดีที่สุด มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,200 ตัน ยาว 59 เมตร กว้าง 11 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก บังกลาเทศได้กวาดมาทั้งสิ้นจำนวน 5 ลำจากทั้งหมด 7 ลำ แบบเรือค่อนข้างล้าสมัยติดอาวุธได้ไม่มาก แต่ทำภารกิจไกลฝั่งได้ดีและทนทานต่อคลื่นลมในทะเล เรือลำแรกคือ BNS Sangu เข้าประจำการในปี 2002 ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่

    ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนถึงเรือลำอื่นต่อ ต้องขอบอกความจริงอีกเรื่องหนึ่งก่อน บังกลาเทศไม่ได้มีเรือชั้น Island เพียง  5 ลำ ก่อนหน้านี้ในปี 1994 พวกเขาได้ซื้อเรือชั้น Island จำนวน 1 ลำมาก่อนแล้ว BNS Shaheed Ruhul Amin ทำหน้าที่เป็นเรือฝึก ทดแทนเรือลำเดิมที่ใช้ชื่อเดียวกัน ซึ่งดัดแปลงมาจากเรือขนส่งสินค้าแคนาดา บังกลาเทศมักใช้ชื่อเรือและหมายเลขเรือเดิม แม้จะไม่ทุกครั้งแต่ก็เป็นส่วนใหญ่ สามารถสรุปความได้ว่า พวกเขามีเรือชั้น Island จำนวนถึง 6 ลำ เหลือแบ่งให้ตรินิแดดและโตเบโกเพียง 1 ลำเท่านั้น

    เรือมือสองจากอังกฤษเดินทางมาแล้วจำนวน 10 ลำ และผู้เขียนอยากจะพูดถึงตัวจิ๊ดที่สุดต่อไปเลย เมื่ออังกฤษต่อเรือตรวจการณ์ชั้น Island ครบจำนวนแล้ว พวกเขาได้เริ่มโครงการเรือตรวจการณ์ชั้น Castle ต่อทันที มีความต้องการจำนวนเรือรวมทั้งสิ้น 6 ลำด้วยกัน ทว่าต่อครบ 2 ลำก็ต้องยุติด้วยเหตุผลโน่นนั่นนี่ กระทั่งปี  2010  เรือทั้งหมดถูกขายต่อให้กับบังกลาเทศ มีการส่งมอบเรือในปีถัดไปหลังปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย เรือชั้น Castle ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,427 ตัน ยาว 81 เมตร กว้าง 11.5 เมตร ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ด้านอาวุธมีเพียงปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอกเท่านั้น

    เรือทั้ง 2 ลำถูกชุบชีวิตอีกครั้งในปี 2013 ด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  และจรวดต่อสู้เรือรบ C-704 อีกจำนวน 4 นัด กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญและต่ออายุไปอีกยาวนาน เรือทั้ง 2 ลำจะประจำการไปอีกอย่างน้อยก็ 20 ปี ตามมาตราฐานกองทัพเรือบังกลาเทศเขาล่ะ

เกาหลีใต้ประเดิมตลาด

    ผู้เขียนขอพาไปแวะประเทศคุ้นเคยกันบ้างนะครับ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจีนนักก็คือเกาหลีใต้นั่นเอง ผู้อ่านทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า อุตสาหกรรมการต่อเรือเกาหลีใต้ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปเพียง 20 ปีก่อน พวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่เป็นที่รู้จักกับชาวโลก ระหว่างปี 1995 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้น และได้มีการสั่งเรือตรวจการณ์จำนวน 1 ลำจากอู่ต่อเรือฮุนได BNS Madhumati หรือเรือชั้น Sea Dragon มีระวางขับน้ำเต็มที่ 635 ตัน  ยาว 60.8 เมตร กว้าง 8 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ Bofors 57 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก หน่วยยามฝั่งมีแผนจะจัดหารวมทั้งสิ้นถึง 6 ลำ แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณจึงไม่ได้สั่งเพิ่มเติมอีก BNS Madhumati เข้าประจำการกับกองทัพเรือในปี 1998 ส่วนหน่วยยามฝั่งได้รับโอนเรือลำอื่นของกองทัพเรือทดแทน

    อาจกล่าวแบบเป็นกันเองได้ว่า บังกลาเทศคือลูกค้ารายแรกของอู่ต่อเรือกาหลีใต้ เรือชั้น Sea Dragon แทบไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพถ่ายของเรือลำนี้แทบจะไม่มีเลยว่างั้น จนกระทั่งเรือได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติระหว่างปี 2010- 2014 ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน นั่นเองผู้เขียนจึงได้รู้ความจริงว่า มีเรือลำนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย และเมื่อผู้เขียนรู้โลกนี้ย่อมรู้ตามกัน เป็นเรือที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจพอตัวนะครับ

    จากนั้นไม่นานเรือเกาหลีใต้ชุดที่ 2 ก็ตามมา คราวนี้เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่งรับโอนมาจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ เรือชั้น Chamsuri หรือ Sea Dolphin มีระวางขับน้ำเต็มที่ 170 ตัน ยาว 37 เมตร กว้าง 7 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก เข้าประจำการในปี 2000 จำนวน 2 ลำ และในปี 2004 อีกจำนวน 2 ลำ (รวมทั้งหมด 4 ลำ) นอกจากบังกลาเทศแล้วยังมีอีกหลายชาติที่ได้รับโอน กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้มากสุดจำนวนถึง 8 ลำด้วยกัน

    และแล้วก็มาถึงคิวของพระเอกตัวจริง นั่นก็คือโครงการเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1994 แต่มีความล่าช้าเนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ กระทั่งในปี 1998 อู่ต่อเรือแดวูจากเกาหลีใต้จึงได้รับการคัดเลือก เรือฟริเกตอเนกประสงค์ชั้น DW 2000-H ซึ่งก็คือเรือชั้น Ulsan รุ่นปรับปรุงใหม่ มีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,370 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 13.5 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Otomat  Mk. II Block IV จำนวน 4-8 นัด (ท่อยิงจรวด Otomat  Mk. II เป็นแบบ 2 นัดต่อ 1 กล่อง ท่อยิงจำนวน 4 กล่องใส่จรวดได้มากสุด 8 นัด) จรวดต่อสู้อากาศ FM-90 ระยะยิง 15 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Whitehead A244S จำนวน 6 นัด ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือ เรดาร์ตรวจการณ์ เรดาร์ควบคุมการยิง ระบบโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำ ระบบสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์สงครามอิเลคทรอนิคส์ ระบบเป้าลวง และระบบอำนวยการรบ จากค่ายตะวันตกอย่างครบครัน รวมทั้งลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำขนาด 7 ตันจำนวน 1 ลำ

    BNS Khalid Bin Walid เป็นเรือรบที่ทันสมัยที่สุดของบังกลาเทศ  และเป็นการยกระดับให้เทียบเท่าเรือรบจากอารยประเทศ เรือได้เข้าประจำการกลางปี 2001 โดยยังไม่ได้ติดตั้งอาวุธสำคัญบางอย่าง ทว่า 6 เดือนถัดมาพวกเขาก็ต้องพบกันฝันร้าย เมื่อเรือฟริเกตเกาหลีใต้มีปัญหานานับประการ สุดแล้วที่จะเยียวยาจึงต้องส่งกลับไปซ่อมที่แดวู จริงอยู่ว่าเรือยังอยู่ในช่วงรับประกัน แต่ก็ต้องเสียเวลา เสียโอกาส รวมทั้งเสียความรู้สึก เรือฟริเกตส่งออกลำแรกของเกาหลีใต้ใช้เวลาซ่อมแซมเกือบ 5 ปี จนถึงกลางปี 2007 จึงกลับเข้าประจำการอีกครั้ง กองทัพเรือบังกลาเทศได้เปลี่ยนชื่อเรือมาเป็น BNS Bangabandhu และติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานจากประเทศจีนเพิ่มเติมด้วย ทำให้เรือมีความพร้อมรบ 3 มิติโดยสมบรูณ์แบบ ผู้อ่านคงแปลกใจที่เลือกใช้จรวดจากจีน อาจเพราะมาตราฐานการจัดหาอาวุธก็เป็นได้ ทั้งนี้กองทัพอากาศก็ใช้จรวด FM-90 ติดบนรถหุ้มเกราะล้อยางเช่นกัน

    เรือรบทันสมัยที่สุดได้รับภารกิจคุ้มกันน่านน้ำประเทศ จึงไม่ได้ทำภารกิจให้สหประชาติเหมือนเรือลำอื่น ราคาของโครงการนี้อยู่ที่ 100 ล้านเหรียญบวกลบ ไม่ทราบรายละเอียดว่ารวมอะไรบ้างนะครับ ความเห็นส่วนตัวดูว่าสวยดีและเหมาะสมกับเขา เลยพาลนึกถึงโครงการต่อเรือรบในประเทศของเราไปด้วย เรือขนาด 2,500 ตันติดอาวุธประมาณนี้น่าจะเริ่มต้นง่ายที่สุด ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงนะครับทุกท่าน

ลุงแซมไม่ยอมน้อยหน้า

     กองทัพเรือบังกลาเทศยังมีของแปลกให้ได้ชมกัน คราวนี้ข้ามมาไกลจากฝั่งทวีปอเมริกา เป็นเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่สุดของหน่วยยามฝั่งอเมริกา เรือชั้น Hamilton ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,250 ตัน ยาว 115 เมตร กว้าง 13 เมตร อเมริกาทยอยปลดประจำการเกือบทั้งหมด จึงมีโครงการปรับปรุงเรือแล้วโอนให้ประเทศพันธมิตร กองทัพเรือบังกลาเทศได้รับโอนจำนวน 2 ลำ BNS Somudra Joy เข้าประจำการในปี 2013 BNS Somudra Avijan เข้าประจำการในปี 2015 ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเรือลำล่ะประมาณ 12 ล้านเหรียญ ติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง MK 92 และปืนกลขนาด 7.62 มม.อีกจำนวน 2 กระบอก

    เรือชั้น Hamilton มีขนาดใหญ่ที่สุดระวางขับน้ำมากที่สุด ระยะทำการไกลถึง 18,000 ไมล์ทะเลหรือ 30,000 กิโลเมตร มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์(แบบพับได้)ด้านท้ายเรือ สามารถทำภารกิจในทะเลลึกได้ดีกว่าเรือรบทุกลำ กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์  และมีแผนติดตั้งอาวุธทันสมัยเพิ่มเติมในอนาคต คงต้องรอดูกันไปล่ะครับ ว่าท้ายที่สุดจะออกมาแบบไหน

    การมาของเรือชั้น Hamilton ไม่ใช่ครั้งแรกสุด ก่อนหน้านี้อเมริกาเคยโอนเรือระบายพลขนาดใหญ่หรือ LCU จำนวน 3 ลำระหว่างปี 1990-1992 รวมทั้งเรือยางเคลื่อนที่เร็วสำหรับหน่วยปฎิบัติการพิเศษอีกจำนวน 12 ลำ มีข่าวการโอนเรือชั้น Hamilton ลำที่ 3 แต่ยังไม่เป็นทางการ คาดว่าทุกอย่างจะชัดเจนภายในปี 2017

เรือจีนมาอีกแล้ว

    กองทัพเรือบังกลาเทศใช้อาวุธหลากหลายประเทศ ทว่าใช้อาวุธจากจีนค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ด้วยว่าราคาไม่แพงหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีก็ตาม เรือรบใหม่เอี่ยมหรือมือสองจึงมักติดอาวุธจากจีนเสมอ และปัจจุบันจีนสามารถต่อเรือรบทุกขนาดและทุกชนิด ให้ลูกค้าคนสำคัญได้เลือกซื้อหากันตามใจชอบ บังกลาเทศหันมาสนใจเรือจีนอีกครั้ง ในโครงการจัดหาเรือทดแทนเรือฟริเกตจากอังกฤษ

    พวกเขาตัดสินใจเลือกเรือฟริเกตชั้นเจียงหูอีกครั้ง คราวนี้เป็นรุ่น Type 053H2 (Jianghu-III) ซึ่งปรับปรุงทันสมัยมากขึ้น BNS Abu Bakar และ BNS Ali Haider เข้าประจำการในปี 2014 เรืออายุ 27 ปีมีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,960 ตัน ยาว 103.2 เมตร กว้าง 11.3 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 4 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 2 ระบบ และจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4-8 นัด เรดาร์และโซนาร์ทันสมัยมากขึ้นเล็กน้อย มีการติดตั้งระบบสื่อสารดาต้าลิงค์รุ่นใหม่จากจีนด้วย โดยจะเป็นระบบสื่อสารมาตราฐานบนเรือรบรุ่นใหม่ทั้งหมด

    วันที่ 12 พฤษภาคม 2014 เรือ  BNS Ali Haider ได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติ ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน ทดแทนเรือ BNS Osman ที่ทำภารกิจมาร่วม 4 ปีแล้ว

    เรือฟริเกตอังกฤษจำนวน 3 ลำได้ปลดประจำการลง โดยแทนที่ด้วยเรือฟริเกตจากจีนจำนวน 2 ลำ เมื่อบวกเรือฟริเกตจากอเมริกาจำนวน 2 ลำ ซึ่งมีแผนติดอาวุธทันสมัยในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกล จึงทำให้กองเรือฟริเกตเพิ่มจาก 5 ลำเป็น 6 ลำ สามารถรองรับการทำทุกภารกิจได้เหมือนเดิม

    จะเขียนถึงเรือจีนลำต่อไปกันเลยครับ กองทัพเรือบังกลาเทศต้องการจัดตั้งกองเรือคอร์เวต เพื่อทำภารกิจตรวจสอบพื้นที่สุ่มเสี่ยงอันตราย หลังจากเรือตรวจการณ์ของตนเองประสบเหตุหรือตรวจพบเข้า จึงต้องการเรือที่มีความคล่องตัวสุงราคาไม่แพงนัก ติดตั้งปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยาน จรวดต่อสู้เรือรบ และจรวดต่อสู้อากาศยานระยะสั้น มีค่าปฎิบัติการต่ำกว่าเรือฟริเกตขนาดใหญ่ โดยไม่ทำภารกิจปราบเรือดำน้ำแต่อย่างใด โดยเริ่มต้นจากนำเรือชั้น Castle มาปรับปรุงให้เป็นเรือคอร์เวต ต่อด้วยจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่จากจีนจำนวน 2 ลำ

    เรือชั้น Type 056 ใช้แบบเรือที่ค่อนข้างทันสมัย ออกแบบลดการตรวจจับด้วยเรดาร์หรือ Stealth ระวางขับน้ำ 1,300 ตัน ยาว 90 เมตร กว้าง 11.4 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4 นัด และจรวดต่อสู้อากาศยาน  FL-3000N ระยะยิงไกลสุด 9 กิโลเมตรจำนวน 8 นัดมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำขนาด 7 ตัน ไม่มีการติดตั้งโซนาร์และอาวุธปราบเรือดำน้ำ (สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้เพราะมีพื้นที่รองรับ) จีนขายเรือคอร์เวตชั้น Type 056 ให้บังกลาเทศเป็นชาติแรก ทั้งที่ตนเองยังต้องการเรือชั้นนี้อีกหลายสิบลำ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมของพวกเขา

    BNS Shadhinota และ BNS Prottoy เข้าประจำการพร้อมกันในวันที่ 19 มีนาคม 2516 กองเรือคอร์เวตบังกลาเทศมีจำนวนเรือ 4 ลำเข้าไปแล้ว แต่พวกเขายังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ จึงได้จัดหาเรือคอร์เวตชั้น Type 056 เพิ่มเติมอีก 2 ลำในเฟสสอง จำนวนเรือทั้งโครงการมียอดรวมอยู่ที่ 8 ลำ ซึ่งถ้าทำสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น กองเรือคอร์เวตบังกลาเทศจะมีจำนวนเรือถึง 10 ลำ ย้ำ!... 10 ลำด้วยกัน  เป็นการเสริมสร้างกำลังรบให้แข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยเรือรบใหม่เอี่ยมสุดทันสมัยจากประเทศจีน และถ้าติดตั้งโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาเพิ่มเติมในอนาคต กองเรือคอร์เวตจะทำการรบได้ครบทั้ง 3 มิติ น่าเกรงขามไม่เบาเหมือนกันนะครับ

    ราคาเรือชั้น Type 056 ของบังกลาเทศ อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญต่อลำ ผู้เขียนคาดว่ารวมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ยกเว้นก็เพียงลูกจรวดและกระสุนปืนชนิดต่าง ๆ เท่านั้น

    แล้วพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดที่ควรจะเป็น กองทัพเรือบังกลาเทศต้องการจัดตั้งกองเรือดำน้ำมานานแล้ว พวกเขาส่งทหารไปฝึกอบรมที่ตุรกีตั้งแต่ปี 2004 จากนั้นจึงตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำในปี 2008 แล้วโครงการก็เลื่อนไปเป็นปี 2012 ด้วยติดขัดเรื่องงบประมาณอะไรนี่แหละ 2 ปีต่อมาพวกเขาได้เลือกเรือเฟสแรกสำเร็จเสร็จสิ้น บังกลาเทศสั่งซื้อเรือดำน้ำมือสองจากจีนในราคา 203.5 ล้านเหรียญ โดยมีความสนใจเรือดำน้ำชั้น S20 หรือ Type 039 song ในการจัดหาเฟสสองต่อไป

    เรือชั้น Type 035G Ming จำนวน 2 ลำจะถูกปรับปรุงใหม่ทั้งลำ และน่าจะมีการส่งมอบภายในปี 2016 ซึ่งก็คือปีนี้ Type 035G Ming พัฒนามาจาก Type 033 Romeo ของโซเวียต ระวางขับน้ำเต็มที่ขณะดำ 2,113 ตัน ยาว 76 เมตร กว้าง 7.6 เมตร ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 533 มม.จำนวน 8 ท่อยิง (ด้านหน้า 6 ด้านหลัง 2) บรรทุกตอร์ปิโด Yu-4 ซึ่งมีระยะยิง 15 กม.ที่ความเร็ว 40 น๊อตได้ถึง 18 นัด เรือชั้น Type 035G จำนวน 12 ลำเข้าประจำการกองทัพเรือจีนระหว่างปี 1990-1999  โดยในปี 2003 ได้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่กับเรือชั้นนี้ เมื่อเรือหมายเลข 361จมลงบริเวณทะเลเหลืองระหว่างทำการฝึกซ้อม ลูกเรือจำนวน 70 นายเสียชีวิตทั้งหมด สาเหตุอย่างเป็นทางการไม่ปรากฎแน่ชัด แต่ใช้คำว่าขัดข้องทางเทคนิคก็คงจะได้กระมัง

การพึ่งพาตัวเอง

    กองทัพเรือบังกลาเทศซื้อเรือจากต่างประเทศมาโดยตลอด แม้ภายในประเทศจะมีอู่ต่อเรืออยู่ประมาณ 200 แห่งก็ตาม สาเหตุเป็นเพราะอู่ดังกล่าวขนาดค่อนข้างเล็ก ใช้วิธีต่อเรือเก่าคร่ำครึไม่เหมาะกับเรือยุคใหม่ อีกทั้งเครื่องมือที่มีความทันสมัยก็แทบหาไม่ได้เลย เป็นความขัดสนเนื่องมาจากไม่มีเม็ดเงินลงทุนนั่นเอง กระทั่งรัฐบาลเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เข้า จึงผลักดันให้อู่ต่อเรือ Khulna ของกองทัพเรือมีความทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งขอความช่วยเหลือหลายด้านจากจีนด้วย จนสามารถเริ่มต้นโครงการต่อเรือรบในประเทศสำเร็จ

    โครงการแรกสุดก็คือเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ เริ่มต้นในปี 2009 ด้วยสัญญาซื้อเรือ 2 ลำจากอู่ต่อเรือ Wuchang ประเทศจีน เรือตรวจการณ์ชั้น Durjoy เป็นญาติผู้น้องของเรือคอร์เวตชั้น Type 056 โดยการลดขนาดลงจนเหลือระวางขับน้ำ 648 ตัน มีความยาว 64.2 เมตร กว้าง 9 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ C-704 จำนวน 4 นัด  จรวดปราบเรือดำน้ำ  EDS-25A จำนวน 2 ระบบ รวมทั้งระบบโซนาร์ ESS-3 ที่บริเวณหัวเรือ นับเป็นเรือตรวจการณ์ที่มีอาวุธครบครันลำหนึ่ง

    BNS Durjoy (2013) และ BNS Nirmul เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 29 สิงหาคม 2013 กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ ทว่าคนบังกลาเทศส่วนใหญ่มักเรียกว่าเรือคอร์เวตจรวดนำวิถี ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2014  เรือ BNS Nirmul ได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติ ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน ทดแทนเรือ BNS Madhumati ที่ทำภารกิจมาร่วม 4 ปีแล้ว

    วันที่ 30 มิถุนายน 2014 กองทัพเรือบังกลาเทศเซ็นสัญญาต่อเรือชั้น Durjoy จำนวน 2 ลำ กับอู่ต่อเรือ Khulna ซึ่งเป็นของกองทัพเรือนั่นเอง นี่คือการต่อเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีจากอู่ต่อเรือ Wuchang ประเทศจีน มีพิธีวางกระดูกเรือในวันที่ 6 สิงหาคม 2015 คาดว่าอีกไม่นานพวกเราจะได้เห็นเรือทั้ง 2 ลำ ตามโครงการนี้จะมีการจัดหาเรือจำนวน 8 ลำ เมื่อเฟส 2 เสร็จสิ้นลงก็จะมีเฟสต่อไปตามมา อู่ต่อเรือบังกลาเทศจะทำผลงานได้ดีหรือไม่ เรามาคอยตามชมด้วยกันต่อไปนะครับ

    ต่อไปเป็นโครงการที่มีเรือเข้าประจำการจริงแล้ว และถือเป็นเรือติดอาวุธลำแรกที่ต่อขึ้นเองในประเทศ นั่นก็คือเรือตรวจการณ์ขนาด 50 เมตรชั้น Padma ระวางขับน้ำ 350 ตัน ยาว 50.4 เมตร กว้าง 7.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก ออกแบบให้ติดตั้งรางวางทุ่นระเบิดด้านท้ายเรือได้ รวมทั้งจรวดต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า และอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก  โครงการเริ่มเดินหน้าในปี 2010 และทยอยเข้าประจำการจนครบในอีก 3 ปีต่อมา เรือเฟสแรกจำนวน 5 ลำต่อขึ้นโดยอู่ต่อเรือ Khulna ทั้งหมด โดยมีแผนจะต่อเรือทั้งโครงการรวมทั้งสิ้น 23 ลำ

    อู่ต่อเรือ Khulna มีอายุครบ 56 ปีพอดี พวกเขายังมีผลงานกับกองทัพเรืออีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรือขนส่งและเรือช่วยรบชนิดต่าง ๆ อาทิเช่น เรือน้ำมันขนาด 68 เมตร BNS Khan Jahan Ali เรือลากจูงชั้น Damen Stan Tug 3008 จำนวน 2 ลำ เรือระบายพลขนาดใหญ่หรือ LCU จำนวน 2 ลำ รวมทั้งทำการซ่อมบำรุงเรือรบทุกลำของกองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และหน่วยงานอี่น ๆ ของรัฐบาล

    บังกลาเทศยังมีอู่ต่อเรือ Dockyard and Engineering Works หรือ DEW หรือ Narayanganj ซึ่งใหญ่รองลงมาและเป็นของกองทัพเรือเช่นกัน มีผลงานด้านเรือขนาดเล็กมานานพอสมควร อาทิเช่น เรือขนส่งกำลังพล เรือตรวจการณ์ลําน้ำ เรือตรวจการณ์ขนาด 18 เมตรของหน่วยยามฝั่ง และเรือระบายพลขนาดเล็กของกองทัพเรืออีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันมีอีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของหน่วยยามฝั่ง

    อุตสาหกรรมการต่อเรือของบังกลาเทศ ยังมีขนาดไม่ใหญ่โตเทคโนโลยีก็ค่อนข้างล้าสมัย แต่ด้วยกำลังซื้อจากกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่ง จึงสามารถต่อเรือรบขนาดเล็กและเรือช่วยรบได้หลายสิบลำ โครงการเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ชั้น Durjoy ทำให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอีกหลายก้าว เรื่องดีมากที่ผู้เขียนสังเกตุเห็นก็คือ แต่ละโครงการมีจำนวนเรือมากพอสมควร โดยไม่มีการทิ้งช่วงให้การพัฒนาต้องสะดุดลง

หน่วยยามฝั่ง

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1995 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้น มีการโอนกำลังพลและกำลังเรือบางส่วนมาจากกองทัพเรือ หน้าที่หลักของพวกเขาก็เหมือนกับหน่วยยามฝั่งประเทศอื่น อาทิเช่น รักษาผลประโยชน์บนน่านน้ำ ตรวจคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย การควบคุมมลพิษทางทะเล การควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ป้องกันการลักลอบค้าอาวุธเถื่อนและยาเสพติด การดำเนินการบรรเทาภัยพิบัติต่าง ๆ  รวมทั้งปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ พื้นที่ดูแลอยู่ในเขตห่างจากฝั่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล โดยทำงานแยกจากกองทัพเรือเป็นเอกเทศ

    ปัจจุบันหน่วยยามฝั่งมีกำลังพล 3,339 นาย มีเรือขนาดต่าง ๆ รวมกันจำนวน 63 ลำ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรือเล็กขนาดไม่เกิน 50 เมตร ใช้ในการป้องปรามและสกัดกั้นการกระทำผิดนอกชายฝั่ง ติดตั้งเพียงอาวุธปืนขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนก็ว่าเหมาะสมกับภารกิจดีแล้ว ที่ใหญ่สุดเห็นจะเป็น ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ บนเรือชั้น Type 062 Shanghai II จำนวน 4 ลำ เรือส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุพอสมควร จึงได้มีโครงการจัดหาเรือรุ่นใหม่เพิ่มเติม ถือเป็นการปรับปรุงหน่วยครั้งใหญ่ประมาณนั้นครับ

    โครงการแรกสุดที่ผู้เขียนจะขอเขียนถึง ยังอยู่ภายในประเทศที่อู่ต่อเรือ DEW หรือ Narayanganj หน่วยยามฝั่งสั่งต่อเรือตรวจการณ์ชายฝั่งหรือ IPV จำนวน 2 ลำ เรือมีความยาว 43.4 เมตร กว้าง 6.4 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต และสั่งต่อเรือตรวจการณ์ความเร็วสุงหรือ FPB อีกจำนวน 2 ลำ เรือมีความยาว 52 เมตร กว้าง 7 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต เรือทั้งหมดจะทำการส่งมอบภายในปี 2017 หรือปีหน้า นอกจากนี้ยังมีโครงการเรือเครนท้องแบนจำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ลำน้ำความเร็วสุงขนาดใหญ่จำนวน 6 ลำ รวมทั้งโครงการเรือตรวจการณ์ลำน้ำความเร็วสุงจากอินโดนีเซียจำนวน 12 ลำเพิ่มเติมเข้ามา

    โครงการใหญ่ที่สุดของหน่วยยามฝั่งมาถึงแล้ว นั่นคือการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเข้าประจำการ วันที่ 4 มีนาคม 2015 รัฐบาลบังกลาเทศตัดสินใจเลือกเรือคอร์เวตชั้น  Minerva จากอิตาลี เรือมือสองจำนวน 4 ลำมีราคารวมอยู่ที่ 10.5 ล้านยูโร โดยจะการปรับปรุงซ่อมแซมทาสีเรือใหม่ รวมทั้งถอดอาวุธทุกชนิดและเรดาร์ตรวจการณ์ของอิตาลีออก เรือชั้น  Minerva 2 ลำได้ปลดประจำการในเดือนพฤษภาคม 2015 แล้วส่งมอบให้กับอู่ต่อเรือ Fincantieri ของอิตาลีปรับปรุงเรือตามสัญญาทันที เรือ F 551 Minerva เปลี่ยนมาใช้ชื่อ PL 71 Syed Nazrul ส่วนเรือ F 558 Sibilla เปลี่ยนมาใช้ชื่อ PL 72 Tajuddin อู่ต่อเรือใช้เวลาปรับปรุงจนแล้วเสร็จภายใน 168 วัน ขณะนี้ติดระบบเรดาร์และอาวุธปืนเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการส่งมอบเรือให้หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศภายในปีนี้

    เรือชั้น  Minerva มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,285 ตัน ยาว 87 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน OtoMelara KBA 25 มม.จำนวน 1 กระบอก (เมื่อเข้าประจำการอาจมีการติดปืนกลเพิ่ม) เรืออายุ 29 ปีและ 25 ปีได้รับการปรับปรุงเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ ให้มีสภาพสมบรูณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการวิ่งทดสอบด้วยกำลังเครื่องสุงสุด สามารถทำความเร็วได้ถึง 24.05 น๊อต ขณะที่ผลการทดสอบเมื่อปี 1988 ความเร็วสุงสุดอยู่ที่ 24.3 น๊อต ทางด้านเรืออีก 2 ลำคือ F 552 Urania และ F 553 Danaide ได้ปลดประจำการจากองทัพเรืออิตาลีเป็นที่เรียบร้อย เรือเฟสสองน่าจะส่งมอบได้ภายในปี 2017 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศจะมีศักยภาพสุงขึ้นทันตาเห็น

คุยกันส่งท้าย

    บทความเรื่องกองทัพเรือบังกลาเทศค่อนข้างยาวมาก รวมทั้งมีข้อมูลเรือแทบจะครบทุกลำกันเลยทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าไม่ค่อยมีใครเขียนถึง จึงอยากเขียนถึงมากซักหน่อยเพื่อให้รู้จักแพร่หลาย กองทัพเรือบังกลาเทศใช้เรือและอาวุธหลากหลาย นั่นก็เพราะสภาวะจำยอมจากงบประมาณ ปัจจุบันพวกเขาพยายามสร้างมาตราฐานให้ชัดเจน โดยอิงกับอาวุธและเรดาร์จากจีนมากกว่า 80 เปอร์เซนต์ โครงการในอนาคตก็ยังหนีไม่พ้นจีนเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำเฟสสองหรือเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีโครงการใหม่ เหมือนว่าจะดีแต่ไม่น่าจะไม่ดีเท่าที่ควร เพราะดันมีเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัวตามมาน่ะสิครับ

     ภัยคุกคามจากประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ค่อนข้างมีน้อยมากจนถึงน้อยที่สุดไปแล้ว เพราะทางนั้นไม่ได้ต้องการที่จะรวมประเทศ ฝ่ายอินเดียก็คงไม่ยอมให้ทำแบบนั้นแน่ ทั้งยังวุ่นวายกับภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายระดับโลก ไหนจะอเมริกาและจีนทั้งกดดันและแทรกแซงอยู่ร่ำไป แล้วภัยคุกคามที่สำคัญของบังกลาเทศอยู่ที่ไหน ตอบโดยไม่ต้องคิดว่าจากกองทัพเรือพม่านั่นเอง ทั้งสองประเทศมีเรื่องระหองระแหงกันบ่อยครั้ง ประชาชนทั้งสองฝ่ายก็ไม่กินเส้นกันเลยว่างั้น เมื่อกองทัพเรือพม่าใหญ่โตขึ้นตามลำดับ กองทัพเรือบังกลาเทศจึงต้องใหญ่โตขึ้นตามลำดับด้วย ทั้งสองฝ่ายจึงได้โตแบบก้าวกระโดดไปพร้อม ๆ กัน

    แล้วมันยุ่งยากน่าปวดหัวตรงไหนล่ะครับ ก็ตรงอาวุธต่าง ๆ มาจากประเทศจีนเหมือนกันเนี่ยสิ บังกลาเทศมีเรือฟริเกตชั้นเจียงหูพม่าก็มี พม่ามีจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A บังกลาเทศก็มี ปืนเรือชนิดต่าง ๆ ก็ใช้รุ่นเดียวกัน อาวุธปราบเรือดำน้ำก็ใช้รุ่นเดียวกันอีกแล้ว เรดาร์ตรวจการณ์เรดาร์ควบคุมการยิงก็ยังเหมือนกัน เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำก็รุ่นเดียวกันอีกแล้ว เรียกว่าลงจากเรือฝ่ายนี้ไปใช้เรือฝ่ายนั้นได้ทันที

     กองทัพเรือบังกลาเทศดูจะทันสมัยกว่านิดหน่อย ตรงที่มีจรวดต่อสู้อากาศยาน FM-90 ระยะยิง 15 กิโลเมตร และ FL-3000N ระยะยิงไกลสุด 9 กิโลเมตรประจำการแล้ว ทั้งยังมีตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Whitehead A244S ใช้งานด้วย (แม้จะบนเรือลำเดียวก็เถอะ) เมื่อบวกกับเรือดำน้ำมือสองจำนวน 2 ลำเข้าไปด้วย น่าจะถือว่าวิ่งนำกันอยู่อย่างน้อยก็ 2 เสาไฟฟ้า

    แต่ฝั่งพม่าก็มีข้อได้เปรียบเหมือนกันนะครับ เพราะสามารถต่อเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตัน เรือคอร์เวตรูปทรง Stealth เรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถี รวมทั้งเรือตรวจการณ์ปืนได้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อมองไปไกลที่ระยะ 10 ปีข้างหน้าแล้ว พม่ามีโอกาสแซงทางโค้งช่วงท้ายได้อย่างสบาย ขึ้นอยู่กับว่าโครงการเรือดำน้ำจะออกมาแบบไหน รวมทั้งการติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานบนเรือฟริเกตลำใหม่ หรือลำใหม่กว่า (อีกแล้วเหรอ)

    แน่นอนที่สุดว่าบังกลาเทศจะไม่อยู่เฉย ถ้าโครงการเรือดำน้ำของพม่าผ่ายฉลุยไปด้วยดี จะต้องมีการจัดหาอาวุธมากกว่าเดิม งบประมาณที่ใช้ก็จะมากกว่าเดิมตามไป ถามว่าใครจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด ตอบโดยไม่ต้องคิดว่าจีนสิครับ จริงอยู่ว่าพม่าใช้อาวุธจากอินเดียและรัสเซียผสมปนเปด้วย ฝ่ายบังกลาเทศก็ใช้อาวุธจากค่ายตะวันตกอยู่พอสมควร ทว่าอาวุธจากจีนยังครองอันดับหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง

             -------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก   

https://en.wikipedia.org/wiki/Bangladesh_Navy
http://defence.pk/threads/bangladesh-navy.168818/page-149
http://www.bdmilitary.com/bangladesh-defence-procurement/bcg-receive-minerva-class-opvs-2016/
http://defence.pk/threads/4-minerva-class-corvettes-to-join-bangladesh-coast-guard.351980/page-13
http://humansatsea.com/2016/08/08/converted-patrol-vessels-delivered-bangladesh-coast-guard/
http://www.naviearmatori.net/eng/foto-222941-1.html
http://defence.pk/threads/bangladesh-navy.168818/page-152
http://www.defencebd.com/p/ships-of-bangladesh-navy.html
http://www.defencebd.com/2010/11/frigates-name-pennant-number-class.html
http://www.worldwarships.com/country/bangladesh
http://www.defencebd.com/2013/01/bangladesh-nany-launches-homemade-opv.html
http://ordendebatallainternacional.blogspot.com/2012/10/bangladesh.html
http://w3.khulnashipyard.com/
http://dewbn.com/
http://www.defensemedianetwork.com/stories/pla-navy-commissions-first-type-056-corvette-bengbu/
http://navaltoday.com/2015/05/07/former-uscgc-rush-joins-bangladesh-navy/
http://thedailynewnation.com/news/12319/two-war-ships-ali-haider-and-nirmul-of-bangladesh-navy-left-chittagong--for-lebanon-in-un-peace-mission-yesterday.html