วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

M41 Modernization

 

การปรับปรุงรถถังที่กองทัพบกมีประจำการ คือหนึ่งในโครงการพัฒนาเขี้ยวเล็บกองทัพบกให้ทันสมัยกว่าเดิม เทียบเท่ากำลังรบฝ่ายตรงข้ามซึ่งทวีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ดังคำแถลงข่าวของผู้อำนวยการสำนักงานสารนิเทศประจำเดือนตุลาคม 2528 ว่า ทหารเวียดนามได้เพิ่มรถถังประมาณ 50 คันเข้ามายังกรุงพนมเปญ

กองทัพบกไม่เคยนิ่งนอนใจต่อข่าวสารด้านการทหารที่ได้รับ และได้พยายามปรับปรุงรถถังที่มีประจำการอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นโครงการปรับปรุงรถถัง M41 และโครงการปรับปรุงรถถัง M48A5 นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดหารถถังรุ่นใหม่เข้าประจำการ สำหรับโครงการหลังสุดได้รับความสนใจจากบริษัทตัวแทนขายในประเทศ นำรถถังตัวเองมาสาธิตให้ทหารไทยได้รับชมไปแล้วหลายคัน

โครงการปรับปรุงรถถัง M41

รายละเอียดโครงการปรับปรุงรถถัง M41 ในปี 2528 ใช้ชื่อว่า M41 GTI (GERMAN TANK IMPROVEMENT) มีบริษัทจากเยอรมันจำนวน 4 บริษัทเข้าร่วมการปรับปรุง โดยมี 4 บริษัทจากเมืองไทยเป็นตัวแทนประกอบไปด้วย

1.KRAUSSMAFFEI/GLS บริษัทล็อกซเล่ย์ (กรุงเทพ) จำกัดเป็นตัวแทน

2.WEGMANN&DIEHL บริษัทไทยอามาเม้นท์จำกัดเป็นตัวแทน

3.KRUPP ATLAS ELEKTRONIK GmbH บริษัทพร้อมไพบูลย์แอทโซซิเอทจำกัดเป็นตัวแทน

4.MOTOREN-UND TURBINEN-UNION บริษัททวีศักดิ์พาณิชย์จำกัดเป็นตัวแทน

แนวทางในการปรับปรุงรถถัง M41 ได้มาจากโครงการปรับปรุงรถถัง M48 กองทัพบกตุรกี อาศัยประสบการณ์และการทดลองมากมายในประเทศอิตาลี ปากีสถาน กรีก และตุรกี นำมาปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต่างๆ ของรถถังประกอบไปด้วย

.ปรับปรุงสมรรถนะในการขับเคลื่อน

.ขยายรัศมีปฏิบัติการ

.เพิ่มความน่าเชื่อถือในการใช้งาน

.ลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานและซ่อมบำรุง

.สนับสนุนการส่งกำลังบำรุงง่ายกว่าเดิม

การปรับปรุงเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งคือทดแทนเครื่องยนต์แก๊สโซลีน AOS 895-3 ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล MTU MB 833 Aa-500 เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบจากเยอรมันมีใช้งานในรถถังและรถสายพานหลายแบบด้วยกัน กำลังม้าที่รอบเกียร์ที่รอบใช้งานสูงเท่ากับ 285 กิโลวัตต์ (กำลังม้าที่ห้องเกียร์) มากกว่าเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจากสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ 254 กิโลวัตต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศภายนอก ต่างจากเครื่องยนต์เก่าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ ALLISON CD 500-3 ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ใหม่  มีการติดตั้งระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราเพิ่มเติมเข้ามา โดยมีอัตราส่วนเท่ากับ 0.857 ส่งผลให้รอบใช้งานเครื่องยนต์เท่ากับ 2,400 รอบ/นาทีต่ำกว่าของเดิม 400 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดจาก 3.1 ลิตรต่อกิโลเมตรเหลือเพียง 1.3 ลิตรต่อกิโลเมตร รัศมีปฏิบัติการบนถนนที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มจากประมาณ 160 กิโลเมตรเป็น 600 กิโลเมตร

สมรรถนะและความทนทานของระบบกันสะเทือนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบหยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทก (HYDRAULIC BUMP STOPS) ติดตั้งระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิค (HYDRAULIC TELESCOPIC SHOCK ABSORBERS) และระบบเหล็กทอร์ชัน (TORSHION BARS) ทำจากโลหะแข็งแรงเพิ่มเติมเข้ามา

ระบบสายพานรุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนแผ่นยางได้ สำหรับการขับเคลื่อนบนถนนลาดยาง หรือสามารถติดตั้งแผ่นเหล็ก 8 แผ่นต่อสายพานแต่ละข้าง สำหรับการขับเคลื่อนผ่านเส้นทางทุรกันดาร หรือใช้แบบไม่มียางรองก็ได้ เป็นการยึดอายุสายพาน มีความปลอดภัยสูง และลดการบำรุงรักษา

พลประจำรถจะได้รับการป้องกันระเบิดภายในห้องปฏิบัติการ โดยการติดตั้งระบบป้องกันระเบิดซึ่งไม่มีสารพิษอันตรายจำนวน 1 ระบบ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบป้องกันสงครามนิวเคลียร์-เคมี-ชีวะ (NBC) ซึ่งจะติดตั้งภายในหรือภายนอกป้อมปืนก็ได้ สำหรับกรณีไฟไหม้ห้องเครื่องยนต์สามารถป้องกันและดับไฟได้ โดยติดตั้งระบบเตือนไฟและระบบตัดไฟของเฮลอน (HALON)



รายละเอียดอุปกรณ์ในการปรับปรุง (SCOPE OF SUPPLY)

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสมรรถนะรถถัง M41 นั้นมีอุปกรณ์หลักดังต่อไปนี้

อุปกรณ์เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อน

1.เครื่องยนต์ดีเซล

2.ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์และเกียร์

3.ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบ รวมทั้งพัดลมเป่าผงฝุ่นแบบหยาบ 1 ชุด

4.เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 9 Kw รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบ และอุปกรณ์ควบคุมการติดตั้งเข้ากับเครื่องยนต์

5.อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมระบบเครื่องยนต์ เครื่องจักรช่วย ตลอดจนอุปกรณ์ในการติดตั้งเครื่องยนต์

6.แท่นรับเครื่องยนต์แบบยืดหยุ่น

7.ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์เดิม

8.ข้อต่อแบบยืดหยุ่น (สปริงเหล็ก)

9.ท่อไอเสียจำนวน 2 อัน

เครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่จะผ่านไปหล่อเย็นทั้ง 6 สูบ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะลักษณะการวางลูกสูบเป็นรูปตัววีทำมุม 90 องศา มีแบริ่งรับเพลาข้อเสีย 4 ตัว โครงสร้างภายนอกทำจากโลหะผสมน้ำหนักเบา (LIGHT ALLOY) ใช้ระบบ OVERHEAD CAMSHAFTS จำนวน 2 แถว ทำหน้าที่เปิดปิดลิ้นไอดีและไอเสียจำนวนอย่างละ 2 ชิ้นต่อหนึ่งสูบ ในการรักษาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ให้สูงตลอดเวลา ระบบหล่อลื่นจะทำงานโดยอาศัยระบบ DRY SUMP และ SCAVENGE PUMBS

ระบบเกียร์ALLISON CD 500-3

ในการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU MB 833 Aa-500 ยังคงใช้งานเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะของเดิม เป็นแบบเกียร์ 2 ความเร็วประกอบกับทอร์คคอนวอตเตอร์ (TORQVE CONVERTER) และคลัชแบบล็อกอัพ (LOCK UP CLUTCH)

ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตรา

ระบบเกียร์เปลี่ยนอัตราจะติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ โดยมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

-ปรับความเร็วให้สัมพันธ์กัน

-ทำหน้าที่เชื่อมเครื่องยนต์ใหม่เข้ากับเกียร์เดิม

ข้อต่อสปริงเหล็กซึ่งต่อระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์ จะทำหน้าที่เป็นตัวหยุ่นและรับแรงบิดกะทันหัน

ระบบระบายความร้อน

ระบบนี้ประกอบไปด้วยระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ กับระบบระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ โดยจะติดตั้งบริเวณด้านขวาของเครื่องยนต์ อากาศเย็นจะผ่านเข้าสู่ระบบระบายความร้อนจากด้านบน ถูกดูดผ่านข้อต่อไฮดรอลิกโดยพัดลม อากาศร้อนจะผ่านไปยังห้องเกียร์ก่อนออกจากตัวถังรถ ตรงช่องระบายอากาศร้อนที่ผนังห้องเครื่องยนต์ด้านท้ายรถ

ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบ

ระบบทำความสะอาดอากาศเข้าลูกสูบเป็นแบบไส้กรองแห้ง 2 ตอน ติดตั้งบริเวณด้านซ้ายของเครื่องยนต์ อากาศที่จะเข้ามาเผาไหม้ในลูกสูบจะถูกดูดผ่านช่องดูดอากาศที่ผนังห้องเครื่องด้านบน

ขั้นตอนแรกของการกรองอากาศ (CYCLON STAGE) ฝุ่นละอองต่างๆ จะถูกแยกได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ โดยอาศัยพัดลมฉีด (EJECTION BLOWER) เป็นตัวเป่าฝุ่นละอองแบบหยาบออกนอกตัวรถ ฝุ่นละอองที่เหลือจะผ่านเข้าไปยังขั้นตอนการกรองอากาศชั้นที่สอง หรือการกรองอากาศแบบละเอียด (FINE FILTER) ในชั้นนี้อากาศจะผ่านไส้กรองกระดาษซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมในเครื่องกรอง

ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง (FUEL SYSTEM)

ในการเพิ่มรัศมีปฏิบัติการของรถถังให้สูงขึ้น มีการเพิ่มปริมาณการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงให้จุได้ประมาณ 800 ลิตร โดยมีถังน้ำมันทำด้วยโลหะผสม (ALLOY) จำนวน 3 ถังติดตั้งภายในห้องเครื่องยนต์ ติดตั้งด้านซ้ายและด้านขวาของรถอีกฝั่งละ 1 ถังโดยเป็นถังหุ้มเกราะ ติดตั้งหน้าคลังกระสุนส่วนหน้าของรถอีก 1 ถัง รวมทั้งมีอีก 3 ถังเป็นถังอ่อนมีโฟมบรรจุโดยรอบป้องกันการระเบิด

ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงมีระบบส่งน้ำมันจำนวน 2 ชุด น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังเก็บจะถูกสูบเข้าไปในถังใช้การโดยอาศัยเครื่องสูบน้ำมันเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้า เพิ่มความมั่นใจได้ว่าไม่ว่ารถถังอยู่ในมุมเอียงสักเท่าไร น้ำมันจะถูกจ่ายเข้าเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ และสามารถใช้งานได้จนถึงหยดสุดท้าย

ระบบท่อไอเสีย (EXHAUST SYSTEM)

เนื่องจากมีการดัดแปลงให้รถถังเปลี่ยนมาใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล รวมทั้งได้มีการดัดแปลงห้องเครื่องยนต์ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนท่อไอเสียทั้งหมด แก๊สเสียจะผ่านออกมาทางท่อแก๊สเสียจำนวน 2 ท่อ เข้าไปยังหม้อเก็บเสียงซึ่งอยู่ด้านบนของห้องเกียร์ แก๊สเสียจะถูกผสมร่วมกับอากาศเย็นทำให้ความร้อนลดลง ก่อนผ่านออกไปยังช่องอากาศออกซึ่งอยู่บริเวณผนังเครื่องยนต์ด้านท้ายรถ

ระบบเตือนไฟดับไฟอัตโนมัติของเฮลอน (AUTOMATIC FIRE WARNING AND HALON FIRE-EXTINGUISHING SYSTEM)

ระบบเตือนไฟดับไฟอัตโนมัติของเฮลอนเป็นระบบไม่มีสารพิษ มีการทำงานสองลักษณะด้วยกัน คือดับไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟไหม้โดยอาศัยอุปกรณ์เตือนไฟ (FIRE-WIRE SYSTEM) หรืออาจทำงานโดยพลประจำรถเป็นผู้ใช้งาน

อุปกรณ์ป้องกันการระเบิดภายในตัวรถแบบอัตโนมัติของเฮลอน (AUTOMATIC HALON EXPLOSION SUPORESSION SYSTEM FOR THE CREW COMPARTMENT)

ไฟไหม้และการระเบิดภายในห้องบังคับรถ จะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับพลประจำรถ ระบบทันสมัยจากเฮลอนจะติดตั้งกล้องตรวจจับจำนวน 4 ตัวเพื่อตรวจสอบการระเบิด เมื่อมีสัญญาณถึงระดับหนึ่งระบบดับเพลิง HALON 1301 จะถูกปล่อยออกมาโดยอัตโนมัติ โดยใช้ขวดดับเพลิงสำหรับพลขับจำนวน 1 ขวด และใช้ขวดดับเพลิงภายในป้อมปืนอีก 3 ขวด อุปกรณ์ทั้งหมดจะติดตั้งบนแชสซีส์ของรถถัง (CHASSIS) การทำงานจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงมิลลิวินาที (MILL SECONDS) ซึ่งเร็วมากพอที่จะป้องกันการระเบิดภายในตัวรถ ช่วยให้พลประจำรถปลอดภัยจากกำลังดันของระเบิดและอุณหภูมิสูง

ระบบไฟฟ้า (ELECTRICAL SYSTEM)

ระบบไฟฟ้าภายในรถถังมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 9 Kw ติดตั้งอยู่กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีวงจรเรคติไฟเออร์ (RECTIFIER) และระบบควบคุมโวลต์เตจ (VOLTAGE CONTROL) ติดตั้งแยกต่างหากภายในห้องบังคับรถ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายไฟขนาด 6 Kw เมื่อเครื่องยนต์ดีเซลใช้รอบเดินเบา (IDLE SPEED)

กล่องฟิวส์ถูกติดตั้งภายในห้องบังคับรถ ในกล่องคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการจ่ายไฟและวงจรป้องกันระบบไฟฟ้า การต่อไฟเข้าหรือออกจากกล่องฟิวส์ทำได้อย่างรวดเร็วผ่านข้อต่อรุ่นใหม่ (QUICK DISCONNECT COVPLINGS) ที่แผงควบคุมไฟฟ้าจะติดตั้งสวิตช์ต่างๆ, หน้าปัดแสดงสถานะ,สัญญาณเตือน, ตลอดจนหน้าปัดต่างๆ สำหรับการขับเคลื่อน แบตเตอรี่ประจำรถอยู่ในกล่องแบตเตอรี่ฝั่งขวาของรถ ส่วนสายกราวด์ตัวถังแยกออกต่างหากและผ่านรีเลย์ควบคุมหลัก

ระบบกันสะเทือน

ระบบกันสะเทือนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ประกอบไปด้วย

-หยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทก (HYDRAULIC BUMP STOPS)

-ระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิค (HYDRAULIC TELESCOPIC SHOCK ABSORBERS)

-ระบบเหล็กทอร์ชัน (TORSHION BARS)

-ใช้สายพานและเฟืองขับสายพานรุ่นใหม่

ระบบผ่อนแรงสะเทือน

สมรรถนะและความคงทนระบบผ่อนแรงสะเทือนใหม่ ได้รับการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ประกอบไปด้วย

-ติดตั้งระบบหยุ่นไฮดรอลิคกันกระแทกให้ล้อทุกล้อที่สัมผัสผิวถนน

-ติดตั้งระบบโช้คอัพไฮดรอลิคแบบเทเลสโคปิคที่ตำแหน่ง 1,2,4 และ 5

-ติดตั้งเหล็กทอร์ชันทำจากโลหะแข็งแรง

เนื่องจากประสิทธิภาพระบบผ่อนแรงสะเทือนใหม่ดีขึ้นกว่าเดิม การสั่นสะเทือนภายในห้องบังคับจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางทุรกันดารใช้ความเร็วได้มากกว่าเดิม รวมทั้งช่วยให้การทรงตัวดีขึ้นกว่าเดิม

แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรก (TRACK (DUST) SKIRTS)

ในการป้องกันช่องระบายอากาศหรือระบบดูอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ รวมทั้งช่องระบายความร้อนจากฝุ่น ผง หรือสิ่งสกปรก แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรกช่วยทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แผ่นป้องกันทำจากยางผ่านการทดสอบใช้งานจริงมาแล้ว หรือสามารถเปลี่ยนเป็นแผ่นป้องกันหุ้มเกราะก็ได้ แต่จะทำให้รถถังมีน้ำหนักมากขึ้น ความคล่องตัวของรถน้อยลง

         อุปกรณ์ประกอบตัวรถประกอบไปด้วย

1.ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ชุด

2.แผงอุปกรณ์ไฟฟ้า

3.ชุดต่อขั้วไฟฟ้า สายไฟ กล่องฟิวส์และอื่นๆ สำหรับปรับปรุงระบบไฟฟ้า

4.ฝาปิดห้องเครื่องยนต์

5.ชิ้นส่วนสำหรับเชื่อมติดกับตัวถัง

6.อุปกรณ์เตือนไฟและดับไฟอัตโนมัติของเฮลอน

7.อุปกรณ์ป้องกันการระเบิดภายในตัวรถแบบอัตโนมัติ

8.อุปกรณ์ป้องกันสงครามนิวเคลียร์-เคมี-ชีวะ

9.แผ่นป้องกันโคลน/สิ่งสกปรก

ระบบควบคุมการยิงโมล์ฟ

ระบบควบคุมการยิงโมล์ฟ (MOLF 41) เป็นระบบควบคุมการยิงสำหรับรถถังขนาดเล็ก การออกแบบระบบใช้วงจรในลักษณะโมดูล มีหน้าที่ควบคุมการยิงปืนใหญ่ประจำรถถัง หรือปืนกลร่วมแกนซึ่งติดตั้งคู่กับปืนใหญ่ จุดเด่นของระบบควบคุมการยิงโมล์ฟก็คือ

1.ทำการต่อตีเป้าหมายนิ่งหรือเป้าหมายเคลื่อนที่ทุกชนิด

2.สามารถควบคุมการยิงทั้งในกลางวันและกลางคืน

3.มีความแม่นยำสูงไม่ว่าจะยิงขณะรถถังเคลื่อนที่หรือจอด

เนื่องจากโครงสร้างระบบควบคุมการยิงโมล์ฟมีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้สามารถติดตั้งบนรถถัง M41 ได้อย่างสะดวก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสู้รบให้สูงกว่าเดิม และด้วยชิ้นส่วนของระบบควบคุมการยิงเป็นแบบโมดูล ทำให้สามารถติดตั้งบนชิ้นส่วนต่างๆ ของรถถังได้อย่างสะดวก หลักการทำงานของระบบควบคุมการยิงโมล์ฟแบ่งเป็นขั้นตอนประกอบไปด้วย

-การค้นหาและพิสูจน์ทราบเป้า

-การติดตามเป้า

-การวัดค่าต่างๆ ของเป้าและของเรา

-การคำนวณสำหรับการยิง

-การเล็งติดตามเป้าของปืน

-การยิง

การค้นหาและพิสูจน์ทราบเป้าอาศัยกล้องศูนย์ในการค้นหา ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศระหว่างทำการค้นหาเป้า เมื่อพบเป้าแล้วให้กำหนดเป้าด้วยเครื่องหมายให้ตรงกับตำแหน่งเป้าจริง ต่อด้วยทำการวัดระยะเป้าด้วยเครื่องวัดระยะเลเซอร์

จากข้อมูลต่างๆ ของเป้าและระยะ ตลอดจนขีปนวิธีของลูกปืนที่ได้กำหนดไว้ในคอมพิวเตอร์ จะถูกนำมาดำเนินกรรมวิธีในการคำนวณหามุมหัน/กระดกของปืน (มุมดักหน้าเป้า) เมื่อคำนวณเสร็จจะปรากฏจุดสีแดงในศูนย์กล้องแสดงมุมดักหน้าเป้าเท่านั้น ต่อจากนั้นเราสามารถควบคุมปืนหันไปหาแล้วติดตามเป้า การคำนวณดักหน้าเป้าจะได้รับการแก้ไขอัตราผิดโดยอัตโนมัติ หลังการติดตามเป้าจุดสีแดงจะทับกับตำแหน่งเป้าจริง และเคลื่อนที่ไปพร้อมเป้าจริงตลอดเวลา เมื่อถึงขั้นตอนนี้พลประจำปืนสามารถยิงทำลายเป้าได้อย่างแม่นยำ

ระบบคอมพิวเตอร์จะทำการคำนวณต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อได้รับค่าระยะเป้าใหม่จะแก้อัตราผิดทันทีโดยอัตโนมัติ การหันของป้อมปืนจะได้การกรองสัญญาณให้เรียบ เพื่อให้การหันมีอัตราเร็วสม่ำเสมอป้องกันการกระตุก รวมทั้งข้อบกพร่องต่างๆ ซึ่งอาจเกิดจากพลประจำปืน

กรรมวิธีทั้งหมดจนถึงทำการยิงกินเวลาไม่กี่วินาที ในกรณีไม่ใช้ระบบเลเซอร์ในการวัดค่าระยะเป้า พลประจำปืนสามารถป้อนข้อมูลระยะเป้าเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง

บทสรุป

ข้อมูลจากเยอรมันมีความแตกต่างจากข้อมูลประเทศไทยเล็กน้อย ผู้เขียนนำมาลงเพิ่มให้มีการเปรียบเทียบและบันทึกเรื่องราวอย่างครบถ้วน รถถัง M41 GTI ถูกพัฒนาต้นแบบขึ้นมาเพียงคันเดียว นำมาทดสอบในประเทศไทยเป็นเวลานานพอสมควร เป็นชุดอัปเกรดที่ไม่ใช้สำหรับประเทศไทยเพียงชาติเดียว ประเทศอื่นที่ยังคงใช้รถถัง M41 รุ่นมาตรฐานสามารถจัดหาไปใช้งานได้เช่นกัน โดยที่ระบบอาวุธทั้งหมดยังคงเหมือนเดิมรวมทั้งปืนใหญ่ M32 ขนาด 76 มม. ยกเว้นปืนกลร่วมแกนถูกแทนที่ด้วยปืนกล Heckler & Koch HK21 แต่เนื่องมาจากโครงการปรับปรุงในประเทศไทยไม่ได้ไปต่อ พลอยทำให้รถถัง M41 GTI และชุดอัปเกรดเหลือเพียงตำนานให้เล่าขานสืบไป

ชุดอัปเกรดเพิ่มระบบควบคุมการยิง MOLF 41 เข้ามา ประกอบไปด้วยกล้องตรวจจับคลื่นความร้อน เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ และคอมพิวเตอร์ดิจิทัลสำหรับคำนวณผล สามารถยิงกระสุน HEAT-FS และ APDS ขณะเคลื่อนที่ได้ มีการแทนที่ระบบขับเคลื่อนป้อมปืนไฮดรอลิกแบบเดิม ด้วยระบบ ELAN 41 T ซึ่งใช้ระบบไฟฟ้าที่มีตัวกันสั่นแทนที่ระบบไฮดรอลิก เครื่องยนต์แก๊สโซลีน AOS 895-3 ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล MTU MB 833 Aa-500 ซึ่งให้กำลัง 450 แรงม้า ขยายรัศมีปฏิบัติการจาก 160 กิโลเมตรเป็น 600 กิโลเมตร รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันภัยรุ่นใหม่เพิ่มความปลอดภัยให้กับพลประจำรถ ถือเป็นการปรับปรุงใหญ่ทั้งคันและทุกจุดอย่างแท้จริง

โครงการปรับปรุงรถถัง M41 โดยบริษัทจากเยอรมัน มีการนำรถถังปรับปรุงแล้วมาทดสอบในประเทศไทยเป็นเวลาพอสมควร มีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างละเอียดผ่านสื่อมวลชนสายการทหาร มีการทดสอบใช้งานรถถังและระบบควบคุมการยิงที่สนามซ้อมจังหวัดสระบุรี เพียงแต่ผู้เขียนไม่มีข้อมูลบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เหตุใดโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญค่อนข้างมากถึงไม่ได้ไปต่อ

อ้างอิงจาก

นิตยสารสงคราม ปีที่ 8 ฉบับที่ 264 ประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2528

https://forum.warthunder.com/t/m41gti-another-failure/25725

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

HK33 Bullpup

 

ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้า

          ระหว่างปี 2533 โรงงานผลิตอาวุธเบา กรมสรรพาวุธ กองทัพบกไทย สามารถผลิตปืนเล็กยาว 11 แบบมาตรฐานหรือเอชเค 33 ได้ด้วยตัวเอง โดยได้รับสิทธิบัตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัท Heckler&Koch ประเทศเยอรมัน แต่เนื่องมาจากอาวุธปืนขนาดค่อนข้างยาว การนำมาใช้งานในพื้นที่คับแคบในยานยนต์หุ้มเกราะ อากาศยาน หรือปฏิบัติการในป่าทืบประสบปัญหาพอสมควร ประเทศต่างๆ แก้ปัญหาโดยนำปืนเล็กยาวแบบบูลพัพเข้าประจำการ กองทัพบกไทยเห็นดังนั้นจึงขึ้นโครงการวิจัยและพัฒนาปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้า โดยนำปืนเล็กยาว 11 แบบมาตรฐานมาปรับปรุงเป็นปืนเล็กยาวแบบบูลพัพ ก่อนนำมาอวดโฉมครั้งแรกในงานแสดงอาวุธที่สนามเสือป่า

การนำปืนเล็กยาว 11 แบบมาตรฐานมาปรับปรุงเป็นปืนเล็กยาวแบบบูลพัพ นอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาอาวุธจากต่างประเทศ ยังสะดวกต่อการซ่อมและส่งกำลังบำรุง เพราะปืนบูลพัพรุ่นใหม่สามารถใช้ชิ้นส่วนร่วมกับเอชเค 33 ได้โดยไม่เกิดปัญหา และช่วยให้ทหารไทยมีอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยใช้งานไม่น้อยหน้าชาติอื่น

ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าทำงานด้วยระบบดีเลย์ โบลว์แบล็คและขัดกลอนปิดท้ายลำกล้องโดยใช้ลูกกลิ้งขัดกลอน โครงปืนทำจากแผ่นเหล็กปั๊มขึ้นรูป ประกอบด้วยโครงปืนส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งจะยึดติดกันด้วยสลักยึด 2 ตัวซึ่งอยู่ตอนท้ายของโครงปืน  ทำให้ปืนมีความแข็งแกร่งกว่าปืนเล็กยาว 11 แบบมาตรฐาน ซึ่งใช้สลักยึดด้านหลังโครงปืนเพียงตัวเดียว ทำให้รูสลักเกิดการฉีกขาดได้ง่ายหลังการใช้งานไปแล้วระยะหนึ่ง

โรงงานผลิตอาวุธเบา กรมสรรพาวุธออกแบบให้ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้ามีความยาวเพียง 750 มม.สั้นกว่าปืนฟามาส์ของฝรั่งเศสซึ่งยาว 757 มม.รวมทั้งเอ็นฟิลด์ เอสเอ 80 ของอังกฤษซึ่งยาว 785 มม.น้ำหนักเปล่าอยู่ที่ประมาณ 4 กิโลกรัม ระบบป้อนกระสุนปืนใช้ซองกระสุนขนาด 20 นัดและ 40 นัด ลำกล้องปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้ายาว 450 มม.ปลายลำกล้องติดปลอดบังแสงสามารถยิงลูกระเบิดได้ ภายในลำกล้องมี 6 ร่องเกลียววนขวาด้วยอัตราการปิด 7 นิ้วต่อวงรอบ ทำงานร่วมกับกระสุนปืน 5.56x45 รุ่น เอ็ม 855 ได้อย่างแม่นยำ

ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าถูกออกแบบให้อยู่แนวเส้นตรง ส่งผลให้ศูนย์เล็งต้องถูกยกระดับสูงขึ้น กรมสรรพาวุธตัดสินใจเลือกใช้ศูนย์เล็งร่วมกับปืนเล็กยาวบบเอ็ม 16 นอกจากใช้เป็นหูหิ้วยังติดตั้งกล้องศูนย์เล็งเพิ่มเติมได้ โดยจะมีกำลังขยายตั้งแต่ 1.5 ถึง 4 เท่าช่วยในการยิงถูกเป้าหมาย ในสภาวะมีแสงสว่างค่อนข้างจำกัด

ด้านล่างของโครงปืนประกอบไปด้วย ช่องบรรจุซองกระสุน และด้ามจับแบบปืนพกทำจากพลาสติกสังเคราะห์หล่อขึ้นรูป ส่วนพานท้ายถูกออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายพานท้ายปืนกลเอ็ม 60 ในพานท้ายคือชุดลูกเลื่อนตลอดจนกลไกต่างๆ คันบังคับการยิงอยู่ด้านท้ายใกล้ช่องบรรจุซองกระสุน สามารถปรับได้ถึง 3 ตำแหน่งได้แก่ ห้ามไก กึ่งอัตโนมัติหรือยิงทีละนัด และยิงแบบอัตโนมัติ

เนื่องจากปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าทำการยิงจากตำแหน่งหน้าลูกเลื่อนปิด ปัญหาเรื่องกระสุนปืนจุดระเบิดขึ้นเองหลังการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานจนลำกล้องร้อน จึงเป็นปัญหาที่ผู้ผลิตอาวุธปืนต้องหยิบมาพิจารณา ผลการยิงทดสอบปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าสามารถยิงต่อเนื่องมากถึง 200 นัด ก่อนที่ลำกล้องจะเริ่มร้อนจัดซึ่งนับว่าเกินพอสำหรับมาตรฐานปืนบูลพัพ ยกตัวอย่างเช่นปืนฟามาส์ของฝรั่งเศสกำหนดไว้ว่า ปืนต้องสามารถทำการยิงต่อเนื่องได้ประมาณ 100 นัด

ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าทำงานด้วยระบบดีเลย์ โบลว์แบล็ค ถ่วงเวลาการเปิดท้ายลำกล้องปืนด้วยลูกกลิ้งขัดกลอน วงรอบการทำงานของปืนจึงมีความคลึงปืนเล็กยาว 11 แบบมาตรฐาน เมื่อผู้ยิงดึงคันรั้งโครงนำลูกเลื่อนมาด้านหลังแล้วปล่อยกลับเข้าที่ ลูกเลื่อนจะผลักกระสุนออกจากซองบรรจุเข้ารังเพลิงแล้วปิดท้ายลำกล้อง ลูกกลิ้งขัดกลอนจะกางออกเพื่อขัดเข้ากับร่องกลอนที่ส่วนท้ายของรังเพลิง เมื่อผู้ยิงเหนี่ยวไกปลดนกปืนให้เป็นอิสระ แง่ยึดนกปืนจะฟาดลงบนท้ายเข็มแทงชนวน ทำให้ปลายเข็มพุ่งชนจอกกระทบแตกหรือไพรเมอร์เพื่อจุดดินขับให้ลุกไหม้ กลายเป็นแก๊สผลักดันหัวกระสุนวิ่งออกไปจากลำกล้อง โดยที่ปริมาณแก๊สส่วนหนึ่งจะไหลย้อนกลับผ่านร่องที่แซะไว้รอบๆ รังเพลิง ทำหน้าที่ประคองปลอกกระสุนไม่ให้ติดแน่นกับผนังรังเพลิง

เมื่อหัวกระสุนวิ่งผ่านพ้นลำกล้องปืน เข็มแทงชนวนจะเคลื่อนที่ถอยหลังเล็กน้อยทำให้ลูกกลิ้งขัดกลอนหลุดออกจากร่องกลอน ปล่อยให้ลูกเลื่อนเคลื่อนที่ถอยหลังอย่างอิสระ เพื่อรั้งปลอกกระสุนออกจากรังเพลิงและสลัดทิ้งทางช่องคายปลอก เมื่อชุดลูกเลื่อนเคลื่อนตัวถอยหลังจนสุดระยะ แหนบรับแรงสะท้อนถอยหลังซึ่งถูกอัดตัวจะออกแรงดันชุดลูกเลื่อน ให้วิ่งกลับเข้าที่พากระสุนนัดต่อไปเข้าสู่รังเพลิง พร้อมกับปิดท้ายลำกล้องรอคอยการเหนี่ยวไกครั้งถัดไป ในกรณีคันบังคับการยิงอยู่ตำแหน่งกึ่งอัตโนมัติ แต่ถ้าคันบังคับการยิงอยู่ตำแหน่งอัตโนมัติปืนจะลั่นไกต่อเนื่อง ด้วยอัตรายิงระหว่าง 700 ถึง 750 นัดต่อนาที จนกว่ากระสุนจะหมดหรือผู้ยิงหยุดเหนี่ยวไกปืน

ปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้ามีความแม่นยำสูง ระยะยิงหวังอยู่ที่ประมาณ 400 ถึง 500 เมตร ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชนิดกระสุนปืนและศูนย์กล้องเล็งประจำปืน อายุการใช้งานกรมสรรพาวุธกำหนดไว้ที่ประมาณ 10,000 นัด ทว่าใช้งานจริงน่าจะประมาณ 20,000 นัดขึ้นไป สามารถยิงลูกระเบิดชนิดต่างๆ โดยไม่ต้องปรับปรุงปืน ประกอบไปด้วยลูกระเบิดยิงสังหาร ลูกระเบิดยิงต่อสู้รถถัง ลูกระเบิดแก๊สน้ำตา และควันสัญญาณสีต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนชนิดพิเศษเหมือนปืนเล็กยาวรุ่นเก่า

เนื่องจากปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาปรับปรุง จึงอาจมีข้อบกพร่องหลงเหลือให้ต้องแก้ไขต่อไป เมื่อแก้ไขปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์ปืนจะมีจุดเด่นดังนี้

1.มีความกะทัดรัดคล่องตัวสูง สามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง

2.ตัวปืนมีสมดุลดีมีความแม่นยำสูง จึงช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการฝึกทหารใหม่

3.ชิ้นส่วนหลักมีค่อนข้างน้อย การถอดประกอบเพื่อทำความสะอาดหรือซ่อมบำรุงจึงทำได้ง่าย

4.สามารถใช้กระสุนปืนขนาด 5.56x45 มม.ได้ทุกรุ่น

5.มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหนักทุกสมรภูมิประเทศ

6.อัตรายิงระหว่าง 700 ถึง 750 นัดต่อนาที ถือว่าค่อนข้างเหมาะสมช่วยลดความสิ้นเปลืองกระสุนปืน

7.ใช้ยิงลูกระเบิดแบบมาตรฐานได้ทุกชนิดโดยไม่ต้องดัดแปลงหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม

เมื่อปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ อาวุธชนิดนี้น่าจะเป็นอาวุธประจำกายแบบมาตรฐานทหารไทยในอนาคต ส่วนจะเป็นอาวุธประจำกายที่ดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุดหรือไม่ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือการออกแบบและการผลิตอาวุธด้วยฝีมือคนไทยภายในประเทศ

บทสรุปปิดท้าย : ผู้เขียนไม่เคยเห็นปืนเล็กยาว 11 แบบก้าวหน้าแม้แต่ครั้งเดียว ดูเหมือนโครงการสุดทันสมัยในปี 2533 จะไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่มีปืนเล็กยาวแบบบูลพัพเข้าประจำการจริง หรืออาจมีประจำการจริงจำนวนน้อยนิดจนแทบไม่หลงเหลือในปัจจุบัน

อ้างอิงจาก : นิตยสารสงคราม ปีที่ 13 ฉบับที่ 437 ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2533

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

HTMS Nong Sarai

 

โครงการจัดหาเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

กองทัพเรือได้พยายามเสริมกำลังรบทางเรือให้พร้อมในการป้องกันประเทศ ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อภัยคุกคามทางทะเลมาโดยตลอด เป็นที่ทราบกันดีว่าความลึกของน้ำและลักษณะพื้นท้องทะเลในอ่าวไทยและทะเลฝั่งอันดามัน เกื้อกูลต่อการทำสงครามทุ่นระเบิดทุกรูปแบบ จำเป็นต้องมีกองเรือทุ่นระเบิดที่สามารถกวาดและล่าทำลายทุ่นระเบิด เพื่อเปิดเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้าสู่ฐานทัพ ท่าเรือ ฐานส่งกำลังบำรุง ตลอดจนพื้นที่จอดเรือให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามของทุ่นระเบิด

กองเรือทุ่นระเบิดยังสามารถวางทุ่นระเบิดทางรับ เพื่อป้องกันการปฏิบัติการของเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำข้าศึกตามพื้นที่สำคัญของฝ่ายเรา นอกจากนี้ยังมีฐานขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ฐานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ที่กองทัพเรือต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัย

ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งและเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น ซึ่งมีอายุการใช้งานค่อนข้างมากและอุปกรณ์ประจำเรือล้าสมัย จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเรือให้มีขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดสมบูรณ์ขึ้น และปรับปรุงเรือบางลำให้กลายเป็นเรือฝึก ส่วนเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดยังไม่มีใช้งานในกองทัพเรือ จึงได้พิจารณาที่จะหาเพื่อไว้ใช้ในราชการ และเป็นกำลังทดแทนทางเรือเสริมสร้างสมรรถนะกองทัพเรือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งจำเป็นต้องดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และต้องจ้างสร้างจากต่างประเทศเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการสร้างขั้นสูง ทั้งในด้านการสร้างตัวเรือ การติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยสลับซับซ้อนและมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเป็นงานที่ต้องการช่างผู้มีฝีมือ มีความรู้ความชำนาญในการสร้างเรือประเภทนี้โดยเฉพาะ และประการสำคัญก็คือเมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องเข้าสถานีทดสอบ เพื่อตรวจสอบ SIGNATURE ของเรือทั้งในด้านแม่เหล็ก เสียง ความดัน ความทนทานต่อแรงกระแทก ซึ่งสถานีทดสอบเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย

ภายหลังการตกลงใจ กองทัพเรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง หรือที่เรียกว่า กลท.โดยมีเสนาธิการทหารเรือเป็นประธานการจัดหาเรือ ในปีงบประมาณ 2527 สามารถจัดหาได้เพียง 1 ลำคือเรือหลวงบางระจัน เพื่อให้การปฏิบัติการทางยุทธวิธีร่วมกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบำรุงรักษาเรือให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด กองทัพเรือจำเป็นต้องจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งเพิ่มเติม ดังนั้นในปีงบประมาณ 2528 จึงได้พิจารณาจัดหาเรือแบบเดียวกับลำแรกและมีขีดความสามารถอย่างเดียวกันเพิ่มอีก 1 ลำ โดยตกลงใจให้บริษัท ลือเซนวาร์ฟ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้สร้างเรือหลวงบางระจันสร้างลำนี้ต่อไป

มีการกระทำพิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือหลวงบางระจันใกล้ฝั่งลำที่ 2 ในราคา 55,800,000.00  ดอยซมาร์ค คิดเป็นเงินไทยประมาณ 491,040,000.00 บาท (สี่ร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านสี่หมื่นถ้วน) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2528 โดยมีพลเรือเอกนิพนธ์ ศิริธรเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

คุณลักษณะเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

ตัวเรือ : ทำด้วยไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก

ความยาวตลอดลำ : 49.10 เมตร

ความยาวที่แนวน้ำ : 45.70 เมตร

ความกว้าง : 9.30 เมตร

กินน้ำลึก 2.5 เมตร

ระวางขับน้ำเต็มที่ : 450 ตัน

ความเร็วมัธยัสถ์ : 14 นอต

ความเร็วสูงสุด (ต่อเนื่อง) : 17 นอต

ความเร็วขณะล่าทุ่นระเบิด (ขับเคลื่อนด้วยเครื่องไฟฟ้า) : 0-8 นอต

ระยะปฏิบัติการที่ความเร็ว 12 นอต : มากกว่า 2,000 ไมล์ทะเล

กำลังพลประจำเรือ : 41 นาย

ระบบขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 396 TB 83 จำนวน 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีกำลัง 1470 HP ที่ 1940 rpm เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพลาละ 1 ตัว

เพลาใบจักร : 2 เพลา

ใบจักร : จำนวน 2 พวง พวงละ 5 ใบ

หางเรือประสิทธิภาพสูง : 2 ใบแบบ Becker

ระบบอาวุธ

เครื่องโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด 1 เครื่อง

ระบบเดินเรือ 1 ระบบ

อุปกรณ์ดำน้ำ : ยานใต้น้ำ 2 ตัว

เครื่องกวาดทุ่นระเบิดทอดประจำที่ 1 ชุด

ปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร 3 กระบอก

อ้างอิงจาก : นิตยสารสมรภูมิไม่ทราบเล่ม ปี 2531

++++++++++++++

ปัจจุบันเรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน โดยใช้งบประมาณ 2,750 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดประกอบไปด้วย

-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ในกองทัพเรือ จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System) ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
          -การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือจากเยอรมันทำจากไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register
         -การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
        -การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
       -การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ 2 ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ 1 ระบบ
       การปรับปรุงส่งผลให้เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายซึ่งมีอายุมากกว่า 25 ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบในการทำภารกิจไล่ล่าทุ่นระเบิด และมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัยทัดเทียมกองทัพเรือประเทศเพื่อนบ้าน

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

F-7M AIRGUARD in THAILAND

 

เช้าวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2532 ที่ลานจอดอากาศยาน ท่าอากาศยานกองบัญชาการทหารอากาศกองทัพอากาศไทย มีการบินโชว์เครื่องบินขับไล่ F-7M AIRGUARD สร้างโดยบริษัท CATIC สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ลูกทัพฟ้า เสืออากาศไทย และสื่อมวลชนในประเทศได้รับชมเป็นครั้งแรก

การแสดงรอบวีไอพีเริ่มต้นเวลา 08.30 .มีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ F-7M ให้นายทหารผู้ใหญ่สามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่กรมตำรวจ และทูตต่างประเทศได้รับฟังในห้องบรรยายกองทัพอากาศ การบรรยายใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นคณะวีไอพีเดินมาชมเครื่องบินที่ลานจอดอากาศยาน ประกอบไปด้วยเครื่องบินขับไล่ F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1 ลำ เครื่องบินลำเลียง Y-12 จำนวน 1 ลำ กับ Y-8 จำนวน 1 ลำ จำนวนเครื่องบินจากจีนรวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ลำ



F-7M จำนวน 2 ลำ FT-7 จำนวน 1 ลำเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 22 มีนาคม 2532 โดยการถอดชิ้นส่วนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ (ปีก หาง และฐานล้อ) ก่อนนำมาประกอบที่กองบิน 6 ดอนเมืองใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและช่างอากาศเดินทางมาพร้อมเครื่องบินลำเลียง Y-8 ส่วนประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงบริษัท CATIC เดินทางตามมาในภายหลัง เครื่องบิน F-7M สร้างที่โรงงานเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ส่วน FT-7 สร้างโดยโรงงานในมณฑลกุยโจ แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของสายการผลิต ส่งผลให้ราคาถูกกว่าเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโซเวียต

การบินโชว์เริ่มต้นเครื่องบินฝึกสองที่นั่ง FT-7 สีขาว ต่อด้วย F-7M จำนวน 1 ลำ ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 7 นาที ก่อนนำเครื่องบินมาจอดเตรียมจัดแสดงให้สื่อมวลชนรับชม จากนั้นในเวลา 10.30 เป็นการบินโชว์รอบสื่อมวลชน เริ่มจาก FT-7 ใช้เวลาติดเครื่องประมาณ 5 นาทีก่อนบินขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว  นักบินใช้ท่าบินควงสว่าง 1 รอบ บินหงายหลัง 1 รอบ และบินท่าขนานพื้นอีก 2 รอบ ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 6 นาทีจากนั้นถึงคิวพระเอก F-7M ออกโรง นักบินเน้นท่าบินไต่อากาศเสียเป็นส่วนใหญ่ บินแบบนี้ประมาณ 4 รอบถึงเปลี่ยนมาใช้ท่าบินเหมือน FT-7 ใช้เวลาบินโชว์ประมาณ 7 ก่อนลงมาจอดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพเครื่องบินเป็นรายการปิดท้าย

โปรแกรมถัดไปเครื่องบิน F-7M กับ FT-7 ต้องเดินทางไปกองบิน 1 นครราชสีมา เพื่อบินโชว์จำนวน 2 วันคือวันที่ 4 ถึง 5 เมษายน 2532 จากนั้นในวันที่ 8 เมษายน 2532 เป็นการประเมินค่าเครื่องบินโดยนักบินไทย ซึ่งเตรียมไว้แล้วจำนวน 7 นายเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ตระกูล F-5



F-7M AIRGUARD คือเครื่องบินขับไล่ J-7 หรือ MiG 21 สัญชาติจีน (โซเวียตส่งผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิคฝีมือฉกาจมาช่วยจีนสร้างเครื่องบินด้วยตัวเอง) แต่เปลี่ยนมาติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์บริษัทมาโคนี่ประเทศอังกฤษเพื่อเป็นรุ่นส่งออก ประกอบไปด้วย

1.วิทยุอากาศ-พื้นดินรุ่น AD 3400

2.เครื่องช่วยเดินอากาศรุ่น XS-G A

3.เรดาร์ Altimeter รุ่น HR A/2

4.เรดาร์ Ranging รุ่น M วัดระยะทางระหว่างเครื่องบินถึงเป้าหมาย สำหรับคำนวณระยะยิงที่ได้ผลของอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ

5.Flight Data Record เพื่อบันทึกข้อมูลการบินในแต่ละเที่ยว

มีการปรับปรุงให้ใช้หน้าจอ HUD รุ่น 850 จากบริษัทมาโคนี่เช่นกัน เครื่องบินมีจุดติดตั้งอาวุธ 4 ตำแหน่งคือ INBOARD และ OUTBOARD สามารถใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ PL-7 หรือ R-550 MAGIC รวมทั้ง AIM-9 SIDEWINDER ซึ่งมีใช้งานในกองทัพอากาศไทยได้ มาพร้อมปืนกลอากาศขนาด 30 มม.สำหรับทำยุทธเวหาแบบ DOGFIGHT

สถานการณ์ในตอนนั้นสื่อมวลชนประเทศไทยเทคะแนน 90 เปอร์เซ็นต์ว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 กองทัพอากาศไทย ต้องเป็นมังกรไฟจากดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ไม่ผิดไปจากนี้ เหตุผลก็คือ F-7M ราคาถูกมากเพียงลำละ 2 ล้านเหรียญ แต่แล้วในท้ายที่สุดจีนก็เจาะด่านลูกทัพฟ้าไทยไม่สำเร็จ ต่างจากกองทัพบกและกองทัพเรือซึ่งได้อุดหนุนสินค้ากรุงปักกิ่งจำนวนพอสมควร

 

ข้อมูลจาก : นิตยสารสงคราม ปีที่ 11 ฉบับที่ 389 ประจำวันที่ 23 เมษายน 2532 กับนิตยสารสมรภูมิ ฉบับที่ 440 วันที่ 17 เมษายน 2532

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

DW 2000H Frigate

 

เรือฟริเกตรุ่นส่งออกลำแรกของเกาหลีใต้ กับสงครามใหญ่ระหว่างผู้หญิงสองคน

ระหว่างปี 1994 รัฐบาลบังกลาเทศภายใต้การนำนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia ต้องการจัดหาเรือฟริเกตติดอาวุธ 3 มิติรุ่นใหม่ทันสมัยให้กับกองทัพเรือ ความพยายามผลักดันโครงการในครั้งแรกประสบความล้มเหลว รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดสรรให้กับกองทัพเรือ ประกอบกับพรรค BNP แกนนำรัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้การเลือกตั้งในปี 1996 นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศประสบความแพ้พ่าย ต้องยกตำแหน่งผู้นำประเทศให้กับ Sheikh Hasina จากพรรค Awami League เท่ากับว่าบังกลาเทศมีนายกรัฐมนตรีหญิงสองคนติดกัน

 หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เพียงไม่กี่เดือน Sheikh Hasina ประกาศเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตติดอาวุธ 3 มิติต่อ มีบริษัทเอกชนต่างชาติ 9 แห่งเสนอแบบเรือเข้าร่วมชิงชัย และผู้ชนะเลิศได้แก่แบบเรือ DW 2000H จากบริษัท Daewoo ประเทศเกาหลีใต้ ต้นปี 1999 มีการเซ็นสัญญาสร้างเรือ วันที่ 12 พฤษภาคม 1999 มีการประกอบพิธีวางกระดูกงู วันที่ 29 สิงหาคม 2000 มีการประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำ และในวันที่ 20 มิถุนายน 2001 มีการประกอบพิธีเข้าประจำการ กองทัพเรือบังกลาเทศตั้งชื่อเรือฟริเกตใหม่เอี่ยมลำนี้ว่า BNS Khalid Bin Walid

 แบบเรือ DW 2000H ถูกดัดแปลงจากเรือฟริเกตชั้น Ulsan กองทัพเรือเกาหลีใต้ โดยการเพิ่มโรงเก็บกับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางบริเวณบั้นท้าย เรือมีระวางขับน้ำ 2,350 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 12.5 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODOG เหมือนเรือหลวงตากสิน ความเร็วสูงสุด 34 นอต หากใช้งานเพียงเครื่องยนต์ดีเซล 2 ตัวยังทำความเร็วได้มากถึง 28 นอต เป็นเรือฟริเกตดีที่สุด ใหม่ที่สุด ทันสมัยที่สุด และติดอาวุธหนักที่สุดของกองทัพเรือบังกลาเทศ

 หน้าที่หลักของเรือคือรักษาความปลอดภัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต่อต้านการก่อการร้ายทางทะเล การสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และการลักลอบขนของผิดกฎหมาย กองทัพสามารถนำเรือไปใช้ในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยได้ ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลขนาด 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ท่อยิง และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ OTOMAT Mk2 ระยะยิง 180 กิโลเมตรจำนวน 4 นัด โดยใช้ระบบเรดาร์และระบบอำนวยการรบจากบริษัท Thales ประเทศเนเธอร์แลนด์

 Sheikh Hasina คือผู้จัดตั้งโครงการจัดหาเรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ เธอได้ชื่นชมความสำเร็จร่วมกับประชาชนชาวบังกลาเทศแค่เพียงไม่นาน ผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 2001 พรรค Awami League พ่ายแพ้ต่อพรรค BNP ที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia จัดตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรคขึ้นครองตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่สอง สิ่งแรกที่เธอทำคือการทวงแค้นต่อศัตรูหมายเลขหนึ่ง เล็งเป้าหมายมาที่เรือฟริเกตลำแรกที่เกาหลีใต้สร้างขายต่างชาติ

 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2002 หลังการเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน เรือฟริเกต BNS Khalid Bin Walid ถูกปลดประจำการโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหญิง Khaleda Zia เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเรือไม่พร้อมใช้งานเพราะประสบปัญหาหลายอย่าง ต้องส่งกลับคืนให้บริษัท Daewoo แก้ไขเพราะยังอยู่ในประกัน จากนั้นไม่นานสำนักงานปราบปรามการทุจริตออกมาตามซ้ำดาบสอง โดยให้ข่าวว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมัย Sheikh Hasina เป็นนายกรัฐมนตรีมีความผิดปรกติ บริษัทจีนเสนอราคาต่ำสุด 68 ล้านเหรียญไม่ได้รับการคัดเลือก ส่วนข้อเสนอของ Daewoo ราคารวมทั้งโครงการเท่ากับ 99.97 ล้านเหรียญ อยู่ในอันดับ 4 จาก 9 บริษัทกลับได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาล ทั้งที่บริษัทจากเกาหลีใต้ไม่มีความชำนาญเรื่องการสร้างเรือ

 รัฐบาลตัดสินใจฟ้อง Sheikh Hasina และเจ้าหน้าที่จำนวน 5 คนในข้อหาทุจริต รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ Nurul Islam วันที่ 30 สิงหาคม 2003 ผู้นำฝ่ายค้านหญิงเดินทางมาศาล ก่อนได้รับการประกันตัวคดีทุจริตซื้อเรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ ในช่วงเวลาที่เธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ประเทศสูญเสียเงินจากการทุจริตมากถึง 88 ล้านเหรียญ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดเธออาจถูกติดคุกเป็นเวลามากถึง 5 ปี

 การต่อสู้ระหว่างนายกรัฐมนตรีหญิงกับอดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ส่งผลให้ประเทศเกิดความแตกแยกแบ่งออกเป็นสองข้าง สถานการณ์การเมืองวุ่นวายเสียจนควบคุมไม่ได้ เมื่อรัฐบาลร่วมภายใต้การนำพรรค BNP หมดอำนาจตามวาระในปี 2006 การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด มีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการโดยคำสั่งประธานาธิบดีขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและแก้ไขปัญหามากมายอันเกิดจากสนิมเนื้อใน

 เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลปกครองประเทศ ผู้โชคร้ายในสงครามใหญ่ระหว่างผู้หญิงสองคนพลันได้รับการเหลียวแล วันที่ 12 กรกฎาคม 2007 มีการประกอบพิธีเข้าประจำการเรือฟริเกต BNS Khalid Bin Walid ครั้งที่สอง ต่อมาในวันที่ 9 มกราคม 2009 มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ Sheikh Hasina ออกจากคุกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงสมัยที่สอง งานแรกที่เธอให้กับเรือฟริเกตลำโปรดก็คือ เปลี่ยนชื่อเรือจาก BNS Khalid Bin Walid เป็น BNS Bangabandhu และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HQ-7 ขนาด 8 ท่อยิงบริเวณหน้าสะพานเดินเรือ ส่งผลให้เรือสามารถทำภารกิจครบ 3 มิติสมความตั้งใจ และอยู่รับใช้ชาติเป็นเดอะแบกบังกลาเทศจนถึงปัจจุบัน