วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565

U.S. Navy Carrier Air Wing

          บทความนี้เป็นความอยากรู้ของผู้เขียนอย่างปุบปับว่า อากาศยานบนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์กองทัพเรืออเมริกา ประกอบไปด้วยเครื่องบินอะไรจำนวนเท่าไรและใช้ทำภารกิจใด เนื่องจากไม่มีเหตุผลอย่างชัดเจนย่อมไม่มีการปูเรื่องหรือเท้าความถึงอดีตกาล ฉะนั้นแล้วอย่ามัวพิรี้พิไรเข้าสู่เนื้อหากันเลยดีกว่า

ยุค 60

ภาพประกอบที่ 1 คือเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของกองทัพเรืออเมริกา USS Enterprise (CVN-65) เข้าประจำการวันที่ 25 พฤศจิกายน 1961 ภาพใบนี้ถ่ายในปี 1962 หรือเข้าประจำการได้เพียงปีเดียว เรือบรรทุกเครื่องบินระวางขับน้ำ 93,284 ตันมีอากาศยานชนิดต่างๆ ดังนี้

1.เครื่องบินขับไล่ (VF) F-4 Phantom II จำนวน 1 ฝูง 12 ลำ กับเครื่องบินขับไล่ F-8 Crusader จำนวน 1 ฝูง 12 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบินบางลำยังคงประจำการเครื่องบินขับไล่รุ่นเก่า F-3D Skyknight ซึ่งสามารถติดอาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะเกินสายตา AIM-7 Sparrow ได้แล้ว

2.เครื่องบินโจมตี (VA) A-4 Skyhawk จำนวน 3 ฝูงบิน 36 ลำ ในภาพประกอบจะจอดเรียงกันที่หัวเรือฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือ F-4 Phantom II ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากัน ส่วนแถวขวามือกลางเรือคือ F-8 Crusader ซึ่งฝรั่งเศสจัดหาไปใช้งานบนเรือตัวเอง A-4 Skyhawk ขนาดกะทัดรัดราคาไม่แพงค่าซ่อมบำรุงถูก จึงถูกกองทัพเรือหลายชาติใช้งานลากยาวมาจนถึงปี 2020 ก่อนหายหน้าไปอย่างถาวรเมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินของบราซิลต้องปลดประจำการ

3.เครื่องบินโจมตีขนาดใหญ่ (VAH) A-5 Vigilante จำนวน 1 ฝูงบิน 10-12 ลำ ในภาพประกอบจอดโดดเด่นกลางเรือไล่ไปจนถึงสะพานเดินเรือจำนวน 3 ลำ เครื่องบินลำนี้ใหม่มากเข้าประจำการพร้อมกับ USS Enterprise (CVN-65) แต่อายุใช้งานไม่ยาวนานสักเท่าไรเนื่องจากกองทัพเรือได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี

4.เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (VAW) E-2A Hawkeye จำนวน 4 ลำ เห็นจานเรดาร์กลมๆ กันบ้างไหมเอ่ย

5.เครื่องบินลาดตระเวนถ่ายภาพ (VFP) RF-8G Crusader จำนวน 4 ลำ

นอกจากอากาศยานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินแล้ว ยังมีเครื่องบินลำเลียง (VR) C-1 Trader บินไปกลับระหว่างสนามบินกับเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อรับส่งเจ้าหน้าที่หรือลำเลียงยุทธปัจจัยต่างๆ มาที่เรือ รวมทั้งบางภารกิจมี C-1 Trader ประจำการชั่วคราวบนเรือจำนวน 2 ลำ

จำนวนรวมอากาศยานทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70 ลำ

ยุค 70

            ภาพประกอบที่ 2 คือเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Enterprise (CVN-65) ระหว่างปี 1973 เครื่องบินขับไล่ F-8 Crusader เครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk รวมทั้งเครื่องบินโจมตีขนาดใหญ่ A-5 Vigilante ปลดประจำการแล้ว อากาศยานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินประกอบไปด้วย

1.เครื่องบินขับไล่ (VF) F-4 Phantom II จำนวน 2 ฝูง 24 ลำ หมดยุคสมัย F-8 Crusader ของเรืออากาศเอก คาซามะ ชินไปเสียแล้ว เครื่องบินขับไล่ 2 เครื่องยนต์รุ่นใหม่จอดเรียงรายบริเวณท้ายเรือ มีใช้งานทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศอเมริกา แต่มีผลงานไม่โดดเด่นสักเท่าไรทั้งสงครามเวียดนามหรือสงครามยมคิปปูร์

2.เครื่องบินโจมตี (VA) A-7 Corsair II จำนวน 2 ฝูง 24 ลำ จอดเรียงรายตั้งแต่หัวเรือไล่มาถึงกลางเรือ รูปร่างหน้าตาหากมองผิวเผินอาจนึกว่า F-8 Crusader แต่สั้นกว่าอ้วนกว่ากันพอสมควร ฐานล้อหน้าอยู่ใต้ห้องนักบินขณะที่ฐานล้อหน้า F-8 Crusader อยู่เลยไปอีกหนึ่งฟุตเศษ บรรทุกระเบิดได้มากกว่า A-4 Skyhawk พอสมควร

3.เครื่องบินโจมตีทุกสภาวะอากาศ (VA) A-6 Intruder จำนวน 1 ฝูง 12 ลำ ออกแบบให้ใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินโดยเฉพาะ ใช้นักบิน 2 นายขนาดเล็กกว่าเครื่องบินโจมตี A-5 Vigilante ก็จริง แต่คล่องตัวกว่าทันสมัยกว่าและติดอาวุธได้หลากหลายกว่า ในภาพจอดอยู่ท้ายเรือ 2 ลำ หัวเรือ 2 ลำ รวมทั้งหน้าสะพานเดินเรืออีกหลายลำ

4.เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (VAW) E-2A Hawkeye จำนวน 4-6 ลำ ในภาพมองเห็น 2 ลำบริเวณหัวเรือ

5.เครื่องบินลาดตระเวนสอดแนม (RVAH) RA-5C Vigilante จำนวน 4 ลำ ในภาพมองเห็น 3 ลำจอดติดสะพานเดินเรือ ปรับปรุงมาจากเครื่องบินโจมตีขนาดใหญ่ A-5 Vigilante ซึ่งมีระยะเวลาประจำการน้อยนิด

6.เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (VAQ) EKA-3B Skywarrior จำนวน 4 ลำ ในภาพไม่ปรากฏบนดาดฟ้า

7.เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (HC) SH-3A Sea King จำนวน 6 ลำ กองทัพเรืออเมริกาเริ่มใช้งานเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่แล้ว Sea King ติดตั้งอุปกรณ์ปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ทันสมัยได้ แต่ได้รับภารกิจลำเลียงค้นหาและกู้ภัยบนเรือบรรทุกเครื่องบิน เนื่องจากยุค 60 ถึง 70 กองทัพเรืออเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบินปราบเรือดำน้ำจำนวนหนึ่ง

เครื่องบินลำเลียง (VR) C-1 Trader ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้งานรุ่น C-2 Greyhound

            นอกจากอากาศยานประจำการบนเรือตามปรกติแล้ว เรือบางลำยังมีเครื่องบินลาดตระเวน RF-8G Crusader กับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KA-3B Skywarrior เพิ่มเติมเข้ามาจำนวนหนึ่ง ถึงแม้เครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk หายไปจาก USS Enterprise (CVN-65) แล้ว แต่ยังคงประจำการกับฝูงบินนาวิกโยธินอีกนานพอสมควร รวมทั้งบนเรือบรรทุกเครื่องบินปราบเรือดำน้ำจากยุคสงครามโลกครั้งที่สองอีกหลายลำ

จำนวนรวมอากาศยานทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 80-90 ลำ

USS Enterprise (CVN-65) ปลดประจำการวันที่ 1 ธันวาคม 2012

ยุค 80

            ภาพประกอบที่ 3 คือเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากกว่า USS Enterprise (CVN-65) พอสมควร เรือเข้าประจำการวันที่ 13 มีนาคม 1982 ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในทะเลจีนใต้ ภาพถ่ายใบนี้ถ่ายในเดือนธันวาคม 1986 อากาศยานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินประกอบไปด้วย

1.เครื่องบินขับไล่ (VF) F-14 Tomcat จำนวน 2 ฝูง 24 ลำ เจ้าแมวอ้วนของพี่ทอม ครุซ จอดเรียงรายอยู่ที่ท้ายเรือ เพราะสามารถปรับความกว้างของปีกได้จึงไม่จำเป็นต้องพับปีกขณะลงลิฟต์

2.เครื่องบินโจมตี (VA) A-7 Corsair II จำนวน 2 ฝูง 24 ลำ จอดเรียงรายบริเวณหัวเรือฝั่งขวามือ

3.เครื่องบินโจมตีทุกสภาวะอากาศ (VA) A-6E Intruder จำนวน 1 ฝูง 10-12 ลำ จอดเรียงรายบริเวณหัวเรือฝั่งซ้ายมือ

4.เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KA-6D Intruder จำนวน 4 ลำ อยู่ฝูงบินเดียวกับ A-6E Intruder

5.เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (VAW) E-2C Hawkeye จำนวน 4-6 ลำ

6.เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (VAQ) EA-6E Intruder จำนวน 4 ลำ

7.เครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ (VS) S-3 Viking จำนวน 10 ลำ จอดบริเวณกลางเรือมองเห็นชัดเจน

8.เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (HC) SH-3A Sea King จำนวน 6 ลำ

สาเหตุที่เครื่องบินลาดตระเวนปราบเรือดำน้ำ S-3 Viking ถูกเพิ่มเติมเข้ามา 1 ฝูง เนื่องจากกองทัพเรืออเมริกาทยอยปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินปราบเรือดำน้ำ ส่งผลให้เรือทำภารกิจปราบเรือดำน้ำได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งทำภารกิจปราบเรือผิวน้ำได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน อันเนื่องมาจาก A-6E Intruder ได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ AGM-84A Harpoon เรียบร้อยแล้ว

วันที่ 18 เมษายน 1988 เครื่องบิน A-6E Intruder จำนวน 2 ลำยิง Harpoon จำนวน 2 นัด กับอาวุธนำวิถีเลเซอร์ AGM-123 Skipper II จำนวน 4 นัด รวมทั้งระเบิดลูกปราย Rockeye อีก 2 นัด ใส่เรือฟริเกต IRIS Sahand กองทัพเรืออิหร่าน ส่งผลให้เรือเกิดความเสียหายอย่างหนักและจมในเวลาต่อมา ก่อนหน้านี้ 2 ปี A-6E Intruder เคยใช้ Harpoon โจมตีเรือตรวจการณ์ของลิเบียจำนวน 2 ลำ เพียงแต่ไม่ได้นับแต้มเพราะไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ

นอกจากอากาศยานประจำการบนเรือตามปรกติแล้ว เรือบางลำยังมีเครื่องบินลาดตระเวน RF-8G Crusader กับเครื่องบินตรวจการณ์สอดแนม (VQ) EA-3B Skywarrior เพิ่มเติมเข้ามาจำนวนหนึ่ง ในภาพมองเห็น EA-3B ลำหนึ่งจอดอยู่ตรงกลางระหว่างแถว A-6 กับ A-7

จำนวนรวมอากาศยานทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 86-92 ลำ สมน้ำสมเนื้อเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ระวางขับน้ำ 101,300 ตัน

ยุค 90

            ภาพประกอบที่ 4 คือเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) ระหว่างปี 1998 อันเป็นช่วงเวลาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน กองทัพเรืออเมริกาปลดประจำการเครื่องบินโจมตีทุกรุ่น แล้วนำเครื่องบินขับไล่โจมตี F/A-18 C/D Hornet เข้ามาประจำการทดแทน รวมทั้งแทนที่เครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพียงแต่ในภาพประกอบ F/A-18 ยังทดแทนเครื่องบินโจมตีไม่ครบทุกฝูง

อากาศยานประจำเรือบรรทุกเครื่องบินประกอบไปด้วย

1.เครื่องบินขับไล่ (VF) F-14 Tomcat จำนวน 1 ฝูง 12 ลำ มีเรือบรรทุกเครื่องบินเพียง 2 จาก 10 ลำที่ยังคงมี F-14 Tomcat จำนวน 2 ฝูง ในอนาคตกองทัพเรือจะนำ F/A-18 E/F Super Hornet มาใช้งานแทนจนครบทุกลำ

2.เครื่องบินขับไล่โจมตี (VFA) F/A-18 C/D Hornet จำนวน 2 ฝูง 24 ลำ เข้ามาแทนที่เครื่องบินโจมตี A-7 Corsair II ซึ่งถูกขายต่อราคาประหยัดให้กับพันธมิตรรวมทั้งกองทัพเรือไทย ในภาพประกอบจอดอยู่กลางเรือปะปนร่วมกับเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตี รูปทรงทันสมัยใช้ 2 เครื่องยนต์แต่กินน้ำมันน้อยกว่า F-14 พอสมควร

F/A-18 C/D Hornet ทำภารกิจได้ทั้งขับไล่สกัดกั้นและโจมตีทิ้งระเบิด โดยนำเครื่องบินต้นแบบ YF-17 Cobra ซึ่งพ่ายแพ้ต่อ YF-16 ในการคัดเลือกเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็กกองทัพอากาศ มาปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ทั้งเรื่องความแข็งแรงของแอร์เฟรมและการขยายขนาดถังน้ำมัน เป็นการปลุกผีส่งผลให้เครื่องบินที่กองทัพอากาศเมินมีอายุยืนยาวจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่รูปร่างหน้าตาผิดแปลกไปจากรุ่นเดิมพอสมควร

F/A-18 A/B Hornet เข้าประจำการกองทัพเรืออเมริกาปี 1980 ต่อมาในปี 1987 จึงเป็นคิวของ F/A-18 C/D Hornet นอกจากจะมีการปรับปรุงโน่นนั่นนี่ให้ทันสมัยมากกว่าเดิม F/A-18 D สองที่นั่งยังสามารถทำการรบได้ดีเทียบเท่า F/A-18 C รุ่นที่นั่งเดี่ยว และดีกว่ากันอย่างชัดเจนในภารกิจโจมตีทิ้งระเบิดตอนกลางคืน

ผู้เขียนเขียนถึงแตนแตนอาละวาดเยอะพอสมควร เนื่องจากในอนาคต F/A-18 มีบทบาทมากกว่าเครื่องบินทุกรุ่น เพราะเครื่องบินมีความอเนกประสงค์ไม่แตกต่างจาก F-16 A/B Fighting Falcon ซึ่งปัจจุบันยังคงมีขายเช่นกัน ต่างกันแค่เพียง F-16 Black 70 รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงรุ่นแรกสุด และยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกมีคำสั่งซื้อทุกปี

            3.เครื่องบินโจมตีทุกสภาวะอากาศ (VA) A-6E Intruder จำนวน 1 ฝูง 10-12 ลำ จะถูกแทนที่ด้วย F/A-18 C/D Hornet ในปีถัดไป ส่วนเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KA-6D Intruder ถูกแทนที่ด้วย Air Refueling Pod หรือ Aerial Refueling Store บนเครื่องบิน F/A-18 โดยถูกเรียกขานสั้นๆ ว่า Buddy Hornet

4.เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (VAW) E-2C Hawkeye จำนวน 4 ลำ

5.เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (VAQ) EA-6E Intruder จำนวน 4 ลำ

6.เครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ (VS) S-3 Viking จำนวน 8 ลำ

7.เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (HC) HH-60H Rescue Hawk จำนวน 2 ลำ กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (HS) SH-60F Oceanhawk จำนวน 4 ลำ

8.เครื่องบินตรวจการณ์สอดแนม (VQ) EA-3B Skywarrior ยังมีใช้งานเช่นกันแต่ค่อนข้างน้อยนิด

จำนวนรวมอากาศยานทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70 ลำ

จำนวนอากาศยานลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอ กองทัพเรืออเมริกาถูกตัดงบประมาณก้อนใหญ่เหมือนดั่งเหล่าทัพอื่น จำเป็นต้องลดรุ่นและจำนวนอากาศยานประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน รวมทั้งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเครื่องขับไล่อเนกประสงค์อย่างเต็มตัว

ปี 201x

            ภาพประกอบที่ 5 คือเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) ระหว่างปี 2016 ซึ่งจัดเป็นยุคแตนอาละวาดครองเมืองอย่างแท้จริง บนเรือ

1.เครื่องบินขับไล่โจมตี (VFA) F/A-18 C/D Hornet กับ F/A-18 E/F Super Hornet จำนวน 4 ฝูง 44 ลำ

ในภาพประกอบส่วนใหญ่จะเป็น Super Hornet ซึ่งยาวกว่า Hornet ประมาณ 3 ฟุตและหนากว่ากันพอสมควร ข้อแตกต่างชัดเจนระหว่างเครื่องบินสองรุ่นหากมองจากมุมบน ให้ผู้อ่านสังเกตเครื่องบิน 3 ลำที่จอดเรียงกันอยู่ทางกราบซ้ายของเรือ ลำบนสุดคือ F/A-18 F Super Hornet สองที่นั่ง โคนปีกใต้ห้องนักบินจะกางมากกว่าและทาสีเข้มรูปสามเหลี่ยม ส่วนอีก 2 ลำคือ F/A-18 C Hornet ที่นั่งเดี่ยว โคนปีกกางออกนิดเดียวทาสีอ่อนตามปรกติ

            2.เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (VAQ) EA-18G Growler จำนวน 5 ลำ เป็นเครื่องบินตระกูลเดียวกับ F/A-18 F Super Hornet สองที่นั่ง ข้อแตกต่างสำคัญคือปลายปีกติดอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ในภาพประกอบจะจอดเรียงกันจำนวน 3 ลำที่หัวเรือ ที่ผู้เขียนบังเอิญทราบเพราะแอบดูภาพถ่ายใบอื่นเรียบร้อยแล้ว

3.เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (VAW) E-2C Hawkeye จำนวน 4 ลำ

4.เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (HS) MH-60R Seahawk จำนวน 11 ลำ

5.เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงปราบเรือผิวน้ำ (HC) MH-60S Knighthawk จำนวน 8 ลำ

            6.เครื่องบินลำเลียง (VR) C-2 Greyhound จำนวน 2 ลำ บินไปบินกลับระหว่างเรือกับสนามบิน

            นอกจากเครื่องบินโจมตีทุกรุ่นจะปลดประจำการอย่างถาวร เครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ S-3 Viking ยังถูกแทนที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60R Seahawk ในจำนวนมากกว่า ส่วน S-3 Viking ถูกส่งไปจัดเก็บในทะเลทรายเหมือนดั่ง F-14 Tomcat โดยไม่มีใครทราบว่าจะกลับมาโบยบินได้อีกหรือไม่

            จำนวนรวมอากาศยานทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70 ลำ

            เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) ในปี 2016 ถูกปรับปรุงใหม่เช่นกัน แท่นยิง Mk.29 สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM ลดลงจาก 3 แท่นยิงเหลือเพียง 2 แท่นยิง เรดาร์ควบคุมการยิง Mk.95 ลดลงจาก 6 ตัวเหลือเพียง 4 ตัว แล้วใส่แท่นยิง Mk.49 สำหรับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM จำนวน 2 แท่นยิงเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนระบบป้องตนเองระยะประชิด Phalanx มีจำนวน 2 ระบบเท่าเดิม

เรือติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ AN/SPQ-9B ไว้ที่บนสุดเสากระโดง เรดาร์ตัวนี้ผู้เขียนดองเค็มบทความเป็นเวลา 4 ปีกว่าๆ เข้าไปแล้ว ตอนนี้ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าวางพล็อตเรื่องเอาไว้เช่นไรฮา

ปี 202x

            ปัจจุบันกองทัพเรืออเมริกาประจำการ F-35C Lightning II จำนวน 1 ฝูงบินบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ยุคที่ 5 รุ่นใหม่ทันสมัยเข้ามาทดแทนเครื่องบิน F/A-18 C/D Hornet ฝูงสุดท้ายของกองทัพเรือ ซึ่งปลดประจำการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN-70) ช่วงต้นปี 2019 เป็นลำสุดท้ายของกองทัพ F-35C จะเข้ามาทดแทน F/A-18 E/F Super Hornet เช่นกันเพียงแต่ไม่ทั้งหมด

            กองทัพเรืออเมริกาสั่งซื้อ F/A-18 E/F Super Hornet Block 3 จำนวน 78 ลำเข้าประจำการ แตนอาละวาดตัวใหม่ติดตั้งถังน้ำมันแนบลำตัวเหมือนดั่ง F-16 Block 70 จะทำงานร่วมกับ F-35C และ EA-18G Growler รวมทั้งรุ่นเก่าอย่าง Super Hornet ขึ้นอยู่กับว่าภารกิจนั้นๆ ต้องการทำอะไรมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน

            เครื่องบินลำเลียงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง C-2 Greyhound รับใช้ชาตินานมากแล้วควรพักผ่อนตลอดกาล กองทัพเรือจึงได้สั่งซื้อเครื่องบินลำเลียงขึ้นลงแนวดิ่ง CMV-22B Osprey มาทำหน้าที่แทน อีกไม่ช้าไม่นานจะเข้าประจำการอย่างจริงๆ จังๆ  เพียงแต่ว่ารุ่นปราบเรือดำน้ำคงไม่มาเพราะแพงเกินไป

อากาศยานไร้คนขับเติมเชื้อเพลิง MQ-25 Stingray ก็เป็นอีกรุ่นที่กำลังพัฒนา ต้นแบบลำที่หนึ่งกับลำจริงแตกต่างกันพอสมควร MQ-25 จะเป็นเครื่องบินบัดดี้ให้กับ F-35C ในการรบแถวหน้า มีโอกาสรอดตัวจากอาวุธทันสมัยฝ่ายตรงข้ามมากกว่าเครื่องบินรุ่นเก่า และถึงแม้ถูกยิงตกก็ไม่สูญเสียนักบินฝีมือดีแต่อย่างใด

กองทัพเรืออเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบินประมาณ 10 ลำ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าประจำการและทำภารกิจทั่วโลก เป็นแสนยานุภาพ เวหานุภาพ และฐานทัพอากาศเคลื่อนที่อันทรงประสิทธิภาพ ปัจจุบันยังไม่มีอากาศยานไร้คนขับรุ่นติดอาวุธประจำการบนเรือ ดูเหมือนอเมริกายังไม่ได้สนใจพัฒนาอย่างเต็มตัว ชาติอื่นที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งเล็กและใหญ่ก็เช่นเดียวกัน ความสนใจวนเวียนอยู่ที่ F-35B F-35C Super Hornet Block 3 หรือ Rafale M เท่านั้น ขนาดจีนยังได้พยายามพัฒนาเครื่องบินประจำเรือยุค 5 ด้วยตัวเอง มีแค่เพียงตุรกีที่อยากนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้งานบนเรือ ไม่ใช่อะไรแค่อเมริกาไม่ยอมขาย F-35B ให้เท่านั้นเอง

บทความ U.S. Navy Carrier Air Wing จบลงสั้นๆ ห้วนๆ แต่เพียงเท่านี้ อากาศร้อนจัดโควิดระบาดดูแลตัวเองให้ดีนะครับ ไว้ผู้เขียนว่างกว่านี้จะเขียนบทความยาวกว่านี้ให้อ่านเน่อ ^__*

++++++++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

https://www.navysite.de/cvn/cvw.htm

https://classicnavalair.tumblr.com/post/153627258234/classicnavalair-hms-ark-royal-tied-up-at-norfolk

https://www.seaforces.org/usnships/cvn/CVN-65-USS-Enterprise.htm

https://www.seaforces.org/usnships/cvn/CVN-70-USS-Carl-Vinson.htm

https://www.ainonline.com/aviation-news/defense/2018-08-30/navy-builds-f-35c-iote-first-turkish-f-35-pilot-flies

https://www.autoevolution.com/news/us-navy-mq-25-stingray-tanker-drone-undergoes-testing-at-sea-177079.html#agal_5

https://www.seaforces.org/usnair/VRM/VRM-30.htm

https://twitter.com/CcibChris/status/1456895627263107073...

 

 

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

SeaFox Mine Disposal System

 

เรือหลวงหนองสาหร่าย ปฏิบัติภารกิจเป็นวันที่ 5 ส่งยานล่าทำลายทุ่นระเบิดสำรวจพื้นที่รอบท่อส่งน้ำมัน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 พลเรือโท ปกครอง  มนธาตุผลิน เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือได้เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคทื่ 1 ยังคงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง อย่างต่อเนื่องสำหรับวันนี้เป็นวันที่ 5 ของแผนปฏิบัติการ "ปิด-ดูด-อุด" ท่อน้ำมันรั่วใต้ทะเล เรือหลวงหนองสาหร่าย กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ ซึ่งได้สนับสนุนทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติภารกิจ ได้ทำการส่งยานล่าทำลายทุ่นระเบิดใต้น้ำสำรวจใต้น้ำ ลงสำรวจท่อส่งน้ำมันบริเวณทุ่น SMP ยังไม่พบความผิดปกติ

สำหรับทาง บ.SPRC ได้เปิดเผยภารกิจจบลงที่ดูดน้ำมันค้างท่อ ได้ถึง 15,420 ลิตร จากที่คาดการณ์ไว้แต่เดิมว่ามีค้างท่อ 12,000 ลิตร เพราะมีน้ำมันค้างท่อมากเกินกว่าที่คาดการณ์  สรุปเนื้องาน คิดเป็น 40.2% จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 47.2% ของแผนงานโดยรวม 

นอกจาก เรือหลวงหนองสาหร่าย ที่ได้ปฏิบัติภารกิจในการส่งนักประดาน้ำ และยานล่าทำลายทุ่นระเบิดทำการสำรวจใต้ทะเลแล้ว ทัพเรือภาคที่ 1 ยังได้จัดเรือหลวงแสมสาร และเรือ ต.237 คอยสนับสนุนในการลาดตระเวน และการสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอีกด้วย และจะร่วมสนับสนุนจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น

++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลด้านบนคือข่าวสารประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2565 ของเว็บเพจกองเรือยุทธการ Royal Thai Fleet กองทัพเรือส่งเรือหลวงหนองสาหร่ายสำรวจพื้นที่รอบท่อส่งน้ำมันเป็นวันที่ 5 โดยใช้ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox จากเยอรมันในการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล บทความนี้เรามาทำความรู้จักอุปกรณ์ชนิดนี้กันสักนิด

ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox แห่งราชนาวีไทย มีชื่อเจ้าของและผู้ผลิตโชว์หราอย่างชัดเจนบนแพนหาง 


ระหว่างปี 2530 ประเทศไทยเข้าประจำการเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชั้น M48 จากบริษัท Friedrich Lurssen Werft ประเทศเยอรมนีจำนวน 2 ลำ ประกอบไปด้วยเรือหลวงบางระจันหมายเลข 631 และเรือหลวงหนองสาหร่ายหมายเลข 632 เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 444 ตัน ยาว 48 เมตร กว้าง 9.3 เมตร กินน้ำลึก 2.75 เมตร ติดตั้งปืนกล GAM-BO1 ขนาด 20 มม.จำนวน 3 กระบอกไว้ป้องกันตัว ติดตั้งระบบอำนวยการรบ Atlas MWS-80R และโซนาร์ค้นหาทุ่นระเบิด Atlas DSQS-11H จากเยอรมันมาพร้อมสรรพ โดยมียานทำลายทุ่นระเบิดรุ่น Pluto Plus และเครื่องกวาดทุ่นระเบิดแบบกลไก Atlas Elektronik SDG 31 double Oropesa สำหรับจัดการทุ่นระเบิดใต้น้ำ

ต่อมาในปี  2559 กองทัพเรือได้เซ็นสัญญาปรับปรุงเรือทั้ง 2 ลำกับบริษัท THALES UK Limited สหราชอาณาจักร มูลค่าประมาณ 2,750 ล้านบาท หรือประมาณ 70 ล้านยูโร มีการซ่อมแซมตัวเรือทั้งลำ เปลี่ยนระบบอำนวยการรบกับจาก Atlas MWS-80R เป็นThales M-cube และระบบโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดจาก Atlas DSQS-11H เป็น Thales TSM2022 Mk III ให้เหมือนเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชั้นเรือหลวงลาดหญ้าจากอิตาลีซึ่งเป็นรุ่นใหม่กว่า ติดตั้งระบบอุปกรณ์สื่อสารใหม่ ซ่อมแซมระบบเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า สัญญาปรับปรุงเรือได้รวมการจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่หรือ Mobility Signature Test Range จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือชนิดต่างๆ ในกองทัพเรือเพิ่มเติมเข้ามา

การปรับปรุงช่วยยืดอายุการประจำการไปได้อย่างน้อยๆ  25 ปี และเพื่อให้เรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม สมควรจัดหาอุปกรณ์ทันสมัยสำหรับปราบทุ่นระเบิดมาใช้งานทดแทนรุ่นเก่า


วิธีใช้งานให้นำ Seafox มาติดตั้งบนรางปล่อยเฉพาะ จากนั้นใช้เครนยกออกไปด้านข้างเรือแล้วหย่อนลงสู่ท้องทะเล บริเวณท้ายยานมองเห็นสายไฟเบอร์ออปติกสีส้มอย่างชัดเจน มีสายแข็งสีขาวป้องกันการฉีกขาดยาวประมาณ 40 เซนติเมตร


สายไฟเบอร์ออปติกบนเรือหลวงเรือหลวงหนองสาหร่าย ความยาวมากสุดอยู่ที่ประมาณ 2,000 เมตร แต่ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตระบุว่าควบคุมได้ไกลสุด 1,200 เมตรขึ้นไป


ย้อนกลับไปในปี 2554 กองทัพเรือไทยได้จัดหายานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox จากบริษัท Atlas Electronik GmBH ประเทศเยอรมันจำนวน 3 ระบบ นำมาติดตั้งบนเรือหลวงบางระจัน และเรือหลวงหนองสาหร่ายลำละ 1 ระบบ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox I จำนวน 2 ลำ ส่วนระบบที่ 3 เป็นชุดเคลื่อนที่ Seafox Mobile รองรับภารกิจชุดต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่ หรือ MCM Mobility Team สามารถนำไปใช้งานบนเรือลำไหนก็ได้รวมทั้งเรือยางท้องแข็งขนาด 7 เมตร แต่โดยปรกติมักถูกติดตั้งอยู่บนเรือหลวงลาดหญ้า 633

ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox คือยานสำรวจใต้น้ำแบบมีสายบังคับไร้คนขับ หรือ ROV (Remotely Operated Vehicle) ทำงานแบบ Stand Alone ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอำนวยการรบ ส่งผลให้มีความคล่องตัวและอ่อนตัวในการทำภารกิจรูปแบบต่างๆ บริษัทผู้ผลิตพัฒนา Seafox ขึ้นมาจำนวน 3 รุ่นประกอบไปด้วย

1. Seafox I ใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบ (Identify) เป้าต่างๆ มีความยาว 1.3 เมตร หนัก 43 กิโลกรัม ความเร็วสูงสุด 6 นอต ดำน้ำลึกสุด 300 เมตร ระยะปฏิบัติการไกลสุด 1.2 กิโลเมตรขึ้นไปหรือเท่ากับ 100 นาที ควบคุมการใช้งานด้วยสายไฟเบอร์ออปติกที่อยู่ด้านหลัง มีกล้องทีวีติดตั้งอยู่ที่ปลายจมูกพร้อมไฟฉาย 2 ดวง

2. Seafox C ใช้สำหรับการต่อต้านทุ่นระเบิด โดยสามารถจุดระเบิดได้ 2 แบบ คือ การชนระเบิด และ การใช้ Shaped Charge ทำลายตัวทุ่นระเบิด มีหัวรบขนาด 1.4 กิโลกรัมเพิ่มเติมเข้ามาจากรุ่น I

3. Seafox T ใช้สำหรับการฝึก Seafox C โดยจะมีการ Simulate ขั้นตอนการจุดระเบิดได้


หน้าจอคอนโซนในการควบคุม Seafox คือแลปท็อปฝั่งขวาที่เจ้าหน้าที่กำลังใช้งาน ส่วนหน้าจอฝั่งซ้ายผู้เขียนคาดเดาว่าคือระบบโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดบนเรือ


ภาพจากกล้องทีวี Seafox I ซึ่งถูกปล่อยลงไปสำรวจความเสียหายท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล อาจไม่ดีที่สุดเพราะไม่ใช่ยานสำรวจใต้น้ำของแท้แต่พอกล้อมแกล้มแหละครับ


ปัจจุบันมีกองทัพเรือ 10 ชาติใช้งานยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox ราคาอุปกรณ์ทันสมัยจากเยอรมันอยู่ที่ 10,000 ถึง 15,000 เหรียญ หรือ 3.24 ล้านบาทถึง 4.86 ล้านบาทต่อ Seafox จำนวน 1 ลำ ความแตกต่างของราคาอยู่ที่ว่าเป็นรุ่น Seafox I หรือ Seafox C กันแน่ ส่วน Seafox T สำหรับฝึกแบบ Simulate ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไร

ยานล่าทุ่นระเบิดที่กองทัพเรือใช้สำรวจท่อน้ำมันคือรุ่น Seafox I ข้อแตกต่างกับ Seafox C ซึ่งใช้ทำลายทุ่นระเบิดจริง (ฉะนั้นเมื่อลงน้ำแล้วจะไม่ย้อนกลับมาที่เรือ) ก็คือ แพนหางบนรุ่น I จะทาสีสะท้อนแสงไว้อย่างชัดเจน ส่วนรุ่น C ไม่ได้ทาปล่อยให้เป็นสีเข้มเหมือนกับตัวยาน อาจไม่ถูกก็ได้นะครับเพราะผู้เขียนเปรียบเทียบกับ Seafox C ต่างประเทศ Seafox C ราชนาวีไทยเคยทดสอบทำลายทุ่นระเบิดจริง 1 ครั้งในปี 2560 ทว่าภาพจริงหายากมากเห็นเพียงคลิปวิดีโอขณะหย่อนลงน้ำ ผู้เขียนพยายามมองอยู่นานน่าจะไม่ได้ทาสะท้อนแสงไว้บนแพนหาง

นี่คือการนำอุปกรณ์ใช้งานทางการทหารมาใช้งานด้านพลเรือนได้อย่างเหมาะสม และเป็นเหตุผลสำคัญในการจัดหาอุปกรณ์ทันสมัยเข้าประจำการ กองทัพเรือมีความต้องการชุดต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่เร็วหรือ Mobility MCM Team จำนวน 3 หน่วย นำมาทดแทนเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งชั้นเรือหลวงบางแก้วซึ่งปลดประจำการไปหลายปีแล้ว ตอนนี้เพิ่งมีประจำการ 1 หน่วยแบบลอยๆ ยังขาดอยู่อีก 2 หน่วย ขณะที่เรือชั้นเรือหลวงลาดหญ้ายังไม่มี Seafox ใช้งานเช่นกัน


ชุดต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่เร็วหรือ Mobility MCM Team มีกำลังพลเท่านี้แหละครับ นำ Seafox I มาโชว์เพียงรุ่นเดียวส่วน Seafox C อยู่ในกล่องเหมือนทุกครั้ง


ชุดต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่เร็วหรือ Mobility MCM Team ระหว่างปฏิบัติภารกิจบนเรือตังเก สายไฟเบอร์ออปติกมีความยาวน้อยกว่าบนเรือน่าจะไม่เกิน 1,000 เมตร เพื่อให้มีน้ำหนักเบาลงใช้งานบนเรือขนาดเล็กได้อย่างสะดวก


ในปีงบประมาณ 2562 กรมสรรพวุธกองทัพเรือขึ้นโครงการจัดซื้อระบบยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบเคลื่อนที่จำนวน 2 ระบบ ในวงเงิน 137.040 ล้านบาทนำมาทดแทนยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Pluto Plus บนเรือชั้นเรือหลวงลาดหญ้าจำนวน 2 ลำ โดยมีรายชื่อ Seafox เข้าร่วมชิงชัยกับคู่แข่งจากประเทศฝรั่งเศส เพียงแต่สถานะโครงการยังไม่มีบริษัทผู้ได้รับการคัดเลือก ฉะนั้นเท่ากับว่ายังไม่มีการสั่งซื้อหรือโครงการถูกดองนั่นเอง

ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox จำนวน 4 ระบบ กับเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดลำใหม่ คือสิ่งจำเป็นที่ขาดหายไปในกองเรือทุ่นระเบิดไทย ผู้เขียนคาดหวังว่ากองทัพเรือจะจัดหาเข้าประจำการโดยเร็ว

++++++++++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

https://thaidefense-news.blogspot.com/2017/05/blog-post_7.html?m=1

https://thaidefense-news.blogspot.com/2016/07/blog-post.html?m=1

https://web.facebook.com/1386133114966691/photos/a.1386159908297345/1652642511649082/?type=3&_rdc=1&_rdr

https://web.facebook.com/story.php?story_fbid=270999581845320&id=100068058390761&_rdc=1&_rdr

https://web.facebook.com/MineSquadron

https://web.facebook.com/royalthaifleet2020

 

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

The American Export Frigate

            ระหว่างสงครามเย็นอเมริกาสร้างเรือฟริเกตเข้าประจำการจำนวนมาก เรือฟริเกตชั้น Knox มียอดผลิตรวมกัน 46 ลำ สร้างโดยอเมริกาจำนวน 41 ลำ อีก 5 ลำสเปนสร้างโดยมีการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-1 เพิ่มเติมที่ท้ายเรือ ส่วนเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry จำนวนรวมมากถึง 71 ลำ เรือจำนวน 2 ลำสร้างโดยออสเตรเลียและอีก 8 ลำสร้างโดยไต้หวัน ถือเป็นยุคเรืองรองผ่องนภาเรือฟริเกตจากเมืองลุงแซมที่แท้จริง

ต่อมาไม่นานเมื่อสหภาพโซเวียตและกลุ่มวอร์ซอล่มสลาย กองทัพเรืออเมริกาได้รับงบประมาณประจำปีน้อยกว่าเดิม จำเป็นต้องปลดประจำการเรือรบกับเรือช่วยรบจำนวนหนึ่ง เรือฟริเกตชั้น Knox กับชั้น Oliver Hazard Perry ถูกส่งต่อให้กับกองทัพเรือมหามิตรน้อยใหญ่ ในราคาไม่แพงเท่าไรพร้อมอาวุธทันสมัยต่างกรรมต่างวาระกัน ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นใกล้ชิดกับอเมริกาในช่วงนั้นมากน้อยแค่ไหน กองทัพเรือไทยยังได้เรือฟริเกตชั้น Knox มา 2 ลำสำหรับภารกิจปราบเรือดำน้ำ

เหตุการณ์ต่อจากนั้นผู้เขียนขอใช้คำว่าสถานการณ์พลิก อเมริกาหันมาพัฒนเรือพิฆาตอาวุธนำวิถีระบบเอจิสชั้น Arleigh Burke เข้าประจำการ นับถึงปี 2020 มีจำนวนรวม 70 ลำและยังคงเดินหน้าสร้างต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจพัฒนาเรือฟริเกตรุ่นใหม่เข้าประจำการ ด้วยเล็งเห็นว่าเรือพิฆาตขนาดใหญ่กว่าติดอาวุธมากกว่าและทำได้ทุกภารกิจ

หลังปี 2000 เรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry ถึงวาระต้องปลดประจำการ อเมริกากลับสร้างเรือ Littoral Combat Ship หรือ LCS จำนวน 2 ชั้นติดอาวุธเพียงน้อยนิดทำหน้าที่แทน พัฒนาการเรือฟริเกตตัวเองพลอยล้าหลังไม่ทันสมัยเหมือนดั่งชาติอื่น ส่งผลให้ตัวเองแทบไม่เหลือที่ยืนในตลาดส่งออกเรือฟริเกตทั่วโลก

บริษัทสร้างเรือในอเมริกาต่อสู้ดิ้นรนสุดความสามารถ ทว่าผลลัพธ์ค่อนข้างย่ำแย่เนื่องจากสินค้าสู้ชาวบ้านไม่ได้ ภาพประกอบที่หนึ่งด้านบนคือเรือคอร์เวตชั้น Sa'ar 5 ซึ่ง Northrop Grumman สร้างให้กองทัพเรืออิสราเอลจำนวน 3 ลำ เรือขนาด 1,276 ตันเข้าประจำการก่อนปี 2000 หลังจากนั้นอเมริกาขายเรือรบขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตันให้ต่างชาติไม่ได้อีกเลย ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เรือรบที่อเมริกาขายได้ก็คือ เรือคอร์เวตชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีขนาดไม่ถึง 1,000 ตันเช่นกัน

ไม่สมกับเป็นลุงแซมเลยเนอะ ทีเครื่องบิน F-16 จนถึงตอนนี้ยังมีคำสั่งซื้อ

การขายเรือฟริเกตให้กับต่างชาติมีอยู่เรื่อยๆ ทว่าทุกโครงการเรือฟริเกตอเมริกาเป็นเพียงลูกไล่ปลายแถว ยกตัวอย่างจากภาพประกอบที่หนึ่งภาพล่าง เมื่อกองทัพเรือนอร์เวย์ต้องการเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำระบบเอจิส บริษัท Ingalls นำเสนอแบบเรือฟริเกตขนาด 4,200 ตัน ยาว 130 เมตร กว้าง 16.7 เมตร มาพร้อมเรดาร์ตรวจการณ์ SPY-1F รุ่นเล็กและเรดาร์ควบคุมการยิง Mk-99 จำนวน 3 ตัว หัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ส่วนแทนยิงแนวดิ่ง Mk-41 จำนวน 16 ท่อยิงถูกย้ายมาติดกลางเรือ เหลือพื้นที่ว่างหลังปืนใหญ่หัวเรือค่อนข้างกว้างขวาง ใช้แข่งขันปิงปองเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศได้อย่างสบาย

ผลการตัดสินแบบเรือจากบริษัท Ingalls แพ้ย่อยยับหมดสภาพไร้ทางสู้ ผู้ชนะเลิศโครงการได้สร้างเรือฟริเกต 5 ลำคือบริษัท Bazan ประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดส่งออกเรือฟริเกตทั่วโลก ก่อนหน้านี้เคยมีผลงานสำคัญคือเรือหลวงจักรีนฤเบศรแห่งกองทัพเรือไทย บทความนี้ไม่เกี่ยวข้องกับไทยแต่มีชื่อเรือไทยโผล่ขึ้นมาหลายลำแล้ว

พนักงานบริษัทสร้างเรือในอเมริกานั่งตบยุงทั้งวัน ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศเดินหน้าโครงการ Saudi Naval Expansion Program II จัดหาเรือรบและอาวุธทันสมัยเข้าประจำการประกอบไปด้วย

     1. เรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศขนาด 3,500 ตันจำนวน 4 ลำ ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 8-16 ท่อยิง อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-2 ระบบอำนวยการรบ Aegis เรดาร์ตรวจการณ์ SPY-1F Lightweight Aegis Radar รองรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60R สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 35 นอต (ปล.ล็อกสเปกเหมือนกันนะ)

     2. เรือฟริเกตอเนกประสงค์ขนาด 2,500 ตันจำนวน 6 ลำ รองรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60R

     3. เรือตรวจการณ์ความเร็วสูงขนาด 40-45 เมตรใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่องจำนวน 20-24 ลำ  

     4. เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60R จำนวน 10 ลำ

     5. เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลจำนวน 3 ลำสำหรับหน่วยยามฝั่ง

     7. อากาศยานไร้คนขับจำนวน 30-50 ลำ สำหรับใช้งานบนเรือรบและฐานทัพบนชายฝั่ง

ครั้นถึงวันที่ 20 ตุลาคม  2015 สภาคองเกรสของอเมริกาได้อนุมัติการขายเรือ Multi-Mission Surface Combatant หรือ MMSC พร้อมอาวุธจำนวน 4 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย มูลค่ารวมทั้งโครงการอยู่ที่ 11.25 พันล้านเหรียญ

นี่คือการจัดหาเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศตามความต้องการข้อแรก บังเอิญอเมริกาไม่ยอมขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน SM-2 ระบบอำนวยการรบ Aegis และระบบเรดาร์ SPY-1F ต้องใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM ร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 จำนวน 2 ระบบหรือ 16 ท่อยิง เรือฟริเกตลำใหม่ของซาอุดีอาระเบียใส่ ESSM ได้มากสุดถึง 64 นัดก็จริง แต่ระยะยิงสั้นกว่า SM-2 พอสมควรการป้องกันกองเรือย่อมทำได้อย่างจำกัดจำเขี่ย

หลังการเจรจาต่อรองกินเวลายาวนานถึง 4 ปี วันที่ 21 ธันวาคม 2019 บริษัท Lockheed Martin ได้รับสัญญาสร้างเรือฟริเกต MMSC ให้ซาอุดีอาระเบียจำนวน 4 ลำ ในวงเงิน 1.96 พันล้านเหรียญราคาเฉลี่ยอยู่ที่ลำละ 490 ล้านเหรียญ เรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศกลายร่างเป็นเรือฟริเกตอเนกประสงค์ทำการรบได้ 3 มิติ

ภาพประกอบที่สองคือแบบเรือฟริเกตรุ่นสร้างจริง ปรับปรุงมาจากแบบเรือ LCS1 หรือเรือชั้น Freedom เรือยาวขึ้น 3 เมตรใช้ปืนใหญ่ 57 มม.แทนที่ 76/62 มม.ตามแผนเก่า แท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 ลดลงเหลือเพียง  8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM จำนวน 32 นัด ใช้ระบบอำนวยการรบ COMBATSS-21 เสากระโดงติดเรดาร์ตรวจการณ์ TRS-4D AESA ตรวจจับได้ไกลสุด 250 กิโลเมตร ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 พร้อมเสาสัญญาณนำวิถีจำนวน 2 ตัว ระบบดักจับสัญญาณคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ Argon ST WBR-2000 ESM ทำงานร่วมกันแท่นยิงเป้าลวงรุ่นติดตั้งตายตัว

ที่ว่างกลางเรือติดปืนกลอัตโนมัติ 20 มม. Nexter Narwhal ถัดไปเป็นแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถี RGM-84 Harpoon Block II จำนวน 8 ท่อยิง ปิดท้ายด้วยระบบป้องกันตนเองระยะประชิด SeaRAM ขนาด 11 ท่อยิง บั้นท้ายติดโซนาร์ท้ายเรือรุ่นใหม่ทันสมัยแต่ยังไม่ได้เปิดเผยรุ่น กับระบบเป้าลวงเรือดำน้ำรุ่นลากท้าย AN/SLQ-25A Nixie โดยมีแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำรุ่นแฝดสามอีกจำนวน 2 แท่นยิง เพียงแต่ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนเนื่องจากไม่ได้ปรากฏในโมเดลเรือ

ต้นปี 2021 บริษัท Lockheed Martin สร้างเรือฟริเกต MMSC จำนวน 2 ลำโดยใช้อู่ต่อเรือ Fincantieri Marinette Marine Shipyard กำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับลูกค้าภายในปี 2023 อีกไม่นานเราจะได้เห็นเรือฟริเกตลำใหม่กองทัพเรือซาอุดีอาระเบียอย่างแน่นอน ถึงตอนนี้ผู้เขียนคาดเดาว่าผู้อ่านหลายรายอาจมีคำถามค้างคาใจ

เรือฟริเกตขนาด 4,000 กว่าตันราคา 490 ล้านเหรียญแพงเกินไปหรือไม่?

ปรกติซาอุดีอาระเบียซื้ออาวุธราคาโหดเลือดสาดทุกครั้ง ยกตัวอย่างเช่นเรือคอร์เวตชั้น Avente 2200 ขนาด 2,500 ตันจากบริษัท Navantia (หรือ Bazan ในอดีต) ประเทศสเปนตามความต้องการข้อที่สอง จำนวนเรือ 5 ลำราคารวมอยู่ที่สองพันล้านเหรียญยูโรหรือลำละ 400 ล้านยูโร แปลงค่าเงินแล้วพบว่าถูกกว่าราคาเรือฟริเกตจากอเมริกาไม่กี่สิบล้าน

ดูเหมือนว่าเรือยุโรปราคาแพงพอสมควร แต่ทว่าแต่ทว่าการซื้อเรือฟริเกตจากอเมริกาซาอุดีอาระเบียต้องจ่ายเงินค่ายิบย่อยเพิ่มเติม อาทิเช่นค่าพัฒนาแบบเรือและดูแลโครงการอยู่ที่ 450 ล้านเหรียญ

ทำไมซาอุดีอาระเบียต้องจ่ายเงินค่าพัฒนาแบบเรือ?

ก่อนผู้อ่านต้องเข้าใจให้ตรงผู้เขียนว่า ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ขึ้นโครงการให้หลายบริษัทส่งแบบเรือเข้าร่วมประกวด แต่ใช้วิธีเจรจาตรงกับอเมริกาในการจัดหาเรือตามความต้องการ ส่งผลให้การพัฒนาแบบเรือรุ่น Custom ลูกค้าย่อมเป็นผู้จ่ายเงิน ส่วนราคา 490 ล้านเหรียญเป็นราคาสร้างเรือจนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน

เป็นอันว่าแบบเรือฟริเกตรุ่นส่งออกของอเมริกา กลับเข้าสู่สนามประลองอีกครั้งโดยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นหลายชาติ

ระหว่างปี 2020 รัฐบาลกรีซประกาศเดินหน้าโครงการปรับปรุงกำลังทางทะเล โดยการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่เข้าประจำการใช้ชื่อโครงการว่า ‘Hellenic Future Frigate’ บริษัท Lockheed Martin ส่งแบบเรือ MMSC เข้าร่วมชิงชัย มีการปรับปรุงนิดหน่อยให้เหมาะสมความต้องการลูกค้า จากนั้นจึงตั้งชื่อแบบเรือง่ายๆ ว่า Hellenic Future Frigate หรือ HF2

ชมภาพประกอบที่สามไปพร้อมกัน นี่คือโมเดลเรือฟริเกต HF2 ในงานแสดงอาวุธ DEFEA 2021 ที่กรุงเอเธนประเทศกรีซ ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk.41 ตามแนวขวางโดยมีแท่นยิงแนวดิ่ง ExLS เพิ่มเข้ามาอีก 3 ท่อยิง จำนวนรวมจึงเท่ากับ 11 ท่อยิง ใส่อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM ระยะยิง 50 กิโลเมตรได้มากสุด 32 นัด กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatros NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรได้อีก 12 นัด (เอกสารบริษัท Lockheed Martin เน้นว่ารุ่นนี้) หรืออาจเป็นอาวุธชนิดอื่นก็ได้เพราะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ขณะที่เรือฟริเกต MMSC ต้นแบบติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk.41 ตามแนวยาว

เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 ตัวหน้าเลื่อนจากหลังคาห้องเครื่องมาอยู่บนหลังคาสะพานเดินเรือ เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 ตัวหลังอยู่กราบขวากลางเรือใกล้ปล่องระบายความร้อน ปืนกลอัตโนมัติ 20 มม. Nexter Narwhal อยู่ต่ำลงมาระดับเดียวกับแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Naval Strike บนหลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์คือระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM โดยใช้แท่นยิง Mk.49 ขนาด 21 ท่อยิง เรือลำนี้ติดตั้งอุปกรณ์ราคาค่อนข้างแพงเพิ่มเติมเข้ามาก็คือ ระบบกวนสัญญาณคลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ECM รุ่น  AN/SLQ-32 (V)6 ของอเมริกาถูกติดตั้งอยู่บริเวณกลางเรือ

บริษัท Lockheed Martin และรัฐบาลอเมริกาค่อนข้างมั่นใจโครงการ Hellenic Future Frigate ข้อเสนอของตัวเองดีมากเสียจนลูกค้าไม่อาจปฏิเสธ เริ่มจากเรือฟริเกตทั้ง 4 ลำสร้างในกรีซโดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือยุคใหม่ แบบเรือมีการใช้งานจริงมาแล้วมากกว่า 600,000 ไมล์ทะเล มีแพ็dเก็ตการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ มีอะไหล่ซ่อมบำรุงเรือเป็นเวลา 3 ปี ใช้ระบบปราบเรือดำน้ำดีเทียบเท่ากองทัพเรืออเมริกาและเหนือกว่าชาติอื่น เรือทำงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ MH-60R ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะใช้ระบบดาต้าลิงก์ AN/SRQ-4 Hawklink สามารถส่งข้อมูลหากันได้แบบเรียลไทม์

รัฐบาลอเมริกาอัดออปชันดีที่สุดแจ่มโบ๊ะที่สุดให้กับรัฐบาลกรีซ บังเอิญบริษัทอื่นที่เข้าร่วมชิงชัยมีความน่ากลัวไม่แพ้กัน โครงการ Hellenic Future Frigate มีบริษัทสร้างเรือยักษ์ใหญ่ให้ความสนใจประกอบไปด้วย

- บริษัท TKMS ประเทศเยอรมันเสนอแบบเรือ MEKO A200NG

-บริษัท Fincantieri ประเทศอิตาลีเสนอแบบเรือ FREMM

-บริษัท Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์เสนอแบบเรือ Sigma 11515

-บริษัท Babcock ประเทศอังกฤษเสนอแบบเรือ Arrowhead 140 (หรือ Type 31e)

-บริษัท Lockheed Martin ประเทศอเมริกาเสนอแบบเรือ MMSC (หรือ HF2)

-บริษัท Naval Group ประเทศฝรั่งเศสเสนอแบบเรือ FDI

-บริษัท Navantia ประเทศสเปนเสนอแบบเรือ F110

                กองทัพเรือกรีซต้องการเรือฟริเกตตัวท็อปดีที่สุดยอดเยี่ยมที่สุด แบบเรือจาก Lockheed Martin อาจมีจุดเด่นเรื่องปราบเรือดำน้ำ แต่ระบบเรดาร์และระบบต่อต้านอากาศยานค่อนข้างเป็นรอง โดยเฉพาะเรือฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์ซึ่งใช้เรดาร์ AESA ติดรอบเสากระโดงจำนวน 4 ตัว รวมทั้งจำนวนแท่นยิงแนวดิ่ง VLS น้อยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด

การตัดสินรอบแรกในเดือนมิถุนายน 2021 เหลือบริษัทเข้าร่วมเพียง 5 ราย เนื่องจาก Navantia ประเทศสเปนถูกคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือตัดสิทธิ์ ส่วน Babcock ประเทศอังกฤษได้ขอถอนตัวไปร่วมทีมกับอเมริกา

                โครงการนี้มีเรื่องประหลาดน่าสนใจมากก็คือ กรีซต้องการเรือฟริเกตใหม่เอี่ยม 4 ลำแถมเรือฟริเกตมือสองอีก 2 ลำ กองทัพเรือกรีซยังต้องการปรับปรุงเรือฟริเกต Meko 200 ของตัวเองจำนวน 4 ลำ โดยการติดตั้งอาวุธ เรดาร์ และระบบอำนวยการรบใหม่หมด เพราะอยากให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเรือฟริเกตรุ่นใหม่

ความต้องการกรีซได้รับการตอบสนองจากผู้เข้าร่วมเกือบทุกราย บางรายเสนอเรือฟริเกตมือสองประเทศตัวเอง ส่วนบางรายเสนอเรือใหม่เอี่ยมแต่มีขนาดเล็กลง มีเพียงอเมริกาชาติเสนอแค่เพียงเรือใหม่ 4 ลำกับปรับปรุงเรือเก่า 4 ลำ

                ปลายเดือนกันยายน 2021 ผลการตัดสินเป็นที่ชัดเจน รัฐบาลกรีซสั่งซื้อเรือฟริเกตชั้น FDI จากบริษัท Naval Group ประเทศฝรั่งเศสจำนวน 3 ลำ โดยมีออปชันสั่งซื้อเพิ่มอีก 1 ลำในอนาคต พร้อมกับสั่งซื้อเรือคอร์เวตชั้น Gowind 2500 จาก Naval Group จำนวน 3 ลำกำหนดให้สร้างเองในประเทศ โดยมีออปชันสั่งซื้อเพิ่มอีก 1 ลำเช่นกัน คำตัดสินหักปากกาเซียนทั่วโลกรวมทั้งคนในชาติซึ่งพากันมึนตึ๊บ ในเมื่ออยากได้เรือฟริเกต 4+2 ลำทำไมกลายเป็นเรือฟริเกต 3 ลำ+เรือคอร์เวต 3 ลำ

                บริษัท Lockheed Martin พ่ายแพ้อย่างหมดรูปในการชิงชัยโครงการใหญ่ เรื่องราวเรือฟริเกตส่งออกประเทศอเมริกาสมควรสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ แต่แล้วจู่ๆ วันที่ 10 ธันวาคม 2021สภาคองเกรสของอเมริกาได้อนุมัติการขายเรือ Multi-Mission Surface Combatant หรือ MMSC พร้อมอาวุธจำนวน 4 ลำให้กับกรีซ มูลค่ารวมทั้งโครงการอยู่ที่ 6.9 พันล้านเหรียญ รวมทั้งอนุมัติการปรับปรุงเรือฟริเกต Meko 200 พร้อมอาวุธจำนวน 4 ลำให้กับกรีซ มูลค่ารวมทั้งโครงการอยู่ที่ 2.5 พันล้านเหรียญ

                สมาชิกสภาคองเกรสไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มหรืออย่างไร?

อยากเปลี่ยนชื่อเป็นสภาโจ๊กสถานีโทรทัศน์ไอทีวีใช่หรือไม่?

เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา รัฐบาลกรีซตัดสินใจยกเลิกโครงการปรับปรุงเรือฟริเกต Meko 200 จำนวน 4 ลำ และขึ้นโครงการเรือคอร์เวตใหม่เอี่ยมจำนวน 4 ลำเป็นการทดแทน การอนุมัติของสภาคองเกรสเปรียบได้กับวิธีดักทางล่วงหน้า ไม่ว่ากรีซจะเลือกทางไหนข้าพเจ้าเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

โครงการใหม่ได้รับการตอบสนองจากอดีตผู้เข้าร่วมชิงชัย บริษัท Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์เสนอแบบเรือ Sigma 11515 อีกครั้ง บริษัท Babcock ประเทศอังกฤษก็เสนอแบบเรือ Arrowhead 140 อีกครั้ง หากบริษัทจากอังกฤษสามารถคว้าชัยในนัดล้างตาครั้งที่สอง กองทัพเรือกรีซจะมีเรือฟริเกตขนาด 4,500 ตันกับเรือคอร์เวตขนาด 5,700 ตันไว้สับขาหลอกตุรกี

โอกาสสำคัญในการขายเรือฟริเกตรุ่นส่งออกมาเยือนอีกครั้ง บริษัท Lockheed Martin เสนอแบบเรือ MMSC หรือ HF2 ของตัวเองเข้าร่วมชิงชัย ภาพประกอบที่สี่คือข้อมูลการอนุมัติขายเรือจากสภาคองเกรส บนตัวอักษรยาวเหยียดเหมือนดั่งตำราเรียนมหาวิทยาลัย มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบทความนี้ขึ้นมา

ขีดเส้นใต้สีม่วงคือระบบอำนวยการรบ COMBATSS-21 อเมริกาใช้งานบนเรือ LCS เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งรุ่นท็อปหน่วยยามฝั่ง รวมทั้งเรือฟริเกตชั้น Constellation รุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือ ขีดเส้นใต้สีส้มคือระบบป้องกันตนเองระยะประชิด RAM Block 2 ส่วนขีดเส้นใต้สีแดงคืออาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ VL-ASROC

ผู้อ่านเข้าใจถูกต้องแล้วครับเรือฟริเกต HF2 สามารถใช้งาน VL-ASROC ได้

อเมริกาอนุมัติขาย VL-ASROC จำนวน 32 นัด แบ่งเป็นติดตั้งจริง 12 นัดหรือลำละ 3 นัด ลูกซ้อมอีกจำนวน 8 นัด และลูกสำรองเก็บไว้ในคลังแสงจำนวน 12 นัด อาจดูไม่มากเพราะราคาค่อนข้างแพงแต่เรือฟริเกต HF2 ใช้งานได้แน่นอน

ขีดเส้นใต้สีเหลืองคืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน CAMM หรือ Sea Ceptor ระยะยิง 25 กิโลเมตร กับ CAMM-ER หรือ Albatros NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร เท่ากับว่า ESSM ถูกถอดออกไปและยกท่อยิง Mk.41 ทั้งหมดให้ VL-ASROC มี Albatros NG 12 นัดไว้ป้องกันตัวถือว่าไม่มากไม่น้อย หากอะไรสักอย่างหลุดเข้ามายังมี RAM Block 2 อีก 21 นัด

ขีดเส้นใต้สีฟ้าคือตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mk.54 จำนวน 32 นัด กับชุดคิทปรับปรุงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mk.46 ให้กลายเป็นรุ่น Mk.54 ขีดเส้นใต้สีเขียวคือระบบโซนาร์ท้ายเรือ CAPTAS-2 ทำงานได้ทั้งโหมด Active และ Passive ถัดไปคือโซนาร์ท้ายเรือ Low Frequency Active Towed Sonar หรือ LFATS อันเป็นโซนาร์ขนาดเล็กของบริษัท L3 ปิดท้ายด้วยระบบอำนวยการรบปราบเรือดำน้ำ AN/SQQ-89 รุ่นเดียวกับเรือพิฆาตอาวุธนำวิถีระบบเอจิสชั้น Arleigh Burke

ชมภาพประกอบที่ห้าซึ่งเป็นภาพเรือ HF2 ลำจริง เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 ทั้ง 2 ตัวหายไปเพราะไม่ได้ใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM เรดาร์ควบคุมการยิง STIR 1.2 เข้ามาแทนที่เพื่อควบคุมปืนใหญ่ 76/62  มม.รุ่น STRALES ระบบกวนสัญญาณคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ AN/SLQ-32 (V)6 ถูกแทนที่ด้วย Elta Electronic Warfare จากอิสราเอล การจัดวางอุปกรณ์มีความแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย นี่คือแบบเรือเข้าร่วมชิงชัยโครงการเรือคอร์เวตกองทัพเรือกรีซ

ข้อมูลจากสภาคองเกรสช่วยยืนยันอย่างชัดเจนว่า HF2 คือเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำรุ่นส่งออกใหม่ล่าสุดจากอเมริกา  สามารถใช้งาน VL-ASROC ได้โดยใช้แท่นยิง Mk.41 จำนวน 8 ท่อยิง เรือถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความเหมาะสมกับภารกิจ โดยใช้เงิน 450 ล้านเหรียญของซาอุดีอาระเบีย เรือลำนี้มีระวางขับน้ำ 4,200 ตัน ยาว 118.1 เมตร กว้าง 17.6 เมตร กินน้ำลึกสุด 5.6 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG (Combine Operation Diesel and Gastuebine) ทำงานร่วมกันระบบ Water Jet ในการผลักดันเรือ สามารถทำความเร็ว 30 นอตติดต่อกันเป็นระยะทางมากสุดถึง 500 ไมล์ทะเล

“COMBATSS-21+ AN/SQQ-89 + Mk.41+ CAPTAS-2 = VL-ASROC”

นี่คือสูตรใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีปราบเรือดำน้ำ VL-ASROC มาตรฐานใหม่ อันเป็นอานิสงส์จากโครงการเรือฟริเกตชั้น Constellation การพัฒนาทำได้อย่างรวดเร็วอย่างไร้ปัญหารบกวนจิตใจ เนื่องจากทั้งอุปกรณ์ อาวุธ และโปรแกรมต่างๆ เป็นของบริษัท Lockheed Martin ทั้งหมด ขนาดท่อยิง ExLS สำหรับ Albrtros NG ก็เป็นสินค้า Lockheed Martin เช่นกัน

ปัจจุบันเรือฟริเกตรุ่นส่งออกของอเมริกามีจำนวน 2 แบบให้ลูกค้าเลือกเสียเงิน

1.เรือฟริเกตอเนกประสงค์ MMSC มาพร้อม ESSM ราคาไม่แพงเท่าไร

2.เรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ HF2 มาพร้อม VL-ASROC ราคาแพงขึ้นแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น

ปี 2021 อเมริกาส่งออกอาวุธน้อยกว่าเดิมถึง 21 เปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้วิธีการต่างๆ นานาในการสร้างตัวเลขให้สูงกว่าเดิม โครงการเรือคอร์เวตประเทศกรีซคือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ท่านผู้นำกับรัฐบาลพยายามผลักดันสุดกำลังให้เรือฟริเกต HF2 ได้แจ้งเกิด หากทำสำเร็จเราต้องมาลุ้นกันต่ออีกครั้งว่า ลูกยาวอย่าง VL-ASROC จะมาตามนัดจริงหรือไม่

ไม่ว่าโครงการเรือคอร์เวตกองทัพเรือกรีซอเมริกาจะคว้าชัยหรือล้มเหลว ทว่าพวกเขาได้พัฒนาสินค้าคุณภาพดีไว้ลุยตลาดส่งออกเรือฟริเกตทั่วโลก และเป็นสินค้ามีอนาคตยาวไกลอย่างแน่นอน กองทัพเรืออเมริกาพัฒนาอาวุธใหม่ได้เมื่อไร คุณซื้อมาใช้งานบนเรือตัวเองได้ทันทีเช่นกัน อาจมีการปรับปรุงเล็กน้อยเสียเงินเพิ่มเล็กน้อย แต่คุณจะไม่ถูกลอยแพอย่างแน่นอน วงเล็บเปิด-หากคุณยังมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับรัฐบาลอเมริกา-วงเล็บปิด

+++++++++++++++++++++

อ้างอิงจาก

https://www.lockheedmartin.com/en-us/news/features/2021/eight-things-you-should-know-about-hf2.html

https://www.dsca.mil/press-media/major-arms-sales/greece-multi-mission-surface-combatant-hellenic-future-frigate-hf2

https://twitter.com/D__Mitch/status/1414947871313600517?s=19

https://twitter.com/d__mitch/status/1085474791497367553?lang=eu

https://www.defensenews.com/naval/2019/12/20/lockheed-inks-2-billion-contract-for-saudi-frigate/

https://mobile.twitter.com/hashtag/defea21?src=hash

https://www.navalnews.com/naval-news/2022/01/greek-mod-ultra-modern-fdi-frigate-to-protect-greece-gowind-corvette-very-strong-candidate/

https://www.globalsecurity.org/military/world/europe/hs-hf2.htm