วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

Type 31e General Purpose Frigate


โครงการเรือฟริเกต Type 31e แห่งราชนาวีอังกฤษ

ปี 2010 ราชนาวีอังกฤษเริ่มต้นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่ง คือการจัดหาเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่แทนที่เรือฟริเกตชั้น Type 23 เรือลำใหม่ถูกตั้งชื่อว่า ‘Type 26 Global Combat Ship’ โดยเปลี่ยนชื่อมาจาก The Future Surface Combatant (FSC) ซึ่งเริ่มศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1998 กำหนดราคาไว้ที่ 500 ล้านปอนต่อเรือหนึ่งลำ ต่อมามีการลดขนาดเรือและลดราคาลงมาอยู่ที่ 350 ล้านปอนด์ต่อลำ เห็นถูกๆ ขนาดนี้ยังได้เรือขนาด 5,400 ตันเชียวนะครับ
เอาเข้าจริงเมื่อโครงการเป็นรูปเป็นร่างในปี 2016 เรือฟริเกต Type 26 Global Combat Ship มีระวางขับน้ำปรกติ 6,900 ตัน ระวางขับน้ำสูงสุดถึง 8,000  ตัน กองทัพเรืออังกฤษต้องการจัดหา 13 ลำในวงเงิน 11.5 พันล้านปอนด์ แพงกว่าราคาประมาณการณ์ไปไกลลิบลับ จำเป็นต้องลดจำนวนเรือเหลือเพียง 8 ลำในวงเงิน 8 พันล้านปอนด์ ตามสภาวะเงินเฟ้อ ปริมาณเรือที่ลดน้อยลง และการบานปลายของงบประมาณ (ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของทุกโครงการ)
หมายความว่าอังกฤษจะมีเรือฟริเกตน้อยกว่าแผนการ แน่นอนว่าพวกเขาจะมีปัญหาหลายอย่างตามมา จำเป็นต้องงัดแผนสองคือจัดหาเรือฟริเกตรุ่นอื่นเพิ่มเติม กำหนดให้มีขนาดเล็กลงติดอาวุธน้อยกว่าเดิม รัฐบาลได้ตั้งวงเงินไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋วว่า เรือฟริเกตจำนวน 5 ในราคา 1.25 พันล้านปอนด์หรือลำละ 250 ล้านปอนด์นั่นเอง



นี่คือที่มาเรือฟริเกตชั้น Type 31 อันเป็นโครงการที่เต็มไปด้วยปัญหาแปลกๆ ต่างจากเรือฟริเกต Type 26 ซึ่งวางแผนทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม เรือลำใหม่คนใช้งานไม่อยากได้สักเท่าไร ฝายคนขายก็ไม่ทันตั้งหลักไม่มีสินค้าในมือ แต่ในเมื่อมีส้มหล่นตรงหน้าทุกคนต้องรีบไขว่คว้า ผู้เขียนได้รวบรวมแบบเรือทั้งหมดในโครงการมาให้ชมกันอย่างจุใจ
            โครงการ ‘Type 31e General Purpose Frigate’ เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2017 รัฐบาลอังกฤษได้ส่ง Request For Information (RFI) ไปยังบริษัทสร้างเรือในประเทศ เนื้อหาใน RFI ไม่ชัดเจนแจ่มแจ๋วสักเท่าไร หลักๆ ก็คือต้องการเรือ 5 ลำในวงเงิน 1.25 พันล้านปอนด์ เรือลำแรกพร้อมเข้าประจำการปี 2023 รายละเอียดทั้งหมดจัดแสดงตามภาพนี้เลยครับ



อย่างที่รู้ว่าราคาเรือค่อนข้างถูก ฉะนั้นแล้วดาดฟ้าเรือจะค่อนข้างโล่งตามราคา ระบบอาวุธบนเรือฟริเกต Type 31e คร่าวๆ ก็คือ ปืนหลักกับปืนรองซึ่งไม่ได้ระบุรุ่น โดยที่ปืนรองใช้เป็นระบบอาวุธป้องกันระยะประชิดหรือ CIWS ได้ (ตามที่ราชนาวีอังกฤษต้องการนะครับ) มีจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้หรือ Point Defence Missile System ติดตั้งโซนาร์หัวเรือได้ (แต่ไม่ชัดเจนว่าติดมาเลยไหม) และมีพื้นที่รองรับโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar ในอนาคต
นอกจากนี้ก็เป็นระบบเรดาร์ ระบบอำนวยการรบ ระบบสื่อสาร และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีบนเรือทว่ายังไม่ได้จำเพราะเจาะจงชัดเจน ไม่มีจรวดต่อสู้เรือรบติดตั้งเหมือนเรือรบทั่วไป แต่มีพื้นที่รองรับแท่นยิงแนวดิ่งสำหรับจรวดโจมตีชายฝั่งระยะไกล มีเรื่องน่าแปลกใจเกี่ยวข้องกับอากาศยาน คือต้องมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์รุ่น Merlin ขนาด 15 ตัน แต่โรงเก็บกลับกลายเป็นรุ่น Wildcat หรือขนาดไม่เกิน 10 ตัน เรามาเมากาวไปพร้อมกับคนอังกฤษสักสองวัน
ลานจอดกับโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ผู้เขียนรับได้ เพราะไม่ใช่เรือฟริเกตหลักมีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น บังเอิญคนอื่นเขาไม่คิดแบบนี้สิครับ จึงโดนคนทั้งยุโรปล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน แต่ก็แค่พอขำๆ ไม่ได้ขนาดเอาเป็นเอาตาย ข้อมูลที่เหลือก็ทั่วๆ ไปไม่มีอะไรสำคัญ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา…พบแบบเรือทั้งหมดกันเลยดีกว่าครับ
VENATOR-110
เรือลำแรกมาจากบริษัท BMT Defence Services ประเทศอังกฤษ ถือกำเนิดตั้งแต่ปี 2012 ประมาณ 5 ปีก่อนเริ่มโครงการ ระวางขับน้ำ 4,000 ตัน ยาว 117 เมตร กว้าง 18 เมตร กินน้ำลึก 4.3 เมตร ทั้งปืนหลัก จรวดต่อสู้อากาศยาน และจรวดต่อสู้เรือรบกองรวมกันหน้าสะพานเดินเรือ คือใช้หลักการเดียวกันกับเรือฟริเกตชั้น Type 23 และเรือพิฆาตชั้น Type 45 กลางเรือกับท้ายเรือมีจุดติดอาวุธฝั่งละ 2 จุด มีลานจอดกับโรงเก็บสำหรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง



            คอนเซ็ปต์ของเรือลำนี้ก็คือ Flexible and Affordable ท้ายเรือมี Mission Bay รองรับเรือยางท้องแข็ง RHIB ได้อีก 2 ลำ (รวมเป็น 4 ลำ) ภายในเรือมีความทันสมัยต่างจากเรือรุ่นเก่า เพียงแต่หัวเรือไม่สูงเท่าไรเมื่อเทียบกับเรือลำอื่น ตีแผ่นเหล็กแทนเสากันตกเพื่อกันคลื่นลมด้านหน้าเรือ ลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่
นอกจากติดตั้งเรดาร์และระบบอำนวยการรบอังกฤษแล้ว ยังมีรุ่นใช้เรดาร์กับระบบอำนวยการรบจากสวีเดนได้ด้วย โดยใช้อาวุธจากสวีเดนกับปืนใหญ่ 76/62 ของอิตาลี ใส่ปืนกล 40 มม.ท้ายเรือ 2 กระบอก ใส่จรวดต่อสู้อากาศยาน SIMBAD-RC กลางเรืออีก 2 แท่นยิง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรือสามารถดัดแปลงปรับปรุงได้ง่ายดาย
เห็นหน้าคร่าตาครั้งแรกหลายคนบอกว่า นี่แหละ…เรือฟริเกตลำใหม่ของอังกฤษ ต้องเป็นลำนี้แน่นอนต่อร้อยบาทเอาขี้หมากองเดียว แต่ผู้เขียนค้านแบบหัวชนฝาว่าไม่น่าใช่นะ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นสงสัยไหมครับ เพราะเรือลำนี้เหมือนเรือรบน้อยที่สุด เป็นเรือที่สานต่อจากโครงการเรือสลูปอเนกประสงค์ ซึ่งอังกฤษเคยอยากมีอยากได้เมื่อนานมานี้ รูปร่างหน้าตาคล้ายเรือตรวจการณ์มากกว่าเรือฟริเกต ควรอยู่เฝ้าบ้านมากกว่าออกไปล่อมือล่อเท้าที่อ่าวเปอร์เซีย
ถึงมีระวางขับน้ำมากกว่าเรือฟริเกตลำใหม่ของเราก็ตาม แต่ BMT ระบุเองว่า VENATOR-110 เป็น Light Frigate มีรุ่น Patrol Frigate กับ Patrol Ship ซึ่งติดอาวุธน้อยลงให้เลือกใช้งาน รวมทั้งผู้เขียนพยายามส่องแบบเรือจนปวดตา ก็ยังไม่พบระบบปราบเรือดำน้ำบนเรือเสียที จริงอยู่ว่าติดตั้งเพิ่มเติมภายหลังได้เพราะเรือลำใหญ่ แต่ต้องปรับปรุงแบบเรือเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ เรือซึ่งมีปล่องระบายความร้อนขนาดใหญ่สไตล์อังกฤษ ยังดูไม่เหมาะสมกับความต้องการเท่าที่ควร



ภาพนี้คือการปรับปรุงเรือให้เหมาะสมกับความต้องการ ฝั่งซ้ายเป็นแท่นยิงแนวดิ่ง ExLS จำนวน 6 ท่อยิง ใส่จรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Captor ได้ 24 นัด (ท่อยิงละ 4 นัด) ฝั่งขวาเป็นแท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 ใส่จรวดโจมตีชายฝั่งระยะไกลได้ 8 นัด โดยใช้ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วเป็นปืนหลัก แต่เอาเข้าจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าต้องมีปัญหาแน่นอน
กองทัพเรืออังกฤษใช้ท่อยิงเฉพาะรุ่นของจรวด Sea Captor โดยที่ 1 ระบบจะมีจำนวน 6 ท่อยิง (ท่อยิงละ 1 นัด) เพราะฉะนั้น VENATOR-110 จะใส่จรวด Sea Captor ได้มากสุดแค่ 12 นัด หรือ จรวด Sea Captor 6 นัดกับจรวดโจมตีชายฝั่งระยะไกล 8 นัด ซึ่งเท่านี้มันไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน ต้องปรับปรุงให้ติดแท่นยิงแนวดิ่งได้มากกว่าเดิม
The Avenger
            เรือลำที่สองมาจากบริษัท BAE System โดยนำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น River Batch 2 มาเพิ่มความยาวจาก 90 เมตรเป็น 111 เมตร หัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว ใส่เรือยางท้องแข็ง RHIB ที่กราบเรือจำนวน 4 ลำ สร้าง Superstructure สำหรับแท่นยิงแนวดิ่งไว้กลางลำ ท้ายเรือสร้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง โดยใช้เจ้าหน้าที่ประจำเรือแค่เพียง 70 นาย เรือมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแปลงร่างมาจากเรือตรวจการณ์ดีๆ นี่เอง



                ผู้อ่านคงเคยจินตนาการบ่อยครั้งว่า ทำไมเราไม่เอาเรือหลวงกระบี่มาขยายความยาว แล้วสร้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมเข้าไปล่ะ? เราจะได้สุดยอดเรือตรวจการณ์ที่เหนือชั้นกว่าเรือฟริเกต F-14 ของพม่า (เรื่องความทนทะเลอย่างเดียวนะครับ) ความคิดนี้เองได้ลอยเข้าหัวบริษัทเจ้าของแบบเรือ เขาจึงสร้างเรือตามความต้องการของเราขึ้นมาให้ยลโฉม ผลตอบรับค่อนข้างดีมากเลยครับ คนอังกฤษร้อยละหนึ่งร้อยช่วยกันโหวตไม่ได้ไปต่อ ลองเดากันดูเล่นๆ สิครับว่าเพราะอะไร
                หัวข้อความสวยงามผู้เขียนขอตัวทิ้ง บางคนอาจมองว่าเรือสวยมากก็เป็นไปได้ แต่เรื่องหลักๆ มาจากประสิทธิภาพของเรือ The Avenger ไม่ใช่เรือฟริเกตและไม่มีวันเป็นเรือฟริเกต ฉะนั้นจะไปไล่ล่าเรือดำน้ำให้ดีเหมือนเรือฟริเกต ต้องปรับปรุงใหม่หมดทั้งลำถึงจะดีแค่พอใช้ แต่ไม่มีทางเทียบเท่าเรือที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจนี้ การลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์ขอใช้คำว่าสุดเลวร้าย ส่งเข้าร่วมชิงชัยโดนตัดออกรายแรกทุกๆ โครงการ ถ้าเจ้าของแบบเรือไม่อัดฉีดโปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 1
ผู้อ่านอาจค้านว่าเรือมันราคาถูกนะคุณ อาจจะไม่ดีเท่าเรือฟริเกตแท้ๆ แต่ราคาถูกมาก นี่คือการพูดโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ อย่าลืมนะครับว่าเรือต้องมีราคา 250 ล้านปอนด์ ตามความต้องการรัฐบาลอังกฤษซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจน (มากที่สุด) คนไหนละเมอขึ้นมาว่าลำละ 150-200 ล้านปอนด์ คุณเมากัญชาแล้วเพื่อนเกลอรีบไปถอนเดี๋ยวนี้ และในบรรดาเรือฟริเกตราคา 250 ล้านปอนด์เท่าๆ กัน เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ The Avenger รั้งท้ายขบวนโดยไม่มีข้อแม้
ผู้เขียนพยายามเข้าข้างเต็มที่แล้วนะ แต่พอเห็นคู่แข่งขันเข้าก็หงายหลังตึง เรามาชมเรือลำอื่นกันต่อเถอะครับ
Cutlass
            เรือลำที่สามมาจาก บริษัท BAE System เช่นกัน โดยการนำเรือคอร์เวตชั้น Al Khareef  ของกองทัพเรือโอมานมาปรับปรุง เพิ่มความยาวจาก 99 เมตรเป็น 117 เมตร บริเวณกลางเรือความยาวเพิ่มขึ้น 15 เมตร ใส่เรือยางท้องแข็ง RHIB พร้อมแผ่นเหล็กปิดไว้เรียบร้อย มีปล่องระบายความร้อนสไตล์อังกฤษถึง 2 ปล่อง ปรับปรุงตรงโน้นตรงนี้ให้ตรงตามความต้องการ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีการออกแบบแบบเรือ เพื่อลดการตรวจจับด้วยเรดาร์แบบ Full Stealth ให้มากที่สุด



ใส่ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วเป็นปืนหลักตามมาตรฐาน หัวเรือแบนราบไม่มีจุดผูกเรือหรือกว้านสมอเรือ (ลงไปอยู่ใต้ดาดฟ้าเรือทั้งหมด) ช่วยลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ได้ดีในระดับหนึ่ง (ว่ากันตามหลักการออกแบบเรือ Full Stealth ของแท้ต้องแบบนี้เท่านั้น ซึ่งถ้าไม่ใช่ให้ถือว่าเป็น Full Stealth เซินเจิ้น แต่ถ้าว่ากันตามหลักการอื่นๆ ผู้เขียนไม่ทราบ ฉะนั้นแล้วเรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ของเราไม่ใช่ Full Stealth แท้ๆ นะครับ) มีจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar แต่ดูเหมือนจะมีเรือยางท้องแบนแค่ 2 ลำเท่านั้น รายละเอียดเรือลำนี้มีค่อนข้างน้อยมาก
ส่วนตัวผู้เขียนชอบเรือชั้น Cutlass ค่อนข้างมาก แม้ตัวเองยังไม่มีข้อมูลครบถ้วนและชัดเจนก็ตาม เรือที่มีปล่องควันขนาดใหญ่ 2 ปล่องดูดุดันกว่าลำอื่น (เหมือนเรือสเปนที่มาพ่ายแพ้ในโครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ลำนั้นผู้เขียนก็ชอบมากเสียดายไม่ได้แจ้งเกิด) การจัดวางอาวุธ เรดาร์ และระบบอื่นๆ ก็พอถูๆ ไถๆ ดีกว่า The Avenger ซึ่งต้องมีราคา 250 ล้านปอนด์เท่ากันชนิดฟ้ากับเหว แต่อาจยังไม่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับเรือลำอื่น BAE จึงไม่ได้โหมโปรโมทเรือลำนี้สักเท่าไร



นี่คือภาพโมเดลเรือชั้น Cutlass แบบชัดๆ ใช้ลายพรางสมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเชยมาก กลางเรือเป็นแท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 จำนวน 8 ท่อยิง ท้ายเรือมีปืนกลอัตโนมัติ DS-30MR 2 กระบอก กับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ถ้าเรือได้รับการคัดเลือก Phalanx คงไม่มาเพราะแพงเกินไป แบบเรือเขาติดโชว์ว่าสามารถติดได้เท่านั้นเอง พูดโดยไม่อวยแบบเรือสวยใช้ได้เลย แต่ถ้านำมาต่อกรกับเรือฟริเกต Avante ของสเปน หรือ Gowind ของฝรั่งเศส หรือ Sigma ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า คงลำบากไม่ใช่น้อยๆ และโอกาสชนะค่อนข้างรางเลือน
ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมจู่ๆ BAE ถึงมีแบบเรือ Cutlass พร้อมลงชิงชัย ได้รับการออกแบบมาอย่างดีต่างจาก The Avenger แบบหน้ามือหลังมือ ผู้เขียนแอบกระซิบตรงนี้อย่าไปบอกใครล่ะ แบบเรือลำนี้มาจากโครงการ Al Khareef 2 Frigate Programme ที่ BAE เคยเสนอให้กับกองทัพเรือโอมานนั่นเอง พอดีทางนั้นยังไม่ซื้อจึงนำมาขายประเทศตัวเองเสียเลย
ผ่านไป 3 ลำแล้วนะครับ จะเห็นได้ว่าเป็นแบบเรือเก่านำมาโมใหม่ ยกเว้น VENATOR-110 ซึ่งเป็นแบบเรือใหม่แต่ขายไม่ออกเสียที และยังไม่มีลำไหนโดดเด่นเข้าตาเท่าที่ควร นี่คือโอกาสทองของบริษัทขนาดเล็กในเกาะอังกฤษ
Project Spartan
            เรือลำที่สี่มาจากบริษัท Steller Systems พวกเขาเสนอแบบเรือใหม่เอี่ยมภายใตสโลแกน ‘A flexible, adaptable multi-role platform’ แบบเรือ Project Spartan พัฒนาขึ้นมาในปี 2015 ภายใต้ชื่อ An Innovative Light Frigate Design ถ้าเรือ VENATOR-110 ไม่เหมือนเรือฟริเกตมากที่สุด เรือ The Avenger คือฟริเกตรุ่นย้อมแมวขาย Project Spartan จะเทียบได้กับเรือฟริเกตในฝันของทุกคน แต่เป็นฝันที่ไกลเกินตัวจนกลายเป็น Personal Design มากกว่า Real Design



                เรือลำนี้ไม่มีข้อมูลระวางน้ำหรือสัดส่วนต่างๆ ในเมื่อเจ้าของแบบเรือจงใจปกปิดผู้เขียนก็จนใจ เรามาชมภาพเรือกันอย่างชัดเจนกันดีกว่า หัวเรือโค้งขึ้นสูงและไม่ลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ เห็นจุดผูกเรือกับกว้านสมอเรืออย่างชัดเจน มีปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วกับแท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 รวมกันถึง 16 ท่อยิง ถัดจากสะพานเดินเรือมีช่องปล่อยเรือเล็กพร้อมกับแผ่นเหล็ก กลางเรือใส่จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon ได้ 8 นัด กับปืนกลอัตโนมัติ DS-30MR ขนาด 30 มม.อีก 2 กระบอก



ลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับ Merlin ส่วนโรงเก็บรองรับ NH90 ฝั่งซ้ายเป็นโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ ส่วนฝั่งขวามีแท่นยิงจรวด Sea Captor อีก 12 ท่อยิง ท้ายเรือมี Mission Bay ขนาดใหญ่รองรับเรือยางท้องแข็ง RHIB ได้อีก 3 ลำ กับตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module อีก 3 ตู้ ทำการรบได้ 3 มิติแต่ในภาพหาแท่นยิงตอร์ปิโดไม่เจอ? เป็นเรือ Light Frigate ที่ติดอาวุธได้ดุดันเหลือเกิน ใช้ระบบเครื่องยนต์ CODLAD ซึ่งจัดว่าทันสมัยมาก ที่เขียนมาทั้งหมดอยู่ในราคา 250 ล้านปอนด์
มาถึงบทวิเคราะห์กันบ้างดีกว่า แบบเรือ Project Spartan เป็นแค่เรือกระดาษที่แท้จริง ยังไม่มีการทดสอบด้วยเรือจำลองในพื้นที่ทดสอบรูปแบบต่างๆ ข้อมูลจากโบรชัวร์จึงได้สวยหรูงดงามแบบนี้ ผู้เขียนติดใจ Mission Bay ท้ายเรือที่โชว์ในภาพ เพราะมีราคาค่อนข้างแพงมากฉุดให้ราคาเรือสูงขึ้นตามกัน ส่วนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ก็แสนอลเวงดีแท้ โดยมีทั้งที่จอดเฮลิคอปเตอร์ อากาศยานไร้คนขับ และแท่นยิงจรวด Se Captor รวมอยู่ด้วยกัน โปรดสังเกตปล่องระบายความร้อนดีๆ นะครับ โดนเฮลิคอปเตอร์ NH90 กินพื้นที่เข้าไปตั้งเยอะ แล้วความร้อนมันจะระบายออกมาทางไหนกันล่ะหนอ?
ทีนี้นำภาพเรือมาให้คนอังกฤษดูบ้าง คำพูดแรกก็คือ Steller Systems คือบริษัทอะไร? คำพูดที่สองก็คือนี่ไม่ใช่เรืออังกฤษ ตั้งแต่หัวจรวดท้ายไม่มีความเป็นอังกฤษแม้สักนิด มีการติดปล่องระบายความร้อนเล็กๆ หลังเสากระโดงหลักก็จริง (เรืออังกฤษยุคก่อนฮิตแบบนี้มาก) แต่ปล่องระบายความร้อนหลักมันเล็กมากไม่ใช่แล้ว เป็นเรือขายฝันที่น่าสนใจแต่ไม่สมควรเสียเงินซื้อ กลับไปหา The Avenger สุดที่รักของผู้เขียนยังน่าสนใจกว่า ในกรณีที่ต้องการเรือซึ่งสามารถสร้างได้จริงๆ
Arrowhead 120
                แบบเรือลำถัดไปมาจากบริษัท Babcock International ซึ่งมีส่วนร่วมพัฒนาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งรุ่นใหม่ของอเมริกา กับสร้างชิ้นส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Queen Elizabeth ของอังกฤษทั้งสองลำ แบบเรือพวกเขาใช้ชื่อว่า Arrowhead 120 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Capable Adaptable and Flexible พร้อมกับข้อมูลเรือรุ่นใหม่แบบเจาะลึกครบทุกส่วน



เรือมีระวางขับน้ำประมาณ 4,000 ตัน ยาว 120 เมตร กว้าง 19 เมตร มาพร้อมความเอนกประสงค์ใกล้เคียง Project Spartan หัวเรือแบนราบไม่มีจุดผูกเรือหรือกว้านสมอเรือ มีปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วกับแท่นยิงแนวดิ่ง Mk-41 ได้มากสุด 16 ท่อยิง (ในภาพมีแค่ 8 ท่อยิง) กลางเรือใส่จรวดต่อสู้เรือรบ 8 นัด กับปืนกลอัตโนมัติ DS-30MR ขนาด 30 มม.อีก 2 กระบอก รวมทั้งท้ายเรือก็ยังมี DS-30MR อีก 2 กระบอก ลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับ Merlin ส่วนโรงเก็บรองรับ NH90 ตามแผน
ความอเนกประสงค์เริ่มตั้งแต่กลางลำเรือฝั่งซ้าย มี Mission Bay ขนาดใหญ่สำหรับยานผิวน้ำไร้คนขับจำนวน 3 ลำ สามารถทำภารกิจไล่ล่าทุ่นระเบิดได้อย่างสบาย ท้ายเรือมี Stern Ramp รองรับเรือยางท้องแข็ง RHIB ความยาว 11 เมตร มีช่องขึ้นเรือเล็กอยู่ใกล้เคียงกับระดับน้ำ เครื่องบิน V22 Osprey ลงจอดท้ายเรือลำนี้ได้ด้วยนะเออ ที่น่าแปลกใจก็คือออกแบบปล่องระบายความร้อนชนิดท่อคู่ เหมือนกับเรือฟริเกต Sigma ของเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างมาก



ส่วนภาพนี้เป็น Arrowhead 120 อีกหนึ่งเวอร์ชัน จะเห็นได้ว่าฝั่งขวากลางเรือไม่มีช่อง Mission Bay ปืนกลอัตโนมัติ DS-30MR กลางลำต้องตีโป่งออกมาจากกราบเรือ และสิ่งที่แตกต่างก็คือมีระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx จำนวน 2 ระบบที่ท้ายเรือ ตีโป่งออกมาเช่นกันพร้อมเสริมความแข็งแรง จากมองมุมนี้เหมือนเรือฟริเกต Sigma จริงๆ ด้วย
เรือในภาพไม่ตรงความต้องการราชนาวีอังกฤษ เพราะมีการติดอาวุธผิดไปจากข้อกำหนด และมีราคารวมสูงกว่า 250 ล้านปอนด์อย่างแน่นอน พวกเขาจะเลิกใช้งานจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon หลังหมดอายุไข โดยเปลี่ยนมาใช้จรวดรุ่นใหม่ยิงจากแท่นยิงแนวดิ่ง ภาพโมเดลแค่แสดงให้เห็นว่า Arrowhead 120 สามารถทำอะไรได้บ้าง
Leander
            หลังให้โอกาสบริษัทเล็กบริษัทน้อยปล่อยของไปก่อน  บริษัท BAE System จึงกลับมาตลบหลังในช่วงเวลาเหมาะสม ด้วยการปล่อยแบบเรือชั้น Leander ออกสู่สาธารณะชน โดยการนำแบบเรือ Cutlass มาทำศัลยกรรมเสียจนหล่อกว่าเดิม วิศวกรตัดปล่องระบายความร้อนหน้าออกไป ใส่เรือยางท้องแข็ง RHIB กลางเรือจำนวน 4 ลำ สร้าง Superstructure ยาวมาชนปล่องระบายความร้อนหลัง รวมทั้งใส่เครนไว้กลางลำสำหรับติดตั้งจรวดในท่อยิงแนวดิ่ง



เรือมีระวางขับน้ำ 3,677 ตัน ยาว 117 เมตรเท่าเดิม กว้าง 14.6 เมตร กินน้ำลึก 4.5 เมตร มีปืนใหญ่ 76/62 เป็นปืนหลัก แท่นยิงจรวด Sea Captor จำนวน 12 ท่อยิง กลางเรือมีแท่นยิงแนวดิ่ง MK-41 อีก 8 ท่อยิง จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon 8 นัด ท้ายเรือมีปืนกลอัตโนมัติ DS-30MR กับระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx และด้วยวิธีนี้จึงไม่ต้องมี Mission Bay ขนาดใหญ่ท้ายเรือ สามารถกดราคาลงมาให้อยู่พอดีกับงบประมาณ ต้องถือว่า BAE ทำการบ้านมาค่อนข้างดีมาก
มิตรรักแฟนเพลงอังกฤษและคนทั่วโลกกล่าวขึ้นมาพร้อมกันว่า นี่คือเรือฟริเกต Type31e อย่างจริงแท้และแน่นอน รวมทั้งอังกฤษมีเรือฟริเกตขนาดไม่เกิน 4,000 ตันมาตีตลาดโลกแล้ว โดยส่วนตัวแม้ผู้เขียนจะชอบ Cutlass ที่ดูดุดันกว่าเยอะ แต่ยอมรับว่า Leander อเนกประสงค์กว่าและน่าสนใจกว่า ติดอยู่แค่เพียงกลางเรือออกจะยาวมากเกินไป ถ้าตัดทิ้งสัก10 เมตรแล้วลดเรือยางเหลือแค่ 2 ลำ น่าจะดูเหมาะสมและลงตัวกว่านี้หรือเปล่า?
แบบเรือ Leander จากสายตะวันตกเข้ามานั่งรอแล้ว เหลือแค่เพียงผู้ท้าชิงจากสายตะวันออกจะเป็นใคร?
Arrowhead 140
                แบบเรือลำถัดไปมาจากบริษัท Babcock International เมื่อเห็น BAE ใช้วิธีตลบหลังจึงไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ พวกเขาโยนแบบเรือ Arrowhead 120 ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี แล้วหันมาจูบปากกับบริษัท Thales จากเนเธอร์แลนด์ อู่ต่อเรือ Odense Steel Shipyard จากเดนมาร์ก นำเสนอแบบเรือ Arrowhead 140 เข้าแข่งขันกับแบบเรือ Leander ชนิดใครดีใครอยู่



            Arrowhead 140 มีระวางขับน้ำ 5,800 ตัน (แม่เจ้า!) ยาว 138.7 เมตร กว้าง 19.8 เมตร กินน้ำลึก 4.8 เมตร มีปืนใหญ่ 76/62 เป็นปืนหลัก กลางเรือรองรับแท่นยิงแนวดิ่งได้มากสุด 32 ท่อยิง ท้ายเรือมีกลอัตโนมัติ DS-30MR อีกจำนวน 2 กระบอก ใส่เรือยางท้องแข็ง RHIB กลางเรือจำนวน 4 ลำ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์รองรับ Merlin โรงเก็บก็รองรับ Merlin (สุดยอด) เป็นเรือลำใหญ่ที่สุดในบรรดาเรือทุกลำที่ร่วมโครงการ และติดอาวุธได้มากที่สุดในบรรดาเรือทุกลำที่ร่วมโครงการ
                ที่ผู้เขียนกล้ายืนยันเพราะมีเหตุผลรับรอง Arrowhead 140 ก็คือเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Iver Huitfeldt ของเดนมาร์กนี่แหละ แต่นำมาใส่เรดาร์กับระบบอำนวยการรบของ Thales ต่างจากเรือทุกลำซึ่งใช้ระบบของอังกฤษเป็นหลัก แต่ไม่มีปัญหาเพราะใน RFI เปิดช่องทิ้งไว้ ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงสามารถกดราคาให้อยู่ในวงเงิน?



                เรามาชมทีเด็ดทีขาดของเรือกันดีกว่า นี่คือภาพถ่ายจากเรือชั้น Iver Huitfeldt ของเดนมาร์ก จะเห็นได้ว่ากลางเรือมีแท่นยิง Mk-41 จำนวน 32 ท่อยิงสำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน SM-2 ขนาบข้างด้วยแท่นยิง Mk-56 จำนวน 24 ท่อยิง ซึ่งในภาพใส่จรวด ESSM ไว้เพียงสองนัด (ที่มีฝาปิดสีแดง) และใส่จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon ได้อีก 8 นัด เท่ากับว่าเรือสามารถติดจรวดได้มากสุดถึง 64 นัด โดยมีเครนขนาดใหญ่ของ Heila Crane สำหรับติดตั้งจรวดในท่อยิงแนวดิ่ง
                เดนมาร์กเคยทำแบบนี้กับเรือรบหลายลำ พวกเขาเรียกว่า STANFLEX หรือ Standard Flex นี่คือการตบหน้าแบบเรืออังกฤษกลางตลาด เพราะเดนมาร์กทำได้ดีกว่า ง่ายกว่า ประหยัดกว่า และทำงานจริงได้ดีกว่าเพราะมีประสบการณ์มากกว่า
                แท่นยิง Mk-56 จะฝังลึกใต้ดาดฟ้า 1.9 เมตร มีท่อระบายความร้อนตรงกลาง ขนาบด้วยท่อจรวด ESSM จำนวน 12 นัด เทียบกับแท่นยิง Mk-41 จะใหญ่กว่ากันเกือบเท่าตัว แต่ใส่จรวดได้น้อยกว่าเพราะแท่นยิง Mk-41 ใส่จรวด ESSM แบบ 4 นัดต่อ 1 ท่อ โดยมีข้อดีก็คือราคาถูกกว่า ใช้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือน้อยกว่า และในกรณีเกิดปัญหาท่อยิงเสียหาย 2 ท่อ ยังคงเหลือจรวดให้ใช้งานอีก 10 นัดแบบสบายๆ ส่วนแท่นยิง Mk-41 ถ้าเกิดเสียหาย 2 ท่อยิง จรวด ESSM จะหายไปทันทีถึง 8 นัด
                แรกสุดเมื่อผู้เขียนเห็นแบบเรือ Arrowhead 140 พลันอุทานออกมาเสียงดังว่าบิงโก เพราะมองไม่ออกเลยว่าเรือลำไหนจะเอาชนะได้ ไม่ว่าขนาดตัวเรือหรือการติดตั้งอาวุธบนเรือ วงเล็บต่อท้ายว่าถ้าสามารถทำได้จริงๆ นะ 
Meko A200
                หลังจากได้เห็นแบบเรือครบทุกลำ เริ่มเข้าสู่การแข่งขันอย่างจริงๆ จังเสียที ต้นปี 2018 รัฐบาลอังกฤษเชื้อเชิญให้ทุกๆ บริษัท ส่งแบบเรือเข้าร่วมชิงชัยโครงการ Type31e Frigete อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า BMT Defence Services กับ Steller Systems ไม่มาตามนัด ปล่อยให้ BAE System เสนอแบบเรือ Leander และ Babcock International (มี BMT เข้าร่วมด้วย) เสนอแบบเรือ Arrowhead 140 เพียงสองบริษัท รัฐบาลอังกฤษเห็นท่าไม่ดีประกาศยุติการแข่งขันชั่วคราว
                เรื่องของเรื่องก็คือมีแบบเรือน้อยเกินไป พวกเขาอยากได้อย่างน้อย 3 แต่ดันมาแค่ 2  เกรงว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูต้องรีบถอยฉาก หลังจากดองเค็มได้ไม่กี่เดือนจึงเริ่มสตาร์ทโครงการใหม่ พร้อมกับเชิญชวนไปยังบริษัทอื่นๆ ให้เข้าร่วมชิงชัย แล้วในที่สุดพวกเขาก็ได้เหยื่อรายใหม่ บริษัท Thyssenkrupp Marine Systems จากเยอรมันจับมือกับ Atlas Elektronik UK จากอังกฤษ เสนอแบบเรือ Meko A200 เข้าร่วมชิงชัยโครงการนี้ด้วย ครั้นถึงต้นปี 2019 รัฐบาลอังกฤษประกาศ 3 บริษัทเข้ารอบสุดท้าย พร้อมกับเริ่มให้คะแนนแบบเรือทั้ง 3 ลำไปตามขั้นตอนของตัวเอง



                Meko A200 เป็นแบบเรือที่ดีมากในยุคปัจจุบัน มีใช้งานในกองทัพเรือแอฟริกาใต้กับอัลจีเรีย เรือมีระวางขับน้ำ 3,700 ตัน ยาว 121 เมตร กว้าง 16.34 เมตร กินน้ำลึก 4.9 เมตร นี่คือเรือรบรุ่น Full Stealth ตัวจริงเสียงจริง วิศวกรออกแบบกราบเรือให้เป็นรูปตัว X ทำให้คลื่นเรดาร์ที่วิ่งเข้ามาปะทะตกลงสู่ทะเล เพียงแต่ผู้เขียนหาแบบเรือในโครงการนี้ไม่ได้เลย
                ในเมื่อหาไม่ได้คงต้องคาดเดากันไป เนื่องจากเรือสามารถใส่แท่นยิงแนวดิ่งได้ถึง 32 ท่อยิง ฉะนั้นกลางเรือซึ่งเป็นจุดติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ อาจใช้ติดตั้งเรือยางท้องแข็ง RHIB อีก 2 ลำรวมเป็น 4 ลำ ท้ายเรือมีระบบ Water Jet ช่วยเพิ่มความเร็ว เวอร์ชันอังกฤษน่าจะตัดออกไปเพราะไม่จำเป็น แต่ถึงไม่ตัดก็ยังมีพื้นที่ใส่โซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar ได้อยู่ดี อาจใช้เรดาร์กับระบบอำนวยการรบจากสวีเดนเหมือนเรืออัลจีเรีย บอกอีกครั้งนะครับว่าเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น
The Winner
                ปลายปี 2019 รัฐบาลอังกฤษออกมาประกาศว่า แบบเรือ Arrowhead 140 ได้รับการคัดเลือกในโครงการ Type 31e General Purpose Frigate ทำให้ BAE System ต้องแพ้คาบ้านยับเยินเป็นครั้งแรก ทำให้ Babcock International ได้โครงการใหญ่ครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และทำให้ลูกประดู่อังกฤษได้ใช้ระบบ Thales ครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน แต่การเข้าประจำการต้องล่าช้าออกไปถึง 4 ปี เรือฟริเกต Type 31e ลำแรกเข้าประจำการปี 2027 เลือนออกมาจากปี 2023
            ต่อไปเรามาชมภาพนางเอกตัวจริงของบทความ ซึ่งจะติดตั้งระบบเรดาร์และอาวุธประมาณนี้เลยครับ



                ไล่จากหัวเรือไปท้ายเรือ ปืนใหญ่ Bofors Mk3 ขนาด 57 มม.อัตรายิง 220 นัดต่อนาที ต่อด้วยปืนกล Bofors Mk4 ขนาด 40 มม.อัตรายิง 300 นัดต่อนาที กลางเรือมีแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Captor จำนวน 12 ท่อยิง มีปืนกล 7.62 มม. 6 ลำกล้องรวบอีก 4 กระบอก และปืนกล Bofors Mk4 ขนาด 40 มม.บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ระบบอำนวยการรบ Thales Tacticos เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Thales NS-100 ใช้ออปทรอนิกส์ควบคุมการยิง Thales Mirador จำนวน 2 ตัว
นอกจากนี้ยังมีเรดาร์เดินเรือ 3 ตัว มี datalink กับจรวด Sea Captor อีก 2 จุด มีระบบสื่อสารกับระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์มาตรฐานอังกฤษ ส่วนโซนาร์หัวเรือไม่แน่ใจว่าติดตั้งหรือเปล่า เรือฟริเกต Type 31e ไม่มีตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำก็จริง (ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปจัดการบนฟากฟ้า) แต่การติดโซนาร์หัวเรือมีจุดประสงค์สำคัญก็คือ สามารถใช้ระบบเป้าลวงตอร์ปิโดได้อย่างสมบรูณ์แบบ อาจใช้โซนาร์รุ่นอื่นซึ่งไม่ใช่ของ Thales ก็ได้ (เรือพิฆาต Type 45 เคยทำมาแล้ว)



ชมภาพโมเดลเรือที่นำมาจัดแสดงกันบ้าง หัวเรือนอกจากปืนใหญ่ 57 มม.กับปืนกล 40 มม.แล้ว ยังมีระบบเป้าลวงจรวดแบบปล่อยลงน้ำ (ล่าง) กับระบบเป้าลวงจรวดแบบปล่อยขึ้นอากาศ (บน) ท้ายเรือก็มีระบบเป้าลวงตอร์ปิโด ติดอยู่ใกล้ๆ ปืนกล 40 มม.นั่นแหละครับ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเรือมีที่ว่างค่อนข้างมาก สามารถปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคตได้อย่างสบาย
มีอีกหนึ่งจุดที่อังกฤษก็คืออังกฤษ ทั้งที่แบบเรือมาจากเดนมาร์กทั้งลำก็ตาม พี่แกยังอุตส่าห์ดัดแปลงจุดผูกเชือกฝั่งท้ายเรือ ให้เป็นช่องว่างลึกลงไปจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เรือเดนมาร์กตีปิดทั้งหมดแล้วใช้วิธีโยนเชือกลอดช่องเล็กๆ ออกมา แต่อังกฤษไม่ชอบบอกว่ามันยากเกินไป ฉันชอบเผชิญแดดฝนมากกว่านะคุณเธอ เรือฟริเกต Type 26 รวมทั้งเรือหลวงกระบี่ใช้จุดผูกเรือแบบนี้เช่นกัน คาดว่าเรือจริงน่าจะมีราวกันตกกั้นด้านในด้วย ไม่อย่างนั้นได้มีหัวร้างข้างแตกกันบ้างล่ะ
มาถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เขียนอยากเน้นเล็กน้อย ปรกติเรือรบอังกฤษจะติดปืนใหญ่ขนาด 4.5 นิ้วของตัวเอง โชคร้ายที่ปืนถูกจำหน่ายออกจากสาระบบ เรือฟริเกต Type 26 จึงหันมาใช้งานปืนใหญ่ 5 นิ้วที่ตัวเองเป็นเป็นเจ้าของ ส่วนเรือฟริเกต Type 31e หันมาใช้งานปืนใหญ่ 57 มม.ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นเรือลำแรกที่ติดปืนกล 40 มม. ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เป็นการทดแทนปืนกล DS-30MR ขนาด 30 มม.ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเช่นกัน
ผู้เขียนเคยบอกเมื่อต้นปีที่แล้วว่า ‘ปืนกล 40 มม.กำลังจะกลับมา’ ตอนนี้มีหลายชาติหันกลับมาสนใจอย่างจริงจัง เพราะมีระยะยิงหวังผลไกลกว่าปืนกล 25 มม.สองเท่าตัว และมีประสิทธิภาพในการทำลายล้างดีกว่าปืนกล 30 มม.พอสมควร นอกจากนี้ทั้งปืนใหญ่ 57 มม.กับปืนกล 40 มม.ยังมีระบบ Programmable 3P ammunition ให้เลือกใช้งาน



3P ammunition คืออะไร? คือการตั้งวิธีจุดชนวนกระสุนปืนแต่ละนัด ให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการทำลายอย่างสะดวกรวดเร็ว สามารถเลือกวิธีตั้งชนวนได้ถึง 6 แบบด้วยกัน ตั้งแต่ใช้ยิงจรวดต่อสู้เรือรบ ยิงเครื่องบิน ยิงเฮลิคอปเตอร์ ยิงเรือลำใหญ่ ยิงเรือยางลำเล็ก รวมทั้งยิงยานหุ้มเกราะบนชายฝั่งโน่น กระสุนปืน 40 มม.หนัก 2.5 กิโลกรัม ส่วนกระสุนปืน 57 มม.หนัก 6.1 กิโลกรัม อยู่ในความดูแลของ BAE System เป็นเรื่องง่ายในการจัดหามาใช้งานหรือพัฒนาเพิ่มเติม
วิธีการตั้งชวนกระสุนปืนทำได้อย่างง่ายดาย เริ่มจากตรวจจับเป้าหมายด้วยเรดาร์ควบคุมการยิง วัดระยะให้ชัดเจนด้วยระบบเลเซอร์ จากนั้นพลยิงตั้งชนวนกระสุน 3P ด้วยการกดปุ่ม แล้ว Fire Control Computer จะสั่งให้อุปกรณ์จัดการโดยอัตโนมัติ (มีอุปกรณ์ยื่นมาจัดการตั้งชนวนที่หัวกระสุน โดยต้องเป็นกระสุน 3P เท่านั้นถึงจะทำแบบนี้ได้) เมื่อยิงเฮลิคอปเตอร์ร่วงแล้วผู้อ่านอยากยิงเรือหางยาวต่อ ผู้อ่านก็แค่กดปุ่มเลือกให้ระบบช่วยทำการเปลี่ยนให้




          ด้วยกระสุน 3P ทำให้ปืนกล Bofors 40 mm. Mk4 ทันสมัยกว่า DS-30MR ซึ่งมีแค่กระสุนเจาะเกราะกับแตกอากาศ 2 กล่อง ด้วยกระสุน 3P ทำให้ปืนกล Bofors 40 mm. Mk4 กลายเป็นระบบป้องกันตนเองระยะประชิดหรือ CIWS ตามคำนิยามราชนาวีอังกฤษ เพราะฉะนั้นถ้าราชนาวีไทยอยากซื้อ Bofors 40 mm. Mk4 มาใช้งานบนเรือหลวงปัตตานี ต้องเอาProgrammable 3P ammunition และกระสุน 3P มาด้วยนะครับ ถ้ามาแค่ปืนเปล่าๆ ใช้ DS-30MR เหมือนเดิมต่อเถอะ
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษระบุไว้ก็คือ เรือฟริเกต Type 31e ต้องส่งออกไปขายตลาดโลกได้ด้วยนะ Babcock International จึงมีเวอร์ชันส่งออกตามรายการคุณขอมา เรือถูกทาสีลายพรางดูสวยงามและทันสมัย เปลี่ยนมาติดปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วของอิตาลี แล้วใส่จรวด RAM รุ่น 21 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือ ใช้เรดาร์ควบคุมการยิงThales STIR 1.2 EO Mk2 กลางเรือมีแท่นยิงแนวดิ่ง MK-41 จำนวน 32 ท่อยิง กับจรวดต่อสู้เรือรบ Naval Strike อีก 8 นัด ท้ายเรือมีปืนกล Bofors 40 mm. Mk4 กับ STIR 1.2 EO Mk2 ตัวที่สอง นอกจากนี้ยังเหลือที่ว่างบนเรืออีกพะเรอเกวียน



แบบเรือน่าสนใจมาก…อยู่ที่ว่าราคาเท่าไร ถ้าใส่อาวุธเหมือนเรือฟริเกตเกาหลีใต้แล้วราคาไม่ต่างกันเกินไป ผู้เขียนอยากได้ลำนี้แทนโดยตั้งโครงการไปเลย 3 ลำรวด แต่คงต้องรอให้โครงการเรือดำน้ำจีนเสร็จเสียก่อน ไหนจะต้องสร้างท่าจอดพร้อมสนามฟุตบอล ต้องสร้างอู่ลอยไอ้โน่นไอ้นี่อีกมากมาย อาจต้องรอคอยอีกประมาณ 7-8 ปีซึ่งผู้เขียนรอได้
แล้วในที่สุดบทความดองเค็มก็จบสิ้นลง เรือฟริเกตสร้างในอังกฤษขนาด 5,800 ตันราคา 250 ล้านปอนด์ ติดตั้งอาวุธเท่านี้เหมาะสมกับราคาแล้ว รัฐบาลเขาโหดมากที่กำหนดราคาไว้แบบนี้ แต่ยังเปิดช่องเรื่องระบบและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือ ทำให้เจอทางออกที่วินวินด้วยกันทุกฝ่าย Thales เองก็เป็นของดีมีประสิทธิภาพไม่แพ้ใคร วัดกันตัวต่อตัวดีกว่าของอังกฤษเองด้วยซ้ำไป บทความยาวๆ เรื่องนี้จึงได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ผู้เขียนขอกล่าวอำลากันตรงนี้สวัสดีรอบวงครับ J
                    -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
            รายงานเรื่อง : BOFORS 3P and System Concept





วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563

Squadron 2020


 โครงการจัดหาเรือคอร์เวตอเนกประสงค์กองทัพเรือฟินแลนด์

ปี 2008 กองทัพเรือฟินแลนด์เริ่มต้นโครงการสำคัญที่สุด คือการจัดหาเรือรบอเนกประสงค์เข้าประจำการแทนเรือเก่า ช่วงแรกเป็นเพียงตั้งโครงการและกำหนดความต้องการ ปีถัดเริ่มมาเข้าสู่ Multi-Purpose Vessel 2020 Research Program ซึ่งเป็นโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ รองรับการสร้างเรือรบอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเงินในปี 2020 เพื่อนำมาทดแทนเรือรบรุ่นปัจจุบันที่กำลังประจำการ
โครงการที่ว่านี้รู้จักกันในชื่อ  Multi-Purpose Vessel 2020 หรือ MTA 2020 ระบุอยู่ในแผนการของกองทัพเรืออย่างชัดเจน เรือลำใหม่จะต้องมีความเอนกประสงค์มากกว่าเดิม รองรับภัยคุกคามโดยทั่วไปและสงครามอสมมาตร ใช้งานได้ดีทั้งในทะเลหลวงและทะเลบอลติก สามารถเข้าร่วมกับภารกิจระดับวิกฤตระหว่างประเทศ ต้องการนำมาทดแทนเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hameenmaa ชั้น Pohjanmaa และเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma

ก่อนอื่นทำความรู้จักกองทัพเรือฟินแลนด์สักนิด หลังสงครามโลกครั้งที่สองพวกเขาใช้เรือและอาวุธรัสเซียเป็นหลัก ยุคถัดมาเปลี่ยนมาใช้อาวุธสวีเดนโดยสร้างเรือเองในประเทศ มีแค่เพียงเรือลำเล็กขนาดไม่เกิน 2,000 ตัน อาวุธหลักสำคัญที่สุดคือจรวดต่อสู้เรือรบกับทุ่นระเบิด ใช่แล้วครับอ่านไม่ผิดทุ่นระเบิด เขาเคยปรับปรุงเรือฟริเกตชั้น Riga เป็นเรือวางทุ่นระเบิด เรือธงลำสุดท้ายของฟินแลนด์เป็นเรือวางทุ่นระเบิด ปัจจุบันมีเรือวางทุ่นระเบิดติดจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto
เพราะฉะนั้นผู้เขียนต่อร้อยบาทขอดีดมะกอกทีเดียว อย่างไรเสียเรือลำใหม่ต้องวางทุ่นระเบิดได้แน่นอน
โครงการเดินหน้าเต็มตัวในปี 2015 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้แถลงข่าว นี่คือโครงการที่มีชื่อเรียกขานค่อนข้างมาก นอกจากชื่อเดิมคือ Multi-Purpose Vessel 2020 หรือ MTA 2020 แล้ว ในฟินแลนด์มักเรียกกันว่า Laivue 2020 หรือ Flotilla 2020 รวมทั้ง Monitoimialus 2020 ด้วย ส่วนชื่อภาษาอังกฤษหันมาใช้คำว่า Squadron 2020 OPV Programme หรือโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Squadron 2020  จำนวนเรือในโครงการมีจำนวน 4 ลำ นำมาทดแทนเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hameenmaa 1 ลำ (ปัจจุบันปลดประจำการแล้ว) เรือวางทุ่นระเบิดชั้น Pohjanmaa 2 ลำในปี 2025 และเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma 4 ลำในปี 2025 อันเป็นปีที่เรือรบรุ่นใหม่ลำแรกเข้าประจำการ

เท่ากับว่าเรือรบหลักลดจำนวนลงจาก 7 เป็น 4 ลำ ปริมาณน้อยลงแต่ระวางขับน้ำเท่ากับหรือมากกว่า เพราะมีเรือเพียงแบบเดียวทำให้สะดวกต่อการซ่อมบำรุง ส่งผลมายังความพร้อมของกองเรือและกองทัพเรือ ซึ่งดีกว่าเดิมแน่นอนแต่มากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดู ลดค่าใช้และปัญหาจุกจิกจากจากจำนวนแบบเรือ รวมทั้งเมื่อถึงเวลาปรับปรุงใหญ่กลางอายุใช้งาน การวางแผนกระทำได้สะดวก ราคาปรับปรุงเรือสมเหตุสมผล สามารถสลับเรือเข้ามาปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อจำนวนเรือเข้าประจำการเพียงเล็กน้อย เพราะมีข้อดีเยอะมากทุกชาติจึงอยากมีแบบเรือน้อยที่สุด
การมาของเรือรบ 4 ลำหน้าตาเหมือนกัน เป็นการปิดฉากเรือธงตลอดกาล เป็นเพราะอะไรนั้นเดี๋ยวเราค่อยว่ากัน

Squadron 2020 กำหนดให้มีเรือความยาวระหว่าง 60 ถึง 105 เมตร ระวางขับน้ำ 2,000 ถึง 3,000 ตัน และภาพนี้คือเรือแบบแรกสุดในปี 2015 ผู้เขียนขอเรียกว่า V1 เพื่อความเข้าใจชัดเจน เรือมีขนาดกะทัดรัดแต่ติดอาวุธครบครัน ระวางน้ำน่าจะปริ่มๆ 2,000 ตัน ยาวไม่น่าเกิน 90 เมตร ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่หัวเรือ จรวดต่อสู้อากาศยาน 32 ท่อยิง มีเรดาร์ควบคุมการยิงเพียงตัวเดียว ฉะนั้นจรวดน่าจะเป็น Umkhonto ซึ่งเวลาติดตั้งจริงคงไม่เกิน 16 ท่อยิง เรดาร์ตรวจการณ์แบบ 3 มิติบนเสากระโดง มีจรวดต่อสู้เรือรบจำนวน 8 นัด ท่อยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำซ่อนในตัวเรือ
ท้ายเรือมีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ตีเส้นไว้สำหรับวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module และยังเหลือพื้นที่รองรับอากาศยานไร้คนขับ ก้นเรือเจาะช่องขนาดใหญ่ใช้ปล่อยทุ่นระเบิดกับโซนาร์ลากท้าย นี่คือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่ดีที่สุดในปี 2020 แต่ยังเป็นเพียงแบบเรือลำแรกสุดของโครงการ

ครั้นถึง ปี 2017 กองทัพเรือฟินแลนด์ออกเอกสารเพิ่มเติม เรือในเอกสารรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้เขียนขอเรียกว่า V2 ก็แล้วกัน นอกจากอธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของโครงการ ยังได้ลงลึกรายละเอียดความสามารถเรือลำใหม่ว่า สามารถป้องกันภัยทางอากาศ ป้องกันภัยจากเรือผิวน้ำ ป้องกันภัยจากเรือใต้น้ำ ใช้วางทุ่นระเบิดได้ ใช้เก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ได้ และสามารถแล่นในน่านน้ำที่มีน้ำแข็ง ถูกกำหนดชนิดเรือให้เป็นเรือคอร์เวต แต่คนฟินแลนด์มักเรียกติดปากว่า Minelaying Icebreaker Corvette ครั้นคนในยุโรปเห็นเข้ามักเรียกกันว่า Light Frigate
แบบเรือ V2 แตกต่างจากแบบเรือ V1 ชนิดหน้ามือหลัง มีความยาวประมาณ 105-110 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid ซึ่งฟินแลนด์ไม่เคยมีประจำการมาก่อน สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายคนตามปรกติแหละครับ เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติฝังในเสากระโดง Integrated Mast จำนวนเรดาร์ 4 ตัว 4 ทิศทางทันสมัยที่สุด สันข้างเรือซึ่งเป็นจุดแบ่งแยกสีเรือด้านล่างกับด้านบน โค้งค่อนข้างสูงขนานไปกับดาดฟ้าหัวเรือ ความเห็นส่วนตัวเรือลำนี้ออกแบบได้สวยงาม

ชมภาพที่ชัดเจนกว่าเดิมกันต่อ ภาพนี้แสดงถึงอาวุธและระบบต่างๆ ภายในเรือ มีครบถ้วนทุกอย่างตามข้อมูลเอกสารฉบับใหม่ รวมทั้งทุ่นระเบิดไพ่เด็ดไม้ตายหนุ่มขี้อายเมืองหิมะ คนฟินแลนด์ค่อนข้างเก็บตัวไม่ชอบออกสังคม เวลาเข้าประชุมระดับประเทศหรือระดับโลก มักโต้เถียงชาติอื่นไม่ทันโดนเพื่อนล้อเป็นประจำ นิสัยน่ารักเป็นกันเองมีภาษาเป็นของตัวเอง โครงการ Squadron 2020 สำคัญกับพวกเขามาก เพราะกองทัพเรือจะก้าวกระโดดไปข้างหน้าแบบปุบปับ นับรวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาวุธ อุปกรณ์ตรวจจับ อุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเรือ

ชมภาพวาดเรือด้านข้างกันบ้างนะครับ หัวเรือค่อนข้างสูงและเรียบตามแบบฉบับเรือรุ่นใหม่ สะพานเดินเรืออ้อมมาด้านหลังเล็กน้อย ทำให้มีมุมมองประมาณ 310 องศา เสากระโดงค่อนมาทางกลางเรือ มีเรดาร์เดินเรือหลังเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหน้า ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง 2 ตัว มีระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun มีระบบเป้าลวง MASS จำนวน 4 ระบบ พร้อมระบบสื่อสารแบบจัดเต็มเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นเรือลำนี้ติดระบบ Datalink อย่างแน่นอน
แบบเรือโดยรวมค่อนข้างสวยงาม เสากระโดง Integrated Mast ใหญ่โตไปสักนิด เพราะไม่มีจุดติดตั้งระบบเป้าลวงท้ายเรือ จึงต้องตีโป่งห้อยออกมาด้านข้างแบบนี้ บังเอิญจุดปล่อยเรือเล็กอยู่สูงกว่าเรือลำอื่น ทำให้ Superstructure หรือเก๋งเรือส่วนท้ายสูงขึ้นตามกัน ปล่องระบายความร้อนจึงสูงกว่าสะพานเดินเรืออย่างชัดเจน หัวเตี้ยท้ายโด่งต่างจากเรือเกาหลีที่หัวโด่งท้ายเตี้ย แต่มีข้อดีคือความสมดุลหน้า-กลาง-หลังไม่ต่างกันมาก เป็นการพิจารณาจากภาพอย่างเดียวนะครับ

ต่อมาไม่กี่เดือนมีการโชว์ภาพเรือแบบที่สามหรือ V3 รูปร่างหน้าตาผิดไปจากเดิมพอสมควร ใช้สะพานเดินเรือแบบ 270 องศา เป็นแนวยาวขนานกราบเรือมองไม่เห็นด้านหลัง เสากระโดงถูกขยับมาข้างหน้าเล็กน้อย เรดาร์เดินเรือหลังเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหน้าหายไป ติดแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 2 ระบบหรือ 16 ท่อยิง ระบบเป้าลวงท้ายขยับมาอยู่ข้างเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหลัง มีปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.ห้อยข้างเรือแทน ปืนกล Millennium Gun ใช้ยิงเรือขนาดเล็กได้ก็จริง แต่ติดอยู่ตรงกลางมีมุมอับข้างเรือแน่นอน เพราะฉะนั้นปืนกล 12.7 มม.จะเข้ามาเสริมช่องว่างดังกล่าว
ระบบเป้าลวง MASS ติดเป้าลวงตอร์ปิโดเสริมได้ โดยการเสียบ Canto ไว้ด้านบนประมาณ 4- 6 นัด เพราะฉะนั้นเรือฟินแลนด์มีเป้าลวงครบทั้งหมด แบบเรือ V3 สวยดีนะครับ หัวเตี้ยท้ายโด่งเช่นเดิมแสดงว่านำแบบเรือ V2 มาขัดเกลา ทว่าสันข้างเรือเตี้ยกว่าเดิมพอสมควร ถ้าพูดถึงเรื่องความสวยงามต้องโดนตัดคะแนน ถึงตอนนี้ดูไม่เหมือนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งแล้ว จะว่าเรือคอร์เวตก็ไม่ใช่เรือฟริเกตเบาก็ไม่เชิง เหมือนเรือฟริเกตขนาดมาตรฐานทั่วไปมากกว่า
ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 มีข่าวการจัดซื้ออาวุธในโครงการ Squadron 2020 ต้นเหตุมาจากการเสนอให้สภาคองเกรสอนุมัติ มีการเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซด์สื่อมวลชนจึงเล่นข่าวตาม ฟินแลนด์จัดหาจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM จำนวน 68 นัด กล่องบรรจุจรวดแบบแฝดสี่ MK25 จำนวน 17 กล่อง ราคาเฉพาะโครงนี้อยู่ที่ 112.7 ล้านเหรียญ เท่ากับว่าเรือ 3 ลำมีจรวด ESSM 16 นัดกับกล่อง MK25 อีก 4 กล่อง และเรือ 1 ลำมีจรวด ESSM 20 นัดกับกล่อง MK25 อีก 5 กล่อง เอาเข้าจริงน่าจะมีการทดสอบยิงเมื่อเรือเข้าประจำการ ฉะนั้นจำนวนจรวดจะอยู่ที่ 16 นัดเท่ากันทุกลำ

นอกจากนี้ฟินแลนด์ยังขอซื้อจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon block II+ extended range (ER) ทั้งลูกจริงและลูกซ้อมรวมกัน 120 นัด ราคารวมเฉพาะโครงการอยู่ที่ 622 ล้านเหรียญ นับรวมทั้ง 2 โครงการเท่ากับ 734.7 ล้านเหรียญ ค่อนข้างสูงมากและเป็นการประเดิมส่งออก Harpoon block II+ ER ล็อตใหญ่รายแรก สื่อมวลชนจำนวนมากเสนอข่าวนี้ออกไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยทั้งจากสื่อจริงและมิตรรักแฟนเพลง แต่นี่คือข้อมูลเฉพาะฝั่งอเมริกาเท่านั้น (ย้ำว่าเท่านั้น)
ถัดมาแค่เพียงไม่กี่เดือน กองทัพเรือฟินแลนด์ลงข่าวจัดหาอาวุธอย่างเป็นทางการ จรวด ESSM มาจริงตามที่อับดุลเอ๊ยว่าไว้ ไม่มีการเปิดเผยจำนวนคาดว่าลดลงเล็กน้อย แต่จรวดต่อสู้เรือรบกลายเป็น Gabriel MK5 ของอิสราเอล มูลค่ารวม 162 ล้านยูโร มีออปชั่นเสริมเพิ่มเป็น 193 ล้านยูโร ลดลงมาจากซื้อจรวด Harpoon ถึงสามในสี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนจรวดที่จัดหา ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแต่น้อยกว่ากันแน่ ฉะนั้นแล้วฟินแลนด์ไม่มี Harpoon block II+ ER นะครับ

ในข่าวยังได้แสดงแบบเรือใหม่หรือ V4 มีหน้าตาผิดแปลกจากเดิมค่อนข้างมาก ขนาดโดยรวมใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน เสากระโดงโยกมาด้านหน้าติดสะพานเดินเรือ รูปทรงเจดีย์หักมีเสาเสียบกลางดูยังไงก็ไม่งามสง่า กลางเรือเว้นที่ว่างค่อนข้างเยอะมาก ปล่องระบายความร้อนสูงกว่าสะพานเดินเรือเล็กน้อย ทำให้เรือมีรูปร่างสมส่วนมากกว่าเดิม ท้ายเรือเตี้ยลงกว่าเดิมติดปืนกล Millennium Gun ที่เดิม รายละเอียดของภาพไม่ค่อยชัดเจน แต่มีจุดที่แตกต่างจากทุกเวอร์ชันมองเห็นไหมครับ
จุดที่ว่านั้นคือใช้ปืนใหญ่ขนาด 57 มม.แทนที่ปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่เราคุ้นเคย ในภาพเรือกำลังแล่นตัดทะเลน้ำแข็ง ฉะนั้นโครงสร้างเรือต้องออกแบบรองรับจุดนี้ มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อเติมด้วยว่า เรือจะใช้ระบบอำนวยการรบ 9LV ของ SAAB เรดาร์ควบคุมการยิง Ceros 200 เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ Sea Giraffe 4A แบบฝังติดจำนวน 4 ตัว เรดาร์ตรวจการณ์ผิวน้ำ Sea Giraffe 1X อีก 1 ตัว นี่คือคู่หูคู่ใหม่ของ SAAB ในยุคใหม่ ส่วนเรดาร์ Sea Giraffe AMB ไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้ว
ข่าวคราวโครงการ Squadron 2020 เงียบหายไปประมาณ 1 ปี กระทั่งกลางเดือนกันยายน 2519 รัฐบาลฟินแลนด์ประกาศอนุมัติสร้างเรือคอร์เวตเอนกประสงค์จำนวน 4 ลำ และนี่ภาพเรือลำสุดท้ายท้ายสุดหรือแบบเรือ V5

รูปร่างหน้าตาเหมือนแบบเรือ V4 หัวจรดท้าย แต่หน้าสะพานเดินเรือสร้างเก๋งเรือยื่นออกมา ความสวยงามลดลงทันทีหนึ่งในสาม เสากระโดง Light Integrated Mast ผอมเพรียวกว่าเดิม เข้าใจว่า SAAB คือผู้รับผิดชอบเพราะเป็นมืออาชีพ กลางเรือวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module  2 ตู้ กับจรวดต่อสู้เรือรบ Gabriel MK5 อีก 8 นัด ปล่องระบายความร้อนเปลี่ยนเป็นทรงสามเหลี่ยมแหลมตั้ง บังคับทิศทางให้ควันลอยสูงกว่าเรดาร์ควบคุมการยิง (ไม่รู้ของจริงทำได้ดีแค่ไหน)
ปืนกล Millennium Gun หายไปแล้ว แทนที่ด้วยปืนกล 12.7 ควบคุมด้วยรีโมท ช่องปล่อยเรือเล็กเตี้ยลงมาในระดับมาตรฐาน ทำให้ความสูงท้ายเรือลดลงมาเทียบเท่าปรกติ ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์มี Mission Deck ขนาดใหญ่ ท้ายเรือมีช่องขนาดใหญ่จำนวน 2 ช่อง สำหรับเก็บทุ่นระเบิดกับโซนาร์ลากท้ายและอื่นๆ ต้องออกแบบจุดนี้มาตั้งแต่พิมพ์เขียวนะครับ ให้มาปรับปรุงเรือในภายหลังทำไม่ได้แน่นอน เรือที่มี Mission Deck จะมีราคาสูงกว่าเรือทั่วไป
ภาพรวมแบบเรือ V5 ดูปราดเปรียวขึ้นและใหญ่ขึ้น แต่ดูให้สิบครั้งก็ดูไม่เหมือนเรือคอร์เวต สันข้างเรือตัดขึ้นดาดฟ้าก่อนถึงหัวเรือพอสมควร แปลกดีและสวยกว่า V3 ซึ่งดูน่าเบื่อเกินไป ความเห็นส่วนตัวเหมือนเรือฟริเกตระบบเอจิสของนอร์เวย์ เพียงแต่ลำนี้เป็นรุ่นประหยัดใช้เรดาร์ SAAB ระบบอำนวยการรบ SAAB รวมทั้งเพิ่มเติมความอเนกประสงค์เข้ามา

ชมภาพวาดด้านข้างเรือสักนิด สะพานเดินเรือกลับมาเป็นแบบ 310 องศาอีกครั้ง ลำตัวเรือใต้น้ำออกแบบมาสำหรับทะเลลึก ใช้สีกันเพรียงสีเขียวมาตรฐานกองทัพเรือฟินแลนด์ สีนี้สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นที่นิยมมาก ปัจจุบันแทบหายไปเลยเหลือแค่สีแดงกับสีดำ มีรัสเซียใช้อีกหนึ่งชาติแต่เฉพาะแค่บางลำ ที่ต้องสร้างเก๋งเรือหรือ Superstructure ยื่นออกมาจากสะพานเดินเรือ เข้าใจว่ากลางลำเว้นพื้นที่ว่างไว้ค่อนข้างมาก หัวเรือจึงมีพื้นที่ใช้งานไม่เพียงพอต้องโมใหม่ สังเกตไหมครับว่าโซนาร์หัวเรือขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะทำการสั้นตามขนาดไปด้วยเรื่องนี้มีสาเหตุ
เพราะต้องใช้งานในพื้นที่หนาวเย็นอุณหภูมิติดลบ จึงมีหัวเรือค่อนข้างสูงแข็งแกร่งเป็นพิเศษ นอกจากฝ่าทะเลน้ำแข็งแล้วยังเผชิญคลื่นลมดีกว่าเรือหัวเตี้ย บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดระบบป้องกันตัวเองในอนาคตได้ ผู้เขียนคิดว่าคงไม่ติดในอีก 10 ปีข้างหน้า และถ้าติดก็อาจไม่ใช่ Millennium Gun เรือฟินแลนด์ใช้ปืนขนาด 57 มม.กับ 40 มม.มาเนิ่นนาน ฉะนั้นอาจได้ Bofors 40 mm Mk5 ยิงเลเซอร์ได้ด้วย (อันนี้ก็เว่อไป) รวมทั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid โอกาสมาคงเหลือน้อย

ภาพนี้แสดงข้อมูลเรือคอร์เวตลำใหม่ของฟินแลนด์ ระวางขับน้ำ3,900 ตัน ยาว 114 เมตร กว้าง 16 เมตร กินน้ำลึก 5 เมตร ใช้ลูกเรือ 70 นาย ความเร็วสูงสุด 26 นอต ระยะปฏิบัติการณ์ไกลสุด 2,600 ไมล์ทะเล ระวางขับน้ำมากกว่าเรือฟริเกต DF3000F ของเราเล็กน้อย ความสวยงามผู้เขียนขอไม่เทียบแล้วกัน เพราะโดยส่วนตัวชอบแบบเรือ V2 มากที่สุด
Mission Deck ท้ายเรือมีช่องขนาดใหญ่ 2 ช่อง ในภาพช่องขวามือปล่อยโซนาร์ลางท้าย Towed Array Sonar ทำงานโหมด Passive ระยะไกล ที่อยู่ในเรือสีส้มคือยานใต้น้ำไร้คนขับ ส่วนสีเหลืองเป็นโซนาร์ลากท้ายตรวจจับทุ่นระเบิด ช่องซ้ายมือทุ่นระเบิดบนรางปล่อย กับตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module นี่คือทางเลือกทั้งหมดที่สามารถติดตั้งได้ แต่เวลาใช้งานต้องเลือกติดเฉพาะบางอย่าง รวมทั้งอาจมีโซนาร์ลากท้าย Variable Depth Sonar ขนาดเล็กเสริมเข้ามา ส่วนเรื่องโซนาร์หัวเรือที่มีขนาดเล็ก คาดว่าเป็นโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด โดยปรกติมีระยะทำการประมาณ 2 กิโลเมตร
ที่เห็นเป็นท่อกลมๆ คือแท่นยิงตอร์ปิโด T-47 หรือ New Lightweight Torpedo (NLWT) ของ SAAB ขนาด 400 มม.นำวิถีเส้นลวดระยะยิง 20 กิโลเมตร ยิงใส่เรือดำน้ำก็ได้หรือเรือผิวน้ำก็ดี กองทัพเรือไทยคงไม่สนใจลูกยาวสวีเดนสินะ โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์โชว์การใส่อากาศยานไร้คนขับกับตู้ควบคุม กลางเรือโชว์เรือยางท้องแข็งกับจรวดต่อสู้เรือรบ Gabriel MK5 หัวเรือเป็นปืนใหญ่ 57 มม.กับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM ทั้งหมดนี้คืออาวุธมาตรฐานฟินแลนด์ในอนาคต
โครงการ Squadron 2020 ตั้งงบประมาณไว้ที่ 1.3 พันล้านยูโร นับรวมจรวดต่อสู้อากาศยานจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าเหมือนกันโครงการอื่นคืองบบานปลาย ไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามต้องการ กองทัพเรือฟินแลนด์จำเป็นต้องเลือกและไม่เลือก อะไรที่เขาเลือกหรือไม่เลือกพอคาดเดาได้ เริ่มจากสิ่งที่เขาเลือกก่อนแล้วกัน
1 เรือขนาด 3,900 ตันใหญ่กว่าความต้องการเดิม อเนกประสงค์มากขึ้นทำภารกิจได้อย่างครบถ้วน
2 ระบบเรดาร์ ระบบสื่อสาร ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์
3 จรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM
ฟินแลนด์เลือกสิ่งมีความสำคัญมากกว่า เรือขนาดใหญ่ใช้งานได้ดีทั้งเขตน้ำตื้นและทะเลลึก เรดาร์รุ่นทันสมัยแปะติดเสากระโดง 4 ทิศทาง เปลี่ยนให้เรือลำนี้เป็นสถานีเรดาร์เคลื่อนที่ จรวดต่อสู้อากาศยานที่ผ่านการเก็บแต้มมาแล้ว เปลี่ยนให้เรือเป็นฐานยิงจรวดเคลื่อนที่ มีประสิทธิภาพกว่าจรวด Sea Ceptor หนึ่งในผู้ท้าชิง ทีนี้เรามาดูสิ่งที่เขาไม่เลือกบ้าง
1 ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม. ถูกตัดทิ้ง ใช้ปืนใหญ่ 57 มม.จากเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Rauma ทดแทน มีค่าใช้จ่ายแค่ตอนยกปืนมาใส่เท่านั้น ส่วนการซ่อมคืนสภาพดูตามหน้างานไม่เสียไม่ต้องซ่อม
2 จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon block II+ extended range (ER) ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ระยะยิงไกลกว่าเดิม สามารถยิงโจมตีชายฝั่งได้ถูกตัดออกไป หันมาใช้จรวดอิสราเอลซึ่งมีระยะยิง 150 กิโลเมตรขึ้นไป มี Datalink แบบสองทางติดตั้งในจรวด ความทันสมัยและความน่าเชื่อถืออาจไม่เทียบเท่า แต่อาวุธพี่อิสใช้งานได้และใช้งานได้ดีด้วยหรือใครจะเถียง
3 ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ขายไม่ออกอีกแล้วน่าสงสารคนขาย
สิ่งที่กองทัพเรือฟินแลนด์เลือกและไม่เลือกบ่งบอกอะไรบ้าง หนึ่งพวกเขาเน้นเรื่องการป้องกันมากกว่าโจมตี สองพวกเขาเลือกเรือลำใหญ่ที่สุด ไม่สนใจเรื่องโดนค่อนแคะการเรียกชื่อเรือ สามอาวุธสวีเดนหายไปเกือบทั้งหมด เหลือแค่เพียงเรดาร์ ระบบอำนวยการรบ และกลับมาใช้ตอร์ปิโด 400 มม.อีกครั้ง สี่ไม่มีเรือธงอีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องมาจากเรือ 4 ลำทุกอย่างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรือทุกลำสามารถเป็นเรือธงได้ (แล้วแต่กำหนด) การทำภารกิจต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งกรณีเรือธงมีอุบัติเหตุหรือความเสียหาย สามารถเปลี่ยนเรือลำใหม่เป็นเรือธงได้เดี๋ยวนั้น
เรื่องเรือธงพิจารณาตามกายภาพนะครับ ส่วนเรื่องตามตำราว่าอย่างไรผู้เขียนไม่ทราบจริงๆ

ชมภาพกราฟิกมุมบนของเรือกันบ้าง มีจุดติดตั้งแท่นยิง MK41 จำนวน 2 ระบบแต่ติดแค่ 1 ระบบ เห็นเก๋งเรือส่วนที่เป็นติ่งหน้าสะพานเดินเรือ กลางเรือวางตู้คอนเทนเนอร์ไว้ 2 ตู้ ถ้าเอาออกจะติดจรวดต่อสู้เรือรบเพิ่มเป็น 16 นัด ปล่องระบายความร้อนเตี้ยลงในระดับมาตรฐาน หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ค่อนข้างราบโล่ง มีสะพานขึ้นเรือแบบซ่อน 2 ฝั่งหลังช่องปล่อยเรือเล็ก ท้ายเรือค่อนข้างสูงกว่าเรือรุ่นเดิมเพราะมี Mission Deck
เรือลำใหม่ของฟินแลนด์ตั้งชื่อว่าชั้น PHOJANMAA มาจากชื่อเขตการปกครองฝั่งตะวันตกของประเทศ กองทัพเรือฟินแลนด์กำหนดให้สามารถทำภารกิจได้ดังนี้
-ปราบเรือผิวน้ำ
-วางทุ่นระเบิดและไล่ล่าทุ่นระเบิด
-ปราบเรือดำน้ำ
-ป้องภัยทางอากาศ
-ระดมยิงชายฝั่ง (ด้วยปืนใหญ่และจรวด)
-เป็นเรือบัญชาการในการทำภารกิจต่างๆ
-ปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลายาวนาน
-ใช้งานได้ทั้งเขตทะเลน้ำแข็งและทะเลบอลติก
เพราะต้องการเรือที่ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด ฟินแลนด์เลือกที่จะพัฒนาและสร้างเรือด้วยตัวเอง บริษัทต่างชาติให้ความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนไม่มีข้อมูลรู้เพียงสร้างโดยอู่ต่อเรือในประเทศ นี่คือแบบเรือที่น่าสนใจในปัจจุบันและอนาคต อาวุธอาจไม่มากมายชนิดล้นลำก็จริง แต่มีครบถ้วนทำได้ทุกภารกิจด้วยเรือลำเดียว ติดตั้งเรดาร์ทันสมัยเทียบเท่าเรือฟริเกตรุ่นใหม่ มีพื้นที่ว่างเผื่อไว้บนเรือค่อนข้างมาก การติดตั้งอาวุธเพิ่มจึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เสียดายก็แต่ฟินแลนด์คงไม่ทำอะไรมากมาย อย่างดีแค่เปลี่ยนปืนใหญ่กับติดระบบป้องกันตนเองระยะประชิด
เรือลำแรกเริ่มสร้างในปี 2022 ทดสอบเดินเรือปี 2024 และเข้าประจำการปีถัดไป เรือทั้ง 4 ลำพร้อมประจำการปี 2028 สิ้นสุด 20 ปีแห่งการเดินทางที่มีตอนจบเลิศหรู ปรกติฟินแลนด์ประจำการเรือประมาณ 30 ปี ฉะนั้นทุกคนมีเวลาดื่นน้ำผึ้งพระจันทร์ 10 ปี หลังจากนั้นเตรียมตัวเข้าสู่โครงการ Squadron 2050 ต่อไป ถึงเวลานั้นผู้เขียนจะกลับมาเขียนถึงอีกครั้ง (ทวงด้วยนะ) วันนี้ต้องกล่าวอำลากันตรงนี้สวัสดีรอบวงครับ J
                    -------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก
            รายงานเรื่อง : Laivue 2020 tiedotustilaisuus
                รายงานเรื่อง : Squadron 2020 The Finnish Defence Forces strategic project