วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

The Missing Radar

 เรดาร์ที่หายไป
                เรือหลวงชลบุรีหมายเลข 331 เป็นหนึ่งในสามเรือเร็วโจมตีอาวุธปืนชั้น MV400 (หรือชั้นเรือหลวงชลบุรี) สร้างโดยอู่ต่อเรือ Cantiere Navale Breda ประเทศอิตาลี เข้าประจำการในปี 2526 ระวางขับน้ำสุงสุด 450 ตัน ยาว 60.4 เมตร กว้าง 8.8 เมตร นับเป็นเรือเร็วโจมตีที่มีขนาดใหญ่โตมากที่สุดลำหนึ่ง
                ระบบตรวจจับเป้าหมายบนเรือหลวงชลบุรี ใช้เรดาร์ ZW06 จากบริษัท Thales Nederland ซึ่งเป็นเรดาร์เดินเรือและเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ ทำงานในโหมด I-band หรือ X- band แล้วแต่จะเรียก ช่วยในการลงจอดของเฮลิคอปเตอร์ มีระบบป้องกันสงครามอิเลคทรอนิกส์ ออกแบบให้ใช้งานบนเรือตรวจการณ์ไปจนถึงเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเบา นับเป็นเรดาร์เดินเรือตัวท๊อปบนสุดในเวลานั้น มีระยะทำการอยู่ที่ประมาณ 46 กิโลเมตร ได้รับความนิยมพอสมควรคือขายได้ถึง 72 ระบบ ลูกค้ารายแรกก็คือเรือหลวงมกุฎราชกุมาร ซื้อไปติดตั้งในปี 1972 ก่อนบราซิลซื้อไปใช้บนเรือฟริเกตชั้น Niteroi แค่เพียงนิดหน่อย
                ปัจจุบันเรือหลวงชลบุรีมีอายุอานาม34 ปีเข้าไปแล้ว บางสิ่งบางอย่างจึงได้เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา มีการถอดเรดาร์ ZW06 ออกไปจากเสากระโดง แล้วติดตั้งเรดาร์เดินเรือสีขาวสว่างโร่ทดแทน ไม่แน่ใจว่าเรดาร์หมดอายุไข ราคาซ่อมบำรุงแพงเกินกำลัง หรือเรดาร์ที่ติดเข้าไปใหม่ดีกว่ากว่าเดิม เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงภูเก็ตซึ่งเป็นเรือชั้นเดียวกัน ก็ถอดเรดาร์ ZW06 ออกไปแล้วเช่นกัน ทว่าเรือหลวงมกุฎราชกุมาร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ และเรือหลวงสุโขทัย ยังคงติดตั้งที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง อาจเป็นไปได้ว่า...เรือ 3 ลำหลังมีขนาดใหญ่โตพอสมควร จึงติดเรดาร์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องถอดของเก่า คาดเดากันไปตามภาษาคนเขียนบทความ

                 เรือหลวงชลบุรี ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก ทำงานคู่กับเรดาร์ควบคุมการยิง WM22 mod 61 ปืนกลอัตโนมัติลำกล้องแฝด 40/70 ทำงานคู่กับระบบเรดาร์/ออปโทนิค LIROD-8 ซึ่งมีจุดเด่นคือการจัดการเป้าหมายบนฟากฟ้า ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยเรดาร์ Elettronica ELT 211 ระบบส่งสัญญานรบกวนเรดาร์ Elettronica ELT 318 รวมทั้งระบบเป้าลวง Sippican Mk 33 RBOC อีกจำนวน 4 แท่นยิง ถ้าเปลี่ยนปืน 76/62 มม.ท้ายเรือมาเป็นจรวดเอ๊กโซเซ่ต์ 4 นัด จะกลายเป็นเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีครบเครื่องเรื่องต้มยำที่แท้จริง
                ในภาพเล็กแสดงระบบเรดาร์ ZW06 บนชั้นสองของเสากระโดงเรือ และมีเรดาร์เดินเรืออีก 1 ตัวบนหลังคาสะพานเดินเรือ ส่วนภาพใหญ่จะเห็นว่าไม่มีแล้ว กลายเป็นเรดาร์เดินเรือสีขาวจำนวน 2 ตัวทดแทน ส่วนระบบเรดาร์ควบคุมการยิงและระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ ยังปรกติสุขอยู่ที่เดิมครบครันทั้งหมด
เรดาร์มาตราฐานกองทัพเรือไทย
                ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2531 ระบบเรดาร์เกือบทั้งหมดที่ทัพเรือจัดหาใหม่ ล้วนมาจากบริษัท Signaal ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ก่อนจะกลายมาเป็น Thomson-CSF Signaal และ Thlaes Nederland ในปัจจุบัน) ประกอบไปด้วย เรดาร์ควบคุมการยิงตระกูล WM20 เรดาร์/ออปโทนิค LIROD-8 เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ ZW06 รวมทั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ DA05  ทำงานควบคู่กับระบบสงครามอิเลคทอนิกส์จากประเทศอิตาลี ประกอบไปด้วย ระบบแจ้งเตือนภัยเรดาร์ Elettronica ELT 211 และระบบส่งสัญญานรบกวนเรดาร์ Elettronica ELT 318 มีการติดตั้งบนเรือรบใหม่จำนวนมากถึง 12 ลำ
                การติดตั้งเรดาร์เป็นไปตามขนาดเรือ บางลำติดตั้งครบครันทุกระบบ ได้แก่เรือหลวงมกุฎราชกุมาร บางลำติดแค่เพียง 1 ถึง 2 ระบบ ได้แก่เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้นเรือหลวงปราบปรปักษ์ และชั้นราชฤทธิ์ บางลำติดออปชั่นเสริมเป็นระบบนำวิถีจรวดต่อสู้อากาศยาน ได้แก่เรือคอร์เวตชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นปี 2534 มีการจัดหาระบบเรดาร์จากอังกฤษ เพื่อติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงคำรณสินธ์ และได้มีการจัดระบบเรดาร์จากจีน มาติดตั้งบนเรือฟริเกตชั้นเจียงหูและชั้น F-25T ปิดฉากระบบเรดาร์มาตราฐานจากบริษัท Signaal ประเทศเนเธอร์แลนด์

                ประมาณปี 2531 กองทัพเรือไทยได้ผุดแผนสำคัญแผนหนึ่ง คือการติดตั้งเรดาร์และอาวุธจากค่ายตะวันตก บนเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจากจีนจำนวน 4 ลำ ต่อมาได้ยกเลิกไปด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณ เรื่องคุณภาพการต่อเรือของจีน รวมทั้งปัญหาการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ (แต่ไม่น้อย) ท้ายสุดจึงได้เรือรบติดตั้งอาวุธและเรดาร์จากจีนทั้งลำ โชดยังดีว่าเรือฟริเกตชั้น F-25T หรือชั้นเรือหลวงนเรศวร ยังคงติดตั้งอาวุธและเรดาร์จากค่ายตะวันตกตามแผนเดิม แต่บังเอิญแผนเดิมที่ว่านั้น มีอาวุธและเรดาร์จากจีนปะปนอยู่ด้วยนะครับ
                ปัจจุบันอะไรที่มาจากจีนได้กลับบ้านเก่าไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยอาวุธและเรดาร์รุ่นใหม่จากค่ายตะวันตก เป็นเพราะใช้งานค่อนข้างยุ่งยากวุ่นวาย เกิดปัญหาจุกจิกมากมายตามมาไม่เว้นวัน อีกทั้งคุณภาพของสินค้าไม่เป็นไปตามใบปลิว นับเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก
การปรับปรุงเรือฟริเกตจากจีน
            เรือหลวงเจ้าพระยาหมายเลข 455 เป็นหนึ่งในสี่เรือฟริเกตอาวุธนำวิถีชั้น Type 053 (หรือชั้นเจียงหู) จากประเทศจีน เป็นหนึ่งในสองของเรือฟริเกตชั้น Type 053HT ซึ่งไม่มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ ทั้งยังเป็นเรือฟริเกตลำแรกจากจำนวน 6 ลำที่เราสั่งซื้อจากประเทศจีน ตามโครงการออกสู่ทะเลลึกหรือ Blue Sea Project เข้าประจำการในปี 2534 ระวางขับน้ำสุงสุด 1,924 ตัน ยาว 102.87 เมตร กว้าง 11.36 เมตร
                ตลอด 20 กว่าปีที่ได้รับใช้ประเทศ เรือหลวงเจ้าพระยามีการปรับปรุงเรือเล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิเช่น ติดตั้งเรดาร์เดินเรือเพิ่ม ติดตั้งเครื่องรับสัญญานผ่านดาวเทียมและกล้องตรวจการณ์กลางคืน ถอดระบบรบกวนสัญญาณเรดาร์ Type 981-2 ออกเพราะหมดอายุ กระทั่งเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว เรือได้เข้าอู่แห้งเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ครั้งล่าสุด นอกจากปรับปรุงคืนสภาพตามปรกติแล้ว ยังได้ติดตั้งเครนและเรือยางเพิ่มเติมจนครบสองลำ ได้ Satcom ขนาดบักเป้งเพิ่มขึ้นมา 1 ใบ แต่ดันมีเรื่องที่ทำให้ต้องใจหายใจคว่ำ เมื่อเรดาร์ตรวจการณ์ Type 354 Eye Shield ได้หายไปจากยอดเสากระโดงเรือ โดยมีกล้องตรวจการณ์กลางคืนติดตั้งทดแทน

                Type 354 Eye Shield เป็นเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำและทางอากาศ เป็นรุ่นก๊อปปี้ของเรดาร์ Fut-N (Slim-Net) จากรัสเซีย ซึ่งต้นฉบับมีระยะตรวจจับมากถึง 147 กิโลเมตร เรดาร์ของจีนมีสเป็กและตัวเลขที่น้อยกว่า สามารถตรวจจับเป้าหมายขนาด 10 ตารางเมตรได้จากระยะ 50 ไมล์ทะเล การหายตัวไปของเรดาร์ Type 354 Eye Shield  เท่ากับยกภาระอันหนักอึ้งให้กับเรดาร์เดินเรือ Sperry Marine BridgeMaster E และ Furuno ในการค้นหาเป้าหมายที่อาจจะเป็นภัยคุกคามระดับร้ายแรง ผู้เขียนเห็นภาพครั้งแรกบอกได้คำเดียว...หนักใจ !!!
                เรือหลวงเจ้าพระยารวมทั้งเรือหลวงบางปะกง ยังมีเรดาร์ควบคุมการยิง Type 343 Sun Visor ซึ่งใช้ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศได้ประมาณ 40 ไมล์ทะเล  และเรดาร์ควบคุมการยิง Type 352 Square Tie ซึ่งใช้ตรวจการณ์พื้นน้ำได้ประมาณ 40 ไมล์ทะเลเช่นกัน แต่เรดาร์ทั้งสองไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำงาน 24 ชั่วโมง จะใช้งานก็ต่อเมื่อยิงปืนเรือหรือจรวดต่อสู้เรือรบ ทั้งยังมีความเทอะทะ ติดตั้งอยู่ในจุดไม่เหมาะสม กินไฟค่อนข้างเยอะ รวมทั้งอื่น ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ภารกิจหน้าที่จึงเป็นของเรดาร์เดินเรือตามระเบียบ
ทำไมถึงติดตั้งเรดาร์เดินเรือทดแทนของเดิม
                เริ่มจากเรือชั้นเรือหลวงชลบุรีกันก่อน การเปลี่ยนจากเรดาร์ ZW06 มาเป็นเรดาร์เดินเรือ Furuno ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก คุณสมบัติอาจลดลงบ้างแต่ก็ไม่มาก มีผลต่อการทำภารกิจหลักและภารกิจรองน้อยมาก เนื่องจากเรือมีเพียงปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.และปืนกลขนาด 40/70 มม.ทำการรบได้ในระยะหวังผลไม่เกิน 8 กิโลเมตร มากกว่านั้นโอกาสยิงถูกน้อยลงตามระยะทาง

                ในภาพคือเรือชื่อ LÉ William Butler Yeats หมายเลข P63 ของประเทศไอร์แลนด์ เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Samuel Beckett อายุหนึ่งขวบปี ระวางขับน้ำ 2,256 ตัน ยาว 90 เมตร กว้าง 14.4 เมตร ติดตั้งเรดาร์เดินเรือ Kelvin Hughes SharpEye S-band และ X-band อย่างล่ะ 1 ตัว มีปืนใหญ่ 76/62 จำนวน 1 กระบอกเป็นอาวุธหลัก ทำงานควบคู่กับระบบออปโทรนิค Sea Eagle ของ Chess Dynamics อาวุธรองเป็นปืนกลขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก และปืนกลเบาขนาด 7.62 มม.อีกจำนวนหนึ่ง
                Kelvin Hughes SharpEye เป็นเรดาร์เดินเรือทางทหารตัวท๊อป กองทัพเรือไทยก็ใช้งานอยู่บนเรือหลวงนเรศวร ตรวจจับเป้าหมายได้ดีกว่าเรดาร์เดินเรือพาณิชย์ แต่ระยะตรวจจับไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ หลายประเทศในยุโรปนิยมใช้แค่เรดาร์เดินเรือบนเรือตรวจการณ์ทุกขนาด เพราะไม่คิดจะเอาไปรบกับใครอย่างเป็นจริงเป็นจัง การหายตัวไปตลอดกาลของเรดาร์ ZW06 ส่งผลกระทบกับเรือหลวงชลบุรีไม่มากเท่าไหร่
                แต่กับเรือหลวงเจ้าพระยานั้นตรงกันข้าม เพราะเป็นเรือฟริเกตติดจรวดต่อสู้เรือรบ จำเป็นต้องตรวจสอบและพิสูจน์ทราบเป้าหมายก่อนปล่อยจรวด การหายตัวไปตลอดกาลของเรดาร์ Type 354 Eye Shield ส่งผลต่อการทำภารกิจของเรือค่อนข้างใหญ่หลวง แล้วทำไมกองทัพเรือถึงได้ถอดถอน
                หมดอายุการใช้งาน ? ไม่มีอะไหล่ในการซ่อมบำรุง ? เหตุผลประการแรกมีความเป็นไปได้ เพราะอายุของสินค้าจีนค่อนข้างสั้นตามราคา และเมื่อพังแล้วต้องซื้อของใหม่สถานเดียว แต่เหตุผลประการที่สองไม่น่าจะใช่ เรือฟริเกตชั้นเจียงหูของพม่าและบังคลาเทศ ซึ่งได้เปลี่ยนไปใช้งานจรวดC-802 กันหมดแล้วนั้น ยังคงใช้งานเรดาร์ตัวนี้ตราบเท่าทุกวันนี้ แปลได้ว่าอะไหล่ทุกชิ้นยังขายในท้องตลาด มีอายุค่อนข้างสั้นตามราคาเฉกเช่นปรกติ ด้วยเหตุนี้เอง...ผู้เขียนจึงมองไปยังเหตุผลประการที่สาม นั่นคือกองทัพเรือต้องการลดบทบาทและภารกิจเรือ
                เรือหลวงบางปะกงที่เป็นฝาแฝดเรือหลวงเจ้าพระยานั้น ปัจจุบันยังคงซ่อมบำรุงตามวาระในอู่แห้ง ถ้ากลับมาอีกครั้งแล้วเรดาร์ Type 354 Eye Shield หายตัวไป จะสื่อความหมายอนาคตเรือทั้งสองลำได้อย่างชัดเจน
ภัยคุกคามที่อาจต้องเผชิญ
            ทั้งเรือหลวงชลบุรีและเรือหลวงเจ้าพระยา มีภารกิจต้องไปเข้าเวรปกป้องอธิปไตย ณ.ทัพเรือภาคที่สามฝั่งทะเลอันดามัน  ซึ่งพรมแดนส่วนใหญ่ติดกับมาเลเซียและพม่า ภัยคุกคามที่อาจต้องเผชิญก็คือพม่าและมาเลเซีย ที่ไกลออกไปอีกหน่อยอย่างบังคลาเทศ สิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนิเซียกับบรูไน โอกาสปะทะกันแทบเป็นไปไม่ได้
                เรือหลวงชลบุรีทำได้แค่รบกับโจรสลัดหรือเรือตรวจการณ์ด้วยกัน ส่วนเรือหลวงเจ้าพระยาต้องรับศึกค่อนข้างใหญ่ ด้วยว่าตนเป็นเรือรบลำใหญ่ที่สุดในฝั่งอันดามัน ถึงแม้จะมีเรือหลวงกระบุรี เรือหลวงสายบุรี เรือหลวงรัตนโกสินทร์ และเรือหลวงสุโขทัย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวรเข้ามาประจำการตามวงรอบ แต่ใครเล่าจะหยั่งรู้อนาคตตนเองได้ ปะเหมาะเคราะห์ร้ายเรือหลวงเจ้าพระยาอาจต้องออกโรงเพียงลำพัง จึงเป็นที่มาของการเปรียบเทียบข้อมูล
                ออกตัวกันก่อนนิดส์นึง...ความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ อยู่ในระดับดีมากจนถึงมากที่สุด ความน่าจะเป็นในการปะทะกันมีไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ และเรากำลังคุยกันถึง 1 เปอร์เซนต์ที่ว่านั้นอยู่

                เริ่มยกตัวอย่างจากฝั่งมาเลเซียกันก่อน พวกเขามีเรือคอร์เวตชั้น Kasturi จำนวน 2 ลำ ระวางขับน้ำ 1,850 ตัน ยาว 97.3 เมตร กว้าง 11.5 เมตร มีจรวดต่อสู้เรือรบเอ็กโซเซ่ต์ MM40 ระยะยิง 72 กิโลเมตรเป็นลูกยาว มีเรดาร์ DA08 ระยะทำการไกลถึง 193 กิโลเมตรเป็นกล้องส่องดูดาว ส่วนลำถัดไปคือเรือฟริเกตชั้น Lekiu จำนวน 2 ลำ ระวางขับน้ำ 2,270 ตัน ยาว 106 เมตร กว้าง 12.75 เมตร มีจรวดเอ็กโซเซ่ต์ MM40 และเรดาร์ DA08 เหมือนกับลำแรก รวมทั้งมีจรวดต่อสู้อากาศยาน VL-Seawolf ไว้ป้องกันตนเอง นับว่าเขี้ยวเล็บแหลมคมในระดับปานกลาง
                เอ็กโซเซ่ต์ MM40 อาจมีระยะยิงไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ไกลกว่าจรวด C-801 อย่างไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องใช้เรดาร์ควบคุมการยิงจรวด เรือเรายังมีปัญหาในการค้นหาเป้าหมาย เพราะเรือมาเลเซียมีเรดาร์ที่ทันสมัยกว่ามาก ระยะตรวจจับก็ไกลกว่ากันมาก ฝากผู้อ่านไว้เป็นการบ้านข้อแรกสุด ผู้เขียนมืนตื๊บคิดอะไรไม่ออกแล้ว

                หันมาดูทางฝั่งประเทศพม่ากันบ้าง ทุกท่านคงคุ้นเคยเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจำนวน 2 ลำ และเรือฟริเกตสร้างเองจำนวน 3 ลำกันเป็นอย่างดี จึงขอตัดทิ้งและนำเรือขนาดเล็กมาเปรียบเทียบบ้าง ลำแรกเป็นเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถียาว 49 เมตร รูปทรงลดการสะท้อนของคลื่นเรดาร์ แบกจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4 นัด มีระบบดาต้าลิงค์ ระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ ระบบเป้าลวง และอาวุธป้องกันตนเองรุ่นท๊อปของกองทัพ เรดาร์เดินเรือ 2 ตัวบนเรือหลวงเจ้าพระยา ต้องรับบทหนักในการตามล่าหาตัวจิ๊ด และต้องหาเจอก่อนที่อีกฝ่ายจะปล่อยจรวด
                เรือลำถัดไปเป็นเรือคอร์เวตความยาว 77 เมตร ระวางขับน้ำไม่น่าเกิน 1,800 ตัน ติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A และไอ้โน่นไอ้นั่นไอ้นี่ครบครันเหมือนเรือฟริเกต นอกจากจะมีเรดาร์ Type360 เหมือนเรือหลวงกระบุรีแล้ว ยังมีเรดาร์ RAWL-02 Mk III ซึ่งตรวจจับเป้าหมายได้ไกลสุดถึง 350 กิโลเมตร ว่ากันตามตัวเลขซึ่งไม่เคยหลอกใคร ต้องเอาเรือหลวงนเรศวรหรือเรือหลวงตากสินมาปะทะสถานเดียว เพราะมีเรดาร์ตระกูลเดียวกันระยะทำการใกล้เคียงกัน จึงพอฟัดพอเหวี่ยงไม่มีการแบกน้ำหนัก ส่วนเรือหลวงเจ้าพระยาโฉมใหม่ของเรา ก็นะ..!!!
เรือหลวงจักรีนฤเบศรกับกรณีศึกษา
            กาลครั้งหนึ่งยังไม่นานเท่าไหร่ กองทัพเรือไทยมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำหนึ่ง ซึ่งมักถูกค่อนขอดว่าเป็นเรื่องบรรทุกเฮลิคอปเตอร์อยู่เสมอ ตอนนั้นเราต้องการออกสู่ทะเลลึก ไปกันเป็นกองเรือ..โดยมีเครื่องบินขับไล่คอยคุ้มกัน จึงจำเป็นต้องมีเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกล ไว้ส่องเครื่องบินข้าศึกหรืออะไรก็ตามที่ลอยมาจากฟากฟ้า เมื่อหาเจอก็ส่งเครื่องบินแฮริเออร์ไปจัดการ แผนของเราก็มีง่าย ๆ แค่นี้แล
                เพราะเราไม่มีอากาศยานเตือนภัยล่วงหน้า เรดาร์ระยะไกลจึงจำเป็นกับการป้องกันภัยทางอากาศ แต่เพราะงบประมาณเริ่มมีปัญหาตามมา กองทัพเรือจึงได้จัดหาเรดาร์มือสองรุ่น  AN/SPS-52C จากอเมริกามาใช้ไปก่อน เรดาร์ตัวนี้แปลงร่างมาจาก AN/SPS-39 ค้นหาเป้าหมายได้ 3 มิติที่ระยะไกลสุด 445 กิโลเมตร อ่านตัวเลขจากสเป๊กแล้วโหดมาก ส่วนของจริงใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้างตามสภาพ
                เมื่อเครื่องบินแฮริเออร์ปลดประจำการ เรดาร์  AN/SPS-52C ปลดประจำการ แผนการออกสู่ทะเลลึกปลดประจำการ กองทัพเรือไทยจึงได้มีเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง ซึ่งมักถูกค่อนขอดว่าเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่เสมอ มีการติดตั้งระบบดาต้าลิงค์ ระบบอำนวยการรบ รวมทั้งเรดาร์ตรวจการณ์ใหม่เอี่ยมรุ่น Sea Giraffe AMB ซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก ระยะตรวจจับไกลสุดเพียง 180 กิโลเมตร ความเห็นส่วนตัวผู้เขียน ระยะตรวจจับเท่านี้ก็เพียงพอเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพราะเรือไม่ได้ออกไปจากน่านน้ำตนเอง มีเครื่องบินขับไล่และเรือฟริเกตคอยช่วยคุ้มกัน ภารกิจหลักคือเป็นฐานให้กับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ จะเอาอะไรกันมากมายใช่ไหมครับคุณ

                แต่ก็นั่นแหละ Sea Giraffe AMB ถ่ายภาพไม่ขึ้นแม้แต่น้อย เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีขนาดใหญ่โต เสากระโดงทั้งสุงทั้งใหญ่ที่สุดในอาเซียน เหมาะสมกับเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกลรุ่น Sea Giraffe 4A ซึ่งใช้เทคโลโลยี AESA ตรวจจับได้ไกลสุดถึง 350 กิโลเมตร ตอนที่เราปรับปรุงเรือเรดาร์ตัวนี้ยังไม่ขาย ทว่านาทีนี้พร้อมแล้วสำหรับผู้ต้องการของ แบ่งงบประมาณมาซักก้อนได้ไหมครับทร.ที่รัก ปีงบประมาณหน้าไม่ทันผู้เขียนจะรอปีถัดไปได้
บทสรุปที่ยังไม่ใช่บทสรุป
                การไม่ปรับปรุงเรือหลวงเจ้าพระยาเหมือนเรือหลวงกระบุรีก็ดี การถอดถอนเรดาร์ Type 354 Eye Shield ออกจากเรือก็ดี  พอคาดเดาความหมายได้บางอย่าง ประการแรกสุดเห็นจะเป็นเรื่องงบประมาณ เพราะการปรับปรุงเรือหลวงกระบุรีมีมูลค่าลำล่ะ 1,542 ล้านบาท  นับรวมราคาจรวด C-802A จำนวน 841 ล้านบาทเข้าไปด้วย (ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มากี่ลูก) ประการที่สองก็คือจรวดต่อสู้เรือรบของเดิม จะทำอย่างไรดีเพราะยังไม่หมดอายุการใช้งาน เอาไปติดเรือลำอื่นก็แสนลำบาก ต้องขนเรดาร์ควบคุมการยิงและระบบอำนวยการรบไปด้วย เพราะอาวุธจีนคุยกับอุปกรณ์จากจีนเท่านั้น อุปกรณ์ใหม่กว่าหรือเก่ากว่ากันก็คุยไม่รู้เรื่อง
                สาเหตุประการที่สามเกี่ยวเนื่องกับอายุของจรวด C-801 ซึ่งกำลังจะหมดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลกับเรือหลวงเจ้าพระยาอย่างชัดเจน กลายเป็นปัญหางูกินหางวกไปวนมา กองทัพเรืออาจต้องการซื้อเวลา ด้วยการถอดเรดาร์ที่หมดอายุไขออกไปชั่วคราว ครั้นจรวดหมดอายุไขตามกันทั้งหมด จึงให้ผู้ใหญ่ในตอนนั้นตัดสินใจเด็ดขาด อาจจัดหาจรวดและเรดาร์รุ่นใหม่จากยุโรป แยกตัวเป็นเอกเทศจากระบบอำนวยการรบของจีน
                หรืออาจตัดสินใจมานานแล้ว ว่าถึงตอนนั้นก็ตามนั้นนั่นแหละครับ เรือหลวงเจ้าพระยารวมทั้งเรือหลวงบางปะกง ถูกลดบทบาทและภารกิจลงตามคุณสมบัติของเรือ เราอาจเห็นเรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงตากสิน มาเข้าเวรฝั่งทะเลอันดามันชนิดถาวร ยกอ่าวไทยให้กับเรือหลวงท่าจีนลำใหม่และฝาแฝดที่ยังไม่ได้สั่งซื้อ ก็ว่ากันไปครับ
เรือหลวงสายบุรี FF-458 ภายหลังการปรับปรุงใหม่ เป็นเรือฟริเกตที่ใหม่ที่สุดในฝั่งทะเลอันดามัน ใหญ่ที่สุดทันสมัยที่สุด และมีจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A ระยะยิงไกลสุด 180 กิโลเมตรเป็นอาวุธเด็ดในการป้องกันน่านน้ำ ผู้เขียนรอว่าจะมีการทดสอบยิงกันเมื่อไหร่ ถ้ายังไม่มีก็รอกันไปจนกว่าลูกชายคนโตจะบวช ตอนนี้ยังหาแม่ของลูกไม่ได้เลยครับ ฮา....
                                             -------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
เอกสารดาวโหลด : A Brief History of Chinese Naval Radar and EW dev.pdf

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

Mine Countermeasure Support Ship

โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์
                เรือหลวงถลาง (MCS 621) สร้างขึ้นเองในประเทศโดยอู่ต่อเรือกรุงเทพ ใช้แบบเรือของ FERROSTAAL A-G MSSEN ประเทศเยอรมัน ขึ้นระวางประจำการวันที่ 25 มิถุนายน 2523 ระวางขับน้ำสุงสุด 1,102 ตัน ยาว 54.2 เมตร กว้าง 10 เมตร กินน้ำลึก 3.1 เมตร จัดอยู่ในประเภทเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดหรือเรือ สตท.ทำหน้าที่เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น รวมทั้งเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้นบางระจันและชั้นลาดหญ้า

                เรือลำนี้อายุอานามปาเข้าไป 37 ปีแล้ว มีแผนปลดประจำการในปีงบประมาณ 2563 คาดว่าคงล่าช้าไปอีกประมาณ 3- 5 ปี เพราะต้องจัดหาเรือพี่เลี้ยงลำใหม่เข้ามาทดแทน คุณสมบัติเรือตามข้อมูลในปี 2554 มีระวางขับน้ำประมาณ 1,500 ตัน ทดแทนภารกิจเดิมรวมทั้งรองรับภารกิจวางทุ่นระเบิด ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก
                วันเวลาผันผ่านย่างเข้าสู่กลางปี 2017 โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์ จึงได้เริ่มตั้งไข่กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง อู่ต่อเรือในประเทศซึ่งจับมือกับต่างชาติจำนวน 2 ราย นำเสนอแบบเรือของตนเข้าร่วมในโครงการ และคาดว่าจะมีรายที่สามเข้าร่วมชิงชัย โครงการนี้ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แล้วเสร็จสะเด็ดน้ำอย่างน้อยต้องมี 12 เดือน
อู่ต่อเรือทั้งสองรายคือใคร ใช้แบบเรือรุ่นไหน มีรายละเอียดหรือเปล่า
                ผู้เขียนมีรายละเอียดแค่พอประมาณ ขอขอบคุณไปยังเฟสบุค "Navy For Live" ที่ได้นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะชน ความต้องการกองเรือทุ่นระเบิดในปัจจุบัน นอกจากทดแทนเรือเก่าและทำภารกิจวางทุนระเบิด ยังใช้เรือเป็นเป็นศูนย์สงครามทุ่นระเบิดเคลื่อนที่ เป็นฐานปฎิบัติการส่วนหน้านอกอาณาเขต รองรับการจัดเก็บทุ่นระเบิดแบบลอยตามกระแสน้ำ เป็นฐานปฎิบัติการยานใต้น้ำไร้คนขับ จึงต้องการพื้นที่รองรับหน่วยปฎิบัติการดังกล่าว สามารถวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module เพิ่มเติม มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ใช้หย่อนเจ้าหน้าที่ทำลายวัตถุระเบิดทางอากาศ
                แบบเรือลำแรกเป็นของอู่ต่อเรืออิตัลไทยมารีน จับมือกับ BMT Defense Services ประเทศอังกฤษ นำเสนอแบบเรือ VENARI-85 ซึ่งเป็นเรือต่อต้านทุ่นระเบิดและสำรวจอุทกศาสตร์ขนาดใหญ่ เรือลำนี้เพิ่งเปิดตัวต้นเดือนกันยายน 2017 แต่แอบนำเสนอกองทัพเรือไทยก่อนซะงั้น ยาว 85.9 เมตร น้ำหนักบรรทุก 500 ตัน ติดเครนขนาดใหญ่สุด 25 ตัน ทำภารกิจต่อต้านทุ่นระเบิดร่วมกับยานผิวน้ำไร้คนขับหรือ USV( Unmanned Surface Vehicle ) และยานใต้น้ำไร้คนขับหรือ UUV ( Unmanned Underwater Vehicle ) เราไปชมภาพวาดเรือกันเลยดีกว่า

                กราบเรือค่อนข้างสุงตามหลักสมัยนิยม ติดตั้งปืนหลักและระบบเป้าลวงบริเวณหัวเรือ สะพานเดินเรือสุง-ยาว-ใหญ่-ตีโป่ง ติดกระจกบานโตให้มุมมองกว้างไกล กราบเรือสองฝั่งเจาะช่องเป็นจุดปล่อยเรือเล็กขนาด 7 เมตร ระหว่างปล่องควันคู่เป็นที่ตั้งห้องควบคุมการบิน ส่วนชั้นล่างเป็นโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ
                ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน ใต้ลานจอดฝั่งขวามีช่องปล่อยยานล่าทำลายทุ่นระเบิดหรือ MDV (Mine Disposal Vehicle ) รองรับยานใต้น้ำควบคุมด้วยรีโมทหรือ ROV (Remotely Operated Underwater Vehicle) และยานใต้น้ำทำงานอัตโนมัติหรือ AUV (Autonomous Underwater Vehicle) บริเวณท้ายเรือกดเตี้ยลงพอสมควร ติดตั้งตู้ Mission Module จำนวน 2 ระบบ ขนาบข้างด้วยยานผิวน้ำไร้คนขับจำนวน 2 ลำ ปิดท้ายด้วยเครนขนาด 15 ถึง 25 ตัน
                เรือลำล่างเป็นของไทยนั่นเอง มีข้อแตกต่างตั้งแต่กลางลำเป็นต้นไป ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ยาวจรดท้าย บรรทุกทุ่นระเบิดจำนวน 150 ลูกใต้ลานจอด ไม่มีจุดปล่อยยานใต้น้ำไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ มีจุดวางตู้ Mission Module หน้าห้องควบคุมการบิน (เจาะช่องเผื่อไว้แล้ว) มีเครนขนาด 15 ตันบริเวณกราบขวาเรือ เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้อ่านนึกถึงรถกระบะตอนเดียวกับสองตอน ของเราเป็นรถตอนเดียวที่มีฝาครอบกระบะท้าย
                กองทัพเรือต้องการปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.พร้อมระบบควบคุมการยิงและระบบตรวจจับสัญญานเรดาร์ ผู้เขียนนำมาใส่ไว้อย่างครบถ้วน โดยใช้ปืนรุ่น Compact มืองสองปรับปรุงใหม่ (เหมือนเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงแหลมสิงห์) ทำงานร่วมกับออปโทรนิคควบคุมการยิง อาวุธรองเป็นปืนกลขนาด 20 มม.และปืนกลขนาด 12.7 มม.ตามระเบียบพัก แค่ติดให้เป็นมาตราฐานเท่านั้นเอง ส่วนของจริงเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน เรือลำแรกมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ไปเรือลำที่สองกันต่อเลย

                อู่ต่อเรือกรุงเทพจับมือกับ Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ผ่านบริษัทล๊อกเลย์) เสนอแบบเรือคล้ายคลึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น OPV2400 ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 90 เมตร กว้าง 14.4 เมตร ความเร็วสูงสุด 20 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเล ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่อง 30 วัน ทดตัวเลขไว้ในใจก่อนนะครับ
                ด้านท้ายปืนใหญ่ 76/62 มม.ติดตั้งเครนขนของจำนวน 1 ตัว สะพานเดินเรือแตกต่างจากต้นฉบับ ของเรายาวมากขึ้น บานกระจกก็เยอะขึ้น ถัดไปเป็นจุดติดตั้งเรือเล็กขนาด 8.5 เมตร ปล่องควันและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เหมือนต้นฉบับ (ถ้ามีโรงเก็บนะ) ใต้ลานจอดไม่มีช่องปล่อยเรือเล็ก ใช้เป็นจุดบรรทุกทุ่นระเบิดจำนวน 100-150 ลูก ลานจอดเฮลิคอปเตอร์มีช่องเปิดปิดได้ ใช้วางตู้ Mission Modules จำนวน 2 ระบบลงไปด้านใต้ ต้องเลือกว่าจะใช้เรือลำนี้วางทุ่นระเบิด หรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอย่างใดอย่างหนึ่ง บั้นท้ายสุดมีช่องปล่อยเรือเล็กอีก 1 ลำ ครบเครื่องเรื่องผู้หญิงอย่างถึงที่สุด
เรือลำที่สามยังไม่มีแบบเรือให้ชม อู่ต่อเรือมาร์ซันจับมือกับ SEFT ประเทศตุรกี เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาคงไม่รู้จักกันทั้งบาง แต่ถ้าเอ่ยถึงเรือหลวงมาตรา เรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่ของราชนาวีไทย อู่ต่อเรือกรุงเทพใช้แบบเรือจากที่นี่ทุกคนคงร้องอ๋อ…!! เมื่อเจ้าพ่อเรือเล็กจับมือกับเจ้าพ่อเรือช่วยรบ น่าจับตามมองว่าจะได้เรือหน้าตาแบบไหน โดยปรกติมาร์ซันใช้แบบเรือเยอรมันเกือบทุกลำ แปลกใจไม่ใช่น้อยว่าทำไมถึงมาแจมกับตุรกี หรือว่า SEFT มีไอเทมลับและรอฤกษ์ดีเพื่อปล่อยของ
เรืออังกฤษกับเรือเนเธอร์แลนด์ก็ดูสวยดี แล้วใครเหมาะสมที่สุดและดีที่สุด
            เรือที่เหมาะสมที่สุดกับเรือที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ลำเดียวกัน กรณีของเรืออังกฤษกับเรือเนเธอร์แลนด์ก็เช่นกัน VENARI-85 ขนทุ่นระเบิดและสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดได้พร้อมกัน เพราะมีจุดวางตู้ Mission Module แยกออกไป ท้ายเรือเป็นลานโล่งยาวประมาณ 35 เมตร นอกจากใช้จอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางแล้ว ยังใช้วางอะไรต่อมิอะไรได้อีกสารพัด รวมทั้งตู้  Mission Module เพิ่มเติมได้อย่างสบาย ยังเหลือที่ว่างให้จุมโพ่ได้นอนอาบแดด
                ส่วนเรือ OPV2400 มีความอเนกประสงค์มากกว่า จริงอยู่ว่าเลือกภารกิจได้เพียงหนึ่งภารกิจ แต่โดยปรกติก็ทำแค่หนึ่งภารกิจอยู่แล้ว เรือเนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ภายในกว้างขวาง ทุกอย่างที่คุณต้องการใส่มาในเรือลำนี้หมด มีกระทั่งจุดรับคนจากเรือเล็กที่ระดับน้ำ สาวน้อยสาวใหญ่ไม่ต้องปีนบันไดลิงให้ลิงโผล่ เรือจึงทำภารกิจเสริมได้อย่างหลากหลาย คุณสมบัติของเรือตรวจการณ์สุงกว่าเรือหลวงกระบี่ด้วยซ้ำ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบ้อเริ่ม ทนทะเลมากกว่าอีก 1 ระดับ พื้นที่ภายในก็เยอะกว่า นำเรือเล็กไปด้วยได้มากกว่า ติดโซนาร์ลากท้ายใช้ปราบเรือดำน้ำได้อีก 2 ตัว
ดูเหมือน OPV2400 จะเป็นรองอยู่สองเสาไฟ Damen มีแบบเรือที่เหมาะสมกว่ามั้ย
                คำถามข้อนี้ ผู้เขียนขอตอบว่า....มี๊!!! (เสียงสุง)
                ว่ากันตามภารกิจหลักที่ต้องการ แบบเรือของ Damen ไม่โดดเด่นอะไรมากมาย ไปโดดเด่นที่ภารกิจรองเสียมากกว่า ทว่าพวกเขายังมีแบบเรือที่น่าจะเหมาะสมกว่า ทั้งยังเกี่ยวพันกับแบบเรือที่นำเสนอให้กับไทย
                ขอนำผู้อ่านทุกท่านไปยังประเทศออสเตรเลีย ในปี 2011 พวกเขาต้องการเรือฝึกอเนกประสงค์ลำใหม่ โครงการนี้ Damen นอนมาพร้อมพระสวด ตามข่าวจะใช้แบบเรือ OPV2400 ปรับปรุงเพิ่มเติม กลางปี 2016 เรือที่ต่อจากเวียตนามก็เสร็จสมบรูณ์ มีการส่งมอบและเข้าประการเป็นที่เรียบร้อย เรือฝึกลำใหม่มีชื่อว่า MV Sycamore จัดอยู่ในประเภทเรือ Multi-role Aviation Training Vessel (MATV) มีรูปร่างหน้าตาตามนี้เลย

                ไม่เหมือนเรือ OPV2400 ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ไช่ Base on เพียงแต่ใช้ตัวเรือ (Hull) และโครงสร้างบางส่วนร่วมกัน การออกแบบภายในแตกต่างโดยสิ้นเชิง มีห้องพักให้ลูกเรือและนักเรียนมากกว่าเดิม ติดตั้งเครนพร้อมลิฟท์ขนของหน้าสะพานเดินเรือ ถ้าให้เหมาะสมกับความต้องการของไทย ต้องย้ายเครนไปไว้ด้านข้างแล้วติดปืนใหญ่ 76/62 มม.ทดแทน (ไม่งั้นก็ถอดออก) สะพานเดินเรือและเสากระโดงคล้ายเรือเรา ปล่องควันแบบท่อเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก

                ชมภาพเรือ MV Sycamore จากมุมอื่นกันบ้าง บรรทุกเรือเล็กจำนวน 3 ลำ พร้อมเครนขนของกราบเรือฝั่งขวา ลานจอดมีขนาดใหญ่โตเพราะเป็นงานหลัก โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์กลายเป็นห้องเก็บของ ห้องควบคุมอากาศยานขนาดใหญ่โต ท้ายเรือกว้างและลึกบีบเข้าเล็กน้อย ถ้าปรับปรุงช่องเรือเล็กให้เป็นรางทุ่นระเบิดชั้นที่สอง ก็จะขนทุ่นระเบิดได้มากขึ้นพอประมาณ
                มีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ เรือ OPV2400 ต้นฉบับใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง ความเร็วสุงสุด 23 น๊อต ระยะปฏิบัติการ 6,000 ไมล์ทะเล ออกทะเลได้ต่อเนื่อง 40 วัน ส่วนเรือไทยความเร็วสุงสุด 20 น๊อต ระยะปฏิบัติการ 5,000 ไมล์ทะเล ออกทะเลได้ต่อเนื่อง 30 วัน และเรือออสซี่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่อง ความเร็วสุงสุด 20 น๊อต ข้อมูลอย่างอื่นไม่รู้ ถึงตอนนี้พอมองเห็นไส้ในกันบ้างแล้ว Damen อาจสับขาหลอกชาวโลกอีกครั้งก็ได้ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้แบบเรือที่เหมาะสมกว่า
                เรือช่วยรบออสเตรเลียทำอะไรได้บ้าง งานหลักก็คือฝึกนักบินเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือ ฝึกเจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยานประจำเรือ และฝึกเจ้าหน้าที่สื่อสารประจำเรือ งานรองก็คือการฝึกลูกเรือบางส่วน การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย การค้นหาและกู้คืนตอร์ปิโด รวมทั้งสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด ใช้เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำได้อย่างสบาย ใช้เป็นเรือโรงพยาบาลฉุกเฉินก็ยังไหว อเนกประสงค์กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
ยุคนี้เขารบกันด้วยจรวดความเร็ว 3 มัค แล้วจะจัดหาเรือวางทุ่นระเบิดไปเพื่ออะไร
            จริงครับ ปัจจุบันรบกันด้วยจรวดต่อสู้เรือรบสมรรถนะสุง แต่จรวดเพียงอย่างเดียวทำทุกภารกิจไม่ได้ ทุ่นระเบิดอาจไม่ได้ใช้โจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้าม แต่ใช้สำหรับปิดล้อมพื้นที่สำคัญ ๆ เฉพาะจุด ทั้งในน่านน้ำประเทศเราเองและน่านน้ำประเทศอื่น รวมทั้งป้องกันการเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม จากเรือดำน้ำไม่ปรากฎสัญชาติทั้งมิตรและศัตรู เรือวางทุ่นระเบิดมีความจำเป็นไม่แพ้เรือชนิดอื่น เพื่อให้เห็นภาพรวมกว้างยิ่งกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างให้พิจารณาซักสี่ห้าราย
                เริ่มต้นกันที่กองทัพเรือเกาหลีใต้ ประเทศนี้มีภัยคุกคามชื่อเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือมีเรือดำน้ำจำนวนมาก เคยยิงเรือคอร์เวตเกาหลีใต้จมมาแล้ว ทุ่นระเบิดทันสมัยมีความสำคัญไม่แพ้อาวุธอื่น เกาหลีใต้มีเรือวางทุ่นระเบิดชื่อ Wonsan บรรทุกทุ่นระเบิดได้มากสุด 500 ลูก รองรับเฮลิคอปเตอร์ MH-53 ในภารกิจกวาดทุ่นระเบิดทางอากาศ ทว่าพวกเขายังไม่หยุดอยู่แค่นี้ กลางปี 2017 มีพิธีปล่อยเรือวางทุ่นระเบิดชื่อ Nampo ซึ่งเป็นเรือลำแรกของชั้น โดยใช้เรือฟริเกตชั้น Incheon ผ่าตัดแปลงโฉม

                เรือจากโครงการ  MLS-II ยาว 114.3 เมตร ระวางขับน้ำเต็มที่ 4,240 เมตร บรรทุกทุ่นระเบิดได้มากสุด 500 ลูก ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ ระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ ระบบเป้าลวงจรวดต่อสู้เรือรบ และระบบเป้าลวงตอร์ปิโด เพราะเป็นเรือวางทุ่นระเบิดปราบเรือดำน้ำ จึงมีระบบโซนาร์และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำด้วย มีจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 4 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน K-SAM จำนวน 16 นัด หรือจรวดปราบเรือดำน้ำ K-ASROC จำนวน 4 นัด ที่เขียนมาทั้งหมดเกาหลีใต้ผลิตเองทั้งหมด รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมากระทันหัน
                ไปที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า กองกำลังป้องกันตนเองมีเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น Uraga จำนวน 2 ลำ ระวางขับน้ำ 5,650 ตัน ยาว 141 เมตร สามารถแบกยุทธปัจจัยให้เรือกวาดทุ่นระเบิดมากสุดถึง 15 ลำ รองรับเฮลิคอปเตอร์ MH-53 ได้เช่นกัน บั้นท้ายนอกจากช่องลำเลียงขนาดใหญ่แล้ว ยังมีจุดปล่อยทุ่นระเบิด 2 ชั้น 4 ช่อง 12 ราง ยัดทุ่นระเบิดได้มากสุด 230 ลูก เรือลำที่สองติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่หัวเรือด้วย รูปทรงโดยรวมมีความเป็นเรือญี่ปุ่นในกระแสเลือด

                ข้ามทวีปไปยังประเทศสวีเดนกันบ้าง พวกเขามีเรือวางทุ่นระเบิดขนาด 3,800 ตัน ชื่อ HSwMS Carlskrona (P04) ปัจจุบันกลายเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่องปล่อยทุ่นระเบิดพร้อมเครนยก ไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขเพราะเรือถูกปรับปรุงภายใน สวีเดนยังมีเรือคอร์เวตชั้น Visby อีกจำนวน 5 ลำ ระวางขับน้ำ 640 ตัน ยาว 72.7 เมตร นอกจากทำภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ ต่อต้านเรือผิวน้ำ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ยังใช้วางทุ่นระเบิด และต่อต้านทุ่นระเบิดได้เป็นอย่างดี ติดตั้งยานล่าทำลายทุ่นระเบิดรุ่น Seafox และ Double-Eagle Mk III พร้อมโซนาร์อีกจำนวน 3 ตัวครบเซต เรือขนาดไม่ใหญ่เพราะเน้นป้องกันน่านน้ำอาณาเขต ระบบโซนาร์เล็กตามเรือไปด้วย ทว่าเหมาะสมกับการใช้งานในเขตน้ำตื้น

                ออกจากสวีเดนเพื่อไปยังประเทศฟินแลนด์ ที่นี่ให้ความสำคัญกับทุ่นระเบิดค่อนข้างสุง ผลิตทุ่นระเบิดทันสมัยได้เองอีกต่างหาก พวกเขามีเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Pansio ขนาด 680 ตันจำนวน 3 ลำ เรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hämeenmaa ขนาด 1,450 ตันอีกจำนวน 2 ลำ บรรทุกทุ่นระเบิดได้ 50 ลูกและ 150 ลูกตามลำดับ เรือลำหลังซึ่งอยู่มุมบนซ้ายของภาพ มีเม็ดสิวจำนวน 8 เม็ดเรียงตามขวาง บริเวณท้ายสุดดาดฟ้าชั้นที่หนึ่ง ใต้แท่นยิงระบบเป้าลวงมองเห็นไหมหนอ

                เม็ดสิวดังกล่าวคือท่อยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto-IR นั่นเอง นี่เรือวางทุ่นระเบิดต่อสู้อากาศยานที่แท้จริง เรือชั้น Hämeenmaa จะปลดระวางไม่เกินปี 2025 ฟินแลนด์จึงผุดโครงการ Squadron 2020 จัดหาเรือรบทันสมัยขนาด 2,500 ตัน เรือใหม่ยังวางทุ่นระเบิดได้เหมือนเรือเก่า จิ๊ดจ๊าดกว่าเดิมติดอาวุธครบ 3 มิติ เพราะต้องทดแทนเรือเร็วโจมตีชั้น Rauma จำนวน 4 ลำด้วย จึงมีเรือใหม่จำนวน 4 ลำวงเงิน 1.2 พันล้านยูโร ฟินแลนด์กำลังจะก้าวข้ามกองเรือชายฝั่งขนาดเล็ก
                ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยประเทศที่อยู่สองทวีป กองทัพเรือตุรกีไม่มีเรือวางทุ่นระเบิด ทว่าพวกเขามีเรือยกพลขึ้นบกวางทุ่นระเบิดจำนวน 3 ลำ อ่านไม่ผิดหรอกครับ..เรือยกพลขึ้นบกวางทุ่นระเบิด โดยที่ 2 ลำแรกมีขนาด 2,600 ตัน แบกทุ่นระเบิดไปด้วยจำนวน 135 ลูก ส่วนเรือลำที่สามขอลงภาพให้เห็นหน้าตาเสียก่อน

                นี่คือเรือยกพลขึ้นบก TCG Osman Gazi (NL 125) ระวางขับน้ำ 3,775 ตัน ยาว 105 เมตร (ไม่มีปล่องควันเสียด้วย) รองรับทหารจำนวน 900 นาย พร้อมรถถังหลักจำนวน 15 คัน ติดตั้งปืนกล Oerlikon 35 มม.ลำกล้องแฝดรุ่น GDM-Aจำนวน 2 กระบอก ป้อมปืน GDM-A มีลูกเล่นน่ารักน่าชังจากยุค 197x ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าต่างด้านบนป้อมปืน เพื่อเล็งยิงด้วยสายตาได้อย่างแม่นยำ เรดาร์ควบคุมการยิงราคาแพงไม่ได้กินเงินผมร๊อกกก...
                ถัดมาหน่อยเดียวเป็นแท่นยิงเป้าลวง SRBOC เหนือสะพานเดินเรือติดตั้งระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ AN/SQL32-V2 (15 ล้านเหรียญ) มี SATCOM จำนวน 3 ใบ เรดาร์เดินเรือจำนวน 2 ตัว ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกล 12.7 มม จำนวน 2 กระบอก และระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx (16 ล้านเหรียญ) อีก 1 ระบบ แบกทุ่นระเบิดไปด้วย 200 ลูก ทั้ง AN/SQL32-V2 และ Phalanx นำมาจากเรือฟริเกตชั้น Knox ที่ปลดระวาง ไม่ทราบว่าเราพอทำแบบนี้บ้างได้มั้ย
เรือเกาหลีใต้ใหญ่ไป เรือญี่ปุ่นใหญ่เกิ๊น เรือสวีเดนก็เล็กโคตร เรือฟินแลนด์แพงหูฉี่ ส่วนเรือตุรกี…ก็นะ ยังมีเรือประเทศอื่นที่สร้างขึ้นจริง และเหมาะสมกับไทยมากกว่านี้หรือเปล่า
                คำถามข้อนี้ ผู้เขียนขอตอบว่า....มี๊!!! (เสียงสุง)
                ขอนำทุกท่านไปยังประเทศโปรตุเกส ผู้นำฝอยทองเข้าสู่เมืองไทยตั้งแต่กรุงศรี กองทัพเรือที่นี่ต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เหมือนกันกับประเทศเราและประเทศทั่วโลกต้องการ ทว่าโปรตุเกสเลือกที่จะพัฒนาเรือภายในประเทศ ทั้งที่ตนไม่ค่อยมีชื่อเสียงเหมือนฝอยทอง เราไปชมผลงานน้าชายคริสเตียนโน โรนัลโด้กันเสียหน่อย

                นี่คือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Viana do Castelo ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,850 ตัน ยาว 83.10 เมตร กว้าง 12.95 เมตร เป็นเรือตรวจการณ์ในสายโลหิตร้อยเปอร์เซ็นต์ ติดตั้งปืนกลควบคุมด้วยรีโมท 30 มม.จำนวน 1 กระบอก ความพิเศษของเรือลำนี้อยู่ที่ส่วนท้าย ดูภาพแปลนเรือมุมบนขวากันก่อน มีจุดวางตู้ Mission Module กลางเรือสีน้ำเงินเข้ม ถัดไปสีเหลืองคือลิฟท์ขนของขนาดใหญ่ กราบซ้ายเรือติดตั้งเครนขนาด 10 ตัน ใช้ยกทุ่นระเบิด ยุทธปัจจัย หรือฮอนด้าแจ๊สได้อย่างสบาย ท้ายเรือติดตั้งรางปล่อยทุ่นระเบิดจำนวน 2 ราง โดยจะติดเมื่อจำเป็นต้องทำภารกิจ มีพื้นจัดเก็บทุ่นระเบิดซึ่งขอใช้คำว่าอเมซิ่ง ดูภาพแปลนเรือมุมบนซ้ายต่อนะครับ ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5.4 ตัน มีพื้นที่กว้างขวางยาวเหยียดตามสี่เหลี่ยมสีแดง พื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียวถูกกั้นเป็นห้อง รองรับนาวิกโยธินพร้อมอาวุธจำนวน 32 นาย หรือใช้เก็บทุ่นระเบิดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ

            ทีนี้เราไปชมพื้นที่ท้ายเรือกันอย่างเต็มอิ่ม ปูยางกันลื่นแต้มจุดวางทุ่นระเบิดตลอดแนว มุมบนซ้ายคือห้องผ่าตัดขนาดเล็ก มุมบนกลางคือจุดวางตู้ Mission Module (หมายเลข 1 ) และลิฟท์ขนของขนาดใหญ่ (หมายเลข 2) ขวามือบนคือความกว้างขวางพื้นที่ใต้ลานจอด ใช้ลำเลียงนักท่องเที่ยวติดค้างบนเกาะ หรือลูกเรือประมงต่างชาติได้ประมาณ 80-100 คน ขวามือล่างคือห้องพักนาวิกโยธิน กินลึกเข้ามาจนติดห้องกั้นปล่องควันเรือ ในภาพพื้นเรียบเท่ากันหมดนะครับ แค่เล่นสีแผ่นกันลื่นทางเดินเท่านั้นเอง นี่คือแบบเรือที่ไม่มีความซับซ้อนแม้แต่น้อย อู่ต่อเรือเอกชนของเราทุกรายสร้างได้แน่นอน
                เรือชั้น Viana do Castelo เพิ่งต่อแล้วเสร็จจำนวน 2 จาก 8 ลำ เนื่องจากติดขัดปัญหางบประมาณพอสมควร ก็เลยเพิ่งสร้างลำที่ 3 ในปี 2015 ด้วยวงเงิน 87 ล้านเหรียญ ผู้เขียนทดลองปรับปรุงเรือให้เหมาะสมกับประเทศไทย

                ลำที่หนึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (เรายังต้องการอีก 2 ลำ) ทุกอย่างหมือนเดิมหมด ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ตามที่ควรจะเป็น สะพานเดินเรือและเสากระโดงปรับปรุงเล็กน้อย กราบเรือตรงกลางถูกตีปิดช่องว่าง เพื่อความสวยงามและขยายห้องพักเล็กน้อย ใส่เรือเล็กขนาด 6.8 เมตรนั่งได้ 9 คน และเรือเล็กขนาด8.5 เมตรนั่งได้ 15 คน พร้อมเครนขนาด 10 ตันเหมือนต้นฉบับ ขยายลานจอดเฮลิคอปเตอร์จนไปสุดบั้นท้าย ใต้ลานจอดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์เหมือนเก่า ติดสะพานขึ้นเรือหรือ Gangway ให้ด้วย 1 ตัว ผู้ที่บังเอิญต้องมาใช้บริการเรือลำนี้ จะได้ไม่ไปวุ่นวายส่วนอื่นให้ต้นหนลำบากใจ
            ลำที่สองเป็นเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด พื้นที่หลังปืนหลักแปลงร่างเป็นห้องยุทธการ (ติดกระจกเพิ่ม 1 บานแสดงสัญลักษณ์ ) เรือเล็กขนาด 8.5 เมตรที่อยู่กราบขวา ถูกแทนที่ด้วยเรือเล็กขนาด 6.8 เมตรพร้อมเครนเล็ก เพื่อจะได้ช่วยยกยานใต้น้ำไร้คนขับลงสู่น้ำ ใต้ลานจอดมีการปรับปรุงมากกว่าเดิม ขยายพื้นที่ห้องติดแอร์รองรับทุ่นระเบิดชนิดพิเศษ สะพานขึ้นเรือถูกโยกไปอยู่ด้านบน ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด จะได้ไม่มาเข้าใกล้อาวุธอันตรายชนิดนี้
                เรือตรวจการณ์ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 30 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 กระบอก และปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ส่วนเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด จะมีแค่เรือเปล่าพร้อมโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดและระบบ Thales M-cube เท่านั้น อาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนกล 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอกจากเรือหลวงถลาง ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอกจากเรือหลวงถลาง และปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอกจากเรือหลวงถลางเช่นกัน ผู้เขียนอยากเอาเงินไปลงระบบต่อต้านทุ่นระเบิดให้มากที่สุด ไว้ได้งบเพิ่มค่อยหาปืนใหม่มาใส่ก็แล้วกัน
                เรือชั้น Viana do Castelo วางตู้ Mission Module ได้จำนวน 1 ระบบ พร้อมทุ่นระเบิดประมาณ 150 ลูก เหมาะสมกับความต้องการไม่มากก็น้อย ถ้ามีการจัดหาเรือจำนวน 3 ลำโดยเป็นเรือตรวจการณ์จำนวน 2 ลำ เท่ากับว่าเรามีเรือวางทุ่นระเบิดจำนวน 3 ลำ หรือเรือตรวจการณ์จำนวน 3 ลำแล้วแต่จะเลือก กรณีเรือพี่เลี้ยงต้องเข้าอู่แห้งตามวงรอบ หยิบยืมเรือตรวจการณ์ใช้งานไปก่อนก็ได้ หรือกรณีกองเรือตรวจอ่าวต้องการกำลังหนุน เรือหลวงถลางหมายเลข 2 พร้อมรับใช้ตลอดเวลา (มีเรือเหมือนกันหลายลำมันดีแบบนี้นี่เอง) รวมทั้งกรณีขาดแคลนเรือขนส่งเจ้าหน้าที่หรือขนส่งกำลังบำรุง ตู้เย็นอเนกประสงค์เคลื่อนนี้ลำนี้ ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว
                แต่ทว่าเรือลำนี้ไม่มีอุปกรณ์มาตราฐานราชนาวีไทยชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือห้องควบคุมอากาศยานใกล้ลานจอด เพราะจำเป็นต้องมีพื้นที่วางตู้ Mission Module จึงสร้างไม่ได้และไม่เหลือพื้นที่อื่นแล้ว วิธีแก้ไขมีด้วยกัน 2 ประการ ใช้ระบบอัตโนมือพร้อมกล้อง CCTV แบบโปรตุเกส หรือวางตู้ Mission Module ควบคุมอากาศยานมันเสียเลย
เรือลำใหม่ของเราทำภารกิจอะไรได้บ้าง และต้องมีอะไรหรือควรมีอะไรมากับเรือบ้าง
            นอกจากเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดน้อยใหญ่ ยังใช้ทำภารกิจวางทุ่นระเบิดและสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด ผู้เขียนอยากให้ชมแผนภาพถัดไป แสดงความสามารถเรือวางทุ่นระเบิดยุคใหม่อย่างชัดเจน

                ทุกระบบล้วนทำงานโดยอัตโนมัติ เรือเกาหลีใต้และเรือญี่ปุ่นได้ตามแผนภาพทุกประการ ส่วนเรือฟินแลนด์อาจใช้คนเพิ่มในบางจุด ขณะที่เรือสวีเดนและโปรตุเกสซึ่งติดตั้งชั่วคราว เวลาใช้งานจะมีหน้าจอคอนโซลและระบบไฟฟ้าควบคุม แต่ต้องพึ่งพาแรงคนมากกว่าประเทศอื่น ส่วนเรือตุรกีผู้เขียนไม่กล้าคาดเดา เจอเรือยกพลขึ้นบกแค่ลำเดียวถึงกับมืนตึ๊บ
                มาที่ภารกิจสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดกันบ้าง ประกอบไปด้วยสิ่งที่จำเป็นต้องมีจำนวน 3 อย่าง (ภาพมุมบน) และสิ่งที่สมควรจะมีอีกจำนวน 3 อย่าง (ภาพมุมล่าง) ส่วนสิ่งที่อยากได้แต่อยู่เกินเอื้อมก็ช่างมันเถอะ

                เริ่มกันที่ระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด Thales M-cube ซึ่งใช้โปรแกรมมาตรฐาน NATO ในการทำงาน จึงใช้งานอุปกรณ์จากค่ายตะวันตกได้เกือบหมด การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมีความสะดวกมากมาย ถัดมาก็คือตู้ Mission Module ความยาว 20 ฟุตน้ำหนัก 10 ตัน เป็นทั้งห้องควบคุมหรือห้องจัดเก็บอุปกรณ์ตามภารกิจ ตอนนี้กำลังขายดิบขายดีไปทั่วโลก ท้ายสุดก็คือบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวก ในการจัดเก็บทุ่นระเบิดโดยใช้คนหย่อนทางอากาศ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MCM Pouncer นั่นเอง ประกอบไปด้วยลานจอดและเฮลิคอปเตอร์ (ลำไหนก็ได้น่า) รวมทั้งอุปกรณ์โน่นนั่นนี่ครบเซต
                ภาพมุมล่างเริ่มจากยานใต้น้ำไร้คนขับ Remus100 เพื่อใช้ค้นหาทุ่นระเบิดตั้งวางบนพื้นทะเล อุปกรณ์วิ่งตามเส้นทางที่กำหนดให้โดยอัตโนมัติ แล้วเสร็จจึงค่อยเก็บขึ้นเรือภายหลัง สามารถเก็บข้อมูลอุณหภูมิในแต่ละความลึก ความเค็ม รวมทั้งระดับความลึก ช่วยในการประมวลผลก่อนจัดการเป้าหมาย เรือลำใหม่น่าจะมี Remus100 อย่างแน่นอน ถัดมาก็คือยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Pluto Plus จากสวิสเซอร์แลนด์ ดำได้ลึกสุด 400 เมตร เมื่อพบเป้าหมายจะนำระเบิดสีเหลืองไปติดตั้ง โอกาสที่จะมามีเพียงประการเดียว คือยกทั้งระบบมาจากเรือหลวงลาดหญ้า ด้วยว่ามีของใหม่ทดแทนหรืออะไรก็ตาม
                อุปกรณ์ชิ้นท้ายสุดก็คือยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox ดำได้ลึกสุด 300 เมตร ติดตั้งระเบิดขนาด 1.5 กิโลกรัมที่ส่วนหัว เรามี Sefox รุ่น Mobile จำนวน 1 ระบบ ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ควบคุมด้วยแผงคอนโซลหน้าตาเหมือนโน็ตบุค โอกาสที่จะมาเรือใหม่มากพอสมควร ขึ้นอยู่ภารกิจและงบประมาณในการจัดหา
                กองเรือทุ่นระเบิดยังมีความต้องการ ยานกวาดทุ่นระเบิดอิทธิพลไร้คนบังคับควบคุมระยะไกล หรือ RUMV (Remote Unman Mine countermeasure Vehicle) ซึ่งถ้ามาจริงวันใดวันหนึ่งในอนาคต คงไม่หนีจากเรือลำนี้ไปไหนหรอกครับ
คุยกันปิดท้าย
                โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์ เป็นการยกระดับมาตราฐาน รวมทั้งช่วยสร้างเสริมในสิ่งที่ขาดหาย สงครามทุ่นระเบิดยังคงมีอยู่ในตะวันออกกลาง กองทัพเรือซาอุยังคงทำงานอยู่ไม่เว้นวัน สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะพัฒนาให้ดีขึ้น และสมควรพัฒนาตามลำดับไม่กระโดดจากสามไปสิบ
                 เทคโนโลยีกำลังก้าวข้ามจากรุ่นปัจจุบันไปสู่รุ่นถัดไป นั่นคือการใช้ยานผิวน้ำไร้คนขับ แล่นออกห่างเรือแม่ในระยะสมควร แล้วบังคับยานใต้น้ำไร้คนขับลงไปจัดการทุ่นระเบิดใต้น้ำ คนใช้งานจึงมีความปลอดภัยมากกว่าเดิม แต่ต้องมีความรู้มากกว่าเดิมอีกเท่าตัว การจัดการทุ่นระเบิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประสบการณ์จริงและการฝึกฝนเท่านั้นที่ช่วยคุณได้
                เรือลำใหม่จะช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของกำลังพล ทำภารกิจได้ดีเยี่ยมทั้งตั้งรับและโต้กลับ มีความอเนกประสงค์ตามหลักสมัยนิยม เมื่อโครงการชัดเจนมากขึ้นเราค่อยว่ากันใหม่ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)
กองทัพเรืออาจใช้เรือเกาหลีใต้เป็นต้นแบบ แต่ผู้เขียนมองว่าเหมือนเรือสวีเดนมากกว่า ถ้ามีการจัดหาอุปกรณ์ครบถ้วน เรือเราจะทำได้ตามแผนภาพเหมือนเรือชั้นวิสบี้
         --------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
                        --------------------------------------------------------------------------------------