เวลาถัดมาเพียงไม่กี่เดือนบริษัทคาดิแลคเกจจากสหรัฐอเมริกา
นำรถถังเบาคอมมานโดสติงเรย์เข้ามาทดสอบในเมืองไทย ตามโครงการจัดหารถถังหลักจำนวน 1
กองพันกับรถถังเบาจำนวน 2 กองพันมูลค่ารวมประมาณ 9,000
ล้านบาท บริษัทยังให้ความสนใจโครงการปรับปรุงรถถัง M41 ไปพร้อมกัน
มีการส่งป้อมปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ของรถถังคอมมานโดสติงเรย์
มาติดตั้งบนรถถัง M41 กองทัพบกไทย
เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในสถานที่จริง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประเทศไทย
ป้อมปืนใหญ่ขนาด
105
มม.จากสหรัฐอเมริกามีขนาดค่อนข้างกะทัดรัด
ถูกออกแบบให้ติดตั้งบนรถหุ้มเกราะล้อยาง รถหุ้มเกราะสายพาน หรือรถถังเบาขนาด 15-20
ตันได้อย่างเหมาะสม
บริษัทคาดิแลคเกจตั้งใจนำมาใช้งานบนรถหุ้มเกราะล้อยางคอมมานโด V-300 ฉะนั้นการทดสอบติดตั้งบนรถถัง M41 จึงไม่ประสบปัญหา
เพราะมีขนาดวงแหวนป้อมปืนใหญ่เท่าของเดิมชนิดพอดิบพอดี
ป้อมปืนรุ่นใหม่รูปร่างค่อนมาทางแบนราบ
ด้านหน้าลาดเป็นมุมแหลมทำให้มีรูปทรงทางขีปนวิธีที่ดี
หากถูกยิงทางด้านหน้ากระสุนจะแฉลบออกด้านข้างค่อนข้างง่าย ช่วยลดอันตรายได้มากกว่าป้อมปืนใหญ่ขนาด
76
มม.รุ่นเดิมของ M41
ซึ่งไม่มีการติดตั้งระบบรักษาการทรงตัวของปืน
จึงใช้งานปืนใหญ่ระหว่างรถถังเคลื่อนที่ไม่ได้ รวมทั้งไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยวัดระยะ
พลประจำรถต้องใช้สายตาวัดระยะทำให้การยิงเป้าหมายขาดความแม่นยำ
ป้อมปืนรุ่นใหม่จะเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายช่วยให้รถถังน่าเกรงขามมากกว่าเดิม
การติดตั้งป้อมปืนบนรถถัง
M41
เนื่องจากป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่จากบริษัทคาดิแลคเกจรูปร่างค่อนมาทางแบนราบ
รวมทั้งใช้ปืนใหญ่ขนาดแตกต่างกันจึงใช้รางเก็บกระสุนร่วมกันไม่ได้
การนำมาติดตั้งบนรถถัง M41 จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม
สำหรับการถอด/ใส่ป้อมปืนสามารถจัดการภายในเวลาไม่เกิน 1
ชั่วโมง โดยใช้รถเครนหรือปั้นจั่นขนาด 8 ตันสำหรับยกป้อมปืน
เครื่องมือช่างชุดใช้งานทั่วไปจำนวน 1 ชุด แหวนรองป้อมปืนหนา
1 นิ้วฟุตจำนวน 1 อัน
ใช้รองป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ให้สูงกว่าเดิมเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้ตัวป้อมเสียดสีกับขอบวงแหวนป้อมปืนซึ่งติดอยู่กับรถ
แหวนรองป้อมปืนจะช่วยให้ป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่สูงกว่าเดิม
2
นิ้ว การประกอบใช้กำลังพลเพียง 2 นายใช้เวลาไม่เกิน
30 นาที ต่อด้วยใช้รถเครนยกป้อมปืนใหญ่น้ำหนัก 5 ตันกว่าเข้ามาติดตั้งใช้เวลาประมาณ 10 นาที การติดตั้งวงจรไฟฟ้ากับวงจรระบบสื่อสารสามารถใช้สายไฟขั้วเดิม
นำมาเสียบเข้ากับวงจรไฟฟ้าบริเวณพื้นกระเช้าป้อมปืนเป็นอันแล้วเสร็จ
โดยไม่ต้องปรับปรุงหรือดัดแปลงเนื่องจากอุปกรณ์ใช้มาตรฐานเดียวกัน
สิ่งเดียวที่ต้องดัดแปลงคือจุดเก็บกระสุนปืนใหญ่ภายในรถถัง
เหตุผลก็คือป้อมปืนรุ่นใหม่ใช้กระสุนขนาด 105 มม.ต่างจากรุ่นเก่าใช้กระสุนขนาด 76 มม.
ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนป้อมปืนใหญ่
หลังการเปลี่ยนป้อมปืนรถถัง M41
อาจดูเทอะทะไม่คล่องตัวเหมือนเดิม เหตุผลก็คือป้อมปืนใหญ่ขนาด 105
มม.รุ่นเดียวกับรถถังคอมมานโดสติงเรย์
มีขนาดใหญ่กว่าเดิมบวกลำกล้องปืนยาวกว่าเดิม
การใช้งานอาจไม่คล่องแคล่วเท่าเดิมรวมทั้งมีจุดที่ต้องพึงระวังมากขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับกลับคืนถือว่าคุ้มค่าและน่าสนใจมาก
รถถัง M41 จะมีอำนาจการยิงสูงขึ้นทัดเทียมรถถังหลักรุ่นใหม่
ปืนใหญ่ขนาด 105 มมรุ่น L7 มีแรงถอยต่ำประมาณ
11 ตันกว่า ใช้งานร่วมกับรถถัง M41
ซึ่งมีน้ำหนักตัวประมาณ 24 ตันได้โดยไม่มีปัญหา
รวมทั้งสามารถใช้งานกระสุนร่วมกับรถถัง M48 A5 ได้หมดทุกรุ่น
การจัดหากระสุนหรือการส่งกำลังบำรุงเกิดความสะดวกสบายมากกว่าเดิม
ประโยชน์เรื่องถัดไปคือเรื่องความแม่นยำ
ปรกติพลประจำรถถัง M41
ต้องวัดระยะเป้าหมายด้วยสายตา การยิงปืนใหญ่นัดแรกจึงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 วินาที
รวมทั้งต้องหยุดรถทุกครั้งที่ยิงเพราะไม่มีระบบรักษาการทรงตัวของปืน
เมื่อเปลี่ยนมาติดตั้งป้อมปืนใหญ่รุ่นใหม่ขนาด 105 มม.พลประจำรถจะใช้ระบบควบคุมการยิงในการเผด็จศึกเป้าหมาย
โดยใช้อุปกรณ์ช่วยวัดระยะด้วยเลเซอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ในกล้องเล็ง ใช้อุปกรณ์คำนวณการยิงแบบดิจิตอลซึ่งสามารถคำนวณขีปนวิธีได้อย่างอัตโนมัติ
รวมทั้งมีระบบรักษาการทรงตัวของปืน อุปกรณ์วัดความเอียงของป้อมปืน
อุปกรณ์วัดความเร็วเป้าหมาย และอุปกรณ์วัดความเร็วกระแสลม นำมาใช้ในการคำนวณแก้ไขความคลาดเคลื่อนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ส่งผลให้การยิงปืนใหญ่นัดแรกใช้เวลาไม่เกิน 8 วินาที
นอกจากเปลี่ยนมาใช้งานปืนใหญ่ L7
ขนาด 105 มม.ป้อมปืนรุ่นใหม่ยังใช้ปืนกลร่วมแกนรุ่น
M240 ขนาด 7.62 มม.ตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องลูกระเบิดควันขนาด 66
มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน 2
ชุด ส่วนปืนกลประจำป้อมปืนยังคงใช้งานปืนกล M2 ขนาด 12.7 มม.เหมือนเดิม
การเปลี่ยนป้อมปืนรุ่นใหม่จีงช่วยให้ M41 มีเขี้ยวเล็บแหลมคมเทียบเท่ารถถังรุ่นใหม่
คุณลักษณะป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์
-น้ำหนักรวม
ประมาณ 5,240 กิโลกรัม
-อาวุธหลัก
: ปืนใหญ่ขนาด 105 มม.แรงถอยต่ำ 1 จำนวนกระบอก
-อาวุธรอง
: ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลประจำป้อมปืนขนาด 12.7 มม.จำนวน 1 กระบอก และเครื่องลูกระเบิดควันขนาด
66 มม.ชุดละ 4 ท่อยิงจำนวน
2 ชุด
กล้องตรวจการณ์และกล้องเล็ง
-พลขับ :
กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 4 ตัว
-ผบ.รถ : กล้องตรวจการณ์แบบตาเรือจำนวน 7 ตัว กับกล้องเล็งกลางวัน/กลางคืนรุ่น NV52 จำนวน 1 ตัว
-พลยิง : กล้องเล็งแบบ M36E1 พร้อมเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์จำนวน
1 ตัว
ระบบควบคุมการยิง
-อุปกรณ์ให้ทางสูงและอุปกรณ์หมุนป้อมปืน
: ใช้ระบบไฟฟ้าและระบบหมุนด้วยมือ
-ระบบรักษาการทรงตัวของปืน
: ทำงานทั้งแกนตั้งและแกนนอน
-ความเร็วในการหมุนป้อมปืนด้วยกำลัง
: เท่ากับ 35 องศาต่อวินาที
-มุมยกปืนและมุมกดปืน
: เท่ากับ +20 องศาและ -7.5 องศา
-ความเร็วในการยกปืน : เท่ากับ 8 องศาต่อวินาที
(เมื่อใช้ระบบรักษาการทรงตัวของปืน 40 องศาต่อวินาที)
-ความเร็วในการเล็งเกาะเป้าหมาย
: เท่ากับ .25 มิลเลียมต่อวินาที
-การป้องกันปืนกระแทกตัวรถ :
ใช้ระบบอัตโนมัติ
กระสุนปืนขนาด 105 มม.
-กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบรักษาทิศทางด้วยหาง
(APFSDS-T)
-กระสุนเจาะเกราะสลัดครอบ (APDS-T)
-กระสุนระเบิดกะเทาะเกราะ (HESH)
-กระสุนควัน (SMOKE)
-ในป้อมปืนเก็บกระสุนขนาด 105
มม.ได้จำนวน 8 นัด
-ในตัวรถแล้วแต่การดัดแปลง
ซึ่งอาจจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 20 นัด
บทสรุป
รถถัง M41 กับป้อมปืนใหญ่จากรถถังคอมมานโดสติงเรย์
เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการทดสอบใช้งานจริงในประเทศไทย
ช่วงเวลาที่กองทัพบกขึ้นโครงการใหญ่มูลค่า 14,000 ล้านบาทในปี
2528
เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผู้เขียนตั้งใจเก็บบันทึกให้กับคนรุ่นหลัง
ต่อไปในอนาคตหากพวกเขาต้องการสืบค้นข้อมูลจะได้ทำอย่างสะดวก
หรือจะเรียกว่าเป็นระบบเอไอสมัยพระเจ้าเหาก็เห็นจะไม่ผิด
อ้างอิงจาก
นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 9 เล่มที่ 272 วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2529



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น