วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Formidable-class for Royal Thai Navy

  

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพเรือประกาศราคากลาง/ประกาศร่าง TOR โครงการจ้างสร้างเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาท แหล่งที่มาของราคากลางจาก 3 บริษัทชั้นนำต่างชาติประกอบไปด้วย หนึ่งบริษัท Damen Schelde Naval Shipbuilding ประเทศเนเธอร์แลนด์ สองบริษัท Hyundai Heavy Industries ประเทศเกาหลีใต้ และสามบริษัท ST Engineering Marine ประเทศสิงคโปร์

บทนำ

ข้อมูลในย่อหน้าแรกคือยืนยันอย่างชัดเจนว่า เรือฟริเกตติดระบบเรดาร์และอาวุธตรงตาม TOR จากบริษัททั้งสามราย จะมีราคาอยู่ในวงเงิน 17,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน โดยมีข้อมูลสำคัญข้อมูลหนึ่งซ่อนเร้นมาแบบเงียบเชียบ สิ่งนั้นก็คือสิงคโปร์ตั้งใจเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน ต่างจากโครงการในปี 2568 ซึ่งไม่มีชื่อบริษัท ST Engineering Marine อาจเป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงมองว่าโอกาสแจ้งเกิดยังคงเปิดกว้าง

กองทัพเรือไทยเคยซื้อเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 3 ลำ กับเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์อีก 1 ลำจากสิงคโปร์ ถือเป็นลูกค้าเก่าสมควรเข้าร่วมโครงการโดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจริงใจ

เมื่อราชนาวีไทยออกหนังสือเชิญชวน11 บริษัทเข้าร่วมโครงการจ้างสร้างเรือฟริเกต ST Engineering Marine คือ 1 ใน 6 บริษัทที่เสนอแบบเรือฟริเกตเข้าร่วมชิงชัย เบื้องลึกเบื้องหลังอาจเป็นเพราะพวกเขาคิดถึงแผนระยะยาว กองทัพเรือไทยต้องการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่มากถึง 4 ลำ จึงมีความคุ้มค่ากับความพยายามเอาชนะคู่แข่งทั้ง 5 ราย

แม้ผู้เขียนสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำจิตวิญญาณติ่งลอดช่อง ทว่าตัวเองกลับไม่มีข้อมูลลับหรือข่าววงในเกี่ยวข้องกับแบบเรือที่ ST Engineering Marine นำเสนอ ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงมากมายระบุว่าเป็นแบบเรือฟริเกตชั้น Formidable ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอแบบเรือที่อาจเข้าร่วมชิงชัยโครงการมูลค่า 17,000 ล้านบาท ตามความเห็นส่วนตัวซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้อ่านทุกคนควรใช้วิจารณญาณในการอ่านมากๆ หน่อยก็ดี

เรือฟริเกตฝรั่งเศสรุ่นปรับปรุงใหม่ทั้งลำ

กองทัพเรือสิงคโปร์ประจำการเรือฟริเกตชั้น Formidable จำนวน 6 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3 เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette กองทัพเรือฝรั่งเศสมาปรับปรุงใหม่ โดยลดความยาวประมาณ 10 เมตร เพิ่มความกว้าง 90 เซนติเมตร ออกแบบให้มีพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งมากถึง 32 ท่อยิง ลดความสูงสะพานเดินเรือจาก 3 ชั้นเหลือ 2 ชั้น เฉือนพื้นที่หลังสะพานเดินเรือจำนวนค่อนข้างมาก ใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 24 ท่อยิง กับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามอีก 2 แท่นยิง ทำให้เรือมีรูปร่างหน้าตาเหมือนภาพประกอบที่หนึ่ง ลักษณะคล้ายเรือสองตอนเชื่อมต่อเข้าหากัน หัวเรือค่อนข้างสูงเก๋งเรือค่อนข้างต่ำ ปล่องระบายความร้อนถูกเก็บซ่อนอย่างดี  สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เล็กน้อย

ผู้อ่านทุกคนเห็นความผิดปรกติของเรือลำนี้กันบ้างหรือเปล่า?

เป็นความผิดปรกติเกิดจากการปรับปรุงเรือแบบจัดหนักจัดเต็ม

สิ่งนั้นก็คือกราบซ้ายเรือไม่มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง

มีหรือไม่สำคัญตรงไหนผู้เขียนจะกลับมาเล่าเรื่องราวอีกครั้งโปรดรอสักครู่

เรามาชมภาพถ่ายเรือฟริเกตชั้น La Fayette ในภาพประกอบที่สองกันต่อ ลักษณะเป็นเรือตอนเดียวเชื่อมต่อกันทั้งลำ เก๋งเรือค่อนข้างสูงสะพานเดินเรือความสูง 3 ชั้น สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พอสมควร มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งทั้งกราบซ้ายและกราบขวา จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบอยู่ด้านหน้าปล่องระบายความร้อน และเนื่องมาจากฝรั่งเศสใช้เรือลำนี้เป็นเรือฟริเกต Tier 2 จึงไม่มีแท่นยิงแนวดิ่งแต่ใช้แท่นยิงแฝดแปดอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Crotale CN2 รวมทั้งไม่มีการติดตั้งโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ส่งผลให้แบบเรือรูปทรงลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์จากเมืองน้ำหอมไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาขนาด 324 มม.

ไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาจริงๆ นะครับ ขนาดกองทัพเรือไต้หวันซื้อไปใช้งานจำนวน 6 ลำ บริษัท DNCS เจ้าของแบบเรือต้องแก้ไขปัญหาแบบประหลาด โดยการติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำบนพื้นที่ว่างข้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ในเมื่อกองทัพเรือสิงคโปร์อยากติดตั้งอาวุธครบ 3 มิติ พวกเขาตัดสินใจเฉือนพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งอาวุธ สิ่งนี้เองได้ส่งผลกระทบต่อการใช้งานโดยกองทัพเรือสิงคโปร์

ภาพประกอบที่สองภาพเล็กคือกราบขวาเรือฟริเกตชั้น Formidable มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งจำนวน 1 ลำใต้สะพานเดิน อันเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเรือฟริเกตลำไหนเคยใช้งานมาก่อน เหตุผลก็คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือถูกใช้งานเรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องเลื่อนมาด้านหน้าและสร้างจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพียงฝั่งเดียว ถ้าสร้างสองฝั่งเรือจะไม่เหลือพื้นที่ใช้งานมากเพียงพอ ลักษณะคล้ายบ้านไทยยกสูงตามต่างจังหวัดนั่นแหละครับ พื้นที่ด้านบนคือห้องนอนกับห้องพระ พื้นที่ด้านล่างใช้เป็นลานจอดรถ ห้องน้ำ โรงครัวแบบโอเพ่นแอร์ และโต๊ะรับประทานอาหาร น้อยเกินกว่าจะใช้เป็นสถานที่ทำงานของเหล่าลูกเรือ

เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น Formidable มีเรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำ

เทียบกับเรือฟริเกตชั้น La Fayette พื้นที่ใช้งานหายไปมากพอสมควร

การใช้งานพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือ

ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า เรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำแล้วมันยังไง? เรือลำนี้แบกอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบมากถึง 24 นัดเชียวนะเออ สามารถยิงถล่มได้ทั้งกองเรือโดยใช้ Formidable เพียง 1 ลำ ข้าพเจ้าจะต้องสนใจเรือยางท้องแข็งไปเพื่อสิ่งใด?

เพื่อไขปริศนาคาใจผู้เขียนอยากให้ชมภาพประกอบที่สาม

นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบซ้าย กองทัพเรือสิงคโปร์ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวน 4 ท่อยิงที่จุด 1 และจุด 3 ส่วนจุด 2 กลับกลายเป็นเครนอเนกประสงค์ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า เอ็งเอาเครนมาติดทำแมวอะไรฟระ? จะยิงเครนใส่เรือฝ่ายตรงข้ามว่างั้นเถอะ! ไม่ทราบว่าวันนี้โดนตัวไหนมากันแน่? ฉันจะเอาบ้องข้าวหลาม 24 ท่อยิงอย่าขัดใจได้ไหม!”

ข้อเท็จจริงเรื่องเครนอเนกประสงค์ถูกเฉลยในภาพประกอบที่สี่

นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบขวา ไม่มีแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon แม้แต่ท่อยิงเดียว (ป่อย!) สิงคโปร์ใช้เป็นจุดวางเรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำ และใช้เครนที่อยู่กราบซ้ายยกเรือยางท้องแข็งลงสู่ท้องทะเล เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มเรือยางท้องแข็งจาก 1 ลำเป็น 3 ลำ เท่ากับว่าเรือติดตั้งบ้องข้าวหลาม 24 นัดไม่มีอยู่จริง

เรือฟริเกตชั้น Formidable ถูกออกแบบให้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากที่สุด เหมาะสมกับการรบยุคสงครามเย็นคือยิงล้างยิงผลาญอย่างเดียว แต่ไม่เหมาะกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นมากมายในยุคสงครามอสมมาตร การนำเรือยางท้องแข็งมาวางแทนที่ Harpoon ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ค่อยดี เพราะการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ 6 เมตร ถือเป็นเรื่องค่อนข้างอันตรายไม่จำเป็นไม่สมควรทำ และการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ 6 เมตรในช่วงคลื่นลมแรง ถือเป็นเรื่องอันตรายมากยิ่งกว่าหลายเท่าตัว บังเอิญกองทัพเรือสิงคโปร์ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่านี้

การเพิ่มพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ จึงถือเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเรือฟริเกตชั้น Formidable

คุณลักษณะเด่น

        หนึ่งในความต้องการบนเรือฟริเกตลำใหม่ราชนาวีไทย คือการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas Electronics ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active ด้วย Active Variable-Depth Towed Body ติดตั้ง Transducer จำนวน 2 ชุดพร้อมสายเคเบิลยาว 400 เมตร และค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive ด้วย Dependent Passive Towed Array จำนวน 2 ชุด พร้อมสายเคเบิลยาว 500 เมตร ระยะตรวจจับไกลสุดมากถึง 60 กิโลเมตร ใหญ่ทั้งขนาดและประสิทธิภาพจนเรือฟริเกตขนาด 3,700 ตันเกือบรองรับไม่ไหว

        เรือฟริเกตชั้น Formidable ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย MODEL 980 ALOFTS นอกจากใช้ค้นหาเรือดำน้ำทั้งโหมด Passive และ Active โซนาร์ยังช่วยแจ้งเตือนการถูกโจมตีจากตอร์ปิโด และสั่งการให้ระบบเป้าลวงตอร์ปิโดทำงานโดยอัตโนมัติ ต้องถือว่าดียอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เรือเข้าประจำการ เพียงแต่ประสิทธิภาพและขนาดไม่อาจเทียบเท่า ACTAS ซึ่งเป็นรุ่นใหม่กว่า

ภาพประกอบที่ห้าลูกเรือชาวสิงคโปร์กำลังช่วยกันปล่อยโซนาร์ลากท้ายหรือ Towed Array Sonar ของ ALOFTS ลงสู่ทะเล เพื่อค้นหาเป้าหมายในโหมด Passiveไม่เปิดเผยตัวตัน ภาพถ่ายใบนี้แสดงให้เห็นว่าเรือฟริเกตชั้น Formidable มีพื้นที่ในการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่พื้นที่อาจคับแคบไปบ้างตามขนาดทางกายภาพ

        ในเมื่อแบบเรือจากสิงคโปร์สอบผ่านทุกด่านอันตราย เรามารับชมแบบเรือปรับปรุงสำหรับกองทัพเรือไทยไปพร้อมกัน ผู้เขียนวาดไว้จำนวน 3 แบบเรือประกอบไปด้วย

เรือฟริเกตชั้น Formidable V1 รุ่นไก่งวงภักดี

        เรือฟริเกตจากฝรั่งเศสมาพร้อมระบบเรดาร์จากฝรั่งเศส แต่เป็นฝรั่งเศสเนเธอร์แลนด์ที่ลูกประดู่ไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใช้ระบบอำนวยการรบ TACTICOS Baseline 2 ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง STING-EO Mk2 หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน 16 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด โดยโยกโดมเสาสัญญาณนำวิถีระหว่างเดินทางมาไว้บนเสากระโดงรอง

        เหตุผลที่เลือก THALES นอกจากสัญชาติฝรั่งเศสเหมือนแบบเรือ ยังมีเรื่องโครงการเรือฟริเกต Arrowhead 140 กองทัพเรือโปแลนด์ซึ่งใช้ THALES ทั้งลำ มีแผนการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน CAMM-MR ระยะยิงไกลสุด 100 กิโลเมตร ฉะนั้นพื้นที่ว่างสำหรับแท่นยิงแนวดิ่งอีก 16 ท่อยิงในอนาคต ลูกประดู่ไทยอาจได้ใช้งานลูกยาวเมืองผู้ดีชาติที่สองต่อจากโปแลนด์ โดยติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง Mk41 จำนวน 2 ระบบเท่ากับ 16 ท่อยิง แต่ละท่อยิงใส่ CAMM-MR ได้จำนวน 2 นัด ยอดรวมเท่ากับ 32 นัดไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาซื้ออาวุธ นี่คือทางเลือกเหมาะสมมากที่สุดในการป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล

        พื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือมีการสร้าง Superstructure เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานความสูงสองชั้นให้กับเรือ จนสามารถใส่เรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำสมดั่งความตั้งใจ จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบลดเหลือ 8 ท่อยิง โดยต้องใช้งานแท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 60 องศาจึงจะสามารถยิงข้ามฝาผนังตัวเรือ ยกตัวอย่างเช่น Harpoon Block 2 หรือ MM40 Exocet Block 3 รวมทั้ง Atmaca ส่วน C-802A กับ NSM ซึ่งใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 30 องศา จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อออกแบบให้ฝาผนังตัวเรือสามารถพับลงเหมือนเรือฟริเกต F-19 กองทัพเรือพม่า

แบบเรือ Formidable V1 เลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Atmaca กับระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz ซึ่งใช้ปืนกลขนาด 35 มม.ลำกล้องแฝด ผู้เขียนจึงขอเรียกชื่อเล่นว่ารุ่นไก่งวงภักดี และเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเรือยางท้องแข็งติดระเบิด นอกจากปืนกลอัตโนมัติ รุ่น Sentinel 30 จำนวน 2 กระบอกติดตั้งด้านข้าง Gokdeniz ยังมีปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.รุ่น OTO HITROLE พร้อมกระสุน 400 นัดอีกจำนวน 2 กระบอก ติดตั้งขนาบสองกราบเรือบริเวณแท่นยิงแนวดิ่งหน้าสะพานเดินเรือ

หลังสะพานเดินเรือผู้เขียนติดตั้งไอเทมลับเพิ่มเติมเข้ามา สิ่งนั้นก็คือโดรนพิฆาตโดรนหรืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote Block 2 จากสหรัฐอเมริกา โดยใช้แท่นยิงขนาด 4 ท่อยิงจำนวน 2 แท่นยิงที่กราบซ้ายกราบขวา รองรับ Coyote Block 2 ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 555 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะยิงไกลสุด 15 กิโลเมตร ระยะยิงหวังผล 10 กิโลเมตร ราคาเฉลี่ยนัดละ 125,000 เหรียญถูกว่า ESSM Block 2 ประมาณสิบกว่าเท่า

ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า จากสหรัฐอเมริกายอมปล่อยของดีให้เราใช้งานจริงหรือ ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามี Coyote Block 3 ใช้งานแล้ว และมีแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงใช้งานแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น Coyote Block 2 กับแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงจึงไม่ใช่ของหวงห้ามอันดับหนึ่ง Coyote Block 2 จำนวน 8 นัดราคา 1 ล้านเหรียญเราจัดหามาใช้ได้อย่างสบาย เพียงแต่ตอนเจรจาช่วยคุยกับเขาดีๆ และบอกว่าเราจำเป็นเช่นไร

ประสิทธิภาพในการป้องกันภัยทางอากาศของเรือประกอบไปด้วย

-Albatross NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด

- CAMM-MR ระยะยิง 100 กิโลเมตรจำนวน 32 นัด (ในอนาคตของอนาคต)

- Coyote Block 2 ระยะยิง 15 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด

-ปืนใหญ่ ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด และปืนกลอัตโนมัติอีก 6 กระบอก

เรือฟริเกตชั้น Formidable V2 รุ่นยูโรภักดี

        เป็นแบบเรือที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจหลากหลายมากกว่าเดิม รวมทั้งรองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 30 องศา โดยการสร้าง Superstructure เชื่อมโยงถึงปล่องระบายความร้อน สามารถขยับจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งมาอยู่บริเวณกลางเรือ โยกจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM จำนวน 8 ท่อยิงไปอยู่ดาดฟ้าเรือชั้นบน เลือกใช้งานระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ขนาด 35 มม.ลำกล้องเดี่ยว และเนื่องมาจาก Millennium Gun มีเพียงกล้องโทรทัศน์เพื่อตรวจสอบเป้าหมาย จึงได้มีการติดตั้งออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Miradar เพิ่มเติมเข้ามาหลังเสาสัญญาณดาวเทียมทางทหารขนาดใหญ่

        หลัง Millennium Gun มีเสาต้นหนึ่งสำหรับมัดลวดสลิงระหว่างเติมเชื้อเพลิงกลางทะเล เรือฟริเกตชั้น Formidable มีจุดเติมเชื้อเพลิงก่อนถึงจุดติดตั้งปืนรอง จึงไม่ใช่การดัดแปลงเรือเติมเชื้อเพลิงได้อย่างสบายใจ ถัดไปเล็กน้อยคือจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด หน้าสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี เรือเลือกใช้ระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ VIGILE R-ESM เหมือนเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ มาพร้อมระบบดาต้าลิงก์ Link Y Mk2 และ Link RTN และเนื่องมาจากเป็นรุ่นเพิ่มพื้นที่ใช้งานในระดับสูงสุด ส่งผลให้ราคาเรืออาจขยับสูงกว่ารุ่นอื่นตามกันไปด้วย

        ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบเวอร์ชันยูโรภักดี เรือดูเต็มกว่ามีพื้นที่ใช้งานมากกว่า ส่วนเรื่องไม่ซ่อนแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ สำหรับผู้เขียนไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่

เรือฟริเกตชั้น Formidable V3 รุ่นพ่อปู่ภักดี

        ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ชะตามนุษย์ บางทีลูกประดู่ไทยอาจนิยมชมชอบเรือฟริเกตชั้น Formidable รุ่นดั้งเดิม ผู้เขียนจึงสร้างแบบเรือเหมือนเรือสิงคโปร์ให้มากที่สุด มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon Block 2 จำนวน 24 ท่อยิง และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Phalanx ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

        เพื่อให้แบบเรือมีราคาประหยัดภายในวงเงิน 17,000 ล้านบาท จึงเลือกใช้งานระบบอำนวยการรบ CATIZ จากสเปน เรดาร์ควบคุมการยิง Dorna จากสเปน เรดาร์ตรวจการณ์ Sea Giraffe 4A กับ Sea Giraffe 1X จากสวีเดน ปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.รุ่น OTO HITROLE ถูกถอดออก ใช้งานปืนกลขนาด 12.7 มม.รุ่นดั้งเดิมเหมือนเก่า แท่นยิงแนวดิ่งลดเหลือ 16 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร แล้วโยกแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote Block 2 มาวางบนพื้นที่ว่างซึ่งเคยเป็นแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงที่ถูกยกเลิกเป็นการถาวร

        แบบเรือฟริเกตชั้น Formidable V1 รุ่นพ่อปู่ภักดี น่าจะมีราคาประหยัดมากที่สุดเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า และถ้าเรานำมาติดเครนอเนกประสงค์เหมือนเรือสิงคโปร์ จะสามารถใช้งานเรือยางท้องแข็งหรือยานผิวน้ำไร้คนขับเพิ่มอีก 2 ลำ เพียงแต่ตอนยกขึ้นยกลงสมควรระมัดระวังมากๆ หน่อย ของหลวงหายไม่ได้เด็ดขาดกรุณาท่องจำให้ขึ้นใจ

บทสรุป

        เรือฟริเกตชั้น Formidable สำหรับราชนาวีไทย อาจเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความฝันที่อยู่ไกลแสนไกล ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัท ST Engineering Marine ส่งเข้าชิงชัยจริงหรือไม่ รวมทั้งถูกใจคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือจนได้รับอันดับหนึ่งหรือไม่ อนาคตอีกไม่ใกล้ไม่ไกลกองทัพเรือจะมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับผู้อ่านทุกคน

อ้างอิงจาก

        www.shipbucket.com

        http://kementah.blogspot.com/2013/05/republic-of-singapore-navy-formidable_19.html

https://thaimilitary.blogspot.com/2022/01/model-980-alofts-sonar.html

        https://thaimilitary.blogspot.com/2017/02/royal-thai-navy-anti-submarine-weapon_25.html

 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Myanmar Navy The Begin

 

กองทัพเรือพม่ายุค 80 ประกอบไปด้วยเรือตรวจการณ์จากประเทศจีน ยูโกสลาเวีย และเรือมือสองจากสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ ระบบอาวุธจึงมีทั้งของจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป ยูโกสลาเวีย และรัสเซียจัดว่าค่อนข้างหลากหลาย พวกเขามีแผนการพึ่งพาตัวเองไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มต้นจากปี 1983 เรือตรวจการณ์ชายฝั่งสร้างเองในประเทศ 2 ลำแรกเข้าประจำการ วิศวกรพม่านำแบบเรือตรวจการณ์สหรัฐอเมริกามาปรับปรุงให้เหมาะสมกับความต้องการ ยอดรวมการสร้างเรือชั้นนี้อยู่ที่ 6 ลำถือว่ากำลังเหมาะสม

ต่อมาในปี 1991 กองทัพเรือพม่าขึ้นโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่อู่ต่อเรือทหารเรือหรือ Sinmalike ใกล้เมืองย่างกุ้งในการสร้างเรือ ได้รับความช่วยเหลือจากวิศวกรชาวจีนซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการ เรือตรวจการณ์ชั้นซีรีส์ห้าถูกสร้างขึ้นมาจำนวน 21 ลำ เป็นโครงการไม่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับงบประมาณในแต่ละปี กระทั่งปิดโครงการสำเร็จเสร็จสิ้นระหว่างปี 2013

ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรือตรวจการณ์ชั้นซีรีส์ห้าครบถ้วนแล้วตามลิงก์ด้านล่าง

https://thaimilitary.blogspot.com/2024/12/patrol-boats-made-in-myanmar.html

โครงการเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตร

หลังสร้างเรือตรวจการณ์ความยาว 45 เมตรเข้าประจำการ กองทัพเรือพม่าเริ่มต้นเดินหน้าก้าวที่สองในปี 1996 โดยการสร้างเรือคอร์เวตอเนกประสงค์รุ่นใหม่ เป็นโครงการที่เรียกว่าเรือจดประกอบก็เห็นจะไม่ผิด ตอนนั้นพม่ามีงบประมาณไม่เพียงพอซื้อเรือฟริเกตชั้นเจียงหูราคามิตรภาพที่จีนเสนอให้ เพื่อไม่ให้กรุงปักกิ่งโกรธพม่าจึงทำสัญญาขอซื้อตัวเรือหรือ Hull เรือคอร์เวตจำนวน 3 ลำ นำมาสร้างเก๋งเรือหรือ Superstructure และติดตั้งอาวุธด้วยตัวเอง วิธีนี้ช่วยให้กองทัพเรือพม่ามีเรือติดตั้งลานจอดเฮลิคอปเตอร์ลำแรก พร้อมออกสู่ทะเลลึกครั้งแรกหลังมีเรือขนาดใหญ่กว่าเรือตรวจการณ์เข้าประจำการ

ภาพประกอบที่หนึ่งคือเรือคอร์เวตชั้น Anawrahta ลำแรกชื่อ UMS Anawrahta (771) เข้าประจำการระหว่างปี 2001 ใช้เวลาสร้างประมาณ 5 ปี แต่กว่าเรือจะพร้อมรบเต็มที่ใช้เวลาอีกประมาณ 5 ปี เรือมีระวางขับน้ำ 1,105 ยาว 77 เมตร กว้าง 10.9 เมตร กินน้ำลึก 3.2 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เวอร์ชันอิสราเอลจำนวน 2 กระบอก กับปืนกล ZPU-2 ขนาด 14.5 มม.ลำกล้องแฝดอีก 2 กระบอก เรดาร์บนเรือจำนวน 3 ตัวกับระบบสื่อสารจัดหาผ่านอิสราเอลเช่นกัน อาวุธที่ติดตั้งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี พม่าในช่วงเวลานั้นจัดหาได้เพียงเท่านี้ถือว่าดียอดเยี่ยมแล้ว

เรือ UMS Anawrahta (771) เป็นเดอะแบกให้กองทัพเรือพม่ามาอย่างยาวนาน กระทั่งในปี 2011 มีการปรับปรุงเรือให้ทันสมัยกว่าเดิมตามภาพประกอบที่สอง (ภาพเล็ก) โดยถอดปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.กระบอกหลังออก แทนที่ด้วยแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802 ระยะยิงไกลสุด 120 กิโลเมตรจำนวน 4 ท่อยิง ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ผิวน้ำ Type 352 Square Tie (หรือ MR-331 เวอร์ชันจีน) เพิ่มเติมเข้ามา สำหรับตรวจจับเป้าหมายให้กับ C-802 โดยเฉพาะ ตามหลักนิยมค่ายตะวันออกในยุคสงครามเย็น

เหตุผลที่เป็น C-802 เนื่องจากช่วงนั้นจีนส่งออกรุ่นนี้ต่อจาก C-801 ต่อมาไม่นานจึงยกเลิกการผลิต C-802 เปลี่ยนมาขายรุ่นใหม่ C-802A ระยะยิงไกลสุด 180 กิโลเมตร

ถัดมาเพียง 3 ปีหรือปี 2014 มีการปรับปรุงเรืออีกครั้ง โดยย้ายแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802 ลงมาอยู่ด้านล่างตามภาพประกอบที่สอง (ภาพใหญ่) แทนที่ด้วยปืนกล Bofors 40L60 ลำกล้องแฝดเพื่อจัดการเป้าหมายกลางอากาศ มาพร้อมระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Mirage NRJ-5 ข้างหลังคาสะพานเดินเรือ หัวเรือติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 จำนวน 2 แท่นยิงระยะยิง 1.2 กิโลเมตร น่าจะทำงานร่วมกับโซนาร์ Tamir-11 ระยะตรวจจับ 3.7 กิโลเมตร เท่ากับว่าเรือ UMS Anawrahta (771) ติดอาวุธครบ 3 มิติตามแบบฉบับกองทัพเรือพม่าในอดีตกาล

สังเกตอุปกรณ์ทรงเหลี่ยมใต้เรดาร์เดินเรือ Fururno กันสักนิด อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกติดตั้งบนเรือรบขนาดใหญ่ของพม่าเกือบทุกลำ จากภาพถ่ายอุปกรณ์ปริศนาหมุนรอบตัวไม่ได้ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าใช้ทำหน้าที่อะไรบนเรือ และอุปกรณ์ปริศนาชิ้นนี้มีพัฒนาการในอนาคต

กลับมาที่โครงการพึ่งพาตัวเองของกองทัพเรือพม่ากันต่อ เรือคอร์เวตจดประกอบลำที่สองเข้าประจำการในปี 2003 เรือ UMS Bayinnaung (772) ใช้เวลาประมาณ 5 ปีถึงจะพร้อมรบอย่างเต็มที่เหมือนเรือลำแรก และมีแนวทางการติดตั้งอาวุธกับปรับปรุงเรือเหมือนเรือลำแรก เท่ากับว่าเรือมี 3 เวอร์ชันหลักตามภาพประกอบที่สาม รวมทั้งมีการติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิง MR-104 บนหลังคาสะพานเดินเรือ

การปรับปรุงครั้งล่าสุดมีการเปลี่ยนปืนใหญ่ 76/62 มม.จากป้อมปืนอิสราเอลมีจุดเด่นตรงการสวมหมวก เป็นป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยคลื่นเรดาร์เหมือนเรือฟริเกตรุ่นใหม่ ต่างกันแค่เพียงช่องเปิดป้อมปืนอยู่ด้านข้างไม่ใช่อยู่ด้านหลัง ผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเป็นสินค้าใหม่เอี่ยมหรือเปลี่ยนเฉพาะป้อมปืน

เนื่องจากเรือไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ทันสมัย กองทัพเรือพม่าจึงนำแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน  SA-N-5 Grail หรือ 9K32 Strela-2 เวอร์ชันเกาหลีเหนือขนาด 6 ท่อยิง มาติดตั้งบนหลังคาสะพานเดินเรือเพื่อทดสอบการใช้งาน แต่แล้วในภายหลังอาวุธทันสมัยท่านผู้นำคิมถูกถอดออก เพราะไม่มีจุดติดตั้งเหมาะสมหากฝืนใช้งานอาจส่งผลเสีย ถือเป็นความพยายามที่ดีแม้โครงการไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม

ตามแผนการเรือคอร์เวตชั้น Anawrahta ต้องมี 3 ลำ ให้บังเอิญเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเรือลำสุดท้าย ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2008 พายุไซโคลนนาร์กิสพัดขึ้นฝั่งถล่มประเทศพม่าในวงกว้าง เกิดความเสียหายอย่างหนักต่ออาคารบ้านเรือนรวมทั้งเรือคอร์เวตลำที่สาม รัฐบาลพม่าไม่มีงบประมาณซ่อมแซมเรือจึงตัดสินใจดองเค็มโครงการนี้ไปก่อน

โครงการเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตัน

หลังสร้างเรือคอร์เวตอเนกประสงค์รุ่นใหม่เข้าประจำการจำนวน 2 ลำ กองทัพเรือพม่ามีงบประมาณมากเพียงพอในการจัดหาเรือรบขนาดใหญ่ จึงเริ่มเดินหน้าโครงการสร้างเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตันด้วยตัวเองลำแรก โดยศึกษาตัวเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตรที่จัดหามาจากประเทศจีน นำมาสร้างแบบเรือขนาดใหญ่กว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด พูดง่ายๆ ก็คือใช้วิศกรรมย้อนกลับที่จีนชอบใช้กับอาวุธชาติอื่นมาใช้กับจีน ฉะนั้นตัวเรือฟริเกตพม่าสร้างเองกับตัวเรือคอร์เวตจากประเทศจีนจึงมีความเหมือนกันยันเงา

โครงการสำคัญเริ่มต้นเดินหน้าในปี 2008 เรือฟริเกต UMS Aung Zeya (F11) สร้างเสร็จปี 2010 แต่กว่าจะพร้อมรบต้องใช้เวลาอีกหลายปี เรือมีระวางขับน้ำ 2,500 ตัน ยาว 108 เมตร กว้างประมาณ 12 เมตรไม่ยืนยันนะครับ ถูกออกแบบให้มีตัวเรือใต้น้ำน้อยกว่าเรือฟริเกตทั่วไป (ศัพท์ทางทหารเรียกว่า Shallow Draught) เพื่อให้เรือใช้งานในเขตน้ำตื้นได้ดีกว่า แล่นได้เร็วกว่า บังคับเรือง่ายกว่า เข้าเทียบท่าเรือง่ายกว่า ค่าสร้างเรือถูกกว่า สามารถแล่นผ่านแม่น้ำอิรวดีไปอู่ต่อเรือในเมืองย่างกุ้งได้อย่างสบาย โดยต้องแลกกับอาการโคลงไปโคลงมาเมื่อได้เผชิญคลื่นลมแรงในทะเลลึก

UMS Aung Zeya (F11) ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล SEMT Pielstick 16 PA6 STC จำนวน 4 ตัว ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,800 ไมล์ทะเล ระบบอาวุธประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เวอร์ชันอิสราเอลจำนวน 1 กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Kh-35 จำนวน 8 ท่อยิง ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด AK 630 เวอร์ชันจีนจำนวน 4 กระบอก ปืนกลขนาด 14.5 มม.หกลำกล้องรวบจากเกาหลีเหนือจำนวน 2 กระบอก แท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 จำนวน 2 แท่นยิง และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 9K32 Strela-2 เวอร์ชันเกาหลีเหนือขนาด 6 ท่อยิงอีก 1 แท่นยิง ระยะยิงประมาณ 5 กิโลเมตรป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

บนสุดเสากระโดงติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ RAWL-02 Mk III จากอินเดีย ซึ่งนำเรดาร์ Thales LW08 มาผลิตเองในประเทศ (ระยะตรวจจับ 222 กิโลเมตร) ทำงานร่วมกันเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Type 362 จากประเทศจีน มีเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G จากประเทศจีนจำนวน 3 ตัว ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Kolonka จากรัสเซียอีก 1 ตัว คาดว่าเรือติดตั้งโซนาร์หัวเรือรุ่น SJD-3 จากประเทศจีนเหมือนเรือหลวงเจ้าพระยา

ภาพประกอบที่สี่ภาพบนคือเรือ UMS Aung Zeya (F11) หลังเข้าประจำการได้ไม่นาน ส่วนภาพล่างถ่ายในปี 2016 มีการปรับปรุงเรือเพิ่มเติม โดยการติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Mirage NRJ-5 ข้างหลังคาสะพานเดินเรือ กับระบบเป้าลวงจำนวน 2 แท่นยิงหน้าสะพานเดินเรือ ปืนใหญ่หัวเรือเปลี่ยนเป็นป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยคลื่นเรดาร์

การปรับปรุงครั้งล่าสุดแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Kh-35 จากรัสเซีย ถูกแทนที่ด้วย C-802A จากจีนเป็นที่เรียบร้อย เท่ากับว่ากองทัพเรือพม่าไม่มีฮาร์พูนสกี้ใช้งานอีกต่อไป ทำไมฮาร์พูนสกี้โผล่เข้ามาในทัพเรือเจ้าพี่ผู้เขียนมีข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง

จะเห็นนะครับว่าพม่าพยายามพึ่งพาตัวเองสุดความสามารถ พวกเขาเริ่มต้นจากสร้างเรือคอร์เวตจดประกอบ ต่อด้วยเรือฟริเกตวิศกรรมย้อนกลับ ใช้คำว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ใครจะอะไรที่ไหนเมื่อไรไม่สำคัญฉันอยากสร้างเรือเพียงอย่างเดียว

โครงการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถี

หลังสร้างเรือตรวจการณ์ชั้นซีรีส์ห้าได้เกินครึ่งโครงการ พม่าซุ่มพัฒนาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่แบบเงียบๆ ไม่บอกใคร กระทั่งได้แบบเรือ A49M รูปทรงทันสมัยลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์ เรือต้นแบบลำแรกเข้าประจำการวันกองทัพเรือพม่าปี 2015 สร้างความประหลาดใจต่อเพื่อนบ้านทุกชาติรวมทั้งบุคคลผู้อยู่ในแวดวงการทหาร

เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีหมายเลข 491 มีระวางขับน้ำประมาณ 500 ตัน ยาวประมาณ 49 เมตร ไม่มีข้อมูลเรื่องอื่นเนื่องจากกองทัพเรือพม่าค่อนข้างหวง หัวเรือติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด NG-18 ขนาด 30 มม.หกลำกล้องรวบจำนวน 1 กระบอก (AK 630 เวอร์ชันจีนป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยคลื่นเรดาร์) ปืนกลอัตโนมัติขนาด 14.5 มม.แฝดสี่จำนวน 2 กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802 จำนวน 4 ท่อยิง ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Type 362 ระยะตรวจจับ 100 กิโลเมตร เรดาร์เดินเรือ Fururno  จำนวน 1 ตัว อุปกรณ์ปริศนาจำนวน 1 ตัว เรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G จำนวน 1 ตัว และแท่นยิงระบบเป้าลวงจำนวน 4 แท่นยิง (ในภาพยังไม่มีแท่นยิงเป้าลวง)

อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบบนเรือผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นรุ่นไหน กองทัพเรือพม่าจัดหา C-802 ระยะยิง 120 กิโลเมตรจากจีนจำนวน 3 ครั้งในปี 2005 กับ 2009 และ 2011 ส่วน C-802A ระยะยิง 180 กิโลเมตรจัดหาจำนวน 2 ครั้งในปี 2014 กับ 2016 ก่อนหน้านี้ยังได้จัดหา C-801 ระยะยิง 42 กิโลเมตรมาใช้งานบนเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 037IG ตามหลักการ C-802A ควรติดตั้งบนเรือฟริเกตกับเรือคอร์เวตซึ่งมีความสำคัญมากกว่า ส่วน C-802 ติดกับเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีและเรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถี ทว่าแหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าเรือหมายเลข 491 ติด C-802A ผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเอาเป็นว่าลำไหนก็ลำนั้น

กองทัพเรือพม่าอยากได้เรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น A49M จำนวน 10 ลำ บังเอิญมีโครงการอื่นสำคัญกว่าต้องเร่งดำเนินการ ประกอบกับตัวเองมีเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 037IG ใช้งานจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้โครงการสร้าง A49M ลำที่สองต้องเลื่อนออกไป

โครงการเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตัน

หลังเรือฟริเกตสร้างเองในประเทศลำแรกเข้าประจำการในปี 2012 พม่าเดินหน้าสร้างเรือฟริเกตลำที่สองและสามติดต่อกันทันที ต่อด้วยซื้อเรือฟริเกตมือสองชั้นเจียงหูราคามิตรภาพจากจีนจำนวน 2 ลำตามคำมั่นสัญญา เพราะต้องการขยายกองเรือฟริเกตให้มีจำนวนมากถึง 8 ลำ แบ่งเป็นเรือจากต่างชาติ 2 ลำกับเรือสร้างเองอีก 6 ลำ ตอนนั้นพวกเขามีเรือฟริเกตจากจีนจำนวน 2 ลำ เรือฟริเกตสร้างเองจำนวน 1 ลำ และกำลังสร้างเรือฟริเกตเพิ่มอีก 2 ลำ ยอดรวมเท่ากับ 5 ลำเกินครึ่งหนึ่งของความต้องการ

เรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันคือการนำเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตันมาปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดิม รูปทรงเรือเปลี่ยนไปตั้งแต่หัวจรดท้ายเพื่อลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์ เพิ่มโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดไม่เกิน 7 ตันเข้ามา เรือสองลำมีความแตกต่างเล็กน้อยตามภาพประกอบที่หกภาพเล็กมุมบน เรือลำแรกราวกับตกบริเวณหัวเรือทึบเพียงครึ่งเดียว ส่วนลำที่สองราวกันตกบริเวณหัวเรือทึบทั้งหมด ความแตกต่างไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพหรือการใช้งาน ส่วนทำไมต้องแตกต่างคงต้องสอบถามผู้ใหญ่ในกองทัพเรือพม่า

        วันที่ 31 มีนาคม 2014 เรือ F12 (UMS Kyansitta) เข้าประจำการกองทัพเรือพม่า ภาพประกอบที่หกเรือสร้างเสร็จแล้วอยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์ มีเรือเร็วตอร์ปิโดหมายเลข T201 จอดแนบชิดสนิทท้ายเรือ พม่าเคยวางแผนสร้างเรือเร็วตอร์ปิโดรุ่นใหม่เข้าประจำการ ก่อนยกเลิกในภายหลังเนื่องจากเหตุผลมากมาย เรือเร็วหมายเลข T201 จึงไม่มีพี่น้องท้องเดียวกันคลานตามหลังเหมือนเรือรุ่นอื่น

        สังเกตนะครับว่าปืนใหญ่เรือ F12 (UMS Kyansitta) ยังใช้ป้อมปืนทรงกลมรุ่นเก่า ถือเป็นจุดแตกต่างจากเรือฝาแฝดที่กำลังเดินหน้าสร้างอยู่ในตอนนั้น

ภาพประกอบที่เจ็ดคือเรือ F14 (UMS Sin Phyu Shin) เรือลำนี้เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2015 หรืออีกประมาณ 1 ปี 9 เดือนถัดจากลำแรก เรือมีระวางขับน้ำประมาณ 3,000 ตัน กว้าง 13.5 เมตร กินน้ำลึก 3.5 เมตร มีคุณลักษณะ Shallow Draught อย่างชัดเจน ใช้ระบบขับเคลื่อนเหมือนเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตัน ระบบเรดาร์กับระบบอาวุธเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ ความแตกต่างอยู่ที่ใช้ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด NG-18 จากจีนและลดเหลือเพียง 3 กระบอก เรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G ลดลงเหลือเพียง 2 ตัว ส่วนออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Kolonka เพิ่มขึ้นเป็น 2 ตัว ใช้โดมทรงกลมครอบทับเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Type 362 บนเสากระโดงหลัก รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A แทน Kh-35 เรือลำนี้ยังติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/62 ป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยคลื่นเรดาร์แทนรุ่นทรงกลมใส่หมวกจากอิสราเอล

เรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันทั้งสองลำถือเป็นม้างานของกองทัพเรือพม่า เรือถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้นในภาพประกอบที่แปด โดยติดตั้งโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียเพิ่มเติมเข้ามา จากนั้นไม่กี่ปีจึงนำเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ REVATHI ระยะตรวจจับ 220 กิโลเมตรจากอินเดีย มาแทนที่เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ RAWL-02 Mk III ที่เสากระโดงรอง เรือ (UMS Kyansitta) ยังเปลี่ยนมาใช้ปืนใหญ่ขนาด 76/62 ป้อมปืนลดการตรวจจับด้วยคลื่นเรดาร์เหมือนเรือ F14 (UMS Sin Phyu Shin)

จากรูปทรงโบราณสุดเชยบนเรือคอร์เวตชั้น Anawrahta วิศวกรชาวพม่าปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นเรือฟริเกตรุ่นใหม่ทันสมัย ต้องบอกว่าวิศกรรมย้อนกลับของพวกเขาเข้ากันได้ดีกับวิศกรรมแบบเรือยุคใหม่

จุดอ่อนของเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันพม่าสร้างเองก็คือ ไม่มีอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะยิงมากกว่า 5 กิโลเมตร ต้องเข้าใจนะครับว่าเรือถูกตกแต่งพันธุกรรมจากเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตร ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับแท่นยิงแนวดิ่งเหมือนเรือฟริเกตยุคใหม่ รวมทั้งจีนยังไม่ยอมขายอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศรุ่นใหม่ให้พม่า ทางเลือกเดียวคือ FM90N หรือ HHQ-7 ซึ่งจีนสร้างเลียนแบบ Crotale ของฝรั่งเศส ระยะยิงประมาณ 15 กิโลเมตรใช้เทคโนโลยีจากยุค 70 ซึ่งจีนกำลังจะเลิกใช้งาน พม่าจึงไม่อยากเสียเงินให้เป็นภาระลูกหลาน พวกเขาทนใช้งาน 9K32 Strela-2 เวอร์ชันเกาหลีเหนือต่อไปเหมือนเดิม

Next Generation Multipurpose Stealth Frigate

        โครงการถัดไปคือการสร้างเรือฟริเกตอเนกประสงค์ ติดแท่นยิงแนวดิ่งกับระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดรุ่นใหม่ทันสมัย มีการเผยแพร่ข้อมูลตั้งแต่เรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันทั้งสองลำยังสร้างไม่เสร็จ สร้างความฮือฮาให้กับคนทั่วโลกรวมทั้งผู้เขียนซึ่งชอบมากเป็นพิเศษ และได้วาดภาพเรือลำนี้อวดเพื่อนสมาชิกเว็บไซต์ www.shipbucket.com

เรือมีระวางขับน้ำประมาณ 3,500 ตัน ยาว 117 เมตร กว้าง 16 เมตร ความเร็วสูงสุด 29 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเล ใช้ระบบเรดาร์และระบบอาวุธคละเคล้ากันระหว่างจีนกับรัสเซีย หัวเรือติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ RBU 3200 จำนวน 2 แท่นยิง ต่อด้วยปืนใหญ่ OTO 76/62 Super Rapid จำนวน 1 กระบอก หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 24 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Club-N จำนวน 24 นัด บริเวณด้านข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 12 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะกลาง 9M317E หรือ Buk-M2 จำนวน 24 นัด มาพร้อมระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Kashtan-MS จำนวน 3 ระบบ แต่ละระบบติดตั้งปืนกลขนาด 30 มม.หกลำกล้องรวบจำนวน 2 กระบอก กับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ 9M311K ในคลังแสงจำนวน 32 นัด

นอกจากแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือด้ำแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิง เรือยังสามารถติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A เพิ่มจำนวน 8 ท่อยิง ส่งผลให้ยอดรวมอาวุธปล่อยนำวิถีบนเรือเท่ากับ 152 นัด แบ่งเป็น Club-N จำนวน 24 นัด 9M317E จำนวน 24 นัด 9M311K จำนวน 96 นัด และ C-802A จำนวน 8 นัดถือเป็นที่สุดของแจ้

โครงการ Next Generation Multipurpose Stealth Frigate ต้องเจรจากับสองชาติคือจีนและรัสเซีย สำหรับจีนไม่น่ามีปัญหาเพราะใช้แค่ C-802A กับเรดาร์ตรวจการณ์ ส่วนรัสเซียใช้เยอะหน่อยทั้งระบบอาวุธ ระบบอำนวยการรบ และเรดาร์ควบคุมการยิง ผลการเจรจาตัวแทนรัสเซียบอกว่าไม่มีปัญหา ข้าพเจ้าจะไปคุยกับบริษัทสร้างอาวุธให้ท่านเอง ขอเพียงท่านช่วยอุดหนุนเรือดำน้ำชั้น KILO ใหม่เอี่ยมของข้าพเจ้าสักสองลำ ราคาพร้อมตอร์ปิโดสองนัดแค่ลำละ 400 ล้านเหรียญถือเป็นราคามิตรภาพ

และด้วยเหตุนี้โครงการ Next Generation Multipurpose Stealth Frigate ของกองทัพเรือพม่าจึงไม่ได้ไปต่อ

โครงการเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตรลำที่สาม

        เมื่อโครงการ Next Generation Multipurpose Stealth Frigate ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ กองทัพเรือพม่าต้องใช้เวลาออกแบบเรือฟริเกตลำใหม่อีกหลายปี มีการโยกงบประมาณมาจัดหาเรือชนิดอื่นไปก่อน โครงการแรกคือนำตัวเรือเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตรลำสุดท้ายที่สร้างค้างไว้ มาสานต่อให้แล้วเสร็จโดยมีความทันสมัยใกล้เคียงเรือฟริเกต

        วิศวกรชาวพม่าทำสิ่งที่มันสุดเหลือให้กลายเป็นจริง พวกเขาปรับเปลี่ยนตัวเรือหรือ Hull จากรูปทรงโบราณสุดเชย ให้กลายเป็นรูปทรงลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์ได้อย่างน่าประทับใจ จากนั้นจึงสร้างเก๋งเรือหรือ Superstructure เหมือนเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันประหนึ่งพี่ชายน้องชาย มาพร้อมระบบเรดาร์และระบบอาวุธทันสมัยกว่าเรือ 2 ลำแรก

        UMS Tabinshwehti (773) เข้าประจำการวันที่ 24 ธันวาคม 2016 เรือมีระวางขับน้ำ 1,105 ยาว 77 เมตร กว้าง 10.9 เมตร กินน้ำลึก 3.2 เมตร ติดตั้งแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 จำนวน 2 แท่นยิง ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม. จำนวน 1 กระบอก แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน 9K32 Strela-2 ขนาด 6 ท่อยิงจำนวน 1 แท่นยิง แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4 ท่อยิง ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด NG-18 ขนาด 30 มม.หกลำกล้องรวบจำนวน 2 กระบอก และปืนกลขนาด 14.5 มม.หกลำกล้องรวบอีก 2 กระบอก ติดอาวุธแน่นเสียจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้เดินกินลมชมวิว

        ในโดมทรงกลมติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Type 362  เสากระโดงรองติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ RAWL-02 Mk III มีเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G จากประเทศจีนจำนวน 2 ตัว ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Kolonka อีก 1 ตัว คาดว่าเรือติดตั้งโซนาร์หัวเรือรุ่น SJD-3 รูปทรงเรือมีความตะมุตะมิทว่าระบบอาวุธกลับจัดแน่นจัดเต็ม

        เทียบกับเรือ UMS Anawrahta (771) ผู้เขียนยอมรับว่าอึ้งทึ่งเสียวเป็นอย่างยิ่ง

        ถือเป็นพัฒนาการสูงสุดอุตสาหกรรมสร้างประเทศของพม่าในช่วงเวลานั้น

โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาด 1,500 ตัน

        วันที่ 24 ธันวาคม 2017 กองทัพเรือพม่าประกอบพิธีเข้าประจำการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งสร้างเองลำแรก เรือ UMS Inlay (54) มีระวางขับน้ำประมาณ 1,500 ตัน ยาว 81 เมตร กว้าง 12.5 ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAD ความเร็วสูงสุด 20 นอต ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 57 มม.ลำกล้องแฝดรุ่น Type-66/76 จำนวน 1 กระบอก กับปืนกลขนาด 14.5 มม.ลำกล้องเดี่ยวอีก 2 กระบอก เป็นแบบเรือง่ายๆ เน้นการใช้งานและความประหยัด มากกว่าความสวยงามหรือการติดอาวุธหนักเพื่อทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ

        เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่กองทัพพม่าให้ความสำคัญ เพียงแต่เป็นความสำคัญลำดับท้ายๆ แตกต่างจากเรือฟริเกต เรือลำแรกจึงสร้างค่อนข้างช้าการเข้าประจำการย่อมช้าตามกันไปด้วย และเนื่องมาจากใช้ลาดตระเวนตรวจการณ์ชายฝั่งรวมทั้งน่านน้ำเศรษฐกิจจำเพาะเป็นหลัก ระบบอาวุธกับระบบเรดาร์บนเรือจึงมีอย่างจำกัดจำเขี่ยตามงบประมาณ ทว่าแบบเรือกลับมีความทันสมัยเหมาะสมกับภารกิจน้อยใหญ่ โดยเฉพาะท้ายเรือมีการติดตั้งจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งจำหนึ่ง 1 ลำจัดว่าทันสมัยมาก

        เพราะต้องออกทะเลลึกไปดูแลทรัพยากรในทะเล UMS Inlay (54) ถูกออกแบบให้กินน้ำลึก 3.5 เมตรเท่าเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตัน ติดตั้งปืนฉีดน้ำแรงดันสูงไว้ปะทะกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชาติอื่น รูปทรงอ้วนกลมน่ารักน่าชังมีสะพานเดินเรือแบบ 360 องศา

ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม 2021 หรืออีก 4 ปี เรือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่สองถึงตามมาเสริมทัพ เรือ UMS Inma (53) ไม่มีภาพถ่ายเล็ดลอดนอกประเทศแม้แต่ภาพเดียว อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงโควิด-19 กำลังระบาดอย่างหนัก รวมทั้งกองทัพพม่าไล่ปิดเว็บเพจการทหารในประเทศครบถ้วนทุกเว็บเพจ เรือลำนี้จึงหายไปจากสารบบแบบช่วยไม่ได้

มีอยู่เรื่องหนึ่งมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยเข้าใจผิดมาโดยตลอด กองทัพเรือพม่าได้รับงบประมาณในแต่ละปีค่อนข้างจำกัด และได้รับผลกระทบทุกครั้งที่รัฐบาลถังแตกไม่ต่างจากชาติอื่น พวกเขาถึงพยายามสร้างเรือด้วยตัวเองเพราะมันประหยัดกว่า ปีไหนงบประมาณไม่มาสามารถหยุดสร้างไปก่อนได้ โดยขอความช่วยเหลือจากหลายชาติไม่ว่าจีน รัสเซีย อินเดีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ เลยมาถึงยูเครน สำหรับอินเดียพม่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกลูกเรืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งเรื่องใช้งานเรือหรือแก้ไขปัญหาน้อยใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นกลางทะเล เพื่อเคี่ยวเข็ญทหารตัวเองให้มีประสิทธิภาพบวกมีระเบียบวินัยมากกว่าเดิม

โครงการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีลำที่สอง

วันที่ 24 ธันวาคม 2020 กองทัพเรือพม่าประกอบพิธีเข้าประจำการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น A49M ลำที่สอง เรือหมายเลข 492 มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเรือหมายเลข 491 ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างอยู่ที่จำนวนช่องผูกเชือกในราวกันตัวหัวเรือ กับถอดอุปกรณ์ปริศนาหมุนรอบตัวไม่ได้ออก แล้วเพิ่มอุปกรณ์ปริศนามากกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมจำนวน 4 ตัว ติดรอบเสากระโดงใต้เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Type 362 ผู้เขียนคาดเดาว่าอุปกรณ์ปริศนาซึ่งถูกพัฒนาเป็นรุ่น Block 2 น่าจะเป็นระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์หรือ ESM ทำงานร่วมกับแท่นยิงเป้าลวงหลังเรดาร์ควบคุมการยิงจำนวน 4 แท่นยิง

กองทัพเรือพม่ายังคงต้องการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น A49M แต่โครงการมีลำดับความสำคัญค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับโครงการอื่น การสร้างเรือลำที่สองเกิดจากยกเลิกการสร้างเรือฟริเกตขนาด 3,500 ตัน จึงแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งมาสร้างเพิ่มเพื่อให้อู่ต่อเรือมีความคุ้นเคย เรื่องความล่าช้าของโครงการผู้เขียนไม่คิดว่าเป็นปัญหา แบบเรือยังคงทันสมัยมีจุดติดตั้งอาวุธมากเพียงพอ แค่ปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ ให้ดีกว่าเดิมเท่านั้นพอ เรือสวยๆ แบบนี้สร้างเมื่อไรก็ได้ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณ

โครงการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ

        สมัยก่อนกองทัพเรือพม่าไม่เน้นสงครามปราบเรือดำน้ำ เนื่องจากเพื่อนบ้านติดกันทั้งไทยและบังกลาเทศไม่มีเรือดำน้ำ แล้วเหตุใดเล่าตัวเองต้องเสียเงินก้อนโตซื้ออาวุธราคาแพงมาใช้งาน ต่อมาในปี 2017 บังกลาเทศประจำการเรือดำน้ำชั้น Type 035G จำนวน 2 ลำ จะใช้จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 ระยะยิง 1.2 กิโลเมตรจัดการก็ดูไม่เหมาะสม มีวี่แววว่าผู้ล่าจะกลายเป็นผู้ถูกล่าไปโดยปริยาย จำเป็นต้องจัดหาโซนาร์รุ่นใหม่กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำมาใช้งาน กองทัพเรือพม่าจึงตัดสินใจเลือกงานใช้อาวุธจากอินเดีย

        เรือฟริเกตขนาด 3,000 ตันทั้งสองลำถูกเสริมเขี้ยวเล็บอย่างเร่งด่วน บังเอิญเรือเพียง 2 ลำไม่เพียงพอในการปกป้องน่านน้ำจาก Type 035G โครงการเรือฟริเกตรุ่นใหม่ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำไม่ได้แบบเรือเสียที มีความจำเป็นต้องหาเรือราคาประหยัดเข้ามาอุดช่องว่าง อันเป็นที่มาโครงการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำในเขตน้ำตื้นความเร็วสูง

        วันที่ 24 ธันวาคม 2020 เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Yan Nyein Aung เข้าประจำการพร้อมกันจำนวน 2 ลำ เรือ UMS Yan Nyein Aung (443) กับ UMS Yan Ye Aung (446) มีระวางขับน้ำ 600 ตัน ยาว 63 เมตร กว้าง 7.5 เมตร กินน้ำลึก 1.75 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 3 ตัวทำงานร่วมกับระบบ Water Jet เหมาะสมกับกองทัพเรือพม่าซึ่งใช้แม่น้ำสายสำคัญเป็นเส้นทางสัญจร ความเร็วสูงสุดมากถึง 35 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 1,800 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 20 นอต ออกแบบมาเพื่อปราบเรือดำน้ำในน่านน้ำห่างชายฝั่งไม่เกิน 20 ไมล์ทะเล คุณลักษณะจึงแตกต่างจากเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งซึ่งต้องออกไปทำภารกิจไกลถึง 200 ไมล์ทะเล

        ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย จรวดปราบเรือดำน้ำ Type 81 แฝดห้าจำนวน 2 แท่นยิง ปืนใหญ่ 57 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 1 กระบอก ปืนกล 25 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก โดยมีเขี้ยวเล็บแหลมคมคือโซนาร์หัวเรือ HUMSA HMS-X กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดีย

จำนวนเรือติดโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ 4 ลำถือว่ายังไม่เพียงพอ วันที่ 24 ธันวาคม 2024 กองทัพเรือพม่าประกอบพิธีประจำการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Yan Nyein Aung เพิ่มอีก 2 ลำ ประกอบไปด้วย UMS Yan Min Aung (445) กับ Yan Zwe Aung (450) ตามภาพประกอบที่สิบสอง เท่ากับว่าพวกเขามีเรือติดโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 6 ลำ เรือทุกลำมีอายุไม่ถึง 10 ปีถือว่าค่อนข้างใหม่ ส่วนโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำบนเรืออายุการใช้งานไม่ถึง 5 ปีด้วยซ้ำ

เป็นพัฒนาการที่น่าประหลาดใจและน่าภาคภูมิใจของคนพม่าทั้งประเทศ

โครงการเรือฟริเกตขนาด 3,500 ตัน

        หลังยกเลิกโครงการ Next Generation Multipurpose Stealth Frigate ไปแล้ว กองทัพเรือพม่าเริ่มต้นพัฒนาแบบเรือฟริเกตรุ่นใหม่ขนาด 3,500 ตันอีกครั้ง แต่เปลี่ยนมาใช้ระบบอำนวยการรบ ระบบเรดาร์ และระบบอาวุธจากจีนแทนรัสเซีย กระทั่งวันที่ 23 มีนาคม 2017 มีการประกอบพิธีหน้าตัดแผ่นเหล็กแบบเงียบๆ แทบไม่เป็นข่าว

        การสร้างเรือฟริเกตใช้เทคโนโลยีใหม่คือสร้างเป็นบล็อกจำนวน 34 บล็อก ก่อนนำมารวมร่างเป็นเรือจริงเหมือนที่เราเคยเห็นในการสร้างเรือหลายชาติ การสร้างเรือประสบความล่าช้าจากปัญหาโควิด 19 ระบาดทั่วโลก รัฐบาลพม่าจัดหางบประมาณให้กองทัพเรือได้บ้างไม่ได้บ้าง ประกอบกับเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศ ส่งผลให้การสร้างเรือลำนี้ล่าช้าว่าเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตัน บางช่วงเวลาก็หายไปเลยจนผู้เขียนหลงลืมไปโดยปริยาย แต่ถึงกระนั้นในท้ายที่สุดพม่าสามารถสร้างเรือลำนี้สำเร็จเสร็จสิ้น

        วันที่ 8 มีนาคม 2026 มีการประกอบพีธีเข้าประจำการเรือฟริเกต UMS King Thalun (F19) เรือมีระวางขับน้ำประมาณ 3,500 ตัน ยาว 135 เมตร กว้าง 14.5 เมตร กินน้ำลึก 4.1 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG ได้รับความช่วยเหลือจากยูเครน ความเร็วสูงสุด 30 นอตถือว่าค่อนข้างดีพอสมควร เหตุผลที่พึ่งพายูเครนเนื่องจากจีนไม่เชี่ยวชาญระบบ CODAG ขนาดเรือฟริเกต Type 054B รุ่นใหม่ยังใช้ดีเซลล้วน

ระบบเรดาร์และอาวุธบนเรือประกอบไปด้วย หัวเรือติดตั้งใหญ่ขนาด 76 มม.รุ่น H/PJ-26 จากประเทศจีน ต่อด้วยแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน HQ-16 ระยะยิง 40 กิโลเมตร ถัดไปเล็กน้อยคือแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-6000 จำนวน 2 แท่นยิง สูงขึ้นมานิดหน่อยคือระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Type 730 ใช้ปืนกลขนาด 30 มม.เจ็ดลำกล้องรวบในการเผด็จศึกเป้าหมาย พื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือติดตั้งปืนกลขนาด 14.5 มม.หกลำกล้องจำนวน 2 กระบอก

พื้นที่ว่างหลังเสากระโดงหลักติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 8 ท่อยิง แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Shyena จากอินเดียอยู่หลังช่องปล่อยเรือยางท้องแข็ง โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ทรงสูงสำหรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Ka-27 ขนาดสองฝั่งด้วยระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Type 730 อีก 2 ระบบ

คาดว่าเรือใช้ระบบอำนวยการรบ ZKJ-5 ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ SR2410C เรดาร์ควบคุมการยิงอาวุธปืน Type 347G จำนวน 1 ตัว และเรดาร์ควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Type 345 จำนวน 4 ตัว มีออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงจำนวน 1 ตัว และเรดาร์เดินเรือ FURUNO จำนวน 2 ตัว เสากระโดงรองติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ MR-36A หรือ Type 362 ระยะตรวจจับ 100 กิโลเมตร โซนาร์หัวเรือต้องเป็น HUMSA HMS-X จากอินเดียไม่ผิดจากนี้ ติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงจำนวน 4 แท่นยิง กับระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์คล้ายเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีหมายเลข 492 แต่มีขนาดใหญ่กว่า มาพร้อมระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Mirage NRJ-5 อยู่ด้านล่างเสากระโดงหลัก

โครงการต่อจากนี้

ปัจจุบันกองทัพเรือพม่ามีเรือติดโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจำนวน 7 ลำ ถือว่ามากเพียงพอในการรับมือเรือดำน้ำจากบังกลาเทศ ส่วนเรือฟริเกตติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศระยะกลางมีเพียงลำเดียว ถ้าพวกเขาต้องการสร้างเพิ่มอีก 1 หรือ 2 ลำย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่โครงการสร้างเรือฟริเกตขนาด 3,500 ตันจะไปเบียดโครงการอื่น ไม่ว่าจะโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาด 1,500 ตัน โครงการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ หรือโครงการเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีขนาด 49 เมตร ผู้บัญชาการกองทัพเรือกับเหล่าเสนาธิการต้องตัดสินใจให้ชัดเจนว่า ตัวเองสมควรเลือกโครงการไหนก่อนโครงการไหนหลัง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความจำเป็นในอนาคตทั้งระยะใกล้และระยะไกล

โครงการสร้างเรือของพม่าเกิดจากสถานการณ์บังคับ นอกจากพวกเขาจะถูกกีดกันการจัดหาอาวุธจากต่างชาติ การสร้างเรือด้วยตัวเองยังช่วยให้เรือราคาถูกกว่าเดิม เหตุผลก็คือคนพม่าค่าแรงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ต้นทุนการสร้างเรือย่อมลดลงตามหลักคณิตศาสตร์ รวมทั้งการสร้างเรือด้วยตัวเองสามารถหยุดโครงการตอนไหนก็ได้ เหมาะสมกับประเทศที่มีงบประมาณในแต่ละปีไม่นิ่งเหมือนดั่งเพื่อนบ้าน

ปี 1996 พม่าเริ่มสร้างเรือคอร์เวตขนาด 77 เมตรลำแรกในประเทศ

ปี 2026 พม่าประจำการเรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานสร้างเองลำแรก

พวกเขาใช้เวลาล้มลุกคลุกคลานยาวนานมากถึง 30 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ การเดินทางสุดแสนยาวนานช่วยให้กองทัพพม่ายืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเอง

 

อ้างอิงจาก

https://grokipedia.com/page/Anawrahta-class_corvette

https://www.globalsecurity.org/military/world/myanmar/shipbuilding.htm

https://www.shipspotting.com/photos/2490804

https://en.wikipedia.org/wiki/Kyan_Sittha-class_frigate#/media/File:Myanmar_UMS_King_Sin_Phyu_Shin_(F14)_during_Milan_2018_exercise.jpg

http://www.shipbucket.com/forums/viewtopic.php?f=12&t=5475

https://www.gnlm.com.mm/navy-commissions-two-domestically-built-submarine-destroyers/

https://defense-studies.blogspot.com/2024/12/myanmar-navy-launches-domestically.html

https://dspace.dti.or.th/jspui/handle/123456789/2454