วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Tank Landing Ship


Tank Landing Ship หรือ Landing Ship, Tank หรือ LST คือเรือยกพลขนาดใหญ่ ใช้ในการลำเลียงรถถัง ยานเกราะ รถบรรทุก ทหาร รวมทั้งยุทโธปกรณ์จำนวนมาก นำมาส่งให้ถึงชายหาดเพื่อเดินทางทางบกต่อไป เรือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเรือชั้น LST-542 ซึ่งพัฒนาจากเรือชั้น LST-1 ที่ใช้แบบเรืออังกฤษอีกที เรือชั้นนี้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมหาศาล เวลาเพียง 2 ปีกว่าอเมริกาปั๊มออกมาถึง 612 ลำ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว ได้มีการปล่อยเรือให้กับพันธมิตรในราคาย่อมเยา ประเทศไทยมีเรือชั้น LST-542 จำนวน 5 ลำด้วยกันประกอบไปด้วย

HTMS Angthong
วันที่ 5 พฤษภาคม 1947 ราชนาวีไทยเข้าประจำการเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ใช้ชื่อว่าเรือหลวงอ่างทอง (ลำที่ 2) หรือ HTMS Angthong กำหนดให้ใช้หมายเลข LST-1 นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธการ เพราะเรือหลวงอ่างทองสามารถบรรทุกรถถังจำนวนมาก มาเกยชายหาดเพื่อส่งรถถังลงแผ่นดินได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่ว่าตอนนั้นนาวิกโยธินไทยยังไม่มีรถถัง จึงไม่มีภาพรถถังวิ่งลงจากเรือเหมือนในสงครามโลก วันเวลาผ่านพ้นไปนานถึง 72 ปีเต็ม ปัจจุบันนี้นาวิกโยธินมีรถถังรวมกันมากถึง 5 คัน (ฮา)


ภาพเรือหลวงอ่างทองจากนิตยสารสมรภูมิ น่าจะเป็นปี 198x ขึ้นไปแล้วล่ะครับ เพราะใช้เสากระโดงเรือขนาดใหญ่ทรงสามเหลี่ยม ติดตั้งเรดาร์เดินเรือรุ่นใหม่ มีการกำหนดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เรดาร์ควบคุมการยิงปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดไม่อยู่เสียแล้ว (คิดว่าไม่มีตั้งแต่แรก) ในภาพกำลังปล่อยเรือระบายพล LCVP (Landing Craft, Vehicle, Personnel) ซึ่งสามารถบรรทุกทหารพร้อมอาวุธได้ถึง 36 นาย มองเห็นสะพานขึ้นเรือหรือ Gangway พาดลงมาสู่ผืนน้ำ
สังเกตที่บั้นทายจะมีจุดปล่อยสมอเรือ ในภาพก็คือทิ้งสมอเรือเรียบร้อยแล้ว (โดนลากไปไกลโซ่จะขาดไหม?) เรือที่เกี่ยวข้องกับภารกิจยกพลขึ้นบกในยุคนั้น มักมีสมอเรือติดอยู่บริเวณท้ายเรือเสมอ ส่วนจะมีที่หัวเรือด้วยหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง


เรือหลวงอ่างทองเป็นเรือมือสองจากอเมริกา ชื่อเดิมคือ USS LST-924 เข้าประจำการวันที่ 10 กรกฎาคม 1944 เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะในสงครามเอเชีย-แปซิฟิกกับประเทศญี่ปุ่น และได้รับเหรียญ battle stars มากถึง 4 เหรียญ ตอนขายให้เรามีอายุการใช้งานเพียง 3 ปีกับ 2 เดือน ค่อนข้างใหม่แต่ใช้งานหนักพูดแบบนี้ก็คงไม่ผิด สังเกตดีๆ จะเห็นว่าไม่มีเรดาร์ควบคุมการยิง เรื่องปรกติในช่วงสงครามเพราะเรือมีจำนวนเยอะมาก


ส่วนภาพนี้เป็นเรือหลวงอ่างทองปี 1956 ภาพประกอบจากนิตยสาร Jane Fighting Ships เรือยังอยู่ในสภาพเดิมๆ ทุกประการ เสากระโดงขนาดเล็กติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ SG มีแพชูชีพหรือ LIFERAFT รุ่นเก่าเยอะแยะไปหมด ภาพสมัยก่อนหาได้ค่อนข้างยากมาก และเรือสมัยก่อนยังไม่มีการเขียนหมายเลขเรือ


มาพิจารณา superstructure เรือกันสักนิด เรือหลวงอ่างทองมีสะพานเดินเรือหรือ Bridge อยู่ที่ดาดฟ้าชั้นสอง ตรงที่มีช่องกระจกกลมเยอะๆ นั่นแหละครับ การบังคับเรือจะทำกันจากห้องนี้ เรือชั้น LST-542 ได้สร้าง Navigation Bridge ความสูง 2 ชั้นเพิ่มเติมจากเรือชั้น LST-1 (ผู้เขียนขอใช้คำว่าหอตรวจการณ์) โดยที่ชั้นบนสุดจะเป็นแบบเปิดประทุนโล่ง
ในภาพหอตรวจการณ์รูปทรงหกเหลี่ยมใหญ่ แต่เรือหลวงอ่างทองจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยมเล็ก ด้านบนเปิดประทุนโล่งๆ เหมือนกัน แต่ของเรามีผ้าใบกันแดดกันฝนคลุมไว้ด้วย วาดออกมาเป็นภาพจะมีรายละเอียดประมาณนี้


คุณลักษณะของเรือยกพลขึ้นบกชั้น LST-542
ระวางขับน้ำปกติ 1,625 ตัน
ระวางขับน้ำเต็มที่ 4,080 ตัน
ความยาวตลอดลำ 100 เมตร
ความกว้าง 15 เมตร
กินน้ำลึกหัวเรือ 0.71 เมตร (เรือเปล่า) และ 2.49 เมตร (บรรทุกเต็มที่)
กินน้ำลึกท้ายเรือ 2.29 (เรือเปล่า) 4.29 เมตร (บรรทุกเต็มที่)
เครื่องยนต์ดีเซล General Motors 12-567 จำนวน 2 เครื่อง
เพลาใบจักร 2 เพลา
ความเร็วสูงสุด 12 นอต
ความเร็วมัธยัสถ์ 9 นอต
ระยะปฏิบัติการไกลสุด 24,000 ไมล์ ที่ 9 นอต
กำลังพลประจำเรือ 117 นาย
ระบบอาวุธ
ปืนกล 40/60 Bofors ลำกล้องแฝด จำนวน 2 กระบอก
ปืนกล 40/60 Bofors ลำกล้องเดี่ยว จำนวน 4 กระบอก
ปืนกล Oerlikon 20 มม.ลำกล้องเดี่ยว จำนวน 6-12 กระบอก
เรดาร์ควบคุมการยิง Mk.51 จำนวน 2 ระบบ
เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่หรือ LST ส่วนมากเป็นเรือท้องป้าน หัวเรือกินน้ำน้อยกว่าท้ายเรือพอสมควร เพื่อให้การจอดเทียบชายหาดมีปัญหาน้อยที่สุด ผลที่ตามมาก็คือเรือโคลงมากกว่าปรกติ กับเขตน้ำตื้นไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก กับลูกประดู่ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือก็เช่นกัน แต่กับทหารบกที่ต้องเดินทางข้ามมหาสมุทร ทุกคนอยากลงไปสู้รบกับข้าศึกบนทวีปยุโรป มากกว่าผจญพายุลูกใหญ่บนเรือที่โคลงเคลงไม่หยุด
ข้อมูลของเรือหลวงอ่างทองมีค่อนข้างน้อย ภาพถ่ายรวมทั้งประวัติจึงได้มีน้อยตามกัน ในปี 1978 เรือถูกปลดประจำการชั่วคราว ต่อมาอีก 20 ปีจึงได้เข้าประจำการใหม่อีกครั้ง โดยเปลี่ยนมาใช้หมายเลข LST-711 ตามสมัยนิยม ใช้ได้เพียง 8 ปีก็ปลดประจำการถาวร ไม่มีข้อมูลว่าหลังจากนั้นทำอย่างไรกับเรือ

HTMS Chang
หลังจากใช้งานเรือหลวงอ่างทองมาแล้ว 15 ปี กองทัพเรือไทยจึงได้ประจำการเรือชั้น LST-542 ลำที่สอง อเมริกาได้ส่งมอบเรือ USS Lincoln County (LST-898) ให้กับเราที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางทหารในยุคนั้น วันที่ 3 สิงหาคม 1962 เรือหลวงช้าง (ลำที่ 2) เข้าประจำการอย่างเป็นทางการ ภาพถ่ายใบนี้มาจากปี 1965 อาจจะดูไม่ค่อยชัดเจนมากนัก เรามาพิจารณาจากภาพวาดกันต่อเลย



มีการปรับปรุงเรือครั้งใหญ่เรียบร้อยแล้ว เปลี่ยนมาใช้เสากระโดงรูปทรงสามเหลี่ยม ติดเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำรุ่น SPS-21 หอตรวจการณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมเล็กถูกปรับปรุงใหม่ มีการสร้างหลังคาและติดกระจกกันลม พร้อมกับต่อระเบียงขนาดใหญ่ออกไปทุกด้าน โดยมีเก้าอี้ให้กัปปิตันขึ้นมานั่งส่องกล้อง เรือเราจำนวน 3 จาก 5 ลำใช้หอตรวจการณ์รูปทรงนี้
สังเกตได้ว่ายังไม่มีการติดหมายเลขเรือ และใช้แพชูชีพรุ่นเก่าซึ่งกินพื้นที่แต่ดูเท่ห์มาก กองทัพเรือไทยเริ่มติดหมายเลขช้างเรือในอีกประมาณ 5 ปีต่อมา หลังจากติดหมายเลขก็มีหน้าตาประมาณนี้ครับ


HTMS Chang (LST-2) มีการติดตั้งเรดาร์เดินเรือเพิ่มเติมเข้ามา ใช้แพชูชีพรุ่นใหม่สีขาวขนาดกะทัดรัด มีการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงบนเรือ ถ้าสังเกตที่หัวเรือฝั่งซ้ายจะเห็นสมอเรือ เท่ากับว่าเรือชั้นนี้มีสมอเรือทั้งหน้าและหลัง ภาพถ่ายใบนี้น่าจะเป็นปี 198x ขึ้นไป อาวุธปืนพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิงอยู่กันครบ จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเรือ
นอกจากทำหน้าที่เรือยกพลขึ้นบกแล้ว เรือหลวงช้างยังทำหน้าที่ฝึกองค์บุคคลให้กับนักเรียนนายเรือ นักเรียนจ่าทหารเรือ รวมทั้งพลทหารเป็นเวลายาวนานมาก ว่ากันว่ามีผบ.ทร.เคยฝึกกับเรือลำนี้มากกว่า 10 คน เป็นเรือครูที่ลูกประดู่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ เรือหลวงช้างยังเคยร่วมการฝึก Cobra Gold เคยช่วยผู้ประสบภัยจากพายุถล่มที่ภาคใต้ รวมทั้งเคยได้รับหน้าที่พิเศษมากก็คือ เป็นหมู่เรือถวายการอารักขาอีกหนึ่งภารกิจ
เรือหลวงช้างปลดประจำการในปี 2005 ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2012 ได้มีพิธีนำเรือหลวงช้างลงสู่ท้องทะเล บริเวณหินลูกบาตร น่านน้ำทะเลตราด จังหวัดตราด เพื่อใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักดำน้ำทั่วโลก และช่วยอนุลักษณ์แหล่งปะการังจริงในทางอ้อม ภารกิจสำคัญสำเร็จล่วงลุอย่างสมบรูณ์แบบ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาจนถึงทุกวันนี้


ภาพกราฟิกจากเว็บไซด์ www.thai-scuba.com โดยการใช้อุปกรณ์สำรวจใต้น้ำราคาแพง เรือหลวงช้างตั้งอยู่บนท้องทะเลอย่างมั่นคง ลึกลงไปใต้น้ำประมาณ 30 เมตร มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงสำหรับนักดำน้ำ (ถ้าไม่ทำอะไรแผลงๆ ) ตัวเรือจะสามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ประมาณ 25-30 ปี

HTMS Phangan
            เรือหลวงพงัน (ลำที่ 2) เป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ลำที่ 3 ของไทย ได้รับโอนตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางทหาร เข้าประจำการวันที่ 9 มกราคม 1966 เดิมเรือมีชื่อว่า USS Stark County (LST-1134) เป็นเรือชั้น LST-542 ชุดท้ายๆ ได้รับการปรับปรุงดีกว่าชุดแรก ทันสงครามโลกก็จริงแต่ไม่มีผลงานโดดเด่น มาปังเอาตอนสงครามเกาหลีในการยกพลขึ้นบกหลายครั้ง หลังจากนั้นจึงปลดประจำการแล้วโอนต่อมาให้ไทย และได้เข้าร่วมสงครามใหญ่ครั้งที่ 3 ในชีวิตประจำการ



วันที่ 4 พฤษภาคม 1966 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลเวียดนามใต้ กองทัพเรือจึงได้จัดตั้งหน่วยเรือซีฮอร์ส (Sea Horse Element) ขึ้นมา ประกอบด้วยเรือหลวงพงันซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบก กับเรือ ต.12 ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ให้ไปปฏิบัติการลำเลียงและเฝ้าตรวจบริเวณชายฝั่ง เพื่อป้องกันการแทรกซึมทางทะเลของข้าศึก
เรือหลวงพงันใช้กำลังพล 156 นาย มีการผลัดเปลี่ยนกำลังพลเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งทุก 6 เดือน รวมทั้งหมด 5 ชุดโดยแต่ละชุดจะมี 2 ผลัด ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 1966 กระทั่งวันที่ 17 พฤษภาคม 1972 จึงมีคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศ ระยะเวลา 6 ปีครึ่งมีการปะทะครั้งใหญ่จำนวนหลายครั้ง เรือหลวงพงันเคยไปซ่อมที่เกาะกวมถึง 5 เดือนมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังกลับถึงประเทศได้อย่างปลอดภัย


                นี่คือภาพวาดเรือหลวงพงันระหว่างสงครามเวียดนาม มีการติดตั้งระบบอาวุธและระบบสื่อสารแบบจัดเต็ม มีเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำรุ่น SPS-21 กับเรดาร์เดินเรืออย่างละตัว ปืนและเรดาร์ควบคุมการยิงอยู่ในสถานะพร้อมรบ เพราะเรือต้องออกรบจริงทุกอย่างต้องใช้งานได้จริง โดยได้รับการสนับสนุนการซ่อมบำรุงจากอเมริกา
                สังเกตที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์เล็กน้อย เรือ LST ของไทยจอดได้ 1 ลำตามแนวยาว แต่เรือ LST ของอเมริกาจะถอดเครนใหญ่ออก เพื่อทำลานจอดจำนวน 2 ลำตามแนวขวาง รองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่อย่างชีนุกได้ด้วย สงครามเวียดนามเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงมีความโดดเด่นสูงมาก แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะเอาชนะข้าศึกซึ่งมีโซเวียตหนุนหลัง
                มีข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง เรือหลวงพงันมีหอตรวจการณ์แบบแปดเหลี่ยมเต็ม โดยการสร้างหอบนสะพานเดินเรือแบบเต็มพื้นที่ ตีโป่งเป็นระเบียงอีก 4 ด้านพร้อมหลังคาขนาดใหญ่ หอตรวจการณ์แบบนี้เรามีแค่ 2 ลำเท่านั้น


                กลับจากราชการเวียดนามแล้วก็จะเหมือนกับเรือลำอื่น คือทำหน้าที่จอดเป็นเพื่อนผักตบชวาเสียมากกว่า ในภาพเปลี่ยนมาใช้หมายเลข LST-713 เรียบร้อยแล้ว อยู่ตรงไหนสักแห่งในกรุงเทพจำกันได้ไหมครับ เรดาร์ 2 ตัวบนสุดเสากระโดงหายไปแล้ว แต่มีเรดาร์เดินเรือจำนวน 1 ตัวกลางเสากระโดง อาวุธและระบบสื่อสารยังคงจัดเต็มเหมือนเดิม ผลพวงจากสงครามเวียดนามนั่นเอง


เรือหลวงพงันปลดระวางประจำการวันที่ 5 มิถุนายน 2008 ต่อมาในวันที่ 10 มิถุนายน 2010 กองทัพเรือได้ส่งมอบเรือให้กับจังหวัดสุราษธานี เพื่อนำไปจัดสร้างเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เรือหลวงพงัน’ ณ บริเวณท่าเทียบเรือท้องศาลา ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรือตั้งแท่นอยู่ในน้ำตื้นล้อมกรอบด้วยลานปูนกว้าง ผู้อ่านคนไหนบังเอิญผ่านไปแถวนั้นแวะถ่ายภาพมาฝากด้วยนะครับ

HTMS Lunta
เรือหลวงลันตา (HTMS Lanta) เดิมชื่อ USS Stone County (LST-1141) เป็นเรือในชั้น LST-542 ชุดท้ายๆ เหมือนเรือหลวงพงัน เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนามกับราชนาวีอเมริกา ก่อนเข้าประจำการกองทัพเรือไทยในวันที่ 12 มีนาคม 1970 ตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางทหารของอเมริกา เรือได้รับการปรับปรุงใหญ่มาอย่างพร้อมสรรพ ถ้าเดาไม่ผิดก็คงทำกันที่เกาะกวมนั่นเอง อายุอาจมากหน่อยแต่สภาพค่อนข้างดีทีเดียว


ภาพถ่ายใบนี้ผู้เขียนมีคำถามค้างคาใจ ว่าสถานที่ตรงนี้มันอยู่ตรงไหนกันล่ะหนอ เพราะมีภาพถ่ายเรือช่วยรบไทยแล่นอยู่แถวนี้จำนวนหลายใบ ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกน้ำมัน เรือกวาดทุ่นระเบิด รวมทั้งเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ เป็นจุดที่ตากล้องต่างชาติมานั่งถ่ายภาพอยู่บ่อยครั้ง


เรามาดูรายละเอียดของเรือกันบ้างนะครับ เริ่มจากการลงมาในส่วนท้องเรือซึ่งเรียกว่า Tank Deck สามารถบรรทุกรถถัง Sherman ได้จำนวน 20 คัน ที่เห็นเป็นเส้นยาวๆ ขนานด้านข้างเรือ ต้นแบบจะเป็นยางกันกระแทกเหมือนรถเก๋งนี่แหละ แต่ไม่ทราบว่าในภาพเป็นยางหรือเป็นเหล็กไปแล้ว ดูจากภาพรวมภายใน Tank Deck ค่อนข้างน่าอึดอัด ทหารบกที่เดินทางมาด้วยไม่ชอบอยู่ในนี้กันเท่าไหร่ ขอขึ้นไปผจญคลื่นลมบนดาดฟ้ายังดีเสียกว่า


ทีนี้เราขึ้นมามองจากภาพมุมสูงกันบ้าง ดาดฟ้าเรือชั้นบนสุดปรกติจะเรียกว่า Main Deck หรือ Upper Deck แต่กับเรือ LST จะเรียกว่า Weather Deck ถ้ามองดีๆ จะเห็นผ้าใบคลุมอยู่จำนวน 2 จุดด้วยกัน จุดที่อยู่หัวเรือถ้าเป็นเรือชั้น LST-1 จะเป็นลิฟท์ขนาดใหญ่หรือ Elevator Hatch บรรทุกรถจี๊ปได้ 2 คันหรือรถบรรทุกได้ 1 คัน แต่เรือชั้น LST-542 จะเปลี่ยนมาใช้สะพานลาดแบบพับเก็บได้ เรียกชื่อยาวๆ ว่า Weather-Deck to Tank-Deck Ramp Hatch
ที่เปลี่ยนมาใช้สะพานลาดเพราะแข็งแรงทนทานกว่า อายุการใช้งานมากกว่า โอกาสที่จะเสียมีน้อยกว่า และถ้าเสียก็ยังซ่อมแซมได้ง่ายกว่า จุดที่มีผ้าใบคลุมหน้าสะพานเดินเรือเรียกว่า Cargo Hatch ลิฟท์ลำเลียงยุทโธปกรณ์นั่นแหละครับ อุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่า มากับเรือทั้ง 5 ลำของเราครบถ้วนหรือไม่ หรืออาจเสียหายระหว่างการใช้งานในภายหลัง เพราะถ้าไปดูบนเรือหลวงพงันกับเรือหลวงลันตาจะไม่มีแล้ว


เข้าสู่ปี 200x เรือหลวงลันตาซึ่งเปลี่ยนมาใช้หมายเลข LST 714 ก็เข้าอีหรอบเดิม คือจอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้ากรมอู่ทหารเรือ โดยมีการถอดอุปกรณ์สื่อสารบางส่วนออกไป ต้องเข้าใจนะครับว่าเรือใกล้ปลดประจำการ การดูแลให้มีสภาพเหมือนเดิมไม่คุ้มค่าแล้ว กองทัพเรือมีเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่แล้ว และความจำเป็นของเรือประเภทนี้น้อยลงแล้ว เรือหลวงลันตามีสภาพสมบรูณ์เป็นอันดับหนึ่ง ถ้าได้เห็นเรือหลวงช้างหรือเรือหลวงพระทองอาจร้องไห้ได้
เรือหลวงลันตาปลดประจำการวันที่ 30 เมษายน 2007 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2009 เรือได้เดินทางมายังท่าเทียบเรือท่องเที่ยวคลองจิหลาด ปากแม่น้ำกระบี่ เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตาและศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา ให้ยิ่งใหญ่อลังการเป็นจุดท่องเที่ยวของจังหวัดสืบไป

ผู้อ่านคงเคยเห็นพิพิธภัณฑ์เรือจำนวนมาก สงสัยบ้างไหมครับว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ผมมีข้อมูลของจังหวัดกระบี่จะมานำเสมอ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรือประกอบไปด้วย
1 การถอดและติดตั้งอุปกรณ์ประจำเรือ การนำเรือเข้าอู่เพื่อซ่อมบำรุง การปรับปรุงตัวเรือ การทาสีเรือใหม่ทั้งหมด ใช้เงิน 14,858,692 บาท
2 การลากจูงจากท่าเรือกรมอู่ทหารเรือจังหวัดสมุทรปราการ มาทางทะเลอ่าวไทยผ่านช่องแคบมะละกา และทะเลอันดามันสู่จังหวัดกระบี่ ใช้เงิน 5,885,000 บาท
3 การนำเรือขึ้นมาวางบนบก การขุดลอกร่องน้ำ รื้อแนวเขื่อนป้องกันคลื่นและถนนริมชายฝั่งของเดิมออก ก่อสร้างฐานรองรับตัวเรือ ปรับปรุงสภาพดินและไอ้โน่นไอ้นี่ ใช้เงิน 19.9 ล้านบาท
4 การปรับปรุงเรือหลวงลันตาภายนอกตัวเรือเพิ่มเติม ใช้เงิน 30.75 ล้านบาท
5 การปรับปรุงเรือหลวงลันตาภายในตัวเรือเพิ่มเติม ใช้เงิน 22 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงในส่วนพื้นที่รอบๆ ตัวเรือ สร้างสระน้ำ โถงทางเดิน อาคารอเนกประสงค์ และไอ้โน่นไอ้นั่นไอ้นี่ รวมๆ กันอีก 18.2 ล้านบาท ค่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตาและอุทยานการเรียนรู้ฝั่งทะเล อันดามันเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา อีก 64 ล้านบาท ไม่รวมรายจ่ายจุกจิกซึ่งมีเยอะจนนับกันไม่ไหว จะเห็นได้ว่ากระบี่ใช้งบประมาณแบบจัดเต็ม แต่ความอลังการยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะมีไอเทมลับสุดยอดเข้ามาเพิ่มเติมด้วย
ก่อนไปดูไอเทมลับมาเยี่ยมชมสะพานเดินเรือสักนัด ในภาพเห็นหอตรวจการณ์แบบแปดเหลี่ยมเต็มอย่างชัดเจน เรือหลวงลันตาได้รับการปรับปรุงตั้งแต่สัญชาติอเมริกา ส่วนเรือหลวงพงันได้รับการปรับปรุงเพราะไปเวียดนาม เรืออีก 3 ลำไม่ได้ปรับปรุงเพราะอยู่แต่ในประเทศ ต่างกรรมต่างวาระตามนี้แหละครับ


  และนี่ก็คือภาพวาดเรือหลวงลันตาปี 2016 เมื่อถอดเครนใหญ่ออกไปเล่นวอลเลย์บอลกันได้เลย แม้ว่าจังหวัดกระบี่จะทุ่มทุนจำนวนมหาศาล ในการสร้างพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตาให้ใหญ่โตและโดดเด่น แต่พวกเขาประสบปัญหาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว
                วันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ระหว่างซ่อมแซมภายในตัวเรืออยู่นั้น สะเก็ดไฟได้กระเด็นไปโดนท่อน้ำมัน ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทันเวลา ไม่มีผู้บาดเจ็บและมีความเสียหายเล็กน้อย
                ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2013 เกิดไฟไหม้บนเรือหลวงลันตาครั้งที่สอง คราวนี้ต้นเพลิงมาจากห้องครัวที่อยู่ท้ายเรือ มีการระดมรถดับเพลิงมาฉีดน้ำสกัดจากด้านนอกเรือ และต้องรอให้หมดควันถึงจะสำรวจความเสียหายได้ สาเหตุคาดว่าเกิดจากการทาสีเรือใหม่??? ไม่มีผู้บาดเจ็บแต่ต้องซ่อมแซมไฟไหม้อีกเยอะเลย


                ทีนี้เรามาดูไอเทมลับกันบ้าง นอกจากเรือหลวงลันตาแล้วยังมีเครื่องบิน A-7 Corsair II อีกหนึ่งลำ ติดตั้งจรวดต่อต้านเรดาร์ AGM-88 HARM จำนวน 2 นัดใต้ปีก เฉพาะค่าซ่อมแซมเครื่องบินโดนไปแล้ว 7.8 ล้านบาท ผู้เขียนไม่กล้านับรวมว่าทั้งโครงการใช้เงินเท่าไหร่ การสร้างพิพิธภัณฑ์เรือไม่ใช่แค่ขนเรือไปตั้งไว้เฉยๆ แต่มีค่าใช้จ่ายตรงนั้นตรงนี้จำนวนมหาศาล จังหวัดไหนอยากได้เรือหลวงพุทธไปทำพิพิธภัณฑ์คิดมากๆ นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือน (ฮา)

HTMS Prathong
            ในที่สุดก็มาถึงเรือลำสุดท้าย เรือหลวงพระทองเดิมชื่อว่าเรือ USS Dodge County (LST-722) มีประสบการณ์แปลกว่าชาวบ้านชาวช่อง คือเคยเข้าร่วมวิกฤตคิวบาที่เกือบกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ประจำการทัพเรือไทยวันที่ 1 พฤศจิกายน 1978 มีอายุการใช้งาน 31 ปีเข้าไปแล้ว บังเอิญมีภาพขนาดใหญ่จำนวน 2 ภาพ ผู้เขียนจึงนำมาให้ชมแบบไม่ลดขนาด


                ภาพถ่ายจากปี 1981 ครับ เรือยังใช้หมายเลข LST-5 เหมือนสมัยก่อน เห็นหอตรวจการณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมเล็กอย่างชัดเจน บนหลังคามีไฟฉายขนาดใหญ่ 1 ตัว น่าจะกำลังซ้อมรบเพราะเรือระบายพล LCVP ไม่อยู่เสียแล้ว อาวุธปืนและเรดาร์ควบคุมการยิงอยู่กันครบ ติดเรดาร์เดินเรือรุ่นใหม่ 1 ตัว จะเห็นได้ว่าเครนใหญ่ตั้งอยู่พอดีกับลิฟท์ขนของ (และสะพานขึ้นเรือ) ใช้ลำเลียงยุทโธปกรณ์ขึ้นลงจากเรือได้อย่างสะดวก เมื่อนำมาวาดภาพจะได้รายละเอียดตามนี้

                

                เรือหลวงพระทองมีโอกาสเข้าร่วมการฝึกซ้อมบ่อยครั้ง รวมทั้งกับกองเรืออเมริกาที่แวะเวียนมาร่วมฝึกกับเรา จะเห็นเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมการฝึกซ้อมด้วย ภาพสวยๆ แบบนี้หาได้ค่อนข้างยากมาก เปลี่ยนมาใช้หมายเลข LST-715 แล้วน่าจะประมาณปี 199x ขึ้นไปละครับ เมื่อเรือมีสภาพทรุดโทรมลงจึงได้ปลดประจำการแบบเงียบๆ
                ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2014 เรือพระทองได้ถูกนำไปวางใต้ท้องทะเล เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดพังงา โดยกำหนดให้วางเรือที่กองปลาเหลืองใกล้กับเกาะพระทอง จังหวัดพังงา ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากเรือหลวงปัตตานี พร้อมกับเรือลำเล็กลำน้อยอีกจำนวนหนึ่ง


แต่การจมมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น เพราะท้ายเรือจมก่อนหัวเรือไม่ตรงตามแผน และทำให้เรือลงไปนอนตะแคงอยู่บนพื้นทราย อีกทั้งยังจมลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้งใจ เป็นจุดให้นักดำน้ำมาเที่ยวชมไม่ได้เพราะอันตรายเกินไป รวมทั้งตัวเรือจะคงสภาพได้ไม่เกิน 10-15 ปี ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่ามีการแก้ไขหรือยัง นี่เป็นปัญหาสำคัญที่เคยเกิดขึ้นกับเรือหลายลำ ในอนาคตถ้าจะมีเพิ่มเติมควรวางแผนให้รอบคอบกว่านี้ รวมทั้งใช้งบประมาณมากเพียงพอจะได้ไม่เกิดปัญหา

สรุปส่งท้าย
เรือชั้น LST-542 เป็นเรือช่วยรบที่อเนกประสงค์ที่สุดในโลก นอกจากรับใช้ภารกิจมากมายกับราชนาวีไทย ครั้นปลดประจำการยังทำหน้าที่อื่นต่อได้ด้วยแล้วนั้น กับประเทศอื่นๆ ก็มีความอเนกประสงค์ไม่แพ้กัน เรือบางลำแบกเรือระบายพล LCVP ไปด้วยถึง 6 ลำ บางลำแบกเรือระบายพลขนาดใหญ่ LCT (Landing Craft Tank) ระวางขับน้ำ 535 ตัน บางลำก็ติดปืนใหญ่ขนาด 3 นิ้ว บางลำติดจรวดไม่นำวิถีสำหรับถล่มภาคพื้นดิน บางลำมีเครื่องบินทะเล 2 ลำพร้อมกว้านชักรอก
บางลำกลายร่างเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก ด้วยการสร้างลานบินรองรับอากาศยานจำนวน 8 ลำ และเมื่อเฮลิคอปเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เรือหลายลำถูกปรับปรุงเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กราบซ้ายขวาของเรือสามารถแบกแพขนานยนต์ไปด้วยกันได้ เป็นเรือพี่เลี้ยงให้กับเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กก็ยังได้
ผู้เขียนขอตั้งสโลแกนให้กับเรือชั้น LST-542 ว่า ‘เป็นทุกอย่างให้คุณแล้ว’
สำหรับประเทศไทยมีความสำคัญอยู่อีกหนึ่งเรื่อง ถือเป็นสถิติตลอดกาลที่ไม่มีใครล้มได้ นั่นคือเป็นเรือขนาดใหญ่ที่มีมากถึง 5 ลำด้วยกัน เราไม่เคยมีเรือใหญ่ชั้นเดียวกันจำนวนมากเท่านี้ ส่วนในอนาคตเมื่อผู้เขียนได้ลองจับยามสามตา ขอใช้ความว่า ‘ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว’ น่าจะเหมาะสมที่สุด
เรื่องราวของเรือชั้น LST-542 ได้จบสิ้นแล้ว แต่เรื่องราวของเรือยกพลขึ้นบกนั้นยังไม่จบ ทั้งเรือที่ประจำการในปัจจุบันและเรือที่จะจัดหาในอนาคต ผู้เขียนขอยกยอดไปเป็นตอนหน้าเช่นเคย ส่วนวันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ J


                เรือหลวงอ่างทองหนึ่งในจตุรเทพยุคสงครามเย็น อดีตที่ไม่หวนกลับของกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธการ


อ้างอิงจาก

นิตยสารสมรภูมิ
เอกสารดาวน์โหลด : Landing Ship, Tank (LST) 1942-2002
เอกสารดาวน์โหลด : รายงานผลการดำเนินงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ประจำปีงบประมาณ 2558

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Taiwan Navy: The Future Program

อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า ภัยคุกคามของประเทศไต้หวันก็คือประเทศจีน ซึ่งอยู่ห่างไกลแค่ทะเลขวางกั้น 160 กิโลเมตร จีนประกาศปาวๆ ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ส่วนไต้หวันก็บอกชาวโลกว่าตัวเองเป็นตัวของตัวเอง ถ้าความขัดแย้งเริ่มรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้กำลัง ผู้อ่านคิดว่ารูปแบบสงครามจะเป็นแบบไหน?
ประมาณว่า…จีนยกกองทัพมาทั้งผิวน้ำ ใต้น้ำ และเหล่านาวิกโยธิน ภายใต้การคุ้มกันจากเครื่องบินรบเต็มท้องฟ้า มีการส่งพลร่มไปยึดพื้นที่บางส่วนไว้ก่อน เหมือนการยกพลขึ้นบกในสงครามโลกครั้งที่สอง คำตอบก็คือไม่ใช่ครับ…ทำแบบนั้นคงได้สูญเสียมหาศาล ไต้หวันมีจรวดต่อสู้เรือรบกับจรวดต่อสู้อากาศยานไว้รอต้อนรับ เรือรบรบเอย เรือช่วยรบเอย เครื่องบินขับไล่เอย หรือเครื่องบินลำเลียงเอย ทะเล่อทะล่าบุกเข้าไปอาจโดนทำลายถึงครึ่งต่อครึ่ง
แล้วถ้าระดมยิงลูกยาวเข้ามาก่อนล่ะ ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้พังพินาศ เหมือนที่อเมริกาและยุโรปเคยทำกับซีเรีย อันที่จริงใช้แผนนี้ก็ได้เหมือนกัน ปัญหามีอยู่สองประการ หนึ่งคุณทำลายเป้าหมายได้เพียงบางส่วน แต่คนไต้หวันทั้งเกาะจะลุกขึ้นมาสู้ สองโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่จีนกับไต้หวัน แผนนี้ต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ รับรองประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงได้ทัน
เพราะฉะนั้นจีนต้องจัดการปัญหาใหญ่ ด้วยการส่งเครื่องบินและหรือเรือรบ ไปทำลายอะไรก็ตามที่สามารถยิงใส่ตนเองได้ เมื่อสามารถครองอากาศและครองน่านน้ำได้แล้ว ค่อยส่งกำลังทหารเข้ามายกพลขึ้นเกาะไต้หวัน เพื่อทำการรบขั้นแตกหักและครอบครองพื้นที่ จีนต้องบุกยึดไต้หวันให้เร็วที่สุดของที่สุดของแจ้ ก่อนที่อเมริกา ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ จะทันเข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งออสเตรเลียซึ่งเคยมีสัญญาใจกันอยู่ว่า ถ้าไต้หวันโดนจีนโจมตีพวกเขาจะส่งทหารมาร่วมรบด้วย
ในเมื่อจีนมีแผนการรบที่คาดเดาไม่ยาก การตั้งรับของไต้หวันยิ่งคาดเดาได้ง่ายกว่า ถ้าเป็นฟุตบอลคงเรียกว่าแผน 5-4-1 นั่นคือพยายามตั้งรับให้ลึกที่สุด ถ่วงเวลาให้นานที่สุด รักษาอาวุธสำคัญไว้ให้มากที่สุด ถ้าจีนทำไม่สำเร็จสถานการณ์อาจพลิกผัน และอาวุธที่จะช่วยไต้หวันในการตั้งรับโซนลึก ก็คือจรวดต่อสู้เรือรบกับจรวดต่อสู้อากาศยานนั่นเอง
ในภาพคือพิฆาตชั้น Gearing ติดจรวดต่อสู้อากาศยาน SM-1 เรียบร้อยแล้ว ไต้หวันนำเรือบางลำมาจอดในพื้นที่เขตชุมชน ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการด้วยกัน หนึ่งเพื่อประชาสัมพันธ์การใช้งบประมาณ เงินก้อนโตจากภาษีได้อะไรกลับคืนมาบ้าง สองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ถ้าจีนบุกเข้ามาจริงๆ กองทัพเรือจะยืนอยู่เคียงข้าง สุดท้ายคือใช้เป็นฐานยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน ติดตั้งอยู่ในจุดที่ศัตรูไม่อาจคาดเดา และพร้อมจะเคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ตลอดเวลา
เมื่อพิฆาตชั้น Gearing ทุกลำปลดประจำการ ไต้หวันส่งเรือฟริเกตชั้น Knox ติดจรวดต่อสู้อากาศยาน SM-1 มาทำหน้าที่แทน การจอดเรือมีจุดหลักๆ ที่กำหนดไว้ก่อนหน้า โดยต้องเป็นจุดที่มีร่องน้ำลึกมากเพียงพอ แต่ไม่กำหนดตายตัวว่าจอดวันไหนหรือจุดไหน ใช้วิธีหมุนเวียนเพื่อป้องกันตนเองระดับหนึ่ง ผู้เขียนอาจนึกสงสัยว่าไม่กลัวจีนล้วงข้อมูลบ้างหรือ คำตอบก็คือเรือทั้งสองรุ่นเก่าจนไม่มีอะไรให้ล้วง อยากถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวเชิญตามสะดวก
ประเทศไทยมีมุกจีบสาวมุกหนึ่งว่า ‘น้องสาวจ๋าให้พี่ไปส่งไหมจ๊ะ กลับบ้านคนเดียวระวังโจรมุมตึกนะ!’
ไต้หวันก็มีมุกจีบสาวเช่นกันว่า ‘น้องสาวจ๋าให้พี่ไปส่งไหมจ๊ะ กลับบ้านคนเดียวระวังเรือพิฆาตมุมตึกนะ!’
หลังจากปล่อยมุกไม่ฮาพาเพื่อนเซ็งกันไปหนึ่งดอก ขอพาเข้าสู่เนื้อหาของบทความต่อกันไปเลย ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงกองทัพเรือไต้หวันมาแล้ว 2 บทความ ลองอ่านทบทวนกันดูสักนิดตามนี้เลยครับ

จรวดต่อสู้เรือรบนับว่าเป็นอาวุธสำคัญ ใช้ในการหยุดยั้งเรือรบจากจีนจำนวนมหาศาล ไต้หวันเริ่มประจำการจรวด Hsing Feng I ตั้งแต่ช่วงปี 1978 (ภาพบนสุด) โดยซื้อลิขสิทธิ์จรวดต่อสู้เรือรบ Gabriel Mk I ของอิสราเอลมาปรับปรุงเพิ่มเติม ระยะยิงไกลสุด 40 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 0.65 มัค นำวิถีด้วยเรดาร์ควบคุมการยิงจากเรือ ท่อยิงขนาดกะทัดรัดติดกับเรือได้ทุกขนาด ปัจจุบันจรวดรุ่นนี้ปลดประจำการหมดแล้ว อาจไม่ทันสมัยที่สุดแต่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชน
ภาพกลางคือจรวดต่อสู้เรือรบ Hsing Feng II ไต้หวันพัฒนาขึ้นมาโดยความช่วยเหลือจากอเมริกา เทียบได้กับแฝดต่างฝาของจรวด Harpoon มีบูทเตอร์ท้ายจรวดซึ่งจะสลัดทิ้งหลังบินขึ้นฟ้า ระยะยิงไกลสุดมากถึง 160 กิโลเมตร มีเรดาร์ค้นหาเป้าหมายอยู่ในหัวรบ ส่วนที่เห็นเหมือนไฟฉายส่องกบใกล้หัวจรวด คือระบบค้นหาเป้าหมายด้วยอินฟาเรดหรือคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาจากจรวดต้นฉบับ โดยมีรุ่นยิงจากบนฝั่งเข้ามาเสริมทัพอีกหนึ่งด่าน
ส่วนภาพล่างสุดคือจรวดต่อสู้เรือรบ Hsing Feng III ความเร็วระหว่างเดินทาง 2-4 มัค (ใช้เครื่องยนต์เล็ก 2 ตัว) ส่วนความเร็วเข้าโจมตีไต้หวันโม้ว่ามากกว่านั้น (ใช้เครื่องยนต์หลัก) ระยะยิงไกลสุดมากถึง 400 กิโลเมตร นี่คือไม้ตายใช้จัดการกองเรือจีนให้พังพินาศ จรวดผ่านการยิงจริงมาแล้วแต่ไม่ได้นับแต้ม เพราะยิงใส่เรือหาปลาและที่สำคัญเรือไม่จม! เป็นการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าแม่นยำจริง ขนาดเรือตังเกลำเล็กลำน้อยพี่แกก็ยังวิ่งใส่
ชมภาพถ่ายระยะเผาขนบนเรือฟริเกตชั้น Perry ของไต้หวัน ท่อยิงจรวด Hsing Feng III ใหญ่กว่าจรวด Hsing Feng II อย่างเห็นได้ชัด เพราะตัวจรวดมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่สามารถติดตั้งแทนกันแบบลำบากเล็กน้อย เรือตรวจการณ์ขนาด 580 ตันก็ติดจรวด Hsing Feng III ได้ ถ้าจีนจะยกกำลังเข้ามาบุกอย่างที่ข่มขู่ทุกเช้าเย็น พวกเขาต้องจัดการเรือทุกลำที่ติดจรวดให้หมดเสียก่อน มิฉะนั้นอาจกลายเป็นหอกข้างแคร่ในภายหลังได้
ผู้อ่านรู้จักอาวุธเด็ดชนิดแรกกันไปแล้ว ขอพามายังอาวุธเด็ดชนิดที่สองกันต่อเลย Sea Chaparral คือจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นแรกของราชนาวีไต้หวัน เข้าประจำการพร้อมๆ กับจรวดต่อสู้เรือรบ Hsing Feng I และจนถึงทุกวันนี้ยังคงใช้งานจรวดรุ่นนี้อยู่ ถือเป็นสัญลักษณ์กองทัพเรือไต้หวันก็ว่าได้ แต่เนื่องจากจรวดค่อนข้างล้าสมัย ยิงได้ระยะสั้นๆ ระบบนำวิถีสุดแสนโบราณ กองทัพเรือจึงมีแผนนำจรวดรุ่นใหม่มาทดแทน เริ่มต้นจากเรือฟริเกตชั้น Lafayette จำนวน 6 ลำ
แผนแรกสุดพวกเขาอยากได้จรวด Aster เพราะเป็นเรือฝรั่งเศสและใช้ระบบฝรั่งเศสทั้งลำ โชคร้ายฝรั่งเศสไม่กล้าขายเพราะเกรงใจจีน ไม่เหมือนสมัยอยากขายเรือที่มีการทุจริตกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไต้หวันก็เลยจำเป็นต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเอง โดยการติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน Tien Chien II หรือ TC-2N หรือ Sea Sword ทดแทนมันเสียเลย
Tien Chien II คือแฝดน้องจรวดอากาศ-สู่-อากาศ Sky Sword II ของกองทัพอากาศ มีระยะยิงไกลสุด 100 กิโลเมตร ทดสอบยิงจริงสำเร็จเรียบร้อยเมื่อต้นปีนี้ สื่อมวลชนไต้หวันพร้อมใจกันพาดหัวข่าวว่า ที่คือจรวดที่เกิดมาเพื่อฆ่า Su-35 ของจีนโดยเฉพาะ โดยไม่ได้พูดถึง J-10 หรือ J-20 แม้แต่ประโยคเดียว คล้ายเป็นการแซะว่าจีนก็ซื้ออาวุธเหมือนกันแหละว้า
Tien Chien II ติดบูทเตอร์เพิ่มเข้ามาที่ท้ายจรวด ใช้ท่อยิงแฝดสี่ขนาดเล็กตั้งทำมุม 60 องศา แล้วสร้างกล่องขึ้นมาสวมทับลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ เรือฟริเกตชั้น Lafayette ติดจรวด Tien Chien II ได้ถึง 16 นัด ส่วนหัวของจรวดมีเรดาร์ค้นหาเป้าหมาย แต่เรือจะต้องติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติทันสมัย ใช้กำหนดเป้าหมายและส่งข้อมูลระหว่างจรวดเดินทาง อีกไม่นานทุกคนได้เห็น Tien Chien II บนเรือชั้น Lafayette อย่างแน่นอน
เมื่อการปรับปรุงเรือเสร็จเรียบร้อยตอนไหน ไต้หวันจะมีฐานยิงจรวดต่อสู้อากาศยานเพิ่มขึ้นอีก 6 ฐาน และที่สำคัญเคลื่อนที่ในน้ำไปไหนก็ได้ พวกเขาตั้งใจติดตั้งจรวดรุ่นใหม่บนเรือน้อยใหญ่ เพื่อจัดการเครื่องบินรบผู้รุกรานให้มากที่สุด นับได้คร่าวๆ จำนวนเรือ 4 แบบเข้าไปแล้ว เป็นสิ่งที่น่าติดตามว่าจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

มีข้อมูลน่าสนใจจากรายงานกองทัพเรืออเมริกา จรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Chaparral ใช้แท่นยิงแฝดสี่ควบคุมด้วยพลยิงหรือรีโมท ใช้จรวดต่อสู้อากาศยาน AIM-9 Siidewinder มีเรดาร์ในการติดตามรวมทั้งเลือกเป้าหมาย ใช้ระบบนำวิถีอินฟาเรดจากหัวจรวด ระยะยิงไกลสุดถึง 11 ไมล์หรือ 17.7 กิโลเมตร ระยะยิงสูงสุด 914 เมตร ส่วนจรวด RAM ขวัญใจมิตรรักแฟนเพลงชาวไทยนั้น มีระยะยิง 2 ไมล์หรือ 3.2 กิโลเมตร และยิงได้สูงสุดประมาณ 3 ถึง 100 เมตรหรือมากกว่า
ตัวเลขประหลาดกว่าข้อมูลจากในวิกิ ตัวเลขพวกนี้อาจสื่อกับเราทางอ้อมว่า ข้อมูลที่แท้จริงบางอย่างเราคงไม่อาจทราบได้ ไต้หวันใช้จรวด Tien Chien-1 กับ Sea Chaparral หรือเรียกว่าจรวด Siidewinder เวอร์ชัน F4 ก็คงไม่ผิด
มาที่โครงการเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกหรือ LPD ที่ตอนนี้ทุกชาติกำลังเสียเงินซื้อกันอย่างสนุกมือ ไต้หวันมีแผนสร้างเรือขนาด 10,000 ตันขึ้นมาเอง ยาว 155 เมตร กว้าง 23 เมตร กินน้ำลึก 6 เมตร หน้าตาเหมือนเรือชั้น San Antonio ของอเมริกาโดนไฟฉายย่อส่วน ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.1 กระบอก Phalanx CIWS 2 ระบบ ปืนกลอัตโนมัติ XTR-101 RWS 2 กระบอก และจรวดต่อสู้อากาศยาน Tien Chien II อีก 16 นัด เสากระโดงหน้าติดตั้งเรดาร์ 3 มิติทันสมัย
บรรทุกยานเกราะ AAV-7 ได้จำนวน 9 ลำ พร้อมนาวิกโยธินอีกจำนวน 250 นาย จะมีการจัดหายานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกเพิ่มเติม นาวิกโยธินของไต้หวันคล้ายคลึงกับลูกคนสวน คือมีอาวุธและเรือที่ไม่ทันสมัยเหมือนกับทัพอื่น บางอย่างเก่ามากส่วนบางอย่างเก่ามากที่สุด ไต้หวันไม่สามารถยกพลขึ้นบกที่จีนได้แน่นอน แต่จำเป็นต้องมีนาวิกโยธินและต้องเก่งกาจพอตัว เรือลำใหม่จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งใช้เป็นฐานยิงจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่แบบที่ 2
ภาพนี้เป็นอาวุธที่ไต้หวันพัฒนาขึ้นมาเอง (อีกแล้ว) ซ้ายมือคือ XTR-102 Remote Weapon System ติดปืนกล T-75 ขนาด 20 มม.ลำกล้องแฝด ใช้งานบนรถเกราะหรือยานลำเลียงพล ผู้เขียนไม่เห็นระบบควบคุมการยิง ส่วนขวามือคือ XTR-101 Remote Weapon System ติดปืนกล T-75 ขนาด 20 มม.ลำกล้องเดี่ยว พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเรือรบ ติดระบบควบคุมการยิงฝั่งซ้ายมือ มีกระสุน 2 กล่องขนาบซ้าย-ขวา สามารถยิงกระสุนเจาะเกราะหรือแตกอากาศสลับกันได้
การยิงปืนบนเรือยุ่งยากวุ่นวายกว่าบนฝั่ง เพราะเรืออยู่ในน้ำโคลงไปโคลงมาตลอดเวลา ป้อมปืนจึงต้องมีระบบต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม เพื่อให้ความน่าจะเป็นในการยิงถูกเป้าหมายสูงขึ้น แต่ก็อย่างที่พวกเรารู้กันดีอยู่ว่า กระสุนปืนส่วนใหญ่เป็นอาวุธไม่นำวิถี ต่อให้มีเรดาร์ควบคุมการยิงทันสมัยสักแค่ไหน แต่การยิงปืนทุกนัดต้องอาศัยโชคช่วยอีกครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะการยิงเครื่องบินหรือจรวดซึ่งมีความเร็วสูง โอกาสยิงโดนย่อมน้อยกว่าเรือรบหรือประภาคาร

นี่คือแผนภาพการสร้างเรือของไต้หวันในรอบ 40 ปี เริ่มจากการสร้างเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่ในปี 1975 ต่อด้วยเรือเร็วโจมตีขนาดเล็กชั้น Dvora ใช้แบบเรืออิสราเอล และเรือเร็วโจมตีขนาดใหญ่ชั้น PSMM Mk5 ใช้แบบเรืออเมริกา (ฝาแฝดเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงสัตหีบของเราเอง) ตามด้วยเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ และเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีชั้น Perry ซึ่งเป็นโครงการใหญ่โต ต่อมาไต้หวันเริ่มพัฒนาแบบเรือได้เอง โดยลำล่าสุดก็คือเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang ขนาด 600 ตัน
ทำงานใหญ่ต้องวางแผนล่วงหน้านับสิบปี จนกว่าแผนจะสำเร็จหรือบางครั้งก็ไม่สำเร็จ แต่คุณจะเอาเงินซื้อเรือแล้วขอถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยที่หลังบ้านไม่จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยไม่ได้ หลังจากล้มลุกคลุกคลานอยู่กับโครงการเรือชั้นเพอร์รี่ พวกเขาสั่งสมประสบการณ์ด้วยเรือตรวจการณ์และเรือคอร์เวต นาทีนี้ไต้หวันพร้อมสร้างเรือฟริเกตออกแบบเองแล้ว
พิจารณาเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang เจ้าของฉายา ‘Carrier Killer’ กันอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าหัวเรือสูงกว่าท้ายเรือหนึ่งชั้น หัวเรือเรียบตรงไม่มีอะไรอยู่หน้าปืนหลัก โซ่สมอเรือเอย เสาผูกเชือกเอย ช่องระบายอากาศเอย ถูกย้ายลงมาอยู่ด้านล่างดาดฟ้าเรือ ภาพเล็กขวามือจะเห็นช่องเล็กๆ ใช้ผูกเชือกเรือ และช่องขนาดใหญ่ให้ลูกเรือสื่อสารกับคนนอก นี่คือเรือลดการตรวจจับด้วยเรดาร์แบบ Full Stealth ที่แท้จริง ซึ่งไต้หวันได้รับถ่ายโอนเทคโนโลยีมาจากฝรั่งเศส
ไต้หวันจะสร้างเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang อีกจำนวน 11 ลำ แบ่งออกเป็น 3 เฟสคือ 3+3+4=11 โดยจะมีรุ่นป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเข้ามา ระวางขับน้ำมากขึ้นเป็น 700 ตัน ตัวเรือยาวกว่าเดิมเล็กน้อย ตัดระบบปราบเรือดำน้ำออกไป ใช้เรดาร์ 3 มิติแบบ Phased-Array ทำงานร่วมกับจรวดต่อสู้อากาศยาน Tien Chien II นี่คือฐานยิงจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่แบบที่ 3 ผู้เขียนไม่ค่อยเห็นด้วยแต่เข้าใจเรื่องความจำเป็น อนาคตที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเราคงได้เห็นเรือลำจริง
อีกไม่นานเรือลำนี้จะถอด Phalanx รุ่นเก่าออก เพื่อติดตั้งระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Sea Oryx (ภาพเล็กซ้ายมือ) ที่ตอนนี้ไต้หวันกำลังเร่งพัฒนาอยู่ โดยนำจรวด Tien Chien-1 มาปรับปรุงใหม่ ระยะยิงไกลสุด 9 กิโลเมตร ระยะยิงสูงสุด 3 กิโลเมตร นำวิถีอินฟาเรดและมีระบบดาต้าลิงก์ ใช้ระบบ Lock-on after-launch สุดทันสมัย แท่นยิงในภาพบรรจุจรวดได้ถึง 16 นัด มีระบบควบคุมการยิงติดตั้งถาวร ถ้าเทียบกับจรวด FL-3000N ผู้อ่านชอบของจีนหรือไต้หวันมากกว่ากัน?
มีอยู่เรื่องหนึ่งผู้เขียนลืมบอกไป ไต้หวันวางแผนสร้างเรือคอร์เวตจำนวน 3 แบบ เรือชั้น Tuo Chiang เป็นแบบแรกสุดและมีขนาดเล็กสุด รุ่นป้องกันภัยทางอากาศเป็นแบบที่ 2 หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เดี๋ยวจะมีอีกหนึ่งแบบตามมาในบทความ
บังเอิญไต้หวันไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ พวกเขากำลังพัฒนา Sea Oryx รุ่น CIWS ที่แท้จริง โดยลดจำนวนจรวดเหลือ 12 นัด แล้วใส่เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติเพิ่มเข้ามา สามารถติดตาม ค้นหา และระบุเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง อาวุธชิ้นนี้ผู้เขียนให้ความสนใจเป็นพิเศษ รอดูกันต่อไปในอนาคตว่า แรมวอชิงตัน แรมปักกิ่ง และ แรมไทเป แรมตัวไหนจะคุ้มราคามากกว่ากัน
เรือลำถัดไปมีขนาดเล็กเพียง 500 ตัน แต่มีความสำคัญมากในการป้องกันเรือรบจีน เพราะเป็นเรือวางทุ่นระเบิดความเร็วสูงรุ่นใหม่ ไต้หวันสั่งเฟสแรกจำนวน 4 ลำอยู่ระหว่างสร้าง ข้อมูลของเรือลำนี้ยังมีแค่เพียงเล็กน้อย จากโมเดลเรือสามารถบรรทุกทุ่นระเบิดได้ 2 ชั้น ติดเครนยกทุ่นระเบิดที่กราบซ้ายท้ายเรือ มีปืนกลขนาดไม่เกิน 20 มม.ไว้ป้องกันตัว พวกเขากำลังพัฒนาระบบควบคุมเรือระยะไกล สำหรับภารกิจเสี่ยงตายในช่วงเวลาสุดคับขัน
ความเร็วเป็นเรื่องของปีศาจ…หายใจอยู่ดีๆ เส้นทางเดินเรือถูกปิดตาย ต่อให้เป็นกองเรือที่ 7 ของอเมริกาก็ฝ่าไม่ไหว ต้องเสียเวลาค่อนข้างนานในการกำจัดทุ่นระเบิด หรือใช้เส้นทางที่อ้อมกว่าแต่อันตรายน้อยกว่า การใช้เครื่องบินวางทุ่นระเบิดเป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่ถ้าใช้เรือเล็กลอบเข้ามาทำภารกิจกลางดึก การตรวจจับจะทำได้ยากกว่าและอันตรายน้อยกว่า
นอกจากไต้หวันสร้างเรือเพื่อใช้งานเองแล้ว พวกเขายังเริ่มส่งออกเรือขายต่างประเทศอีกด้วย มีการนำโมเดลเรือจำนวนหนึ่งมาจัดแสดง ผู้เขียนขอเลือกเฉพาะรุ่นที่น่าสนใจมาสัก 3 ลำ ลำแรกเป็นเรือเร็วโจมตีขนาดเล็กแบบท้องแฝด ติดปืนกลลำกล้องแฝดคล้าย XTR-102 แต่ใช้ลำกล้องปืนขนาด 12.7 มม.ติดจรวดต่อสู้เรือรบ Hsing Feng II ได้ถึง 4 นัด ท้ายเรือมีที่ว่างตั้งตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module พูดง่ายๆ ว่านี่คือเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang สมัยเด็กน้อย
ลำถัดไปเป็นเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang รุ่นบวมน้ำมันก๊าด ใหญ่โตกว่าเดิมทำให้ออกนอกชายฝั่งได้ไกลกว่าเดิม มีเรดาร์ 3 มิติอยู่ในเสากระโดงหลัก มีปล่องระบายความร้อนโผล่ขึ้นมาแล้ว ลานจอดท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5 ตัน เพราะฉะนั้นยาวกว่าเรือต้นฉบับอย่างแน่นอน ผู้อ่านอาจตั้งคำถามในใจขึ้นมาว่า นี่คือเรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang รุ่นป้องกันภัยทางอากาศหรือเปล่า? ผู้เขียนเห็นท่อยิงตอร์ปิโดเบาอยู่ด้วยจึงคิดว่าไม่น่าใช่
ส่วนลำนี้ใช้ชื่อว่า Light Frigate ระวางขับน้ำ 1,500 ตัน ยาวประมาณ 110 เมตร กว้าง 17 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร เทียบกับเรือฟริเกตลำใหม่ของเรา ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,700 ตัน ยาว 124.1 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.3 เมตร ตัวเลขเรื่องระวางขับน้ำรู้สึกว่าน้อยเกินไป คงต้องรอให้มีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์สามารถเพิ่มเติมเข้ามาได้ โดยการลดจุดติดตั้งจรวดกลางลำ ขยับปล่องระบายความร้อนมาด้านหน้า ก่อนสร้างโรงเก็บต่อกับลานจอดที่อยู่ท้ายเรือ
รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดพอตัว แล้วแบบนี้จะมีใครกล้าจ่ายเงินซื้อ? คำตอบก็คือมีแน่นอนครับ!
นี่คือภาพเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ล่าสุดของไต้หวัน รูปร่างหน้าตาเหมือน Light Frigate ทุกตารางนิ้ว หัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติคล้ายกับ Thales SMART-S Mk2 ลูกศรสีแดงคือจรวดต่อสู้อากาศยาน Tien Chien II ลูกศรสีเหลืองคือจรวดต่อสู้เรือรบ Hsing Feng III ลูกศรสีฟ้าคือช่องปล่อยเรือเล็ก RHIB ลูกศรสีเขียวคือช่องยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ลูกศรสีชมพูคือ Sea Oryx 12 ท่อยิง และลูกศรสีส้มก็คือ XTR-101 RWS ขนาด 20 มม.
เรือลำนี้คือฐานยิงจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่แบบที่ 4 เรือลำนี้คือเรือคอร์เวตที่ดุดันที่สุดในสามโลก และเรือลำนี้ก็คือ Patrol Frigate ที่ไต้หวันตามมาแสนนาน ภารกิจหลักของเรือคือชนกับเรือคอร์เวตชั้น Type-056 ของจีน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและติดอาวุธน้อยกว่า แต่เส้นทางทำมาหากินทับกันโดยความตั้งใจ เรือคอร์เวตชั้น Tuo Chiang จะเป็นจ่าฝูงเรือเร็วโจมตีนำวิถี ส่วนเรือลำนี้จะเป็นจ่าฝูงเรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่ง ฉะนั้นแล้วเรือ Type-056 ของจีนหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น
ต่อไปเป็นโครงการ Future Frigate ซึ่งมีความสำคัญมากไม่แพ้โครงการอื่น ไต้หวันต้องการนำมาแทนเรือฟริเกตชั้น Knox ที่เริ่มชราภาพ และนี่ก็คือภาพวาดแรกสุดของเรือในโครงการนี้ น่าจะประมาณสัก 3 ปีที่ผ่านมา
การออกแบบมีความเป็นไต้หวันอย่างชัดเจน ใช้แท่นยิงแนวดิ่งหัวเรือ 16 ท่อยิง และกลางเรือ 16 ท่อยิง ติดจรวดต่อสู้เรือรบจำนวน 16 นัด หัวเรือติดปืนใหญ่ 76/62 มม. ท้ายเรือมี Sea Oryx 12 ท่อยิง กับปืนกลอัตโนมัติ XTR-101 RWS อีก 2 กระบอก ใช้เรดาร์แบบ Phased-Array 4 ตัวฝังติดเสากระโดง ลานจอดรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตัน มีท่อยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ระบบเป้าลวง SATCOM ช่องปล่อยเรือเล็ก RHIB รวมทั้งสะพานขึ้นเรือหรือ Gangway ระหว่างเสากระโดงรองเป็นปล่องระบายความร้อนแฝด มีเรดาร์ควบคุมการยิงสำหรับปืนหลัก หัวเรือออกแบบให้ลาดเอียงต่ำลงเล็กน้อย
ภาพต่อมาเป็นโมเดลเรือในปี 2017 ระวางขับน้ำ 4,500 ตัน ยาว 138 เมตร กว้าง 16.5 เมตร ใช้แท่นยิงแนวดิ่ง 32 ท่อยิงที่หัวเรือ จรวดต่อสู้เรือลดลงมาเหลือ 8 นัด ใช้ปล่องระบายความร้อนเดี่ยวขนาดใหญ่ กลับมาใช้งาน Phalanx CIWS กันอีกครั้ง หัวเรือสูงกว่าท้ายเรือใช้รูปทรงแบบ Full Stealth ท้ายเรือมีช่องปล่อยโซนาร์ลากท้ายขนาดใหญ่ ไม่มีจรวดปราบเรือดำน้ำ VL-ASROC ข่าวว่าแบบนี้ ภัยคุกคามใต้น้ำสำคัญน้อยกว่าภัยคุกคามจากบนฟ้า
โครงการ Future Frigate หรือ New Generation Missile Guard Ship หรือ Shenzhen Project มีเรื่องราวน่าสนใจมากที่อยากนำเสนอ นอกจากไต้หวันออกแบบเรือเองแล้ว พวกเขายังได้พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
เรือลำนี้ใช้ระบบอำนวยการรบ Xunlian Project ไต้หวันพัฒนาเอง ใช้จรวดต่อสู้อากาศยาน Sea Bow Three หรือ Tiangong-3 ระยะยิง 200 กิโลเมตรไต้หวันพัฒนาเอง ใช้ระบบเรดาร์ Shipborne Phase Array พัฒนาเองเช่นกัน เรียกกันสั้นๆ ว่าเรดาร์ ADAR-HP ระยะตรวจจับไกลสุดถึง 400 กิโลเมตร เท่ากับเรือใช้เรดาร์และอาวุธที่พัฒนาเองเกือบทั้งลำ ประสิทธิภาพเท่านั้นคือสิ่งที่ยังคาใจ ไต้หวันทดลองยิงจริงไปเมื่อปลายปี 2018 นั่นก็ใช่ แต่ยังไม่เคยออกสนามรบจริงกันเลยสักครั้ง
เพราะฉะนั้นกับโครงการที่สำคัญมากที่สุด พวกเขายังคงเลือกใช้อาวุธจากอเมริกาเหมือนเก่า โครงการที่ว่าก็คือ Future Aegis Destroyer ที่จะนำมาทดแทนเรือพิฆาตชั้น KIDD ในอนาคต ทั้งระบบอำนวยการรบ Aegis ก็ดี ระบบเรดาร์ SPY-1D ก็ดี หรือจรวดต่อสู้อากาศยาน SM-2 ก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่บนเรือพิฆาตลำใหม่อย่างแน่นอน
กาลครั้งหนึ่งยังไม่นานสักเท่าไหร่ ไต้หวันพยายามนำระบบ Mini Aegis มาติดบนเรือชั้น Perry ของตัวเอง ทว่าล้มเหลวไม่เป็นท่าด้วยเหตุผลมากมาย ไต้หวันยังเคยขอซื้อเรดาร์ SPY-1D กับระบบอำนวยการรบ Aegis เพื่อนำมาติดบนเรือพิฆาตชั้น KIDD ของตัวเอง แต่อเมริกาปฏิเสธด้วยเหตุผลมากมาย บอกแต่ว่าที่ยูได้ไปนั่นดีที่สุดสำหรับยูแล้ว
เวลาเดินทางเข้าสู่ปี 2002 ไต้หวันลองของอีกครั้งโดยสอบถามว่า อยากซื้อเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke จำนวน 4 ลำจะได้หรือไม่ คราวนี้อเมริกาตอบกลับมาว่าได้สิจ๊ะ คนกันเองแท้ๆ อยากได้ทำไมถึงไม่บอก อู่ต่อเรือพร้อมส่งมอบเรือใหม่ภายในปี 2010 ราคารวมทั้งโครงการอยู่ที่ 4.8 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง ไต้หวันก็เลยโบกมืออำลาทางใครทางมัน
ทำไมไต้หวันถึงอยากมีอยากได้หนักหนา? โคนันแอบกระซิบข้างหูว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไป สมัยสงคราวอ่าวครั้งที่สองในปี 2003 อเมริกาใช้ระบบ Aegis บนเรือรบของตัวเอง ช่วยนำวิถีให้กับจรวด Patriot ซึ่งยิงมาจากบนฝั่ง เพื่อจัดการกับจรวดพื้น-สู่-พื้นที่ฝ่ายอิรักถล่มเข้าใส่ ผลก็คือประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไต้หวันอยากมีอยากได้
ในโลกนี้มีหลายประเทศกล่าวอ้างว่า เรดาร์ก็ดี ระบบอำนวยการรบก็ดี ไอ้โน่นไอ้นี่ก็ดี ช่วยนำวิถีจรวดต่อสู้อากาศยานซึ่งยิงมาจากที่อื่นได้ ในโลกนี้มีหลายประเทศกล่าวอ้างว่า อาวุธของตนเองสามารถจัดการจรวดต่อสู้เรือรบรุ่นใหม่ได้ แต่ในโลกนี้ยังมีแค่อเมริกาเพียงประเทศเดียว สามารถทำทั้งสองอย่างได้จริงในการรบจริงและเอาตัวรอดได้จริง ส่วนที่เหลือยังเป็นแค่ราคาคุยหรือเทพเจ้ายูทูป ไต้หวันซึ่งอดีตเคยเจ็บมาเยอะจึงไม่คิดชายตาแล
ชมคลิปวิดีโอเรือพิฆาตระบบ Aegis ของไต้หวันกันสักนิด ลำนี้ใหม่ล่าสุดแล้วแต่ยังไม่ใช่ของจริงแน่นอน ย้ำอีกครั้งว่าควรรับชมเพื่อความสำราญใจ อย่าไปคิดอะไรมากมายถือว่าเป็นเกมกดก็แล้วกัน

รูปร่างโดยรวมคล้ายคลึงเรือพิฆาตญี่ปุ่น มีแท่นยิงแนวดิ่ง MK-41 จำนวน 32 ท่อยิง ติดเรดาร์ SPY-1D ทั้ง 4 ตัวเหนือสะพานเดินเรือ ใช้ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของอเมริกา กลางเรือมีที่ว่างให้ลูกเรือเตะตะกร้อลอดห่วง ถัดไปเป็นแท่นยิงจรวดต่อสู้เรือรบจำนวน 16 นัด บนโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มีจรวด Sea Oryx รุ่น 16 ท่อยิง และมีเรดาร์ DAR-HP (หรือเปล่า?) แปะอยู่อีก 2-4 ตัว เรือมีขนาด 6,000-8,000 ตัน ไม่มีข้อมูลเรื่องความกว้างความยาวแต่อย่างใด
ลานจอดเฮลิคอปเตอร์เหมือนเรือญี่ปุ่นทุกประการ ท้ายเรือซึ่งลาดเอียงต่ำลงใช้เป็นจุดผูกเชือกเรือ จากอุปกรณ์ที่เห็นผู้เขียนคาดเดาเอาเองว่า เรือไต้หวันติดตั้งระบบช่วยจอดเฮลิคอปเตอร์หรือ Ship Landing Assist System หรือ SLAS ของมิตซูบิชิ ระบบจะปรับความเอียงของเรือเข้ากับอากาศยานโดยอัตโนมัติ ในกรณีนักบินสลบหรือไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ก็ยังสามารถใช้ Auto Pilot ลงจอดบนเรือที่ติด SLAS ได้ โดยใช้ระบบ Differential GPS กับเลเซอร์เป็นตัวช่วยเหลือจัดการ
นี่คือแบบเรือจากปี 2017 นะครับ ค่อนข้างประหลาดเพราะยาวเกินเหตุ ไม่มีปล่องระบายความร้อน และไม่รู้จะมีสนามตะกร้อไปเพื่ออะไร แต่ก็พอคาดเดากันเอาเองได้อีกว่า ไต้หวันใช้เทคโนโลยีจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่น ท้ายคลิปวีดีโอจะเห็น UAV ขนาดใหญ่บินกลับฐาน ของจริงเริ่มเข้าประจำการแล้วนะครับ เหลือพี่ไทยนี่แหละเมื่อไหร่จะมีกับเขาเสียที
สุดท้ายเรามาชมภาพหลุดโดยตั้งใจ จากคลิปวีดีโอการประชุมกองทัพเรือไต้หวัน ผู้อ่านจะเห็นเรือ LPD ลำใหม่ เรือคอร์เวตลำใหม่ เรือฟริเกตลำใหม่ เรือพิฆาตลำใหม่ รวมทั้งไอเทมลับอย่างเรือ LPD ดาดฟ้าเรียบขนาด 16,000 ตัน และเรือดำน้ำที่ใช้ท่อนหารูปทรงตัว X เมื่อมีโอกาสคงได้เขียนถึงไอเทมลับกันอีกครั้ง ส่วนวันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ J
อ้างอิงจาก