วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part I : Depth Charge

 อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 1 : ระเบิดลึก


    บทความนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูล อาวุธปราบเรือดำน้ำทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่มีประจำการอยู่ในกองทัพเรือไทย รวมทั้งเครื่องมือค้นหาและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลบางอย่างอาจคลาดเคลื่อนหรือไม่ชัดเจน อาทิเช่น ชื่อเรือที่ติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจจับ ระยะเวลาประจำการ หรือจำนวนรวมทั้งหมด ผู้เขียนต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ก่อน เนื่องจากข้อมูลเก่าค้นหาได้ค่อนข้างยาก และเนื่องจากมีอาวุธค่อนข้างหลากหลาย จึงได้แบ่งบทความออกเป็นหลายตอน ตามชนิดของอาวุธและระยะเวลาประจำการ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ระเบิดลึก (DEPTH CHARGE)

    ระเบิดลึกมีใช้งานมาอย่างยาวนานมาก จัดเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำชนิดแรกก็ว่าได้ ประมาณปี 1914 กองทัพเรืออังกฤษได้คิดค้นระเบิดลึกขึ้นมา ด้วยการพัฒนาต่อจากทุ่นระเบิด (Mine) ซึ่งใช้ปราบเรือผิวน้ำ และได้เข้าประจำการในปีถัดไป โดยใช้ชื่อว่า Type A และ Type B ระเบิดลึกรุ่นแรกสุดมีน้ำหนัก 50 ปอนด์หรือ 22. กิโลกรัม น้ำหนักดินระเบิดอยู่ที่ 32.5 ปอนด์หรือ 14.7 กิโลกรัม รุ่น Type A จะตั้งให้ระเบิดที่ความลึก 40 ฟุตหรือ 12 เมตร ส่วนรุ่น Type B สามารถตั้งให้ระเบิดได้ทั้งความลึก 40 ฟุตหรือ 12 เมตร หรือ 80 ฟุตหรือ 24 เมตร


    ระเบิดลึกทำงานโดยการโดยการปล่อยหรือยิงออกไปจากเรือ เมื่อลูกระเบิดจมถึงระดับความลึกที่ตั้งไว้ ก็จะจุดชนวนโดยใช้ความกดดันของน้ำ สามารถใช้ได้ทั้งการเข้าโจมตีหรือป้องกันตนเอง ใช้ได้ทั้งการโจมตีอย่างมีแบบแผน หรือป้องกันตัวอย่างเร่งด่วนในกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าระเบิดลึกจะไม่มีระบบนำวิถีก็ตาม แต่ด้วยจำนวนและวิธีใช้งาน สามารถสร้างความกดดันอย่างมากกับเรือดำน้ำ และถ้ามีโชดก็อาจทำลายเป้าหมายได้เลย

    ระเบิดลึกสามารถใช้งานได้ 2 ระบบ ระบบแรกจะใช้รางปล่อยระเบิดลึก ซึ่งพัฒนาปรับปรุงมาจากรางปล่อยทุ่นระเบิด โดยติดตั้งให้ท้ายรางโผล่พ้นท้ายเรือเล็กน้อย ประกอบไปด้วยรางบนและรางล่าง (UPPER AND LOWER GUIDE RAILS) ลูกขัดตัวหน้าและลูกขัดตัวท้าย (FORWARD AND AFTER DETENT) เครื่องปล่อย (RELEADE TRACK CONTROL UNIT) รวมทั้งเพลาแง่กันระเบิดลึก (SWIGING LEVER) สามารถปล่อยระเบิดลึกได้ด้วยมือจากท้ายราง หรือปล่อยด้วยระบบไฟฟ้า (ELECTRO HYDRAULIC) จากสะพานเดินเรือ ตัวรางออกแบบให้ลาดเอียงประมาณ 5 องศา สามารถปล่อยระเบิดได้ทีละ 1 ลูกด้วยระบบกลไก ลูกขัดตัวท้ายจะยกขึ้นลูกขัดตัวหน้าจะยุบลง ลูกระเบิดลึกลูกถัดไปจะกลิ้งมาแทนที่  รางรุ่นมาตราฐานบรรจุระเบิดลึกได้จำนวน 8 ถึง 12 ลูก ขณะที่รางรุ่นเล็กจะสามารถบรรจุได้ 3 ถึง 5 ลูก โดยสามารถบรรจุเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว รางปล่อยระเบิดในปัจจุบันจะเป็นรุ่นเดียวกัน สามารถปรับปรุงความยาวรางตามขนาดเรือได้

    อีกระบบก็คือใช้เครื่องยิงระเบิดลึก ทำการยิงลูกระเบิดให้ลอยสุงขึ้นฟ้า สามารถยิงได้ไกลสุดถึง 150 หลาหรือ 137.16 เมตร ระบบเครื่องยิงประกอบไปด้วย ท่อยิงเรียบ (BARREL) รังเพลิงกลม (EXPANSION CHAMBER) เครื่องลูกเลื่อน (BREECH MECHANISM) ถาดยิง (CRADLE TRAY) รวมทั้งโซ่รัดระเบิดลึกกับถาดบรรจุ สามารถยิงที่แท่นด้วยการสับนกหรือกระตุกเชือกลั่นไก หรือยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือก็ได้ ทุกครั้งที่ใช้งานกับเครื่องยิง ระเบิดลึกจะต้องติดตั้งถาดบรรจุตรงกลางลูก จึงมีหน้าตาคล้ายกับค้อนขนาดยักษ์ไม่ผิดเพี๊ยน จากนั้นจึงเสียบถาดบรรจุลงในท่อยิงเรียบ เมื่อจรวดพ้นท่อถาดบรรจุจะสลัดตัวเองทิ้ง (บางรุ่นในอดีตไม่สลัดตัวเอง) เป็นเทคนิคง่าย ๆ แต่ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยิงระเบิดลึกมีขนาดกระทัดรัด สามารถติดตั้งตรงไหนก็ได้ของเรือ (ขณะที่รางปล่อยระเบิดต้องติดสุดของท้ายเรือ) เพิ่มระยะทำการระเบิดลึกให้ไกลมากขึ้น แต่มีอัตรายิงต่ำกว่าใช้รางปล่อยท้ายเรือ และต้องใช้ดินขับในการยิงทุกครั้ง จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าเดิม


ท้ายเรือ HMS Fanning ในปี 1916 มีรางปล่อยจำนวน 2 รางและลูกระเบิดลึกจำนวน 24 ลูก ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตั้งแต่ปี 1914 ถึง 1918 กองทัพเรืออังกฤษได้ผลิตระเบิดลึกจำนวนรวม 74,441 ลูก ถูกใช้งานจริงจำนวนรวม 16,451 ลูก เรือดำน้ำจากเยอรมันจมทันทีจำนวน 38 ลำ และอีก 140 ลำเสียหายหนักจนถูกจำหน่าย วันที่ 22 มีนาคม 1916 เรือ U-68 คือเรือดำน้ำลำแรกที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดลึก

    ตลอดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมันเสียเรือดำน้ำจำนวนรวม 220 ลำ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลงานของระเบิดลึก แต่ทว่าจมเรือฝ่ายพันธมิตรจำนวนรวม 4,837 ลำ คิดเป็นระวางขับน้ำจำนวนรวม 11 ล้านตัน

    กองทัพเรือไทยประจำการ รางปล่อยระเบิดลึก และเครื่องยิงระเบิดลึก จำนวนหลายรุ่นด้วยกัน  โดยมีการจัดหาระบบแท่นยิงและระเบิดลึกจาก 3 ประเทศ ต่างกรรมต่างวาระ อันประกอบไปด้วย

ระเบิดลึกจากอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

    เดือนกันยายน 1920 กองทัพเรือไทยซื้อเรือหลวงพระร่วงจากอังกฤษในราคา 2 แสนปอนด์ เป็นเรือพิฆาตตอร์ปิโดชั้น R-Class เข้าประจำการกองทัพเรืออังกฤษวันที่ 25 พฤษจิกายน 1916 ก่อนถูกขายคืนให้กับอู่ต่อเรือ Thornycroft ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1920 เนื่องจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปแล้ว และเข้าประจำการกองทัพเรือไทยในปีนั้นเลย เป็นเรือรบทันสมัยที่สุดของเราในช่วงเวลานั้น

    เรือหลวงพระร่วงเข้าประจำการวันที่ 11 ตุลาคม 1920 ระวางขับน้ำ 1,046 ตัน ยาว 83.57 เมตร กว้าง 8.34 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.จำนวน 3 กระบอก และปืนใหญ่ 76 มม.จำนวน 1 กระบอก เวลาต่อมาได้ติดตั้งอาวุธอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำด้วย โดยมีทั้งรางปล่อยระเบิดลึก (Depth Charge Rack หรือ Depth Charge Rail) จำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึก (Depth Charge Projector หรือ Depth Charge Thrower) จำนวน 2 แท่นยิง เป็นเรือรบลำแรกของไทยที่ติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำ

    นั่นคือข้อมูลจากกองทัพเรือไทยครับ ทีนี้มายังข้อมูลที่ผู้เขียนหามาได้บ้าง เรือพิฆาตตอร์ปิโดชั้น R-Class มีพื้นที่ท้ายเรือค่อนข้างน้อย เพราะต้องติดตั้งป้อมปืนใหญ่ 102 มม.ชิดท้ายเรือ ภาพแปลนเรือจากอังกฤษนั้น แสดงให้เห็นเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ตั้งเฉียงทำมุม 45 องศากับกราบเรือทั้งสองข้าง ฉะนั้นรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 รางนั้น น่าจะไม่ได้ติดตั้งเสียมากกว่า นอกจากจะถอดป้อมปืนใหญ่ 102 มม.ท้ายเรือออกไป ซึ่งข้อมูลตรงนี้ผู้เขียนหาไม่เจอเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจะมาปรับปรุงอีกรอบนะครับ

    ผู้เขียนอยากวาดภาพเรือหลวงพระร่วงมาก แต่อะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในมือมีไม่มากพอ ประกอบกับข้อมือขวาไม่หายขาดเสียที ก็เลยเป็นโรคเลื่อนกันไปเรื่อย ๆ ก่อน เหมือนเรือลำอื่น ๆ ของราชนาวีไทยนั่นแล

    3 ปีต่อมาหรือในปี 1923 กองทัพเรือไทยได้สั่งต่อเรือยนต์ตอร์ปิโด จากอู่ต่อเรือ Thornycroft จำนวน 1 ลำ โดยใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหาญหักศัตรู ระวางขับน้ำ 9 ตัน ยาว 16.78 เมตร กว้าง 3.36 เมตร กินน้ำลึก 0.9 เมตร ติดตั้งปืนกลแมดเสน 8 มม.จำนวน 4 กระบอก ตอร์ปิโด 18 นิ้ว 2 ท่อยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง

    ปี 1930 กองทัพเรือไทยได้สั่งต่อเรือยามฝั่งจากอู่ต่อเรือ Barrow  Brown จำนวน 3 ลำ โดยใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหมายเลข 3 4 และ 5 ตามลำดับ ระวางขับน้ำ 10 ตัน ยาว 18.3 เมตร กว้าง 3.4 เมตร กินน้ำลึก 1.8 เมตร ติดตั้งปืนกลแมดเสน 8 มม.จำนวน 4 กระบอก ตอร์ปิโด 18 นิ้ว 2 ท่อยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง อีก 6 ปีต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กองทัพเรือไทยสั่งต่อเรือยามฝั่งเพิ่มเติมจำนวน 3 ลำ โดยได้ย้ายกลับไปที่อู่ต่อเรือ Thornycroft แทน ซึ่งควบรวมกิจการอู่ต่อเรือ Barrow Brown ไปแล้ว

    เรือยามฝั่งหมายเลข 6 7 และ 8 ติดตั้งอาวุธเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีรางปล่อยระเบิดลึกด้านท้ายเรือ ช่วงเวลาจากนั้นไม่นาน ได้มีการต่อเรือยามฝั่งภายในประเทศจำนวน 4 ลำ โดยใช้แบบเรือเดียวกับเรือยามฝั่งอังกฤษ ระวางขับน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 11.2 ตัน ความกว้่างความยาวเท่ากันหมด เรือทุกลำติดตั้งอาวุธเหมือนเดิม บางลำติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกภายหลัง และใช้ชื่อว่า เรือยามฝั่งหมายเลข 9 10 11 และ 12 ตามลำดับ

    ถึงตอนนี้เราคงพอมองเห็นภาพ กองเรือปราบเรือดำน้ำในยุคนั้นได้แล้วนะครับ อาวุธหลักประกอบไปด้วยรางปล่อยระเบิดลึกและเครื่องยิงระเบิดลึกจากประเทศอังกฤษ เรือหลวงพระร่วงน่าจะติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกรุ่นมาตราฐาน หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark I (ถ้าได้ติดตั้งนะครับ) ส่วนเรือยามฝั่งน่าจะเป็นรุ่นกระทัดรัด หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark II  เครื่องยิงระเบิดลึกน่าจะเป็นรุ่น Mark I หรือ Thornycroft Thrower DCT ซึ่งอเมริกาได้นำไปพัฒนาต่อเป็นรุ่นรางแฝด หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Y-gun


                                                          เครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark I ขณะทดสอบยิงเป็นครั้งแรก

ระเบิดลึกจากอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    ระหว่างปี 1947 กองทัพเรือไทยซื้อเรือจากอังกฤษจำนวน 3 ลำ เป็นเรือคอร์เวตชั้น Flower จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) เรือชั้นนี้ออกแบบมาเพื่อปราบเรือดำน้ำเป็นภารกิจหลัก เรือลำสุดท้ายคือเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น  Algerine ซึ่งก็คือเรือหลวงโพธิ์สามต้นนั่นเอง เรือทุกลำสามารถติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกรุ่นมาตราฐานจำนวน 2 ราง  หรือที่อเมริกาเรียกว่ารุ่น  Mark 3 (ไม่แน่ใจว่าเรือหลวงโพธิ์สามต้นติดตั้งหรือไม่ และจำนวนเท่าไหร่) รวมทั้งเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark II จำนวน 4 แท่นยิง

    เรือหลวงโพธิ์สามต้นแม้จะเป็นเรือกวาดทุ่นระเบิด แต่มีระวางขับน้ำมากถึง 900 ตัน รวมทั้งติดอาวุธหนักเบาไว้อย่างครบครัน จึงสามารถทำการรบทางทะเลได้เป็นอย่างดี ใช้ทำภารกิจตรวจการณ์ก็ยังไหว เรือได้ถูกโอนไปอยู่กองเรือฟริเกตระหว่างปี 1984 ถึง 1986 ซึ่งเป็นช่วงที่เราขาดแคลนเรือรบอย่างหนัก ก่อนโอนกลับมายังกองเรือทุ่นระเบิดในภายหลัง สุดท้ายได้เปลี่ยนภารกิจมาเป็นเรือฝึกกระทั่งปลดประจำการ

    ขณะที่เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) ได้ทำภารกิจสำคัญให้กับประเทศ โดยการเข้าร่วมสงครามเกาหลีในนามสหประชาชาติ ระหว่างปี 1950 ถึง 1951 กองทัพเรือได้สูญเสียเรือหลวงประแสร์ระหว่างการรบ ทางด้านเรือหลวงบางปะกงเสียหายไม่มาก และได้เดินทางกลับถึงไทยต้นปี 1952 หลังมีเรือรบชุดใหม่มาสับเปลี่ยนกำลัง เมื่อเรือเข้าสู่ช่วงใกล้ปลดประจำการ จึงเปลี่ยนภารกิจมาเป็นเรือฝึกปราบเรือดำน้ำ

    รางปล่อยระเบิดลึกและเครื่องยิงระเบิดลึกจากอังกฤษ ปัจจุบันได้ปลดประจำการหมดแล้ว เพราะได้ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ทั้งยังล้าสมัยและไม่มีอะไหล่ซ่อมบำรุง ผู้เขียนไม่เคยเห็นอาวุธของกองทัพเรือเลย อาจเป็นเพราะเรือทุกลำจำหน่ายหมดแล้ว เนื่องจากยังไม่มีแนวคิดที่จะอนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์ จริงอยู่ว่ายังมีเรือหลวงโพธิ์สามต้นที่จังหวัดจันทบุรี แต่เป็นเพียงการกู้ซากเรือขึ้นมาจากน้ำ ทั้งยังไม่มีอาวุธซักชนิดติดตั้งอยู่บนเรือ ก็เลยเอวังด้วยประการฉะนี้ เป็นที่น่าเสียดายไม่มากก็น้อยแต่จะทำยังไงได้


ภาพถ่ายเรือรบอังกฤษระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในภาพประกอบไปด้วย เครื่องยิงระเบิดลึกเป็นรุ่น Mark II ระเบิดลึก ถาดบรรจุ และรอกเชือก เจ้าหน้าที่กำลังติดตั้งโก๊ หรือ PISTOL เข้าไปในระเบิดลึก


 เรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง) ในปี 1947 ติดตั้งเครื่องยิงระเบิดลึกเป็นรุ่น Mark II จำนวน 4 แท่นยิง และรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง น่าจะเป็นภาพถ่ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย


เครื่องยิงระเบิดลึกจากญี่ปุ่น

    สาเหตุเนื่องมาจาก "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2478" กองทัพเรือไทยได้จัดหาเรือรบจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือเรือสลุปชั้นเรือหลวงท่าจีนจำนวน 2 ลำ จากบริษัทมิตซุยบุชซันไกชาในวงเงิน 1.885 ล้านบาท เรือญี่ปุ่นมีเครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 จำนวน 2 แท่นยิง ติดตั้งถัดจากป้อมปืนใหญ่ท้ายเรือค่อนไปทางด้านข้าง แต่ไม่ได้ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึก เพราะติดตั้งรางปล่อยทุ่นระเบิดไว้ก่อนแล้ว เรือชั้นเรือหลวงท่าจีนถูกใช้งานเป็นเรือฝึกในยามปรกติ จึงได้ติดตั้งอาวุธทุกชนิดอย่างละไม่มากไม่น้อย รวมทั้งเครื่องกวาดทุ่นระเบิด เครื่องบินทะเล รวมทั้งของหนักอย่างตอร์ปิโดขนาด 450 มม. จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเครื่องยิงระเบิดลึกเพียง 2แท่นยิง

    เครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 หรือท่อยิงระเบิดลึกแบบ 80 ใช้สำหรับการยิงส่งลูกระเบิดลึกแบบ 80 ออกจากกราบเรือ ประกอบไปด้วย ท่อยิง ถาดดินขับ และถาดรองยิง เส้นผ่าศูนย์กลางกระบอกดินขับมีขนาด 180 ซม. ใช้ดินขับอัตราธรรมดายิงได้ไกลสุด 38 เมตร ใช้ดินขับอัตราปานกลางยิงได้ไกลสุด 63 เมตร และใช้ดินขับอัตราสุงยิงได้ไกลสุด 93 เมตร รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงเครื่องยิงระเบิดลึก Mark II ของอังกฤษ


    ลูกระเบิดลึกแบบ 80 เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำ ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 441 มม. เมื่อบรรจุดินระเบิดพร้อมหนัก 160 กิโลกรัม ตั้งระยะลึกให้ลูกระเบิดทำงานได้มีระดับลึก 25 และ 50 เมตร อัตราความเร็วในการจมน้ำ 2 เมตร/วินาที การจุดระเบิดใช้แรงดันของน้ำตามระดับความลึกที่ตั้งไว้

    เครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 ประจำการอยู่บนเรือสลุปจำนวน 2 ลำเท่านั้น ผู็อ่านสามารถรับชมเครื่องยิงระเบิดลึกแบบ 80 ของจริงได้ ที่พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเรือที่มีความสมบรูณ์มากที่สุดลำหนึ่งของไทย และเป็นเรือญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีความสมบรูณ์มากที่สุดลำหนึ่งของโลก

                                               เรือหลวงแม่กลองได้ขึ้นปกนิตยสารประเทศญี่ปุ่นหลายครั้ง
   
    ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2478" ผู้เขียนได้เขียนถึงเมื่อไม่นานนี้เอง สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ตามลิงค์นี้ครับ

http://thaimilitary.blogspot.com/2016/04/the-power-of-sea-2478.html

การจัดหาเรือรบจากอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    เรือรบและเรือช่วยรบจากอเมริกา เริ่มเข้าประจำการกองทัพเรือไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เรือส่วนใหญ่เคยประจำการกองทัพเรืออเมริกามาก่อน บางลำโอนให้จากความช่วยเหลือทางทหาร ส่วนบางลำโอนให้โดยคิดราคามิตรภาพ ผู้เขียนจะขอเขียนถึงเฉพาะเรือรบบางลำ ที่ติดตั้งระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำ ไม่อย่างนั้นบทความคงยาวเกินไป เพราะเราได้รับโอนเรือจากอเมริกาจำนวนหลายสิบสำ

    ความจริงแล้วก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเรือได้จัดหาเรือรบและเรือช่วยรบจากอิตาลีเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าไม่ได้ติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำ ก็เลยขอข้ามไปก่อนในบทความนี้ เมื่อคุณมีเรือรบจากอเมริกา ก็ต้องมีอาวุธจากอเมริกาด้วย ระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำของอเมริกาในยุคนั้น มีความใกล้เคียงกับของอังกฤษเป็นอย่างมาก จะเรียกว่าเป็นรุ่นปรับปรุงก็คงไม่ผิดนัก โดยใช้ชื่อรุ่นแตกต่างกันไม่ก็ใช้แท่นยิงต่างกัน

    เริ่มต้นจากจากเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ปี 1947 อเมริกาโอนเรือจำนวน  3 ลำให้กองทัพเรือไทย ได้แก่ หลวงสารสินธุ  เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงคำรณสินธุ ในเวลาต่อมาเราได้จัดหาเพิ่มจำนวน 5 ลำ โดยการจัดหาครั้งแรกเป็นการซื้อต่อจำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงพาลี และเรือหลวงสุครีพ  ส่วนการจัดหาอีกครั้ง เป็นการโอนเรือจำนวน 3 ลำ ได้แก่ เรือหลวงตองปลิว เรือหลวงลิ่วลม และเรือหลวงล่องลม สุดท้ายมีเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ รวมทั้งหมดจำนวน 8 ลำด้วยกัน

    เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 เริ่มเข้าประจำการช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาต่อเรือชั้นนี้มากถึง 343 ลำ (เรือบางเฟสต่อขึ้นหลังสิ้นสุดสงคราม) สำหรับภารกิจค้นหาและปราบเรือดำน้ำบริเวณชายฝั่ง ท่าเรือ ฐานทัพเรือ และจุดเสี่ยงที่อาจโดนโจมตี แม้เรือจะมีระวางขับน้ำเพียง 335 ถึง 480 ตัน (ตามรุ่นย่อย) แต่มีความคล่องตัวสุงมาก และติดอาวุธป้องกันตัวอย่างครบครัน จึงทำหน้าที่ตรวจการณ์ผิวน้ำได้อีกด้วย ในการเข้าปะทะกับเรืออูตลอดการรบ สามารถจมเรือฝ่ายตรงข้ามได้และโดนจมเช่นกัน  เราไปชมภาพเรือกันซักหน่อยนะครับ


เรือ PC-1264 ของอเมริการะหว่างพิธีเข้าประจำการ ท้ายสุดของเรือเป็นรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง ต่อด้วยเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ถัดไปเป็นป้อมปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก ต่อด้วยเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง ขั้นกลางด้วยเรือเล็กและเครนยกเรือ บริเวณกลางเรือและหอบังคับการณ์ ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 3 กระบอก หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 1 กระบอก หน้าปืนเป็นจรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 20 Mousetrap จำนวน 2 แท่นยิง


เรือหลวงทยานชลในปี 1969 กองทัพเรือถอดเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 2 แท่นยิง บริเวณกลางเรือออก และติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม.จำนวน 2 กระบอกทดแทน

    ต่อมาในปี 1951 กองทัพเรือต้องการเรือรบขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อนำมาทดแทนเรือหลวงประแสร์ (ลำที่หนึ่ง) ที่ได้สูญเสียไปในการรบสงครามเกาหลี และเพื่อสับเปลี่ยนกำลังทางเรืออีกด้วย รัฐบาลไทยติดต่อขอซื้อเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma จำนวน 2 ลำจากกองทัพเรืออเมริกา มูลค่ารวมโครงการอยู่ที่ 861,940 เหรียญ วันที่ 29 ตุลาคม 1951 มีพิธีรับมอบเรือหลวงท่าจีน (ลำที่สอง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่สอง)  ที่ท่าเรือหมายเลข 12 เมืองโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้เข้าร่วมสงครามเกาหลีทดแทนเรือหลวงบางปะกง (ลำที่หนึ่ง)

    เรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma  มีระวางขับน้ำ 1,430 ตัน ยาว 92.8 เมตร กว้าง 11.4 เมตร กินน้ำลึก 4.4 เมตร ติดตั้งติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 3 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน  2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 9 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog จำนวน 1 แท่นยิง รางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง

    วันที่ 22 กรกฎาคม 1959 กองทัพเรือได้ประจำการเรือรบจากอเมริกาเพิ่มเติมอีก 1 ลำ เรือหลวงปิ่นเกล้าถูกเช่ายืมเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นจึงมีการต่อสัญญาออกไป ท้ายที่สุดจึงได้มอบให้กองทัพเรือไทย  ในลักษณะการช่วยเหลือทางทหาร กองทัพเรือได้มีการปรับปรุงเรือตลอดเวลา รวมทั้งติดตั้งอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ เป็นเรือที่น่าภาคภูมิใจมากอีกหนึ่งลำ เพราะทุกวันนี้ยังคงใช้งานได้ดีอยู่ แม้จะเป็นเพียงเรือครูไม่ใช่เรือรบแล้วก็ตาม

    เรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Cannon มีระวางขับน้ำ 1,240 ตัน ยาว 93.3 เมตร กว้าง 11.6 เมตร กินน้ำลึก 4.5 เมตร ติดตั้งติดตั้งปืนใหญ่ 76/50 จำนวน 3 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน  1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Oerlikon 20 มม. จำนวน 8 กระบอก จรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog จำนวน 1 แท่นยิง รางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง และเครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง

    จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาเพียง 12 ปี กองทัพเรือได้จัดหาเรือรบติดอาวุธปราบเรือดำน้ำถึง 11 ลำ อาวุธอเมริกาจึงกลายเป็นอาวุธหลักทดแทนของเดิม ทั้งจากอังกฤษและญี่ปุ่นไปโดยปริยาย


เรือหลวงปิ่นเกล้าในปี 2015 ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึกจำนวน 2 ราง เครื่องยิงระเบิดลึกจำนวน 8 แท่นยิง รวมทั้งอาวุธใหม่อย่างตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ แต่ไม่แน่ใจเรื่องจรวดปราบเรือดำน้ำ Mark 11 Hedgehog

รางปล่อยและเครื่องยิงระเบิดลึกจากอเมริกา

    รางปล่อยระเบิดลึกของอเมริกานั้น ได้พัฒนาปรับปรุงจากของอังกฤษอีกที และกลายเป็นระบบมาตราฐาน ที่ทุกประเทศสมาชิกนาโต้จัดหาเข้าประจำการ อเมริกาพัฒนารางปล่อยระเบิดลึกตลอดเวลา จนมีจำนวนรุ่นมากถึง 9 รุ่นด้วยกัน แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีดังนี้

    - Mark 3 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 8 ลูก พัฒนาขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

    - Mark 4 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 4 ลูก ปรับปรุงจากรุ่น Mark 3 เพื่อใช้งานบนเรือเล็ก

    - Mark 9 บรรจุระเบิดลึกขนาด 136 กก.ได้จำนวน 4 ถึง 12 ลูก (ตามขนาดความยาวราง) เป็นรางรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถควบคุมการปล่อยด้วยไฟฟ้า


   รางปล่อยระเบิดลึก Mark 9 พร้อมลูกระเบิดลึก Mark 6 จำนวน 10 ลูกในราง


    กองทัพเรือไทยเคยใช้งานรางครบทั้ง 3 รุ่น ทว่าปัจจุบันใช้งานเพียงรุ่น  Mark 9 ที่ทันสมัยที่สุด มีประจำการอยู่บนเรือรบจำนวน 5 ลำ ได้แก่ เรือหลวงตาปี เรือหลวงคีรีรัฐ (เป็นเรือฟริเกตชั้นเรือหลวงตาปี ) เรือหลวงคำรณสินธุ เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงล่องลม (เป็นเรือตรวจการณ์ชั้นเรือหลวงคำรณสินธุ) นอกจากนี้ยังมีเรืออีก 2 ลำที่ยังติดตั้งรางปล่อยระเบิดท้าย ได้แก่ เรือหลวงปิ่นเกล้า และเรือหลวงมกุฏราชกุมาร  แต่ถูกเปลี่ยนภารกิจเป็นเรือครูและเรือฝึกไปแล้ว จึงไม่ได้นับเป็นกำลังรบทางเรืออีกต่อไป

    มาถึงเครื่องยิงระเบิดลึกกันบ้างนะครับ อเมริกาได้พัฒนาปรับปรุงจากของอังกฤษเช่นเคย โดยรุ่นแรกสุด Mark I หรือ Y-gun สามารถยิงระเบิดลึกได้พร้อมกันจำนวน 2 นัด เป็นการยิงออกกราบซ้ายและกราบขวาของเรือ ตามลักษณะท่อยิงเรียบที่เป็นรูปตัว Y เหมาะกับการติดตั้งบริเวณกลางดาดฟ้าเรือ และควรเป็นพื้นที่โล่ง ๆ ไม่มีอุปกรณ์ตั้งขวาง โดยตั้งใจใช้งานกับเรือขนาดใหญ่ประเภท เรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เป็นต้น


    กระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อต้องเผชิญกับกองเรืออูอันแสนเกรียงไกร อเมริกาจึงเร่งพัฒนาเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่นใหม่ ที่มีขนาดกระทัดรัดและทันสมัยมากขึ้น สุดท้ายได้เป็นรุ่น  Mark 6 หรือ K-gun เพราะมีท่อยิงเรียบรูปตัว K นั่นเอง แม้ Mark 6 จะยิงได้ครั้งละ 1 นัดก็ตาม แต่ยิงได้เร็วมากขึ้น บรรจุระเบิดลึกและดินขับในลูกเลื่อนได้เร็วขึ้น ใช้งานบนเรือเล็กได้อย่างสะดวก และสามารถยิงด้วยระบบไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ

    ระยะยิงของเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น Mark 6 หรือ K-gun แปรผันกับชนิดของดินขับ ถ้าใช้ดินขับ No 1. MK 6 จะยิงได้ไกลสุด 60 หลา 54.8 หรือ เมตร หรือถ้าใช้ดินขับNo 3. MK 9 จะยิงได้ไกลสุด150 หลาหรือ 137.16 เมตร


 เครื่องยิงระเบิดลึก Mark 6 หรือ K-gun พร้อมลูกระเบิดลึก Mark 9 จำนวน 4 ลูก ในภาพเล็กคือ เครื่องยิงระเบิดลึก Mark I หรือ Y-gun

    กองทัพเรือไทยประจำการเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น  Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือรบจากอเมริกาทุกลำ รวมทั้งปรับปรุงให้ใช้งานบนเรือรบลำอื่น ๆ ด้วย ปัจจุบัน  Mark 6  Mod 1 ยังประจำการอยู่บนเรือรบจำนวน 3 ลำ ได้แก่ เรือหลวงคำรณสินธุ เรือหลวงทยานชล และเรือหลวงล่องลม  กองทัพเรือได้ซ่อมบำรุงให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมทั้งทดสอบยิงระเบิดลึกระหว่างการฝึกอยู่เสมอ



    ในภาพเป็นส่วนท้ายของเรือหลวงล่องลม (PC 533) ซึ่งติดตั้งอาวุธจำนวนมากประกอบไปด้วย ลูกศรสีแดงคือรางปล่อยระเบิด Mark 9 จำนวน 1 ราง ลูกศรสีเขียวคือรางปล่อยทุ่นระเบิดจำนวน 2 ราง ลูกศรสีเหลืองคือเครื่องยิงระเบิดลึกรุ่น  Mark 6  Mod 1 จำนวน 2 แท่นยิง ลูกศรสีแดงคือปืนต่อสู้อากาศ Breda/Rheinmetall 30/82 มม.แท่นคู่ จำนวน 1 แท่นยิง ลูกศรสีม่วงคือ Thales Target Designation Sight (TDS) ซึ่งสามารถใช้คุมปืนในกรณีจำเป็นได้ ลูกศรสีส้มคือแท่นยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแฝดสามรุ่น  PMW49A จำนวน 2 แท่นยิง

ชนิดของลูกระเบิดลึก

    ผู้เขียนขอเขียนถึงตัวลูกระเบิดลึกซักนิดนะครับ ปัจจุบันกองทัพเรือไทยมีประจำการจำนวน 2 รุ่น รุ่นแรกที่จะเขียนถึงก็คือลูกระเบิดลึก Mark 6 โดยมีรุ่นย่อยประกอบไปด้วย  Mod.0  Mod.1 และ Mod.2 ลูกระเบิดมีรูปทรงเหมือนถังน้ำมันเฉกเช่นระเบิดลึกทั่วไป ทำด้วยโลหะทรงกระบอกปิดหัวท้าย มีช่องบรรจุดินระเบิดบริเวณริมบน ตรงกึ่งกลางเป็นหลอดสำหรับบรรจุโก๊ หรือ PISTOL น้ำหนักรวมพร้อมใช้งานอยู่ที่ 420 ปอนด์ หรือ 190 กิโลกรัม ดินระเบิดมีน้ำหนัก 300 ปอนด์หรือ 136 กิโลกรัม ถือเป็นลูกระเบิดลึกรุ่นมาตราฐานชายไทย

    Mark 6 ถูกพัฒนาให้ใช้งานแตกต่างกัน ตามระดับความลึกที่ต้องการโจมตีเป้าหมาย สามารถตั้งความลึกต่ำสุดได้ที่ 30 ฟุตเท่ากันทุกรุ่น ความลึกสุงสุดของ Mod.0 อยู่ที่ 300 ฟุต ความลึกสุงสุดของ Mod.1 อยู่ที่ 600 ฟุต และความลึกสุงสุดของ Mod.2 อยู่ที่ 1000 ฟุต เมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องยิงระเบิดลึก ถาดบรรจุจะสลัดตัวออกจากลูกระเบิดลึก Mark 6 Mod.2 ทุกครั้ง ยกเว้นรุ่น  Mod.0 และ Mod.1 จะไม่หลุดออกจากกัน เป็นจุดสังเกตุที่ดีมากในการตรวจสอบด้วยสายตา (แต่ที่ผู้เขียนเคยเห็นในวีดีโอ หลุดออกจากกันทุกครั้ง)


  การทดสอบยิงระเบิดลึก Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือหลวงคำรณสินธุ (PC 531) ในปี 2010



การทดสอบยิงระเบิดลึก Mark 6  Mod 1หรือ K-gun บนเรือหลวงทยานชล (PC 532) ในปี 2013 เป็นการยิงแบบสับนกหรือกระตุกเชือกลั่นไก คนยิงยืนห่างหน่อยเพราะกลัวสะเก็ดไฟจากดินขับ

    ลูกระเบิดลึกอีกรุ่นก็คือ Mark 9 โดยมีรุ่นย่อยประกอบไปด้วย Mod.2 Mod.3 และ Mod.4 มีรูปทรงเหมือนหยดน้ำหรือไม่ก็ถังแก๊สปิคนิค มีรูปร่างกลมหน้าตัดเสมือนรูปไข่ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความต้านของน้ำมีอัตราความเร็วในการจมที่ดีกว่า มีการทรงตัวในวิถีโคจรที่ดีกว่า จึงใช้ทำลายเป้าหมายใต้น้ำได้ดีกว่า และมีราคาแพงกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย น้ำหนักรวมพร้อมใช้งานอยู่ที่ 340 ปอนด์ หรือ 154 กิโลกรัม ดินระเบิดมีน้ำหนัก 190 ปอนด์หรือ 86.2 กิโลกรัม เมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องยิงระเบิดลึก ถาดบรรจุจะสลัดตัวออกจากลูกระเบิดลึก Mark 9 ทุกครั้ง

    Mark 9 แต่ละรุ่นมีข้อแตกต่างที่การออกแบบตัวลูก โดยที่ Mod.3 และ Mod.4 ปรับปรุงมาจากลูกระเบิดลึก Mod.0 และ Mod.1 ที่ปลดประจำการไปแล้ว โดยที่ทุกรุ่นสามารถตั้งความลึกได้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโก๊ หรือ PISTOL โก๊รุ่น Mark 6 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 30 ถึง 300 ฟุต โก๊รุ่น Mark 6-1 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 30 ถึง 600 ฟุต และโก๊รุ่น Mark 7-1 สามารถตั้งความลึกได้ตั้งแต่ 50 ถึง 500 ฟุต และในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ อาจมีการเปลี่ยนดินระเบิดบรรจุ จากชนิด TNT เป็น HBX (High Blast Explosive) ทดแทน


    เรือฟริเกตชั้น Ulsan และเรือคอร์เวตชั้น Pohang ของกองทัพเรือเกาหลีใต้ ติดตั้งรางปล่อยระเบิดลึก Mark 9 จำนวน 2 รางด้านท้ายเรือ โดยอยู่ต่ำกว่าดาดฟ้าใหญ่ หรือ Main Deck เล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกะกะป้อมปืนใหญ่ท้ายเรือที่อยู่ติดกัน ในภาพบรรจุระเบิดลึก Mark 9 รางล่ะ 6 ลูก (รวมเป็น 12 ลูก) ควบคุมการทิ้งระเบิดด้วยไฟฟ้าจากสะพานเดินเรือ



บทส่งท้าย
   
    อาวุธปราบเรือดำน้ำในปัจจุบัน มีความทันสมัยและแม่นยำมากกว่าเดิม ระเบิดลึกจึงถึงจุดเสื่อมความนิยมลง แต่ก็ยังมีอีกหลายสิบชาติที่ใช้งานอยู่ เนื่องจากอาวุธมีราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ใช้งานง่าย ติดตั้งได้กับเรือทุกลำ รวมทั้งยังมีลูกระเบิดเก่าอยู่ในคลังแสงจำนวนมาก ส่วนอนาคตข้างหน้าของระเบิดลึกนั้น ยังคงเป็นปริศนาคาใจผู้เขียนอยู่ ว่าจะยังใช้งานต่อกับราชนาวีหลายสิบชาติ รวมทั้งพัฒนาให้ทันสมัยมากกว่าเดิม หรือปิดฉากตัวเองไปอย่างเงียบเชียบวังเวงใจ เหมือนกันกับอาวุธปราบเรือดำน้ำจำนวนมาก คงต้องรอติดตามกันต่อไปล่ะครับ ว่าท้ายที่สุดระเบิดลึกจะลงเอยแบบไหน ไม่ใช่นางเอกดาวพระศุกร์ก็บ้านทรายทองกระมังครับ

    บทความเรื่อง อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 1 : ระเบิดลึก ก็ต้องขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ บทความตอนต่อไปผู้เขียนจะเขียนถึง จรวดปราบเรือดำน้ำ ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ อากาศยานปราบเรือดำน้ำ รวมทั้งระบบตรวจจับเรือดำน้ำ เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเขียนเรื่องไหนก่อนเรื่องไหนหลัง ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ มีข้อติติงอย่างไรแนะนำได้ตลอดเวลา ;)

                        -----------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Depth_charge

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMBR_ASW.php

http://www.navweaps.com/Weapons/WAMUS_ASW.php

http://maritime.org/doc/depthcharge6/index.htm

https://www.maritime.org/doc/depthcharge9/index.htm

http://www.fleet.navy.mi.th/ftc/test56/2210.pdf

http://www.hazegray.org/navhist/canada/systems/asw/

http://www.navsource.org/archives/12/01idx.htm

http://www.ussslater.org/tour/weapons/k-gun/k-gun.html

http://www.huffingtonpost.com/joseph-v-micallef/this-week-in-world-war-i_b_9231694.html


                        -----------------------------------------------------------------------------------





วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Bangladesh Navy : กองทัพเรือบังกลาเทศ

Bangladesh Navy

    กองทัพเรือบังกลาเทศได้รับการจัดตั้งในปี 1971 ปีเดียวกับการเกิดประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศนั่นแหละครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศในแถบเอเชียใต้ได้รับเอกราชจากอังกฤษกันถ้วนหน้า ทว่าดินแดนของบังกลาเทศยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน โดยถูกเรียกว่าปากีสถานตะวันออกและปากีสถานตะวันตก  เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้น รวมทั้งความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติ ประชาชนทั้งสองฝั่งมีความขัดแย้งรุนแรงทวีคูณ จนในที่สุดก็ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจแตกหัก

    วันที่  26 มีนาคม 1971 ปากีสถานตะวันออก(หรือบังกลาเทศ)ได้ประกาศแยกตัวจากปากีสถานตะวันตก(หรือปากีสถาน) จึงเกิดการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยอินเดียได้ส่งกำลังรบเข้ามาช่วยฝั่งตะวันออกทำการต่อสู้ สงครามครั้งสำคัญยุติลงในวันที่ 16 ธันวาคม 1971 บังกลาเทศได้เอกราชและการยอมรับจากนานาชาติ มีการปกครองด้วยระบบประธานาธิบดี ก่อนเปลี่ยนมาสู่ระบบรัฐสภาในปี 1991

กองทัพเรือยุคเริ่มต้น

    เนื่องจากประเทศได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจ งบประมาณในการจัดหาอาวุธจึงน้อยไปด้วย กองทัพเรือจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้เรือมือสอง เริ่มจากเรือตรวจการณ์ขนาดเล็กและเรือตอร์ปิโดจากจีนจำนวนหนึ่ง กระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 1976 เรือฟริเกตลำแรกสุดจึงได้เข้าประจำการ BNS Umar Farooq คือเรือฟริเกตชั้น Salisbury ของอังกฤษที่เคยใช้ชื่อ F61 Llandaff มาก่อน เรือรบขนาด 2,400 ตัน ถูกสร้างขึ้นในปี 1958 ด้วยราคา 3.39 ล้านปอนด์ มีความยาว 103.5 เมตร กว้าง 12.5 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ Squid อีก 1 ระบบ เรือ BNS Umar Farooq ปลดประจำการในวันที่ 30 ธันวาคม 2015 เรือรบอายุ 57 ปีถูกปรับปรุงเป็นเรือพิพิธภัณฑ์ต่อไป

     2 ปีต่อมาเรือฟริเกตลำที่ 2 ก็เข้าประจำการบ้าง บังกลาเทศเลือกเรือฟริเกตมือสองชั้น Leopard ของอังกฤษจำนวน 2 ลำ BNS Ali Haider (1978) ซึ่งก็คือ F37 HMS Jaguar เข้าประจำการในปี 1978 อีก 4 ปีต่อมาเป็นคิวของ BNS Abu Bakar (1982) หรือชื่อเดิม F27 HMS Lynx เรือฟริเกตชั้น Leopard ใช้แบบเรือเดียวกันกับเรือฟริเกตชั้น Salisbury ถือเป็นเรือพี่เรือน้องที่คลานตามกันมาก็ว่าได้ ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,520 ตัน ยาว 100 เมตร กว้าง 12 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 102 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ Squid อีก 1 ระบบ เรือชั้น Leopard ทั้ง 2 ลำของกองทัพเรือบังกลาเทศ ปลดประจำการพร้อมกันในวันที่ 22 มกราคม 2014 มีอายุการใช้งานรวม 56 ปี และ 54 ปีตามลำดับ

    การมาของเรือฟริเกตอังกฤษจำนวน 3 ลำ ทำให้กองทัพเรือบังกลาเทศมีความพร้อมรบมากขึ้น และทำให้ดุลการรบทางทะเลมีความทัดเทียมกันมากขึ้น เพราะกองทัพเรือปากีสถานในช่วงนั้นค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องมาจากการรบทางทะเลกับกองทัพเรืออินเดียในปี 1971  พวกเขาได้สูญเสียเรือพิฆาตจำนวน 2 ลำ เรือกวาดทุ่นระเบิดจำนวน 1 ลำ เรือดำน้ำจำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์จำนวน 3 ลำ และเรือปืนขนาดเล็กอีกจำนวน 7 ลำ ขณะที่อินเดียสูญเสียเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ และเครื่องบินจำนวน 1 ลำเท่านั้น ปากีสถานประจำการด้วยเรือพิฆาตมือสองชั้น Gearing จากอเมริกา เรือพิฆาตมือสองชั้น County จากอังกฤษ รวมทั้งเรือฟริเกตมือสองชั้น River จากอังกฤษเช่นกัน เรือทุกลำเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ความทันสมัยจึงไม่เทียบเท่าเรือที่ใหม่กว่ากันเกือบ 20 ปี ผมขอยกตัวอย่างแค่เรื่องระบบเรดาร์อย่างเดียวพอนะครับ

    ระบบหรือเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล Type 965 บนเรือรบทั้ง 3 ลำ มีระยะตรวจจับไกลสุดถึง 220 ไมล์ทะเลหรือ 410 กิโลเมตร (ระบบเรดาร์ Sea Giraffe AMB บนเรือหลวงจักรี มีระยะตรวจจับไกลสุด 180 กิโลเมตร ส่วนระบบเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล Thales LW08 บนเรือหลวงนเรศวร มีระยะตรวจจับไกลสุด 140 ไมล์ทะเล หรือ 260 กิโลเมตร) เรดาร์บนเรือ BNS Umar Farooq ยังเป็นรุ่นใหม่กว่าด้วย เพราะ Type 965 (AKE 2) ใช้จานรับสัญญานซ้อนกัน 2 ชั้น (เช่นเดียวกับเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศชั้น Type 42 ของอังกฤษ) ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เตือนภัยทางอากาศเคลื่อนที่ได้เลย นอกจากนี้ยังติดตั้ง Type 982 Aircraft Direction Radar อีก 1 ระบบ เชื่อหรือไม่ว่าเรือฟริเกตลำนี้ ติดตั้งเรดาร์และโซนาร์ทุกชนิดรวมกันถึง 10 ระบบ

    นอกจากเรือฟริเกตจากอังกฤษแล้ว บังกลาเทศยังได้ของแปลกจากยูโกสลาเวียด้วย เรือตรวจการณ์ชั้น Kraljevica จำนวน 2 ลำถูกโอนมาให้ในปี 1975 BNS Karnafuli และ BNS Tista มีระวางขับน้ำเต็มที่ 200 ตัน ยาว 41 เมตร กว้าง 6.3 เมตร เข้าประจำการครั้งแรกในปี 1956 เรือถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ต่อต้านเรือดำน้ำ ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน 20 มม.แฝดสี่จำนวน 1 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำขนาด 128 มม.จำนวน 2 ระบบ รวมทั้งรางปล่อยระเบิดลึกด้านท้ายเรืออีก 2 ราง ได้มีการปรับปรุงเรือครั้งใหญ่ในปี 1995 และ 1998 ตามลำดับ สถานะปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ทั้งสองลำ

    ผู้เขียนขอย้อนกลับไปที่เรืออังกฤษอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรือมือหนึ่งที่ต่อขึ้นในประเทศสิงคโปร์ ผู้อ่านหลายท่านคงทราบมาก่อน ว่าอู่ต่อเรือวอสเปอร์เคยตั้งสาขาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ เพื่อที่จะกดราคาเรือให้ต่ำกว่าการต่อจากประเทศอังกฤษ แบบเรือทั้งหมดมีระวางขับน้ำไม่เกิน 600 ตัน ลูกค้าทั้งหมดมาจากประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง  กองทัพเรือบังกลาเทศสั่งต่อเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่จำนวน 2 ลำในปี 1984 เรือชั้น Meghna มีระวางขับน้ำเต็มที่ 410 ตัน ยาว 46.5 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้ง ติดตั้งปืนใหญ่ Bofors 57 มม.จำนวน 1 กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.จำนวน 1 กระบอก ควบคุมการยิงด้วยระบบออปโทรนิค Selenia NA18 B รวมทั้งปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก ถือเป็นเรือเล็กที่มีอาวุธเด็ดเกินตัวกันเลยทีเดียว

    หลังจากเรือทั้ง 2 ลำเข้าประจำการได้เพียง 2 ปี อู่ต่อเรือวอสเปอร์สาขาสิงคโปร์ก็ปิดตัวลง โดยได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับอู่ต่อเรือ ST Marine ประเทศไทยก็เคยสั่งต่อเรือจากที่นี่จำนวนหลายลำ

เรือจีนมาแล้ว

    กองทัพเรือบังกลาเทศยังคงเดินหน้าต่อไป ในปี 1983 มีการจัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 24 จากจีนจำนวน 5 ลำ ซึ่งก็คือเรือชั้น Heku จากโซเวียตนั่นเอง มีระวางขับน้ำเพียง 79 ตัน ยาว 27 เมตร กว้าง 6.3 เมตร สามารถทำความเร็วได้สุงสุดถึง 38 น๊อต ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอก และจรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 2 นัด เรือจิ๋วชั้นนี้ถือเป็นการยกระดับกองทัพเรือ จากยุคตอร์ปิโดขนาด 533 มม.ไปสู่ยุคจรวดนำวิถี หลังกองทัพเรือไทยมีจรวดกาเบรียลเพียง 6 ปีเท่านั้น

    5 ปีต่อมาอาวุธจากจีนก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อมีการจัดหาเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีชั้น Type 021 จำนวน 4 ลำ เรือลำใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นคือระวางขับน้ำ 171 ตัน ยาว 38.6 เมตร กว้าง 7.6 เมตร ความเร็วสุงสุดลดลงมาเหลือ 35 น๊อต ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน  AK230 แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ควบคุมการยิงด้วย Kolonka optronic director ท้ายเรือเป็นจรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 4 นัด บนเสากระโดงหลักติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ Type 352 Square Tie ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงมีระยะปฎิบัติการณ์ไกลขึ้น ผู้เขียนกำลังจะเขียนเรื่องที่น่าสนุกกว่านั้น ได้มีการปรับปรุงใหญ่เรือชั้นนี้ในปี 2009  โดยการติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือรุ่นใหม่ รวมทั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-704 จำนวน 4 นัดทดแทนของเดิม จึงมั่นใจได้ว่าจะได้เห็น Type 021 อีกนานพอสมควร

    ตัดไปที่กองเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ได้มีการจัดหาเรือจากจีนเพิ่มเติมเช่นกัน เรือชั้น Type 062 Shanghai II จำนวน 8 ลำ ได้ทยอยเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1982 จนครบทุกลำ มีระวางขับน้ำเต็มที่ 135 ตัน ยาว 38.78 เมตร กว้าง 5.41 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก รวมทั้งระเบิดลึกจำนวน 8 ลูกที่ท้ายเรือ 13 ปีต่อมาได้มีการตั้งหน่วยยามฝั่งขึ้น เรือชั้น Type 062 จำนวน 4 ลำจึงถูกโอนให้กับหน่วยงานใหม่ (ปี 1996 จำนวน 1 ลำ และปี 2005 จำนวน 3ลำ) เป็นเรือลำใหญ่ที่สุดของหน่วยยามฝั่งบังกลาเทศ จนกระทั่งเรือลำสุดท้ายของบทความนี้เข้าประจำการ

    เรือฟริเกตจำนวน 3 ลำ เรือตอร์ปิโดขนาดเล็กจำนวน 4 ลำ รวมทั้งเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน 9 ลำ นับว่าเพียงพอรับมือกับภัยคุกคามผิวน้ำแล้ว ทว่าการรับมือกับภัยคุกคามใต้น้ำ ยังมีแค่เพียงเรือฟริเกตจำนวน 3 ลำ และเรือตรวจการณ์จากยูโกสลาเวียจำนวน 2 ลำเท่านั้น ข้อดีของเรือรบอังกฤษในยุคนั้นก็คือ ติดตั้งเรดาร์และโซนาร์จำนวนหลายชุดบนเรือลำเดียว ข้อเสียก็คือมีขนาดใหญ่เทอะทะและกินน้ำลึกขาดความคล่องตัวในการทำภารกิจใกล้ชายฝั่ง ครั้นจะพึ่งพาเรือตรวจการณ์ของยูโก ก็มีแต่โซนาร์สุดแสนโบราณทำงานไปตามท้องเรื่อง

    ในปี 1985 กองทัพเรือได้จัดหาเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ (Submarine Chaser) ชั้น Type 037 Hainan จำนวน 2 ลำ เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 400 ตัน ยาว 58.77 เมตร กว้าง 7.2 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 57 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 4 ระบบ และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง 10 ปีต่อมา BNS Durjoy (1985) เสียหายอย่างหนักระหว่างเข้ารับการซ่อมบำรุง ทำให้ต้องปลดประจำการเรือในท้ายที่สุด

    ได้มีการจัดหาเรือชั้น Type 062-I Haizhui จำนวน 1 ลำ เพื่อนำมาใช้งานทดแทน BNS Durjoy (1985) ที่ถุกจำหน่ายไป Type 062-I ก็คือ Type 062 Shanghai II เวอร์ชั่นปราบเรือดำน้ำนั่นเอง ติดตั้งจรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 และระบบโซนาร์เพิ่มเติมเข้าไป BNS Barkat เป็นเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำลำที่ใหม่สุด คือเข้าประจำการปี 1995 และมีระวางขับน้ำน้อยที่สุดเพียง 170 ตันอีกด้วย

    เรือจากจีนลำถัดไปเป็นเรือช่วยรบ เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น Type 010 มีระวางขับน้ำ 590 ตัน  ยาว 59.94 เมตร กว้าง 8.38 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 25 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนกลขนาด 14.5 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง เรือชั้น Type 010 พัฒนามาจากเรือชั้น T43 ของโซเวียต ติดตั้งระบบโซนาร์ค้นหาทุ่นระเบิด รวมทั้งอุปกรณ์กวาดทุ่นระเบิดบริเวณท้ายเรือ แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ค่อนข้างล้าสมัยพอสมควร

    เรือจากจีนลำสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ เป็นเรือจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดระวางขับน้ำ 1,702 ตัน เป็นเรือฟริเกตมือสองอายุน้อยที่สุดเพียง 2 ปี ช่วงประจำการกับกองทัพเรือจีนเคยยิงเรือสินค้าเวียตนามมาแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นเรือฟริเกตติดจรวดนำวิถีลำแรกสุด BNS Osman หรือเรือฟริเกตชั้น Type 053H1 (Jianghu-II) มีความยาว 103.2 เมตร กว้าง 10.8 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 4 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 2 ระบบ จรวดต่อสู้เรือรบ SY-1 Silkworm จำนวน 6 นัด และรางปล่อยระเบิดลึกท้ายเรือจำนวน 2 ราง

    BNS Osman เข้าประจำการในช่วงปลายปี 1989 ได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญต้นปี 2009 ด้วยการติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4-8 นัดทดแทนของเดิม รวมทั้งปรับปรุงระบบสื่อสารให้ทันสมัยมากกว่าเดิม เรือได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติระหว่างปี 2010- 2014 ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน  เรียกว่าติดจรวดใหม่แล้วออกไปอวดธงกับชาวโลกกันเลย เป็นภารกิจที่กองทัพเรือไทยห่างเหินนานพอสมควร

เรืออังกฤษยังไม่ตาย

    ระหว่างปี 1983-1995 กองทัพบังกลาเทศสั่งซื้อเรือรบจำนวนมากจากประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็นเรือใหม่หรือใช้งานมาแล้ว 2-3 ปี เรือทั้งหมดมีขนาดเล็กระวางขับน้ำไม่เกิน 600 ตัน ติดตั้งอาวุธและระบบเรดาร์ภายใต้ลิคสิทธิ์จากโซเวียต จากนั้นก็ก้าวกระโดดไปเป็นเรือฟริเกตชั้นเจียงหูเลย ทว่าเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่และเรือคอร์เวต รวมทั้งเรือช่วยรบขนาดใหญ่กว่า 600 ตัน อุตสาหกรรมการต่อเรือจีนในยุคนั้นยังไม่ค่อยชำนาญ บังกลาเทศได้เบนเข็มไปหาอังกฤษอีกรอบหนึ่ง เพื่อจัดหาเรือรบและเรือช่วยรบมือสองเข้าประจำการ

    กองทัพเรือบังกลาเทศมีเรือรบมากพอควรแล้ว จึงได้จัดตั้งกองเรือกวาดทุ่นระเบิดขึ้นบ้าง นอกจากเรือชั้น Type 010 จำนวน 1 ลำซึ่งเข้าประจำการในปี 1996 แล้ว ยังมีการจัดหาเรือเรือกวาดทุ่นระเบิดมือสองของอังกฤษจำนวน 4 ลำด้วย เรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น River ระวางขับน้ำเต็มที่ 890 ตัน ยาว 47 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก แม้จะเป็นเรือเก่าจากกองทัพเรืออังกฤษก็จริง แต่มีอายุเพียง 10 ปีและแบบเรือค่อนข้างทันสมัย ทำภารกิจได้ดีกว่า ออกทะเลลึกได้ดีกว่า และติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยกว่าเรือจีนแบบเทียบไม่ติด ทั้งยังทำภารกิจตรวจการณ์ไกลฝั่งได้ในระดับหนึ่ง  ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบลำนี้เป็นพิเศษ พ่ออ้วนศรีขยี้ใจสาวจากดาวเคราะห์แคระ

    ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งหรือ OPV หรือ Offshore Patrol Vessel เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น บังกลาเทศต้องการเรือแบบนี้จำนวนมาก ทว่าโครงการเรือชั้น Sea Dragon ไม่ได้รับการจัดหาเพิ่มเติม พวกเขาจึงมองไปที่เรือรบมือสองของอังกฤษอีกครั้ง เรือตรวจการณ์อายุ 25 ปีชั้น Island คือตัวเลือกที่ดีที่สุด มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,200 ตัน ยาว 59 เมตร กว้าง 11 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกลขนาด 7.62 มม.จำนวน 2 กระบอก บังกลาเทศได้กวาดมาทั้งสิ้นจำนวน 5 ลำจากทั้งหมด 7 ลำ แบบเรือค่อนข้างล้าสมัยติดอาวุธได้ไม่มาก แต่ทำภารกิจไกลฝั่งได้ดีและทนทานต่อคลื่นลมในทะเล เรือลำแรกคือ BNS Sangu เข้าประจำการในปี 2002 ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่

    ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนถึงเรือลำอื่นต่อ ต้องขอบอกความจริงอีกเรื่องหนึ่งก่อน บังกลาเทศไม่ได้มีเรือชั้น Island เพียง  5 ลำ ก่อนหน้านี้ในปี 1994 พวกเขาได้ซื้อเรือชั้น Island จำนวน 1 ลำมาก่อนแล้ว BNS Shaheed Ruhul Amin ทำหน้าที่เป็นเรือฝึก ทดแทนเรือลำเดิมที่ใช้ชื่อเดียวกัน ซึ่งดัดแปลงมาจากเรือขนส่งสินค้าแคนาดา บังกลาเทศมักใช้ชื่อเรือและหมายเลขเรือเดิม แม้จะไม่ทุกครั้งแต่ก็เป็นส่วนใหญ่ สามารถสรุปความได้ว่า พวกเขามีเรือชั้น Island จำนวนถึง 6 ลำ เหลือแบ่งให้ตรินิแดดและโตเบโกเพียง 1 ลำเท่านั้น

    เรือมือสองจากอังกฤษเดินทางมาแล้วจำนวน 10 ลำ และผู้เขียนอยากจะพูดถึงตัวจิ๊ดที่สุดต่อไปเลย เมื่ออังกฤษต่อเรือตรวจการณ์ชั้น Island ครบจำนวนแล้ว พวกเขาได้เริ่มโครงการเรือตรวจการณ์ชั้น Castle ต่อทันที มีความต้องการจำนวนเรือรวมทั้งสิ้น 6 ลำด้วยกัน ทว่าต่อครบ 2 ลำก็ต้องยุติด้วยเหตุผลโน่นนั่นนี่ กระทั่งปี  2010  เรือทั้งหมดถูกขายต่อให้กับบังกลาเทศ มีการส่งมอบเรือในปีถัดไปหลังปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย เรือชั้น Castle ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,427 ตัน ยาว 81 เมตร กว้าง 11.5 เมตร ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ด้านอาวุธมีเพียงปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอกเท่านั้น

    เรือทั้ง 2 ลำถูกชุบชีวิตอีกครั้งในปี 2013 ด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  และจรวดต่อสู้เรือรบ C-704 อีกจำนวน 4 นัด กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือคอร์เวตอาวุธนำวิถี ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญและต่ออายุไปอีกยาวนาน เรือทั้ง 2 ลำจะประจำการไปอีกอย่างน้อยก็ 20 ปี ตามมาตราฐานกองทัพเรือบังกลาเทศเขาล่ะ

เกาหลีใต้ประเดิมตลาด

    ผู้เขียนขอพาไปแวะประเทศคุ้นเคยกันบ้างนะครับ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจีนนักก็คือเกาหลีใต้นั่นเอง ผู้อ่านทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า อุตสาหกรรมการต่อเรือเกาหลีใต้ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปเพียง 20 ปีก่อน พวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่เป็นที่รู้จักกับชาวโลก ระหว่างปี 1995 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้น และได้มีการสั่งเรือตรวจการณ์จำนวน 1 ลำจากอู่ต่อเรือฮุนได BNS Madhumati หรือเรือชั้น Sea Dragon มีระวางขับน้ำเต็มที่ 635 ตัน  ยาว 60.8 เมตร กว้าง 8 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ Bofors 57 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก หน่วยยามฝั่งมีแผนจะจัดหารวมทั้งสิ้นถึง 6 ลำ แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณจึงไม่ได้สั่งเพิ่มเติมอีก BNS Madhumati เข้าประจำการกับกองทัพเรือในปี 1998 ส่วนหน่วยยามฝั่งได้รับโอนเรือลำอื่นของกองทัพเรือทดแทน

    อาจกล่าวแบบเป็นกันเองได้ว่า บังกลาเทศคือลูกค้ารายแรกของอู่ต่อเรือกาหลีใต้ เรือชั้น Sea Dragon แทบไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพถ่ายของเรือลำนี้แทบจะไม่มีเลยว่างั้น จนกระทั่งเรือได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติระหว่างปี 2010- 2014 ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน นั่นเองผู้เขียนจึงได้รู้ความจริงว่า มีเรือลำนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย และเมื่อผู้เขียนรู้โลกนี้ย่อมรู้ตามกัน เป็นเรือที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจพอตัวนะครับ

    จากนั้นไม่นานเรือเกาหลีใต้ชุดที่ 2 ก็ตามมา คราวนี้เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่งรับโอนมาจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ เรือชั้น Chamsuri หรือ Sea Dolphin มีระวางขับน้ำเต็มที่ 170 ตัน ยาว 37 เมตร กว้าง 7 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก เข้าประจำการในปี 2000 จำนวน 2 ลำ และในปี 2004 อีกจำนวน 2 ลำ (รวมทั้งหมด 4 ลำ) นอกจากบังกลาเทศแล้วยังมีอีกหลายชาติที่ได้รับโอน กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้มากสุดจำนวนถึง 8 ลำด้วยกัน

    และแล้วก็มาถึงคิวของพระเอกตัวจริง นั่นก็คือโครงการเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1994 แต่มีความล่าช้าเนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ กระทั่งในปี 1998 อู่ต่อเรือแดวูจากเกาหลีใต้จึงได้รับการคัดเลือก เรือฟริเกตอเนกประสงค์ชั้น DW 2000-H ซึ่งก็คือเรือชั้น Ulsan รุ่นปรับปรุงใหม่ มีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,370 ตัน ยาว 103.7 เมตร กว้าง 13.5 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/70 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ Otomat  Mk. II Block IV จำนวน 4-8 นัด (ท่อยิงจรวด Otomat  Mk. II เป็นแบบ 2 นัดต่อ 1 กล่อง ท่อยิงจำนวน 4 กล่องใส่จรวดได้มากสุด 8 นัด) จรวดต่อสู้อากาศ FM-90 ระยะยิง 15 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Whitehead A244S จำนวน 6 นัด ติดตั้งระบบเรดาร์เดินเรือ เรดาร์ตรวจการณ์ เรดาร์ควบคุมการยิง ระบบโซนาร์ตรวจจับเรือดำน้ำ ระบบสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์สงครามอิเลคทรอนิคส์ ระบบเป้าลวง และระบบอำนวยการรบ จากค่ายตะวันตกอย่างครบครัน รวมทั้งลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำขนาด 7 ตันจำนวน 1 ลำ

    BNS Khalid Bin Walid เป็นเรือรบที่ทันสมัยที่สุดของบังกลาเทศ  และเป็นการยกระดับให้เทียบเท่าเรือรบจากอารยประเทศ เรือได้เข้าประจำการกลางปี 2001 โดยยังไม่ได้ติดตั้งอาวุธสำคัญบางอย่าง ทว่า 6 เดือนถัดมาพวกเขาก็ต้องพบกันฝันร้าย เมื่อเรือฟริเกตเกาหลีใต้มีปัญหานานับประการ สุดแล้วที่จะเยียวยาจึงต้องส่งกลับไปซ่อมที่แดวู จริงอยู่ว่าเรือยังอยู่ในช่วงรับประกัน แต่ก็ต้องเสียเวลา เสียโอกาส รวมทั้งเสียความรู้สึก เรือฟริเกตส่งออกลำแรกของเกาหลีใต้ใช้เวลาซ่อมแซมเกือบ 5 ปี จนถึงกลางปี 2007 จึงกลับเข้าประจำการอีกครั้ง กองทัพเรือบังกลาเทศได้เปลี่ยนชื่อเรือมาเป็น BNS Bangabandhu และติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานจากประเทศจีนเพิ่มเติมด้วย ทำให้เรือมีความพร้อมรบ 3 มิติโดยสมบรูณ์แบบ ผู้อ่านคงแปลกใจที่เลือกใช้จรวดจากจีน อาจเพราะมาตราฐานการจัดหาอาวุธก็เป็นได้ ทั้งนี้กองทัพอากาศก็ใช้จรวด FM-90 ติดบนรถหุ้มเกราะล้อยางเช่นกัน

    เรือรบทันสมัยที่สุดได้รับภารกิจคุ้มกันน่านน้ำประเทศ จึงไม่ได้ทำภารกิจให้สหประชาติเหมือนเรือลำอื่น ราคาของโครงการนี้อยู่ที่ 100 ล้านเหรียญบวกลบ ไม่ทราบรายละเอียดว่ารวมอะไรบ้างนะครับ ความเห็นส่วนตัวดูว่าสวยดีและเหมาะสมกับเขา เลยพาลนึกถึงโครงการต่อเรือรบในประเทศของเราไปด้วย เรือขนาด 2,500 ตันติดอาวุธประมาณนี้น่าจะเริ่มต้นง่ายที่สุด ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงนะครับทุกท่าน

ลุงแซมไม่ยอมน้อยหน้า

     กองทัพเรือบังกลาเทศยังมีของแปลกให้ได้ชมกัน คราวนี้ข้ามมาไกลจากฝั่งทวีปอเมริกา เป็นเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่สุดของหน่วยยามฝั่งอเมริกา เรือชั้น Hamilton ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,250 ตัน ยาว 115 เมตร กว้าง 13 เมตร อเมริกาทยอยปลดประจำการเกือบทั้งหมด จึงมีโครงการปรับปรุงเรือแล้วโอนให้ประเทศพันธมิตร กองทัพเรือบังกลาเทศได้รับโอนจำนวน 2 ลำ BNS Somudra Joy เข้าประจำการในปี 2013 BNS Somudra Avijan เข้าประจำการในปี 2015 ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเรือลำล่ะประมาณ 12 ล้านเหรียญ ติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง MK 92 และปืนกลขนาด 7.62 มม.อีกจำนวน 2 กระบอก

    เรือชั้น Hamilton มีขนาดใหญ่ที่สุดระวางขับน้ำมากที่สุด ระยะทำการไกลถึง 18,000 ไมล์ทะเลหรือ 30,000 กิโลเมตร มีลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์(แบบพับได้)ด้านท้ายเรือ สามารถทำภารกิจในทะเลลึกได้ดีกว่าเรือรบทุกลำ กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์  และมีแผนติดตั้งอาวุธทันสมัยเพิ่มเติมในอนาคต คงต้องรอดูกันไปล่ะครับ ว่าท้ายที่สุดจะออกมาแบบไหน

    การมาของเรือชั้น Hamilton ไม่ใช่ครั้งแรกสุด ก่อนหน้านี้อเมริกาเคยโอนเรือระบายพลขนาดใหญ่หรือ LCU จำนวน 3 ลำระหว่างปี 1990-1992 รวมทั้งเรือยางเคลื่อนที่เร็วสำหรับหน่วยปฎิบัติการพิเศษอีกจำนวน 12 ลำ มีข่าวการโอนเรือชั้น Hamilton ลำที่ 3 แต่ยังไม่เป็นทางการ คาดว่าทุกอย่างจะชัดเจนภายในปี 2017

เรือจีนมาอีกแล้ว

    กองทัพเรือบังกลาเทศใช้อาวุธหลากหลายประเทศ ทว่าใช้อาวุธจากจีนค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ด้วยว่าราคาไม่แพงหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีก็ตาม เรือรบใหม่เอี่ยมหรือมือสองจึงมักติดอาวุธจากจีนเสมอ และปัจจุบันจีนสามารถต่อเรือรบทุกขนาดและทุกชนิด ให้ลูกค้าคนสำคัญได้เลือกซื้อหากันตามใจชอบ บังกลาเทศหันมาสนใจเรือจีนอีกครั้ง ในโครงการจัดหาเรือทดแทนเรือฟริเกตจากอังกฤษ

    พวกเขาตัดสินใจเลือกเรือฟริเกตชั้นเจียงหูอีกครั้ง คราวนี้เป็นรุ่น Type 053H2 (Jianghu-III) ซึ่งปรับปรุงทันสมัยมากขึ้น BNS Abu Bakar และ BNS Ali Haider เข้าประจำการในปี 2014 เรืออายุ 27 ปีมีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,960 ตัน ยาว 103.2 เมตร กว้าง 11.3 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 100 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 4 กระบอก จรวดต่อสู้เรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 2 ระบบ และจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4-8 นัด เรดาร์และโซนาร์ทันสมัยมากขึ้นเล็กน้อย มีการติดตั้งระบบสื่อสารดาต้าลิงค์รุ่นใหม่จากจีนด้วย โดยจะเป็นระบบสื่อสารมาตราฐานบนเรือรบรุ่นใหม่ทั้งหมด

    วันที่ 12 พฤษภาคม 2014 เรือ  BNS Ali Haider ได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติ ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน ทดแทนเรือ BNS Osman ที่ทำภารกิจมาร่วม 4 ปีแล้ว

    เรือฟริเกตอังกฤษจำนวน 3 ลำได้ปลดประจำการลง โดยแทนที่ด้วยเรือฟริเกตจากจีนจำนวน 2 ลำ เมื่อบวกเรือฟริเกตจากอเมริกาจำนวน 2 ลำ ซึ่งมีแผนติดอาวุธทันสมัยในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกล จึงทำให้กองเรือฟริเกตเพิ่มจาก 5 ลำเป็น 6 ลำ สามารถรองรับการทำทุกภารกิจได้เหมือนเดิม

    จะเขียนถึงเรือจีนลำต่อไปกันเลยครับ กองทัพเรือบังกลาเทศต้องการจัดตั้งกองเรือคอร์เวต เพื่อทำภารกิจตรวจสอบพื้นที่สุ่มเสี่ยงอันตราย หลังจากเรือตรวจการณ์ของตนเองประสบเหตุหรือตรวจพบเข้า จึงต้องการเรือที่มีความคล่องตัวสุงราคาไม่แพงนัก ติดตั้งปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยาน จรวดต่อสู้เรือรบ และจรวดต่อสู้อากาศยานระยะสั้น มีค่าปฎิบัติการต่ำกว่าเรือฟริเกตขนาดใหญ่ โดยไม่ทำภารกิจปราบเรือดำน้ำแต่อย่างใด โดยเริ่มต้นจากนำเรือชั้น Castle มาปรับปรุงให้เป็นเรือคอร์เวต ต่อด้วยจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่จากจีนจำนวน 2 ลำ

    เรือชั้น Type 056 ใช้แบบเรือที่ค่อนข้างทันสมัย ออกแบบลดการตรวจจับด้วยเรดาร์หรือ Stealth ระวางขับน้ำ 1,300 ตัน ยาว 90 เมตร กว้าง 11.4 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ C-802A จำนวน 4 นัด และจรวดต่อสู้อากาศยาน  FL-3000N ระยะยิงไกลสุด 9 กิโลเมตรจำนวน 8 นัดมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำขนาด 7 ตัน ไม่มีการติดตั้งโซนาร์และอาวุธปราบเรือดำน้ำ (สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้เพราะมีพื้นที่รองรับ) จีนขายเรือคอร์เวตชั้น Type 056 ให้บังกลาเทศเป็นชาติแรก ทั้งที่ตนเองยังต้องการเรือชั้นนี้อีกหลายสิบลำ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมของพวกเขา

    BNS Shadhinota และ BNS Prottoy เข้าประจำการพร้อมกันในวันที่ 19 มีนาคม 2516 กองเรือคอร์เวตบังกลาเทศมีจำนวนเรือ 4 ลำเข้าไปแล้ว แต่พวกเขายังไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ จึงได้จัดหาเรือคอร์เวตชั้น Type 056 เพิ่มเติมอีก 2 ลำในเฟสสอง จำนวนเรือทั้งโครงการมียอดรวมอยู่ที่ 8 ลำ ซึ่งถ้าทำสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น กองเรือคอร์เวตบังกลาเทศจะมีจำนวนเรือถึง 10 ลำ ย้ำ!... 10 ลำด้วยกัน  เป็นการเสริมสร้างกำลังรบให้แข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยเรือรบใหม่เอี่ยมสุดทันสมัยจากประเทศจีน และถ้าติดตั้งโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาเพิ่มเติมในอนาคต กองเรือคอร์เวตจะทำการรบได้ครบทั้ง 3 มิติ น่าเกรงขามไม่เบาเหมือนกันนะครับ

    ราคาเรือชั้น Type 056 ของบังกลาเทศ อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญต่อลำ ผู้เขียนคาดว่ารวมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ยกเว้นก็เพียงลูกจรวดและกระสุนปืนชนิดต่าง ๆ เท่านั้น

    แล้วพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดที่ควรจะเป็น กองทัพเรือบังกลาเทศต้องการจัดตั้งกองเรือดำน้ำมานานแล้ว พวกเขาส่งทหารไปฝึกอบรมที่ตุรกีตั้งแต่ปี 2004 จากนั้นจึงตั้งโครงการจัดหาเรือดำน้ำในปี 2008 แล้วโครงการก็เลื่อนไปเป็นปี 2012 ด้วยติดขัดเรื่องงบประมาณอะไรนี่แหละ 2 ปีต่อมาพวกเขาได้เลือกเรือเฟสแรกสำเร็จเสร็จสิ้น บังกลาเทศสั่งซื้อเรือดำน้ำมือสองจากจีนในราคา 203.5 ล้านเหรียญ โดยมีความสนใจเรือดำน้ำชั้น S20 หรือ Type 039 song ในการจัดหาเฟสสองต่อไป

    เรือชั้น Type 035G Ming จำนวน 2 ลำจะถูกปรับปรุงใหม่ทั้งลำ และน่าจะมีการส่งมอบภายในปี 2016 ซึ่งก็คือปีนี้ Type 035G Ming พัฒนามาจาก Type 033 Romeo ของโซเวียต ระวางขับน้ำเต็มที่ขณะดำ 2,113 ตัน ยาว 76 เมตร กว้าง 7.6 เมตร ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 533 มม.จำนวน 8 ท่อยิง (ด้านหน้า 6 ด้านหลัง 2) บรรทุกตอร์ปิโด Yu-4 ซึ่งมีระยะยิง 15 กม.ที่ความเร็ว 40 น๊อตได้ถึง 18 นัด เรือชั้น Type 035G จำนวน 12 ลำเข้าประจำการกองทัพเรือจีนระหว่างปี 1990-1999  โดยในปี 2003 ได้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่กับเรือชั้นนี้ เมื่อเรือหมายเลข 361จมลงบริเวณทะเลเหลืองระหว่างทำการฝึกซ้อม ลูกเรือจำนวน 70 นายเสียชีวิตทั้งหมด สาเหตุอย่างเป็นทางการไม่ปรากฎแน่ชัด แต่ใช้คำว่าขัดข้องทางเทคนิคก็คงจะได้กระมัง

การพึ่งพาตัวเอง

    กองทัพเรือบังกลาเทศซื้อเรือจากต่างประเทศมาโดยตลอด แม้ภายในประเทศจะมีอู่ต่อเรืออยู่ประมาณ 200 แห่งก็ตาม สาเหตุเป็นเพราะอู่ดังกล่าวขนาดค่อนข้างเล็ก ใช้วิธีต่อเรือเก่าคร่ำครึไม่เหมาะกับเรือยุคใหม่ อีกทั้งเครื่องมือที่มีความทันสมัยก็แทบหาไม่ได้เลย เป็นความขัดสนเนื่องมาจากไม่มีเม็ดเงินลงทุนนั่นเอง กระทั่งรัฐบาลเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เข้า จึงผลักดันให้อู่ต่อเรือ Khulna ของกองทัพเรือมีความทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งขอความช่วยเหลือหลายด้านจากจีนด้วย จนสามารถเริ่มต้นโครงการต่อเรือรบในประเทศสำเร็จ

    โครงการแรกสุดก็คือเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ เริ่มต้นในปี 2009 ด้วยสัญญาซื้อเรือ 2 ลำจากอู่ต่อเรือ Wuchang ประเทศจีน เรือตรวจการณ์ชั้น Durjoy เป็นญาติผู้น้องของเรือคอร์เวตชั้น Type 056 โดยการลดขนาดลงจนเหลือระวางขับน้ำ 648 ตัน มีความยาว 64.2 เมตร กว้าง 9 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ AK-176 ขนาด 76 มม.จำนวน 1 กระบอก ทำงานร่วมกับเรดาร์ควบคุมการยิง Type 347G  ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 30 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้เรือรบ C-704 จำนวน 4 นัด  จรวดปราบเรือดำน้ำ  EDS-25A จำนวน 2 ระบบ รวมทั้งระบบโซนาร์ ESS-3 ที่บริเวณหัวเรือ นับเป็นเรือตรวจการณ์ที่มีอาวุธครบครันลำหนึ่ง

    BNS Durjoy (2013) และ BNS Nirmul เข้าประจำการพร้อมกันวันที่ 29 สิงหาคม 2013 กองทัพเรือบังกลาเทศกำหนดให้เป็นเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ ทว่าคนบังกลาเทศส่วนใหญ่มักเรียกว่าเรือคอร์เวตจรวดนำวิถี ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2014  เรือ BNS Nirmul ได้เข้าร่วมกับสหประชาชาติ ในภารกิจรักษาความปลอดภัยน่านน้ำเลบานอน ทดแทนเรือ BNS Madhumati ที่ทำภารกิจมาร่วม 4 ปีแล้ว

    วันที่ 30 มิถุนายน 2014 กองทัพเรือบังกลาเทศเซ็นสัญญาต่อเรือชั้น Durjoy จำนวน 2 ลำ กับอู่ต่อเรือ Khulna ซึ่งเป็นของกองทัพเรือนั่นเอง นี่คือการต่อเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีจากอู่ต่อเรือ Wuchang ประเทศจีน มีพิธีวางกระดูกเรือในวันที่ 6 สิงหาคม 2015 คาดว่าอีกไม่นานพวกเราจะได้เห็นเรือทั้ง 2 ลำ ตามโครงการนี้จะมีการจัดหาเรือจำนวน 8 ลำ เมื่อเฟส 2 เสร็จสิ้นลงก็จะมีเฟสต่อไปตามมา อู่ต่อเรือบังกลาเทศจะทำผลงานได้ดีหรือไม่ เรามาคอยตามชมด้วยกันต่อไปนะครับ

    ต่อไปเป็นโครงการที่มีเรือเข้าประจำการจริงแล้ว และถือเป็นเรือติดอาวุธลำแรกที่ต่อขึ้นเองในประเทศ นั่นก็คือเรือตรวจการณ์ขนาด 50 เมตรชั้น Padma ระวางขับน้ำ 350 ตัน ยาว 50.4 เมตร กว้าง 7.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่จำนวน 2 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก ออกแบบให้ติดตั้งรางวางทุ่นระเบิดด้านท้ายเรือได้ รวมทั้งจรวดต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า และอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก  โครงการเริ่มเดินหน้าในปี 2010 และทยอยเข้าประจำการจนครบในอีก 3 ปีต่อมา เรือเฟสแรกจำนวน 5 ลำต่อขึ้นโดยอู่ต่อเรือ Khulna ทั้งหมด โดยมีแผนจะต่อเรือทั้งโครงการรวมทั้งสิ้น 23 ลำ

    อู่ต่อเรือ Khulna มีอายุครบ 56 ปีพอดี พวกเขายังมีผลงานกับกองทัพเรืออีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรือขนส่งและเรือช่วยรบชนิดต่าง ๆ อาทิเช่น เรือน้ำมันขนาด 68 เมตร BNS Khan Jahan Ali เรือลากจูงชั้น Damen Stan Tug 3008 จำนวน 2 ลำ เรือระบายพลขนาดใหญ่หรือ LCU จำนวน 2 ลำ รวมทั้งทำการซ่อมบำรุงเรือรบทุกลำของกองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และหน่วยงานอี่น ๆ ของรัฐบาล

    บังกลาเทศยังมีอู่ต่อเรือ Dockyard and Engineering Works หรือ DEW หรือ Narayanganj ซึ่งใหญ่รองลงมาและเป็นของกองทัพเรือเช่นกัน มีผลงานด้านเรือขนาดเล็กมานานพอสมควร อาทิเช่น เรือขนส่งกำลังพล เรือตรวจการณ์ลําน้ำ เรือตรวจการณ์ขนาด 18 เมตรของหน่วยยามฝั่ง และเรือระบายพลขนาดเล็กของกองทัพเรืออีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันมีอีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของหน่วยยามฝั่ง

    อุตสาหกรรมการต่อเรือของบังกลาเทศ ยังมีขนาดไม่ใหญ่โตเทคโนโลยีก็ค่อนข้างล้าสมัย แต่ด้วยกำลังซื้อจากกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่ง จึงสามารถต่อเรือรบขนาดเล็กและเรือช่วยรบได้หลายสิบลำ โครงการเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ชั้น Durjoy ทำให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอีกหลายก้าว เรื่องดีมากที่ผู้เขียนสังเกตุเห็นก็คือ แต่ละโครงการมีจำนวนเรือมากพอสมควร โดยไม่มีการทิ้งช่วงให้การพัฒนาต้องสะดุดลง

หน่วยยามฝั่ง

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1995 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้น มีการโอนกำลังพลและกำลังเรือบางส่วนมาจากกองทัพเรือ หน้าที่หลักของพวกเขาก็เหมือนกับหน่วยยามฝั่งประเทศอื่น อาทิเช่น รักษาผลประโยชน์บนน่านน้ำ ตรวจคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย การควบคุมมลพิษทางทะเล การควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ป้องกันการลักลอบค้าอาวุธเถื่อนและยาเสพติด การดำเนินการบรรเทาภัยพิบัติต่าง ๆ  รวมทั้งปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ พื้นที่ดูแลอยู่ในเขตห่างจากฝั่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล โดยทำงานแยกจากกองทัพเรือเป็นเอกเทศ

    ปัจจุบันหน่วยยามฝั่งมีกำลังพล 3,339 นาย มีเรือขนาดต่าง ๆ รวมกันจำนวน 63 ลำ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรือเล็กขนาดไม่เกิน 50 เมตร ใช้ในการป้องปรามและสกัดกั้นการกระทำผิดนอกชายฝั่ง ติดตั้งเพียงอาวุธปืนขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนก็ว่าเหมาะสมกับภารกิจดีแล้ว ที่ใหญ่สุดเห็นจะเป็น ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.แท่นคู่ บนเรือชั้น Type 062 Shanghai II จำนวน 4 ลำ เรือส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุพอสมควร จึงได้มีโครงการจัดหาเรือรุ่นใหม่เพิ่มเติม ถือเป็นการปรับปรุงหน่วยครั้งใหญ่ประมาณนั้นครับ

    โครงการแรกสุดที่ผู้เขียนจะขอเขียนถึง ยังอยู่ภายในประเทศที่อู่ต่อเรือ DEW หรือ Narayanganj หน่วยยามฝั่งสั่งต่อเรือตรวจการณ์ชายฝั่งหรือ IPV จำนวน 2 ลำ เรือมีความยาว 43.4 เมตร กว้าง 6.4 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต และสั่งต่อเรือตรวจการณ์ความเร็วสุงหรือ FPB อีกจำนวน 2 ลำ เรือมีความยาว 52 เมตร กว้าง 7 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต เรือทั้งหมดจะทำการส่งมอบภายในปี 2017 หรือปีหน้า นอกจากนี้ยังมีโครงการเรือเครนท้องแบนจำนวน 1 ลำ เรือตรวจการณ์ลำน้ำความเร็วสุงขนาดใหญ่จำนวน 6 ลำ รวมทั้งโครงการเรือตรวจการณ์ลำน้ำความเร็วสุงจากอินโดนีเซียจำนวน 12 ลำเพิ่มเติมเข้ามา

    โครงการใหญ่ที่สุดของหน่วยยามฝั่งมาถึงแล้ว นั่นคือการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเข้าประจำการ วันที่ 4 มีนาคม 2015 รัฐบาลบังกลาเทศตัดสินใจเลือกเรือคอร์เวตชั้น  Minerva จากอิตาลี เรือมือสองจำนวน 4 ลำมีราคารวมอยู่ที่ 10.5 ล้านยูโร โดยจะการปรับปรุงซ่อมแซมทาสีเรือใหม่ รวมทั้งถอดอาวุธทุกชนิดและเรดาร์ตรวจการณ์ของอิตาลีออก เรือชั้น  Minerva 2 ลำได้ปลดประจำการในเดือนพฤษภาคม 2015 แล้วส่งมอบให้กับอู่ต่อเรือ Fincantieri ของอิตาลีปรับปรุงเรือตามสัญญาทันที เรือ F 551 Minerva เปลี่ยนมาใช้ชื่อ PL 71 Syed Nazrul ส่วนเรือ F 558 Sibilla เปลี่ยนมาใช้ชื่อ PL 72 Tajuddin อู่ต่อเรือใช้เวลาปรับปรุงจนแล้วเสร็จภายใน 168 วัน ขณะนี้ติดระบบเรดาร์และอาวุธปืนเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการส่งมอบเรือให้หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศภายในปีนี้

    เรือชั้น  Minerva มีระวางขับน้ำเต็มที่ 1,285 ตัน ยาว 87 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน OtoMelara KBA 25 มม.จำนวน 1 กระบอก (เมื่อเข้าประจำการอาจมีการติดปืนกลเพิ่ม) เรืออายุ 29 ปีและ 25 ปีได้รับการปรับปรุงเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ ให้มีสภาพสมบรูณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการวิ่งทดสอบด้วยกำลังเครื่องสุงสุด สามารถทำความเร็วได้ถึง 24.05 น๊อต ขณะที่ผลการทดสอบเมื่อปี 1988 ความเร็วสุงสุดอยู่ที่ 24.3 น๊อต ทางด้านเรืออีก 2 ลำคือ F 552 Urania และ F 553 Danaide ได้ปลดประจำการจากองทัพเรืออิตาลีเป็นที่เรียบร้อย เรือเฟสสองน่าจะส่งมอบได้ภายในปี 2017 หน่วยยามฝั่งบังกลาเทศจะมีศักยภาพสุงขึ้นทันตาเห็น

คุยกันส่งท้าย

    บทความเรื่องกองทัพเรือบังกลาเทศค่อนข้างยาวมาก รวมทั้งมีข้อมูลเรือแทบจะครบทุกลำกันเลยทีเดียว เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าไม่ค่อยมีใครเขียนถึง จึงอยากเขียนถึงมากซักหน่อยเพื่อให้รู้จักแพร่หลาย กองทัพเรือบังกลาเทศใช้เรือและอาวุธหลากหลาย นั่นก็เพราะสภาวะจำยอมจากงบประมาณ ปัจจุบันพวกเขาพยายามสร้างมาตราฐานให้ชัดเจน โดยอิงกับอาวุธและเรดาร์จากจีนมากกว่า 80 เปอร์เซนต์ โครงการในอนาคตก็ยังหนีไม่พ้นจีนเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำเฟสสองหรือเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีโครงการใหม่ เหมือนว่าจะดีแต่ไม่น่าจะไม่ดีเท่าที่ควร เพราะดันมีเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัวตามมาน่ะสิครับ

     ภัยคุกคามจากประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ค่อนข้างมีน้อยมากจนถึงน้อยที่สุดไปแล้ว เพราะทางนั้นไม่ได้ต้องการที่จะรวมประเทศ ฝ่ายอินเดียก็คงไม่ยอมให้ทำแบบนั้นแน่ ทั้งยังวุ่นวายกับภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายระดับโลก ไหนจะอเมริกาและจีนทั้งกดดันและแทรกแซงอยู่ร่ำไป แล้วภัยคุกคามที่สำคัญของบังกลาเทศอยู่ที่ไหน ตอบโดยไม่ต้องคิดว่าจากกองทัพเรือพม่านั่นเอง ทั้งสองประเทศมีเรื่องระหองระแหงกันบ่อยครั้ง ประชาชนทั้งสองฝ่ายก็ไม่กินเส้นกันเลยว่างั้น เมื่อกองทัพเรือพม่าใหญ่โตขึ้นตามลำดับ กองทัพเรือบังกลาเทศจึงต้องใหญ่โตขึ้นตามลำดับด้วย ทั้งสองฝ่ายจึงได้โตแบบก้าวกระโดดไปพร้อม ๆ กัน

    แล้วมันยุ่งยากน่าปวดหัวตรงไหนล่ะครับ ก็ตรงอาวุธต่าง ๆ มาจากประเทศจีนเหมือนกันเนี่ยสิ บังกลาเทศมีเรือฟริเกตชั้นเจียงหูพม่าก็มี พม่ามีจรวดต่อสู้เรือรบ C-802A บังกลาเทศก็มี ปืนเรือชนิดต่าง ๆ ก็ใช้รุ่นเดียวกัน อาวุธปราบเรือดำน้ำก็ใช้รุ่นเดียวกันอีกแล้ว เรดาร์ตรวจการณ์เรดาร์ควบคุมการยิงก็ยังเหมือนกัน เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำก็รุ่นเดียวกันอีกแล้ว เรียกว่าลงจากเรือฝ่ายนี้ไปใช้เรือฝ่ายนั้นได้ทันที

     กองทัพเรือบังกลาเทศดูจะทันสมัยกว่านิดหน่อย ตรงที่มีจรวดต่อสู้อากาศยาน FM-90 ระยะยิง 15 กิโลเมตร และ FL-3000N ระยะยิงไกลสุด 9 กิโลเมตรประจำการแล้ว ทั้งยังมีตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Whitehead A244S ใช้งานด้วย (แม้จะบนเรือลำเดียวก็เถอะ) เมื่อบวกกับเรือดำน้ำมือสองจำนวน 2 ลำเข้าไปด้วย น่าจะถือว่าวิ่งนำกันอยู่อย่างน้อยก็ 2 เสาไฟฟ้า

    แต่ฝั่งพม่าก็มีข้อได้เปรียบเหมือนกันนะครับ เพราะสามารถต่อเรือฟริเกตขนาด 2,500 ตัน เรือคอร์เวตรูปทรง Stealth เรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถี รวมทั้งเรือตรวจการณ์ปืนได้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อมองไปไกลที่ระยะ 10 ปีข้างหน้าแล้ว พม่ามีโอกาสแซงทางโค้งช่วงท้ายได้อย่างสบาย ขึ้นอยู่กับว่าโครงการเรือดำน้ำจะออกมาแบบไหน รวมทั้งการติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานบนเรือฟริเกตลำใหม่ หรือลำใหม่กว่า (อีกแล้วเหรอ)

    แน่นอนที่สุดว่าบังกลาเทศจะไม่อยู่เฉย ถ้าโครงการเรือดำน้ำของพม่าผ่ายฉลุยไปด้วยดี จะต้องมีการจัดหาอาวุธมากกว่าเดิม งบประมาณที่ใช้ก็จะมากกว่าเดิมตามไป ถามว่าใครจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด ตอบโดยไม่ต้องคิดว่าจีนสิครับ จริงอยู่ว่าพม่าใช้อาวุธจากอินเดียและรัสเซียผสมปนเปด้วย ฝ่ายบังกลาเทศก็ใช้อาวุธจากค่ายตะวันตกอยู่พอสมควร ทว่าอาวุธจากจีนยังครองอันดับหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง

             -------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก   

https://en.wikipedia.org/wiki/Bangladesh_Navy
http://defence.pk/threads/bangladesh-navy.168818/page-149
http://www.bdmilitary.com/bangladesh-defence-procurement/bcg-receive-minerva-class-opvs-2016/
http://defence.pk/threads/4-minerva-class-corvettes-to-join-bangladesh-coast-guard.351980/page-13
http://humansatsea.com/2016/08/08/converted-patrol-vessels-delivered-bangladesh-coast-guard/
http://www.naviearmatori.net/eng/foto-222941-1.html
http://defence.pk/threads/bangladesh-navy.168818/page-152
http://www.defencebd.com/p/ships-of-bangladesh-navy.html
http://www.defencebd.com/2010/11/frigates-name-pennant-number-class.html
http://www.worldwarships.com/country/bangladesh
http://www.defencebd.com/2013/01/bangladesh-nany-launches-homemade-opv.html
http://ordendebatallainternacional.blogspot.com/2012/10/bangladesh.html
http://w3.khulnashipyard.com/
http://dewbn.com/
http://www.defensemedianetwork.com/stories/pla-navy-commissions-first-type-056-corvette-bengbu/
http://navaltoday.com/2015/05/07/former-uscgc-rush-joins-bangladesh-navy/
http://thedailynewnation.com/news/12319/two-war-ships-ali-haider-and-nirmul-of-bangladesh-navy-left-chittagong--for-lebanon-in-un-peace-mission-yesterday.html

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

World War II : Japanese invasion of Thailand

สงครามโลกครั้งที่สอง : วันญี่ปุ่นขึ้นบก

    สงครามโลกครั้งที่สอง (World War II หรือ Second World War มักใช้คำย่อเป็น WWII หรือ WW2) เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ระดับโลก กินอาณาเขตครอบคลุมทุกทวีปรวมทั้งประเทศส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้น ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวมาหลายปีและปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการระดมทหารจากทั้งสองฝ่ายเข้าสู้รบมากถึง 100 ล้านคน มีการใช้อาวุธทันสมัยรุ่นล่าสุดเข้าประหัสประหารคู่ต่อสู้  มีการระดมเงินทุนจากทุกแหล่งให้มากที่สุดเพื่อใช้ในการสู้รบ ทั้งยังก่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สงครามดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงช่วงปลายปี 2488 ได้มีการประเมินกันในภายหลังว่า ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นอยู่ระหว่าง 40 ถึง 70 ล้านคน

    ต้นเหตุที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ตราบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่กดหัวประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งให้เข้าตาจน เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ก่อนลุกลามทั่วทั้งโลก ความเป็นชาตินิยมของประเทศคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย การแย่งชิงอำนาจและความต้องการแบ่งปันโลกใหม่ของประเทศที่เจริญตามมา เช่นเดียวกับวันเริ่มต้นสงครามที่ยังไม่มีบทสรุปท้ายสุด ซึ่งเป็นไปได้ตามนี้คือ
  
    - วันที่ 1 กันยายน 2482 เมื่อเยอรมันรุกรานโปแลนด์ ซึ่งตำราส่วนใหญ่ใช้ในการอ้างอิง

    - วันที่ 7 กรกฎาคม 2480 เมื่อญี่ปุ่นรุกรานจีน หรือวันเริ่มต้นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2

    - ปี 2474 เมื่อญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย

    นักประวัติศาสตร์สงครามโลกบางคนกล่าวว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองเป็นข้อพิพาทเดียวกัน เพียงแต่ได้แยกจากกันด้วยการหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ว่าเราจะนับวันเริ่มต้นสงครามนี้เมื่อไหร่ บทสรุปในท้ายที่สุดก็คงไม่แตกต่างกัน โลกทั้งโลกล้วนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตลอดกาล มีทั้งสิ่งที่ดีขึ้นและแย่ลงคละเคล้ากันไป สงครามโลกครั้งที่สองเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอักษะ (Axis) ที่มีเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาไตรภาคี นอกจากนี้ยังมีประเทศสมาชิกรอง ผู้ให้ความช่วยเหลือทางทหาร คู่สงครามร่วม และรัฐบริวาร รวมกันมากถึง 26 ประเทศ ส่วนทางด้านอีกฝ่ายคือสัมพันธมิตร (Allies) ประกอบไปด้วยสามประเทศผู้ยิ่งใหญ่ได้แก่  อเมริกา โซเวียต และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมี ฝรั่งเศส โปแลนด์ ออสเตรเลีย และอีก 48 ชาติที่เป็นประเทศสมาชิกรอง ผู้ให้ความช่วยเหลือทางทหาร คู่สงครามร่วม รวมทั้งรัฐบริวาร

    เรื่องน่าแปลกใจที่ไม่น่าแปลกใจของสงครามโลกครั้งนี้ก็คือ ประเทศไทยมีรายชื่ออยู่ร่วมกับทั้งฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตร รายละเอียดทั้งหมดผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงขอละไว้โทษฐานที่รักกัน

สงครามมหาเอเชียบูรพา

    สงครามมหาเอเชียบูรพา (Greater East Asia War) หรือที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียกว่าสงครามแปซิฟิก (Pacific War) ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองด้วย โดยมีเขตสู้รบกันอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเป็นหลัก ความกว้างขวางของพื้นที่การรบซึ่งคลอบคลุมดินแดนหลายทวีป ความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ ทั้งในมหาสมุทร ตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ บนพื้นที่ราบและภูเขารวมทั้งทะเลทราย จึงมีการสู้รบอย่างเต็มรูปแบบด้วยอาวุธทุกชนิดที่ผลิตขึ้นได้บนโลก ประเทศไทยเข้าร่วมกับสงครามมหาเอเชียบูรพาตั้งแต่วันแรกสุด อาจจะล่าช้ากว่าการปะทะกันครั้งแรกก็เพียงไม่กี่ชั่วโมง และอยู่ร่วมสงครามครั้งนี้กระทั่งวันสิ้นสุดอย่างแท้จริง

    ช่วงเวลาก่อนที่ประเทศจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง มีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกับกองทัพไทยทุกเหล่าทัพโดยตรง ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2484 ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทย - อินโดจีนฝรั่งเศสขึ้น (Franco-Thai War) เป็นความขัดแย้งทางทหารระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส เหนือดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น โดยเป็นสงครามเต็มรูปแบบที่มีการเคลื่อนกำลังพลเข้าสู้รบกันทั้งบนบก ในอากาศ และบนท้องทะเล กองทัพไทยในเวลานั้นมีอาวุธทันสมัยมากพอสมควร เพราะรัฐบาลระบอบประชาธิปไตยประเทศล่าสุดของโลก ซึ่งมีคนจากคณะราษฎรร่วมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากนั้น ได้เล็งเห็นแล้วว่าภัยคุกคามจากนอกประเทศจะทวีความรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลจึงได้เร่งจัดหาอาวุธหลักสำคัญ ๆ ให้กับทุกเหล่าทัพเพื่อใช้ป้องกันประเทศ

    ช่วงเวลาดังกล่าวภัยคุกคามจากทางน้ำอันตรายมากที่สุด เพราะการเดินทางเข้าออกประเทศต้องใช้ทางน้ำเป็นหลัก ทำให้งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหม ได้จัดสรรให้กับกองทัพเรือมากกว่ากองทัพบกและกองทัพอากาศ (ซึ่งเคยเป็นเพียงกรมอากาศยานสังกัดกองทัพบกมาก่อน กระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงได้แยกตัวออกมาเป็นอีกหนึ่งเหล่าทัพ) ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ต่อ 1 ผู้เขียนขอแปลเป็นไทยอีกทีได้ใจความว่า กองทัพเรือได้งบประมาณมากว่ากองทัพบกและกองทัพอากาศประมาณ 3 เท่าตัว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม งบประมาณที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอซื้อเรือรบจำนวนมากให้ทันเวลา กองทัพเรือและรัฐบาลจึงได้เร่งผุดโครงการสำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดของราชนาวีไทยขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2478"  ทั้งนี้ก็เพื่อสรรหาเรือรบต่างๆให้ครบถ้วนตามความต้องการและทันกาล ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงโครงการนี้ไปแล้วรายละเอียดตามนี้ครับ

   The Power of the Sea : โครงการบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478
  
    หลังเหตุการณ์กรณีพิพาทระหว่างไทย - อินโดจีนฝรั่งเศส ได้ยุติลงด้วยการเจรจาโดยมีญี่ปุ่นเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย ประเทศไทยได้ดินแดนบางส่วนคืนกลับมาจากฝรั่งเศส จึงได้จัดการปกครองขึ้นโดยแบ่งเป็น 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดพระตะบอง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง แต่ก็ต้องสูญเสียเครื่องบินรบไปประมาณ 13 ลำ รถถัง ยานเกราะ และปืนใหญ่จำนวนหนึ่ง เรือรบสำคัญจำนวน 3 ลำ โดยเฉพาะเรือหลวงธนบุรีซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุด นอกจากกำลังพลเสียชีวิต 160 นาย บาดเจ็บ 307 นายแล้ว กระสุนปืนทั้งเล็กและใหญ่รวมทั้งระเบิดชนิดต่าง ๆ ถูกนำออกมาใช้จนเกือบหมดคลังแสง

    หลังจากนั้นไม่นานนัก สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งทำการรบพุ่งกันอยู่ในทวีปยุโรป ก็มีทีท่าว่าจะขยายตัวมายังเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย พันธมิตรสำคัญจากกรณีพิพาทระหว่างไทย - อินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งก็คือประเทศญี่ปุ่น  กลับกลายมาเป็นสิ่งที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามขนาดใหญ่แทน ด้วยว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสามแกนนำฝ่ายอักษะและมีกำลังรบขนาดใหญ่โตมาก และญีปุ่นกำลังทำสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 อย่างบ้าคลั่งอยู่ในเวลานั้น


กองเรือเฉพาะกิจออกลาดตระเวน

    ย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2484 ภัยคุกคามจากญี่ปุ่นยิ่งมีทีท่าน่ากลัวมากขึ้น รัฐบาลไทยและทุกเหล่าทัพไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับการรุกรานอย่างเต็มความสามารถ หนึ่งในนั้นก็คือส่งกองเรือเฉพาะกิจออกลาดตระเวนในอ่าวไทย โดยจะแวะจอดพักตามตามจังหวัดชายทะเลสำคัญ ๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน มีการฝึกซ้อมร่วมกับทหารในจังหวัดนั้น ๆ  รวมทั้งเติมน้ำมันและรับยุทธปัจจัยต่าง ๆ ไปในตัว การออกลาดตระเวนครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางไปกลับรวม 15 วัน  นาวาเอกชลิต กุลกำม์ธร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองเรือ ซึ่งประกอบไปด้วยเรือรบและเรือช่วยรบจำนวน 8 ลำดังนี้

    - เรือสลุปจำนวน 2 ลำ คือ เรือหลวงท่าจีน และเรือหลวงแม่กลอง

    - เรือตอร์ปิโดใหญ่จำนวน 4 ลำ คือ เรือหลวงระยอง เรือหลวงตราด เรือหลวงสุราษฎร์ และเรือหลวงปัตตานี

    -  เรือกวาดทุ่นระเบิดจำนวน 1 ลำ คือ เรือหลวงบางระจัน

    - เรือลำเลียงจำนวน 1 ลำ คือ เรือหลวงพงัน

                                                              เรือหลวงท่าจีนและเรือหลวงแม่กลอง ขณะจอดในประเทศญี่ปุ่น

                                                
    กองเรือเฉพาะกิจออกเดินทางวันที่ 21 พฤศจิกายน 2484  เส้นทางเดินเรือเริ่มต้นจากกรุงเทพ-หมู่เกาะอ่างทอง-สงขลา-นราธิวาส ก่อนแล่นเรือข้ามอ่าวไทยไปที่เกาะกูด-สัตหีบ-กรุงเทพ การเดินทางในช่วงแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผ่านชุมพร นครศรีธรรมราช และถึงสงขลาตามกำหนด วันที่ 25 พฤศจิกายน 2484 ตรวจพบเรือสินค้าญี่ปุ่นขนาด 5,500 ตันจอดอยู่บริเวณนอกเกาะหนู วันรุ่งขึ้นกองเรือเดินทางไปยังจังหวัดนราธิวาส เมื่อได้รับข่าวทางวิทยุว่าสถานการณ์ประเทศไม่สู้ดี ผู้บังคับกองเรือตัดสินใจเดินทางไปเกาะช้างทันที แล้ววางตำแหน่งเรือพร้อมจอดพรางไฟอยู่บริเวณแหลมงอบ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นชายแดนภาคตะวันออกติดกับดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศส และเป็นบริเวณที่เคยทำยุทธนาวีเกาะช้างกับฝรั่งเศสเมื่อตอนต้นปี วันที่ 29 พฤศจิกายน 2484 กองเรือจึงได้เดินทางไปจังหวัดระยองต่อไป แล้วจอดพักกองเรือรอดูสถานการณ์อยู่ที่สัตหีบ ระหว่างนั้นเองกองทัพเรือได้มีคำสั่งยึดเวลาเดินทางกลับ จากวันที่ 6 ธันวาคมไปเป็นวันที่ 8 ธันวาคม ช่วงวันที่ 7 ธันวาคม 2484  ผู้บังคับกองเรือสั่งให้เรือทุกลำไปจอดรอที่เกาะสีชัง เพื่อเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งต่อไป

                    กลางดึกคืนวันที่ 8 ธันวาคม 2484  กองเรือเฉพาะกิจได้รับโทรเลขด่วนจากกองทัพเรือว่า ญี่ปุ่นได้ทำการการยกพลขึ้นบกพร้อมกันหลายจุดในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. จึงได้มีการเรียกประชุมก่อนจัดทัพเรืออย่างเร่งด่วน โดยให้หมู่เรือที่ 1 คือ เรือหลวงท่าจีน เรือหลวงแม่กลอง เดินทางไปสนับสนุนหน่วยทหารบริเวณเกาะไผ่ หมู่เรือที่ 2 คือ เรือหลวงตราด เรือหลวงปัตตานี มุ่งตรงไปยังอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หมู่เรือที่ 3 คือ เรือหลวงสุราษฎร์ เรือหลวงระยอง เดินทางไปลาดตระเวนพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนตรงไปที่ฐานทัพเรือสัตหีบ  ส่วนเรือลำอื่่นๆให้จอดเตรียมความพร้อมอยู่บริเวณเกาะสีชังเช่นเดิมไปก่อน
  
    เวลาประมาณ 05.30 น.เรือทุกลำเริ่มออกเดินทาง ระหว่างนั้นได้พบกับเรือสินค้าลำหนึ่งลอยลำอยู่ไม่ไกลนัก เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนจึงแล่นผ่านไปไม่ได้ตรวจค้น ระหว่างที่กองเรือกำลังจะแยกหมู่ออกไปนั้น ก็ได้รับแจ้งข่าวจากวิทยุให้ทหารญี่ปุ่นเคลื่อนกำลังผ่านประเทศไทย และให้เรือทุกลำเดินทางไปยังฐานทัพเรือสัตหีบทันที

ความผิดพลาดหรือเหตุสุดวิสัย

    เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกลางดึกบริเวณกลางอ่าวไทย กองเรือญี่ปุ่นซึ่งประกอบไปด้วยเรือรบและเรือลำเลียงจำนวนมาก ได้เล็ดลอดการตรวจค้นจากกองเรือเฉพาะกิจไปได้อย่างไรนั้น ผู้อ่านจำนวนมากอาจสงสัยและตั้งเป็นข้อกังขาต่าง ๆ นานา ผู้เขียนพอมีข้อสรุปตามข้อมูลที่อยู่ในมือตนเองดังนี้คือ

    สาเหตุประการแรกสุด เป็นเพราะกองทัพเรือไทยยังไม่มีเรดาร์ใช้งานบนเรือรบทุกลำ ตลอดการเดินทางจึงต้องใช้การตรวจค้นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว และสามารถทำได้เฉพาะวันที่ทัศนวิสัยดีเท่านั้น การเดินเรือเวลากลางคืนก็เป็นไปอย่างยากลำบาก กองทัพเรือไทยเพิ่งจะมีเรดาร์ใช้งานหลังจากสงครามโลกผ่านไปแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือกลางปี 2490 ได้มีการสั่งซื้อเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำมือสามชั้น Flower จากประเทศอังกฤษจำนวน 2 ลำด้วยกัน โดยตั้งชื่อว่าเรือหลวงประแสลำที่ 1 และเรือหลวงบางปะกงลำที่ 1 เรือรบจากอังกฤษทั้งสองลำนี้ได้ไปราชการกรณีสงครามเกาหลีด้วย เป็นการอวดธงราชนาวีไทยในระดับโลกเป็นครั้งแรก ร่วมกับกองทัพเรืออีกหลายชาติในนามสหประชาชาติ (ขอปูเรื่องไว้ก่อนนะครับ ได้เขียนหรือไม่ค่อยว่ากัน : ผู้เขียน)

    สาเหตุประการต่อมา เป็นเรื่องความดวงซวยเล็กน้อย เรือสลุปทั้ง 2 ลำของกองทัพเรือไทย คือ เรือหลวงท่าจีน เรือหลวงแม่กลอง ช่วงแรกที่เข้าประจำการสามารถบรรทุกเครื่องบินทะเลรุ่น WS-103S (หรือชื่อไทยว่ารุ่นราชนาวี 1) ได้จำนวน 1 ลำพร้อมกว้านชักรอกบนเสากระโดงหลัง WS-103S เป็นเครื่องบินใบพัดปีก 2 ชั้นทุ่นคู่ ทำความเร็วสุงสุด 128 ไมล์ต่อชั่วโมง บินได้นานสุด 5 ชั่วโมง ติดปืนกลและอาวุธได้ รวมทั้งบินขึ้นลงทะเลได้ เครื่องบิน 2 ลำสามารถลาดตะเวนทางอากาศได้ในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดของกองเรือเฉพาะกิจ

    แล้วเราดันดวงซวยตรงไหนล่ะครับ นั่นก็เพราะช่วงปลายกรณีพิพาทระหว่างไทย - อินโดจีนฝรั่งเศส หรือก่อนญี่ปุ่นบุกไทยไม่กี่เดือน กองทัพเรือได้ถอดเครื่องบินทะเลออก และติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน 40/40 มม.แท่นคู่จำนวน 1 กระบอกทดแทน รวมทั้งถอดแท่นยิงตอร์ปิโดออกและติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน 40/40 มม.แท่นเดี่ยวจำนวน 2 กระบอกทดแทน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ เพราะเรือสลุปของเราถูกออกแบบให้มีความสามารถเหมือนเป็ด นั่นคือสามารถทำได้ทุกภารกิจ แต่เอาดีจริงๆไม่ได้ซักเรื่อง เรือมีหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศ ลาดตระเวนทางทะเล รวมทั้งเป็นเรือฝึกนักเรียนทหารได้ด้วย มีปืนใหญ่ 120/45 มม.แท่นเดี่ยวจำนวน 4 กระบอก มีตอร์ปิโดขนาด 450 มม.แท่นคู่จำนวน 2 แท่นยิง มีพาราเวนสำหรับกวาดทุ่นระเบิดแบบ S TYPE C จำนวน 2 ชุด มีเครื่องบินทะเลอีก 1 ลำ ท้ายเรือยังมีรางทิ้งทุ่นระเบิด แบบ 70/80 จำนวน 2 ราง แต่ทว่า...

    แต่ทว่าเรือสลุปของเรามีปืนต่อสู้อากาศยาน  Madsen 20 มม.แท่นคู่เพียง 1 กระบอกเท่านั้น การถอดเครื่องบินทะเลและแท่นยิงตอร์ปิโดออก แล้วติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานเพิ่มเข้าไปถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มได้ไม่นาน ทุกคนก็รู้แล้วว่าภัยคุกคามทางอากาศมีความน่ากลัวมากที่สุด กองทัพเรือตัดสินใจติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องถอดเครื่องบินทะเลออกอย่างเลี่ยงไม่ได้

    สาเหตุประการที่สาม เป็นความเหลื่อมล้ำในเรื่องช่วงเวลา กองเรือเฉพาะกิจเริ่มออกเดินทางวันที่ 21 พฤศจิกายน 2484 และจะกลับกรุงเทพวันที่ 6 ธันวาคม 2484 ก่อนเลื่อนเวลาไปอีก 2 วัน ทางด้านกองเรือญี่ปุ่นได้เดินทางมาล่าช้ากว่ากัน นั่นคือเข้ามาตั้งขบวนเรือกลางอ่าวไทยคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2484 ก่อนเข้าประชิดชายฝั่งเวลา 2.00 น.ของอีกวัน ซึ่งถ้ากองเรือของเรากลับไปก่อนก็จะไม่เห็นแม้แต่เงาอีกฝ่าย รวมทั้งญี่ปุ่นแอบส่งเรือสินค้ามาซุ่มดูกองเรือไทยอยู่เงียบ ๆ ทำให้รับรู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายเราตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานัดหมายกลางดึกคืนนั้นเอง กองเรือญี่ปุ่นจึงได้ใช้ความเร็วและความมืดเข้าวางตัวตามตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

    สาเหตุเล็ก ๆ อีกหนึ่งประการ ที่แม้จะไม่ส่งผลต่อการตรวจค้นหาเรือโดยตรง ทว่ามีผลต่อประสิทธิภาพของกองเรือเฉพาะกิจก็คือ อาการอ่อนล้าของลูกเรือหลังออกทะเล 16 วันติดต่อกัน เนื่องจากเรือแต่ละแบบมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ความเหนื่อยล้าของลูกเรือแต่ละแบบก็มีไม่เท่ากันไปด้วย สำหรับเรือสลุปทั้ง 2 ลำซึ่งเป็นเรือธงและเรือลำใหญ่ที่สุดไม่น่ามีปัญหา การออกเดินทางกลางทะเลลึกถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลัก นอกจากนี้ยังเป็นเรือฝึกนักเรียนทหารอยู่แล้ว จึงมีห้องพักรองรับลูกเรือทุกคนอย่างเพียงพอ ส่วนเรือลำเลียงพลเรือหลวงพงันก็ไม่น่ามีปัญหาเท่าไาหร่ ในภายหลังเรือยังสามารถเดินทางไปถึงประเทศเกาหลีได้ มาที่เรือกวาดทุ่นระเบิดเรือหลวงบางระจันกันบ้าง เป็นเรือลำเล็กที่สุดคือระวางขับน้ำเพียง 395 ตัน เรือน่าจะมีปัญหาพอสมควรเมื่อเจอคลื่นลมแรง ทั้งยังใช้เครื่องจักรดีเซลทำความเร็วสุงสุดได้เพียง 13 นอต การเดินทางรอบอ่าวไทยอย่างยาวนานติดต่อกัน น่าจะสร้างความอ่อนล้าให้กับลูกเรือมากพอสมควร แต่เรือที่มีปัญหามากที่สุดก็คือ เรือตอร์ปิโดใหญ่ทั้ง 4 ลำต่างหาก

    เรือตอร์ปิโดชั้นเรือหลวงตราดมีระวางขับน้ำ 470 ตันก็จริง ทว่ากว้างแค่ 6.55 เมตรขณะที่ยาวถึง 68.5 เมตร เรือมีรูปทรงเรียวแหลมทำความเร็วได้สุงสุดถึง 32 นอต เหมาะสมกับภารกิจลอบเข้าโจมตีเรือฝ่ายตรงข้าม แต่การเอาเรือตอร์ปิโดมาโต้คลื่นกลางทะเลลึกเป็นเวลาหลายวันติด ลูกเรือทั้ง 4 ลำจะต้องมีความอ่อนล้ามากพอสมควร ปัญหาอีกเรื่องของเรือตอร์ปิโดใหญ่ก็คือ มีพื้นที่สำหรับลูกเรือพักผ่อนน้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และยังใช้เครื่องจักรกังหันไอน้ำแบบพาร์สันใช้ไอดงจำนวน 2 เครื่อง ทำให้ภายในเรือมีความร้อนสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก พื้นที่บริเวณท้ายเรือไม่สามารถนอนหลับกันได้เลยทีเดียว ลูกเรือส่วนหนึ่งต้องใช้วิธีผูกเปลนอนกันบนดาดฟ้าเรือ แต่ต้องเผชิญกับคลื่นลม สภาพอากาศ ความชื้นและลมฝน รวมทั้งเสี่ยงกับการตกเรือแทน

                                                                                  เรือตอร์ปิโดชั้นเรือหลวงตราดเฟส 2
 
Tora! Tora! Tora!

    สงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามแปซิฟิก เริ่มต้นจากญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ของอเมริกา ในช่วงเวลาเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2484 หรือวันที่ 8 ธันวาคมตามเวลาญี่ปุ่น ย้อนกลับไปยังคืนวันเสาร์มีงานเลี้ยงสังสรรค์กันตามปรกติ รวมทั้งมีการประกวดวงดุริยางค์ประจำอาทิตย์นั้นด้วย ผลการตัดสินเรือรบ USS Arizona ได้รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ทหารบนเรือลำนี้จึงได้สิทธิ์นอนตื่นสายในวันถัดไป
  
    วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 6.15 น.เรือพิฆาตอเมริกาตรวจพบเรือดำน้ำไม่ปรากฎสัญชาติ 1 ลำ ก่อนใช้อาวุธปราบเรือดำน้ำทำลายสำเร็จ จากนั้นไม่นานเครื่องบินรบก็สามารถทำลายเรือดำน้ำได้อีก 1 ลำ แต่พวกเขาไม่ทันเฉลียวใจว่าจะมีการโจมตีครั้งใหญ่เกิดขึ้น ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองห่างออกไปไม่ไกลนัก ฝูงบินโจมตีระลอกแรกจำนวน 183 ลำ ประกอบไปด้วย เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ 49 เครื่อง เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดเล็ก 51 ลำ เครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด 40 ลำ และเครื่องบินขับไล่คุ้มกันอีก 43 ลำ บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นจำนวน 6 ลำ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกองเรือคุ้มกันขนาดใหญ่
  
เวลาประมาณ 07.02 น.เจ้าหน้าที่ประจำสถานีเรดาร์โอปานา (Opana Radar Station) ทางตอนเหนือของหมู่เกาะฮาวาย ได้ตรวจพบฝูงบินโจมตีระลอกแรกของญี่ปุ่นบนจอเรดาร์ ทว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับแจ้งข่าวจากชายฝั่งตะวันตก ว่าจะมีฝูงบินรบจำนวนหนึ่งบินจากแคลิฟอร์เนียมาที่ฮาวาย เมื่อตรวจพบวัตถุประหลาดในจอเรดาร์จึงไม่ได้แจ้งเตือนแต่อย่างใด จากนั้นอีกเพียง 13 นาที ฝูงบินโจมตีระลอกที่สองจำนวน 169 ลำ ก็บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นอีกครั้ง มุ่งตรงมายังเพิร์ลฮาร์เบอร์เพื่อโจมตีดาบสองให้จมเขี้ยว

    เวลาประมาณ 07.30 น.เครื่องบินรบญี่ปุ่นปรากฏตัวเหนือฐานทัพอเมริกาเป็นครั้งแรก เมื่อได้รับคำสั่งจากเครื่องบินผู้บังคับการให้เครื่องบินทุกลำโจมตีได้ อากาศยานทันสมัยพร้อมสัญลักษณ์ทหารจักรพรรดิ ก็ปักหัวลงมุ่งไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ขณะที่คนด้านล่างจ้องมองการกระทำด้วยความแปลกใจอยู่นั้น มีเสียงหวีดหวิวจากลูกระเบิดลอยแหวกอากาศ แล้วตกลงสู่เป้าหมายสำคัญอย่างแม่นยำ เสียงระเบิดดังสนั่นตามมาพร้อมลูกไฟดวงโตลอยขึ้นฟ้า หลายชั่วโมงจากนั้นเป็นความสูญเสียย่อยยับชนิดไม่มีทางสู้ เรือรบหลายลำมีการระเบิดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง เพราะบนเรือมีทั้งตอร์ปิโดและกระสุนปืนเป็นจำนวนมาก เรือรบบางลำจมลงในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ขณะที่บางลำก็เอียงกระเท่เร่หัวปักจมน้ำท้ายโด่งขึ้นฟ้า กว่าอเมริกาจะรู้ตัวทุกอย่างก็สายเกินแก้

    นอกจากระเบิดขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากแล้ว ญี่ปุ่นยังดัดแปลงตอร์ปิโดด้วยการติดชิ้นส่วนทำจากไม้เสริมเข้าไป ทำให้สามารถใช้งานในเขตน้ำตื้นบริเวณชายฝั่งได้ ตอร์ปิโดมีอำนาจร้ายแรงกว่าลูกระเบิด สามารถทำให้เรือจมลงได้ด้วยการยิงเข้าจุดสำคัญเพียงลูกเดียว ความเสียหายโดยรวมจากการโจมตีค่อนข้างรุนแรงมาก เรือรบอเมริกาจำนวน 19 ลำจมลงหรือเสียหายอย่างหนัก เครื่องบินรบถูกทำลายจำนวน 188 ลำ และเสียหายหนักเบาอีกจำนวน 159 ลำ มีทหารเสียชีวิตรวมจำนวน 2,403 นาย ลูกเรือเกือบทั้งหมดของเรือ “USS Arizona ยังนอนไม่ตื่นเมื่อถูกโจมตีทางอากาศ ร่างของพวกเขาติดอยู่ในเรือเนื่องจากเก็บกู้ออกมาไม่ได้ อเมริกาได้สร้างอนุสาวรีย์กลางน้ำครอบเรือเอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึก โดยใช้ชื่อว่า “USS Arizona Memorial”


    การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของนายพลยามาโมโต้ และเป็นจุดเริ่มต้นสงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามแปซิฟิกอย่างแท้จริง กองทัพญี่ปุ่นเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่และสวยหรู ด้วยการบุกถล่มกองทัพเรืออเมริกาจนราบคาบ ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของจารชนฝีมือดีจำนวนมาก ซึ่งได้แฝงตัวเข้าพื้นที่เป็นหมอฟันบ้าง พ่อค้าบ้าง เจ้าของร้านถ่ายรูปบ้าง หรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว เพื่อตรวจสอบข้อมูลสำคัญ ๆ รวมทั้งช่วยชี้เป้าหมายสำคัญทั้งหมดให้ ทว่าผลงานการเปิดตัวของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ดีเยี่ยมจนต้องให้เกรดเอบวก เนื่องจากในวันที่โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ทางอากาศนั้น เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาทุกลำไม่ได้อยู่ที่ท่าเรือ เมื่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดลอดหูลอดตาไปได้ การพิชิตสงครามมหาเอเชียบูรพาจึงเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก

    ย้อนกลับไปวันที่ 4 ธันวาคม 2484  กองเรือญี่ปุ่นขนาดใหญ่ประกอบไปด้วย เรือลาดตระเวน 5 ลำ เรือพิฆาต 7 ลำ และเรือลำเลียงขนาดใหญ่อีก 22 ลำ ได้ออกเดินทางจากท่าเรือซังจาซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะไหหลำ มุ่งหัวเรือตรงมาทางเอเชียตะวันออก บ่ายวันที่ 6 ธันวาคม 2484 เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลรุ่น PBY Catalina จากฝูงบิน 205 อังกฤษประจำฐานทัพสิงคโปร์ ได้ตรวจพบกองเรือญี่ปุ่นเข้าจึงรีบรายงานข่าวกลับฐาน ก่อนจะถูกเครื่องบินรบญี่ปุ่น 2 ลำไล่ยิงจนตกทะเลสูญหายทั้งลำ ช่วงเวลานั้นคลื่นลมในอ่าวไทยค่อนข้างรุนแรงมาก ทัศนวิสัยก็ไม่ดีเอาเสียเลย ทหารราบซึ่งไม่ชำนาญทะเลพากันเมาคลื่นยกกองทัพ กองเรือญี่ปุ่นลอยลำห่างชายฝั่งโกตาบารูประมาณ 100 ไมล์ทะเล วันที่ 7 ธันวาคม 2484 เวลา 23.00 น.ญี่่ปุ่นยื่นข้อเสนอสุดท้ายกับไทยเพื่อขอใช้ประเทศเป็นทางผ่าน ทว่านายกรัฐมนตรีไม่อยู่ในเมืองหลวง รัฐบาลไทยจึงไม่มีคำตอบกลับไป

    วันที่ 8 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 2.00 น.กองทัพญี่ปุ่นเริ่มต้นบุกประเทศไทยพร้อม ๆ กับ มาเลเซีย  ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ช่วงเวลาเดียวกับที่คนกรุงเทพกำลังร่วมงานฉลองรัฐธรรมนูญกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางอากาศหนาวกำลังพอเหมาะและงานฉลองก็มีถึงรุ่งเช้า กองเรือขนาดใหญ่ญี่ปุ่นซึ่งเตรียมพร้อมอยู่กลางอ่าวไทย ได้ทำการแยกกองเดินทางไปยังเป้าหมายจำนวน 7 เส้นทาง ประกอบไปด้วย ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราชชุมพร สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และบางปู (สมุทรปราการ) ญี่ปุ่นยังได้เคลื่อนกำลังพลทางบกจากพระตะบอง เข้าสู่ชายแดนไทยด้านอรัญประเทศ ปฐมบทสงครามโลกครั้งที่สองในเมืองไทยเริ่มขึ้นแล้ว


หน่วยทหารประจำภาคใต้

    ตาม "สนธิสัญญากรุงเทพฯ" ระหว่างประเทศไทยกับอังกฤษ  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2451 นั้น ประเทศไทยได้ทำการโอนรัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อยู่ในการปกครองของอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงสำคัญจำนวน 3 เรื่องด้วยกัน นั่นก็คือ
  
    1.การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอังกฤษในประเทศไทย
  
    2.ขอกู้เงินจำนวน 4 ล้านปอนด์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปใช้สร้างทางรถไฟสายใต้
  
    3.การยกเลิกปฏิญญาลับ ค.ศ.1897 (พ.ศ.2440) ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ว่า รัฐบาลไทยตกลงว่าจะไม่ยินยอมให้ประเทศใดก็ตาม ซื้อ เช่า หรือถือกรรมสิทธิ์ดินแดนไทย ตั้งแต่บริเวณใต้ตำบลบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลอังกฤษก่อน และเพื่อเป็นการตอบแทน รัฐบาลอังกฤษจะให้ความช่วยเหลือแก่ไทยถ้าถูกชาติอื่นรุกราน หรือผู้เขียนจะเขียนให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ก็คือ อังกฤษไม่ต้องการให้มีทหารไทย ประจำการอยู่ในดินแดนภาคใต้แม้แต่คนเดียว

    การยกเลิกปฏิญญาลับ ค.ศ.1897 (พ.ศ.2440) ทำให้ประเทศไทยมีสิทธิบนดินแดนภาคใต้อย่างเต็มภาคภูมิ และเป็นการขจัดอิทธิพลของอังกฤษให้หมดไปจากแผ่นดิน ทว่าวันเวลาผ่านไปแล้วหลายสิบปี ก็ยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยทหารประจำภาคใต้อย่างเป็นทางการ มีแค่เพียงการฝึกหัดหน่วยยุวชนทหารขึ้นมาเท่านั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นในทวีปยุโรป รัฐบาลจึงเริ่มมีแนวคิดจัดตั้งหน่วยทหารประจำภาคใต้เสียที และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์  2482 กองทัพบกได้ทำการเคลื่อนย้ายกองพันทหารราบที่ 5 หรือ ร.พัน 5 จากบางซื่อ ไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จบริเวณเชิงเขาคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขึ้นตรงกับมณฑลทหารบกที่ 5 จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นทหารประจำการหน่วยแรกสุดในดินแดนภาคใต้


    ต้นเดือนมิถุนายน 2483 หลังเหตุการณ์ฝรั่งเศสยอมแพ้แก่เยอรมันอย่างราบคาบ และทหารอังกฤษตาลีตาเหลือกถอยกลับประเทศไปได้ไม่นานนัก รัฐบาลไทยได้เกิดบรรลุธรรมขึ้นมาและเล็งเห็นแล้วว่า ในช่วงเวลานี้มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุด ที่จะต้องมีการเสริมกองกำลังทหารทั่วประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามขนาดใหญ่ ที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้จนมาจ่ออยู่แถวคอหอย ซึ่งถ้าขืนยังชะล่าใจแบบนี้ต่อไปเห็นท่าจะไม่ดีเอา จึงได้มีการจัดพิจารณาสรรหาสถานที่เหมาะสม และจัดตั้งหน่วยทหารประจำภาคใต้เพิ่มขึ้นมาใหม่ ดังนี้

1. ร.พัน 38 จัดตั้งที่จังหวัดชุมพร

2. ร.พัน 39 จัดตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

3. ร.พัน 40 จัดตั้งที่จังหวัดตรัง

4. ร.พัน 41 จัดตั้งที่บ้านสวนตูล จังหวัดสงขลา

5. ร.พัน 42 จัดตั้งที่บ้านบ่อทอง จังหวัดปัตตานี

6. ป.พัน 13 จัดตั้งที่บ้านสวนตูล จังหวัดสงขลา

    นอกจาก 6 กองพันทหารราบและ 1 กองพัทหารปืนใหญ่แล้ว กองทัพบกยังได้จัดตั้งกรมทหารรายที่ 18 ขึ้นที่บ้านสวนตูล จังหวัดสงขลา โดยมี ร.พัน 42 ร.พัน 5 และป.พัน 13 รวมทั้งหน่วยขึ้นตรงกรมทหารราบที่ 18 หรือ นขต ร.18 อยู่ในสังกัด ทหารทั้งหมดแม้ส่วนใหญ่จะเป็นทหารใหม่ กำลังพลก็ยังไม่เพียงพอต่ออัตราบรรจุ อาวุธที่มีก็ไม่ทันสมัยเทียบเท่าต่างประเทศ ทหารส่วนที่เหลือยังเป็นคนนอกพื้นที่ต่างหาก ไม่มีความชำนาญเรื่องเส้นทางและภูมิประเทศ อีกทั้งต้องมาเจอกับอาหารการกิน สภาพอากาศ และวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป แต่ทหารทุกนายสมัครใจมาประจำการภาคใต้ด้วยความเต็มใจยิ่ง พร้อมตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มแข็ง มุ่งมั่น เพราะรู้ดีว่าประเทศกำลังจะเข้าสู่สงครามใหญ่ในอีกไม่นาน จากประเทศมหามิตรคนสำคัญที่ชื่อว่าญี่ปุ่น

แผนตั้งรับญี่ปุ่นที่ปัตตานี

    กองพันทหารราบที่ 42 หรือ ร.พัน 42 คือหน่วยทหารใหม่ประจำจังหวัดปัตตานี โดยได้เข้ามาตั้งฐานอยู่ในพื้นที่บ้านบ่อทอง อำเภอหนองจิก กำลังพลส่วนใหญ่มาจาก ร.พัน 2 และร.พัน 7 บางซื่อเป็นหลัก บวกกับทหารใหม่ที่เพิ่งรับเข้าประจำการได้ไม่นาน ร.พัน 42 ได้นายพันตรีขุนอิงคยุทธบริหารเป็นผู้บังคับกองพัน นายทหารที่เหลือแต่งตั้งมาจากกองพันทหารราบอื่น ๆ โดยมีนายสิบจากกองพันต่าง ๆ ทั่วประเทศ สมัครใจลงมารับราชการที่นี่ อาจกล่าวได้ว่าเป็นกองพันที่ใหม่หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งอาคารต่าง ๆ ก็ยังทาสีไม่เสร็จด้วยซ้ำ

    ร.พัน 42 มีกำลังรบหลักแค่เพียง 3 กองร้อย และมีผู้บังคับหมวดเพียงกองร้อยละ 1 นายไปก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตั้งโครงสร้างของกองพันให้ครบถ้วน ตำแหน่งที่ว่างจะบรรจุนายทหารใหม่เพิ่มเติมในภายหลัง กองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 จัดเป็นกองร้อยปืนกลเบา ส่วนกองร้อยที่ 3 จัดเป็นกองร้อยปืนกลหนัก ทางด้านกำลังพลส่วนอื่นประกอบไปด้วย หมวดปืนใหญ่ติดตามทหารราบ หมวดสื่อสาร หมวดเสนารักษ์ และหมวดสัมภาระ

    หลังจากเข้ามาอยู่ในพื้นที่ได้ไม่นาน ผู้บังคับกองพันเห็นความเคลื่อนไหวของคนญี่ปุ่นผิดแปลกไป เพราะมีจำนวนมากขึ้นในเวลาอันสั้น และมักไปถ่ายรูปตามชายทะเลจำนวนมาก รวมทั้งมีการหยั่งน้ำตรวจความลึกช่วงน้ำขึ้นน้ำลง โดยใช้เวลาสำรวจบริเวณหลังด่านศุลกากรนานที่สุด จึงสั่งให้ทหารแอบติดตามชาวญี่ปุ่นแบบเงียบๆตลอดเวลา รวมทั้งได้ประเมินว่าทหารญี่ปุ่นอาจยกพลขึ้นบกที่หลังด่านศุลกากร จึงได้เรียกประชุมนายทหารทั้งหมดทันที เพื่อจัดเตรียมที่ตั้งหมู่ปืนกลหนักสำหรับการยิงประสาน รอต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากแดนอาทิตย์อุทัย จารชนฝีมือดีจากญี่ปุ่นที่ถูกส่งมายังปัตตานี ได้แจ้งข่าวสำคัญกับทหารไทยโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
                                                                  ชายหาดรูสะมิแล ที่อีก 26 ปีต่อมาได้กลายมาเป็น ม.อ.ปัตตานี

    ร.พัน 42 วางแผนตั้งรับญี่ปุ่นที่ปัตตานีเรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดปัญหาสำคัญมากที่สุดก็คือ กำลังพลส่วนใหญ่ยังเดินทางมาไม่ถึง เมื่อก่อสร้างอาคารในฐานที่ตั้งเสร็จแล้ว จึงได้รับทหารใหม่จากจังหวัดสงขลาเข้าประจำการ และรับการฝึกหลักสูตร 45 วันเป็นการเร่งด่วน แต่จำนวนกำลังพลทุกหน่วยก็ยังไม่เต็มอัตรา กองทัพบกจึงได้จัดกำลังพลจาก ร.พัน 2 และ ร.พัน 7 เพิ่มเติมในภายหลัง ทหารกองหนุนจากกรุงเทพเดินทางมาถึงค่ำคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2484 กว่าจะบรรจุหน่วยแจกอาวุธและเครื่องสนาม ทหารทุกนายก็ได้เข้านอนตอนเที่ยงคืนพอดี

สงครามกลางดึก

    เวลาประมาณ 3.00 น.วันที่ 8 ธันวาคม 2484 หรือ 3 ชั่วโมงหลังจากนั้น นายยุนุชาวบ้านจากรูสะมิแล ได้ไปเจอทหารญี่ปุ่นบริเวณชายหาดเข้า จึงรีบวิ่งไปบอกปลัดอำเภอเมืองปัตตานีทันที ปลัดอำเภอรีบแจ้งไปยังข้าหลวงประจำจังหวัด ก่อนที่ข่าวสำคัญจะถูกส่งไปยังสถานีตำรวจและร.พัน 42 อย่างเร่งด่วน ทหารญี่ปุ่นที่ขึ้นปัตตานีสังกัดกองทัพที่ 25 มีจำนวนรวมหนึ่งกองพลทหารราบและหนึ่งกองพลน้อย ขบวนเรือที่มาใช้เรือลำเลียงมีจำนวน 6 ลำ ไม่มีเรือรบคุ้มกันเพราะไม่มีความจำเป็น ญี่ปุ่นเลือกสถานที่ขึ้นบกตรงตามที่คาดการณ์ไว้ คือริมฝั่งทะเลตำบลรูสะมิแล (ปัจจุบันคือที่ตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ยาวเรื่อยมาจนถึงด่านศุลกากร ทว่าญี่ปุ่นเลือกบุกกลางดึกจึงไม่มีการต่อต้านที่ริมหาด ทหารใหม่จาก ร.พัน 42 ที่เพิ่งเดินทางมาถึง ได้รับคำสั่งด่วนให้เข้าพื้นที่บริเวณคอกกักกันสัตว์ด่านศุลกากร เมื่อเดินทางมาถึงก็ได้รับการต้อนรับเป็นลูกกระสุนจำนวนมาก เพราะทหารญี่ปุ่นเตรียมตัวรออยู่ในพื้นที่ตั้งรับเรียบร้อยแล้ว

                                                                          เรือลำเลียง Hirokawa Maru ขนทหารญี่ปุ่นขึ้นฝั่งปัตตานี


    นายพันตรีขุนอิงคยุทธบริหารรีบเดินทางไปสมทบด้วยรถยนต์ แต่รถเกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเสียก่อน เมื่อไปถึงพื้นที่ปะทะทหารฝ่ายเราตกอยู่ในภูมิประเทศเสียเปรียบ ขุนอิงคยุทธรีบขึ้นไปยังแนวหน้าเพื่อสั่งการรบด้วยตนเอง กระทั่งพลาดท่าเสียทีถูกทหารญี่ปุ่นยิงใส่จนบาดเจ็บสาหัส ต้องนำตัวส่งไปรักษาและเสียชีวิตในเวลาต่อมา การปะทะกันที่คอกกักกันสัตว์ดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งเช้า แต่พื้นที่การรบไม่ได้ขยายตัวออกไปซักเท่าไหร่ ทหารญี่ปุ่นที่ด่านศุลกากรยังคงอยู่ในที่ตั้งตัวเอง ไม่ได้ใช้กำลังที่มากกว่าตีโอบจากด้านอื่นแม้จะสามารถทำได้ การปะทะกันสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 13.00 น. เมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้ประกาศว่า รัฐบาลไทยตกลงให้ทหารญี่ปุ่นเคลื่อนกำลังผ่านประเทศไทย ทหารทั้งสองฝ่ายจึงได้หยุดยิงอย่างถาวร

    นอกจากแนวปะทะตรงด่านศุลกากรริมทะเลแล้ว ญี่ปุ่นยังได้บุกไปยึดบริเวณตัวจังหวัดและบ้านพักราชการ ด้วยโดยการใช้เรือเล็กล่องเข้ามาทางปากแม่น้ำปัตตานี ก่อนขึ้นฝั่งและเข้าเมืองบริเวณสะพานเดชานุชิต ฝ่ายกำลังไทยประกอบไปด้วย ตำรวจ ยุวชนทหาร ข้าราชการ และประชาชน ได้ร่วมมือกันต้านทานผู้รุกรานชนิดสุดกำลัง เจ้าของร้านขายปืน 2 แห่งในตัวเมือง ได้ให้ยืมปืนและกระสุนเพื่อใช้ต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น (แต่ได้ปืนคืนครบหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ : ผู้เขียน) ความสูญเสียที่เกิดจากการปะทะบริเวณด่านศุลกากร ทหารจาก ร.พัน 42 เสียชีวิตประมาณ 40 นาย ความสูญเสียจากการปะทะบริเวณตัวจังหวัด ยุวชนทหารเสียชีวิต 5 คน ตำรวจ ข้าราชการและประชาชนเสียชีวิต 19 คน ฝ่ายทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตรวมกันประมาณร้อยกว่านาย มีข้อมูลจากที่อื่นระบุว่าทหารจาก ร.พัน 42 เสียชีวิตประมาณ 24 นาย  ยุวชนทหารเสียชีวิต 5 คน ตำรวจเสียชีวิต 5 คน และประชาชนเสียชีวิต 9 คน ผู้เขียนไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขจึงขอลงทั้งหมดเพื่อบันทึกเป็นข้อมูล

    สถานการณ์ด้านตะวันออกของแม่น้ำปัตตานี ญี่ปุ่นส่งกำลังจำนวนหนึ่งขึ้นบกเช่นกัน ก่อนรวมขบวนแล้วเคลื่อนทัพไปตามถนนนาเกลือ และเข้าปะทะกับกำลังผสมฝ่ายไทยที่มีตำรวจประมาณ 10 นาย ข้าราชการ รวมทั้งประชาชน ใช้อาวุธปืนทุกชนิดที่หามาได้เข้าทำการสกัดกั้น เหนือท้องฟ้ามีเครื่องบินรบคาดรูปดวงอาทิตย์สีแดงบินว่อน แต่ก็แค่ลาดตระเวนไปมาโดยไม่สร้างอันตรายแต่อย่างใด ผลการปะทะที่แนวต้านนี้มีความสูญเสียน้อยมาก ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 3 นายส่วนฝ่ายไทยบาดเจ็บเพียง 1 นาย ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการรบแบบยันกันไปยันกันมา ทหารญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการเข้าตีขั้นแตกหักแต่อย่างใด เมื่อมีคำสั่งให้ให้ทหารญี่ปุ่นเคลื่อนกำลังผ่านได้ ปัตตานีทั้งเมืองก็กลับสู่ความเงียบสงบ ทหารญี่ปุ่นได้มาตั้งค่ายพักอยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศอยู่ซักพักหนึ่ง ก่อนเดินทางลงไปยังโกตาบารู รัฐกลันตัน เพื่อสมทบกับกองทหารที่ขึ้นบกโกตาบารูก่อนหน้านี้  

    แผนตั้งรับญี่ปุ่นที่ปัตตานีถือว่าค่อนข้างพร้อมในทุกด้าน เพียงแต่ว่า ร.พัน 42 ไม่มีความพร้อมในทุกด้าน เพราะทหารมากกว่าครึ่งต้องใช้เวลาทั้งวัน เพื่อเดินทางไกลร่วม1,100 กิโลเมตรจากกรุงเทพมาปัตตานี พวกเขาได้พักผ่อนแค่เพียง 3 ชั่วโมงก็ต้องออกรบกลางดึก ทหารที่เหลือล้วนเป็นทหารใหม่เข้าประจำการได้ไม่นาน ได้รับการฝึกฝนยังไม่ทันครบทั้งหลักสูตรเลย เมื่อต้องรบกับกองทัพญี่ปุ่นขนาดใหญ่พร้อมอาวุธหนัก ทั้งยังสามารถขึ้นบกและอยู่ในที่ตั้งเรียบร้อยแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับฝ่ายทหารไทยถือว่าน้อยมาก
                                                                    ยุวชนทหารไทยพุทธและไทยอิสลาม ช่วยกันปกป้องปัตตานี
   
ญี่ปุ่นขึ้นที่สงขลา
  
    เวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองเรือญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าประชิดชายฝั่งสงขลาอย่างเงียบกริบ ก่อนจอดเรียงรายเป็นแนวยาวตั้งแต่แหลมสมิหลาถึงเก้าเส้ง จากนั้นจึงดับไฟเรือพร้อมปล่อยเรือระบายพลส่วนหนึ่งลงน้ำ  หนึ่งชั่วโมงต่อมาเรือระบายพลบางลำได้แยกตัวออกมาอย่างลับๆ ก่อนส่งหน่วยจู่โจมขึ้นฝั่งเพื่อยึดสถานที่ราชการและตัดสายโทรศัพท์ เวลาต่อมาที่เรือลำเลียงขนาดใหญ่จำนวน 12 ลำก็แล่นเข้าใกล้ชายหาดมากขึ้น ภายใต้การคุ้มกันจากเรือพิฆาตขนาด 2,000 ตันชั้น Fubuki Group II จำนวน 4 ลำ ได้แก่ DD-47 IJN Asagiri, DD-48 IJN Yugiri, DD-49 IJN  Amagiri, และ DD-50 IJN Sagiri

    การยกพลขึ้นบกที่สงขลามีลักษณะแตกต่างไปจากที่อื่น เนื่องจากสามารถลำเลียงพลขึ้นฝั่งได้อย่างค่อนข้างสะดวก นั่นเป็นเพราะมีหาดทรายที่ทั้งยาวและกว้างตลอดแนว รวมทั้งสามารถเดินทางต่อไปยังแหลมมลายูได้ใกล้ที่สุด จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอันดับหนึ่งในปฎิบัติการณ์คืนนี้ และเป็นจุดที่กองทัพญี่ปุ่นส่งกำลังทหารขึ้นฝั่งมากที่สุด ทหารทั้งหมดมาจากกองทัพที่ 25 โดยพล.ท.ยามาชิดะเป็นแม่ทัพ เช่นเดียวกับทหารญี่ปุ่นที่ขึ้นบกปัตตานีและโกตาบารู แม้ท้องทะเลสงขลาจะเต็มไปด้วยคลื่นสุงและหมอกจำนวนมาก ทว่าการส่งทหารชุดแรกขึ้นบกก็ทำกันได้อย่างง่ายดาย ด้วยความร่วมมือของจารชนญี่ปุ่นที่แฝงตัวเข้าพื้นที่ก่อนหน้านี้

                                                                  เรือพิฆาต IJN Sagiri ทำหน้าที่คุ้มกันกองเรือลำเลียงที่สงขลา

                                                                                                 ปฎิบัติการณ์ยกพลขึ้นบกช่วงเช้าตรู่


    แต่ทหารไทยก็ค่อนข้างโชคดีที่ได้รับแจ้งข่าวสำคัญอย่างรวดเร็ว จึงมีเวลาเตรียมพร้อมตั้งรับได้ทันเวลา การรบที่สงขลาเป็นการรบตามยุทธวิธีและแบบแผนมากที่สุด กำลังทหารฝ่ายไทยก็มีค่อนข้างเยอะกว่าจุดอื่น นั่นคือประกอบไปด้วย กองพันทหารราบที่ 5 หรือ ร.พัน 5 จากเขาคอหงส์ กองพันทหารราบที่ 41 หรือ ร.พัน 41 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 13 หรือ ป.พัน 13 รวมทั้งหน่วยขึ้นตรงกรมทหารราบที่ 18 หรือ นขต ร.18 อีกจำนวนหนึ่ง ทหารทั้ง 2 กองพันสังกัดค่ายทหารบ้านสวนตูล ย้อนกลับไปวันที่ 6 ธันวาคม 2484 สถานีวิทยุ บี.บี.ซี.ของอังกฤษได้กระจายข่าวสำคัญว่า กองเรือญี่ปุ่นที่มีจำนวนเรือประมาณ 200 ลำ ได้เดินทางลงมายังทะเลจีนใต้อย่างเงียบๆ กรมทหารราบที่ 18 จึงได้สั่งให้ทุกกองพันเตรียมกำลังรบอย่างเต็มที่ ทหารไทยที่สงขลาพร้อมทำศึกแล้ว

    เวลาประมาณเที่ยงคืนจากชายหาดหน้าศาลจังหวัด คนบนฝั่งสามารถมองเห็นเรือขนาดใหญ่จำนวนมากได้อย่างชัดเจน  มีความพยายามติดต่อด้วยไฟฉายแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง กระทั่งมีคนพบทหารญี่ปุ่นบุกยึดสถานที่ราชการ จึงรีบรายงานไปยังข้าราชการระดับสุงทันที เมื่อทราบข่าวจากข้าหลวงประจำจังหวัดว่าญี่ปุ่นบุก ทหารจากกองร้อยที่ 1 ร.พัน 41 ก็รีบไปตั้งรับที่ถนนสายสำโรง-ทุ่งหวัง บริเวณกิโลเมตรที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับเดินทางไปยังแหลมมลายู ส่วนทหารจากกองร้อยที่ 2 ร.พัน 41 พร้อมหมวดปืนกลหนัก ได้ไปตั้งรับบริเวณด้านซ้ายของถนนเส้นเดียวกัน ทหารส่วนที่เหลือเข้าแนวป้องกันบริเวณเนินเขารูปช้าง โดยมีกองร้อยที่ 3 ป.พัน 13 ซึ่งใช้ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 ตั้งแนวอยู่ด้านหลัง ปืนใหญ่รุ่นนี้สามารถช่วยยิงสนับสนุนทหารราบรวมทั้งยิงต่อสู้รถถังได้อีกหนึ่งภารกิจ ทหารจากบ้านสวนตูลเข้าประจำตำแหน่งตามแผนอย่างรวดเร็ว

    ทางด้านกองพันทหารราบที่ 5 หรือ ร.พัน 5 ซึ่งตั้งฐานอยู่บริเวณเขาคอหงส์ รับแจ้งโทรศัพท์จากอัยการจังหวัดว่าญี่ปุ่นบุกก่อนสายจะถูกตัด จึงไม่สามารถติดต่อกับพันเอกหลวงประหารข้าศึก ซึ่งทำหน้าที่ผู้บังคับการทหารทุกหน่วยในจังหวัดสงขลาได้ ผู้บังคับกองพันตัดสินใจเคลื่อนพลมารอตั้งรับที่แนวเขาบ้านน้ำน้อย โดยยึดช่องแคบแม่เตยเป็นที่มั่นขวางถนนสายสงขลา-ไทรบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสู่แหลมมลายู พร้อมส่งทหารสื่อสารไปยังบ้านสวนตูลเพื่อติดต่อกับกำลังส่วนอื่น  โดยมีแผนลับสุดยอดท้ายสุดก็คือ ถ้ารับมือทหารญี่ปุ่นไม่ไหวจะให้กำลังพลข้ามไปฝั่งหาดใหญ่ แล้วระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำน้อยทิ้งเพื่อถ่วงเวลา ถึงตอนนี้ทหารไทยเข้าที่ตั้งเตรียมพร้อมรับมือกับญี่ปุ่นแล้ว ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผนรับมือที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ติดแค่เพียงปัญหาเรื่องการสื่อสารเท่านั้น

เริ่มปะทะกัน

    หลังจากที่ทหารไทยเข้าแนวป้องกันได้ไม่นาน การรบกันระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ได้เปิดฉากขึ้นทันที เวลาประมาณ 02.40 น.กองกำลังจักรยานของทหารญี่ปุ่นประมาณ 1 กองร้อย ได้ปะทะกับ ร.พัน 5 ซึ่งตั้งรับอยู่ที่ช่องแคบแม่เตย ทหารญี่ปุ่นอยู่ในที่โล่งแจ้งจึงรีบถอยขบวนเข้าข้างทางทันที จากนั้นอีกไม่นาน ร.พัน 41 ก็ได้ปะทะกับหน่วยลาดตระเวนญี่ปุ่นที่เชิงสะพานสามแยกสำโรง กำลังทหารญี่ปุ่นจำนวนมากตามมาในอีกครึ่งชั่วโมง  ทหารญี่ปุ่นโหมเข้าตีโดยใช้กำลังบางส่วนโอบปีก แนวปะทะจุดนี้ขยายความกว้างมากกว่าเดิม การยิงปืนใหญ่สนับสนุนจากป.พัน 13 จึงต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย ปืนใหญ่วิถีราบขนาด 75 มม.ทั้ง 8 กระบอก ต้องปรับเปลี่ยนแนวยิงโดยใช้แผนที่ประกอบ การรบเป็นไปอย่างดุเดือดท่ามกลางทัศนวิสัยที่ค่อนข้างขมุกขมัว

                                                                                                  กองร้อยจักรยานทหารญี่ปุ่น

    เวลาประมาณ 04.00 น.กำลังทหารจาก ร.พัน 5 ที่มาตั้งรับบริเวณช่องแคบแม่เตย (หลังจากติดต่อกับผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 18 ได้แล้ว ) ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังทั้งหมดมาสมทบกับร.พัน 41 ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรวมกำลังพลทั้งหมดไว้ด้วยกัน และการรบที่ถนนสายสำโรง-ทุ่ง ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ การแบ่งกำลังทหารออกเป็น 2 แนวรบจะส่งผลเสียมากกว่าดี เพราะกำลังของอีกฝ่ายมีปริมาณมากจนไม่อาจคาดเดาได้ ถนนสายสงขลา-ไทรบุรีจึงตกเป็นของทหารญี่ปุ่น ซึ่งแบ่งกำลังส่วนหนึ่งมาควบคุมเส้นทางไว้ก่อน

    หลังจากร.พัน 5 ไปรวมกับทหารจากบ้านสวนตูลแล้ว สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเป็นการพักรบชั่วคราว เพราะทั้งทหารไทยและทหารญี่ปุ่นต่างอยู่ในที่ตั้งตนเอง มีการยันกันไปยันกันมาพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะทางด้านฝ่ายไทยต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น เนื่องจากการยิงตอนกลางคืนมีความแม่นยำค่อนข้างน้อย รวมทั้งทัศนวิสัยการมองเห็นค่อนข้างแย่ ผู้บังคับการจึงสั่งให้ยิงเฉพาะเป้าหมายที่เห็นชัดเจน ส่วนทางด้านฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งเป็นเพียงกำลังส่วนระวังหน้า (แต่ก็เยอะมาก) ก็ได้เงียบเสียงปืนลงไปด้วยไม่มีการโหมบุกเข้าตีเหมือนก่อน (ผู้เขียนเข้าใจว่า กำลังบางส่วนที่เคยเข้าตี ได้ถูกแบ่งไปยึดรถยนต์และรถประจำทางของคนไทย) กำลังรบส่วนใหญ่จากกองทัพที่ 25 ของญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในเรือลำเลียงกลางทะเลริมหาด และเตรียมพร้อมเคลื่อนพลขึ้นบกครั้งใหญ่ในอีกไม่นาน ทั้งสองฝ่ายต่างรอเวลาที่จะทำการรบขั้นแตกหัก เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องที่ชายหาดทะเลสงขลา

    ใกล้รุ่งเช้าทัศนวิสัยดีขึ้นมากกว่าเดิม จากจุดตรวจการณ์บ้านสวนตูลซึ่งเป็นจุดตั้งรับสำคัญ สามารถมองเห็นเรือลำเลียงพลญี่ปุ่นทาสีเทาจำนวน 12 ลำ กำลังทยอยปล่อยเรือท้องแบนลงน้ำด้วยปั้นจั่นขนาดใหญ่ลำละ 4 ตัว  ไกลออกไปหน่อยเป็นเรือพิฆาตจำนวน 4 ลำลอยลำตระหง่าน เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันกองเรือลำเลียงพลอีกที และที่อยู่ห่างลิบตาเป็นเงาเรือรบขนาดใหญ่สีดำทะมืน ซึ่งคาดว่าจะเป็นกองเรือลาดตระเวนบางส่วนหรือทั้งหมดจากจำนวน 5 ลำ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 13 ถูกสั่งให้พร้อมยิงทุกเมื่อ โดยในส่วนกองร้อยที่ 1 รับหน้าที่คุ้มกันชายหาดตั้งแต่ แหลมทราย-แหลมสน-แหลมสมิหลา-แนวศาลจังหวัด ส่วนกองร้อยที่ 2 รับหน้าที่คุ้มกันชายหาดตั้งแต่ศาลจังหวัด-สนามบินสงขลา-เก้าเส้ง ทหารไทยทั้ง 3 กองพันจ้องมองทหารญี่ปุ่นหลายหมื่นนายอย่างเงียบสงบ

การรบเมื่อรุ่งสาง

    กระสุนปืนใหญ่ชุดแรกจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 13 ถูกยิงออกมาเมื่อเวลาประมาณ 05.42 น.เพื่อถล่มเรือท้องแบนญี่ปุ่นที่ลอยลำอยู่ชายหาด เวลาต่อมาปืนทั้ง 8 กระบอกก็ต้องปรับมายิงแนวชายฝั่งแทน เนื่องจากตรวจพบทหารญี่ปุ่นจำนวนมากอยู่บนชายหาด ตั้งแต่บริเวณสนามบินสงขลาไปจนถึงเก้าเส้ง และนั่นก็เท่ากับเป็นการกระตุกหนวดเสือ จากนั้นไม่นานนักสงครามปืนใหญ่ก็ได้เปิดฉากขึ้น เมื่อเรือพิฆาตญี่ปุ่นจำนวน 4 ลำ ได้ระดมยิงใส่ฝ่ายไทยด้วยปืนใหญ่เรือขนาด 127/50 มม.จำนวนรวม 24 กระบอก ปืนเรือรุ่นนี้สามารถยิงได้ไกลสุดถึง 18.4 กิโลเมตร แม้ผู้เขียนจะใช้คำสวยหรูว่าการดวลปืนใหญ่ก็ตาม ทว่ากลับเป็นทหารไทยต้องรีบหาที่หลบภัยกันจ้าล่ะหวั่น จุดตรวจการณ์ทหารปืนใหญ่ ป.พัน 13 ถูกยิงถล่มอย่างหนักรวมประมาณ 12 นัด จนหินก้อนใหญ่ที่เคยใช้เป็นแนวกำบัง กลับกลายเป็นลานกว้างใช้เตะตระกร้อได้ โชดดีที่ทหารทุกนายหลบหนีออกมาได้ทัน แต่ก็ต้องวุ่นวายกับการตั้งจุดตรวจการณ์ใหม่อย่างเร่งรีบ พลอยทำให้ปืนใหญ่ของฝ่ายไทยต้องเงียบเสียงลงชั่วเวลาหนึ่ง

    เวลาเดินทางผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ จนใกล้ถึง 8.00 น.ทหารญี่ปุ่นทยอยขึ้นฝั่งมองเห็นเป็นแถวยาวเหยียด เป้าหมายปลายทางคือสนามบินสนามสงขลาซึ่งถูกยึดไปแล้ว กำลังบางส่วนโอบมาทางปีกซ้ายอันเป็นที่ตั้งยิงของปืนใหญ่ ป.พัน 13 ผู้บังคับกองพันต้องรีบแก้ปัญหา ด้วยการส่งกำลังพลสำรองจำนวน 1 หมวดเข้าไปช่วยป้องกัน ทว่าเรือพิฆาตญี่ปุ่นยังคงทำหน้าที่ตัวเองไม่หยุดหย่อน ด้วยการยิงถล่มที่ตั้ง ร.พัน 5 เขารูปช้างอย่างหนักหน่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนทหารราบฝ่ายเดียวกัน ด้านแนวรบ ร.พัน 41 และ ป.พัน 13 ค่ายบ้านสวนตูลก็โดนยิงถล่มเช่นกัน ยังโชดดีอยู่ว่าปืนเรือถูกออกแบบให้ยิงวิถีราบเป็นหลัก กระสุนส่วนใหญ่จึงลอยข้ามหัวไปตกด้านหลังค่าย ครั้นจะยิงวิถีราบใส่แนวต้านทหารไทยตรง ๆ เลย ก็มีทหารฝ่ายเดียวกันเกะกะขวางทางอยู่เต็มหาด
                                                                               เรือพิฆาตชั้น Fubuki Group II ทำการระดมยิงชายฝั่ง

    ต่อมาไม่นานญี่่ปุ่นก็สามารถตั้งกองร้อยปืนใหญ่บริเวณสนามบินสงขลาได้ จึงเริ่มยิงถล่มใส่ทหารฝ่ายไทยมากขึ้น เครื่องบินรบบนท้องฟ้าจำนวนมากกว่า 20 ลำ ยิงปืนกลถล่มจุดตรวจการณ์เขารูปช้างตลอดเวลา แนวรบด้านนี้ทหารญี่ปุ่นประสบความยุ่งยากมาก เพราะที่ตั้งของทหารไทยอยู่ในชัยภูมิที่ดีกว่าค่อนข้างมาก และได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 ซึ่งมีความคล่องตัวสุงเคลื่อนย้ายสะดวก การปะทะกันดุเดือดที่สุดอยู่ที่สามแยกถนนสายสำโรง-ทุ่งหวังเช่นเดิม ทหารจาก ร.พัน 41 ถูกตรึงให้กดหัวอยู่กับที่ ทั้งจากปืนใหญ่เรือและเครื่องบินรบ รวมทั้งไม่ได้รับการสนับสนุนปืนใหญ่จาก ป.พัน 13 เพราะต้องย้ายจุดตรวจการณ์ไปที่ใหม่อีกครั้ง แต่ถึงจะโดนกดดันอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็ยังเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ของกองทัพที่ 25 อยู่ดี

    ปืนใหญ่จาก ร.พัน 13 ทำการยิงได้อีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. พร้อมๆกับเครื่องบินญี่ปุ่นลำแรกลงจอดในรันเวย์สนามบินสงขลา เมื่อฝ่ายไทยยิงปืนใหญ่อีกครั้งฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่ยอมนิ่งเฉย จึงส่งฝูงบินมาทิ้งระเบิดใส่รังปืนใหญ่บ้าง โชดยังดีที่ระเบิดพลาดเป้าหมายหมดเพราะติดสวนมะพร้าว การรบที่เคยซาลงเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นทหารที่อยู่แนวหน้าต้องร้องขอกำลังเสริม เพราะทหารญี่ปุ่นจำนวนมากดาหน้ากันเข้ามาหวังตีให้แตก ผู้บังคับการต้องส่งทหารช่วยรบที่เหลืออยู่ประมาณ 50 คนเข้าไปเสริมทัพ และเตรียมตัวในการถอนกำลังทั้งหมดไปยังบ้านทุ่งหวัง ซึ่งได้เตรียมไว้เป็นที่มั่นสำรองสุดท้ายไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกันนั้นยังได้สั่งให้กองร้อยที่ 3 ร.พัน 13 ให้ถอนนตัวออกไปตั้งยิงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 8 เพื่อคุ้มกันการถอยทัพที่กำลังจะตามมาในอีกไม่นาน ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 ขนาดปากลำกล้องปืนกว้าง 75 มม. มีขนาดกระทัดรัดผลิตโดยญี่ปุ่น ระยะยิงไกลสุดอยู่ที่ 6 กิโลเมตร สามารถใช้เทียมลากด้วยม้าได้จึงมีความคล่องตัวสุง การเคลื่อนย้ายจากเขารูปช้างไปยังที่ตั้งใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยความช่วยเหลือจากหมวดปืนกลหนักช่วยยิงคุ้มกันให้
  
    สถานการณ์ทหารไทยค่อนข้างแย่ลงไปทุกขณะ จำนวนกระสุนปืนชนิดต่างๆก็เริ่มก็ร่อยหรอมากขึ้น แต่ในความโชดร้ายก็ยังพอมีความโชดดีอยู่บ้าง เมื่อกระสุนปืนของอีกฝ่ายที่เคยหนาแน่นเริ่มน้อยลงทันตาเห็น ส่วนปืนใหญ่จากเรือและเครื่องบินบนฟ้าก็พลอยเงียบไปด้วย ญี่ปุ่นได้ทำการเปลี่ยนแผนอีกครั้ง โดยให้ทหารเดินเป็นแถวไปรวมพลที่สนามบินสงขลา เพื่อขึ้นโดยสารรถไฟตรงโค้งสนามบินซึ่งยึดมาก่อนหน้า การขนส่งทหารชุดแรกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นอกจากใช้ขบวนรถไฟในการเดินทางไปยังที่หมายแล้ว ญี่ปุ่นยังได้ยึดรถยนต์และรถประจำทางของคนไทยอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับขนทหารไปยังแหลมมลายูต่อไป ความคิดที่จะหักด่านทหารไทยซึ่งยังคงขวางถนนเส้นหลักอยู่นั้น กลายเป็นจด ๆ จ้อง ๆ ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อาจเป็นเพราะผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นต้องการลดความสูญเสียลง เนื่องจากภารกิจหลักของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่สงขลา หรือบางทีพวกเขาอาจรอให้มีผลการเจรจาเกิดขึ้น การปะทะกันในช่วงท้าย ๆ จึงลดความรุนแรงลงพอสมควร

    การเคลื่อนพลโดยรถไฟของทหารญี่ปุ่นอยู่ในสายตาทหารไทยตลอด เพียงแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะมันถึงขีดสุดแล้ว ทหารทุกนายอยู่ในสนามรบไม่เว้นกระทั่งฝ่ายเสนาธิการ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเองอย่างห้าวหาญเพื่อป้องกันประเทศ โชดยังดีที่สถานการณ์โดยรวมไม่เลวร้ายเหมือนรุ่งเช้า การรบพุ่งที่เคยดุเดือดเปลี่ยนไปเป็นหนังคนล่ะม้วน ยิ่งเวลาเดินไปมากเท่าไหร่การยิงกันก็ยิ่งน้อยลงตาม กลายเป็นว่าถ้าฝ่ายไทยไม่ยิงก่อนฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่ยิงตอบโต้ กระทั่งเวลาประมาณ 11.35 น. ได้มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชามณฑล 6 ค่ายนครศรีธรรมราช ให้เปิดทางให้ทหารญี่ปุ่นผ่านไปตามคำสั่งรัฐบาล การปะทะกันที่สงขลาจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้

    ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย ทหาร ร.พัน 41 เสียชีวิต 8 นาย บาดเจ็บ 22 นาย ทหาร ร.พัน 5 เสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 33 นาย ส่วนทหาร ป.พัน 13 ไม่มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บเช่นกัน แต่ไม่ทราบจำนวนชัดเจน ทหารญี่ปุ่นมีความสูญเสียมากกว่าพอสมควร นั่นคือเสียชีวิตประมาณ 200 คน บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน

                                                                                ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 มีบทบาทสุงในการรบที่สงขลา

หลังสิ้นสุดการปะทะ

    คนญี่ปุ่นในสงขลาก็เหมือนกับปัตตานีและจังหวัดอื่นๆ ก่อนหน้านี้มีเพียงร้านหมอฟันแค่เพียงร้านเดียวร่วมสิบปี เวลาต่อมาจึงมีหมอรักษาโรคทั่วไปและหมอฟันเปิดร้านเพิ่มเติม ช่วงใกล้สงครามมีร้านขายถ้วยชามเปิดใหม่อีก 2 แห่ง คนที่มาทีหลังล้วนเป็นจารชนหรือมีส่วนช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่น ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2484 สงขลามีการซ้อมการป้องกันภัยทางอากาศ จัดเตรียมหลุมหลบภัยจากการทิ้งระเบิด รวมทั้งสร้างสนามบินแห่งใหม่เพิ่มริมชายหาดตรงข้ามบ้านด่าน  ทางราชการได้จัดตั้งกองอาสาสมัครขึ้น หวังใช้เป็นกำลังหนุนในยามฉุกเฉิน มีการฝึกใช้อาวุธที่ค่ายทหารบ้านสวนตูลด้วย ถือได้ว่าสงขลาเตรียมพร้อมรับมือญี่ปุ่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง
  
    หลังหยุดยิงทหารญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงอยู่ร่วมกับคนไทย พวกเขามีแผนที่ตัวเมืองสงขลาอย่างละเอียด มีข้อมูลกระทั่งบ้านไหนมีรถยนต์กี่คันและรุ่นอะไร ทหารญี่่ปุ่นได้ใช้สถานที่ราชการทุกแห่งในตัวเมือง รวมทั้งอาคารบ้านเรือนของประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อดัดแปลงเป็นที่พักที่อาศัย โรงพยาบาล  ฐานบัญชาการ รวมทั้งเรือนรับรองแขก โรงเรียนมหาวชิราวุธถูกยึดไปทั้งหมด ทำให้นักเรียนไม่มีที่เรียนถึง 1 ปีการศึกษา ทางการไทยให้นักเรียนทุกคนสอบผ่านปีนั้นไปเลย จึงมืชื่อเรียกนักเรียนที่เรียนจบปีนี้ว่า "รุ่นม.6 นายพลโตโจ"

    ทหารญี่ปุ่นยังเป็นตัวนำโชคร้ายมาสู่ชาวสงขลาในภายหลัง เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งประกอบไปด้วยอังกฤษและอเมริกา ได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดใส่ใจกลางตัวเมืองกันเลยทีเดียว ระเบิดลูกแรกลงที่โบสถ์วัดใต้ (วัดดอนรัก ) มีประชาชนโดนลูกหลงเสียชีวิตทันที 1 คน ตามติดมาด้วยระเบิดลูกที่ 2 ลงตรงสี่แยกวัดเลียบ คราวนี้เป็นทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตบ้างจำนวน 2 นาย และมีการทิ้งระเบิดใส่ที่ตั้งทหารญี่ปุ่นอีกหลายครั้งหลายหน คนสงขลาต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงหวอเตือนภัยตลอดเวลา หลุมหลบภัยที่เคยขุดเตรียมไว้จึงได้ใช้งานกันอย่างทั่วถึง
  
    ทหารญี่ปุ่นจากกองทัพที่ 25 อยู่ที่เมืองสงขลาแค่เพียงไม่กี่เดือน ก็ได้ทำการเคลื่อนพลเข้าไปยังแหลมมลายูและสิงคโปร์ต่อไป ทว่าพอถึงปี 2487 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การรบเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในทุกสนามรบ ทหารจากแดนอาทิตย์อุทัยก็เริ่มทยอยเดินทางกลับมาที่สงขลา จะด้วยว่าถอยทัพกลับหรือเริ่มระแวงฝ่ายไทยมากขึ้นก็ตาม และอยู่ที่นี่จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง

    อังกฤษคำนวนว่าญี่ปุ่นใช้ทหารจำนวน 150,000 นาย ในการบุกเข้าโจมตีแหลมมลายูและสิงคโปร์ ทหารมากกว่าครึ่งขึ้นบกที่ชายหาดสงขลา จังหวัดที่สงครามโลกครั้งที่สองมาเยือนอย่างเต็มรูปแบบไม่น้อยหน้าใคร

บทส่งท้าย
  
    วิธีตั้งรับญี่ปุ่นขึ้นบกทั้งสองจุดแตกต่างกันอยู่พอสมควร ที่ปัตตานีมีทหารราบไม่พร้อมรบจำนวน 1 กองพัน การตั้งรังกลปืนที่ริมชายหาดน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะกำลังของอีกฝ่ายจะอยู่ในที่โล่งแจ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงน่าจะสามารถต้านทานได้ระยะเวลาหนึ่ง ส่วนทางด้านสงขลามีทั้งจำนวนกำลังพลที่มากกว่า รวมทั้งอาวุธหนักเบาจำนวนเยอะกว่าหลายเท่า จึงให้ทหารราบจำนวน 2 กองพัน ตั้งด่านขวางเส้นทางหลักทั้ง 2 เส้นทางไว้อย่างแน่นหนา ถนนทั้ง 2 เส้นมุ่งไปยังแหลมมลายูซึ่งญี่ปุ่นต้องใช้อย่างแน่นอน โดยมีปืนใหญ่จากกองพันที่ 13 คอยสนับสนุนทั้ง 2 ด่าน และยกหน้าที่คุ้มกันชายหาดให้กับปืนใหญ่ทั้ง 8 กระบอก เมื่อปรากฎแน่ชัดว่าทหารญี่ปุ่นมีจำนวนหลายหมื่นคน การเลือกจุดตั้งรับเพียงจุดเดียวน่าจะทำให้ฝ่ายเราสูญเสียน้อยที่สุด
      

    ผู้เขียนขอจบบทความเรื่อง "สงครามโลกครั้งที่สอง : วันญี่ปุ่นขึ้นบก" ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เนื่องจากกลัวว่ายาวเกินไปจนกลายเป็นตำราเรียนอันแสนน่าเบื่อ รายละเอียดส่วนที่เหลือจะตามมาในตอนต่อไปครับ รวมทั้งจัดเตรียมข้อมูลตอนอื่นที่ตั้งใจจะเขียนในภายหลัง ก่อนจากกันผู้เขียนขอออกตัวนิดหน่อย ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลเท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้ แต่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ถูกต้องครบถ้วนทั้งหมด (ข้อมูลบางส่วนที่อาจผิดพลาด ต้องขออภัยล่วงหน้า) ขอบคุณที่ติดตามครับจนกว่าจะพบกันใหม่ ;)

                        ----------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Thailand_in_World_War_II
https://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_invasion_of_Thailand
https://en.wikipedia.org/wiki/Pacific_War
http://iseehistory.socita.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538711061&Ntype=15
http://www.navy.mi.th/newwww/document/history/royalnavy/chap506.htm
http://www.vcharkarn.com/forum/view?id=37386&section=forum&ForumReply_page=2
http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=107113
http://www.khlong-u-taphao.com/index.php?file=article&obj=forum.view%28cat_id=at-gen,id=9%29
http://www.mtb42.mi.th/?name=page&op=%BB%C3%D0%C7%D1%B5%D4%A4%C7%D2%C1%E0%BB%E7%B9%C1%D2
http://blog.livedoor.jp/irootoko_jr/archives/975175.html
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5000.15
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_Thailand_military_equipment_of_World_War_II
https://www.reddit.com/r/ColdWarPowers/wiki/thailand?v=4765eff8-9f8f-11e4-aaff-22000b368d04
https://en.wikipedia.org/wiki/Fubuki-class_destroyer
http://4.bp.blogspot.com/-IyNGHxOMbqA/VCf4mhG_1-I/AAAAAAAAuIA/F-4gTawerTc/s1600/10363577_509861209143676_7374725152890857868_n.jpg
http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538711115
http://talung.gimyong.com/index.php?topic=134125.0
https://www.youtube.com/watch?v=oPdKeDV5qyk
บทความเรื่อง "เมื่อญี่ปุ่นบุกสงขลา" โดยท่านขุนศิลปกรรมพิเศษ หรือนายแปลก ศิลปกรรมพิเศษ
บทความเรื่อง "แผนตั้งรับญี่ปุ่นที่ปัตตานี" โดยกองทัพบกไทย
หนังสือโครงการ "มหาวชิราวุธกับสงครามโลกครั้งที่ 2"  โดยโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา

                        ----------------------------------------------------------------------------------------