วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part III : Anti-Submarine Torpedo

อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 3 : ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ
ความเดิมตอนที่แล้ว ---> Royal Thai Navy Anti-Submarine Weapon Part II : Anti-Submarine Missile
อาวุธปราบเรือดำน้ำบนเรือรบราชนาวีไทย ตอนที่ 3 : ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ
                RUM-139 VL- ASROC คืออาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นอาวุธที่ใช้จัดการกับเรือดำน้ำได้ดีที่สุด เพราะสามารถโจมตีเป้าหมายตั้งแต่ระยะ 10 กิโลเมตรขึ้นไป มีลักษณะผสมกันระหว่างอาวุธนำวิถี พื้น-สู่-พื้น กับอาวุธปราบเรือดำน้ำ ได้แก่ ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำหรือระเบิดลึกนิวเคลียร์ แปลเป็นไทยอีกครั้งก็คือ VL-ASROC จะต้องติดตั้งอยู่บนอาวุธปราบเรือดำน้ำอีกที เราได้รู้จักระเบิดลึกกันไปแล้วตั้งแต่ตอนที่หนึ่ง บทความนี้จะพูดถึงอาวุธปราบเรือดำน้ำอีกหนึ่งชนิด ที่สามารถใช้งานร่วมกับ VL- ASROC ได้ นั่นก็คือตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ หรือ Anti-Submarine Torpedo
กองทัพเรือไทยประจำการตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำขนาด 324 มม.หรือ 12.74 นิ้ว นับเป็น Lightweight Anti-Submarine Torpedo เพราะมีขนาดเล็กที่สุด (ในเวลานี้) โดยมีประจำการรวมทั้งสิ้นจำนวน 3 รุ่นด้วยกัน ในอดีตเราเคยมีตอร์ปิโดขนาด 400 มม.สำหรับต่อต้านเรือรบผิวน้ำด้วย แต่ใช้ยิงเรือดำน้ำไม่ได้ผู้เขียนจึงไม่นำมารวม
ภาพถ่ายเรือหลวงตาปีเมื่อ 42 ปีที่แล้ว มีท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 5 มาตั้งแต่เริ่มเข้าประจำการ ในภาพยังคงติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/L60 ลำกล้องคู่ และ ปืนใหญ่ 3"/50 Mark 34 ด้านท้ายเรือ ก่อนถอดออกเมื่อได้มีการปรับปรุงใหญ่ แล้วติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors 40/L70 ลำกล้องเดี่ยวจำนวน 1 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยาน 20 มม. GAM-BO1 จำนวน 2 กระบอกทดแทน

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำกับกองทัพเรือไทย
                กลางปี 1947 อเมริกาโอนเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ปี 1947 จำนวน 3 ลำให้กับไทย จากนั้นไม่นานทร.ไทยได้จัดหาเพิ่มเติมอีก 5 ลำรวมเป็น 8 ลำด้วยกัน หลังจากผ่านใช้งานมาประมาณ 15 ปีเต็ม ได้มีการทยอยจัดส่งเรือไปปรับปรุงใหญ่ที่เกาะกวม โดยเป็นการซ่อมแซมตัวเรือรวมทั้งเครื่องยนต์ ติดตั้งระบบวิทยุและห้องควบคุม และระบบเรดาร์เดินเรือรุ่นใหม่ เรือบางลำได้รับการติดตั้งระบบโซนาร์ AN/SQS-17B และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 44 Mod 1 โดยใช้ท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 0 (ซึ่งเป็นระบบแท่นยิงเดี่ยว) จำนวน 2 แท่นยิงบริเวณท้ายเรือ
                ในเวลาไล่เรี่ยกันนั้นเอง เรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น Tacoma ทั้ง 2 ลำ ได้แก่ เรือหลวงท่าจีน (ลำที่สอง) และเรือหลวงประแสร์ (ลำที่สอง) ได้ถูกส่งไปปรับปรุงใหญ่ที่เกาะกวมเช่นกัน รายละเอียดการปรับปรุงใกล้เคียงกับเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น PC-461 ในส่วนระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำนั้น ได้มีการติดตั้งระบบโซนาร์ AN/SQS-17B ทดแทนระบบโซนาร์  QBF จากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 0 (ซึ่งเป็นระบบแท่นยิงเดี่ยว) จำนวน 2 แท่นยิงบริเวณกลางเรือค่อนไปทางท้าย สำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 44 Mod 1
                จากนั้นไม่นานนัก จึงเป็นคิวของเรือพิฆาตคุ้มกันชั้น Cannon ซึ่งมีอยู่ลำเดียว เรือหลวงปิ่นเกล้าได้รับการปรับปรุงใหญ่เช่นกัน  โดยได้ติดตั้ง AN/SQS-11 ทดแทนระบบโซนาร์  QCJ จากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 5 (ซึ่งเป็นระบบแท่นยิงแฝดสาม) จำนวน 2 แท่นยิงบริเวณกลางเรือจากจากปล่องควันเรือ สำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 44 Mod 1 แท่นยิงรุ่นนี้มีเครื่องหันหรือ Training Gear ติดตั้งอยู่ด้วย ช่วยบังคับให้ท่อยิงหมุนไปยังทิศทางที่ต้องการ ทำให้สะดวกกับการใช้งานมากกว่ารุ่น Mark 32 Mod 0 ที่ติดตั้งตายตัวบนกราบเรือบังคับทิศทางไม่ได้
วันที่ 1 พฤษจิกายน 1971 ทร.ไทยเข้าประจำการเรือหลวงตาปี วันที่ 2 มิถุนายน 1972 ทร.ไทยเข้าประจำการเรือหลวงคีรีรัฐ เรือทั้งสองลำเป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์ชั้น PF-103 สร้างโดยอเมริกา ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 5 แฝดสามจำนวน 2 แท่นยิงบริเวณท้ายเป็นที่เรียบร้อย ยุคถัดมาเรือรบขนาดใหญ่ของทร.ไทยเกือบทุกลำ จะติดตั้งตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำกันโดยครบถ้วน ยกเว้นก็เพียงเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจำนวน 4 ลำ (เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงกระบุรี และเรือหลวงสายบุรี) ซึ่งมีเพียงจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 (RBU-1200) ไว้สำหรับป้องกันตัว

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 Mod 1
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองอันแสนยาวนาน อเมริกาได้เผชิญหน้ากับอันตรายจากเรืออูเยอรมัน กองทัพเรือจึงได้พยายามหาทางป้องกัน หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาตอร์ปิโดขนาดเล็กน้ำหนักเบา เพื่อใช้งานกับอากาศยานปีกแข็งประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน รวมทั้งกับเฮลิคอปเตอร์ที่เริ่มมีมากรุ่นขึ้น ทั้งยังต้องการให้ใช้งานบนเรือผิวน้ำได้ในภายหลัง ตอร์ปิโดจะต้องติดตั้งระบบนำวิถี มีความแข็งแรงทนทานมากพอสมควร เป็นโจทย์ที่ไม่ยากนักแต่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่
หลังจากใช้เวลาในการพิจารณาโดยผู้ชำนาญการ การออกแบบจากบริษัท Brush Development จึงได้รับการคัดเลือก ตอร์ปิโด Mark 43 Mod 1 ขนาด 300 มม.หรือ 10 นิ้วเข้าประจำการในปี 1951 เป็นอาวุธสำคัญประจำเครื่องบินปราบเรือดำน้ำ Grumman AF2 Guardian และ Grumman S-2 Tracker รวมทั้งเครื่องบินโจมตี AD-4 Skyraider ซึ่งไม่มีระบบตรวจจับแต่อย่างใด กองทัพเรืออังกฤษได้จัดหา Mark 43 ไปใช้งานกับอากาศยานของตนเอง

                                                                       ตอร์ปิโด Mark 43 Mod 1 ติดตั้งบนปีกเครื่องบินโจมตี AD-4 Skyraider
เมื่อ Mark 43 เข้าประจำการได้ไม่นาน กองทัพเรือได้ริเริ่มโครงการตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ สามารถใช้งานได้ทั้งกับอากาศยานปีกแข็ง เฮลิคอปเตอร์ และเรือรบผิวน้ำ เพื่อทดแทนตอร์ปิโดรุ่น Mark 43 ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำรุ่นแรกสุดของอเมริกา แม้ว่า Mark 43 Mod 3 จะสามารถใช้งานกับเรือผิวน้ำได้แล้ว ทว่าตอร์ปิโดมีขนาดเล็กเกินไป หัวรบมีขนาดเล็กเกินไป ความเร็วสุงสุดน้อยเกินไป โจมตีเป้าหมายได้ตื้นเกินไป ค้นหาเป้าหมายได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งใช้งานกับเรือผิวน้ำแล้วค่อนข้างมีปัญหา ท้ายสุดจึงได้ปลดประจำการในปี 1957 หลังโครงการใหม่สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย
ตอร์ปิโดรุ่นใหม่ต้องการระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ จะเริ่มทำงานเมื่อตอร์ปิโดอยู่ในทะเลแล้ว ต้องมีเสียงเครื่องยนต์เบากว่าเดิม จึงต้องออกแบบใหม่แทบจะทุกชิ้นส่วน โครงการนี้ได้แบ่งออกเป็นรหัสโครงการ EX-2A พัฒนาโดย Naval Ordnance Test Station หรือ NTOS และรหัสโครงการ EX-2B พัฒนาโดย General Electric หรือ GE ในท้ายที่สุดการออกแบบจาก EX-2B ได้รับการคัดเลือก ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 44 Mod 1 เข้าประจำการกองทัพเรืออเมริกาในปี 1957
                Mark 44 มีขนาดความยาว 2.5 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 196 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งบนเรือผิวน้ำและอากาศยาน ติดหัวรบ HBX-3 ขนาด 34 กิโลกรัม ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จ่ายกระแสไฟด้วยระบบแบตเตอรี่น้ำทะเล (Seawater Battery) หลักการก็คือเมื่อตอร์ปิโดถูกปล่อยออกจากท่อยิง ลวดนิรภัยกั้นรูรับน้ำทะเลจะถูกดึงออก น้ำทะเลจะไหลเข้าไปกระตุ้นระบบแบตเตอรี่ เพื่อจ่ายกระแสไฟให้กับมอเตอร์ขับเคลื่อนต่อไป ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ตอร์ปิโดติดตั้ง 2 ใบจักรและ 2 เพลา หมุนสวนทางกันช่วยลดเสียงดังและพรายน้ำ
Mark 44 สามารถโจมตีเป้าหมายได้ตั้งแต่ความลึก 50 ฟุตจนถึง 3,000 ฟุต ความเร็วสุงสุดเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 น๊อต (ขณะที่ Mark 43 ความเร็วสุงสุดเพียง 21 น๊อต) ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด (Operational Range หรือ Optimum Range หรือ Endurance) อยู่ที่ประมาณ 5,500 เมตร จากนั้นแบตเตอรี่จะหมดพลังงานไม่จ่ายกระแสไฟ
                ส่วนจมูก (Nose Section) ติดตั้ง Transducer จำนวน 2 ชุดใช้สำหรับวัดสัญญานสะท้อนกลับ โดยจะแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียงส่งไปในน้ำ แล้วรอรับเสียงสะท้อนกลับส่งคืนเครื่องรับต่อไป ระบบนำวิถีค้นหาเป้าหมายได้ไกลสุด 911 เมตร นับเป็น ASW Homing Torpedo รุ่นใหม่อย่างแท้จริง ทั้งยังมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ดูแลสะดวก ระบบแท่นยิงใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องการพื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ เทียบกับจรวดปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Rocket) ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ใช้พื้นที่ทั้งบนและใต้ดาดฟ้าเรือจำนวนมาก การใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก มีความแม่นยำต่ำ และมีระยะยิงน้อยกว่า อาวุธชนิดใหม่จึงดีกว่ากันเกือบทุกด้าน ยกเว้นเพียงราคาต่อหน่อยเท่านั้น (ทดแทนได้ด้วยปริมาณใช้งานที่น้อยกว่า)

                ประเทศไทยใช้งานตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 ตั้งแต่กลางทศวรรษ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปัจจุบันยังใช้งานอยู่หรือไม่ นั่นก็เพราะทั่วโลกได้เลิกใช้งานหมดแล้ว ชาติท้ายสุดที่ปลดประจำการก็คือนิวซีแลนด์ในปี 1993 สาเหตุสำคัญนอกจากเรื่องประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ขนาด 24 กิโลวัตต์ซึ่งมีอายุใช้งานแค่เพียง 5 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการปลดประจำการ ด้านเรือรบที่ติดตั้ง Mark 44 Mod 1 และยังประจำการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ เรือหลวงตาปี เรือหลวงคีรีรัฐ รวมทั้งเรือหลวงปิ่นเกล้า

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 46 Mod 5
            เมื่อตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 44 เข้าประจำการได้ไม่นาน อเมริกาได้พบปัญหาเรื่องใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา นั่นคือเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดของโซเวียต สามารถแล่นเรือได้เร็วกว่าเดิม มีระยะปฎิบัติการณ์มากกว่าเดิม มีความเงียบน้อยลงกว่าเดิม และดำน้ำได้ลึกกว่าเดิม ขณะเดียวกับที่ Mark 44 มีปัญหาเรื่องความเร็วในการเข้าโจมตี รวมทั้งปัญหากับการใช้งานในเขตน้ำตื้น พวกเขาต้องการตอร์ปิโดรุ่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม เข้ามาปิดช่องว่างขนาดใหญ่กว่าเดิม จากเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม
                Mark 46 เข้าประจำการในปี 1965 ขนาดใหญ่โตกว่าเดิมนิดหน่อย มีความยาว 2.6 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 230 กิโลกรัม ติดหัวรบ PBXN-103 ขนาด 44 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำ อากาศยานปีกแข็งและปีกหมุน รวมทั้งอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ ASROC ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิงเหลว (OTTO FUEL II) เครื่องยนต์ลูกสูบแบบสันดาบภายนอก ทำความเร็วสุงสุดถึง 43.5 น๊อตในช่วงการโจมตีรวมทั้งขณะดำน้ำ และความเร็วสุงสุด 36 น๊อตในช่วงค้นหาเป้าหมาย ระยะปฎิบัติการณ์ 11,200 เมตรที่ความเร็ว 43.5 น๊อต และ18,000 เมตรที่ความเร็ว 43.5 น๊อต

                เมื่อใช้บนเรือผิวน้ำ Mark 46 สามารถโจมตีเป้าหมายในระดับความลึก 50 ฟุตถึง 2,500 ฟุต แต่ถ้ายิงจากอากาศยานหรือ ASROC สามารถตั้งค่าลึกต่ำสุดที่ 20 ฟุตได้ ส่วนจมูกติดตั้งระบบนำวิถีครบถ้วนทั้ง Active Sonar และ Passive Sonar ค้นหาเป้าหมายได้ไกลมากกว่าเดิมคือ 1,483 เมตร ตอร์ปิโดมีประสิทธิภาพสุงกว่าเดิมพร้อมเสียงที่ดังมากกว่าเดิม กองทัพเรืออเมริกายุติการใช้งาน Mark 44 ในปี 1967 ทว่ายังคงมีจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต้ รวมทั้งพันธมิตรอื่น ๆ ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 21 ประเทศ และหนึ่งในนั้นก็คือไทยแลนด์ของพวกเรานี่เอง
                ตอร์ปิโดทั้งสองรุ่นใช้ท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 5 รุ่นเดียวกัน ใช้ระบบควบคุมการยิง Mark 309 Mod 0 รุ่นเดียวกัน แสดงผลผ่านแผงควบคุม Mark 264 Mod 0 รุ่นเดียวกัน แต่ขั้นตอนในการยิงมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อเมริกามีข้อกำหนดในการยิงอยู่ว่า เรือจะต้องเข้าใกล้จนถึงระยะยิงหวังผล (Optimum Range) เนื่องจากเปอร์เซนต์ยิงโดนเป้าหมายที่ระยะยิงไกลสุดอยู่ที่ 50 เปอร์เซนต์ แต่ถ้ายิงจากระยะยิงหวังผลจะขึ้นมาที่ 80 เปอร์เซนต์ รวมทั้งต้องหันหัวเรือไปในทิศทางที่ต้องการ เพื่อให้ตอร์ปิโดค้นหาและทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
หลังจากตรวจพบเป้าหมายใต้น้ำที่ต้องการยิง ระบบโซนาร์จะส่งข้อมูลทั้งหมดมายังแผงควบคุม ได้แก่ แบริงเป้า ระยะเป้า รวมทั้งสัญญาน Sonar On Target เจ้าหน้าที่จะต้องเลือกทิศทางการยิงตอร์ปิโด ก่อนกดปุ่มส่งสัญญานบอกทิศทางไปยังสะพานเดินเรือ เพื่อทำการเบนเข็มหัวเรือไปยังมุมองศาที่ต้องการ จากนั้นจึงเลือก Weapon Mode แล้วตั้ง ISD (Initial Search Depth) ซึ่งก็คือระดับความลึกและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อป้อนข้อมูลล่วงหน้าให้กับตอร์ปิโดลูกนั้น สำหรับใช้ช่วงการเดินทางสู่เป้าหมาย (หรือ Guide) ตรงนี้เองที่ตอร์ปิโดทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างกัน เราไปดูที่รุ่นเก่ากว่ากันก่อนนะครับ
                ตอร์ปิโด Mark 44 เลือก Weapon Mode เพื่อยิงตอร์ปิโดได้ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกก็คือ Run Out โดยปรกติจะใช้งานกับเรือผิวน้ำ โดยตอร์ปิโดจะวิ่งส่ายซ้าย-ขวาทำมุม 45 องศาตลอดการเดินทางช่วงแรก (Snake Search) กระทั่งลงไปสู่ระดับลึกสุดของค่า ISD ที่ตั้งไว้ (หรือระยะทางประมาณ 3,000 ฟุต) จากนั้นจะค้นหาเป้าหมายโดยหมุนวนเป็นวงกลม (Circle Search) โดยจะวนซ้ายขึ้นสุงและลงต่ำสลับกันไปมา กระทั่งตรวจจับเป้าหมายได้หรือแบตเตอรี่หมดกำลัง
ตอร์ปิโด Mark 44 Mod 1 ค้นหาเป้าหมายในโหมด Run Out ด้วยการวิ่งส่ายซ้าย-ขวาไปจนถึงระดับความลึกที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ก่อนค้นหาเป้าหมายแบบวงกลมวนซ้าย เหมาะสมกับเรือผิวน้ำโจมตีเป้าหมายระยะไกล
                รูปแบบที่สองก็คือ No Run Out โดยปรกติจะใช้งานกับอากาศยานเท่านั้น แต่ต่อมาได้ปรับปรุงให้ใช้งานบนเรือผิวน้ำได้ การตั้งค่า ISD ใส่ข้อมูลได้น้อยกว่าแบบแรก เมื่อยิงไปแล้วตอร์ปิโดจะดำลงไปสู่ระดับลึกสุดของค่า ISD โดยไม่มีการส่ายซ้าย-ขวาแบบ Run Out แต่อย่างใด จากนั้นจึงเริ่มค้นหาเป้าหมายด้วยการหมุนวนซ้าย และจะค้นหาตั้งแต่ระยะ 250 ฟุตลงไปเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกันเรือผิวน้ำ
ตอร์ปิโด Mark 44 Mod 1 ค้นหาเป้าหมายในโหมด No Run Out ด้วยการค้นหาเป้าหมายแบบวงกลมวนซ้าย หลังจากมาถึงระดับความลึกที่ตั้งไว้ (การตั้งค่าทำได้ไม่ละเอียดเท่าโหมด Run Out) เหมาะสมกับอากาศยาน หรือเรือผิวน้ำโจมตีเป้าหมายแบเร่งด่วนหรือระยะประชิด         
                ส่วนทางด้านตอร์ปิโด Mark 46 นั้น สามารถตั้งค่า ISD ให้ค้นหาตื้นสุดที่ 24 เมตร เพื่อใช้งานในพื้นที่เขตน้ำตื้นความลึกต่ำกว่า 40 เมตร หรือกับเป้าหมายความเร็วต่ำสุงระดับกล้องเพอริสโคป โดยสามารถเลือก Weapon Mode ได้รูปแบบเดียวคือ Run Out แต่รูปแบบการค้นหาเป้าหมายหรือ Search Pattern สามารถกำหนดได้ทั้งการค้นหาแบบวงกลมวนขวา (Circle Search) หรือการค้นหาแบบส่ายซ้าย-ขวา (Snake Search) ซึ่งถ้าเป็นการยิงระยะประชิดหรือการยิงเร่งด่วน มีข้อแนะนำให้ใช้การค้นหาแบบวงกลมจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากตอร์ปิโดเข้าสู่โหมดค้นหาได้เร็วกว่า เหมือนการยิงจากอากาศยานหรืออาวุธนำวิถี ASROC สามารถเลือกโหมดยิงเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วย
                ขอกลับมายังเจ้าหน้าที่ยิงตอร์ปิโดอีกครั้ง เมื่อหัวเรือจำลองชี้เป้าตรงกับ Ordered Heading แล้ว ตอร์ปิโดถูกตั้งค่าตรงตามข้อมูลจากโซนาร์แล้ว และผู้ควบคุมได้ทำการสั่งยิงแล้ว พนักงานจะผลักกุญแจจากตำแหน่ง Standby ไปยัง Fire ตอร์ปิโดจะวิ่งพ้นท่อแหวกอากาศตกสู่พื้นน้ำ Mk-46 จะดำดิ่งทำมุม 45 องศาลงมาระดับความลึก ISD ด้วยความเร็ว 43.5 น๊อต (สามารถตั้งได้ลึกสุดที่ 427 เมตร) แล้วเริ่มค้นหารูปแบบวงกลมหรือรูปแบบส่ายที่ความเร็ว 36 น๊อต เมื่อถึงระยะการเข้าหาและต่อตีเป้าหมาย (Acquisition and Attack Phase) ตอร์ปิโดจะวิ่งด้วยความเร็ว 43.5 น๊อตพุ่งชนเป้าหมาย
ตอร์ปิโด Mk-46 Mod 5 ประจำการอยู่บนเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน และเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ S-70B จำนวน 6 ลำ ที่ประจำการอยู่บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาด 11,544 ตันลำแรกและลำเดียวของกองทัพเรือไทย รวมทั้งติดตั้งบนอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ RUR-5 ASROC
                     ท่อยิงตอร์ปิโด Mark 32 Mod 5 บนเรือหลวงตากสินก่อนปรับปรุงใหญ่ ประจำการด้วยตอร์ปิโด Mark 46 Mod 5


                            ตอร์ปิโด Mark 46 Mod 5 (ลูกฝึก) ติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ S-70B กองทัพเรือไทย ระหว่างการฝึกผสม Guardian Sea 2016

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Stringray 
                ตอร์ปิโดรุ่นสุดท้ายมาจากอังกฤษครับ ขับเคลื่อนด้วยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยแบตเตอรี่แมกนิเซี่ยม-เงิน ทำความเร็วสุงสุดได้ถึง 45 น๊อต ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 8 ถึง 11 กิโลเมตร ติดตั้งระบบนำวิถีทั้ง Active Sonar และ Passive Sonar ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Auto Pilot) รวมทั้งระบบป้องกันสัญญานรบกวน มีความยาว 2.6 เมตร กว้าง 324 มิลลิเมตร หนัก 267 กิโลกรัม ติดหัวรบ Torpex (Torpedo Explosive) ขนาด 45 กิโลกรัม ใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำและอากาศยาน
                ขอย้อนเวลากลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเรืออังกฤษมีแนวคิดเรื่องตอร์ปิโดระบบนำวิถี หรือ Guided Torpedo ขนาด 533 มม.กระทั่งในปี 1952 จึงได้สร้างต้นแบบแล้วเสร็จ ตอร์ปิโด Mark 12 Fancy ติดหัวรบ Torpex ขนาด 340 กิโลกรัม ใช้ระบบขับเคลื่อน Hydrogen-Peroxide ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 5 กิโลเมตร ที่ความเร็ว 28 น๊อต สามารถใช้งานได้ทั้งบนเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ แต่แล้วก็ต้องยุติโครงการนี้ลงในอีกไม่กี่ปี เนื่องจากระหว่างทดสอบบนเรือดำน้ำชื่อ HMS Sidon (P259) ตอร์ปิโดได้เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นภายในเรือ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิตจำนวน 13 นาย บาดเจ็บจำนวนมาก เรือดำน้ำเสียหายหนักจนต้องปลดประจำการ เป็นก้าวแรกของความล้มเหลวที่อาจนำพาสู่ความสำเร็จ
                อังกฤษยังมีโครงการพัฒนาตอร์ปิโดรุ่นอื่น นั่นก็คือตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำขนาด 533 มม. Mark 20 Bidder ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งระบบนำวิถี Passive Sonar ระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 11 กิโลเมตร ที่ความเร็ว 20 น๊อต ตอร์ปิโดรุ่นนี้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม สามารถติดตั้งบนเรือผิวน้ำขนาด 1,000 ตันได้อย่างสบาย และได้เข้าประจำการทร.อังกฤษในปี 1955 บนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Type 14 Blackwood และชั้น Type 12 Whitby ตามลำดับ
เรือฟริเกตชั้น Type 12 Whitby ของอังกฤษ ติดตั้ง Mark 20 Bidder จำนวน 12 ท่อยิง โดยเป็นท่อยิงเดี่ยวจำนวน 8 ท่อยิง และท่อยิงแฝดจำนวน 2 แท่นยิง ก่อนถอดออกในภายหลัง
                ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mark 44 ของอเมริกาเข้าประจำการแล้วเช่นกัน แม้จะมีระยะยิงน้อยกว่า Mark 20 Bidder ทว่ามีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก ใช้งานได้ทั้งกับเรือผิวน้ำและอากาศยาน และมีความอเนกประสงค์มากกว่ากัน อังกฤษและออสเตรเลียได้คิดแก้ไขเรื่องระยะยิง ด้วยการพัฒนาอาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ Ikara ขึ้นมา โดยใช้จรวดไร้คนขับขนาดใหญ่ติดตั้งตอร์ปิโด Mark 44 ใต้ท้องเครื่อง ก่อนจะกางปีกหลักออกหลังบินขึ้นไปบนฟ้า บนสุดของแพนหางติดตั้งเสาอากาศรับส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ Ikara มีระยะปฎิบัติการณ์ไกลสุด 19 กิโลเมตร (ไม่รวมระยะปฎิบัติการณ์ของตอร์ปิโด) เข้าประจำการช่วงต้นทศวรรษ 1960 และกลายเป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำมาตราฐานทร.อังกฤษ ส่งผลให้ Mark 20 Bidder ไม่ได้ไปต่อ เรือที่ติดตั้งไปก่อนหน้านี้ได้ถูกทยอยถอด ก่อนปลดประจำการอย่างเงียบเชียบต้นทศวรรษ 1980
                อาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ Ikara มีทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างชัดเจน ข้อดีก็คือระยะปฎิบัติการณ์ ส่วนข้อด้อยก็คือต้องการพื้นที่มหาศาล การออกแบบเรือรบรุ่นใหม่จึงเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะต้องติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง บริษัทผู้ผลิตพยายามพัฒนาระบบท่อยิงเดี่ยว เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนจรวดปราบเรือรบนี่แหละ แต่แล้วก็ต้องยกเลิกแผนการทั้งหมด Ikara ปลดประจำการต้นทศวรรษ 1980 ขณะที่ ASROC ของอเมริกาได้ไปต่อ ด้วยการพัฒนาให้ใช้งานกับระบบแท่นยิงแนวดิ่ง (Vertical Launching System) ได้
Ikara ถูกแทนที่ด้วยเฮลิคอปตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น บรรทุกอาวุธและระบบตรวจจับได้มากขึ้น ระยะปฎิบัติการณ์ไกลขึ้นและบินได้นานขึ้น อังกฤษยังได้พัฒนาตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำของตัวเอง เพื่อใช้เป็นอาวุธประจำตัวเฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งติดตั้งบนเรือผิวน้ำทดแทน Ikara โดยได้รวบรวมข้อด้อยจ่าง ๆของตอร์ปิโด Mark 44 เพื่อใช้กำหนดคุณสมบัติอาวุธใหม่ล่าสุด โครงการที่มีชื่อว่า Stringray จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

                เนื่องจากมีประสบการณ์จาก Mark 44 มาก่อนแล้ว การพัฒนาจึงเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว โครงสร้างส่วนใหญ่ของตอร์ปิโดรุ่นใหม่ทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ใส่หัวรบขนาดใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะใส่ได้ เพื่อรับมือกับเรือดำน้ำตัวถังสองชั้นของสหภาพโซเวียต ส่วนจมูกติดตั้งระบบนำวิถีและติดตามเป้าอัตโนมัติ ระบบโซนาร์สามารถส่งสัญญานได้ 4 รูปแบบ ได้แก่
 1.Board Band ใช้สำหรับตรวจจับเป้าระยะไกล และใช้เป็นระบบหลักในการปฏิบัติการในเขตน้ำลึก
2.Narrow Band ใช้เป็นหลักในการตรวจจับเป้าหมาย เมื่อต้องปฏิบัติการในเขตน้ำตื้น
3.Passive ใช้ตรวจจับเสียงซึ่งแพร่ออกมาโดยไม่ตั้งใจจากเป้าหมาย และในกรณีเป้าหมายทำมาตราการต่อต้าน
4.Heightsense ใช้ในการตรวจสอบความลึกของตอร์ปิโดเหนือพื้นท้องทะเล เมื่อต้องปฏิบัติการในเขตน้ำตื้น
                Stringray ใช้งานกับระบบท่อยิง PMW 49 A ผ่านเครื่องควบคุมการยิง LCC จากอังกฤษ สามารถใช้งานผ่านระบบท่อยิงของอเมริกาได้ โดยการปรับปรุงไอ้โน่นนิดไอ้นี่หน่อย การใช้งานง่ายกว่าตอร์ปิโดจากอเมริกามากมาย เพราะสามารถยิงตอร์ปิโดออกไปได้เลย โดยไม่ต้องจำเป็นต้องหันหัวเรือให้เข้ามุมยิง เมื่อได้รับข้อมูลเป้าหมายใต้น้ำจากระบบโซนาร์ เจ้าหน้าที่จะตั้งค่าการเดินทางสู่เป้าหมายให้กับตอร์ปิโด ได้แก่ ระดับความลึกของน้ำ ระยะทางที่ตอร์ปิโดเคลื่อนที่โดยไม่ส่งสัญญานหรือ Silent Mode (กำหนดได้มากสุดถึง 3,656 เมตร) รวมทั้งวิธีการค้นหาเป้าหมาย ซึ่งกำหนดได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ การค้นหาแบบวงกลม (Circular) ในน้ำตื้น การค้นหาแบบซิกแซก (Corridor) ในน้ำตื้น การค้นหาแบบวงกลมในน้ำลึก และการค้นหาแบบซิกแซกในน้ำลึก พร้อมกับคำนวนความเร็วลม ความเร็วเรือ ทิศทางและความเร็วของเป้าหมาย
เมื่อ Stringray ได้ถูกยิงลงสู่ท้องทะเล ระบบควบคุมอัตโนมัติจะเริ่มทำงานทันที ตอร์ปิโดจะขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อตรวจเช็คความห่างจากท้องทะเล จากนั้นจะดำลงไปสู่ระดับ 15 เมตรจากท้องทะเลในการปฎิบัติงานเขตน้ำตื้น หรือ 34 เมตรถึงระดับเหมาะสมในการปฎิบัติงานเขตน้ำลึก  การกำหนดว่าเป็นเขตน้ำตื้นหรือน้ำลึกนั้น โซนาร์ .Heightsense จะวัดระดับว่ามีความลึกเท่าไหร่ ถ้าน้อยกว่า 180 เมตรให้ถือเป็นเขตน้ำตื้น ถ้ามากกว่า 180 เมตรให้ถือเป็นเขตน้ำลึก จากนั้นตอร์ปิโดจึงเริ่มเดินทางตามข้อมูล แล้วเริ่มค้นหาเป้าหมายใต้น้ำด้วยระบบโซนาร์ ส่วนจมูกของ Stringray ติดตั้ง Transducer ถึง 31 ตัว สามารถส่งบีมพร้อมกันได้ถึง 8 บีมในโหมด Active และจำนวน 6 บีมในโหมด Passive สามารถโจมตีเป้าหมายได้ตั้งแต่ความลึก 40 เมตรจนถึง 700 เมตร นับเป็นตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสุงรุ่นหนึ่ง
               สี่เหลี่ยมสีแดงคือการทำงานในเขตน้ำตื้น สี่เหลี่ยมสีฟ้าคือการทำงานในเขตน้ำลึก โดยมีระดับความลึก 180 เมตรจากท้องทะเลเป็นตัวแบ่งเขต
Stringray เข้าประจำการในปี 1983 (มีรายงานในสงครามฟอคแลนด์ปี 1982 ว่า เรือหลวง HMS Antelope ที่โดนเครื่องบิน A-4 ของอาเจนติน่าทิ้งระเบิดจนจมนั้น มีตอร์ปิโด Stringray จำนวน 4 นัดอยู่บนเรือ) ปัจจุบันกองทัพเรืออังกฤษประจำการ Stringray Mod 1 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ส่วนกองทัพเรือไทยประจำการ Stringray Mod 0 บนเรือรบจำนวน 6 ลำ ได้แก่ เรือหลวงคำรณสินธุ เรือหลวงทยานชล เรือหลวงล่องลม เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงสุโขทัย รวมทั้งเรือหลวงมกุฎราชกุมาร
              เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ติดตั้งระบบท่อยิง PMW 49 A แฝดสามพร้อมตอร์ปิโด Stringray Mod 0 เป็นอาวุธปราบเรือดำน้ำ

ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ Mark 54 Lightweight Hybrid Torpedo (LHT)
            วันที่ 29 สิงหาคม 2016 บริษัท Raytheon ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เสนอข่าวว่า กองทัพเรือไทยจัดหาตอร์ปิโดรุ่น Mk. 54 จากบริษัท โดยไม่มีการเปิดเผยจำนวนหรือข้อมูลเชิงลึก ข่าวชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นนี้ช่วยชี้ทางสว่างให้กับผู้เขียน ถึงเรื่องอาวุธปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ของทร.ไทย ว่าจะมีประสิทธิภาพสุงเทียบเท่าอารยประเทศ สามารถนอนหลับฝันดีโดยไม่มีสำลีแปะหัว เนื่องจากยังไม่ได้ประจำการอย่างเป็นทางการ จึงขอลงแค่ภาพอย่างเดียวแล้วกันนะครับ

บทส่งท้าย
บทความตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายของอาวุธปราบเรือดำน้ำ ผู้เขียนพยายามที่จะใส่รวมกับตอนนี้…แต่สุดท้ายก็จนด้วยเกล้า โดยเป็นเรื่องระบบโซนาร์และอากาศยานปราบเรือดำน้ำ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ  ;)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 อ้างอิงจาก
ภาพประกอบอ้างอิงจาก

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Royal Thai Navy What If. (Update 28-Feb-2017)

     บทความแห่งจินตนาการของผู้เขียนครับ อ้างอิงอยู่บนพื้นฐานความเป็นเท็จทั้งหมดทั้งปวง การวาดภาพถือเป็นงานอดิเรกที่ผู้เขียนรักมากที่สุด แต่จู้จี้จุกจิกที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเช่นกัน ช่วงนี้ไม่มีเวลาวาดภาพเรือจริงเพิ่มเติมเสียที เลยนำผลงานจากในอดีตมาดัดแปลงปรับปรุงเพื่อความสะใจ ผลงานที่ได้ดีบ้างไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป ไม่รู้จะเขียนอะไรดีแล้ว...เริ่มเลยแล้วกันเนอะ

ปล : นิดเดียวครับ บทความนี้จะมีอัพเดทไปเรื่อยไม่จบสิ้น กระทั่งผู้เขียนเห็นว่ายาวเกินไปแล้ว จึงจะตัดตอนแล้วไปขึ้นบทความใหม่ตอน 2 ต่อไปเรื่อย ๆ (อยู่ดี) ฮ่า ฮ่า


HTMS Makut Rajakumarn

     เรือหลวงมกุฎราชกุมาร เป็นเรือลำแรกสุดที่ผมวาด Real Design จนแล้วเสร็จ ถือเป็นการเปิดตัวชื่อ SuperBoy ก็ว่าได้ เป็นเรือที่ชอบมากที่สุด ดูน่าเกรงขามมากที่สุด และมีความสวยงามมากทีสุด เรือเข้าประจำการรวมทั้งสิ้น 44 ปีแล้ว สมควรที่จะได้พักผ่อนตลอดกาลเสียที แต่ทว่า...เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ได้มีการซ้อมยิงเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Limbo และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ผมจึงอยากให้เรือเข้าประจำการต่อไปอีกซัก 20-25 ปี

     HTMS Makut Rajakumarn 1998


     นี่คือเรือหลวงมกุฎราชกุมารในปี 1998 ภาพวาดค่อนข้างมีข้อผิดพลาดเยอะพอสมควร ใช้เวลาในการแก้ไขปรับปรุงถึง 10 ชั่วโมงเต็มหรือ 2 วัน ส่วนตัวให้คะแนนความถูกต้องที่ 80 เปอร์เซนต์ครับ แต่ถ้าให้วาดใหม่เลยตั้งแต่หัวเรือจรวดท้ายเรือ อย่างน้อยที่สุดผมต้องมีถึง 35 ชั่วโมงหรือ 7 วัน (ซึ่งก็คงได้ไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เรือที่ผมวาดคะแนนไม่เคยสุงกว่านี้) โดยรวมถือว่าพอใจครับ ดีกว่าเดิมพอสมควร

     รายละเอียดที่ผมไม่ชอบใจนักก็คือ ได้มีการติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ทดแทนปืนรองขนาด 40/60 มม.บริเวณกลางลำ เข้าใจว่าไม่มีจุดไหนดีกว่าตรงนี้แล้ว แต่จุดนี้ก็ดีที่สุดสำหรับปืนรองเช่นกัน เพราะองศาการยิงครอบคลุมทั่วทั้งกราบเรือ ทำให้สามารถป้องกันตนเองได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดตรงนี้แล้ว จึงต้องไปเพิ่มปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.บนดาดฟ้าสุงสุดทดแทน ส่วนตัวคิดว่าทดแทนไม่ได้ทั้งองศาการยิงและอำนาจการยิง หรือจะใช้ปืน 40/70 แท่นคู่ซึ่งติดทดแทนจรวดซีแคท ผมว่าก็ยังไม่ครอบคลุมได้ดีเหมือนเดิมซักเท่าไหร่

     HTMS Makut Rajakumarn 2017


     การปรับปรุงเรือในเวอร์ชั่นนี้เพื่อยืดอายุไปอีก 10-15 ปี โดยยังคงทำหน้าที่เป็นเรือฟริเกตเช่นเก่า ติดระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำทุกอย่างเช่นเดิมต่อ ปรับปรุงโดยถอดปืนใหญ่ 4.5 นิ้ว Mk 8 จำนวน 2 กระบอกหัว-ท้ายออก นำไปแลกกับปืนใหญ่ Oto 76/62 Compact Rebuilt เพื่อมาติดบริเวณหัวเรือ แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำถูกโยกไปอยู่ท้ายเรือ ก่อนถึงเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Limbo บริเวณกลางเรือติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ Denel GI-2 ขนาด 20 มม.ตามตำแหน่งเดิมซึ่งเคยติดปืนกล 40/60 มม.มาก่อน พื้นที่ว่างท้ายเรือรองรับอากาศยานปีกหมุนไร้คนขับ แต่คงจะเป็นขนาดค่อนข้างเล็กใช้พื้นที่ไม่มาก

     เครื่องยนต์ทุกตัวถูกซ่อมใหญ่ชนิดยกเครื่อง รองรับการใช้งานไปอีก 15 ปีแบบวิ่งฉิว ระบบเรดาร์ ระบบโซนาร์ ระบบสงครามอิเลคทรอนิค และระบบอำนวยการรบ ซ่อมคืนสภาพของเดิมหรือปรับปรุงแค่เพียงไม่มาก เราจะได้เรือฟริเกตเบาขนาด 1,900 ตัน ติดปืนจำนวน 6 กระบอกรอบลำเรือ พร้อมระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำจำนวน 3 แบบ ไม่ได้คาดคิดว่าจะสามารถจมเรือดำน้ำได้ เพียงแต่ใช้ป้องกันตัวเองในยามคับขัน หรือเป็นหูเป็นตาให้กับกองเรือได้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

     เป็นการปรับปรุงที่ใช้เงินไม่มากเท่าไหร่ คุณสมบัติโดยรวมของเรือแทบไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คือ เรือเล็กขอเดิมถูกแทนที่ด้วยเรือยางและเครน และสร้างห้องพักของชุดตรวจค้นและจับกุมประจำเรือหรือ VBSS บริเวณดาดฟ้าด้านล่างซึ่งเคยเป็นคลังกระสุนปืนท้ายเรือ

     HTMS Makut Rajakumarn 2017 Version 2


      คราวนี้เป็นการปรับปรุงใหญ่มาก เพื่อเพื่อยืดอายุประจำการไปอีก 20-25 ปี เริ่มจากการถอดเครื่องยนต์เดิมออกทั้งสองตัว แล้วใส่เครื่องยนต์ดีเซล MAN 16V28/33D STC จำนวน 2 ตัวเข้าไปทดแทน ถอดเรดาร์ควบคุมการยิงทั้งหมด และเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Thales ZW06 ซึ่งหมดสภาพแล้วออก ติดตั้งควบคุมการยิง Optronic รุ่น Mirador และเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ Thales Variant ทดแทน ซ่อมแซมและปรับปรุงเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ Thales LW04 ได้เท่าที่ได้แล้วกันนะครับ ระบบสงครามอิเลคทรอนิคเก่าเกินไป ก็คงต้องถอดออกตามระเบียบพัก

     หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ Oto 76/62 Compact Rebuilt กลางเรือติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ Denel GI-2 ขนาด 20 มม. ปืนกลอัตโนมัติ  M2 12.7 มม.ด้านหลังสะพานเดินเรือยังคงเดิม แต่ถอดปืนกล 40/70 มม.แท่นคู่ท้ายเรือออกไป รวมทั้งระบบโซนาร์ Atlas DSQS-21C แท่นยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแฝดสามด้วย อุปกรณ์ทั้งหมดถูกนำไปปรับปรุงคืนสภาพเพื่อติดตั้งบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรต่อไป อ้อ...เรือเล็กขอเดิมถูกแทนที่ด้วยเรือยางและเครน ซึ่งมีความคล่องตัวกว่า เบากว่า และทำภารกิจในปัจจุบันได้คล่องตัวกว่า

     เรือหลวงมกุฎราชกุมาร ถูกปรับภารกิจมาเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ท้ายเรือที่เคยเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ 4.5 นิ้ว Mk 8 และเครื่องยิงลูกระเบิดปราบเรือดำน้ำ Limbo ถูกปรับมาเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5-7 ตัน ดาดฟ้าด้านล่างซึ่งเคยเป็นคลังกระสุนปืนและคลังเก็บลูกระเบิดมาก่อน ด้านในสุดปรับปรุงเป็นห้องพักของชุดตรวจค้นและจับกุมประจำเรือหรือ VBSS ที่เหลือปรับปรุงเป็นพื้นที่อเนกประสงค์โล่ง ๆ  เพื่อรองรับผู้ประสบภัยทางทะเล ผู้กระทำผิด หมอและพยาบาล กำลังทหารจากหน่วยต่าง ๆ หรือแม้แต่กระทั่งขนระเบิดลึกหรือทุ่นระเบิดในยามสงคราม (ต้องติดตั้งรางด้านท้ายเรือเพิ่มเติม)

     การปรับปรุงใหญ่ทั้งลำครั้งนี้ ทำให้เรือมีความอเนกประสงค์และรองรับภารกิจมากกว่าเดิม สามารถใช้เป็นเรือฝึกได้ในระดับหนึ่ง เพราะติดตั้งระบบอาวุธมาตราฐานกองทัพเรือไทย ได้แก่ ปืนใหญ่ Oto 76/62 Compact Rebuild ปืนกลอัตโนมัติ Denel GI-2 ขนาด 20 มม. ปืนกลอัตโนมัติ M2 12.7 มม. รวมทั้งควบคุมการยิง Optronic รุ่น Mirador และเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ Thales Variant ทหารใหมจะได้รับความรู้ตรงตามหลักสูตรการใช้งานจริง เมื่อเรียนจบเข้าประจำการสามารปรับตัวได้ง่าย พื้นที่ลานจอดยังสามารถติดตั้งหลังคาผ้าใบหรือตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ และยังเหลือพื้นที่รองรับอากาศยานปีกหมุนไร้คนขับได้อีกด้วย

     เรือลำแรกของผู้เขียนก็สิ้นสุดลงตรงนี้เอง ไม่ได้หวงผลงานอะไรเลยนะครับ แต่ถ้าจะนำภาพไปใช้กรุณาอย่าตัดเครดิตที่อยู่ในภาพทั้งหมด เป็นเพราะผู้เขียนอ้างอิงหลายอย่างมาจาก Shipbucket จึงควรทำตามมารยาทของเขาอย่างเคร่งครัด รบกวนด้วยนะครับ ;)


------------------------------------------------------------------------------

เรือลำต่อไปจะตามมาในอีกไม่นาน... ฮ่า ฮ่า

------------------------------------------------------------------------------

12-Feb-2017

HTMS Tapi 2013




    เรือหลวงตาปีเป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์ (PF : Patrol Frigate) ชั้น PF-103 เป็นเรือลำที่สองที่ผมวาดต่อจากเรือหลวงมกุฎราชกุมาร เพราะต้องวาดเรือของอิหร่านด้วย จึงมีจำนวนรวมถึง 12 เวอร์ชั่นด้วยกัน กลับกลายเป็นว่าต้องทำงานใหญ่เกินตัว ทั้งที่ยังมีประสบการณ์เพียงนิดเดียว แต่ส่งผลดีมหาศาลกับผมเลยนะ เพราะหลังจากนั้นไม่กลัวงานใหญ่อีกต่อไปแล้ว  แถมยังชอบที่จะทำให้มันใหญ่เข้าว่าต่างหาก พักหลัง ๆ ต้องพยายามทำอะไรให้มันเล็กลงบ้าง ไม่งั้นมันยาวเกินไปจนไม่จบซักเรื่องเสียที

    เรือลำนี้มีแปลนเรือนะ จับมาทำขนาดให้พอดีแล้ววาดทับเลยง่ายดายทีเดียว แต่ผมตัดสินใจวาดเองหมดทั้งลำ เพราะรู้สึกสนุกและตอนนั้นกำลังไฟแรง (ภาพที่ผมวาดโดยไม่ใช่แปลนเรือ แม้สเกลอาจจะเพี๊ยนไปบ้าง แต่โดยรวมออกมาสวยกว่าใช้แปลนเรือนะ แปลกดีเหมือนกัน) ค่อนข้างพอใจนะครับ เพราะเพื่อนชาวต่างชาติเสนอชื่อเข้าชิง Ship of The Year กันเลยทีเดียว ให้คะแนนความถูกต้องที่ 85 เปอร์เซนต์ แต่ให้พูดตามตรงแบบเรือ PF-103 ขี้เหร่มากจนถึงมากที่สุด ทั้งยังติดตั้งอาวุธสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเต็มลำเรือ พื้นที่ภายในตัวเรือก็มีน้อยและคับแคบพอตัว อเมริกาต่อเพื่อขายอย่างเดียวนั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว ขี้เหร่จริงและรักจริงครับ...เรือลำนี้


     ปลายปี 2017 กองทัพเรือปลดระวางเรือหลวงตาปีและเรือหลวงคีรีรัฐ เหตุผลก็คือบังเอิญว่าได้ซื้อต่อเรือฟริเกตมือสองอายุ 10 กว่าปีจากประเทศ XXX ได้จำนวน 2 ลำ จึงโอนเรือชั้น PF-103 ทั้ง 2 ลำให้กับกองบังคับการตำรวจน้ำ โดยถอดอาวุธออกทั้งหมด รวมทั้งระบบเรดาร์และโซนาร์ด้วย

HTMS Tapi 2017





   
     ตำรวจน้ำเองก็ดีใจมาก ที่ได้เรือลำใหญ่สำหรับออกทะเลลึกกับเขาเสียที เพราะที่ผ่านมีมีเรือใหญ่สุดยาว 180 ฟุตเท่านั้น ครั้นจะต่อใหม่ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอ เมื่อได้เรือมาแล้วจึงนำเข้าอู่ต่อเรือเอกชน เพื่อซ่อมแซมระบบเครื่องยนต์และตัวเรือครั้งใหย่ กระทั่งสามารถเข้าประจำการได้อีก 15 ปีสะดวกโยธิน พร้อมกับติดตั้งเรดาร์เดินเรือ FURUNO แบบ X-Band 1 ตัว และ S-Band 1 ตัว พร้อม Satcom สำหรับสื่อการกับบนฝั่ง จัดหาปืนกลอัตโนมัติ Denel GI-2 ขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก เพื่อติดหัวเรือ-ท้ายเรือ ที่เลือกปืนชนิดนี้เพราะราคาถูกที่สุดแล้ว อีกทั้งกองทัพเรือไทยก็มีใช้งานจำนวนมาก จึงพออาศัยหยิบยืมอะไหล่-กระสุนในยามจำเป็นได้ ถ้าเรือปลดประจำการก็ย้ายไปเรือลำใหม่ได้อีก ประสิทธิภาพสุงเพียงพอสำหรับภารกิจ นอกจากจะไปปราบโจรสลัดแห่งเกาะตะรุเตา แบบนี้อาจต้องแบก RPG ไปด้วยซัก 8 บ้องข้าวหลาม

     กราบเรือติดปืนกลเบา M-60 จำนวน 2-4 กระบอก หรือจะเป็นปืนกลชนิดอื่นก็ตามสะดวกไม่ว่ากัน เนื่องจากถอดอาวุธสงครามออกไปหมดแล้ว จำนวนกำลังพลประจำเรือก็เลยน้อยลงตามกัน จึงเหลือห้องพักสำหรับชุดตรวจค้นและจับกุมประจำเรือ ปรับปรุงภายในเล็กน้อยก็สามารถใช้งานได้แล้ว ท้ายเรือกางผ้าใบกันแดดกันฝนเสียหน่อย เพื่อจัดทำเป็นพื้นทีอเนกประสงค์ สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษ ประชาชนหรือนักท่องเที่ยว รวมทั้งผู้ทำผิดกฎหมายที่โดนจับกุม ยัดเรือยางเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งลำ เนื่องจากปรกติเรือหลวงตาปีมีเรือยางแค่ 1 ลำฝั่งกราบซ้ายเรือ ติดเครนขนาดเล็กไว้ท้ายเรือตามมาตราฐานตำรวจน้ำไทย มีปืนสำหรับฉีดน้ำจำนวน 2 กระบอก ที่หัวเรือฝั่งซ้ายและท้ายเรือฝั่งขวา

     เป็นการปรับปรุงที่ใช้งบประมาณน้อยและแทบไม่แตะต้องโครงสร้างเรือ ปรกติเรือหลวงตาปีต้องถ่วงน้ำหนักท้ายเรือเพราะหัวเรือติดปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เมื่อถอดออกไปจะทำให้เรือกลับมาคล่องแคล่วตามเดิม ทำภารกิจเรือธงให้กับตำรวจน้ำได้อย่างดีเยี่ยม อาจจะดูโล่งไปซักหน่อยแต่ก็ตามภารกิจแหละครับ หมายเลขเรือ 8301 ก็ คือเป็นเรือชั้น 83 เมตรลำที่ 1 ส่วนเรือหลวงคีรีรัฐหมายเลขเรือ 8302 ไม่ได้เปลี่ยนชื่อพระราชทานนะครับ เพราะยังไม่ได้ปลดประจำการเพียงแต่ย้ายต้นสังกัดเท่านั้น 

     สำหรับเรือหลวงตาปี ก็มีแค่เพียงเท่านี้ เพราะเรือค่อนข้างเก่าอายุ 46 ปีเข้าไปแล้ว ให้เธอและเธอทำภารกิจง่าย ๆ สบาย ๆแล้วกัน ประเภทจับเรือหาปลาต่างชาติ เรือขนเหล้าเถื่อน รวมทั้งเรือสำราญที่เป็นบ่อนกาสิโนอะไรพวกนี้ ไว้ลำถัดไปค่อยทำอะไรสนุกมากกว่านี้นะครับ ;)

------------------------------------------------------------------------------

เรือลำใหม่มาแล้วครับ อาทิตย์นี้ผู้เขียนตั้งใจจะแต่งนิยายตอนใหม่ แต่ไป ๆ มา ๆ ไหงกลายเป็นเรือไปได้ก็ไม่รู้สิ อิอิ

F145 SAS Amatola                                                                                                                                        

กลาง ปี 1994 กองทัพเรือแอฟริกาใต้ ได้มีโครงการจัดหาเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อ Project Sitron ต้องการเรือรบขนาด 2,500 ถึง 2,800 ตันจำนวน 4 ลำ การสรรหาดำเนินมาจนถึงเดือนกันยายน 1995 พวกเขาจึงได้ 2 แบบเรือเข้ารอบตัดเชือกหาผู้ชนะเลิศ ผลการตัดสินแบบเรือ F590Aจากอู่ต่อเรือ BAZAN ประเทศสเปน เอาชนะแบบเรือ F3000 จากอู่ต่อเรือ Yarrow ประเทศอังกฤษ มีการเซ็นสัญญาซื้อเรือเฟสแรกจำนวน 2 ลำในปีถัดไป ส่วนอีก 2 ลำมีแผนจะสร้างเองภายในประเทศ

เรือคอร์เวตหรือฟริเกตเบาชั้น F590A ระวางขับน้ำ 2,590 ตัน ยาว 104 เมตร กว้าง 12.9 เมตร ติดอาวุธตามความต้องการแอฟริกาใต้ ได้แก่

- ปืนใหญ่ Oto melara 76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก (อิสราเอล)
- ปืนกลต่อสู้อากาศยาน Denel 35มม.ลำกล้องคู่จำนวน 1 กระบอก
- จรวดต่อสู้เรือรบ Skerpioen (หรือGabriel Mk 2) จำนวน 8 นัด
- ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ 324 มม.แฝดสอง จำนวน 2 แท่นยิง
- ปืนกล 12.7 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 ระบบ
- เรดาร์หลัก Thales MRR-3D NG Surveillance Radar จำนวน 1 ระบบ
- เรดาร์เดินเรือจำนวน 1 ระบบ
- เรดาร์ควบคุมการยิง Reutech RTS 6400 จำนวน 3 ระบบ สำหรับจรวด Skerpioen 1 ระบบ และอาวุธปืนจำนวน 2 ระบบ
- ระบบเป้าลวง Super Barricade จำนวน 2-4 ระบบ

         เรือ SAS Amatola เดินทางมาถึงแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคม 1999 เรือลำที่2 SAS Isandhlwana มาในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 แต่ทว่าไม่มีโครงการเฟส 2 อีกต่อไป เพราะรัฐบาลตัดสินใจซื้อเรือฟริเกตชั้น Meko A200 SAN จากเยอรมันจำนวน 2 ลำทดแทน เป็นเรือที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบบังกันมิด สามารถติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto บนระบบท่อยิงแนวดิ่งได้มากถึงจำนวน 32 ท่อยิงด้วยกัน

แอฟริกาใต้ชอบใจเรือชั้นนี้มากจึงได้สั่งต่อเพิ่ม (สร้างเองในประเทศ) และเมื่อเรือเฟสใหม่จำนวน 2 ลำเข้าประจำการกลางปี 2016 พวกเขาจึงเลือกที่จะขายต่อเรือชั้น F590A จำนวน 2 ลำออกไป


หลังใช้เวลาพิจารณาพูดคุยต่อรองเพียง 2 เดือน แอฟริกาใต้ตัดสินใจขายให้กับไทยในราคาพิเศษ โดยจะถอดอาวุธออกทั้งหมด(ยกเว้นปืนใหญ่ 76/62 กระบอกหน้า) รวมทั้งระบบเรดาร์และระบบอำนวยการรบ เพื่อนำไปติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ของพวกเขา ส่วนเรือที่ทร.ไทยได้จะมีแต่ตัวเรือกับระบบปราบเรือดำน้ำ นอกจากนี้ไทยยังต้องซื้อจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto Block 2 อีกจำนวนหนึ่ง มีการส่งมอบเรือในเดือนกันยายน 2016 อู่ต่อเรือราชนาวีมหิดลเป็นเจ้าภาพปรับปรุงซ่อมแซมจนแล้วเสร็จในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2017 เรามาชมภาพเรือหลวงบางตะบูนหลังทาสีเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ กัน

HTMS Bangtaboon 2017    
                                                                                                                  
หัวเรือติดปืน 76/62 Compact รุ่นผลิตโดยอิสราเอล ถัดมาเป็นท่อยิงแนวดิ่งสำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto Block 2 จำนวน 8 ท่อยิง (ในตำเแหน่งเดิมของปืน 76/62 กระบอกสอง จึงไม่มีปัญหาเรือพื้นที่ใต้ดาดฟ้า) จรวดรุ่นใหม่มีระยะยิงเพิ่มขึ้นเป็น 15 กิโลเมตร ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง Ceros 200 ในการกำหนดทิศทางและความสุงของเป้าหมายหรือ Guide สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางหรือ Mid-Course Updates ด้วยเรดาร์ 3 มิติ Sea Giraffe AMB และเมื่อระบบนำวิถีอินฟาเรดหรือ IR-homing จับเป้าหมายได้แล้ว จรวดจะวิ่งเข้าใส่เป้าหมายเองด้วยความเร็ว 2 มัค


Umkhonto Block 2 มีระยะยิงมากกว่าและระบบนำวิถีดีกว่ารุ่นแรกสุด (ที่ยิงได้เพียง 8 กิโลเมตร) ทว่ามีราคาถูกกว่าจรวด ESSM จรวด VL- MICA และ จรวด Sea Ceptor (หรือ CAMM) รวมทั้งมีความน่าเชื่อถือมากกว่าจรวด Barak 1 ที่ค่อนข้างล้าสมัย ตามข้อตกลงทร.ไทยจะจัดหาจรวด 24 นัดในเวลา 5 ปี โดยที่เฟสแรกจะจัดหามาก่อน 8 นัดเพื่อใส่เรือลำล่ะ 4 นัด

บริษัท Denel ยังได้มอบลูกจริงให้ยิงทดสอบ 1 นัด เพื่อโปรโมทสินค้าตัวเองกับหลายชาติที่กำลังสนใจ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซียกับเรือชั้น Meko-100 จำนวน 6 ลำ อินโดนิเซียกับเรือชั้น SIGMA 10514 PKR จำนวนรวม 6 ลำ แม้ว่าเรือจะกำหนดให้ติดตั้งจรวด VL- MICA อยู่ก่อนแล้ว แต่ทว่าเรือที่ต่อเสร็จแล้วจำนวน 2 ลำยังไม่มีการติดตั้งแต่อย่างใด (สถานะปัจจุบันคือ Fitted fot but not with นี่เรื่องจริงนะครับ ฮ่า ฮ่า) Umkhonto Block 2 จึงยังมีโอกาสที่จะขายได้ รวมทั้งเวียตนามและเศรษฐีใหม่อย่างพม่า

บนหลังโรงเก็บฮ.ติดตั้งปืนกล DS-30MR 1 กระบอก ควบคุมด้วย EOS 500 ตามมาตราฐานเรือฟริเกตทร.ไทย ระบบอำนวยการรบใช้ TIRA CMS ของเอวิเอ แซทคอม เป็นเรือลำแรกที่ใช้ระบบสร้างเองภายในประเทศ ติดตั้งระบบโซนาร์ Thales UMS4132 Kingklip sonar พร้อมท่อยิงตอร์ปิโด Mk-46 Mod 5 แฝดสอง เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำก็คือ Super Lynx 110 ตัวเดิมนั่นแหละ ส่งไปปรับปรุงใหญ่พร้อมติดตั้งระบบตรวจจับเรือดำน้ำให้มันเรียบร้อย ติดตั้งระบบ Link 11 Link RTN และ Link-T รุ่นใหม่ล่าสุด จึงสามารถรับ-ส่งข้อมูลกับเครื่องบินกริเพน ผ่านสถานีเรดาร์กองทัพอากาศบนภาคพื้นดินได้


เรือหลวงบางตะบูนถูกส่งไปประจำการทะเลอันดามัน ทำหน้าที่เรือธงสลับกับเรือแฝด นอกจากตรวจการณ์น่านน้ำตามภารกิจปรกติแล้ว ยังเป็นเรือสำหรับเข้าพื้นที่สุ่มเสี่ยง เพราะเป็นเรือรบแท้ ๆ ติดตั้งอาวุธครบทั้ง 3 มิติ แต่...การปรับปรุงยังไม่จบแค่เพียงเท่านี้นะครับ เราไปดูภาพเรือปี 2018 กันต่อไป

HTMS Bangtaboon 2018 
                                                                                                                     
ในปีถัดไปจะมีการติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ Naka 1 หรือนาคา 1  จำนวน 4 ท่อยิง เป็นท่อยิงจริง 2 ท่อยิง และท่อยิงดัมมี่อีก 2 ท่อยิง จรวดต่อสู้เรือรบ Naka 1 ทร.ไทยร่วมกับบริษัทมาดามรถถังทำการพัฒนาขึ้นมาเอง โดยนำจรวดต่อสู้เรือรบ C-801 มาปรับปรุงใหม่หมด ใช้ระบบเครื่องยนต์และระบบนำวิถีออกแบบโดยอิสราเอล (เอามาจากจรวดเกเบรียล 5 อีกที) ขนาดโดยรวมใกล้เคียงจรวดฮาร์พูน ระยะยิงไกลสุด 70 กิโลเมตรพร้อมระบบนำวิถีด้วยตัวเอง ติดตั้งใช้งานง่ายและเข้ากันได้กับระบบอำนวยการรบ TIRA จรวดมีราคาเพียงครึ่งเดียวของจรวดเอ๊กโซเซ่ต์ จะมีการทดสอบติดตั้งบนเรือหลวงบางตะบูน 1 ปี และทดสอบยิงด้วยลูกจริงในช่วงปลายปี ก่อนเข้าสู่การผลิตจริงในช่วงต้นปี 2019 ต่อไป


ราชนาวีไทยต้องการติดตั้งจรวดนาคา 1 บนเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส เรือหลวงกระบี่ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเฟสใหม่อีก 2 ลำ รวมทั้งเรือหลวงบางตะบูนและเรือแฝด นับไปนับมาได้มาถึง 9 ลำเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถยิงจากชายฝั่งได้ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง มีความต้องการนาคา 1 จำนวน 8 ระบบ จึงมียอดผลิตรวมอยู่ที่ 60-70 ลูก มากเพียงพอสำหรับเปิดสายการผลิตในโรงงานเล็ก ๆ ถึง 5 ปีเต็ม

Naka 1 Block II ถูกออกแบบให้ติดตั้งบนอากาศยาน รองรับเครื่องบิน F-16 MLU และกริเพนของทอ.ไทย รวมทัง T/A-50 และ CN-235  MPA ทร.ไทย ที่มีแผนจะทยอยสั่งซื้อในอนาคต จึงมียอดรวมมากเพียงพอกับการเปิดสายการผลิต สร้างงานสร้างรายได้ให้คนในชาติ และเป็นการพึ่งพาตัวเองในระดับหนึ่ง โดยไม่ได้หวังว่าจะขายได้ในตลาดโลกเพราะมีคู่แข่งเยอะ แต่ถ้ามีคนสนใจอยากได้เราก็พร้อมขายนะเออ บริษัท Denel ได้เสนอถ่ายทอดเทคโนโลยีจรวด Umkhonto Block 2 ให้ด้วย แต่ต้องซื้อจรวดของเขาในปริมาณพอสมควร ทว่าทร.ไทยบอกปัดข้อเสนอนี้ เนื่องจากจรวดต่อสู้อากาศยานใช้เทคโนโลยีสุงกว่าและซับซ้อนเกินไปในเวลานี้

นอกจากจรวดต่อสู้เรือรบแล้ว ยังได้ติดตั้งระบบเป้าลวง Terma DL-12T 2 แท่น แท่นละ 12 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี และแท่นยิงเป้าลวง Terma Mk 137 4 แท่น แท่นละ 6 ท่อยิง สำหรับเป้าลวงตอร์ปิโด ด้านข้างเสากระโดงติดตั้งระบบ Vetala 1A ECM หรือระบบแจมเมอร์ เวตาล 1A พัฒนาต่อยอดจาก Thales Scorpion 2 ECM โดยบริษัทมาดามรถถัง เพื่อใช้ทำงานควบคู่กับระบบ ESM มาตราฐานคือรุ่น Harris ES-3601S (AN/SLD-4(V)) จะติดตั้งบนเรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง และเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ทุกลำ แม้จะมีประสิทธิภาพไม่สุงมากเหมือนรุ่นใหญ่ราคาแพง แต่ก็พอใช้ป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ (ส่งออกได้ด้วยนะเออ) และดีกว่าไม่มีอะไรติดบนเรือเลยซักอย่าง

สุดท้ายท้ายสุด ก็คือเรื่องระบบตรวจจับเรือดำน้ำ ระบบโซนาร์ Thales UMS4132 Kingklip sonar ออกแบบมาเพื่อทำงานคู่กับโซนาร์ลากท้าย CAPTAS ทร.ไทยจึงกัดฟันซื้อ CAPTAS-2 Variable Depth Sonar มาติดตั้งท้ายเรือเสียเลย แม้จะระยะทำการสั้นกว่า CAPTAS-4 ก็ตาม แต่ก็มีขนาดเล็กกว่าเหมาะสมกับตัวเรือมากกว่า เมื่อติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์ทุกอย่างครบถ้วน เรือหลวงบางตะบูนจะสามารถป้องกันตัวเองได้ดีไม่แพ้เรือฟริเกตขนาดใหญ่ ทั้งยังมี CAPTAS-2 เป็นไอเทมลับเพื่อตรวจจับใต้น้ำ ทำหน้าที่เรือฟริเกตเบาปราบเรือดำน้ำได้อีก 30 ปีเต็ม


ส่วนตัวชอบใจนะครับ อยากให้ทร.ไทยสร้างเรือฟริเกตขนาดประมาณนี้ ติดอาวุธประมาณนี้ ทดแทนเรือฟริเกตชั้นเจียงหูจำนวน 4 ลำในอนาคต

------------------------------------------------------------------------------

HTMS Rattanakosin 1986

ขอย้อนเวลากลับไปในอดีตกันบ้างนะครับ ในปี 1982 กองทัพเรือไทยต้องการจัดหาเรือคอร์เวตอเนกประสงค์ติดอาวุธครบ 3 มิติ  เพื่อดูแลในส่วนอ่าวไทยตอนในรวมทั้งทะเลอันดามัน พื้นที่ปฎิบัติการณ์ไม่เกิน 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง จึงกำหนดระวางขับน้ำไว้ที่ประมาณ 1,000 ตัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 2 ตัว เพื่อจะได้จัดหาจำนวนเพียงพอต่อความต้องการ และมีค่าใช้จ่ายในการออกทะเลไม่สุงเกินไป

แบบเรือ Vosper Thorneycroft Type 1136 ได้รับการคัดเลือกในปีถัดไป ติดอาวุธทันสมัยมากที่สุดเท่าที่สามารถจัดหาได้ ได้ เรือคอร์เวตอเนกประสงค์ชั้นเรือหลวงรัตนโกสินทร์จำนวน 4 ลำ



General specifications:

Displacement: 960 tons (normal), 1,140 tons (full load)
Length: 84.8 m
Beam: 10.2 m
Draft: 4.6 m include sonar dome
Installed power: 16,000 bhp (12,000 kW)
Propulsion: 2 × MTU 20V1163 TB83 diesel engines, 2 × shafts
Speed: 26 knots
Range: 3,000 nmi at 16 kn
Complement: 15 officers, 70 enlisted

Sensors and Processing systems: 

1 × Decca 1226 surface search radar
1 × HSA ZW-06 surface search radar
1 × HSA DA-05 air/surface search radar
1 × HSA WM25 mod.41 fire control radar
1 × HSA LIROD-8 radar optical fire control system
1 x Raytheon DE 1160B, hull mounted sona
1 x Thales SEWACO (FORESEE-TH) CMS

Armament: 

2 x MK-141 Launcher for 4to8x Harpoon anti-ship missiles
1 × octuple Albatros SAM launcher (8 Selenia Aspide Mk.1 surface-to-air missile missiles)
1 x Oto Melara 76/62 mm compact gun
1 x OTOBreda 40 mm/70 Bofors Twin Compact naval gun
2 × 20 mm Oerlikon cannon
2 × Mark 32 triple torpedo tubes (Sting Ray torpedos)
1 x Sagem Defense Securite Dagaie Decoy


ต่อจากนั้นจึงเป็นการจัดหาเฟสสอง ซึ่งก็คือเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำปรับปรุงจากรุ่นเดิม โดยจะต้องมีลานจอดอากาศยานปีกหมุนพร้อมห้องควบคุมท้ายเรือ รองรับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ Super Lynx mk110 ที่จัดหาใหม่ในโครงการเดียวกันนี้ด้วย รวมทั้งระบบโซนาร์ลากท้ายรุ่น Raytheon DE 1146 VDS sonar ซึ่งอิตาลีซื้อลิคสิทธิ์อเมริกามาผลิตและขายเอง ทำงานควบคู่กับ Raytheon DE 1160B hull mounted sonar ซึ่งเป็น medium frequency sonar ทำงานย่านความถี่ 7.5 kHz มีขนาดเล็กน้ำหนักเบาแค่เพียง 25.4 ตัน (ขณะที่ DUBV-43 VDS ของฝรั่งเศสน้ำหนักรวมถึง 100 ตัน) รวมทั้งรับข้อมูลจากโซโนบุยของ Super Lynx ด้วยระบบสื่อสารทันสมัย ติดตั้งเรดาร์ควบคุมการขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์เพิ่มขึ้นอีก 1 ตัว



อุปกรณ์ปราบเรือดำน้ำที่ติดเพื่มมีราคาแพงมาก จึงต้องตัดอาวุธราคาแพงชนิดอื่นออกไปทั้งหมด เหลือแค่เพียงอาวุธปืนสำหรับป้องกันตนเอง เรดาร์ควบคุมการยิง HSA WM25 ถูกตัดออกเพราะไม่ได้ติดจรวดต่อสู้อากาศยาน Aspide Mk.1 (HSA Lirod 8 optronic directors สามารถตรวจจับเครื่องบินขับไล่ได้ไกลประมาณ 10 กิโลเมตร และเรือรบผิวน้ำได้ไกลประมาณ 20 กิโลเมตร เพียงพอสำหรับควบคุมปืน Oto Melara 76/62 mm) จรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon ก็เช่นกัน เรือมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 เมตร จากการขยายส่วนท้ายให้แบะออกนิดหน่อย (เพื่อรองรับ VDS Sonar) เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้นเรือหลวงสุโขทัยจำนวน  4 ลำ ทยอยเข้าประจำการระหว่างปี 1989-1992

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ผลการค้นหา

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

World War II : Bombing of Thailand

สงครามโลกครั้งที่สอง : วันระเบิดลง

วันที่ 8 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 2.00 น.กองทัพญี่ปุ่นเริ่มต้นบุกประเทศไทยพร้อม ๆ กับ มาเลเซีย  ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ช่วงเวลาเดียวกับที่คนกรุงเทพกำลังร่วมงานฉลองรัฐธรรมนูญกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางอากาศหนาวกำลังพอเหมาะและงานฉลองก็มีถึงรุ่งเช้า กองเรือขนาดใหญ่ญี่ปุ่นซึ่งเตรียมพร้อมอยู่กลางอ่าวไทย  ได้ทำการแยกกองเดินทางไปยังเป้าหมายจำนวน 7 เส้นทาง ประกอบไปด้วย ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และบางปู (สมุทรปราการ) ญี่ปุ่นยังได้เคลื่อนกำลังพลทางบกจากพระตะบอง เข้าสู่ชายแดนไทยด้านอรัญประเทศ ปฐมบทสงครามโลกครั้งที่สองในเมืองไทยเริ่มขึ้นแล้ว

ความเดิมตอนที่แล้ว --->               World War II : Japanese invasion of Thailand

                                                  World War II : Japanese invasion of Thailand Part II

วันที่ 9 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยเปิดประชุมสภาผู้แทนวิสามัญวาระด่วนพิเศษ จอมพลป.พิบูลสงคราม ได้แจ้งเรื่องรัฐบาลไทยยอมให้ญี่ปุ่นผ่านดินแดนเข้าที่ประชุม วันถัดมามีการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ในประเด็นซึ่งยังมีความแตกแยกด้านความคิด รวมทั้งประเด็นการเข้าร่วมทางทหารกับญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เรือประจัญบานของอังกฤษจำนวน 2 ลำ ได้แก่ HMS Prince of Wales ระวางขับน้ำ 43,786 ตัน และ HMS Repulse ระวางขับน้ำ 32,740 ตัน ได้ถูกเครื่องบินรบญี่ปุ่นโจมตีใส่จนอัปปาง ในทะเลบริเวณนอกชายฝั่งรัฐกลันตัน แหลมมลายู กำลังทางเรือของอังกฤษแทบไม่เหลืออีกต่อไป

วันที่ 21 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยได้ทำพิธีลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยทางญี่ปุ่นได้แจ้งความประสงค์เอาไว้ว่า ไม่ต้องการยึดครองประเทศไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการใช้เป็นทางผ่านไปยังพม่าและแหลมมลายู และต้องการขอใช้พื้นที่ในประเทศไทยส่วนหนึ่ง สำหรับจัดตั้งที่พักให้กับทหารจำนวนมาก รวมทั้งสถานที่รักษาพยาบาลหรือคุมตัวนักโทษสงคราม

ส่งผลให้ประเทศไทยหลังวันญี่ปุ่นขึ้นบก โดนผลักให้อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในที่สุด การโจมตีจากอีกฝ่ายจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นทางการคมนาคม โดยเฉพาะที่เส้นทางรถไฟซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการทำสงคราม เนื่องจากมีความสะดวกสบายที่สุด ขนส่งสินค้าและกำลังพลได้ในปริมาณมาก รวมทั้งประเทศไทยมีรางรถไฟตั้งแต่เหนือจรดใต้ ญี่ปุ่นวางแผนเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้ เข้ากับทางรถไฟในมลายูและสิงคโปร์ ไม้หมอนอีกฝั่งมุ่งตรงไปยังตอนใต้ของพม่า โดยมีเป้าหมายท้ายสุดที่ประเทศอินเดีย ญี่ปุ่นยังได้มีการก่อสร้างเส้นทางเพิ่มเติม นับเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

      ภาพถ่ายทางอากาศสะพานพระรามหก หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของฝ่ายสัมพันมิตร

ทหารญี่ปุ่นในไทยมีอยู่ประมาณ 50,000 นาย จึงมีการตั้งค่ายทหารกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ นับเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับรองลงมา เป้าหมายที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ อันประกอบไปด้วย โรงงานผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม สถานีรถไฟและโรงรถจักร สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ ทางหลวงสายหลัก คลังน้ำมัน คลังสรรพวุธ รวมทั้งสถานที่ราชการบางส่วน ฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ ต่อเป้าหมายในเขตกรุงเทพรวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง เพราะมีระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร ส่วนเป้าหมายรอบชายแดนและต่างจังหวัด สามารถใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดไม่ใหญ่ได้

อังกฤษเปิดฉากโจมตี

วันที่ 8 ธันวาคม 2484 หลังจากญี่ปุ่นขึ้นบกที่สงขลาสำเร็จ อังกฤษได้มีภารกิจโต้ตอบตามมาทันควัน ด้วยการส่งกำลังทหารข้ามเข้ามาในฝั่งไทย เพื่อทำลายสะพานรถไฟที่บ้านคลองแงะจังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยถ่วงเวลาจากทหารญี่ปุ่นนั่นเอง

ขบวนรถยนต์นำโดยทหารราบจำนวน 2 กองร้อย เดินทางเข้ามาในไทยเวลาประมาณ 17.30 น.จากนั้นขบวนรถไฟหุ้มเกราะจึงตามเข้ามา จึงเกิดการปะทะกับทหารญี่ปุ่นในช่วงกลางคืน สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นในไทยแล้ว นี่คือการรบกันครั้งแรกระหว่างญี่ปุ่นกับอังกฤษ หลังทำลายสะพานรถไฟที่บ้านคลองแงะสำเร็จ  ขบวนรถไฟหุ้มเกราะจึงถอนตัวกลับปาดังเบซาร์ ญี่ปุ่นใช้เครื่องบินตามโจมตีเป็นการส่งท้าย ทว่าไม่ได้ผลเพราะกลางคืนมองไม่เห็นเป้าหมาย อังกฤษบุกทางบกสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะเสือตัวใหญ่ไม่ยอมให้กระตุกหนวดเล่นอีกแล้ว

เมื่อรัฐบาลไทยลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น การโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรจึงได้อุบัติขึ้น กองทัพอากาศอังกฤษที่ยังอยู่ในสิงคโปร์ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด Bristol Blenheim ในการทำภารกิจ

  วันที่ 22 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 21.55 น.(หรือถัดมาแค่เพียงวันเดียว) เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษ ได้บินเข้ามาบินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่จังหวัดชุมพร สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษธานี ในเวลาไล่เลี่ยกัน

วันที่ 23 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 20.00 น.เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษ ได้บินเข้ามาบินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่ตัวเมืองชุมพร ซึ่งเป็นที่ตั้งค่ายทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง เป็นการทิ้งระเบิดครั้งที่สองในรอบ 24 ชั่วโมง

วันที่ 24 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 17.00 น.เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษจากเมาะตะมะ ได้ลักลอบบินข้ามเทือกเขาตะนาวศรี เพื่อโจมตีขบวนรถไฟที่เดินทางมาจากบางซื่อ ที่ได้ลำเลียงกองทหารญี่ปุ่นมายังประจวบคีรีขันธ์ การโจมตีเส้นทางนี้มีอยู่ด้วยกันบ่อยครั้ง กระทั่งญี่ปุ่นบุกเข้ายึดพม่าสำเร็จจึงได้ยุติลง

การทิ้งระเบิดในช่วงแรกสุดของสงคราม มีอย่างประปรายในพื้นที่ใกล้ชายแดนประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่กองทหารญี่ปุ่น เพื่อช่วยยับยั้งหรือถ่วงเวลาการบุกไว้ก่อน เครื่องบินทิ้งระเบิดมีขนาดไม่ใหญ่ บรรทุกระเบิดได้ไม่มาก อานุภาพการทำลายล้างจึงน้อยตาม ความเสียหายของประชาชนแทบไม่มี นอกจากสถานที่ซึ่งญี่ปุ่นใช้เป็นค่ายทหาร ข่าวการทิ้งระเบิดของอังกฤษแทบไม่ปรากฎ กระทั่งก้าวข้ามเข้าสู่ปีถัดไปในอีกไม่กี่วัน

                                    เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น Bristol Blenheim ของกองทัพอากาศอังกฤษ มีบทบาทมากในช่วงแรกของสงครามโลก

ระเบิดลงที่กรุงเทพ

วันที่ 8 มกราคม 2485 เวลาประมาณ 02.00 น.ขณะที่คนกรุงเทพกำลังนอนหลับฝันดีกันอยู่นั้น พลันมีเสียงไซเรนหรือหวอเตือนภัยดังกระหึ่ม เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้โจมตีใส่กรุงเทพเป็นครั้งแรกสุดของสงคราม โดยมีเป้าหมายที่สถานนีหัวลำโพงและสะพานพุทธ การโจมตีขาดความแม่นยำโดยสมบรูณ์แบบ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ที่เยาวราช โรงไม้กระดาน และตรอกบีแอลฮั้วฝั่งธนบุรี เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนและสถานที่ราชการหลายแห่ง ได้แก่ สะพานเจริญสวัสดิ์ กระทรวงมหาดไทย วัดตะเคียน โรงพยาบาลบางรัก รวมทั้งตึกสุงเจ็ดชั้นที่ถนนเยาวราช เป็นสัญญานบ่งบอกกับคนกรุงเทพว่า มหันตภัยจากฟากฟ้าได้มาเยี่ยมเยือนแล้ว

ก่อนอื่นผู้เขียนขอย้อนเวลาเพียงนิดเดียว กลับไปยังจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่อีกครั้ง หลังทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในช่วงกลางดึก สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศตั้งแต่เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เพื่อให้คนกรุงเทพทำตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การควบคุมแสงไฟ การใช้เสียงไซเรนหรือหวอเตือนภัย งดงานฉลองรัฐธรรมนูญทันที งดการหยุดงานของข้าราชการ รวมทั้งจัดเตรียมน้ำไฟและอาหารไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

เมื่อไทยลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น จึงมีประกาศต่อเนื่องตามมาภายหลัง โดยสั่งให้ใช้ผ้าสีน้ำเงินคลุมโป๊ะไฟโดยรอบ เพื่อเป็นการพรางไฟให้มีแสงแค่ในบ้าน ไฟนอกบ้านทุกดวงต้องปิดอย่างเด็ดขาด มีสายตรวจเดินเท้าคอยดูแลตลอดทั้งคืน มีการซ้อมป้องกันภัยหรือ ซ.ป.อ.จำนวนบ่อยครั้ง คนกรุงเทพเริ่มคุ้นเคยกับเสียงไซเรนจากหอสัญญานที่อยู่ตามวัด ถ้าเสียงไซเรนดังเป็นห้วง ๆ ตลอดนั่นคือมีการทิ้งระเบิด ถ้าเสียงไซเรนดังยาวครั้งเดียวแล้วหยุดนั่นคือปลอดภัยแล้ว แต่ผู้คนก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตนเองเผชิญหน้าอยู่กับอะไร

การโจมตีครั้งแรกสุดสร้างความเสียหายพอสมควร มีผู้โชดร้ายเสียชีวิต 31 คน (บางข้อมูลบอกว่า 11 คน) บาดเจ็บ 112 คน เช้าตรู่วันนี้คนกรุงเทพจึงเริ่มเข้าใจ ว่าชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก รถรางและรถเมล์ล้วนมีผู้โดยสารแน่นขนัด ส่วนหนึ่งต้องการอพยพไปอยู่ที่อื่น ส่วนหนึ่งต้องการเยี่ยมญาติพี่น้องที่บาดเจ็บ บ้างส่วนต้องการไปโรงเรียนหรือที่ทำงาน และบางส่วนทำหน้าที่ไทยมุงผู้แข็งขัน รถสามล้อถีบขึ้นราคาสองเท่าโดยพลัน เมื่อไม่มียานพาหนะให้ได้โดยสาร หลายคนจึงต้องก้าวเดินด้วยสองเท้าตนเอง

                             ก่อนโจมตีต้องมีการถ่ายภาพและระบุพิกัดเป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อน แต่การทิ้งระเบิดได้ผลน้อยเพราะเครื่องบินอยู่สุงเกินไป

การทิ้งระเบิดในปี พ.ศ.2485

นอกจากการทิ้งระเบิดกลางดึกวันที่ 8 มกราคม 2485 แล้ว ตลอดทั้งปียังมีการโจมตีทางอากาศอีกจำนวน 6 ครั้ง แบ่งออกเป็นพื้นที่กรุงเทพกับธนบุรีจำนวน 4 ครั้ง และพื้นที่ภาคเหนือของประเทศอีกจำนวน 2 ครั้ง

วันที่ 24 มกราคม 2485 เวลาประมาณ 20.30 น.มีการโจมตีทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพและธนบุรี ทหารไทยโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานแบบ 76 โดยใช้ไฟฉายขนาดใหญ่ช่วยส่องเป้าหมาย การโจมตีครั้งนี้มีผลสำคัญตามมา เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดมุ่งตรงไปยัง ร.พัน.5 ซึ่งอยู่ใกล้กับพระที่นั่งอนันตสมาคม ลำแสงจากปืนต่อสู้อากาศยานสาดส่องทั่วท้องฟ้า แสงเพลิงจากการระเบิดสว่างจ้ากลบความมืดมิด การสู้รบดำเนินไปอย่างรุนแรงและดุเดือด กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น.ทุกอย่างจึงยุติ ข่าวความเสียหายตามติดมาในวันรุ่งขึ้น

ทหารรักษาการณ์เสียชีวิตจำนวน 3 นาย ระเบิดจำนวน 10 ลูกตกบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยที่ระเบิด 4 ลูกไม่ทำงาน ทว่าระเบิด 2 ลูกตกใส่มุขด้านเหนือของพระที่นั่ง โชดดีที่มีความเสียหายไม่มากนัก

วันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ด้วยสาเหตุว่าประเทศทั้งสองรุนรานประเทศไทย จากทางอากาศจำนวน 30 ครั้ง และจากทางพื้นดินจำนวน 36 ครั้ง

วันที่ 28 มกราคม 2485 เวลาประมาณ 20.30 น.มีการโจมตีทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพและธนบุรี เกิดความเสียหายที่ตลาดชูชีพ เชิงสะพานกษัตริย์ศึก รวมทั้งตึกแถวขนาดใหญ่บริเวณใกล้เคียง โรงไฟฟ้าวัดเลียบซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ ยังคงปลอดภัยดีไม่มีความเสียหาย เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกทหารเรือยิงตก 1 ลำ นักบินบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด คาดว่าเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 ของอเมริกา นี่คือข้อมูลจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย

เดือนมกราคมวิปโยคผ่านพ้นไปแล้ว กรุงเทพโดนรุกรานทางอากาศจำนวน 6 ครั้ง แบ่งเป็นการโจมตีจำนวน 3 ครั้ง ถ่ายภาพทางอากาศจำนวน 3 ครั้ง ช่วงเวลาหลังจากนั้นเป็นช่วงปลอดลูกระเบิด ทว่าพื้นที่ต่างจังหวัดยังคงมีการโจมตีทางอากาศ ต่อเป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทำลาย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2485 อังกฤษประกาศสงครามกับประเทศไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2485

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2485 ข้อมูลจากอเมริการายงานว่า เครื่องบินรบอังกฤษได้ทิ้งระเบิดบริเวณตัวเมืองเชียงราย ทหารไทยเสียชีวิตจำนวน 14 นาย บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ส่วนข้อมูลจากไทยรายงานว่า ฝ่ายตรงข้ามส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น Bristol Blenheim จำนวน 7 ลำ เข้าโจมตีสนามบินเชียงราย กองบินผสมที่ 80 ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ บ.ข.10 (ฮอว์ค 3) เข้าทำการสกัดกั้น ผลการรบไม่ปรากฎอยู่ในรายงาน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2485 สิงคโปร์ยอมจำนนต่อญี่ปุ่นแบบไม่มีเงื่อนไข

                     ทหารญี่ปุ่นบุกเข้ายึดสิงคโปร์ได้อย่างเด็ดขาด ทหารอังกฤษยอมแพ้ทั้งที่มีกำลังพลใกล้เคียงกัน และกลายเป็นนักโทษสงครามนับหมื่นคน

วันที่ 6 มีนาคม 2485 มีการทิ้งระเบิดในจังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก ไม่มีรายงานความเสียหายจากทั้งสองฝ่าย ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ก็คือ กองพันทหารม้าที่ 4 กรมทหารม้าที่ 46 (ม.พัน.4 ม.46) ซึ่งเป็นทหารม้าส่วนหน้าของกองทัพพายัพ มีภารกิจสำคัญที่แนวรบเหนือสุดของประเทศ

วันที่ 9 มีนาคม 2485 กองทัพญี่ปุ่นยึดเมืองร่างกุ้งได้อย่างเด็ดขาด พม่าตกอยู่ในความควบคุมเป็นที่เรียบร้อย กำลังทหารอังกฤษได้ถอยร่นเข้าสู่อินเดีย ทิ้งดินแดนพม่าให้กับผู้รุกรานจากแดนอาทิตย์อุทัย

แนวรบภาคใต้ของพม่ากลับเข้าสู่ความปรกติ ญี่ปุ่นระดมสรรพกำลังสร้างทางรถไฟอย่างเร่งด่วน แนวรบภาคใต้ของพม่าลุกเป็นไฟขึ้นมาแทนที่ เมื่อกองทัพพายัพบุกเข้าตีเมืองเชียงตุงหรือ "สหรัฐไทยเดิม" โดยมีกองพลที่ 93 กองกำลังทหารฝ่ายจีนก๊กมินตั๋ง ตั้งมั่นรอรับอยู่ในพื้นที่เมืองเชียงตุง การโจมตีจากฝ่ายสัมพันธมิตรเงียบหายตามไปด้วย เป็นช่วงเวลา 9 เดือนเต็มที่ไทยไม่โดนรุกราน เป็นความสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะพัดผ่าน

ผีซ้ำด้ามพลอย

สิ้นสุดเดือนมกราคม 2485 กรุงเทพปลอดภัยจากจากการทิ้งระเบิด มีการจัดทำหลุมหลบภัยจำนวนมาก ทั้งที่เป็นอาคารมั่นคงแข็งแรงสร้างโดยรัฐบาล และที่สร้างกันเองโดยการขุดหลุมขนาดใหญ่ ทำคานค้ำยันมุงหลังคาแล้วเอาดินถม ให้ดีหน่อยก็กั้นปากหลุมไม่ให้มีน้ำไหลเข้า แต่ถ้าช่วงไหนฝนตกหนักก่อนหรือหลังระเบิดลง หลุมหลบภัยจะกลายเป็นหลุมปลักควายในบัดดล ผู้คนซึ่งกำลังขวัญหนีดีฝ่อต้องนั่งแช่น้ำ พร้อมกับใช้มือตบยุงที่ตามมาหลบระเบิดด้วยกัน กระทั่งได้ยินเสียงหวูดยาว ๆ ครั้งเดียวจึงกลับบ้านได้ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในช่วงเวลานั้น ย่างเข้าสู่เดือนมีนาคมในอีกไม่นานนัก ทั่วกรุงเทพไม่มีเสียงไซเรนกลางดึกอีกต่อไป ทั้งนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจาก พม่า สิงคโปร์ รวมทั้งชวาหรืออินโดนีเซีย ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย

ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องถอยร่นไปไกลสุดกู่ แนวรบที่ไกลโพ้นยังคงร้อนระอุด้วยไฟสงคราม การทิ้งระเบิดที่กรุงเทพจึงต้องยกเลิกชั่วคราว แต่กระนั้นทั่วทั้งเมืองก็ยังพรางไฟเช่นเดิม โรงเรียนทุกระดับชั้นเปิดเรียนตามปรกติ ข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งอาหารหยุกยา ยังคงวางขายอยู่ในตลาดเหมือนอดีต ทว่ามีราคาแพงขึ้น แพงขึ้น แล้วก็แพงขึ้น อีกทั้งมีการกักตุนเพื่อแอบขายให้กองทัพญี่ปุ่น รัฐบาลพยายามแก้ไขความเดือดร้อนจนสุดกำลัง ความช่วยเหลืออันน้อยนิดแทบไม่ส่งผลกับคนหมู่มาก ทุกคนจึงต้องดิ้นรนหาทางช่วยเหลือตัวเอง

วันเวลาผันผ่านเข้าสู่ปลายเดือนกันยายน ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ สถานที่สำคัญทั้งหมดล้วนจมอยู่ใต้กระแสน้ำ ไม่ว่าจะเป็น สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเยาวราช อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภูเขาทอง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม น้ำยังได้ท่วมอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง รวมทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้บางส่วน นับเป็นน้ำท่วมรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบกับประชาชนที่เดือดร้อนอยู่แล้ว

ระดับน้ำเริ่มจากทางเท้าปูอิฐแดงซึ่งอยู่ต่ำกว่าถนน ก่อนสุงมากขึ้นจนท่วมพื้นถนนและรางรถราง จากนั้นจึงเอ่อล้นขึ้นทุกวันไม่มากก็น้อย แม้จะมีน้ำขึ้นน้ำลงตามแม่น้ำเจ้าพระยาก็ตาม กระทั่งรถยนต์และรถรางไม่สามารถใช้งานได้ จึงต้องใช้เรือพายในการเดินทางระยะใกล้ และมีเรือแจวข้ามฟากมาทดแทนรถรางกับรถโดยสาร ตลาดสดทุกแห่งถูกย้ายขึ้นไปอยู่บนสะพาน เนื่องจากเป็นพื้นที่สุงในชุมชนที่ยังหลงเหลืออยู่

                                                         สภาพน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพในปี 2485 ต้องใช้เรือแจวในการสัญจรทางน้ำแทน

บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสุง ระดับน้ำจึงท่วมไม่ถึงพื้นบ้านพักอาศัยได้ การเดินทางแม้จะลำบากแต่ก็ยังเดินทางได้ ถ้าต้องการไปไหนไกล ๆ มีเรือสำปั้นพายรับจ้างบริการ ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนมีเรือพายติดบ้าน ใช้เป็นพาหนะส่วนตัวทดแทนรถจักรยานได้ เมื่อมีน้ำก็มีปลาให้หาอาหารปะทังชีวิต บรรเทาความลำบากเรื่องปากท้องได้พอประมาณ น้ำประปาค่อนข้างขาดแคลนและขนส่งลำบาก เพราะก๊อกน้ำเกือบทั้งหมดจมอยู่ใต้บาดาล อาหารแห้งและสดยังคงมีขายเช่นเดิม ทว่ามีราคาแพงขึ้นจากที่เคยแพงมากอยู่แล้ว

น้ำเริ่มท่วมปลายเดือนกันยายน 2485 ระดับน้ำสุงสุดลึก 2.27 เมตรในวันที่ 12 ตุลาคม ระดับน้ำเริ่มลดลงในวันที่ 18 ตุลาคม กรุงเทพกลับสู่ปกติปลายเดือนพฤศจิกายน กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียนทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม ถึงวันที่16 พฤศจิกายน ทุกวันอาทิตย์บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จะมีประชาชนมารวมตัวเพื่อแข่งขันเรือพาย พ่อค้าแม่ค้าแจวเรือมาขายอาหารคาวหวาน การแข่งพายเรือเริ่มมีพร้อมน้ำท่วมใหญ่ปี 2460 เป็นการพักผ่อนหย่อนใจในยามที่ชาติเกิดสงคราม ทั้งโดนซ้ำเติมจนเกิดอุทกภัยใหญ่ เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลงจนใกล้แห้งสนิท  ผู้คนต่างพากันซ่อมแซมบ้านเรือน และเมื่อถนนใช้งานได้ตามปรกติ เครื่องบินทิ้งระเบิดก็มาทำงานตามปรกติ

วันที่ 28 พฤศจิกายน  2485 รถรางทุกสายมีผู้โดยสารแน่นขนัด แต่รถยนต์ยังวิ่งไม่ได้เพราะถนนค่อนข้างลื่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จากกองบิน 10 กองบินทหารบกอเมริกา ได้เริ่มโจมตีทิ้งระเบิดใส่พื้นที่กรุงเทพอีกครั้ง เครื่องบินทุกลำออกจากฐานทัพประเทศอินเดีย พร้อมลูกระเบิดขนาด 200 ปอนด์จำนวนมากใต้ท้องเครื่อง การทิ้งระเบิดมักใช้เครื่องบินอเมริกาเป็นหลัก และมีเครื่องบินอังกฤษ ออสเตรเลีย เข้าร่วมในภายหลัง ช่วงเวลา 9 เดือนแห่งความสงบเงียบแต่เฉอะแฉะ สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันนี้เอง

วันที่ 26 ธันวาคม 2485 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จากกองบิน 10 เจ้าเดิม ได้บินมาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟหัวลำโพง ท่าเรือคลองเคยซึ่งมีทางรถไฟเชื่อมโยงกับหัวเมือง โรงไฟฟ้าสามเสน โรงไฟฟ้าวัดเลียบ รวมทั้งโรงงานสรรพาวุธบางซื่อ ทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทำลาย ผลการทิ้งระเบิดยังคงไม่แม่นยำเช่นเคย เป้าหมายทั้งหมดเสียหายแค่เพียงเล็กน้อย บ้านเรือนประชาชนโดยรอบรับลูกหลงกันเต็มอิ่ม

                                                 เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล B-24 กำลังทิ้งระเบิดขนาด 200 ปอนด์ออกจากใต้ท้องเครื่อง

การทิ้งระเบิดในปี พ.ศ.2486

การทิ้งระเบิดในปี พ.ศ.2485 มีจำนวน 7 ครั้ง ใกล้เคียงกับการทิ้งระเบิดในปีที่แล้ว สถานการณ์โดยรวมทั่วประเทศ ส่อแววว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มตั้งหลักจากฝ่ายญี่ปุ่นได้ ภารกิจทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายสำคัญในประเทศไทย จึงมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อตัดทอนกำลังสนับสนุนของฝ่ายญี่ปุ่น

วันที่ 19 มกราคม 2486 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 ได้บินเข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถ่ายภาพทางรถไฟที่กำลังก่อสร้าง เส้นทางสายใหม่เริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านกาญจนบุรี แม่น้ำแควใหญ่ ด่านเจดีย์สามองค์ และมีปลายทางอยู่ที่เมืองทันบูซายัด ประเทศพม่า โดยมีความยาวรวมทั้งสิ้น 415 กิโลเมตร อยู่ในเขตประเทศไทย 303.95 กิโลเมตร อยู่ในเขตประเทศพม่า 111.05 กิโลเมตร รู้จักกันในชื่อทางรถไฟสายพม่า หรือทางรถไฟสายกาญจนบุรี แต่มักถูกขนานนามว่า "ทางรถไฟสายมรณะ"

วันที่ 4 เมษายน 2486 เวลากลางคืน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 24 ลำ ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่ค่ายทหารญี่ปุ่น ที่จังหวัดนครสวรรค์ ไม่มีรายงานความเสียหายจากทุกฝ่าย

วันที่ 21 เมษายน 2486 (บางข้อมูลบอกว่าวันที่ 14 เมษายน 2486) เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 16 ลำ จากกองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่โรงงานสรรพาวุธบางซื่ออีกครั้ง แต่มีเครื่องบินเพียง 4 ลำได้ทิ้งระเบิดในพื้นที่เป้าหมาย ส่วนที่เหลือบินหลงทิศทางไปไกลลิบ จึงทิ้งระเบิดใส่พื้นที่อื่นของกรุงเทพและธนบุรี

วันที่ 19 ธันวาคม 2486 เวลากลางคืน หลังหยุดพักการทิ้งระเบิดไปนานประมาณ 9 เดือน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 20 ลำ จากกองบิน 10 เจ้าเก่า ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่ท่าเรือคลองเตยอย่างหนัก พื้นที่เป้าหมายเกิดความเสียหายพอสมควร ถือเป็นการอุ่นเครื่องหลังร้างเวทีมาพอสมควร โดยได้นำระเบิดขนาด 500 ปอนด์จำนวน 110 ลูกมาเป็นของกำนัล (ในตอนนั้นลูกระเบิดมาตราฐานมีขนาด 200 ปอนด์)

ท่าเรือคลองเตยเป็นจุดสำคัญในขนส่งสินค้า ซึ่งลำเลียงทางน้ำมาจากญี่ปุ่นและอาณานิคม โดยมีเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าไปยังหัวเมือง จึงต้องผ่านบางซื่ออันเป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมีโรงรถจักร ชุมชนรถไฟ และโรงงานปูนซีเมนต์อยู่ในพื้นที่ สถานที่ทั้งสองแห่งจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่มีเครื่องบินทิ้งระเบิดแวะมาเยี่ยมเยียนตลอดเวลา และถ้าผู้อ่านบวกสะพานพระรามหกเข้าไปด้วย ยอดรวมเที่ยวบินและลูกระเบิดจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ

                                สถานีรถไฟบางซื่อและโรงรถจักรเป็นจุดที่โดนทิ้งระเบิดบ่อยครั้ง มองเห็นสะพานพระรามหกในภาพด้านซ้ายมือ

วันที่ 21 ธันวาคม 2486 เวลาประมาณ 20.30 น.เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 29 ลำจากฝูงบิน 308 กองบิน 14 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ตัวอาคารสถานีและคลังสินค้าถูกระเบิดเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งคลังเก็บอาวุธและยุทธปัจจัยของทหารญี่ปุ่น ตลอดจนบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากฝูงบินที่ทำภารกิจมีขนาดใหญ่ อำนาจการทำลายล้างจึงสุงตามเช่นกัน สถานีรถไฟเชียงใหม่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง อเมริกายื่นซองขาวให้กับเจ้าหน้าที่รถไฟทุกราย ปลายทางรถไฟสายเหนือหยุดอยู่ที่สถานีป่ายางเนิ้ง (หรือสถานีสารภีในปัจจุบัน) มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 300 คน นับเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสุงพอสมควร ข้อมูลจากฝั่งอเมริกานะครับ

วันที่ 23 ธันวาคม 2486 เวลากลางคืน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 19 ลำ จากฝูงบิน 492 กองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟหัวลำโพง รวมทั้งท่าเรือคลองเตยอีกครั้ง การโจมตีเที่ยวนี้มีการทิ้งพลุส่องสว่างนำทางก่อน จากนั้นจึงตามด้วยลูกระเบิดของจริงสู่เป้าหมาย พลุส่องสว่างสีแดงขนาด 5000 แรงเทียน ผูกติดร่มชูชีพจึงสามารถลอยตัวอยู่ในอากาศ ให้แสงสว่างไสวยาวนานเกือบ 15 นาที

ผลการโจมตีด้วยรูปแบบใหม่ครั้งนี้ แม้จะมีการเตรียมพร้อมมากกว่าเดิมก็ตาม แต่ทว่าลูกระเบิดทั้งหมดลอยข้ามเป้าหมายสำคัญ แล้วตกใส่พื้นดินบริเวณ สีลม สุรวงศ์ สาธร และสุรศักดิ์ (สมัยนั้นเรียกว่าย่าน 4 ส) กระทั่งโรงพิมพ์ของ นมส.ไฟใหม้วอดวอยทั้งหลัง สาเหตุสำที่พลาดเพราะบินอยู่ในระดับสุงมาก เพื่อรอดพ้นจากปืนต่อสู้อากาศยาน ความแม่นยำในการโจมตีจึงแทบไม่มีเลย

                                                โรงแรมราชธานีซึ่งอยู่ด้านขวาของสถานีหัวลำโพง ยังคงเป็นปรกติสุขจากการโจมตีครั้งแรก

การทิ้งระเบิดในค่ำคืนนี้เอง ทำลายขวัญกำลังใจประชาชนจำนวนมาก เพราะระเบิดตกห่างเป้าหมายไกลลิบลับ บ้านเรือนและตึกแถวในเขต บางรัก วัดตรี ตรอกวัดสามพระยา สะพานเหลือง เกิดไฟใหม้ครั้งรุนแรงกันโดยถ้วนหน้า ส่งผลให้มีการอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้น ทั่วเขตพระนครเริ่มร้างผู้คน คนกรุงเทพเข้าใจอันตรายอย่างถ่องแท้แล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรยังได้ขู่ผ่านทางวิทยุเดลฮีว่า พวกเขาเตรียมระเบิดสำหรับประเทศไทยมากถึง 1,500 ตัน

วันที่ 31 ธันวาคม 2486 เวลากลางคืน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 25 ลำจากฝูงบิน 308 เมืองฉงชิ่ง (หรือจุงกิง) ซึ่งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟนครลำปาง การโจมตีสร้างความเสียหายแค่เพียงนิดหน่อย อาคารสถานียังคงปลอดภัยทุกประการ ฝูงบินขับไล่ที่ 16 กองบินน้อยผสมที่ 85 กองบินใหญ่ภาคพายัพ ณ สนามบินพระบาท ของนครลำปาง ได้บินขึ้นเพื่อสกัดกั้นหลังจากตรวจพบ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 ได้บินหลบฉากออกไปทันควัน โดยไม่ได้มีการปะทะกันแต่อย่างใด

ปี 2485 กองทัพอากาศไทยได้จัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ Ki-27 จำนวน 12 ลำ โดยใช้ชื่อว่าเครื่องบินขับไล่ บ.ข.12 (Ki-27) เครื่องบินรุ่นนี้สร้างจากโรงงานแมนส์ยู เมืองฮาร์บิน ประเทศแมนจูเรีย เข้าประจำการในฝูงบินขับไล่ที่ 15 ฝูงบินรักษาพระนคร และฝูงบินขับไล่ที่ 16 ซึ่งอยู่ที่ลำปาง Ki-27 เป็นเครื่องบินขับไล่มาตราฐานของกองบินทหารบกญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของการทำสงคราม

ฝูงบินขับไล่ที่ 16 ที่นครลำปาง มีเครื่องบิน Ki-27 ร่วมฝูงอยู่กับเครื่องบินขับไล่ บ.ข.11 (ฮอว์ค 75N) ในจำนวนใกล้เคียงกัน เครื่องบินขับไล่นกกระจอก หรือ เครื่องบินขับไล่แบบโอตะ มีบทบาทสำคัญมากต่อกองทัพอากาศไทย ในยุทธเวหาเหนือน่านฟ้าลำปางในอีก 2 ปีต่อมา

สถานีรถไฟนครลำปางอันแสนสวยงาม เป็นอีกจุดหนึ่งที่โดนทิ้งระเบิดหลายครั้ง เนื่องจากว่ามีสนามบินพระบาทอยู่ไม่ห่างนัก จึงมีเครื่องบินรบของไทยและญี่ปุ่น คอยดูแลป้องกันหรือไม่ก็เรียกแขก

มหันตภัยที่แท้จริงมาเยือน

ยอดรวมการทิ้งระเบิดในปีพ.ศ.2486 มีมากกว่าปีพ.ศ.2485 ไม่เท่าไหร่ก็ตาม ทว่าใช้จำนวนเครื่องบินในแต่ละเที่ยวบินมากกว่าเดิม เกือบทั้งหมดเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-24 แม้จะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลก็ตาม แต่ถ้าต้องบินมายังเป้าหมายในกรุงเทพ ซึ่งอยู่ห่างจากฐานทัพในอินเดียถึง 1,100 ไมล์นั้น จะบรรทุกระเบิดได้น้อยตามระยะทางไปด้วย จึงได้เพิ่มจำนวนเครื่องบินจนกลายเป็นฝูงใหญ่ ประชาชนชาวไทยที่ได้ประสบภัย จึงมีความหวาดกลัวมากกว่าเดิม คนกรุงเทพทยอยเดินทางออกต่างจังหวัด ไม่ก็พื้นที่ห่างไกลลูกระเบิดอย่างลาดกระบัง แต่ชานเมืองที่ได้รับความนิยมมาก คือถนนสุขุมวิทที่รถโคตรติดนั่นแหละครับ ช่วงเวลานั้นรู้จักกันในชื่อทุ่งบางกะปิ

การทิ้งระเบิดในประเทศไทยช่วง 2 ปีแรก ยังเป็นแค่เพียงน้ำจิ้มหรือขนมขบเคี้ยว กระทั่งก้าวเข้าสู่ช่วงเดือนธันวาคม การโจมตีจึงได้มีความรุนแรงมากกว่าเดิม จำนวนเที่ยวบินมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเข้าสู่ปีพ.ศ.2487 ในเดือนถัดมานั้น การทิ้งระเบิดก็ได้มีความถี่ยิบมากขึ้น

 วันที่ 3 มกราคม 2487 เครื่องบินจำนวนหนึ่งบินเข้ามาถ่ายภาพทางรถไฟสายพม่า ทหารญี่ปุ่นพยายามยิงสกัดจึงเกิดการต่อสู้เล็กน้อย ไม่มีรายงานความเสียหายของทั้งสองฝ่าย คาดว่าคงมีเพียงเล็กน้อย

 และในวันเดียวกันนั้นเอง เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 28 ลำจากฝูงบิน 308 เมืองฉงชิ่ง (หรือจุงกิง) ซึ่งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟนครลำปางอีกครั้ง ไม่มีรายงานความเสียหายจากทั้งสองฝ่าย คาดว่าคงมีเพียงเล็กน้อยเช่นเคย

วันที่ 9 มกราคม 2487 ต่อเนื่องถึงวันที่ 9 มกราคม 2487 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 7 ลำจากกองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งทุ่นระเบิดบริเวณปากน้ำ ในช่วงกลางดึกข้ามไปถึงอีกวัน เพื่อเป็นการปิดกั้นเส้นทางออกสู่ทะเล กองทัพเรือไทยพยายามกู้ทุ่นระเบิด แต่ทำได้เพียงบางส่วนเพราะมีเรือกวาดทุ่นระเบิดจำกัด ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวนหนึ่ง ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟบางซื่อ โรงรถจักรบางซื่อ รวมทั้งสนามบินดอนเมืองที่อยู่ไม่ไกลกัน

วันที่ 10 มกราคม 2487 รัฐบาลไทยได้เริ่มย้ายโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร.มาตั้งที่บ้านป่าแดง ตำบลป่าเลา อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบรูณ์ (เป็นที่รู้จักในชื่อร.ร.นายร้อยป่าแดง) ในการประชุมได้พูดถึงขบวนรถไฟพิเศษ เพื่อลำเลียงนักเรียนนายร้อย จ.ป.ร.มายังสถานที่ใหม่ ขบวนรถออกจากสามเสนมุ่งไปยังอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เพื่อลำเลียงรถบรรทุกทหารกลับมาด้วย นี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนการย้ายเมืองหลวงมายัง "นครบาลเพชรบูรณ์"

นอกจากนี้ยังได้ย้ายส่วนราชการสำคัญต่าง ๆ อาทิเช่น ย้ายกระทรวงการคลังมาที่ถ้ำฤาษี ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก ย้ายกระทรวงยุติธรรมมาที่บ้านห้วยลาน ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก ย้ายกระทรวงมหาดไทยมาที่บ้านบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก และย้ายกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2487 สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่อนุมัติด้วยคะแนนเสียง 48 ต่อ 36 แผนการย้ายเมืองหลวงจึงเป็นอันยุติลง

                                                            "นครบาลเพชรบูรณ์" เมืองหลวงใหม่ของประเทศไทย ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

วันที่ 11 มกราคม 2487 ต่อเนื่องถึงวันที่ 12 มกราคม 2487 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จากกองบิน 14 ได้บินเข้ามาบินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟหัวลำโพง และโรงรถจักรบางซื่อ ส่งผลให้โรงแรมราชธานีและโรงแรมตุ้นกี่ โดนลูกหลงได้รับความเสียหายหนักทั้งสองแห่ง นายสถานีหัวลำโพงเสียชีวิตขณะปฎิบัติหน้าที่

มีการรบครั้งสำคัญที่สถานีหัวลำโพง เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 4 ลำ ต้องเผชิญหน้ากับเครื่องบินรบฝ่ายไทยจำนวน 3 ลำ เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดเพลิงในเที่ยวแรก ก่อนบินวนกลับมาเพื่อทิ้งระเบิดธรรมดาอีกครั้ง เครื่องบินฝ่ายไทยได้เข้าสกัดกั้นในเที่ยวหลัง เกิดการยิงต่อสู้ด้วยปืนกลเหนือน่านฟ้ากรุงเทพ ท่ามกลางไทยมุงผู้แข็งขันนับร้อยบนท้องถนน เครื่องบินไทยถูกยิงตก 1 ลำ ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่ายข้าศึก มีข่าวว่าบินกลับไม่ถึงฐานทัพจำนวน 2 ลำ มีผู้คนเสียชีวิตที่สถานีหัวลำโพงเป็นจำนวนมาก

สถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพงนั้น เป็นแหล่งชุมชนที่มีประวัติศาตร์มาอย่างยาวนาน ประเทศไทยได้ใช้รถไฟเป็นการเดินทางหลัก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรมรถไฟ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2433 จากนั้นในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 เส้นทางรถไฟสายแรกจึงได้เปิดบริการ สถานีหัวลำโพงจึงกลายเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ นับตั้งแต่วันนั้นตราบกระทั่งถึงวันนี้

รอบสถานีหัวลำโพงในเวลานั้น มีโรงแรมใหญ่จำนวน 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ โรงแรมราชธานี อยู่ในสถานีรถไฟหัวลำโพงฝั่งขวา ตัวอาคารยาวเลียบไปกับถนนรองเมือง โรงแรมที่สองคือโรงแรมทอคาเดโร อยู่บริเวณถนนสุรวงศ์ ใกล้แยกสุรวงศ์กับถนนเจริญกรุง และสุดท้ายคือโรงแรมตุ้นกี่ สร้างเป็นตึกสามชั้นอยู่ฝั่งซ้ายมือของสถานีหัวลำโพง โดยใช้สถาปนิกและวิศวกรชุดเดียวกัน ผู้โดยสารที่ต้องการห้องพัก รวมทั้งญาติพี่น้องที่มารอรับ ต่างได้ใช้บริการโรงแรมทั้ง 3 แห่งนี้ ตามรสนิยม ความต้องการส่วนตัว และเงินในกระเป๋าสตางค์

                                    สถานีหัวลำโพงยังคงปลอดภัยและตั้งตระหง่าน ทว่าอาคารโดยรอบทั้งสองฝั่งโดนลูกหลงเสียหายหนัก

            โรงแรมตุ้นกี่หลังแรกสร้างพร้อมกับสถานีหัวลำโพง มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารยุโรประดับห้าดาว เป็นโรงแรมที่ใช้ในการเจรจาลับกันอยู่บ่อยครั้ง

วันที่ 19 มกราคม 2487 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 16 ลำ จากกองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่โรงรถจักรบางซื่อ และสถานีรถไฟดอนเมือง สร้างความเสียหายให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงแรมแกรนด์พาเลซ รวมทั้งโรงไฟฟ้าสามเสนบางส่วน แต่ไม่ส่งผลกับการจ่ายกระแสไฟให้ประชาชน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2487 ต่อเนื่องถึงวันที่ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2487 (บางข้อมูลบอกว่าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2487) เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 8 ลำ จากกองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่กรุงเทพในช่วงกลางดึก

ถึงคิวสนามบินดอนเมือง

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2487 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 9 ลำ จากกองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่โรงงานสรรพาวุธบ้านม้า รวมทั้งสนามบินดอนเมืองอีกครั้ง ลูกระเบิดได้ทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ Ki-21 และหรือเครื่องบินขับไล่ Ki-43 Hayabusa ที่จอดอยู่ในสนามบิน ไม่แน่ใจว่าเป็นเครื่องบินของประเทศไทยหรือญี่ปุ่น และไม่ทราบจำนวนที่ถูกทำลายอย่างชัดเจน เที่ยวบินนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น กองทัพอากาศไทยประจำการเครื่องบินทิ้งระเบิดบ.ท.4 (Ki-21-I Nagoya) จำนวน 9 ลำ เครื่องบินรุ่นนี้ได้เคยฝากผลงานอันยอดเยี่ยม ในกรณีพิพาทระหว่างไทย - อินโดจีนฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่รุ่นแรกและรุ่นเดียว ที่เคยมีประจำการอยู่ในกองทัพไทย

ส่วนทางด้านเครื่องบินขับไล่ บ.ข.13  (Ki–43 IIb Hayabusa) นั้น เมื่อนายพล โตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2486 และเห็นว่าไทยควรมีเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เพื่อป้องกันภัยจากการโจมตีทางอากาศ ปีถัดมาจึงได้มอบเครื่องบินขับไล่ Ki-43 ให้จำนวน 24 ลำ เครื่องบินทั้งหมดประจำการอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ในภายหลังผู้คนเรียกขานฝูงบินนี้ว่า "ฝูงบินรักษาพระนคร" และได้มีบทบาทสำคัญในเวลาต่อมาด้วย เพียงแต่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2487 นั้น ผู้เขียนไม่มีข้อมูลว่าได้รับมอบเครื่องบินแล้วหรือไม่

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2487 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 จำนวน 9 ลำ จากฝูงบิน 492 กองบิน 10 ได้บินเข้ามาทิ้งระเบิดใส่สะพานปรมินทร์ที่บ้านดารา สะพานแม่ต้าที่แก่งหลวง รวมทั้งทางรถไฟสายมรณะช่วงหนองปลาดุกถึงกาญจนบุรี การโจมตีสร้างความเสียหายได้บางส่วน สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำยังคงปรกติสุขทั้งหมด แต่รางรถไฟบนฝั่งเสียหายใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ขบวนรถไฟสายพิษณุโลก-เด่นชัย และขบวนรถไฟสายบ้านดารา-สวรรคโลก ต้องหยุดใช้งานจนกว่าเส้นทางจะซ่อมแล้วเสร็จ มีการประกาศในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ถึงเรื่องการหยุดเดินรถทั้งสองขบวน เนื่องจากเปรียบเสมือนหัวใจหลักทางรถไฟสายเหนือ

สะพานปรมินทร์หรือสะพานบ้านดารา อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ประมาณ 32 กิโลเมตร  เป็นสะพานรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของทางรถไฟสายเหนือ เริ่มก่อสร้างสะพานเมื่อปี พ.ศ.2449 กระทั่งเปิดใช้งานในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2452 สะพานมีลักษณะเป็นแบบคานยื่น (Cantilever) ประกอบไปด้วยสะพานเหล็กจำนวน 3 ช่วง ช่วงกลางสะพานยาว 121.20 เมตร ส่วนช่วงริมน้ำทั้ง 2 ด้านยาว 80.60 เมตรเท่ากัน รวมความยาวทั้งสะพานเท่ากับ 262.40 เมตร บนสะพานมีทางรถไฟกว้าง 1.435 เมตรตลอดเส้นทาง และมีทางเท้ากว้าง 1.5 เมตรสำหรับเดินข้ามฝั่ง  เพราะเป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำน่านที่สำคัญมาก เชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างภาคเหนือถึงกรุงเทพ จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญมากของฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นกัน สะพานปรมินทร์ยังมีเรื่องราวให้ได้ติดตามกันต่อไป

                                          สะพานปรมินทร์หรือสะพานบ้านดารา เป็นอีกจุดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทำลายให้จงได้

คุยกันส่งท้าย

ย่างเข้าสู่ปีพ.ศ.2487 แค่เพียง 2 เดือนเท่านั้น มีการทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรไปแล้วถึง 7 ครั้ง โดยในช่วงแรกสุดยังเน้นพื้นที่กรุงเทพและธนบุรี มุ่งตรงไปยังเป้าหมายสำคัญเพียงไม่กี่แห่ง จากนั้นจึงเริ่มทิ้งระเบิดในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากสถานีรถไฟหรือค่ายทหารญี่ปุ่น มาเป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำที่มีความสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 ในการทำภารกิจทิ้งระเบิดทุกเที่ยวบิน เพราะสามารถเดินทางไกลจากอินเดียและจีนมายังเป้าหมายได้ เนื่องจากพม่าเกือบทั้งประเทศยังเป็นของญี่ปุ่นอยู่

บทความตอนแรกเรื่อง "สงครามโลกครั้งที่สอง : วันระเบิดลง" ผู้เขียนต้องขอหยุดพักแค่เพียงเท่านี้ก่อน สถานการณ์ในเดือนถัดมาจะเป็นอย่างไร ระเบิดลงมากขึ้นหรือเงียบหายเฉกเช่น 2 ปีก่อน พื้นที่การโจมตีจะขยายตัวมากกว่าเดิมหรือไม่ ชนิดเครื่องบินทิ้งระเบิดจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมหรือเปล่า รวมทั้งการป้องกันภัยและรับมือจากทหารไทยและญี่ปุ่น จะปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรนั้น ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ  ;)


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_invasion_of_Thailand

https://en.wikipedia.org/wiki/Bombing_of_South-East_Asia_(1944%E2%80%9345)

https://en.wikipedia.org/wiki/Bombing_of_Bangkok_in_World_War_II

https://en.wikipedia.org/wiki/Thailand_in_World_War_II

http://pantip.com/topic/31885621

https://pantip.com/topic/31880190

http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538711067

http://oknation.nationtv.tv/blog/sonorwut/2013/07/16/entry-3

http://rach1968.blogspot.com/2014/09/blog-post.html

http://rach1968.blogspot.com/2015/09/ki-43.html

http://pantip.com/topic/30129522

http://pantip.com/topic/30131647

http://pantip.com/topic/30134323

http://pantip.com/topic/30138041

http://pantip.com/topic/30141591

http://pantip.com/topic/30145710

http://pantip.com/topic/30148496

http://pantip.com/topic/30151731

https://www.facebook.com/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99-199476353430283/

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000089456

หนังสือ : ประวัติการเมืองไทย 2475-2500 เขียนโดย : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ข้อมูลหลักในการดำเนินเรื่องอ้างอิงจาก

http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=119&postdays=0&postorder=asc&start=0

ภาพถ่ายอ้างอิงจาก

http://pantip.com/topic/31885621

https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/1d/50/05/1d50054748c20bdfa90b9ec1fb46df75.jpg

http://historywars.tumblr.com/image/87427443434

https://www.facebook.com/199476353430283/photos/a.553021588075756.1073741827.199476353430283/1033546660023244/?type=3

http://k31.kn3.net/3/2/2/9/1/F/538.png

https://web.facebook.com/ThaiRailwayClub/posts/433928423349493?_rdr

http://olphistory.blogspot.com/2006/12/06.html

https://wisonk.files.wordpress.com/2007/06/10507136_10151926935082168_5088525854669567915_o.jpg

https://web.facebook.com/Charoen1948/posts/978969682152975?_rdr

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=795098360548694&id=222323771159492

https://f.ptcdn.info/362/016/000/1393984731-fwddercom0-o.jpg