วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568

Indonesian Navy

 

        กองเรือฟริเกต/คอร์เวตอินโดนีเซียในอดีตคล้ายกองเรือฟริเกต/คอร์เวตไทยในปัจจุบัน พวกเขามีแต่เรือรบรุ่นเก่าอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี ที่สำคัญเป็นเรือมือสองติดอาวุธหลากหลายไม่เป็นมาตรฐาน ส่วนเรืออายุน้อยก็เป็นเรือคอร์เวตขนาดเล็กเพียง 2 ลำ แม้มีการปรับปรุงติดอาวุธรุ่นใหม่ทันสมัยเพิ่มเติมบนเรือหลายลำ ทว่ายังมีเรืออีกหลายลำใกล้หมดสภาพต้องปลดประจำการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

        เพื่อแก้ปัญหากองฟริเกต/คอร์เวตขนาดค่อนข้างใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ กองทัพเรืออินโดนีเซียตัดสินใจขึ้นโครงการระยะยาวเพื่อจัดหาเรือรบรุ่นใหม่แบ่งแยกได้ตามนี้

1.เรือฟริเกต/คอร์เวตขนาดไม่เกิน 3,000 ตันจำนวน 8 ลำ

2.เรือฟริเกตขนาดมากกว่า 3,000 ตันจำนวน 8 ลำ

ตั้งแต่ปี 2002 อินโดนีเซียเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มนับหนึ่งจากเรือคอร์เวตรุ่นใหม่ติดอาวุธครบ 3 มิติเพราะง่ายที่สุดใช้เงินน้อยที่สุด

เรือคอร์เวต Sigma 9113

        ปี 2004 กองทัพเรืออินโดนีเซียสั่งซื้อเรือคอร์เวต Sigma 9113 จากบริษัท Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์จำนวน 4 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 1,692 ตัน ยาว 90.71 เมตร กว้าง 13.02 เมตร กินน้ำลึก 3.60 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล SEMT Pielstick 20PA6B STC จำนวน 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 4,800 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 14 นอต ใช้ลูกเรือจำนวน 80 นาย

ระบบเรดาร์กับระบบอำนวยการรบยกมาจากบริษัท Thales เนเธอร์แลนด์ทั้งลำ ต่อมาได้กลายเป็นระบบมาตรฐานกองทัพเรืออินโดนีเซียในปัจจุบัน ระบบอาวุธป้องกันตัวค่อนข้างทันสมัยประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ OTO 76/62 Compact จำนวน 1 กระบอก ปืนกล Denel GI-2 ขนาด 20 มม.จำนวน 2 กระบอก แท่นยิงแฝดสี่ TETRAL จำนวน 2 แท่นยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Mistral จำนวน 8 นัด อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block III จำนวน 4 นัด และแท่นยิงแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิงสำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ A244-S mod.3 จำนวน 6 นัด

เรือคอร์เวต Sigma 9113 รูปทรงทันสมัยสมกับเป็นเรือยุคใหม่ หัวเรือค่อนข้างสูงสะพานเดินเรือทรงหกเหลี่ยมอยู่ในระดับเหมาะสม สันเรือค่อนข้างเตี้ยลากยาวจรดท้ายเรือแลดูสวยงาม เชื่อมต่อตัวเรือหรือ Hull กับเก๋งเรือหรือ Superstructure ได้อย่างลงตัวจนดูเป็นชิ้นเดียวกัน เรือฟริเกตจากเกาหลีใต้ทุกรุ่นทุกบริษัททำแบบนี้ไม่ได้นะครับ

        เรือคอร์เวต Sigma 9113 จำนวน 4 ลำเข้าประจำการระหว่างปี 2007-2009 ปัจจุบันกลายเป็นม้างานทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กับกองทัพเรืออินโดนีเซีย รวมทั้งทำภารกิจรักษาความปลอดภัยให้กับเลบานอนในนามองค์การสหประชาชาติ ราคาเรือลำละประมาณ 5,000 ล้านบาทต้องบอกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเหมือนแฟลตปลาทอง เรือชั้นนี้ถือเป็นการพลิกโฉมกองเรือคอร์เวต/ฟริเกตอินโดนีเซีย ให้มีความทันสมัยเทียบเท่าหรือมากกว่าเรือรบเพื่อนบ้านในย่านเดียวกัน

เรือฟริเกต Sigma 10514

        วันที่ 12 มิถุนายน 2012 กองทัพเรืออินโดนีเซียกับบริษัท Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์เซ็นสัญญามูลค่า 220 ล้านเหรียญ เพื่อสั่งซื้อเรือฟริเกต Sigma 10514 จำนวน 1 ลำกำหนดให้สร้างโดยบริษัท PT PAL ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีออปชันเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือรบรุ่นใหม่ ชิ้นส่วนเรือฟริเกตชั้นนี้แบ่งออกเป็น 4 โมดูลขนาดใหญ่ บริษัท PT PAL สร้าง 4 โมดูลแบ่งให้บริษัท Damen สร้างอีก 2 โมดูล ก่อนนำมารวมกันเพื่อประกอบเป็นเรือลำจริงในประเทศอินโดนีเซีย

เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 2,365 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,946 ตัน ยาว 105.11 เมตร กว้าง 14.02 เมตร กินน้ำลึก 3.75 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ใช้ระบบขับเคลื่อน Combined Diesel or Electric หรือ CODOE ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2 ตัวกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ความเร็วสูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 14 นอต ใช้ลูกเรือจำนวน 122 นาย

ระบบเรดาร์กับระบบอำนวยการรบใช้ Thales ทั้งลำเหมือนเดิม ระบบอาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ OTO 76/62 Super Rapid จำนวน 1 กระบอก ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun จำนวน 1 กระบอก แท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 12 แท่นยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA จำนวน 12 นัด อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block III จำนวน 8 นัด และแท่นยิงแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิงสำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ A244-S mod.3 จำนวน 6 นัด

        เรือฟริเกต Sigma 10514 เปรียบได้กับการนำเรือคอร์เวต Sigma 9113 มาแช่น้ำมันก๊าดให้มีขนาดใหญ่โตกว่าเดิม ส่งผลให้เรือติดอาวุธมากกว่าเดิมทำภารกิจในทะเลลึกได้ดีกว่าเดิม สมควรจัดหามาใช้งานจำนวน 4 ลำให้ครบตามแผนการ แต่กองทัพเรืออินโดนีเซียกลับสั่งซื้อเพียง 2 ลำเข้าประจำการระหว่างปี 2017-2018 จากนั้นก็เงียบหายไปไม่มีข่าวสารความเคลื่อนไหวแม้สักนิดเดียว

เรือคอร์เวตชั้น F2000

        ปี 2012 กองทัพเรืออินโดนีเซียซื้อเรือคอร์เวต F2000 จากบริษัท Yarrow ประเทศอังกฤษจำนวน 3 ลำ โดยสามารถต่อราคาจาก 600 ล้านเหรียญลงมาอยู่ที่ 380 ล้านเหรียญ เรือทั้ง 3 ลำสร้างเสร็จแล้วพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่ปี 2003 บังเอิญรัฐบาลบรูไนบอกปัดไม่ยอมรับเรือเข้าประจำการ จนเกิดเป็นคดีความต้องฟ้องร้องข้ามชาติกินเวลาหลายปี

        เหตุผลที่กองทัพเรืออินโดนีเซียตัดสินใจซื้อเรือคอร์เวตสร้างเสร็จแล้วแต่ขายไม่ออก เนื่องจากงบประมาณในการจัดหาเรือคอร์เวต/ฟรีเกตค่อนข้างอัตคัด และมีแนวโน้มลดลงกว่าเดิมเนื่องจากตัวเองต้องการจัดหาเรือดำน้ำเพิ่มจำนวน 6 ลำ เมื่อมีโอกาสซื้อเรือคอร์เวตสภาพดีมาใช้งานพวกเขาจึงไม่ลังเลใจ เรือคอร์เวต F2000 เป็นเรือเก่าเก็บสามารถใช้งานได้อีก 40 ปี เพียงแต่ต้องมีการปรับปรุงเรือให้ทันสมัยมากกว่าเดิม และใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานกองทัพเรืออินโดนีเซีย

วันที่ 14 กรกฎาคม 2014 เรือคอร์เวต F2000 ทั้ง 3 ลำเข้าประจำการกองทัพเรืออินโดนีเซีย ประกอบไปด้วย KRI Bung Tomo หมายเลข 357 KRI John Lie หมายเลข  358 และ 359 KRI Usman-Harun หมายเลข 359 เรือมีระวางขับน้ำปรกติ 1,500 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,000 ตัน ยาว 95 เมตร กว้าง 12.8 เมตร กินน้ำลึก 3.6 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ติดตั้งปืนใหญ่ OTO 76/62 Compact จำนวน 1 กระบอก ปืนกลขนาด 30 มม.รุ่น DS30B จำนวน 2 กระบอก อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block III จำนวน 8 นัด และแท่นยิงแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิงสำหรับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ A244-S mod.3 จำนวน 6 นัด ส่วนอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL-Sea Wolf ไม่มีสินค้าวางขาย เรือจึงมีแค่เพียงพื้นที่ว่างสำหรับติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 12 ท่อยิง

        เรือทั้ง 3 ลำเข้าประจำการรับใช้ชาติตามปรกติ กระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2022 เรือ KRI Bung Tomo 357 เข้ารับการปรับปรุงใหญ่ให้เหมือนภาพประกอบที่ 4 โดยการติดตั้งระบบอำนวยการรบ TACTICOS เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Smart-S Mk2 เรดาร์ควบคุมการยิง STIR 1.2 EO Mk2 โซนาร์หัวเรือ KINGKLIP และแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 12 แท่นยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA จำนวน 12 นัด ส่งผลให้เรือมีความทันสมัยใกล้เคียงเรือฟริเกต Sigma 10514

        การปรับปรุงเรือจะทำทีละ 1 ลำใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี อินโดนีเซียไม่รีบเนื่องจากตัวเองมีเรือใช้งานมากเพียงพอ ปัจจุบันเรือฟริเกต/คอร์เวตติดอาวุธ 3 มิติขนาดไม่เกิน 3,000 ตันของพวกเขามีจำนวน 9 ลำประกอบไปด้วย

        -เรือคอร์เวต Sigma 9113 จำนวน 4 ลำ

-เรือฟริเกต Sigma 10514 จำนวน 2 ลำ

-เรือคอร์เวตชั้น F2000 จำนวน 3 ลำ

        เนื่องจากจำนวนเรือเกินความต้องการมา 1 ลำ อินโดนีเซียจึงระงับการสั่งซื้อเรือฟริเกต Sigma 10514 เฟสสอง ส่วนเรือคอร์เวตรุ่นเก่าที่ยังใช้งานได้ยังคงใช้งานต่อ เมื่อปลดประจำการจะถูกแทนที่ด้วยเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบขนาด 2,000 ตัน ปัจจุบันมีการสร้างจริงจำนวน 2 ลำและอยู่ระหว่างการติดตั้งอาวุธ

เรือฟริเกต Arrowhead 140

        ระหว่างเดือนกันยายน 2021 กองทัพเรืออินโดนีเซียซื้อแบบเรือฟริเกต Arrowhead 140 จากบริษัท Babcock ประเทศอังกฤษมาสร้างเองจำนวน 2 ลำ ปัจจุบันเรือฟริเกตทั้ง 2 ลำอยู่ระหว่างการสร้างโดยอู่ต่อเรือบริษัท PT PALประเทศอินโดนีเซีย

นี่คือก้าวแรกของโครงการจัดหาเรือฟริเกตขนาดมากกว่า 3,000 ตัน

        เรือฟริเกต Arrowhead 140 มีระวางขับน้ำ 5,700 ตัน ยาว 138.7 เมตร กว้าง 19.8 เมตร กินน้ำลึกสุด 4.8 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAD ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล MTU 20V 8000 M71 จำนวน 4 ตัว ความเร็วสูงสุด 28 ระยะปฏิบัติการไกลสุด 9,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็วเดินทาง ถือเป็นเรือฟริเกตขนาดใหญ่โตมากที่สุดในย่านอาเซียน

        อาวุธและเรดาร์ที่ติดตั้งบนเรือยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ภาพประกอบที่ 5 มาจากวันประกอบพิธีวางกระดูกงูเรือฟริเกตลำที่ 1 เรือลำจริงน่าจะติดตั้งอาวุธและเรดาร์ใกล้เคียงเรือในภาพประกอบ หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ OTO 76/62 Super Rapid จำนวน 2 กระบอก ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ AESA จำนวน 4 ตัวฝังรอบเสากระโดง กลางเรือคือจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบและอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ห้องตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำซ่อนอยู่สองกราบเรือ ส่วนระบบป้องกันตัวเองระยะประชิดบนหลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ น่าจะเป็น Millennium Gun เหมือนเรือฟริเกต Sigma 10514 รวมทั้งมีเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกลเพิ่มเข้ามาอีก 1 ตัว

        เรือฟริเกต Arrowhead 140 คือก้าวกระโดดสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างเรือประเทศอินโดนีเซีย

เรือฟริเกต PPA

วันที่ 28 มีนาคม 2024 บริษัท Fincantieri ประเทศอิตาลีและกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ลงนามร่วมกันในสัญญามูลค่า 1.18 พันล้านยูโร เพื่อจัดหาเรือฟริเกต  PPA ในกรณีพิเศษให้กับกองทัพเรืออินโดนีเซียจำนวน 2 ลำ โดยการโอนเรือ Marcantonio Colonna (P434) กับเรือ Ruggiero di Lauria (P435) ซึ่งเป็นของกองทัพเรืออิตาลี ให้กับลูกค้าเงินถุงเงินถังคนสำคัญจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรือทั้งสองลำเป็นเรือฟริเกต PPA รุ่น Light+ ระวางขับน้ำปรกติ 4,994 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 6,270 ตัน ยาว 143 เมตร กว้าง 16.5 เมตร กินน้ำลึก 5 เมตร ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG ความเร็วสูงสุด 31.6 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 นอต

การสั่งซื้อเรือครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน กองทัพเรืออินโดนีเซียเคยมีข่าวอยากได้เรือฟริเกต FREMM เวอร์ชันอิตาลีจำนวน 6-8 ลำ แต่แล้วปุบปับกลับจัดหาเรือฟริเกต PPA และได้เรือที่สร้างเสร็จแล้วจากกองทัพเรืออิตาลี ผู้เขียนมีความเห็นเกี่ยวข้องกับดีลหยุดโลกประจำปี 2024 ตามนี้

1.เศรษฐกิจอินโดนีเซียอยู่ในช่วงขาขึ้น รัฐบาลจึงเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศ

2.สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ไม่ดีเอาเสียเลย แม้อินโดนีเซียไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรงกับจีนหรือสหรัฐอเมริกา แต่พวกเขาจำเป็นต้องมีเรือรบขนาดใหญ่ใช้เป็นไม้เท้าตีสุนัข และควรได้รับเรือให้เร็วที่สุดไม่ใช้รอสร้างเรือไปอีก 5 ปีเหมือนดั่งเรือฟริเกต Arrowhead 140

3.บริษัท Fincantieri เล็งเห็นช่องทางทำมาหากินกับลูกค้าใหม่ จึงยื่นข้อเสนอขายเรือฟริเกต PPA ให้กับอินโดนีเซีย รวมทั้งเป็นคนกลางช่วยเจรจากับรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

4.กองทัพเรืออินโดนีเซียบังเอิญได้ส้มหล่นจำเป็นต้องรีบคว้าไว้

เบื้องลึกเบื้องหลังดีลหยุดโลกน่าจะเป็นไปตามนี้ เรามาพิจารณาเรือฟริเกต PPA เวอร์ชันอินโดนีเซียลำจริงกันให้ละเอียดตามภาพประกอบที่ 6

หัวเรือติดตั้งปืนใหญ่ OTO 127/64 Vulcano หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งท่อยิงแนวดิ่ง SYLVER A50 จำนวน 16 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aster 15/30 หรือ Albatross NG ถัดไปเล็กน้อยคือจุดติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 8 ท่อยิง อินโดนีเซียคงติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ MM40 Exocet Block III ในภายหลัง กลางเรือติดปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม.จำนวน 2 กระบอก หลังคาโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด OTO 76/62 Sovraponte หายไป อินโดนีเซียคงติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Millennium Gun ในภายหลัง

เรือฟริเกต PPA รุ่น Light+ ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ Phase Array รุ่น KRONOS C-band จำนวน 4 ตัว แต่ไม่มีเรดาร์ KRONOS X-band เหมือนดั่งรุ่น Full ประสิทธิภาพจึงไม่เต็มร้อย ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ใช้รุ่น ZEUS System ซึ่งมีทั้งระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ RESM และระบบก่อกวนคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ RECM ส่วนระบบปราบเรือดำน้ำปรกติเรือฟริเกต PPA รุ่น Light+ มีพื้นที่รองรับแต่ไม่ได้ติดตั้ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรืออินโดนีเซียได้โซนาร์ลากท้ายกับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำเพิ่มเติมหรือไม่

เรือฟริเกต PPA ทั้ง 2 ลำพร้อมส่งมอบภายในปี 2025

โครงการในอนาคต

อินโดนีเซียเพิ่งจัดหาเรือฟริเกตขนาดมากกว่า 3,000 ตันได้เพียง 4 ลำ ยังขาดอีก 4 ลำถือเป็นชาติใหญ่ในย่านอาเซียนที่เนื้อหอมเอามากๆ บริษัทสร้างเรือหลายรายแวะเวียนมาเยี่ยมชนิดหัวกระไดไม่แห้ง แบบเรือซึ่งอาจได้รับการคัดเลือกในอนาคตประกอบไปด้วย

-เรือฟริเกต FDI

เดือนพฤษภาคม 2024 เจ้าหน้าที่บริษัท Naval Group ประเทศฝรั่งเศสเดินทางมานำเสนอแบบเรือฟริเกต FDI ต่อกองทัพเรืออินโดนีเซีย โดยมีออปชันเสริมเรือลำที่ 1 สร้างในฝรั่งเศส เรือลำถัดไปสร้างในอินโดนีเซียพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งมีออปชันพิเศษเรือลำที่ 1 พร้อมส่งมอบภายในเวลา 24 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงเพราะ Naval Group กำลังสร้างเรือฟริเกต FDI จำนวนมากให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสและกรีซ

ตัวเลือกจากฝรั่งเศสมีความเป็นไปได้ก็จริงแต่ค่อนข้างน้อย ฝรั่งเศสต้องมีออปชันที่ดีมากเป็นตัวช่วยในการขายเรือ เหตุผลก็คือราคาเรือค่อนข้างแพงเพราะติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ Sea Fire 4D ฝังรอบเสากระโดง

-เรือฟริเกต Mogami

ญี่ปุ่นอยากขายเรือฟริเกต Mogami ให้กับอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2021 ความพยายามล่าสุดมาพร้อมข้อเสนอสร้างเรือในอินโดนีเซียทุกลำพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ว่ากันตามจริงถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควร ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นไม่เคยขายเรือรบให้กับต่างชาติแม้แต่ลำเดียว ถือเป็นมือใหม่หัดขายอาจประสบปัญหาวุ่นวายขายปลาช่อน เหมือนดั่งสมัยเกาหลีใต้ขายเรือรบครั้งแรกให้กับกองทัพเรือบังกลาเทศ

แต่ถ้าเราตัดความเสี่ยงเรื่องพ่อค้าป้ายแดงออก เรือฟริเกต Mogami เป็นตัวเลือกที่ผู้เขียนให้คะแนนความเป็นไปอยู่ที่ห้าสิบห้าสิบ ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำพร้อมของแถมโน่นนั่นนี่ เราอาจเห็นเรือรบจากดินแดนอาทิตย์อุทัยพากันแล่นฉิวรอบเกาะชวาก็เป็นได้

-เรือฟริเกต Arrowhead 140 เฟสสอง

ความเห็นส่วนตัวนี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเหมาะสมมากที่สุด แต่รัฐบาลและกองทัพเรืออินโดนีเซียต้องใจเย็นและใจแข็งพอสมควร พวกเขาต้องสร้างเรือฟริเกต Arrowhead 140 เฟสแรกทั้ง 2 ลำให้เสร็จเรียบร้อยและเข้าประจำการเสียก่อน จากนั้นจึงหันมาวิเคราะห์ความเหมาะสมก่อนตัดสินใจสั่งซื้อเรือจากอังกฤษเพิ่มอีกกี่ลำก็ว่ากันไป

-เรือฟริเกต Sigma 10514 เฟสสอง

มีความเป็นไปได้เช่นกันแต่ค่อนข้างน้อย จะเกิดขึ้นในกรณีรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณในการจัดหาเรือ กองทัพเรืออินโดนีเซียจึงเลือกแบบเรือ Sigma 10514 รุ่นใหม่ซึ่งยาวกว่าเดิม 2 เมตร ระวางขับน้ำปรกติเพิ่มเป็น 2,800 ตัน ระวางขับน้ำสูงสุดมากกว่า 3,000 ตัน ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL MICA NG จำนวน 16 นัด เปลี่ยนมาใช้งานเรดาร์ตรวจการณ์ 4 มิติ NS100 ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม และติดตั้งโซนาร์ลากท้าย CAPTAS-2 ช่วยค้นหาเป้าหมายใต้น้ำไกลสุดมากถึง 60 กิโลเมตร

-เรือฟริเกต PPA เฟสสอง

ความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยจนถึงน้อยมาก บริษัท Fincantieri ไม่ชอบถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างเรือรบรุ่นใหม่ให้กับลูกค้า ที่ผ่านมามักใช้วิธีหักคอโดยการลดราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคู่แข่ง รัฐบาลและกองทัพเรืออินโดนีเซียจึงไม่น่าให้ความสนใจสักเท่าไร

-เรือพิฆาต Type 052D รุ่นส่งออก

จีนค่อนข้างจริงจังกับการขายเรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศขนาด 6,000 ตัน โดยบอกออปชันเรือดำน้ำ S26T สร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่มีเครื่องยนต์ให้กับอินโดนีเซีย (ก็ลำที่สร้างให้ไทยนั่นแหละครับ) เหตุผลก็คือปากีสถานลูกค้ารายใหญ่ที่สุดสำคัญที่สุด ซื้ออาวุธจากจีนจำนวนมหาศาลจนเป็นหนี้ไปอีกหลายสิบปี เท่ากับว่านับจากวันนี้จะไม่มีคำสั่งซื้อจากปากีสถาน จำเป็นต้องหาลูกค้ากระเป๋าหนักรายใหม่มาช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ความเป็นไปได้ผู้เขียนไม่กล้าให้คะแนน อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิดไม่มีใครห้ามได้

บทสรุป

        การจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 16 ลำเป็นเรื่องยากมากจนถึงมากที่สุด อินโดนีเซียใช้เวลา 20 กว่าปียังจัดหาเข้าประจำการไม่ครบถ้วน ระหว่างนี้มีความแปรปรวนของโครงการตลอดเวลา แปรปรวนเสียจนผู้เขียนไม่กล้าแตะทำได้เพียงเฝ้ามองห่างๆ กระทั่งเล็งเห็นแล้วว่าคงไม่มีเหตุการณ์คดีพลิกเกิดขึ้น จึงตัดสินใจเขียนบทความถึงกองทัพเรืออินโดนีเซียเป็นครั้งแรก โดยหวังว่าจะมีบทความที่สองบทความที่สามตามมาในอีกไม่ช้าไม่นาน

อ้างอิงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_active_Indonesian_Navy_ships

https://en.wikipedia.org/wiki/Martadinata-class_frigate

https://www.reddit.com/r/WarshipPorn/comments/2p65e4/indonesias_sigma_class_corvette_built_in_the/

https://www.navalnews.com/naval-news/2023/08/indonesia-lays-keel-of-first-red-white-frigate/

https://x.com/gara_nam/status/1878779191833108957

https://x.com/The_Ascalon/status/1862744898472157691

 

       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น