วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

PFG-2 Taiwan Guide Missile Frigate



เรือฟริเกตอาวุธนำวิถีของไต้หวัน
เดือนพฤษภาคมปี 1973 สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณ 202 ล้านเหรียญ ใช้เป็นก้าวแรกของโครงการ FFG-7 Guide Missile Frigate หรือเรือฟริเกตชั้น Oliver Hazard Perry (ต่อไปผู้เขียนจะเรียกสั้นๆ ว่าเรือชั้น Perry) แบ่งเป็นค่าสร้างเรือลำแรก 94.4 ล้านเหรียญ ที่เหลือเป็นค่าดำเนินการและส่วนอื่นๆ เริ่มสร้างเรือวันที่ 31 มกราคม 1975 ก่อนส่งมอบในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1977 เท่ากับว่าใช้เวลาเพียง 34 เดือน ในการสร้างเรือรบที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร




เรือลำนี้เคยถูกกำหนดให้เป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์ หรือ Patrol Frigate (ใช้ตัวย่อว่า PF) เพื่อทดแทนเรือรบเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีการประเมินมูลค่าการสร้างเรือ 50 ลำไว้ที่ 3.2 พันล้านเหรียญ หรือ 64.8 ล้านเหรียญต่อลำ ทว่าถึงปี 1978 ตัวเลขขยับมาที่ 10.1 พันล้านเหรียญต่อ 52 ลำ หรือ 194 ล้านเหรียญต่อลำ เพราะค่าต่อเรือสูงขึ้นกว่าเดิม และมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ทั้งระบบเรดาร์ ระบบสื่อสาร ระบบช่วยในการทรงตัว รวมทั้งโซนาร์ลากท้ายและระบบป้องกันระยะประชิดที่พัฒนาใกล้เสร็จ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ถึงหรอกครับ ราคาเฉลี่ยประมาณ 125-130 ล้านเหรียญต่อลำ
FFG-7 ถูกเรียกว่าเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีก็จริง แต่มีภารกิจหลักในการปราบเรือดำน้ำ มีความแตกต่างจากเรือฟริเกตชั้น Knox ซึ่งมีอายุมากกว่าแค่ 10 ปีชนิดหน้ามือหลังมือ เพราะมีแบบเรือไม่เหมือนกัน แนวคิดในการใช้เรือไม่เหมือนกัน ระบบขับเคลื่อนไม่เหมือนกัน ระบบเรดาร์ไม่เหมือนกัน ระบบโซนาร์ไม่เหมือนกัน ระบบอาวุธก็แทบไม่เหมือนกัน ใช้งานร่วมกันได้แค่ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ ปืนกล 12.7 มม. กับระบบป้องกันระยะประชิดซึ่งติดตั้งในภายหลัง
แต่ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่บ้าง คือสร้างขึ้นมาเพื่อทำสงครามกับโซเวียต จะต้องวิ่งตามเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ให้ทัน และตามได้ทันโดยที่น้ำมันไม่หมดกลางทาง เรือทั้ง 2 ลำมีระยะปฏิบัติการ 4,500 ไมล์ทะเล ที่ความเร็วเดินทาง 20 นอต ขณะที่เรือรบชาติอื่นกำหนดไว้ที่ 18 นอต ตัวเลขต่างกันนิดเดียวก็จริง แต่ถ้านับ 1 วันจะอยู่ห่างกัน 48 ไมล์ทะเล และนับ 2 วันจะอยู่ห่างกัน 96 ไมล์ทะเล เริ่มต่างกันมากขึ้นอย่างชัดเจน มาตรฐาน 20 นอตน่าจะมีมาได้สักระยะหนึ่ง เรือฟริเกตชั้น Garcia ขนาด 2,600 ตันซึ่งเข้าประจำการปี 1964 ยังมีระยะปฏิบัติการ 4,000 ไมล์ทะเล ที่ความเร็ว 20 นอต
เรือชั้น Perry ลำนี้ผ่าเหล่าผ่ากอเรือรบอเมริกาทุกลำ ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว กับแท่นยิงจรวดปราบเรือดำน้ำ ASROC อันเป็นอาวุธหลักนั้นหายเรียบ แต่ได้จรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 กับปืนใหญ่ 76/62 ในตำแหน่งแปลกพิกลเข้ามาแทน แรกสุดปืนใหญ่ 76/62 ยังไม่มีในแบบเรือ อเมริกาอยากได้ปืนกลต่อสู้อากาศยาน 35 มม.ลำกล้องแฝดรุ่น GMD-C โชคร้ายผู้ผลิตสร้างไม่ทันตามกำหนด ติดขัดปัญหาเยอะมากจนโครงการถูกยกเลิก ปืนใหญ่ 76/62 ก็เลยส้มหล่นคนจะรวยช่วยไม่ได้

อย่างที่บอกไปว่าเรือชั้น Perry แตกต่างจากเรือเก่าค่อนข้างมาก ทำให้สร้างเรือได้เร็วกว่าเดิม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ถูกลงกว่าเดิม (ไม่นับเงินเฟ้อ) การซ่อมบำรุงทำได้ง่ายกว่าเดิม ห้องทำงาน ห้องพัก ห้องเก็บของ หรือห้องต่างๆ ภายในเรือดีกว่าเดิม ส่งผลมายังประสิทธิภาพการทำงาน และในเมื่ออะไรต่อมิอะไรมันง่ายขึ้นแล้ว ลูกเรือจึงสามารถใช้ชีวิตได้ดียิ่งกว่าเดิม 
ในภาพจะเห็นแท่นยิง Mk 13 สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 และหรือจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon จำนวนรวม 40 นัด (32+8) ห้องทำงานแต่ละระบบแยกจากกัน มีห้องพักผ่อน ห้องนันทนาการ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ SH-2 Seasprite ถึง 2 ลำ (ลำหลังๆ ปรับปรุงให้รองรับเฮลิคอปเตอร์ SH-60 Seahawk) บั้นท้ายเรือฝั่งซ้ายที่เป็นตุ่มกลมก็คือโซนาร์ลากท้ายระยะไกล AN/SQR-19 Towed Array Sonar หรือ TAS ฝั่งขวามือเห็นเป็นเหลี่ยมยาวสีดำก็คือเป้าลวงตอร์ปิโด SLQ-25 Nixie ทั้ง 2 ระบบนี้ยังมีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพค่อนข้างสูงทีเดียว
เรือชั้น Perry มีความโดดเด่นอย่างชัดเจน จึงมีประเทศพันธมิตรจำนวนหลายราย ถูกอกถูกใจแล้วได้จัดหาไปใช้งาน ทั้งเรือใหม่ที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย หรือเรือมือสองตามโครงการโน่นนั่นนี่นุ่นแน่ จึงมียอดรวมทั้งหมดมากถึง 71 ลำ ปัจจุบันเรือชั้นนี้ยังคงรับใช้ทุกประเทศอยู่ ยกเว้นอเมริกาซึ่งทยอยปลดประจำการครบทุกลำ


ผู้เขียนอารัมภบทพอสมควรแล้ว ขอพาผู้อ่านเดินทางมายังเกาะไต้หวัน ซึ่งมีภัยคุกคามขนาดใหญ่ก็คือประเทศจีน มาเคาะประตูบ้านให้ขวัญผวากันทุกเช้าเย็น ไต้หวันจำเป็นต้องมีเรือรบป้องกันตนเอง จำนวนมากที่สุดเท่าที่ตนเองสามารถหาได้ ในยุค 80 พวกเขามีแต่เรือเก่าสมัยสงครามโลก อเมริกาให้เช่าบ้าง ใช้เงินตัวเองซื้อมาบ้าง ถึงจะปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น ติดอาวุธรุ่นใหม่ชนิดล้นลำ แต่ตัวเรือมันเก่ามากจนไปต่อไม่ไหว กองทัพเรือจึงได้ผุดแผนการขนาดใหญ่ขึ้นมา
‘Kuang Hua’ คือแผนจัดหาเรือรบชนิดต่างๆ เข้ามาประจำการ โดยมีตั้งแต่ Kuang Hua I ไปจนถึง Kuang Hua VII ผู้เขียนขอพามายังโครงการ Kuang Hua I หรือโครงการจัดหาเรือฟริเกตอาวุธนำวิถีรุ่นที่ 2 ซึ่งมีความสำคัญในอันดับต้นๆ โครงการหนึ่ง เพราะไต้หวันต้องการเรือรบใหม่เอี่ยมมากถึง 8 ลำ
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็มีเรือฟริเกตอาวุธนำวิถี โดยการนำเรือพิฆาตชั้น Gearing จำนวน ลำ มาปรับปรุงใหม่ตามโครงการ Wu Chin Batch III มีการติดปืนใหญ่ 76/62 มม. ระบบอาวุธป้องกันระยะประชิด Phalanx จรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 ท่อยิงเดี่ยวจำนวน 10 ท่อยิง ใช้ STIR-180 ของThales เป็นเรดาร์ควบคุมการยิง จรวดปราบเรือดำน้ำ ASROC กับตอร์ปิโดเบาก็ยังอยู่ รวมทั้งปืนกล 40 มม.และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ 500MD ASW



โครงการ Kuang Hua I หรือ PFG-2 Guide Missile Frigate เป็นการหาเรือใหม่ทดแทนเรือชั้น Gearing ในอนาคต เต็งหามโครงการนี้คือเรือฟริเกตชั้น Lupo จากอิตาลี ซึ่งมีระวางขับน้ำไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรือเก่า ปัญหามีอยู่เล็กน้อยตรงที่ว่า Lupo ติดจรวดต่อสู้อากาศยาน Aside ได้ 8 นัด โดยไม่มีแมกกาซีนสำรองอัตโนมัติ (ไต้หวันจะติดจรวด Ses Sparrow ของอเมริกา) ทำให้เรือใหม่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเรือเก่า ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมากขึ้นทุกวัน




งานนี้จึงได้มีการปรับปรุงแบบเรือ ปืนใหญ่ 5 นิ้วถูกแทนที่ด้วยปืนใหญ่ 76/62 มม. โดยที่ปืนจะถูกขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย ให้เหลือที่ว่างติดจรวดต่อสู้เรือรบ Hsiung Feng II จำนวน 8 นัด ที่ว่างที่เหลือใส่จรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 ให้มากที่สุด แต่มากที่สุดก็แค่ไม่เกิน 12 นัด แลกกับทุกตารางนิ้วของเรือมีแต่จรวดจรวดแล้วก็จรวด เรือหนักขึ้นกว่าเดิม โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าเดิม โอกาสรอดในการทำสงครามน้อยกว่าเดิม โดยไม่มีหลักประกันว่าจะใช้งานได้ดีตามราคาคุย
อเมริกาเห็นดังนั้นจึงนำเรือชั้น Perry เข้ามาเสียบ พร้อมข้อเสนอให้สร้างเรือทั้ง 8 ลำในไต้หวัน โอกาสทองฝังเพชรแบบนี้มีแค่ครั้งเดียว ไต้หวันตอบตกลงพร้อมยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม การพูดคุยเริ่มต้นในปี 1987 มีการสร้างเรือลำแรก PFG-1101 Cheng Kung ในเดือนธันวาคม 1990 และเข้าประจำการในเดือนพฤษภาคม 1993 (ใช้เวลาน้อยมากจนน่าตกใจ) ส่วนลำที่ 8 ซึ่งเป็นลำสุดท้ายเข้าประจำการปี 2004 ชมภาพเรือฟริเกตสร้างในไต้หวันกันก่อนดีกว่า




เรียวแหลมสมส่วนคล้ายแท่งดินสอเหมือนต้นฉบับ ผู้เขียนคิดถึงเครื่องบิน F-104 Starfighter ไม่ผิดจากนี้ แต่ในความเหมือนย่อมมีความแตกต่าง ไต้หวันมีความต้องการมากกว่าอเมริกา เราตามเข้ามาส่องระยะใกล้ๆ กันดีกว่า



เท่านี้น่าจะชัดเจนแล้วว่า มีอาวุธและอุปกรณ์บางอย่างติดตั้งเพิ่มเติม เริ่มจากฝั่งขวามือสุดของภาพ เป็นปืนกล 40 มม.Bofors 40L70 ครอบด้วยป้อมปืนชนิดเต็มรุ่นเดียวกับกองทัพเรือไทย ถัดมาระหว่างเสากระโดงเรือ 2 อัน ที่เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมซ้อนสองขนาดเล็กและใหญ่ สิ่งนี้คือจรวดต่อสู้เรือรบ Hsiung Feng II กับ Hsiung Feng III จำนวน 8 นัด  โดยในช่วงแรกติดแค่ Hsiung Feng II จำนวน 8 นัด กับจรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 มากสุด 40 นัด

ต่อมาในปี 2007 ไต้หวันจึงได้นำจรวดต่อสู้เรือรบ Hsiung Feng III ซึ่งมีระยะยิง 400 กิโลเมตร มาทยอยติดตั้งคละเคล้ากับรุ่นเดิม และปรับปรุงให้แท่นยิง Mk 13 ยิงจรวดต่อสู้เรือรบ Harpoon ได้มากสุด 8 นัด ทำให้เรือตนเองติดจรวดต่อสู้เรือรบมากถึง 16 นัด กับจรวดต่อสู้อากาศยาน SM1 มากสุด 32 นัด รองรับภัยคุกคามจากจีนซึ่งมีเรือรบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากไต้หวันจะติดตั้งอาวุธเพิ่มเติมแล้ว พวกเขายังมีของเล่นใหม่อีกด้วย ซ้ายมือของภาพบริเวณสะพานเดินเรือ ที่อยู่ข้างๆ แพยางช่วยชีวิตหรือ LIFERAFT ที่มีรูปร่างคล้ายตัวทีสีขาวนั่นแหละครับ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Sidekick’



มาดูภาพเรือชั้น Perry ของอเมริกาในยุคปี 198x กันบ้างนะครับ จะเห็นได้ว่าแพยางช่วยชีวิต 2 อันถูกวางเรียงกัน แต่ไม่ได้ซ้อนกันเหมือนเรือของไต้หวัน เพราะยังไม่มีการติดตั้ง Sidekick เข้าไปนั่นเอง

แล้วอุปกรณ์สิ่งนี้คืออะไร? แรกเริ่มเดิมทีเรือชั้น Perry ติดติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ AN/SLQ-32(V)2 ซึ่งเป็นรุ่นเล็กเพื่อใช้บนเรือขนาดเล็ก จึงมีแค่ตัวดักจับและแจ้งเตือนการแพร่คลื่นเรดาร์ (ระบบ ESM) กระทั่งต่อมาในปี 1987 เรือฟริเกต USS Strak โดนจรวดต่อสู้เรือรบของอิรัคเข้าไป 2 นัด เรือเสียหายหนักและมีคนตายนับสิบ อเมริกาไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อไปได้อีก จึงพัฒนาอุปกรณ์รบกวนการแพร่คลื่นเรดาร์ (ระบบ ECM) หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าตัวแจมเรดาร์เข้ามาติดตั้งเพิ่มเติม สิ่งนั้นก็คือ ‘Sidekick’ ของผู้เขียนนั่นเอง

ภาพนี้คือเรือชั้น Perry ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว (แต่ไม่ทุกลำ) อเมริกาจัดเต็มในเรื่องสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในปี 1987 วงกลมสีเหลืองด้านบนคือ AN/SLQ-32(V)2 เยื้องมาทางขวามือเป็นท่อยิงสี่เหลี่ยม 2 ท่อ คือระบบเป้าลวง Nulka ส่วนวงกลมสีเหลืองด้านล่างคือ Sidekick ถัดไปด้านหลังเป็นจานดาวเทียมรุ่นเก่า ถัดไปอีกหน่อยเป็นท่อยิงเล็กๆ คือระบบเป้าลวง  Mk 36 SRBOC และที่เห็นกลมๆ ด้านหลังเสากระโดงคือจานดาวเทียมรุ่นใหม่



ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ทำงานโดย AN/SLQ-32(V)2 กับ Sidekick จะรับส่งข้อมูลผ่านมายังตู้ Rack สายไฟยั้วเยี้ย ก่อนแปลงสารแล้วส่งต่อมาที่หน้าจอคอนโซล ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามระเบียบและคำสั่งต่อไป โดยมีการเชื่อมโยงกับระบบเป้าลวง Nulka และ Mk 36 SRBOC โดยที่ระบบจะสั่งยิงเป้าลวงอย่างอัตโนมัติ ถ้าตรวจพบจรวดวิ่งเข้ามาในระยะอันตราย เห็นภาพนี้แล้วคิดถึง AS400 ราคา 5 ล้านสุดหัวใจ ผู้อ่านคนไหนทันยุครุ่งเรืองของ IBM บ้างเอ่ย

เห็นภาพรวมเรือฟริเกตไต้หวันกันไปแล้ว แต่ยังมีบางอย่างที่ผู้เขียนยังไม่ได้เขียนถึง สิ่งนั้นก็คือแผนการแรกสุดไม่ใช่แบบนี้ พวกเขาต้องการต่อเรือชั้น Perry จำนวน 8 ลำก็จริง แต่ต้องการเรือต้นฉบับเพียง 2 ลำ ส่วนอีก 6 ลำอยากให้มีสมรรถนะสูงกว่าเดิม มีการเสนอแบบเรือใหม่เพิ่มเติมเข้ามาให้เลือก และแบบเรือลำนี้เข้าตากรรมการมากที่สุด



PFG-2 Batch II ปรับปรุงจากแบบเรือเก่า มีความยาวมากขึ้น 5.18 เมตร Superstructure ออกแบบใหม่ หัวเรือติดปืนใหญ่ 76/62 มีระบบแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 จำนวน 32 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน SM-2 และ Sea Sparrow ใช้ระบบเรดาร์ FARS หรือ Frigate Array Raday System ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่าเรดาร์ SPY-1F (รุ่นเล็กสุด) และมีชื่อเล่นว่า Mini-Aegis กันเลยทีเดียว มีเรดาร์ควบคุมการยิง STIR-240 จำนวน 2 ตัว ใช้ระบบอำนวยการรบ UNISYS ใช้ระบบปราบเรือดำน้ำเทียบเท่าลำเดิม มีระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx อีก 2 ระบบ โดยที่เรือมีระวางขับน้ำแค่ 4,300 ตัน

ไต้หวันจะสร้าง PFG-2 Batch II จำนวน 2 ลำก่อน จากนั้นจะทยอยตามมาอีก 4 ลำ มีการตั้งชื่อกับหมายเลขไว้แล้ว โชคร้ายที่ระบบ UNISYS หรือ Advance Combat System ต้องพัฒนาอีกพอสมควร ตัวเลขค่าใช้จ่ายจึงสูงมากขึ้นทุกที ส่วนโครงการก็ล่าช้ากว่ามากขึ้นทุกที ขณะที่รัฐบาลก็เริ่มกดดันมากขึ้นทุกที กองทัพเรือต้องลดจำนวนเรือลงไปเรื่อยๆ จนเหลือลำเดียวเพื่อให้โครงการนี้ยังไม่ล่ม แต่สุดท้ายไม่ไหวจำเป็นต้องปล่อยมือ เรือทั้ง 8 ลำจึงเหมือนเรือต้นฉบับทุกประการ



จากภาพสีจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า PFG-2 Batch II หน้าตาคล้ายคลึงเรือฟริเกต F-100 ของสเปน ภาพนี้ผู้เขียนขโมยมาจากท่านจูดาสอีกที วันไหนเจอหน้าจะเลี้ยงขนมครก 2 ฝาอย่าลืมทวงเน่อ ;)

อย่างที่บอกไปว่าไต้หวันได้พยายามยื้อ อย่างน้อยมีเรือสมรรถนะสูง 1 ลำเป็นการเปิดหัว และนี่ก็คือหนึ่งทางเลือกใหม่ บริษัท Gibbs & Cox ผู้สร้างเรือชั้น Perry ได้เสนอแบบเรือชื่อ PFG-2 Phase II สำหรับสร้างเรือลำสุดท้าย ความยาวเรือเท่าของเดิม ลานจอดและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เหมือนเดิม ปล่องระบายความร้อนกับจุดปล่อยเรือเล็กปรับปรุงเล็กน้อย ติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ 2 แท่นยิงกลางเรือ ซึ่งอาจจะเป็น RAM รุ่น 8 ท่อยิงที่ถูกยกเลิก สะพานเดินเรือร่นถอยหลังประมาณ 10 เมตร เพื่อติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง MK 41 จำนวน 32 ท่อยิงแบบยกสูง และมีปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้วที่หัวเรือ



แบบเรือมีความยาวเท่าเดิม Superstructure ก็เป็นของเดิม ใช้เรดาร์ Phased Array รุ่น ADAR-N ซึ่งก็คือเรดาร์ SPY-1F ขนาดย่อส่วนลงมา มีเรดาร์ควบคุมการยิง TR76 บนสุดเสากระโดงเรือ ทำงานคู่กับออปโทรนิกส์ควบคุมการยิงปืนใหญ่ ถ้าให้ผู้เขียนเดา TR76 ก็คือระบบ AN/SPQ-9A นั่นเอง อเมริกาใช้งานกับปืนใหญ่ 5 นิ้ว Mk 45 บนเรือรบตัวเอง ติดตั้ง Slave Illuminators จำนวน 2 ตัวสำหรับนำวิถีจรวด ผู้เขียนไม่กล้าคาดเดาเพราะมีโดมครอบคลุมมิดชิด

ถึงแม้ PFG-2 Phase II จะมีราคาถูกลง รวมทั้งมีการเสนอเรดาร์ ADAR-N ใช้งานบนฝั่งให้กับกองทัพบกไต้หวัน แต่โครงการได้ถูกยกเลิกในปี 1994 เพราะระบบอำนวยการรบยุ่งยากซับซ้อนเกินเหตุ อีกทั้งไต้หวันไม่อยากเป็นชาติแรกและอาจจะชาติเดียวที่ใช้ระบบนี้ หรือพูดกันง่ายๆ ว่าไม่เชื่อในคำกล่าวอ้าง ก่อนตัดสินใจสร้างเรือลำที่ 8 ด้วยแบบเรือเดิม



ชมภาพเรือทั้ง 2 ลำกันให้ชัดๆ เลยนะครับ ไม่เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์แค่พอมองภาพรวมออก

เมื่อโครงการ Kuang Hua II ได้สิ้นสุดลง กองทัพเรือไต้หวันจึงไปวุ่นวายโครงการอื่นต่อ วันเวลาผ่านพ้นเข้าสู่ปี 201x อเมริกาทยอยปลดประจำการเรือชั้น Perry ปีล่ะลำสองลำ และมีโครงการแด่เพื่อนพ้องน้องพี่เราสองสามคน เสนอขายเรือปลดประจำการในราคาย่อมเยา ไต้หวันเห็นดังนั้นจึงรีบติดต่อว่าจะเอาๆๆ โดยอยากได้ถึง 8 ลำไม่ค่อยจะโลภเท่าไหร่เลย

แรกสุดไต้หวันขอซื้อเรือ 2 ลำก่อน ติดอาวุธครบถ้วนตั้งวงเงินไว้ที่ 240 ล้านเหรียญ อเมริกาไม่มีปัญหาแม้แต่นิดเดียว อยากได้ลำไหนชี้มาเดี๋ยวติดป้ายจองให้ แต่การขายเรือต้องเสนอเข้าสู่สภาคองเกรส โดยเป็นการขายเรือหลายลำให้กับหลายประเทศ ปัญหาอยู่ที่ตุรกีและปากีสถาน ทำตัวเองให้มีปัญหาจากเรื่องในประเทศ ผู้เสนอเรื่องจำเป็นต้องถอนออกมาถึง 2 ครั้ง สุดท้ายตัดสินใจส่งแค่ชื่อไต้หวันกับเม็กซิโก มีการอนุมัติในวันที่ 18 ธันวาคม 2014 ล่าช้าไปเกือบ 2 ปีเล่นเอาลุ้นแทบแย่



วันที่ 13 พฤษภาคม 2017 PFG-1112 Feng Chia กับ PFG-1115 Ming Chuan เดินทางมาถึงไต้หวันโดยสวัสดีภาพ เรือรบ 2 ลำมีมูลค่ารวม 190 ล้านเหรียญ เป็นค่าซ่อมคืนสภาพเรือ 74 ล้านเหรียญ ที่เหลือเป็นค่าซ่อมอุปกรณ์ ระบบอาวุธ ระบบสื่อสาร รวมทั้งติดตั้งแท่นยิง Mk 13 ที่หัวเรืออีกครั้ง เรือจึงมีทุกอย่างเหมือนในปี 199x รวมทั้งโซนาร์ลากท้ายกับเป้าลวงตอร์ปิโดท้ายเรือ ไต้หวันยังมีเรืออยู่ในมืออีก 2 ลำ ซึ่งอเมริกาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อนาคตจึงอาจจัดหาเพิ่มเติมก็เป็นได้



ได้เรือมาแล้วไต้หวันนำมาทดสอบใช้งาน รวมทั้งติดตั้งอะไรต่อมิอะไรตามต้องการ จากภาพถ่ายเห็นของแปลกกันบ้างไหมครับ? ถ้ายังไม่เห็นเดี๋ยวผู้เขียนเฉลยให้อีกที ทว่าตอนนี้ขอพูดถึงเรื่องอื่นกันก่อน เรื่องนั้นก็คือเรือชั้น Perry ใช้งานจรวด SM-1 ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

SM1-MR (RIM-66B Standard Medium Range) เป็นจรวดต่อสู้อากาศยานระยะกลาง เข้าประจำการในปี 1967 ระยะยิงไกลสุด 19 ไมล์ทะเลหรือ 30.6 กิโลเมตร ยิงได้สูง 60,000-80,000 ฟิต ความเร็วสูงสุด 2.5 มัค ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศระยะไกล 3 มิติ AN/SPS-48 ในการตรวจจับเป้าหมาย คู่กับเรดาร์ควบคุมการยิง AN/SPG-51 ในการล็อกเป้าหมายและนำวิถี ผู้เขียนใช้ตัวเลขจากรายงานกองทัพเรืออเมริกา คิดว่าน่าจะชัดเจนหรือใกล้เคียงมากที่สุด

ส่วน SM1-ER (RIM-67B Standard Extended Range) ซึ่งเป็นจรวดต่อสู้อากาศยานระยะไกล อเมริกาหยุดใช้งานตั้งแต่ปี 1974 แล้วนำจรวด SM2-ER (RIM-67C Standard 2 Extended Range) เข้ามาทดแทน โดยใช้งานกับแท่นยิงแฝด Mk 26 หรือแท่นยิงแนวดิ่ง Mk 41 เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรือชั้น Perry จึงไม่เคยใช้งานทั้งจรวด SM1-ER และ SM2-ER

ที่ผู้เขียนบอกว่าใช้งานจรวดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนั้น เนื่องมาจากเรือชั้น Perry ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล 2 มิติ AN/SPS-49 และใช้เรดาร์ควบคุมการยิง WM25 ทำงานคู่กับ AN/SPG-60 สำหรับนำวิถีจรวด ปัญหาก็คือเรดาร์ 2 มิติบอกตำแหน่งกับความเร็วเป้าหมายได้ แต่บอกค่าความสูงที่ถูกต้องไม่ได้ ข้อมูลที่ได้รับจาก AN/SPS-49 จึงมีแค่เพียงน้ำจิ้ม WM25 กับ AN/SPG-60 ต้องรับบทหนักในการค้นหา ล๊อกเป้า และนำวิถีจรวด

 WM25 ซึ่งซื้อมาจากเนเธอร์แลนด์ นำวิถีจรวดได้ด้วยแต่ได้ในระยะสั้นๆ ส่วน AN/SPG-60 พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานกับปืนใหญ่ 5 นิ้ว ตรวจจับได้ไกลสุดถึง 91.4 กิโลเมตรก็จริง แต่มีระยะนำวิถีไกลสุด 32.4 กิโลเมตร จานส่งสัญญาณก็ไม่ค่อยทันสมัย การนำวิถีระยะสูงจึงทำได้ไม่ดีเลย และในกรณีเป้าหมายมีขนาดเล็ก ระยะนำวิถีจะหดลงมาเหลือแค่ 18.3 กิโลเมตร เรือชั้น Perry จึงยิงเครื่องบินมิกที่ระยะ 28 กิโลเมตร หรือเครื่องบินตูที่ความสูง 5 หมื่นฟิตได้ไม่แม่นยำอย่างใจหวัง

ขณะที่เรดาร์ควบคุมการยิง AN/SPG-51 ตรวจจับได้ไกลสุด 120 กิโลเมตร และยิงเป้าขนาดเล็กได้ที่ 46 กิโลเมตร เมื่อได้จับคู่กับเรดาร์ 3 มิติ AN/SPS-48 ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเป้าหมายได้อย่างครบถ้วน เรดาร์ควบคุมการยิงจึงทำงานได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น เจ้าหน้าที่บนเรือมีเวลาตัดสินใจมากกว่าเดิม สามารถรีดประสิทธิภาพจรวด SM-1 ออกมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และถ้าติดตั้ง AN/SPG-51 จำนวน 2 ตัว ก็จะสามารถยิงเป้าหมายได้พร้อมกัน 2 ทิศทาง

ผู้เขียนอาจมีคำถามประมาณว่า ทำไมถึงไม่ใส่ AN/SPS-48 กับ AN/SPG-51 มาบนเรือชั้น Perry? หรือทำไมใส่จรวด SM1 มาทั้งที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ? คำตอบข้อแรกก็คือ AN/SPS-48 กับ AN/SPG-51 มีขนาดใหญ่กว่าและมีราคาแพงกว่า ต้องปรับจุดติดตั้งใหม่ทำให้เรือหนักกว่าเดิม และด้วยจำนวนเรือมากถึง 50 ลำ ราคารวมจะเกินงบประมาณไปไกลลิบ จำเป็นต้องตัดอย่างอื่นซึ่งมันสำคัญเท่ากันหมด อเมริกาจึงเลือกเดินทางสายกลางตามวิถีพุทธ

ส่วนคำตอบข้อสองตามความเข้าใจผู้เขียน ช่วงเวลา 197x ถึง 198x เรือรบติดจรวดต่อสู้อากาศยานระยะกลางของอเมริกา ได้ทยอยปลดประจำการจำนวนมาก รวมทั้งเรือลาดตระเวนพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่โครงการเรือลาดตระเวนชั้น Ticonderoga ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ส่วนโครงการเรือพิฆาตติดระบบเอจิสยังเป็นฝุ่น PM 2.5 กันอยู่เลย จำเป็นต้องมีเรือบางลำเข้ามาแบ่งเบาภาระ ไม่อย่างนั้นเรือที่ยังเหลืออยู่ ห้ามป่วย-ห้ามตาย-ห้ามสาย-ห้ามลา โดยเด็ดขาด

หันมาดูกำลังรบหลักในเวลานั้นบ้าง เรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำชั้น Spruance กับเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Knox ติดจรวดต่อสู้อากาศยานระยะใกล้ Sea Sparrow แค่เพียง 8 นัด ถ้าเรือชั้น Perryใส่จรวด Sea Sparrow เข้าไปอีกหนึ่งลำ การป้องกันภัยทางอากาศจะมีประสิทธิภาพต่ำลง อเมริกาไม่มีทางเลือกมากกว่านี้ ถึงอย่างไรเสีย SM1 ก็ยิงแม่นกว่า ยิงไกลกว่า และยิงได้สูงกว่า Sea Sparrow ยิงเครื่องบินที่ 25 กิโลเมตรได้ทีล่ะ 1 ลำ ดีกว่ารอให้ถึง 15 กิโลเมตรแล้วค่อยยิงไม่ใช่เหรอ



กลับมายังเกาะไต้หวันอีกครั้ง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2018 มีพิธีเข้าประจำการเรือฟริเกตใหม่ทั้ง 2 ลำ ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินเดินทางมาด้วยตัวเอง (เธอมาร่วมงานกองทัพบ่อยครั้งมาก) มีการโชว์ภาพจรวด SM1 ในแท่นยิง Mk 13 อย่างชัดเจน ผู้อ่านอาจนึกสงสัยว่าไต้หวันเอาจรวดมาจากไหน ในเมื่อทุกวันนี้ไม่มีจรวดขายแล้ว

ที่เห็นในภาพมาจากคลังแสงตัวเอง ซึ่งน่าจะยังใช้งานได้จำนวนหนึ่ง ในปี 1991 ไต้หวันสั่งซื้อจรวด SM1 จำนวน 97 นัดมูลค่า 55 ล้านเหรียญ และปี 1992 ไต้หวันสั่งซื้อจรวด SM1 จำนวน 207 นัดมูลค่า 126 ล้านเหรียญ จรวด 304 นัดสำหรับเรือรบ 16 ลำ (ชั้น Perry 10 ลำ ชั้น Knox 6 ลำ) ถึงหมดอายุไปครึ่งหนึ่งก็ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง พอถูๆ ไถๆ ไปก่อนล่ะครับ

จรวด SM1 มีขายยาวนานกว่าที่คาดคิด วันที่ 6 กันยายน 2005 สเปนสั่งซื้อจรวด SM1 Block VIB จำนวน 94 นัดมูลค่า 41 ล้านเหรียญ จรวดรุ่นนี้ยังคงอยู่ในสาระบบบริษัท Raytheon คือนำของเก่ามาปรับปรุงเพิ่มอายุใช้งานได้ และมีอีกหลายประเทศที่ยังคงใช้งาน อาทิเช่นฝรั่งเศสเพิ่งทดลองยิงไปเมื่อกลางปี 2018 รวมทั้งอิหร่านซึ่งสามารถสร้างจรวดได้เอง โดยใช้แท่นยิงเดี่ยว Mk 134 วางราบบนพื้น เวลายิงจึงกระดกจรวดทำมุม 45 องศา มีแมกกาซีนสำรองอีก 1 ลูกด้วยนะครับ



เรือใหม่ทั้งสองลำไม่มีปืนกล 40 มม. ยังไม่มีจรวดต่อสู้เรือรบ Hsiung Feng III แต่มีการติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid ทดแทนของเดิม และนี่ก็คือของแปลกที่ผู้เขียนได้ว่าไว้ ไต้หวันไม่ได้ใช้งานเป็น CIWS แบบที่พวกเราชอบพูดถึง ก็แค่ปืนเรือธรรมดาๆ ทั่วไปนี่แหละ แต่นี่คือการบอกใบ้ไม่มากก็น้อยว่า เรืออีก 8 ลำอาจได้ใช้งานปืนรุ่นนี้กันในอนาคต

บทความนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย ผู้เขียนพอสรุปสั้นๆ ได้ว่า ไต้หวันจะซื้อเรือชั้น Perry เพิ่มอีกกี่ลำก็ได้ เพราะตัวเองมีใช้งานอยู่แล้วตั้ง 10 ลำ เพียงแต่พวกเขาต้องคิดกันให้ละเอียด ว่าจะเอาเรือมือสองลำล่ะ 100 ล้านเหรียญ แล้วมาเบียดเสียดอาวุธในคลังแสง หรือซื้อเรือใหม่ลำล่ะ 500 ล้านเหรียญพร้อมกับซื้ออาวุธใหม่ เพราะทั้ง 2 ทางเลือกมีดีมีเลวแตกต่างกัน

บทความนี้ต้องขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่จะมีบทความกองทัพเรือไต้หวันตามมาในอีกไม่นาน โดยจะพูดถึงเรือชั้น Perry ในส่วนอื่นกันบ้าง ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)
            -----------------------------------------
อ้างอิงจาก
















https://en.wikipedia.org/wiki/Gearing-class_destroyer#Chao_Yang_class


วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

New line of Falcon


เหยี่ยวเวหาจอมอหังการ
วันที่ 20 มกราคม 1974 เครื่องบินต้นแบบ YF-16 หมายเลข 72-1567 ได้ทดสอบวิ่งด้วยความเร็วสูงบนแท็กซี่เวย์ ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1974 มีการทดสอบบินจริงด้วยความเร็ว 400 น็อต ระดับความสูง 30,000 ฟิต เป็นเวลา 90 นาที หลังจากนั้นอีกประมาณ 4 ปีครึ่ง เครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา F-16 Fighting Falcon จำนวน 8 ลำแรกสุด (ที่นั่งเดี่ยว 6 ลำ สองที่นั่ง 2 ลำ) ได้ถูกส่งมอบให้กับกองทัพอากาศอเมริกา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหยี่ยวเวหาหน้าตาหล่อเหลาตัวนี้

เครื่องบินขับไล่ซึ่งมีอายุ 44 ปีกับอีก 11 เดือน สะสมยอดการผลิตนับถึงปี 2017 เท่ากับจำนวน 4,574 ลำ อายุมากแล้วก็จริงแต่ยังมีสินค้าใหม่พร้อมขาย บริษัท Lockheed Martin ใช้ชื่อเครื่องบินรุ่นว่า F-16 Block 70/72 ต่อจากนี้ผู้เขียนจะเรียกสั้นๆ ว่า F-16V นะครับ ตัว V ย่อมาจากคำว่า Viper เป็นชื่อเล่นเครื่องบินเพราะมีส่วนหัวคล้ายคลึงงูเห่า
จุดเด่นของเครื่องบินลำนี้อยู่ที่เรดาร์ APG-83 SABR ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด ใช้เทคโนโลยี AESA (Active Electronically Scanned Array) ผู้เขียนเคยเขียนถึงไปแล้วเมื่อนานมาแล้ว อ่านทบทวนภาคหนึ่งกันก่อนนิดก็ดีนะเออ
F-16V ทดสอบบินครั้งแรกวันที่ 21 ตุลาคม 2015 พร้อมขายแบบจริงจังประมาณต้นปีที่แล้ว ต้องรอให้เรดาร์พัฒนาเสร็จสมบรูณ์ และแก้ปัญหาน้อยใหญ่ที่ตรวจพบระหว่างทดสอบ เครื่องบินรุ่นก่อนหน้านี้มีอุปสรรคเล็กน้อย F-16 E/F Block 60 Desert Falcon ซึ่งว่ากันว่าเป็น F-16 ที่ดีที่สุดในโลก จัดเป็นรุ่นพิเศษมีอะไรหลายอย่างไม่เหมือนพี่น้อง Desert Falcon จึงอยู่สูงลิบจนเกินมือเอื้อม ไม่อาจไขว่คว้ามาครอบครองแม้มีเงินถุงเงินถัง แลดูคล้ายคลึงเจ้าชายซากิแห่งประเทศอัสแลนด์
แต่ F-16V แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นการกลับมาของคนเดินดินกินข้าวแกง ราคาเครื่องบินไม่แพงเกินไป ค่าใช้จ่ายในการบินไม่แพง ค่าซ่อมบำรุงดูแลไม่แพง ติดระบบเอวิโอนิกส์รุ่นใหม่เอี่ยม ใส่อุปกรณ์บางอย่างจากเครื่องบินยุคที่ 5 ติดอาวุธทันสมัยของอเมริกาได้เกือบหมด พร้อมขายกับพันธมิตรทุกประเทศ และยังสามารถนำเครื่องบิน F-16 รุ่นเก่า มาให้คุณหมอทุบโหนก เกาคาง เสริมดั้ง ตัดปีกจมูก จนกลายมาเป็น F-16V แบบเต็มตัว ลูกครึ่ง หรือลูกเสี้ยวตามความประสงค์ลูกค้า

วางขายได้เพียงไม่นานก็มีเหยื่อ วันที่ 25 มิถุนายน 2018 ประเทศบาห์เรนสั่งซื้อเครื่องบิน F-16V จำนวน 16 ลำ วงเงิน 1.124 พันล้านเหรียญ เป็นการแยกซื้อเฉพาะเครื่องบินไม่รวมอุปกรณ์อื่น จับมาหารกันง่ายๆ ได้เท่ากับ 70.25 ล้านเหรียญต่อลำ แหล่งข่าวอื่นแจ้งว่าประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญ ต่างกันเล็กน้อยคือ 75 ล้านเหรียญต่อลำ บาห์เรนยังต้องการปรับปรุง F-16 C/D Block 40 จำนวน 20 ลำให้เป็น F-16V ค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ น่าจะมารวมกับโครงนี้
วันที่ 12 ธันวาคม 2018 ประเทศสโลวัก สั่งซื้อเครื่องบิน F-16V จำนวน 14 ลำ วงเงิน 1.8 พันล้านเหรียญ ลดลงมาจากก่อนหน้านี้ที่มากถึง 2.91 พันล้านเหรียญ ในวงเงินจะมีการอบรมนักบิน และจัดหาจรวด AIM-120C7 AMRAAM กับ AIM-9X Sidewinder จำนวนหนึ่งด้วย สโลวักนำ F-16V มาทดแทนเครื่องบิน MiG-29 Fulcrum ในภารกิจสกัดกั้นทางอากาศเป็นงานหลัก คู่แข่งสำคัญก็คือ JAS-39 C/D Gripen ผลการตัดสินอย่างที่รู้กันแหละครับ
วันที่ 21 ธันวาคม 2018 ประเทศบัลแกเรีย สั่งซื้อเครื่องบิน F-16V จำนวน 8 ลำ วงเงิน 1.05 พันล้านเหรียญ ไม่ทราบรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง นำมาใช้งานแทนเครื่องบิน MiG-29 Fulcrum พวกเขายังต้องการเฟสสองอีกจำนวน 8 ลำ คู่แข่งสำคัญก็คือ JAS-39 C/D Gripen เจ้าประจำ โดยครั้งนี้สวีเดนใช้แผนอัดฉีดเฮือกสุดท้าย ด้วยการเสนอเครื่องบินถึง 10 ลำในราคาเดิม โชคร้ายที่บัลแกเรียยังไม่คิดเปลี่ยนใจ ทำให้ปีนี้ F-16V มียอดขายเครื่องบินใหม่เท่ากับ 38 ลำ
จะเห็นได้ว่า 2 โครงการหลังซึ่งเกิดขึ้นในทวีปยุโรป เป็นการห้ำหั่นกันระหว่างเครื่องบินอเมริการุ่นใหม่ กับเครื่องบินสวีเดนรุ่นเก่าไม่ได้ผลิตหลายปีแล้ว สาเหตุเป็นเพราะอะไรคงต้องถามสวีเดน มีอะไรในใจที่ผมควรรู้หรือเปล่า รวมทั้งฝากถามไปยังโบอิ้งด้วยว่า คุณพี่ส่ง F/A-18 มาเป็นไม้ประดับอย่างนั้นหรอกหรือ เงียบสนิทศิษย์หลวงพ่อห้อยจริงๆ เลย
บังเอิญผู้เขียนมีข้อมูลของประเทศสโลวัก ซึ่งอันที่จริงรู้ผลตั้งหลายเดือนแล้ว แต่การเจรจาเพิ่งมาสะเด็ดน้ำเอาตอนสิ้นปี เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง JAS-39 C/D Gripen (ต่อไปนี้จะเรียกสั้นๆ ว่ากริเพนนะครับ) กับ F-16V ผู้เป็นพระเอกของบทความนี้ ข้อมูลได้มาจากเว็บไซด์ทั่วไปนี่แหละครับ มีรายละเอียดพร้อมเหตุผลพอประมาณ ตรวจสอบดูแล้วไม่ได้เอนเอียงฝ่ายไหนมากเกินไป อ่านกันแค่พอหอมปากหอมคอแล้วกัน อย่าไปอะไรมากถือว่าเป็นอีกหนึ่งมุมมอง
โครงการนี้วัดผลกันที่ประสิทธิภาพเครื่องบิน อย่างที่ผู้อ่านทราบกันมานานมากแล้ว ว่าเครื่องบิน F-16 มีขนาดใหญ่กว่ากริเพน บินได้ไกลกว่า เครื่องยนต์อัตราเร่งดีกว่า บรรทุกอาวุธได้มากกว่า เทียบกันตัวต่อตัวกริเพนเสียเปรียบเล็กน้อย สโลวักมีโจทย์สำคัญคือภารกิจอากาศ-สู่-อากาศ ส่วน อากาศ-สู่-พื้น กับอากาศ-สู่-ทะเล เป็นเรื่องสำคัญรองลงไป


ผลการให้คะแนนตามภาพเลยครับ F-16V มีความเร็วสูงกว่า บินได้ไกลทั้งแบบติดถังน้ำมันสำรองและไม่ติด ตัวเลขพวกนี้ไม่แตกต่างสักเท่าไหร่ ปัญหาก็คือการบินไปทำภารกิจที่ระยะ 400 ไมล์ทะเล พร้อมจรวดต่อสู้อากาศยานจำนวนหนึ่ง F-16V อยู่ในพื้นที่ได้นานถึง 113 นาที ส่วนกริเพนอยู่ได้เพียง 12 นาทีก็ต้องกลับฐาน สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากปริมาณน้ำมัน เพราะ F-16V มีถังน้ำมันแนบลำตัวหรือ Conformal Tank ก็เลยบินได้นานกว่าตามปริมาณไปด้วย เรื่องนี้จะบอกว่าโคตรโกงก็คงไม่ถูก เป็นข้อเท็จจริงที่มีตัวเลขอันน่าเจ็บปวด สโลวักให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็ต้องตามนี้

ดูคะแนนส่วนอื่นกันต่อเลย F-16V ใช้เครื่องยนต์ปรับปรุงมาจาก F-16 Block 50 ประสิทธิภาพสูงกว่ากันตามนั้นเลย F-16V ติดจรวด AIM-9X Sidewinder ได้พร้อมกัน 6 นัด กริเพนติด ติดจรวด AIM-9M Sidewinder (รุ่นเก่ากว่า) ได้พร้อมกัน 6 นัด F-16V ติดจรวด AIM-120C7 AMRAAM ได้พร้อมกัน 6 นัด กริเพนติด ติดจรวด AI AIM-120C5 AMRAAM (รุ่นเก่ากว่า) ได้พร้อมกัน 4 นัด F-16V ติดระเบิดฉลาดได้ 4 รุ่น ส่วนกริเพนไม่ได้แจ้งข้อมูลมาในข้อเสนอ (อ้าวเฮ้ย!)
คะแนนส่วนนี้เปรียบได้กับหมัดซ้ายทะลวงไส้ กริเพนติดจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่เหมือน F-16V ไม่ได้ จำนวนที่ติดก็น้อยกว่ากันเล็กน้อย ผู้อ่านอาจมีคำถามว่าทำไมไม่เอา IRIS-T กับ Meteor มาใช้ล่ะตัวเอง ผู้เขียนจึงขอถามกลับไปว่าทำไมสวีเดนไม่ใส่มาในข้อเสนอล่ะตัวเธอ แต่ถึงใส่เข้ามาจริงๆ สโลวักก็คงไม่เอาตาม อยากใช้อาวุธทั่วไปของสมาชิกนาโต้มากกว่า ทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคุ้นเคยกันดี หยิบยืมจรวดของเพื่อนบ้านใช้งานได้เลย อันที่จริง IRIS-T กับ Meteor ก็มีใช้งานในกลุ่มสมาชิกนาโต้ แต่ความนิยมต่างกันสโลวักคงไม่อยากหาเรื่อง

คะแนนต่อไปเป็นของระบบเรดาร์ AN/APG-83 ของ F-16V กิน PS-05/A ของกริเพนแบบเชือดนิ่ม ผู้เขียนไม่ได้สนใจระยะตรวจจับเป้าหมายขนาดใหญ่ ตัวเลข 296 กิโลเมตรเท่ากับเรดาร์ AN/APG-68(V)9 ติดใน F-16 MLU ที่ไทยพอดิบพอดี ส่วนระยะตรวจจับเป้าหมายขนาด 2 ตารางเมตร อยู่ที่ 160 กิโลเมตรกับ 120 กิโลเมตร เป็นไปตามเทคโนโลยีและความสดใหม่ ตัวเลขก็ดูสมจริงสมจังกับการใช้งานจริง นี่คือการเปรียบเทียบเฉพาะข้อมูลเรดาร์เท่านั้น เวลาใช้งานลำไหนตรวจจับลำไหนได้ก่อนนั้น เห็นว่ามีสูตรคำนวณเฉพาะทางอะไรสักอย่างด้วย ผู้เขียนไม่รู้อะไรบ้างเลยจึงไม่มีข้อมูลมาโม้
AN/APG-83 เป็นเรดาร์ AESA ทันสมัยกว่า ทำงานได้เร็วกว่า ทำงานได้งานมากกว่า ติดตามเป้าหมายทางอากาศได้มากกว่า ขณะที่ PS-05/A มีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าของใหม่ เรดาร์สามารถตรวจจับเป้าหมายในทะเลได้ด้วย บังเอิญสโลวักไม่มีทางออกสู่ทะเล ออปชั่นนี้จึงไม่มีประโยชน์ในชีวิตจริง กริเพนจึงไม่ได้คะแนนพิเศษเพิ่มเติม

ปิดท้ายกันด้วยผลคะแนนรวม กริเพนมีคะแนนเหนือกว่าเรื่องการสนับสนุนอะไหล่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของสโลวัก เพราะจะมาจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในประเทศ รองรับกริเพนจำนวน 100 ลำของยุโรปตอนกลาง (ประเทศไหนบ้างหนอ?) ปัญหาเรื่องการขาดอะไหล่ไม่มีแน่นอน ไปมีปัญหาเรื่องการดูแลรักษาสถานที่แทน รวมทั้งส่งมอบเครื่องบินได้เร็วกว่ากันมาก ใช้เวลาเพียง 28 เดือนมาครบทุกลำแล้ว ต่างจาก F-16V ต้องใช้เวลาถึง 48 เดือน การปลดประจำการเครื่องบินเก่าจำต้องเลื่อนออกไป โรงงานผลิตมีงานล้นมือก็แบบนี้แหละครับ ขนาด F-35 ยังส่งมอบล่าช้ากว่าแผนสมควร
แต่คะแนนนอกเหนือจากนี้ F-16V กินเรียบ คะแนนในส่วนสมรรถนะเครื่องกับการทำภารกิจ F-16V ได้ 30 คะแนนเต็มส่วนกริเพนได้เพียง 22 คะแนน นี่คือจุดชี้เป็นชี้ตายของโครงการนี้ ถ้ากริเพนมีคะแนนสูสีอาจพลิกโผก็เป็นได้ อย่างที่ทุกคนรู้กันตั้งแต่โครงการในไทยแล้วว่า สวีเดนมักมีข้อเสนออื่นพ่วงท้ายมาด้วย ส่วนอเมริกาเน้นขายของอย่างเดียว อยากได้ของแถมดิ้นรนเอาเองแล้วกัน สโลวักอยากได้เครื่องบินมากกว่าคลังอะไหล่ ตัดสินใจเลือกเหยี่ยวเวหาจอมอหังการ
ในเอกสารระบุเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการทำภารกิจ 10 ปีของ F-16V จะต้องใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายของกริเพน ปิดท้ายแบบนี้ได้ตาเหลือกกันบ้าง ไม่ทราบเหมือนกันว่าคำนวณกันแบบไหน ถ้าค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินของกริเพนต่ำกว่า แล้ว F-16V เอาตรงไหนมาเกลี่ยให้มันใกล้เคียง ยิ่งคิดแล้วยิ่งปวดหัวผู้เขียนจนด้วยเกล้าขอยอมแพ้
มาดูรายละเอียดส่วนอื่นกันบ้าง นักบินจำนวน 22 นายถูกส่งมาฝึกระยะยาวที่อเมริกา ใช้เวลา 12-18 เดือนตามสนามบินต่างๆ ทั่วประเทศ นักบิน 3 คนต่อเครื่องบิน 2 ลำ เครื่องบิน 4 ลำแรกจะมาถึงไตรมาสแรกปี 2023 ระหว่าง 2 ปีแรกจะมีเจ้าหน้าที่อเมริกามาช่วยดูแล ในระยะยาวสโลวักสามารถซ่อมบำรุงได้เอง มีการจัดเตรียมสถานที่และบริษัทในประเทศ มีการพูดคุยเรื่องสัญญาการผ่อนชำระ เมื่อการเจรจาได้ข้อตกลงที่ยอมรับได้ รัฐบาลจึงเซ็นสัญญาในวันที่ 12 ธันวาคม 2018
F-16V ขายได้ถึง 3 โครงการแล้วก็จริง แต่ผู้ผลิตและคนทั่วโลกต่างรู้เต็มอก ว่าเครื่องบินจะไม่กลับมาขายดีเหมือนในอดีต ประเทศใหญ่ๆ มองไปยัง F-35 กันหมด เหลือแต่รายเล็กรายน้อยให้ตามเก็บแต้ม เครื่องบินคู่แข่งมีเยอะมากนับกันไม่ไหว รัฐบาลประเทศอื่นพร้อมสนับสนุนเงินกู้ระยะยาว นำมาซื้อเครื่องบินตัวเองตามแผนอัฐยายซื้อขนมยาย ส่วน F-16V ไม่มีความช่วยเหลืออะไรเลย แค่สภาคองเกรตอนุมัติการขายก็บุญโขแล้ว จำเป็นที่ Lockheed Martin ต้องหาทางดิ้นรนเอาเอง
ตลาดขนาดใหญ่ของ F-16V ยังพอมีอยู่เช่นกัน โครงการ The Medium Multi-Role Combat Aircraft หรือเรียกสั้นๆ ว่า MMRCA ของกองทัพอากาศอินเดีย มียอดรวมจำนวนเครื่องบินมากถึง 126 ลำ ตั้งงบประมาณไว้ที่ประมาณ 30 พันล้านเหรียญ (ในปี 2012) อินเดียเริ่มตั้งโครงการตั้งแต่ปี 2001 แต่กว่าจะเริ่มประกวดจริงจังก็อีก 10 ปีถัดมา
Lockheed Martin เป็นหนึ่งในหกผู้เข้าชิงชัย เสนอแบบเครื่องบิน F-16IN ตั้งแต่ปี 2008 หรือ 10 ปีที่แล้ว เครื่องบินลำนี้คือ F-16 E/F Block 60 เหมือนประเทศยูเออี ติดเรดาร์ APG-80 AESA ใหม่เอี่ยม เครื่องยนต์ F110-GE-132 นี่ก็แรงสุดๆ เพียงแต่ไม่มี AN/ASQ-28 IFTS (Internal FLIR and Targeting System) สันจมูกเครื่องบินจึงไม่มีสิวหัวช้างหรือ AN/AAQ-32 Navigation sensor turret รวมทั้งอุปกรณ์บางอย่างแตกต่างกัน ตามความต้องการของอินเดียผู้เป็นเจ้าของเงิน
ผลการชิงชัยประกาศกันในปี 2013 เครื่องบิน Rafale ของฝรั่งเศสเป็นผู้ชนะการประกวด ยอดรวมสั่งซื้อเครื่องบินมากถึง 126 ลำ โดยที่เครื่องบิน 108 ลำจะต้องประกอบในอินเดีย คุยกันไปคุยกันมาปรากฏว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง อินเดียอยากให้รับประกันคุณภาพเครื่องบินทุกลำ ฝรั่งเศสบอกว่าตรูไม่ได้ประกอบไม่รับผิดชอบวุ้ย สุดท้ายอินเดียสั่งซื้อเครื่องบินผลิตในฝรั่งเศส 36 ลำ สองเราเปลี่ยนสถานะจากแฟนมาเป็นเพื่อนร่วมโลก
แล้วเครื่องบินส่วนที่เหลืออินเดียทำอย่างไร? ทำกันง่ายๆ ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัว โดยการเปลี่ยนมาเป็นโครงการ MMRCA 2.0 จัดหาเครื่องบินจำนวน 110 ลำ ที่นั่งเดี่ยว 75 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นสองที่นั่ง ต้องผลิตภายในประเทศทุกลำ พร้อมการถ่ายโอนเทคโนโลยีและการรับประกัน ยกตัวอย่างเรื่องสุดท้ายสักเล็กน้อย รับประกันเครื่องบินทุกลำปีละ 150 ชั่วโมงเป็นเวลา 10 ปีเต็ม ตัวเต็งโครงการนี้ก็คือ Rafale เพื่อนร่วมโลกผู้อยากกลับมาเป็นแฟนอีกครั้ง
ความต้องการของกองทัพอากาศอินเดียยังไม่หมด พวกเขายังมีโครงการจัดหาเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว จำนวนรวม 114 ลำเพื่อมาทดแทนเครื่องบินเก่า ตั้งงบประมาณไว้ที่ 18 พันล้านเหรียญ บริษัท SAAB ของสวีเดนวิ่งเข้าใส่รายแรก ด้วยการเสนอเครื่องบิน Gripen-E รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมข้อเสนอโน่นนั่นนี่ตามแบบฉบับ ปรากฏว่ารัฐบาลอินเดียสั่งดองโครงการชั่วคราว เอา MMRCA 2.0 ให้จบก่อนดีกว่าไหม รวมทั้งแอบหวังลึกๆ ว่าเครื่องบิน Tejas จะสามารถแปรงร่างเป็นซูเปอร์โงกุนได้
Lockheed Martin เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ตายแล้วเกิดใหม่ อยู่ดีๆ มีส้มหล่นคนจะรวยช่วยไม่ได้ F-16V ถูกส่งเข้าแข่งขันทั้ง 2 โครงการ พร้อมยื่นข้อเสนอย้ายโรงงานผลิตมาที่อินเดีย ทุกประเทศต้องซื้อ F-16V ผลิตโดย Tata Advanced Systems โดยมีวงเล็บต่อท้ายว่า ถ้าเครื่องบิน F-16V ได้รับการคัดเลือก ส่งผลกระทบมายังประเทศอื่นที่ต้องการ F-16 ซื้อเครื่องบินอาจได้ของแถมติดปลายนวม แต่ผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดมากเหมือนผู้เขียนเลย โครงการอาจถูกยกเลิกหรือดองยาว 10 ปีก็เป็นได้

จากภาพประกอบลำบนคือ F-16IN ปี 2008 ส่วนลำล่างคือ F16V ปี 2018 มีสิวอุดตันต่างกันเล็กน้อย ไม่มีสิวหัวช้างด้วยกันทั้งคู่ ลายพรางต่างกันตามสมัยนิยม ติดอาวุธต่างกันอยู่บ้างอย่าไปสนใจ เครื่องบิน F-16 ไม่ว่าเก่าหรือใหม่หน้าตาคล้ายกัน ไม่ได้บวมน้ำมันก๊าดกลายเป็นพี่อุ้ยแบบ F/A-18 E/F Super Hornet แต่อย่างใด
นอกจากอินเดียจอมดราม่าแต่กระเป๋าหนัก ไต้หวันก็เป็นอีกหนึ่งประเทศเป้าหมายสำคัญ รวมทั้งเป็นหนึ่งในปัจจัยก่อให้เกิด F-16V ไต้หวันช่วยลงขันกับ Northrop Grumman ในการพัฒนาเรดาร์ APG-83 SABR ขึ้นมาจนแล้วเสร็จ ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการ Phoenix Rising ปรับปรุงเครื่องบิน F-16A/B จำนวน 144 ลำให้กลายมาเป็น F-16V สามารถใช้จรวด AIM-120C7 AMRAAM กับ AIM-9X Sidewinder ได้ จรวด  AGM-154 JSOW กับ AGM-88B HARM ก็ใช้งานได้
ภายใต้งบประมาณ 5.3 พันล้านเหรียญ กำหนดให้ปรับปรุงปีละ 24 ลำ แล้วเสร็จครบทุกลำภายในปี 2022 เอาเข้าจริงคงล่าช้าพอสมควร โดยที่ 4 ลำแรกปรับปรุงใกล้เสร็จแล้ว ปรากฏภาพถ่ายเครื่องบินลำแรกในเดือนตุลาคม ได้เรดาร์ใหม่ ระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ใหม่ ทาสีพรางใหม่ มีหมายเลขเครื่องแต่ไม่มีหมายเลขฝูง โชคไม่ดีเครื่องบินประสบปัญหาสนิมเกาะ เลื่อนการส่งมอบจากสิ้นปีไปเป็นหลังสงกรานต์ ไม่ทราบว่า F-16 MLU ของเราเจอน้องหนิมบ้างไหมนะ

นอกจากโครงการปรับปรุงเครื่องบินเก่าแล้ว วันที่ 28 พฤศจิกายน 2018 มีข่าวว่าไต้หวันสนใจซื้อเครื่องบิน F-16V จำนวน 66 ลำ ภายใต้งบประมาณ 10 พันล้านเหรียญ รวมทั้งเล็งเป้าหมายมายังเครื่องบิน F-35B อีกหนึ่งรุ่น โครงการนี้ไม่มีคู่แข่งขันแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับว่าอเมริกาจะขายให้หรือไม่ และไต้หวันหางบประมาณได้จริงหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นจริงอาจได้เห็นพนักงาน Lockheed Martin ยืนเต้นระบำท่า แอปเปิ้ล-มะละกอ-กล้วย-ส้ม กันทั้งบริษัท
การกลับมาของ F-16V ในครั้งนี้ เท่ากับจั่วได้แต้มป๊อกสองเด้งกินรอบวง เครื่องบินใหม่ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ทำลายโอกาสคู่แข่งขันไปในตัว ส่วนเครื่องบินเก่ารอการปรับปรุงมีอีกมหาศาล F-16C/D Block 30/32 และ 40/42 ของกองกำลังพิทักษ์ชาติ กองทัพอากาศอเมริกา รอคิวอยู่อีกประมาณ 250–280 ลำ (ตอนนี้กำลังปรับปรุง 72 ลำแรก) โครงการใหญ่ของอินเดียกับไต้หวันก็ยังมีหวัง ได้ก็ดีไม่ได้ก็แล้วไปไม่มีอะไรให้เสีย อาจได้กินคำไม่ใหญ่แต่กินได้ยาวนาน
การปรับปรุงเครื่องบินเก่ามีความยืดหยุ่นสูง คุณลูกค้าอยากได้แบบไหนว่ามาได้เลย กองทัพอากาศเกาหลีใต้ต้องการปรับปรุง KF-16 จำนวน 134 ลำ ภายใต้วงเงิน 1.2 พันล้าน ด้วยการติดตั้งเรดาร์ APG-84 RACR (ออกเสียงว่าเรเซอร์) ของบริษัท Raytheon ซึ่งไม่ใช่เรดาร์มาตรฐานของ F-16V แต่อย่างใด ปรากฏว่าโครงการนี้ย้ายจาก BAE มาสู่อ้อมกอด Lockheed Martin โรงงานสาขาเกาหลีใต้ทำงานกะสองกะสามกันเพลิน อาจได้กินคำไม่ใหญ่แต่กินได้ยาวนานอีกครั้ง
ยังมีอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจมาก วันที่ 20 ธันวาคม 2018 รัฐบาลกรีซเซ็นสัญญาปรับปรุงเครื่องบิน F-16C/D Block 52+ กับ Block 52 จำนวน 84 ลำ ให้กลายมาเป็น F-16V รุ่นใหม่ มูลค่ารวมทั้งโครงการ 996.8 ล้านเหรียญ กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2027 ลดลงมาจากความต้องการเดิม 154 เครื่อง ด้วยการตัด F-16C/D Block 30 กับ Block 50 ออกไป
การปรับปรุงคิดเป็นเงิน 11.86 ล้านเหรียญต่อลำ ไม่แพงเท่าไหร่และน่าจะเป็นงานง่าย เพราะเครื่องบินกรีซค่อนข้างใหม่มาก รวมทั้ง F-16V ก็คือ Block 52 ปรับปรุงใหม่หมดนั่นเอง ในสัญญาประกอบไปด้วย เรดาร์ APG-83 SABR ระบบดาต้าลิงค์ Link16 ปรับปรุงแผงหน้าปัดห้องนักบิน ใส่ระบบมิสชั่นคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ เพิ่มเติมระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ รวมทั้งติดตั้งระบบ Automatic ground-collision avoidance system
Auto GCAS คืออะไร? มีความสำคัญมากแค่ไหน? ใช้ยิงศัตรูแบบ Lock on after launch ได้หรือเปล่า? ถ้าทำไม่ได้ทำไมอเมริกาถึงยอมเสียเงินก้อนโต ไล่ติดตั้งระบบนี้บนเครื่องบิน F-16 F-22 รวมทั้ง F-35? คำถามทั้งหมดผู้เขียนขอติดไว้ก่อน บทความนี้จะขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีปีใหม่ 2019 ผู้อ่านทุกท่านตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)
            -----------------------------------------
อ้างอิงจาก
            -----------------------------------------