วันที่ 12
มีนาคม 2004 กองทัพเรือตุรเคียขึ้นโครงการเรือแห่งชาติหรือ
MILGEM Project
โดยความร่วมมือจากบริษัทเอกชนในประเทศมากกว่า 50 ราย
โครงการนี้เริ่มต้นจากการสร้างเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำรุ่นใหม่
ใช้แบบเรือพัฒนาเองในประเทศรูปทรงทันสมัยไม่แพ้ชาติอื่น
จุดกำเนิดโครงการ
แรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้กำหนดความต้องการจำนวน
12
ลำ แบ่งเป็นเรือคอร์เวตจำนวน 8 ลำ
นำมาทดแทนเรือคอร์เวตรุ่น D'Estienne
d'Orves และ Burak กับเรือฟริเกตเบา TF-100 ติดแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 4 ลำ นำมาทดแทนเรือฟริเกตชั้น
MEKO 200TN ต่อมามีการปรับเปลี่ยนลดเรือคอร์เวตเหลือเพียง 4
ลำ และเพิ่มเรือฟริเกต TF-100 เป็น 8 ลำ จากนั้นจึงขึ้นโครงการเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ติดอาวุธค่อนข้างมากไม่แตกต่างจากเรือพิฆาต
สังเกตนะครับตอนตั้งโครงการ TF-100 ถูกเรียกขานเรือฟริเกตเบา เหตุผลแท้จริงเป็นเช่นไรโปรดติดตามต่อไป
รู้ประวัติความเป็นมาแล้วเข้าสู่เรื่องราวกันต่อ เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำชั้น
Ada ลำแรกสร้างในปี 2005 เข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียวันที่ 27 กันยายน 2011
เพราะเป็นเรือลำแรกของโครงการย่อมมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ต้องใช้เวลาปรับปรุงเรือให้เหมาะสมประมาณ
3 ปี ระหว่างสร้างเรือลำสุดท้ายรัฐบาลตรุเคียอนุมัติให้สร้างเรือลำที่
5 เพิ่ม เป็นเรือไม่ติดอาวุธใช้ทดสอบระบบเรดาร์และระบบอาวุธ
ส่งผลให้ยอดรวมเรือคอร์เวตสร้างเองในประเทศเท่ากับ 5 ลำ
ต่อมาในปี 2017
เรือฟริเกตเบา TF-100 ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น I-Class และเรียกว่าเรือฟริเกตเฉยๆ
เริ่มต้นเดินหน้าสร้างเรือลำแรกกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2021 มีการทดสอบกินเวลายาวนาน 3 ปีก่อนเข้าประจำการจริง
ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul
เรือคอร์เวตกับเรือฟริเกตจากโครงการ
ภาพประกอบที่หนึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างเรือคอร์เวตชั้น Ada ภาพบน กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ภาพล่าง
ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตเรือคอร์เวตชั้น Ada ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์ ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul
ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร
กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์
เท่ากับว่าตุรเคียนำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มความยาว 13.7
กับเพิ่มความสูงตัวเรือใต้น้ำ 20 เซนติเมตร
เพื่อพัฒนาเรือฟริเกตชั้น Istanbul สุดยอดขวัญใจติ่งไก่งวง
ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่
ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือฟริเกตเบาจริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่
ถามว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul คือเรือคอร์เวตเพิ่มความยาวจริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่เช่นเดียวกัน
การขยายความยาวเรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจาก
8 ท่อยิงเป็น 16 ท่อยิง
กับเพิ่มจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงหน้าสะพานเดินเรือ
แต่การปรับปรุงทำให้สัดส่วนระหว่างความกว้างเรือกับความยาวเรือลดลง
แม้ไม่ส่งผลเสียร้ายแรงมองเห็นชัดเจนทว่าตัวเลขเปลี่ยนไปจากเดิม
เรามาตรวจสอบข้อมูลเรือฟริเกตชั้น Formidable กองทัพเรือสิงคโปร์กันสักนิด เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3
เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette จากยุค 90
มาปรับปรุงให้ติดตั้งอาวุธมากกว่าเดิม จะเห็นนะครับว่าความยาวเรือสิงคโปร์กับเรือตุรเคียต่างกัน
1.6 เมตร แต่เรือสิงคโปร์ซึ่งมีอายุมากกว่ากลับกว้างกว่าถึง 1.9
เมตร ฉะนั้นถ้าพูดถึงความทันสมัยเรือฟริเกตชั้น Istanbul ย่อมไม่ใช่หมายเลขหนึ่ง
นอกจากสร้างเข้าประจำการกองทัพเรือตุรเคียจำนวน 8 ลำ กองทัพเรืออินโดนีเซียยังขอซื้อเรือฟริเกตชั้น
Istanbul จำนวน 2 ลำราคาลำละ 500 ล้านเหรียญ และเรือลำนี้ทำให้ติ่งไก่งวงประเทศไทยมีความมั่นใจเปี่ยมล้น
ชั่วดีถี่ห่างอย่างไรราชนาวีไทยต้องเลือกเรือฟริเกตชั้น Istanbul อารมณ์ประมาณว่านอนมาพระสวดแต่งตัวรอตั้งแต่รุ่งสาง
เรือฟริเกตตุรเคียกับราชนาวีไทย
เรามาวิเคราะห์เจาะลึกความน่าจะเป็นโครงการเรือฟริเกตกองทัพเรือไทย
เนื่องจากผู้เขียนไม่มี TOR โครงการปัจจุบันในมือ จึงขอเปรียบเทียบกับ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี
2555
ข้อเท็จจริงอาจตรงบ้างไม่ตรงบ้างผู้อ่านโปรดพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน
ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย
1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร
สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือลำนี้ติดตั้งระบบ Aselsan
ทั้งลำ
2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร
สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน เพราะเรือลำนี้ติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ
3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น
Istanbul สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์
กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบขับเคลื่อน CODAG
บนเรือคอร์เวตชั้น Ada กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ความต้องการราชนาวีไทยได้รับการตอบสนองดีที่สุดเท่าที่สามารถหาได้บนโลกใบนี้
เรือฟริเกตของเราจะไม่มีปัญหาระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
นอกเสียจากเปลี่ยนอะไหล่ที่ต้องจัดการตามวงรอบตามคู่มือ
4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas
Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้เรือฟริเกตชั้น Istanbul สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรือทุกลำในโครงการ MILGEM Project ยังไม่มีการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย
ภาพประกอบที่สองคือบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ซึ่งมีทุกอย่างเหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul พื้นที่ตรงกลางคือจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตร มาพร้อมช่องปล่อยขนาดเล็กกะทัดรัด และสะพานขึ้นเรือมีล้อเลื่อนรูปทรงตะมุตะมิ
เห็นข้างนอกดูน่าอึดอัดแบบนี้ข้างในเรือน่าอึดอัดมากกว่า
และเนื่องมาจากบั้นท้ายมีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพิ่มเข้ามา
จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาเรือจึงถูกถอดออก
เหลือเพียงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งกราบซ้ายเรือตามภาพประกอบที่หนึ่ง
ผู้อ่านทุกคนคงคุ้นเคยจุดรับส่งเรือเรือยางท้องแข็งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น OPV 80 กับเรือฟริเกตชั้น MEKO A-100 จากเยอรมัน ซึ่งมีความใหญ่โตอลังการงานสร้างราวกับอู่ลอยเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์
ต่างจากเรือตุรเคียซึ่งขนาดเล็กเสียจนใช้งานไม่สะดวกเท่าที่ควร
โดยเฉพาะช่วงเวลาคลื่นลมแรงอาจเกิดอันตรายได้ทุกวินาที
เหตุผลที่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดค่อนข้างเล็ก เพราะความสูงท้ายเรือค่อนข้างน้อยตามแบบฉบับเรือรุ่นเก่า
ต่างจากเรือรุ่นใหม่ซึ่งเน้นความเอนกประสงค์ มีการเพิ่มความสูงท้ายเรือเพิ่มพื้นที่ใช้งานใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์
สามารถติดตั้งโซนาร์ลากท้ายได้โดยไม่เคอะเขิน
เพียงแต่รูปทรงเรืออาจไม่เรียวแหลมจนใครหลายคนบอกว่าไม่สวย
การปรับปรุงเรือ
เรามาชมภาพบั้นท้ายเรือฟริเกตชั้น Istanbul ในภาพประกอบที่สาม จะเห็นนะครับว่าเหมือนบั้นท้ายเรือคอร์เวตชั้น Ada ยันเงา มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งความยาวไม่เกิน 6 เมตรตรงกลาง รูสี่เหลี่ยมปริศนาย้ายจากกราบขวามาอยู่กราบซ้าย
ไม่มีช่องปล่อยโซนาร์ลากท้ายเนื่องจากเรือไม่มีโซนาร์ลากท้าย
จากภาพถ่ายเรือลำนี้กินน้ำลึกสุด 4.5 เมตรบริเวณท้ายเรือ
มีครีบกันโครงจำนวน 2 ตัวบริเวณกลางเรือค่อนมาทางบั้นท้าย
ภาพประกอบที่สามภาพเล็กคือเรือฟริเกตชั้น DW3000F ขนาด 3,700 ตัน
บั้นท้ายเรือติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS
ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จนวิศวกรตัดสินใจสร้างประตูเปิดปิดห้อยออกมาจากบั้นท้าย
จุดที่มีหมายเลข 471 ประดับไว้นั่นแหละครับ เรือฟริเกตขนาด 3,700
ตันยังเกือบติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ไม่ได้
การติดตั้งโซนาร์บนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ขนาด
3,000 ตันย่อมยากลำบากกว่ากันหลายเท่า
รวมทั้งต้องเสียจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งให้กับโซนาร์จากเยอรมัน
ผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเรือฟริเกตชั้น Istanbul ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้หรือไม่
แต่ดูจากขนาดเรือถึงติดตั้งได้ก็คงใช้งานค่อนข้างลำบาก การดูแลซ่อมบำรุงลำบากยิ่งกว่าหลายเท่า
เพราะโซนาร์ขนาดค่อนข้างใหญ่เหมาะสมกับเรือขนาดมากกว่า 4,000 ตัน
ระบบตรวจจับและเตือนภัยใต้น้ำ
กลับมาพูดถึงรูสี่เหลี่ยมปริศนากันอีกครั้ง
ตำแหน่งนั้นคือจุดปล่อยโซนาร์ลากท้ายที่ไม่ใช่โซนาร์ลากท้าย
เพราะเป็นโซนาร์ลากท้ายทำหน้าที่ตรวจจับตอร์ปิโดเท่านั้น
ในการสร้างเรือคอร์เวตชั้น Ada สองลำแรก กองทัพเรือตุรเคียเลือกใช้งานระบบเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea
Sentor Surface Ship Torpedo Defence หรือ SSTD จากบริษัท Ultra Electronics ประเทศอังกฤษ
ซึ่งจะมีโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโดทำงานร่วมกับแท่นยิงเป้าลวงเรือดำน้ำ Sea
Sentor ยังได้รับการคัดเลือกให้ใช้งานบนเรือฟริเกต Type 31e ซึ่งไม่มีระบบตรวจจับเรือดำน้ำ เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามใต้น้ำดีกว่าเดิม
เรือคอร์เวตชั้น Ada
สองลำหลังเปลี่ยนมาใช้สินค้าจากบริษัท Aselsan
ประกอบไปด้วยโซนาร์ลากท้ายเตือนภัยตอร์ปิโด HIZIR 100-N Towed Array (สายยาวๆ
สีเหลืองอ่อนในภาพประกอบที่สี่) วิธีใช้งานเจ้าหน้าที่บนเรือจะปล่อย HIZIR 100-N
จากบั้นท้ายเรือ เป็นโซนาร์ลากท้าย Towed
Array Sonar
หรือ TAS ระยะทำการน้อยกว่า TAS รุ่นทั่วไป
เมื่อ HIZIR 100-N ตรวจสอบพบว่ามีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายพุ่งตรงเข้าใกล้เรือ
จะส่งข้อมูลไปประมวลผลก่อนสั่งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด HIZIR ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ
เป้าลวง Zoka จะพุ่งไปตกห่างเรือพอสมควรแล้วเริ่มสร้างเสียงใบจักรเรือ
เพื่อล่อลวงตอร์ปิโดให้หลงทางหักหัวมายังจุดเผยแพร่คลื่นเสียง
โดยปรกติต้องยิงเป้าลวง Zoka จำนวนหลายนัดในวงกว้าง
ตอร์ปิโดจะได้เสียเวลาแล่นตามเสียงใบจักรปลอมจนเชื้อเพลิงหมด
ขั้นตอนที่พูดถึงทั้งหมดตุรเคียลอกการบ้านอังกฤษชนิด 100 เปอร์เซ็นต์
แต่ขั้นตอนการป้องกันตัวเองจากภัยร้ายไม่สิ้นสุดแค่เพียงเท่านี้
ในกรณีตอร์ปิโดไม่ทราบฝ่ายลูกนั้นไม่ถูกล่อลวงโดยเป้าลวง
ยังคงมุ่งตรงเข้าใกล้เรือเป้าหมายหวังโจมตีขั้นเด็ดขาด
เจ้าหน้าที่บนเรือจะสั่งเปิดใช้งานเป้าลวงลากท้ายซึ่งผูกติดกับโซนาร์ HIZIR 100-N
ตอร์ปิโดจะเปลี่ยนมาไล่ล่าเป้าลวงลากท้ายห่างบั้นท้ายเรือประมาณ 50 เมตร บทสรุปในตอนท้ายก็คือเรืออาจสูญเสียโซนาร์ HIZIR
100-N กับเป้าลวงลากท้ายเป็นการถาวร
แต่ถึงกระนั้นย่อมดีกว่าเรือถูกตอร์ปิโดยิงขาดสองท่อน
เป้าลวง Zoka
มีใช้งานอย่างแพร่หลายในเรือดำน้ำตุรเคีย
การนำมาใช้งานบนเรือผิวน้ำถือเป็นเรื่องปรกติ
กองทัพเรือไม่จำเป็นต้องซื้อเป้าลวงหลายรุ่นในการปกป้องกองเรือ
โซนาร์ลากท้ายของตุรเคีย
ระบบป้องกันตอร์ปิโดบนเรือฟริเกตชั้น
Istanbul ถือว่าดียอดเยี่ยม
และในอนาคตกองทัพเรือตุรเคียมีแผนการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย
ใช้พื้นที่จำนวนน้อยนิดบริเวณกราบขวาเรือนั่นแหละครับ
เรามาชมระบบโซนาร์ที่ไก่งวงกำลังพัฒนาจำนวน 2 รุ่นไปพร้อมกัน
ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย HIZIR-LFAS พัฒนาโดยบริษัท Aselsan ทำงานได้ทั้งโหมด Active และ Passive เหมือน ACTAS
ผู้ผลิตอ้างว่าโซนาร์ตรวจจับเป้าหมายใต้น้ำไกลสุด 75 กิโลเมตร
(ACTAS ได้แค่ 60 กิโลเมตร) แต่บางข้อมูลกลับระบุว่าตรวจจับไกลสุด
50 กิโลเมตร เป็นรองแค่เพียง CAPTAS-4 จากบริษัท
THALES เท่านั้น
กองทัพเรือตุรเตียตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000 ส่วนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ใช้งานไม่ได้เพราะ HIZIR-LFAS ขนาดใหญ่เกินไป
ปัญหามีอยู่ว่า…จนถึงตอนนี้
HIZIR-LFAS ยังไม่มีของจริงอวดชาวโลก
เรามาชมโซนาร์ที่บริษัท Aselsan พัฒนาเสร็จเรียบร้อยกันต่อเลย
ภาพประกอบที่ห้าภาพซ้ายคือโซนาร์ลากท้าย DUFAS 100/LR ตัวจริงในปี
2025 บอดี้สีเหลืองอ่อนคือโซนาร์ลากจูง Variable Depth Sonar หรือ VDS โดยมีโซนาร์ลากท้าย Towed Array Sonar หรือ
TAS แยกออกมาต่างหาก DUFAS 100/LR
ยังใช้เตือนภัยตอร์ปิโดไม่ต่างจาก HIZIR
100-N
เพียงแต่ขนาดค่อนข้างเล็กประสิทธิภาพจึงเล็กตามกัน
คาดว่า DUFAS 100/LR
จะพร้อมวางขายภายในปี 2026 บริษัท Aselsan ต้องการคำสั่งซื้อไปใช้งานบนเรือฟริเกตชั้น Istanbul ทว่าจนถึงปัจจุบันกองทัพเรือตุรเคียยังใช้แผนสงบสยบความเคลื่อนไหว
เนื่องจากตัวเองยังไม่ค่อยพอใจประสิทธิภาพโซนาร์รุ่นนี้
การพัฒนาโซนาร์ลากท้ายมีความยุ่งยากวุ่นวายกว่าโซนาร์หัวเรือ
กองทัพเรืออินเดียจึงสั่งซื้อโซนาร์ ACTAS
จากเยอรมันมาใช้งานบนเรือตัวเอง ส่วนสหรัฐอเมริกาพัฒนาโซนาร์ลากท้าย AN/SLQ-61 กับโซนาร์ลากจูง AN/SQS-62 สำเร็จแล้ว
ตั้งใจนำมาใช้งานบนเรือฟริเกตรุ่นใหม่รวมทั้งเรือ LCS แบบ Mission
Module มากถึง 30 ลำ
แต่แล้วในการทดสอบใช้งานจริงโซนาร์รุ่นใหม่สอบตกคะแนนสุดต๊อกต๋อย กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องหันมาใช้งานโซนาร์ลากท้าย CAPTAS
4 ซึ่งดีที่สุดทันสมัยที่สุดระยะตรวจจับมากกว่า 100 กิโลเมตร ให้บังเอิญโครงการเรือฟริเกต FFG-62 ถูกยกเลิกไปเสียก่อนก็เลยไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ
โซนาร์คู่หู HIZIR-LFAS กับ DUFAS 100/LR
จากตุรเคียยังอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน บริษัท Aselsan อาจพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองรุ่น
แต่กองทัพเรือตุรเคียอาจไม่จัดหาเข้าประจำการก็เป็นได้
ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่มีลูกค้าชาติอื่นเสียเงินซื้อไปใช้งานอย่างแน่นอน
โครงการเรือฟริเกตราชนาวีไทย
วันที่
22
เมษายน 2026 กองทัพเรือไทยเปิดเผยรายชื่อ 6
บริษัทเข้าร่วมโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาท มีบริษัทจากตุรเคียเข้าร่วมจำนวน 2 บริษัทประกอบไปด้วย
1.บริษัท TAIS คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต I-Class หรือเรือฟริเกตชั้น
Istanbul (ภาพประกอบที่หกภาพบน)
2.บริษัท ASFAT คาดว่าใช้แบบเรือฟริเกต AS 3600 (ภาพประกอบที่หกภาพ)
เรือฟริเกต AS 3600 มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
ผู้เขียนขอพาผู้อ่านทุกคนมาทบทวนข้อมูลโครงการเรือแห่งชาติตุรเคียกันสักนิด
-เรือคอร์เวตชั้น Ada
ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 99.5 เมตร
กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 3.85 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์
-เรือฟริเกตชั้น Istanbul ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน ยาว 113.2 เมตร กว้าง 14.4 เมตร กินน้ำลึก 4.05 เมตรไม่รวมโดมโซนาร์
-เรือฟริเกต AS 3600 มีระวางขับน้ำ 3,680 ตัน ยาว 124 เมตร กว้าง 14.4
เมตร
สังเกตนะครับว่า…เรือทั้ง
3 ลำมีความกว้างเท่ากันอย่างพอดิบพอดี
ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตของแท้จริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่
ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรืออาเซนอลจริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่
ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือพิฆาตจริงหรือไม่…คำตอบก็คือไม่ใช่
ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศจริงหรือไม่…คำตอบก็คือไม่ใช่
ถามว่าเรือฟริเกต AS 3600 คือเรือคอร์เวตชั้น Ada เพิ่มความยาว 24.5 เมตรจริงหรือไม่…คำตอบก็คือใช่
เรือฟริเกต AS 3600 นำเรือคอร์เวตชั้น Ada มาเพิ่มเฉพาะความยาว เพื่อสร้างพื้นที่ติดอาวุธโดยเฉพาะระบบแท่นยิงแนวดิ่ง
ทำแบบนี้แล้วส่งผลกระทบต่อการใช้งานมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนด้วยรถกระบะรุ่นยอดนิยม
-เรือคอร์เวตชั้น Ada
คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมบรรทุกผักได้ 1 ตัน
-เรือฟริเกตชั้น Istanbul
คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 1 เมตร
สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้ถึง 2 ตัน
-เรือฟริเกต AS 3600
คือรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมมาต่อกระบะท้ายเพิ่มอีก 2 เมตร
สามารถบรรทุกผักเพิ่มได้มากสุด 3 ตัน
ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าคิดคดทรยศ พายุฝนพัดโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง
กระแสลมทิศตะวันตกเฉียงใต้พัดใส่หน้าตลอดเวลา
ถ้าผู้เขียนจำเป็นต้องขับรถกระบะไปรับคุณภรรยา
ให้โอกาสหนึ่งร้อยครั้งผู้เขียนขอเลือกรถกระบะมังกรทองรุ่นดั้งเดิมทั้งหนึ่งร้อยกัน
ย้อนกลับมาที่แบบเรือจากตุรเคียกันอีกครั้ง
ด้วยตัวเลขความกว้างความยาวเป็นไปได้ว่าเรือคอร์เวตชั้น Ada จะทรงตัวดีกว่าเรือฟริเกตชั้น Istanbul หรือเรือฟริเกต AS 3600 เหตุผลก็คือเรือคอร์เวตชั้น
Ada เป็นเรือรุ่นดั้งเดิมไม่ได้ถูกเพิ่มความยาว
ทุกอย่างคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับการใช้งานในทะเลคลั่ง ส่วนเรือที่เพิ่มเพียงความยาวมีวิธีแก้ไขเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นติดครีบกันโครงขนาดใหญ่กว่าเดิม หรือลดขนาด Superstructure ไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดแรงปะทะจากคลื่นลมซึ่งดูเหมือนเรือฟริเกตตุรเคียจะไม่เป็นเช่นนั้น
เรือระวางขับน้ำมากกว่าไม่ได้หมายความว่าโคลงน้อยกว่าเสมอไป
ระบบอาวุธบนเรือฟริเกตตุรเคีย
เรือฟริเกต AS 3600 รุ่นดั้งเดิมมาพร้อมแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 64 ท่อยิง
ผู้อ่านหลายคนบอกว่าเป็นเรือพิฆาตราคาประหยัดซึ่งไม่ใช่เลย
เหตุผลก็คือระบบตรวจจับบนเรือค่อนข้างล้าสมัย เพราะใช้เรดาร์ตรวจการณ์ 4 มิติ Cenk-400 หมุนติ้วๆๆๆๆ เพียง 1 ตัว เทียบเรือพิฆาตของแท้ในปัจจุบันจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
เรือพิฆาตรุ่นใหม่ใช้เรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลางบวกระยะไกลฝังรอบเสากระโดงจำนวน 4
ถึง 8 ตัว
สามารถตรวจจับได้อย่างละเอียดไม่ต้องรอรอบในการหมุนติ้วๆๆๆๆ แบบเรือก็ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวเรือยันท้ายเรือ
ไม่ใช่เอาเรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำมาขยายเฉพาะความยาว
เกริ่นนำพอเป็นพิธีแล้วเรามาพูดถึงแท่นยิงแนวดิ่ง
MIDAS กันต่อ
ปัจจุบันอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่งจากบริษัท Roketsan ประกอบไปด้วย
1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D
RF Block 1 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 40 กิโลเมตร
หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 1 นัด ทดสอบยิงครั้งแรกในวันที่ 2 มีนาคม 2024 ตามภาพประกอบที่เจ็ด
ระบบอาวุธที่เคยทดสอบยิงจริงโดยแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงเท่านี้
ส่วนระบบอาวุธที่สามารถใช้งานกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS
ในอนาคตประกอบไปด้วย
1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 2 นำวิถีเรดาร์ระยะยิง
40 กิโลเมตร หนึ่งท่อยิงใส่ได้ 4 นัด
ฉะนั้น 8 ท่อยิงสามารถยัด Hisar-D RF Block 2 มากถึง 32 นัด
ส่งผลให้กองทัพเรือตุรเคียเกิดความลังเลที่จะจัดหา Hisar-D RF Block 1 มาใช้งาน เพราะอีกไม่กี่ปีอาวุธชนิดนี้จะกลายเป็นของตกยุคไปโดยปริยาย
ส่วนบริษัท Aselsan อยากให้กองทัพเรือสั่งซื้อ Hisar-D
RF Block 1 มากๆ หน่อย จะได้นำเงินมาพัฒนา Hisar-D RF Block 2 ให้เสร็จสมบูรณ์ จึงเกิดปัญหาวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเสียที
2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 1-D
นำวิถีเรดาร์ระยะยิง 100 กิโลเมตร
ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ
3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Siper Block 2-D นำวิถีเรดาร์ระยะยิง
150 กิโลเมตร ทดสอบยิงบนฝั่งแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบบนเรือ
4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Atmaca
สำหรับรุ่นนี้การพัฒนาคงใช้เวลานานเป็นพิเศษ เนื่องจากกองทัพเรือตุรเคียชอบใช้งานรุ่นแท่นยิงปรกติ
รุ่นแท่นยิงแนวดิ่งคงเป็นรุ่นส่งออกหรือใช้งานบนเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศ TF-2000
แต่คงเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เหมือน NSM แท่นยิงแนวดิ่ง
Mk41 นั่นแหละครับ
5.อาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีชายฝั่งระยะไกล Gezgin
ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษ
6.ขีปนาวุธ Tayfun ปัจจุบันยังเป็นโครงการกระดาษเช่นเดียวกัน
เท่ากับว่าถ้ากองทัพเรือเลือกใช้งานแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS มีเพียงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน
Hisar-D RF Block 1 เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน
ปัญหาก็คืออีกไม่กี่ปี Hisar-D RF Block 1
จะกลายเป็นอาวุธตกรุ่นไม่มีใครใช้รวมทั้งตุรเคีย
เรือฟริเกต AS 3600 สำหรับราชนาวีไทย
ผู้เขียนมองว่าแบบเรือ AS 3600 คือเรือฟริเกตอเนกประสงค์
เพราะมีการออกแบบท้ายเรือเป็นจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาด 11.25 เมตร (ภาพประกอบที่แปดภาพขวา)
สามารถใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับติดอาวุธขนาดเล็กได้
แต่ใช้งานยานผิวน้ำไร้คนขับปราบทุ่นระเบิดขนาดใหญ่ไม่ได้
จึงไม่มีคุณสมบัติยานแม่เหมือนเรือฟริเกต MRCV กองทัพเรือสิงคโปร์
ส่วนแบบเรือ AS 3600 ที่คาดว่าบริษัท ASFAT เสนอให้กับราชนาวีไทย (ภาพประกอบที่แปดภาพซ้าย)
ผู้เขียนกลับมองว่าเป็นเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำ
แบบเรือ AS 3600 คือการนำเรือคอร์เวตชั้น Ada
มาเพิ่มความยาว 24.5 เมตร
แต่เนื่องมาจากแบบเรือดั้งเดิมใส่จุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่ไม่ได้ บริษัท ASFAT จึงออกแบบตัวเรือหรือ Hull ใหม่ให้ท้ายเรือมีความสูงมากกว่าเดิม
Superstructure ตั้งแต่หลังสะพานเดินเรือไล่ไปจนถึงข้างโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์
ลดความสูงลงจากสองชั้นเหลือชั้นเดียวเพื่อไม่ให้ท้ายเรือโด่งเกินไป
รวมทั้งเป็นการลดต้นทุนในการสร้างเรือไปพร้อมกัน ภาพรวมจึงดูว่าความสูงของเรือต่ำลงทั้งที่ในความเป็นจริงใกล้เคียงของเดิม
และเนื่องมาจากแบบเรือ AS 3600
ไม่มีจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้ายขนาดใหญ่ บริษัท ASFAT ต้องปรับปรุงแบบเรือโดยเพิ่มจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งบริเวณกราบขวาข้างปล่องระบายความร้อน
(แบบเรือ AS 3600 ดั้งเดิมไม่มี)
ส่งผลให้เรือมีเรือยางท้องแข็งจำนวน 2
ลำเหมือนเรือทั่วไป
จากนั้นจึงปรับปรุงจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งขนาดใหญ่บริเวณท้ายเรือ
ให้กลายเป็นจุดติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas
Electronics ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่
ตรงตามความต้องการราชนาวีไทยซึ่งนิยมชมชอบระบบโซนาร์จากเยอรมัน
การปรับปรุงเรือเป็นเพียงการคาดเขาของผู้เขียนเท่านั้นนะครับ
กลับมาชมภาพแบบเรือ
AS 3600 ราชนาวีไทยอีกครั้ง
เรือใช้ระบบเรดาร์จากตุรเคียทั้งลำตรงตามความคาดหมาย หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด
LEVENT ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอินฟราเรดระยะยิง 9 กิโลเมตรในแท่นยิงขนาด 11 ท่อยิง
สำหรับจุดนี้ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมในอนาคต เนื่องจาก LEVENT ยังพัฒนาไม่เสร็จเพราะมันค่อนข้างยาก
แตกต่างจากระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz
ใช้ปืนกลอัตโนมัติขนาด 35 มม.ลำกล้องแฝด
ซึ่งในตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีใช้งานบนเรือรบตุรเคีย ยูเครน
ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน
ส่วนเรื่องไม่มีการติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งหลังปืนใหญ่ขนาด
76/62 มม.ผู้เขียนเข้าใจว่า
บริษัท ASFAT ไม่ได้กำหนดรุ่นแท่นยิงแนวดิ่งไว้อย่างชัดเจน เปิดโอกาสให้กองทัพเรือไทยเลือกด้วยตัวเองว่า
อยากใช้อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานรุ่นไหนในรายชื่อต่อไปนี้
1.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross NG ระยะยิง
40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน 16 ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM
กองทัพเรือปากีสถาน
2.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL
MICA NG ระยะยิง 40
กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่งบริษัท MBDA จำนวน 16
ท่อยิง เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือยูเครน
3.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน K-SAAM
ระยะยิง 20 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง
K-VLS จำนวน 8 ท่อยิง 32 นัด เหมือนเรือคอร์เวตชั้น MILGEM กองทัพเรือมาเลเซีย
4.อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Hisar-D RF Block 1 ระยะยิง 40 กิโลเมตร ทำงานร่วมกับแท่นยิงแนวดิ่ง MIDAS จำนวน 16
ท่อยิง เหมือนเรือฟริเกตชั้น Istanbul กองทัพเรือตุรเคีย
เท่ากับว่าแบบเรือ AS 3600 ราชนาวีไทยจะติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งไม่เกิน 16 ท่อยิง
ส่วนจะได้ติดตั้งเพิ่มเติมหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตของอนาคต
ความเหมาะสมของแบบเรือ
ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบ TOR เรือฟริเกตลำแรกในปี 2555 กับเรือฟริเกตชั้น Istanbul ไปแล้วในช่วงต้นบทความ จึงถือโอกาสเปรียบเทียบกับแบบเรือ AS 3600 เวอร์ชันราชนาวีไทยไปพร้อมกัน
ความต้องการราชนาวีไทยประกอบไปด้วย
1.ติดตั้งระบบ SAAB ทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร
สำหรับข้อนี้เรือ AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะเรือไก่งวงติดตั้งระบบ Aselsan ทั้งลำ
2.ใช้ระบบอาวุธจากสหรัฐอเมริกาทั้งลำเหมือนเรือหลวงนเรศวร สำหรับข้อนี้เรือ
AS 3600 สอบตก 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน
เพราะเรือไก่งวงติดตั้งอาวุธจากตุรเคียทั้งลำ แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบอาวุธจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้
3.ใช้ระบบขับเคลื่อน CODAG สำหรับข้อนี้เรือ AS
3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์
และเป็นจุดแข็งมากที่สุดของแบบเรือไม่ใช่แท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 64 ท่อยิง
4.ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas
Electronics ประเทศเยอรมัน สำหรับข้อนี้แบบเรือ AS 3600 สอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ วงเล็บต่อท้ายถ้าแบบเรือได้รับการปรับปรุงเหมือนที่ผู้เขียนอธิบายนะครับ
ว่ากันตามจริงการติดตั้งระบบอาวุธบนเรือฟริเกตจากตุรเคีย
ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าจากตุรเคียทั้งลำเหมือนที่ใครหลายคนคิด
ลูกประดู่ไทยอาจเลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน VL
MICA NG อาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM
ตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ Mk 54 และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด
Millennium
Gun ได้อย่างสบาย ถือเป็นการลอกการบ้านเรือคอร์เวตชั้นMILGEM
กองทัพเรือปากีสถาน
เพียงแต่ระบบอำนวยการรบกับระบบเรดาร์บนเรือคงหนีสินค้าจากตุรเคียไม่พ้น
ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบแบบเรือ
AS 3600 มากแต่ไม่มากที่สุด อยากขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบริษัท ASFAT ต้องเพิ่มความกว้างเรือจาก 14.4 เมตรเป็น 16.4 เมตรเสียก่อน
ต้องผ่านเงื่อนไขนี้เท่านั้นไม่เช่นนั้นผู้เขียนไม่ให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเด็ดขาด
อ้างอิงจาก
https://www.navalanalyses.com/2015/06/ada-class-corvettes-of-turkish-navy.html?m=1
https://www.seaforces.org/marint/Turkish-Navy/Frigates/Ada-class.htm
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:TCG_Istanbul.jpg
https://en.wikipedia.org/wiki/MILGEM_project
https://web.facebook.com/share/p/1Av726vn7R/








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น