วันที่ 26
กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพเรือประกาศราคากลาง/ประกาศร่าง TOR โครงการจ้างสร้างเรือฟริเกตมูลค่า 17,000
ล้านบาท แหล่งที่มาของราคากลางจาก 3 บริษัทชั้นนำต่างชาติประกอบไปด้วย
หนึ่งบริษัท Damen Schelde Naval Shipbuilding ประเทศเนเธอร์แลนด์
สองบริษัท Hyundai Heavy Industries ประเทศเกาหลีใต้ และสามบริษัท
ST Engineering Marine ประเทศสิงคโปร์
บทนำ
ข้อมูลในย่อหน้าแรกคือยืนยันอย่างชัดเจนว่า
เรือฟริเกตติดระบบเรดาร์และอาวุธตรงตาม TOR จากบริษัททั้งสามราย
จะมีราคาอยู่ในวงเงิน 17,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน
โดยมีข้อมูลสำคัญข้อมูลหนึ่งซ่อนเร้นมาแบบเงียบเชียบ สิ่งนั้นก็คือสิงคโปร์ตั้งใจเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน
ต่างจากโครงการในปี 2568 ซึ่งไม่มีชื่อบริษัท ST
Engineering Marine อาจเป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงมองว่าโอกาสแจ้งเกิดยังคงเปิดกว้าง
กองทัพเรือไทยเคยซื้อเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถีจำนวน
3
ลำ กับเรือยกพลขึ้นบกอเนกประสงค์อีก 1
ลำจากสิงคโปร์
ถือเป็นลูกค้าเก่าสมควรเข้าร่วมโครงการโดยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมและจริงใจ
เมื่อราชนาวีไทยออกหนังสือเชิญชวน11 บริษัทเข้าร่วมโครงการจ้างสร้างเรือฟริเกต ST Engineering Marine คือ 1 ใน 6 บริษัทที่เสนอแบบเรือฟริเกตเข้าร่วมชิงชัย
เบื้องลึกเบื้องหลังอาจเป็นเพราะพวกเขาคิดถึงแผนระยะยาว
กองทัพเรือไทยต้องการจัดหาเรือฟริเกตรุ่นใหม่มากถึง 4 ลำ
จึงมีความคุ้มค่ากับความพยายามเอาชนะคู่แข่งทั้ง 5 ราย
แม้ผู้เขียนสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำจิตวิญญาณติ่งลอดช่อง
ทว่าตัวเองกลับไม่มีข้อมูลลับหรือข่าววงในเกี่ยวข้องกับแบบเรือที่ ST
Engineering Marine นำเสนอ ให้บังเอิญมิตรรักแฟนเพลงมากมายระบุว่าเป็นแบบเรือฟริเกตชั้น
Formidable
ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอแบบเรือที่อาจเข้าร่วมชิงชัยโครงการมูลค่า 17,000 ล้านบาท ตามความเห็นส่วนตัวซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้อ่านทุกคนควรใช้วิจารณญาณในการอ่านมากๆ
หน่อยก็ดี
เรือฟริเกตฝรั่งเศสรุ่นปรับปรุงใหม่ทั้งลำ
กองทัพเรือสิงคโปร์ประจำการเรือฟริเกตชั้น
Formidable จำนวน 6 ลำ เรือมีระวางขับน้ำ 3,200 ตัน ยาว 114.8 เมตร กว้าง 16.3
เมตร เป็นการนำแบบเรือฟริเกตชั้น La Fayette
กองทัพเรือฝรั่งเศสมาปรับปรุงใหม่ โดยลดความยาวประมาณ 10 เมตร
เพิ่มความกว้าง 90 เซนติเมตร
ออกแบบให้มีพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่งมากถึง 32 ท่อยิง
ลดความสูงสะพานเดินเรือจาก 3 ชั้นเหลือ 2 ชั้น เฉือนพื้นที่หลังสะพานเดินเรือจำนวนค่อนข้างมาก
ใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบจำนวน 24 ท่อยิง กับแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามอีก 2 แท่นยิง ทำให้เรือมีรูปร่างหน้าตาเหมือนภาพประกอบที่หนึ่ง
ลักษณะคล้ายเรือสองตอนเชื่อมต่อเข้าหากัน หัวเรือค่อนข้างสูงเก๋งเรือค่อนข้างต่ำ ปล่องระบายความร้อนถูกเก็บซ่อนอย่างดี สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เล็กน้อย
ผู้อ่านทุกคนเห็นความผิดปรกติของเรือลำนี้กันบ้างหรือเปล่า?
เป็นความผิดปรกติเกิดจากการปรับปรุงเรือแบบจัดหนักจัดเต็ม
สิ่งนั้นก็คือ…กราบซ้ายเรือไม่มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็ง
มีหรือไม่สำคัญตรงไหน…ผู้เขียนจะกลับมาเล่าเรื่องราวอีกครั้งโปรดรอสักครู่
เรามาชมภาพถ่ายเรือฟริเกตชั้น
La
Fayette ในภาพประกอบที่สองกันต่อ
ลักษณะเป็นเรือตอนเดียวเชื่อมต่อกันทั้งลำ เก๋งเรือค่อนข้างสูงสะพานเดินเรือความสูง
3 ชั้น สะพานเดินเรือเตี้ยกว่าโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พอสมควร
มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งทั้งกราบซ้ายและกราบขวา
จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบอยู่ด้านหน้าปล่องระบายความร้อน
และเนื่องมาจากฝรั่งเศสใช้เรือลำนี้เป็นเรือฟริเกต Tier 2 จึงไม่มีแท่นยิงแนวดิ่งแต่ใช้แท่นยิงแฝดแปดอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน
Crotale CN2
รวมทั้งไม่มีการติดตั้งโซนาร์กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ
ส่งผลให้แบบเรือรูปทรงลดการตรวจจับจากคลื่นเรดาร์จากเมืองน้ำหอมไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาขนาด
324 มม.
ไม่มีจุดติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาจริงๆ
นะครับ ขนาดกองทัพเรือไต้หวันซื้อไปใช้งานจำนวน 6 ลำ บริษัท DNCS เจ้าของแบบเรือต้องแก้ไขปัญหาแบบประหลาด
โดยการติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำบนพื้นที่ว่างข้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์
ในเมื่อกองทัพเรือสิงคโปร์อยากติดตั้งอาวุธครบ 3 มิติ
พวกเขาตัดสินใจเฉือนพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งอาวุธ
สิ่งนี้เองได้ส่งผลกระทบต่อการใช้งานโดยกองทัพเรือสิงคโปร์
ภาพประกอบที่สองภาพเล็กคือกราบขวาเรือฟริเกตชั้น
Formidable มีจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งจำนวน 1 ลำใต้สะพานเดิน
อันเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเรือฟริเกตลำไหนเคยใช้งานมาก่อน
เหตุผลก็คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือถูกใช้งานเรียบร้อยแล้ว
จำเป็นต้องเลื่อนมาด้านหน้าและสร้างจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งเพียงฝั่งเดียว ถ้าสร้างสองฝั่งเรือจะไม่เหลือพื้นที่ใช้งานมากเพียงพอ
ลักษณะคล้ายบ้านไทยยกสูงตามต่างจังหวัดนั่นแหละครับ
พื้นที่ด้านบนคือห้องนอนกับห้องพระ พื้นที่ด้านล่างใช้เป็นลานจอดรถ ห้องน้ำ
โรงครัวแบบโอเพ่นแอร์ และโต๊ะรับประทานอาหาร
น้อยเกินกว่าจะใช้เป็นสถานที่ทำงานของเหล่าลูกเรือ
เท่ากับว่าเรือฟริเกตชั้น
Formidable มีเรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำ
เทียบกับเรือฟริเกตชั้น
La
Fayette พื้นที่ใช้งานหายไปมากพอสมควร
การใช้งานพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือ
ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า
เรือยางท้องแข็งเพียง 1 ลำแล้วมันยังไง? เรือลำนี้แบกอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบมากถึง 24 นัดเชียวนะเออ สามารถยิงถล่มได้ทั้งกองเรือโดยใช้ Formidable เพียง 1 ลำ ข้าพเจ้าจะต้องสนใจเรือยางท้องแข็งไปเพื่อสิ่งใด?
เพื่อไขปริศนาคาใจผู้เขียนอยากให้ชมภาพประกอบที่สาม
นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบซ้าย
กองทัพเรือสิงคโปร์ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon
จำนวน 4 ท่อยิงที่จุด 1 และจุด
3 ส่วนจุด 2
กลับกลายเป็นเครนอเนกประสงค์ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า
“เอ็งเอาเครนมาติดทำแมวอะไรฟระ?
จะยิงเครนใส่เรือฝ่ายตรงข้ามว่างั้นเถอะ!
ไม่ทราบว่าวันนี้โดนตัวไหนมากันแน่? ฉันจะเอาบ้องข้าวหลาม 24
ท่อยิงอย่าขัดใจได้ไหม!”
ข้อเท็จจริงเรื่องเครนอเนกประสงค์ถูกเฉลยในภาพประกอบที่สี่
นี่คือพื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือบริเวณกราบขวา
ไม่มีแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ Harpoon
แม้แต่ท่อยิงเดียว (ป่อย!) สิงคโปร์ใช้เป็นจุดวางเรือยางท้องแข็งจำนวน
2 ลำ และใช้เครนที่อยู่กราบซ้ายยกเรือยางท้องแข็งลงสู่ท้องทะเล
เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มเรือยางท้องแข็งจาก 1 ลำเป็น 3
ลำ เท่ากับว่าเรือติดตั้งบ้องข้าวหลาม 24 นัดไม่มีอยู่จริง
เรือฟริเกตชั้น
Formidable ถูกออกแบบให้ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากที่สุด
เหมาะสมกับการรบยุคสงครามเย็นคือยิงล้างยิงผลาญอย่างเดียว แต่ไม่เหมาะกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นมากมายในยุคสงครามอสมมาตร
การนำเรือยางท้องแข็งมาวางแทนที่ Harpoon
ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ค่อยดี
เพราะการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ 6 เมตร
ถือเป็นเรื่องค่อนข้างอันตรายไม่จำเป็นไม่สมควรทำ และการยกเรือให้พ้นฝาผนังตัวเรือความสูงประมาณ
6 เมตรในช่วงคลื่นลมแรง
ถือเป็นเรื่องอันตรายมากยิ่งกว่าหลายเท่าตัว
บังเอิญกองทัพเรือสิงคโปร์ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่านี้
การเพิ่มพื้นที่ติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ
จึงถือเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเรือฟริเกตชั้น Formidable
คุณลักษณะเด่น
หนึ่งในความต้องการบนเรือฟริเกตลำใหม่ราชนาวีไทย
คือการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS จากบริษัท Atlas
Electronics ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active ด้วย
Active Variable-Depth Towed Body ติดตั้ง
Transducer จำนวน 2 ชุดพร้อมสายเคเบิลยาว
400 เมตร และค้นหาเป้าหมายในโหมด Passive ด้วย Dependent Passive Towed Array จำนวน 2 ชุด พร้อมสายเคเบิลยาว 500 เมตร ระยะตรวจจับไกลสุดมากถึง
60 กิโลเมตร ใหญ่ทั้งขนาดและประสิทธิภาพจนเรือฟริเกตขนาด 3,700
ตันเกือบรองรับไม่ไหว
เรือฟริเกตชั้น
Formidable
ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย MODEL 980 ALOFTS นอกจากใช้ค้นหาเรือดำน้ำทั้งโหมด
Passive และ Active โซนาร์ยังช่วยแจ้งเตือนการถูกโจมตีจากตอร์ปิโด
และสั่งการให้ระบบเป้าลวงตอร์ปิโดทำงานโดยอัตโนมัติ ต้องถือว่าดียอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เรือเข้าประจำการ
เพียงแต่ประสิทธิภาพและขนาดไม่อาจเทียบเท่า ACTAS
ซึ่งเป็นรุ่นใหม่กว่า
ภาพประกอบที่ห้าลูกเรือชาวสิงคโปร์กำลังช่วยกันปล่อยโซนาร์ลากท้ายหรือ
Towed
Array Sonar ของ ALOFTS ลงสู่ทะเล
เพื่อค้นหาเป้าหมายในโหมด Passiveไม่เปิดเผยตัวตัน ภาพถ่ายใบนี้แสดงให้เห็นว่าเรือฟริเกตชั้น
Formidable มีพื้นที่ในการติดตั้งโซนาร์ลากท้าย ACTAS ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่พื้นที่อาจคับแคบไปบ้างตามขนาดทางกายภาพ
ในเมื่อแบบเรือจากสิงคโปร์สอบผ่านทุกด่านอันตราย
เรามารับชมแบบเรือปรับปรุงสำหรับกองทัพเรือไทยไปพร้อมกัน ผู้เขียนวาดไว้จำนวน 3
แบบเรือประกอบไปด้วย
เรือฟริเกตชั้น Formidable V1 รุ่นไก่งวงภักดี
เรือฟริเกตจากฝรั่งเศสมาพร้อมระบบเรดาร์จากฝรั่งเศส
แต่เป็นฝรั่งเศสเนเธอร์แลนด์ที่ลูกประดู่ไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใช้ระบบอำนวยการรบ TACTICOS
Baseline 2 ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง STING-EO Mk2 หน้าสะพานเดินเรือติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง GWS-35 จำนวน
16 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Albatross
NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด โดยโยกโดมเสาสัญญาณนำวิถีระหว่างเดินทางมาไว้บนเสากระโดงรอง
เหตุผลที่เลือก
THALES
นอกจากสัญชาติฝรั่งเศสเหมือนแบบเรือ ยังมีเรื่องโครงการเรือฟริเกต Arrowhead
140 กองทัพเรือโปแลนด์ซึ่งใช้ THALES ทั้งลำ
มีแผนการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน CAMM-MR ระยะยิงไกลสุด
100 กิโลเมตร ฉะนั้นพื้นที่ว่างสำหรับแท่นยิงแนวดิ่งอีก 16
ท่อยิงในอนาคต
ลูกประดู่ไทยอาจได้ใช้งานลูกยาวเมืองผู้ดีชาติที่สองต่อจากโปแลนด์ โดยติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง
Mk41 จำนวน 2 ระบบเท่ากับ 16 ท่อยิง แต่ละท่อยิงใส่ CAMM-MR ได้จำนวน 2 นัด ยอดรวมเท่ากับ 32 นัดไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาซื้ออาวุธ
นี่คือทางเลือกเหมาะสมมากที่สุดในการป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล
พื้นที่ว่างหลังสะพานเดินเรือมีการสร้าง
Superstructure
เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานความสูงสองชั้นให้กับเรือ
จนสามารถใส่เรือยางท้องแข็งจำนวน 2 ลำสมดั่งความตั้งใจ
จุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบลดเหลือ 8 ท่อยิง
โดยต้องใช้งานแท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ 60
องศาจึงจะสามารถยิงข้ามฝาผนังตัวเรือ ยกตัวอย่างเช่น Harpoon
Block 2 หรือ MM40 Exocet Block 3 รวมทั้ง Atmaca ส่วน C-802A กับ NSM ซึ่งใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ
30 องศา
จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อออกแบบให้ฝาผนังตัวเรือสามารถพับลงเหมือนเรือฟริเกต F-19
กองทัพเรือพม่า
แบบเรือ Formidable V1 เลือกใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ
Atmaca กับระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Gokdeniz ซึ่งใช้ปืนกลขนาด
35 มม.ลำกล้องแฝด
ผู้เขียนจึงขอเรียกชื่อเล่นว่ารุ่นไก่งวงภักดี และเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเรือยางท้องแข็งติดระเบิด
นอกจากปืนกลอัตโนมัติ รุ่น Sentinel 30 จำนวน 2
กระบอกติดตั้งด้านข้าง Gokdeniz
ยังมีปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.รุ่น OTO
HITROLE พร้อมกระสุน 400 นัดอีกจำนวน 2
กระบอก ติดตั้งขนาบสองกราบเรือบริเวณแท่นยิงแนวดิ่งหน้าสะพานเดินเรือ
หลังสะพานเดินเรือผู้เขียนติดตั้งไอเทมลับเพิ่มเติมเข้ามา
สิ่งนั้นก็คือโดรนพิฆาตโดรนหรืออาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote
Block 2 จากสหรัฐอเมริกา โดยใช้แท่นยิงขนาด 4 ท่อยิงจำนวน
2 แท่นยิงที่กราบซ้ายกราบขวา รองรับ Coyote Block 2 ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 555 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระยะยิงไกลสุด 15 กิโลเมตร ระยะยิงหวังผล 10 กิโลเมตร ราคาเฉลี่ยนัดละ 125,000 เหรียญถูกว่า ESSM
Block 2 ประมาณสิบกว่าเท่า
ผู้อ่านทุกคนน่าจะกำลังคิดในใจพร้อมกันว่า
จากสหรัฐอเมริกายอมปล่อยของดีให้เราใช้งานจริงหรือ
ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามี Coyote Block 3 ใช้งานแล้ว
และมีแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงใช้งานแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น Coyote
Block 2 กับแท่นยิงขนาด 8 ท่อยิงจึงไม่ใช่ของหวงห้ามอันดับหนึ่ง
Coyote Block 2 จำนวน 8 นัดราคา 1 ล้านเหรียญเราจัดหามาใช้ได้อย่างสบาย เพียงแต่ตอนเจรจาช่วยคุยกับเขาดีๆ
และบอกว่าเราจำเป็นเช่นไร
ประสิทธิภาพในการป้องกันภัยทางอากาศของเรือประกอบไปด้วย
-Albatross
NG ระยะยิง 40 กิโลเมตรจำนวน 16 นัด
- CAMM-MR ระยะยิง 100 กิโลเมตรจำนวน 32 นัด
(ในอนาคตของอนาคต)
-
Coyote Block 2 ระยะยิง 15 กิโลเมตรจำนวน 8 นัด
-ปืนใหญ่
ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด และปืนกลอัตโนมัติอีก 6 กระบอก
เรือฟริเกตชั้น Formidable V2 รุ่นยูโรภักดี
เป็นแบบเรือที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจหลากหลายมากกว่าเดิม
รวมทั้งรองรับการใช้งานอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบใช้แท่นยิงตั้งมุมสูงประมาณ
30
องศา โดยการสร้าง Superstructure เชื่อมโยงถึงปล่องระบายความร้อน
สามารถขยับจุดรับส่งเรือยางท้องแข็งมาอยู่บริเวณกลางเรือ
โยกจุดติดตั้งแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ NSM จำนวน
8 ท่อยิงไปอยู่ดาดฟ้าเรือชั้นบน เลือกใช้งานระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด
Millennium
Gun ขนาด 35 มม.ลำกล้องเดี่ยว
และเนื่องมาจาก Millennium Gun มีเพียงกล้องโทรทัศน์เพื่อตรวจสอบเป้าหมาย
จึงได้มีการติดตั้งออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Miradar เพิ่มเติมเข้ามาหลังเสาสัญญาณดาวเทียมทางทหารขนาดใหญ่
หลัง
Millennium
Gun มีเสาต้นหนึ่งสำหรับมัดลวดสลิงระหว่างเติมเชื้อเพลิงกลางทะเล เรือฟริเกตชั้น
Formidable มีจุดเติมเชื้อเพลิงก่อนถึงจุดติดตั้งปืนรอง
จึงไม่ใช่การดัดแปลงเรือเติมเชื้อเพลิงได้อย่างสบายใจ ถัดไปเล็กน้อยคือจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงตอร์ปิโด
หน้าสะพานเดินเรือใช้เป็นจุดติดตั้งแท่นยิงเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี
เรือเลือกใช้ระบบดักจับคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ VIGILE R-ESM เหมือนเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์
มาพร้อมระบบดาต้าลิงก์ Link Y Mk2 และ Link RTN และเนื่องมาจากเป็นรุ่นเพิ่มพื้นที่ใช้งานในระดับสูงสุด
ส่งผลให้ราคาเรืออาจขยับสูงกว่ารุ่นอื่นตามกันไปด้วย
ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนชอบเวอร์ชันยูโรภักดี
เรือดูเต็มกว่ามีพื้นที่ใช้งานมากกว่า
ส่วนเรื่องไม่ซ่อนแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ
สำหรับผู้เขียนไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่
เรือฟริเกตชั้น Formidable V3 รุ่นพ่อปู่ภักดี
ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ชะตามนุษย์
บางทีลูกประดู่ไทยอาจนิยมชมชอบเรือฟริเกตชั้น Formidable รุ่นดั้งเดิม ผู้เขียนจึงสร้างแบบเรือเหมือนเรือสิงคโปร์ให้มากที่สุด มาพร้อมแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้เรือรบ
Harpoon
Block 2
จำนวน 24 ท่อยิง และระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด
Phalanx ที่ผู้อ่านทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เพื่อให้แบบเรือมีราคาประหยัดภายในวงเงิน
17,000
ล้านบาท จึงเลือกใช้งานระบบอำนวยการรบ CATIZ จากสเปน
เรดาร์ควบคุมการยิง Dorna จากสเปน เรดาร์ตรวจการณ์ Sea
Giraffe 4A กับ Sea Giraffe 1X จากสวีเดน ปืนกลอัตโนมัติขนาด
12.7
มม.รุ่น OTO HITROLE ถูกถอดออก
ใช้งานปืนกลขนาด 12.7 มม.รุ่นดั้งเดิมเหมือนเก่า
แท่นยิงแนวดิ่งลดเหลือ 16 ท่อยิงสำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน
VL MICA NG ระยะยิง 40 กิโลเมตร
แล้วโยกแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยานไร้คนขับ Coyote Block 2 มาวางบนพื้นที่ว่างซึ่งเคยเป็นแท่นยิงแนวดิ่งจำนวน 16 ท่อยิงที่ถูกยกเลิกเป็นการถาวร
แบบเรือฟริเกตชั้น
Formidable V1 รุ่นพ่อปู่ภักดี น่าจะมีราคาประหยัดมากที่สุดเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า
และถ้าเรานำมาติดเครนอเนกประสงค์เหมือนเรือสิงคโปร์
จะสามารถใช้งานเรือยางท้องแข็งหรือยานผิวน้ำไร้คนขับเพิ่มอีก 2 ลำ เพียงแต่ตอนยกขึ้นยกลงสมควรระมัดระวังมากๆ หน่อย
ของหลวงหายไม่ได้เด็ดขาดกรุณาท่องจำให้ขึ้นใจ
บทสรุป
เรือฟริเกตชั้น
Formidable สำหรับราชนาวีไทย อาจเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความฝันที่อยู่ไกลแสนไกล
ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัท ST Engineering Marine
ส่งเข้าชิงชัยจริงหรือไม่
รวมทั้งถูกใจคณะกรรมการคัดเลือกแบบเรือจนได้รับอันดับหนึ่งหรือไม่
อนาคตอีกไม่ใกล้ไม่ไกลกองทัพเรือจะมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับผู้อ่านทุกคน
อ้างอิงจาก
http://kementah.blogspot.com/2013/05/republic-of-singapore-navy-formidable_19.html
https://thaimilitary.blogspot.com/2022/01/model-980-alofts-sonar.html
https://thaimilitary.blogspot.com/2017/02/royal-thai-navy-anti-submarine-weapon_25.html







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น