วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Type 053HT Class Mid-Life Upgrade Program


                            โครงการปรับปรุงเรือหลวงเจ้าพระยาและเรือหลวงบางปะกง

กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ มีกำลังรบหลักเป็นเรือฟริเกตจำนวน 6 ลำประกอบไปด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา ประจำการ 5 เมษายน 1991 เรือหลวงบางปะกง ประจำการ 20 กรกฎาคม 1991 เรือหลวงกระบุรี ประจำการ 16 มกราคม 1992 เรือหลวงสายบุรี ประจำการ 4 สิงหาคม 1992 เรือหลวงนเรศวร ประจำการ 15 ธันวาคม 1994 และเรือหลวงตากสิน ประจำการ 28 กันยายน 1995 ตามลำดับ เป็นกองเรือฟริเกตดีที่สุดของเราในเวลานั้น
วันเวลาผ่านพ้นมาประมาณ 20 ปี เรือรบทุกลำเริ่มล้าสมัยไปตามกาลเวลา จึงได้มีการปรับปรุงใหญ่เรือให้ทันสมัยกว่าเดิม เรือหลวงกระบุรีกับเรือหลวงสายบุรีซึ่งติดระบบอาวุธจีนทั้งลำ ได้รับการปรับปรุงด้วยระบบอาวุธใหม่จากจีนทั้งลำ เรือหลวงนเรศวรกับเรือหลวงตากสินซึ่งติดระบบอาวุธจีนผสมตะวันตก ได้รับการปรับปรุงด้วยระบบอาวุธใหม่จากตะวันตกทั้งลำ ส่วนเรือหลวงเจ้าพระยากับเรือหลวงบางปะกงซึ่งมีอายุมากที่สุด ยังมีแค่เพียงการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ
วันเวลาผ่านพ้นมาอีกไม่กี่ปี ศิษย์พี่ใหญ่ที่ถูกโลกลืมทั้งสองลำ ได้กลับมาเป็นคนดังในข่าวเด่นอีกครั้งหนึ่ง บทความนี้เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการปรับปรุงเรือ ทั้งแบบที่ดูสมจริงสมจัง (Real Design) และแบบอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ (What If) ผู้เขียนเคยเขียนถึงเรือหลวงเจ้าพระยาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้มีอรรถรสมากขึ้นแวะเข้าไปอ่านได้ครับ à   เรดาร์ที่หายไป
เรือหลวงเจ้าพระยามีระวางขับน้ำปกติ 1,676 ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,924 ตัน ยาว 102.87 เมตร กว้าง 11.36 เมตร กินน้ำลึก 3.1 เมตร ระบบขับเคลื่อน CODAD เครื่องจักรดีเซลจำนวน 4 เครื่อง ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะทำการ 3,500 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 18 นอต ไม่มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท้ายเรือ เรายังมีความจำเป็นต้องใช้เรือฟริเกต ขณะที่งบประมาณก้อนโตนำไปจัดซื้อเรือดำน้ำ การปรับปรุงเรือให้ใช้งานได้อีก 15-20 ปี เป็นทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าซื้อเรือใหม่
การปรับปรุงเรือถ้ามีนะครับ เพื่อให้กำลังพลก้าวทันเทคโนโลยีรุ่นใหม่ รองรับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ดีกว่าเดิม เรือมีงานหนักพอตัวอันประกอบไปด้วย ปฏิบัติการรบผิวน้ำ (Anti-Surface Warfare หรือ ASuW) การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare หรือ ASW) รวมทั้งการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti- Air Warfare หรือ AAW) นอกจากนี้ยังได้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เข้าประจำการฝั่งทะเลอันดามันอีกหนึ่งงาน
ชมภาพเรือทั้งสองลำในปัจจุบันกันหน่อย เรือหลวงเจ้าพระยาหมายเลข 455 เรดาร์ตรวจการณ์ Type 354 Eye Shield หายไปจากยอดเสากระโดง มีกล้องตรวจการณ์ MX-10MS ติดตั้งแทน มีเรดาร์เดินเรือ 3 ตัว SATCOM 2 ใบ ขนาดเล็กกับใหญ่อย่างละหนึ่งใบ เปลี่ยนมาใช้เรือยางท้องแข็งพร้อมเครนทั้งสองกราบเรือ ขณะที่เรือหลวงบางปะกงหมายเลข 456 เพิ่งซ่อมบำรุงเสร็จไปไม่นาน มีเรดาร์ตรวจการณ์ Type 354 Eye Shield มี SATCOM ใบเล็กหนึ่งใบ และมีเรดาร์เดินเรือ 3 ตัวเท่ากัน


ถ้าปรับปรุงจะต้องทำอย่างไร ง่ายสุดก็คือทำเหมือนเรือหลวงกระบุรี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เฟสด้วยกัน เฟสแรกติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์รุ่น SR 60A พร้อมระบบพิสูจน์ฝ่าย ปรับปรุงปืนใหญ่ 100 มม.แท่นคู่เป็นรุ่น JRNG-5 พร้อมป้อมปืนรุ่นใหม่ ติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิงรุ่น TR 47C ติดตั้งระบบอำนวยการรบแบบ Poseidon 3 เฟสที่สองเปลี่ยนปืนต่อสู้อากาศยาน 37 มม.แท่นคู่รุ่น JRNG-3 ควบคุมอัตโนมัติไม่ต้องมีพลปืนที่แท่นยิง ติดตั้งระบบควบคุมการยิงแบบ Optical รุ่น JPT46 TDS เฟสที่สามติดตั้งระบบ ESMรุ่น ES-3601 ใช้ในตรวจจับการแพร่คลื่นเรดาร์ รวมทั้งจัดหาอาวุธนำวิธี C-802A ทดแทนของเดิม
มูลค่ารวมปรับปรุงเรือ 2 ลำเท่ากับ 1,682,503,000 ล้านบาท อาวุธนำวิถี C-802A ไม่ทราบจำนวน 1,682,503,000 ล้านบาท ยอดรวมเท่ากับ 3,084,882,900 ล้านบาท หรือลำละ 1,542,441,450 ล้านบาท ราคานี้ไม่รวมระบบ ESM ที่จัดหาเพิ่มเติม ข้อแตกต่างของการปรับปรุงครั้งนี้ก็คือ ค่าเงินเฟ้อสูงกว่าเดิม ราคาอาวุธสูงกว่าเดิม เรือหลวงเจ้าพระยามีปืนใหญ่ 100 มม.จำนวน 2 กระบอก ตามข่าวเห็นว่าจะไม่เปลี่ยนป้อมปืน เพื่อลดราคาลงมาบ้างกระมังครับ ฉะนั้นถ้าเลือกเส้นทางนี้ (ซึ่งก็น่าจะใช่ 98 เปอร์เซ็นต์) ราคาปรับปรุงเรือต่อลำประมาณ 1,800 ล้านบาทขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วเสร็จจะมีหน้าตาประมาณนี้


ผู้เขียนวาดภาพเรือขึ้นมาเอง ฉะนั้นสเกลอาจไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่ใช้ดูประกอบบทความให้พอเข้าใจตรงกัน ถ้าปรับปรุงเรือตามนี้ใช้อาวุธแบบนี้ บทความนี้ก็คงสิ้นสุดแต่เพียงเท่านั้น บังเอิญว่าต่อมมโนทำงานผิดปรกติ เสนอแนวคิดปรับปรุงเรือด้วยระบบอาวุธจากตะวันตก เป็นทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่พรรคการเมืองเพิ่มเติมขึ้นมา เผื่อไปสะกิดต่อมโดนใจท่านผู้ใหญ่ในกองทัพ และเพื่อไม่ให้มี What If ใน What If ซ้ำซ้อนมากเกินไป ผู้เขียนขอกำหนดเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1.ระบบเรดาร์และอาวุธทั้งหมดต้องเป็นของใหม่เท่านั้น ไม่ไปหยิบยืมจากเรือลำนั้นลำโน้นหรือลำนี้
2.ระบบเรดาร์และอาวุธจะต้องมีประจำการในกองทัพเรือ หรือซื้อมาแล้วได้ของแล้วแต่ยังไม่ได้ประจำการ อุปกรณ์ที่ต้องใช้อาจเป็นรุ่นที่ใกล้เคียงกัน หรือรุ่นเดียวกันแต่คนล่ะผู้ผลิตก็พอได้ แต่ประเภทที่ว่าไม่เหมือนกันเลยต้องขอผ่าน
3.ระบบอำนวยการรบเหมือนเรือหลวงนเรศวรและท่าจีน นั่นหมายถึงระบบเรดาร์จะต้องเป็น SAAB อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้เขียนนี่แฟนพันธ์แท้ Signaal เชียวนะ น้ำตาไหลพรากเปียกโน้ตบุ๊กไปหมด
4.ปรับปรุงตัวเรือให้น้อยที่สุด เอาเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ผู้เขียนขอข้ามการติดตั้งลานจอดเฮลิคอปเตอร์แบบเรือหลวงกระบุรี และอยากแสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่าง เรือหลวงกระบุรีมีครีบกันโคลงมากถึง 4 ตัว ขณะที่เรือหลวงเจ้าพระยามีแค่เพียง 2 ตัวกะจิ๋วหลิว ยังไม่นับความแตกต่างภายในตัวเรือ (ซึ่งไม่มีใครทราบนอกจากลูกเรือ) งานนี้ยากเกินไปขอผ่านไปเลย

5.การติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ จะไม่ใช้จุดที่เคยติดตั้งอาวุธนำวิถี C-801 เพราะมีตู้ระบบระบายอากาศ (หรือเปล่า?) ตั้งขวางทาง ติดตั้งตรงข้ามกับแท่นยิงสองกราบเรือไม่ตรงกัน เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ผู้เขียนไม่มีความรู้เลย ฉะนั้นขอเลือกจุดที่เป็นไปได้มากที่สุด นั่นก็คือจุดติดตั้งปืนกลต่อสู้อากาศยานท้ายเรือ ได้อย่างเสียอย่างครับงานนี้


เข้าใจตรงกันแล้วเราก็ไปกันต่อเลย เริ่มกันจากแบบเรือที่ 1 หรือ V1 เรามีงบประมาณปรับปรุงเรือค่อนข้างจำกัด แต่ต้องการเน้นภารกิจป้องกันภัยทางอากาศ จึงได้ตัดระบบอาวุธการปราบเรือดำน้ำออก จะมีหน้าตาเรือประมาณนี้


อธิบายจากหัวเรือมาท้ายเรือนะครับ ระบบโซนาร์ SJD-3A ระยะทำการ 7.4 กิโลเมตร กับจรวดปราบเรือดำน้ำ Type 86 ระยะยิง 1,200 เมตร ถูกถอดออกเพราะใช้ร่วมกับระบบตะวันตกไม่ได้ แต่ถ้าใช้ร่วมกันได้และระบบอาวุธยังใช้งานได้ อยากใส่ไว้กันเหนียวอันนี้ไม่ว่ากัน ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.รุ่น Rebuilt แบบเดียวกับเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงแหลมสิงห์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ราคาปืนถูกลงมา ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 ขนาด 30 มม.จำนวน 2 กระบอก
ปืนใหญ่ 76/62 มม.ผู้เขียนตั้งบนแท่นยกสูงกว่าเดิม เพื่อให้ปืนมีมุมยิงดีกว่าเดิมเท่านั้นเอง (หัวเรือสูงๆ จะได้ไม่บัง) ปรกติปืนใหญ่ 100 มม.ของจีนมีคลังกระสุนใต้ดาดฟ้าเรืออยู่แล้ว ถ้าชอบรถกระบะโหลดก็ติดได้เลยไม่ว่ากัน

ไล่กันต่อกันไปเลย ระบบอำนวยการรบ 9LV เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 รุ่นปรกติ ออปโทรนิกควบคุมการยิง EOS500 เรดาร์เดินเรือ 3 ตัว เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ Sea Giraffe AMB ระบบ ESM รุ่น ES-3601 ระบบเป้าลวงอาวุธนำวิถี DLT-12T ขนาด 12 ท่อยิง อาวุธนำวิถีต่อสู้เรือรบ RGM-84L Harpoon Block II จำนวน 8 นัด พื้นที่ว่างตั้งตู้คอนเทนเนอร์อเนกประสงค์ไว้เลย เพียงแต่ไม่รู้จุดไหนตั้งได้ตั้งไม่ได้ จุดไหนตั้งแล้วถ่วงเรือได้ดีกว่ากัน จึงขอโชว์ทั้งสองจุดให้เห็นภาพ
ท้ายเรือถอดปืนใหญ่ปืนกลออกทั้งหมด ติดตั้งแท่นยิง MK29 สำหรับอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM จำนวน 8 นัด พร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 รุ่นนำวิถีได้ กองทัพเรือไทยไม่มีแท่นยิง MK29 แต่มีแท่นยิง Albatross สำหรับจรวด Aspide ซึ่งอิตาลีซื้อลิขสิทธิ์แท่นยิง MK29 ไปจากอเมริกา หน้าตาเหมือนกันหมดพอกล้อมแกล้มได้ เรามักคุ้นเคยกับระบบแท่นยิงแนวดิ่ง MK41 แต่เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาใช้งานแท่นยิง MK29 กับ ESSM ฉะนั้นมันก็ใช้งานได้แหละครับ
ข้อดีของแบบเรือ V1 ก็คือ ได้อาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะยิง 40-50 กิโลเมตร ระบบอาวุธมาตรฐานกองทัพเรือไทยทั้งหมด ข้อเสียก็คือ จุดติดตั้งปืนกลท้ายเรืออยู่ในรัศมีไอพ่นท้ายจรวด ต้องปล่อยโล่งๆ ไว้แบบนั้นแหละ ติดปืนกล 12.7 มม.กันเหนียวท้ายเรือสัก 2 กระบอก จุดสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ แท่นยิงพร้อม ESSM จำนวน 8 นัดมีน้ำหนักเกือบ 7 ตัน ถ้าจะติดจริงๆ ต้องปรับปรุงพอสมควร แต่จุดนี้เป็นจุดติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด เราจะได้พื้นที่อเนกประสงค์ตามความต้องการ


ที่ผู้เขียนปล่อยพื้นที่ท้ายเรือโล่งๆ ไว้ เพราะต้องการสนับสนุนภารกิจด้านอื่นเพิ่ม ที่สำคัญก็คือภารกิจสนับสนุนการลำลายทุ่นระเบิด มีการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มเติมอีก 2 ตู้ (ตรงที่เดิมของปืนใหญ่ 100 มม.) ท้ายเรือเป็นจุดใช้งานอุปกรณ์ทั้งหลายทั้งปวง ขนอะไรมาได้พ่อก็ขนมากันได้เลย ภารกิจต่อไปคือสนับสนุนการวางทุ่นระเบิด ในภาพคือบรรทุกทุ่นระเบิดต่อต้านเรือดำน้ำแบบล่องหนไว้บนราง จัดการปิดตายช่องแคบมะละกามันเสียเลย เรือดำน้ำของเขาเข้าออกกันไม่ได้ เรือดำน้ำของเราก็เข้าออกไม่ได้ เพราะทุ่นระเบิดมันล่องหนหาไม่เจอเสียที ใครมีปัญหาให้บอกว่าผมเพื่อนตุ้ม
มาดูแบบเรือ V2 กันต่อเลยนะครับ คราวนี้เรามีงบประมาณมากเพียงพอ ต้องการอาวุธทันสมัยทำการรบได้ทั้ง 3 มิติ ติดตั้งระบบโซนาร์หัวเรือพร้อมตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ โยไม่สนใจเรื่องพื้นที่เอนกประสงค์ รูปร่างหน้าตาประมาณนี้ครับ


หัวเรือติดตั้งโซนาร์ DSQS-24C ปืนใหญ่ 76/62 มม.เปลี่ยนมาเป็นของใหม่ยิงได้ 120 นัด/นาที ติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิง แท่นยิง MK29 สำหรับ ESSM ย้ายลงไปอยู่ด้านล่างท้ายเรือ ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 กระบอกที่สาม ติดตั้งระบบเป้าลวงตอร์ปิโด MK137 ชนิด 6 ท่อยิงด้านท้ายเรือ มีปืนกล 12.7 มม.กลางลำเรือด้วยลืมไป
จุดสังเกตเรื่องหนึ่งก็คือ ท้ายเรือมีห้องอะไรไม่ทราบมีประตูเปิดปิดขวางอยู่ ผู้เขียนยกพื้นแท่นยิง MK29 เล็กน้อยเพื่อให้จรวดบินข้ามหัว ตอนบรรจุลูกจรวดต้องใช้คนตัวสูงหน่อย เตี้ยๆ ไล่ไปอยู่ข้างหลังไม่ว่ากันนะ
โซนาร์ DSQS-24C หรือ ASO-94 พัฒนาปรับปรุงจากโซนาร์ DSQS-23B หรือ ASO-90 ซึ่งมีใช้งานบนเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น F-123 ของเยอรมัน ทำงานในย่านความถี่ปานกลาง ค้นหาเป้าหมายได้ทั้งโหมด Active ที่ความถี่ 6 ถึง 9 KHz และโหมด Passive ที่ความถี่ 1 ถึง 11 KHz ตรวจจับได้ทั้งเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ หรือวัตถุขนาดเล็ก ได้แก่ ยานใต้น้ำไร้คนขับ หรือทุ่นระเบิด สามารถแจ้งเตือนภัยเมื่อตรวจพบตอร์ปิโด รวมทั้งใช้สื่อสารกับเรือดำน้ำฝ่ายเดียวกัน ส่งความถี่ได้ไกลสุด 40 กิโลเมตร โดยมีระยะตรวจจับหวังผลอยู่ที่ 15 กิโลเมตร มากกว่านี้ก็พอได้แล้วแต่ชนิดของเป้า
แบบเรือ V2 มีอาวุธทันสมัยเต็มลำ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องราคาขึ้นมา อยากรู้อยากเห็นอะไรประมาณนี้ รายละเอียดเท่าที่พอหาข้อมูลได้ ปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid กระบอกละ 370 ล้านบาท กระสุนหัวระเบิด HE ลูกละ 39,000 บาท กระสุนต่อระยะ Vocalno ลูกละ 678,193.81 บาท ปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 ซื้อในปี 2014 กระบอกล่ะ 60 ล้านบาท ซื้อในปี 2017 กระบอกละ 75 ล้านบาท กระสุน 30 มม.ลูกละ 5,350.92 บาท กระสุนซ้อมเห็นว่าจะผลิตเองในประเทศ
ปี 2017 กองทัพเรือไทยซื้อจรวด RGM-84L Harpoon Block II จำนวน 5 นัด พร้อมจรวดฝึกซ้อมอีก 1 นัด รวมอุปกรณ์จัดเก็บ อะไหล่ การอบรมพวกนี้เข้าไปด้วยในราคา 24.9 ล้านเหรียญ ผู้เขียนขอมั่วตัดให้เฉพาะจรวด 5 นัดราคา 20 ล้านเหรียญ เท่ากับนัดล่ะ 4 ล้านเหรียญหรือ 133.37 ล้านบาท ซื้อน้อยย่อมจ่ายหนักแบบนี้หรือเปล่า
ปี 2015 กองทัพเรือไทยซื้อจรวด ESSM จำนวน 16 นัด พร้อมกล่อง Mk25 จำนวน 3 กล่อง (ไว้ใส่ในแท่นยิง Mk41 เพื่อยิงจรวด) และอุปกรณ์จัดเก็บในราคา 26.943 ล้านเหรียญ ผู้เขียนขอมั่วตัดให้เฉพาะจรวด 16 นัดมีราคา 20 ล้านเหรียญ เท่ากับนัดล่ะ 1.25 ล้านเหรียญหรือ 41.68 ล้านบาท ขอย้ำอีกทีว่าราคานี้มั่วมาก ใช้ประกอบบทความนี้เท่านั้น
หันมาดูตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำกันบ้าง ผู้อ่านคงรู้จัก MU90 ตอร์ปิโดที่ทันสมัยที่สุดของค่ายตะวันตก ปี 2012 ฝรั่งเศสซื้อ MU90 จำนวนมากในวงเงินลูกละ 2.1 ล้านเหรียญ เก็บตัวเลขนี้ไว้เป็นตัวตั้งก่อนนะครับ แล้วไปดูตอร์ปิโดที่เราจะใช้งานกันต่อ เดือนที่แล้วเนเธอร์แลนด์สั่งซื้อตอร์ปิโด Mk54 เฉพาะชุดคิท เพื่อนำไปปรับปรุงตอร์ปิโด Mk46 ให้เป็นรุ่นใหม่ สั่งซื้อทั้งหมด 109 ชุดคิทเป็นเงินถึง 169 ล้านเหรียญ เท่ากับชุดคิทละ 1.594 ล้านเหรียญ แต่ด้วยกฎข้อที่ 1 ต้องจัดซื้อใหม่เท่านั้น ผู้เขียนนำมาวิเคราะห์กับ MU90 แล้วขอมั่วราคาไปที่ลูกละ 2 ล้านเหรียญหรือ 66.68 ล้านบาท
เห็นราคาอาวุธแล้วปวดขมับยังครับยังไม่หมด โครงการปรับปรุงเรือหลวงนเรศวรเฟส 3 เราสั่งซื้อ โซนาร์ DSQS-24C กับปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 สำหรับเรือจำนวน 2 ลำในวงเงิน 810 ล้านบาท หักค่าปืนจำนวน 4 กระบอกเท่ากับ 240 ล้านบาท โซนาร์ 2 ตัวราคา 570 ล้านบาท โซนาร์ 1 ตัวราคา 285 ล้านบาท ผู้เขียนใจถึงเพิ่มให้เป็น 300 ล้านบาท
มีผู้อ่านเขียนจดหมายมาต่อว่า ขอถามราคาอาวุธอื่นสักนิดได้ไหม เอาแค่จรวด SM-2 กับ RAM และ Aspide ก็พอ ผู้เขียนใจดีรีบจัดให้ตามคำขอ เดือนที่แล้วเดนมาร์คขอซื้อ SM-2 Block IIIA จำนวน 46 นัดในราคา 152 ล้านเหรียญ เท่ากับนัดละ 3.30 ล้านเหรียญหรือ 110 ล้านบาท ในปี 2013 กองทัพเรือไทยซื้อจรวด Aspide จำนวน 10 นัดในราคา 256 ล้านบาท เท่ากับนัดละ 25.6 ล้านบาทไม่ขาดไม่เกิน คงตั้งใช้จรวด 10 ลูกนี้ไปจนเรือปลดประจำการนั่นเอง
มาที่สุดยอดขวัญใจมหาชนกันบ้าง ปี 2016 กาตาร์ขอซื้อจรวด RIM-116C Rolling Airframe Missile จำนวน 252 นัดในวงเงิน 260 ล้านเหรียญ เท่ากับนัดละ 1.03 ล้านเหรียญหรือ 34.34 ล้านบาท (ใครอยากติด 21 นัดบวกราคาเองนะครับ) อีทีนี้ RAM Block II ต้องมีราคาแพงกว่าอยู่แล้ว และ RAM Block II ยิงด้วยท่อ VLS ได้ก็จะแพงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังต้องซื้อกล่อง ExLS เพื่อใส่ในท่อยิง Mk41 ด้วย ราคารวมเท่าไหร่ไม่กล้าคาดเดา หวังว่าจะไม่แซงหน้า ESSM ก็แล้วกัน


เรามาดูแบบเรือ V3 กันต่อนะ แบบเรือสุดท้ายเน้นภารกิจปราบเรือดำน้ำ นับเป็นแบบเรือ V2 รุ่นประหยัดก็เห็นจะไม่ผิด ใช้ปืนใหญ่ 76/62 มม.รุ่น Rebuilt ปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 หัวเรือติดแค่เพียง 1 กระบอก โดยติดตรงกลางเลื่อนมาข้างหน้าประมาณ 1 เมตร (ตรงที่ติดปืนยิงสลุตนั่นแหละครับ) เพื่อให้มีมุมยิงกว้างกว่าเดิม และหลบช่องทางขึ้นลงฉุกเฉินของเรือ ออปโทรนิกควบคุมการยิง EOS500 ถูกโยกไปไว้ด้านหลัง ไม่มีแท่นยิง MK29 กับอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ESSM ให้ใช้แบบประทับบ่ายิงก็แล้วกัน (แบกขึ้นเรือกันเหนียวสัก 2 กล่อง อยากยิงตรงไหนของเรือก็ตามสะดวก) มีพื้นที่อเนกประสงค์ท้ายเรือเหมือนเดิม บังเอิญกองทัพเรือยังไม่มีอากาศยานไร้คนขับ ผู้เขียนก็เลยไม่ได้กล่าวถึงในท้องเรื่อง
ผู้อ่านท่านเดิมเขียนมาต่อว่าอีกแล้ว เราก็หนึ่งในตองอูหาใช่ไก่กาที่ไหน ขอแบบว่าติดอาวุธล้นลำเรือไม่ได้หรืออย่างไร ผู้เขียนใจดีจัดให้ตามคำขอเช่นเคย โดยใช้แบบเรือ V2 เป็นตัวตั้ง ติดเรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลาง Sea Giraffe 4A เข้าไปกลางลำ เรดาร์ควบคุมการยิง CEROS 200 ที่หัวเรือนำวิถีได้แล้ว ฉะนั้นเรือลำนี้ควบคุมปืน 4 กระบอกได้ใน 3 ทิศทาง ควบคุมจรวด ESSM ได้ 2 ทิศทางๆ ละ 2 นัด รวมทั้งแบก Harpoon Block II ไปด้วย 16 นัด คนไหนใจดีคิดราคารวมให้ผู้เขียนที

ถึงตรงนี้ผู้อ่านบางท่านอาจคิดในใจ โอ้ย! ไม่มีใครเขาทำกันหรอก ปรับปรุงเรืออายุ 27 ขวบปีไม่คุ้มสักนิด ผู้เขียนขอพาสมาชิกขึ้นรถไฟล่องใต้ ไปยังดินแดนเสือเหลืองปลายสุดด้ามขวาน ในปี 1983 กองทัพเรือมาเลเซียประจำการเรือคอร์เวตชั้น Kasturi ซื้อจากเยอรมันจำนวน 2 ลำ ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,850 ตัน ยาว 98 เมตร กว้าง 11.5 เมตร กินน้ำลึก 3.5 เมตร เล็กกว่าเรือหลวงเจ้าพระยาของเราแค่สองฝ่ามือ อายุมากกว่า 8 ปีและมีแบบเรือทันสมัยกว่า
เรือทั้งสองลำปรับปรุงใหญ่แล้วเสร็จในปี 2014 ปืนใหญ่ 100 มม.หัวเรือถูกแทนที่ด้วยปืนใหญ่กล 57 มม.จากท้ายเรือ (มาเลเซียใช้ปืนขนาด 57 มม.เป็นอาวุธมาตรฐานเหมือนเราใช้ปืน 76/62) ติดตั้งโซนาร์ DSQS-24C กับตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ทดแทนโซนาร์ EDO786 กับจรวดปราบเรือดำน้ำของโบฟอร์ส ที่เขียนว่า TUMM6 นั่นคือระบบสื่อสารใต้น้ำ ใช้คุยกับเรือดำน้ำสกอร์ปิเน่ของตัวเอง ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ DS30M Mk2 ทดแทนปืนกล Emerson 30 มม.แท่นคู่ ท้ายเรือปล่อยไว้โล่งๆ แบบนั้นแหละ มีจรวดประทับบ่ายิงป้องกันภัยทางอากาศ เรือเขาเก่ากว่าเราแต่ตอนนี้หล่อเฟี๊ยวเลย


แท่นยิงปืนใหญ่กล 57 มม.ถูกยกสูงขึ้นเล็กน้อย (ผู้เขียนแอบลอกการบ้านเขามานี่เอง ฮ่า ฮ่า) ใช้ MIRADORควบคุมปืนแทนพี่ไข่ WM22 เสียแล้ว จรวดปราบเรือดำน้ำของโบฟอร์สเหลือแค่อินโดนีเซียที่ยังใช้งาน (ในย่านนี้นะ)
และเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ ผู้อ่านคงเดาออกว่าผู้เขียนเชียร์แบบเรือ V3 (ไม่เชื่อดูที่ปืน 76/62 ล้อมคอกไว้ให้ด้วย) ด้วยเหตุผลว่าราคาไม่แพงเกินไป ได้โซนาร์มาตรฐานใหม่ราชนาวีไทย ปัจจุบันเรือหลวงพุทธทั้ง 2 ลำปลดประจำการแล้ว เรือฟริเกตเกาหลีใต้ลำแรกยังไม่ส่งมอบ ส่วนลำที่สองซึ่งทุกคนท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า จะต่อเองในประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกับเรือหลวงตรังนั้นไซร้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้แจ้งเกิดตอนไหน ผู้เขียนไม่กล้าคาดเดาแม้แต่น้อย
เรือหลวงเจ้าพระยาติดโซนาร์ใหม่เอี่ยม สามารถนำมาใช้ในภารกิจฝึกสอนบุคลากร ให้มีความรู้ความชำนาญระบบโซนาร์มาตรฐานใหม่ ได้ดีกว่าเข้าไปวุ่นวายบนเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน หรือเรือหลวงท่าจีนที่เป็นกำลังเรือรบหลัก เงิน 300 ล้านบาทซื้อปืนใหญ่ 76/62 ของใหม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ ซื้อ Harpoon Block II ได้ 2 นัดกว่าๆ เงินก้อนนี้นำมาพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น น่าจะเป็นอีกหนึ่งมุมมองไว้พิจารณานะครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปสวัสดีครับ ;)
                     -------------------------------------------
อ้างอิงจาก










วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

T-50IQ Light Attacker Aircraft

วันที่ 12 ธันวาคม 2013 กองทัพอากาศอิรัก ได้เซ็นสัญญากับบริษัท Korea Aerospace Industries (KAI) จากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อจัดหาเครื่องบินรุ่น T-50IQ จำนวน 24 ลำในวงเงิน 1.1 พันล้านเหรียญ รวมทั้งเซ็นสัญญามูลค่า 1 พันล้านเหรียญ เพื่อว่าจ้างให้ KAI สนับสนุนการซ่อมบำรุงและอบรมนักบินเป็นเวลา 20 ปีเต็ม (แหล่งข่าวบางแห่งบอกว่า 25 ปี) จะมีการส่งมอบเครื่องบินเป็นจำนวน 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีจำนวน 6 ลำ ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี


T-50IQ ก็คือเครื่องบินฝึกไอพ่นรุ่น T-50 ของเกาหลีใต้นั่นเอง แต่เป็นตัวท๊อปคือรุ่น FA-50 ติดตั้งระบบเอวิโอนิกส์มากกว่าเดิม โจมตีทิ้งระเบิดได้ดีกว่าเดิม ราคาแพงขึ้นตามอุปกรณ์ไปด้วย T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินสองที่นั่งขนาดเล็ก น้ำหนักเปล่า 6.47 ตัน น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 12.3 ตัน ใช้เครื่องยนต์ GE F404 ของอเมริกา แต่ซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตในเกาหลีใต้ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1.5 มัค ติดตั้งปืนกล 20 มม.6 ลำกล้องรวบจำนวน 1 กระบอก มีจุดติดตั้งอาวุธภายนอกจำนวน 7 จุด แบกระเบิดไปด้วยมากสุด 3.74 ตัน สนนราคาอยู่ที่ประมาณลำละ 21 ถึง 30 ล้านเหรียญ
อิรักสั่งซื้อเครื่องบิน T-50IQ จำนวน 24 ลำในวงเงิน 1.1 พันล้านเหรียญ หารกันตรงๆ ไปเลยจะได้เท่ากับ 45.83 ล้านเหรียญต่อลำ บังเอิญว่าในสัญญามีอย่างอื่นปะปนอยู่ด้วย ผู้เขียนไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน จะปีนรั้วกองทัพอากาศอิรักเข้าไปแอบดูก็เกรงใจ แต่เท่าที่ทราบก็คือมีอะไหล่และอุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ของ 1.1 พันล้านเหรียญ ถ้าตัดออกไปแล้วจับมาหารกันใหม่อีกครั้ง จะได้ราคาเครื่องบิน 32 ล้านเหรียญต่อลำ ถือว่าใกล้เคียงกับข้อมูลในวิกินะครับ
หลังจากเซ็นสัญญากันไปประมาณ 1 ปีครึ่ง วันที่ 13 กรกฎาคม 2015 ทางบริษัท KAI ได้เผยแพร่ภาพเครื่องบิน T-50IQ ลำแรกสุด ทดลองบินเพื่อทดสอบจริงเป็นเที่ยวแรกสุด มีการถ่ายภาพเป็นที่ระทึกกันตามธรรมเนียม




เมื่อเครื่องบิน 6 ลำแรกผ่านหมดทุกขั้นตอน จึงได้จัดส่งไปให้อิรักโดยพร้อมหน้ากัน แต่ใช้วิธีเดินทางด้วยเรือบรรทุกสินค้า ล่องกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงอ่าวเปอร์เซีย แล้วเขาจอดเครื่องบินกันแบบไหน ? แบบนี้ยังไงล่ะครับ 


ง่าเหตุไฉนถึงเหลืออยู่เพียงแค่นี้ ที่อยู่ด้านหลังยังมีอีกเพียบ ในห่อขาวๆ นั่นแหละเครื่องบินทั้งนั้นเลย เพียงแต่ยังไม่ได้ประกอบร่างเท่านั้นเอง จากภาพถ่ายเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เกาหลีใต้ได้นำรถยนต์คันละ 9 แสนบาท จอดอยู่เหนือเครื่องบินรบลำล่ะ 1 พันล้านบาท ให้รู้กันเสียบ้างว่าไผเป็นไผ


พอเครื่องบินเดินทางไปถึงที่หมาย เจ้าหน้าที่ KAI จะรีบกรูเข้ามาแกะห่อ เพื่อตรวจสอบว่ายาไอซ์ที่เพื่อนฝากมายังอยู่หรือไม่ เอ๊ย! เพื่อตรวจสอบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีจะได้เคลมกับประกันอะไรทำนองนี้



หลังตรวจสอบว่าได้ของครบหมดทุกชิ้นส่วน เจ้าหน้าที่จึงเริ่มประกอบร่างกันอีกครั้ง ทำกันในอิรักนะครับไม่ใช่นิคมอมตะนคร สังเกตได้ว่าทั้งเสาและคานของโกดังทาสีแดง เจ้าหน้าที่ KAI ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินรองเท้าผ้าใบ


การขนส่งเครื่องบินมาถึงอิรักปลายปี 2016 มีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มีนาคม 2017 และอีกเพียง 2 วันถัดมา กองทัพอากาศอิรักเผยแพร่ภาพถ่าย T-50IQ บินเหนือกรุงแบกแดด ลำนี้หมายเลข 1 ครับ ตอนนี้หมายเลขที่หางไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่อีกสักพักจะกลับไปตรงตามมาตรฐาน ส่วนลายพลางบินเครื่องบินที่ดูอ่อนกว่าเดิม เข้าใจว่าโดนแดดจัดสีเลยเพี้ยนไปบ้าง กล้องถ่ายรูปนะครับไม่ใช่ผู้เขียน สรุปว่าตอนนี้มีเครื่องบิน T-50IQ จำนวน 6 ลำแล้ว

ต่อมาในช่วงต้นปี 2018 มีการขนเครื่องบิน 6 ลำชุดที่สองมาส่ง เหมือนเดิมเลยคือทำการประกอบในโกดัง ส่องๆ เสียบๆ ขยับๆ ถีบๆ อยู่สักพักใหญ่ เครื่องบินลำแรกแต่หมายเลข 7 ก็เสร็จเรียบร้อย เหลือน๊อตอะไรไม่ทราบอีก 5 ตัวไว้ดูต่างหน้า

ถึงจะเป็นกลางคืนเราก็ขยันทำโอที ไหนจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนเมีย แทงโครเอเชียก็โดนเข้าไปเต็มข้อ อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากในการทำงาน สิ่งนั้นก็คือพัดลมตั้งพื้นของบ้านเรานั่นเอง ใช่ฮาตาริอาจารย์เฉลิมชัยหรือเปล่าหนอ

วันที่ 12 มิถุนายน 2018 มีพิธีส่งมอบเครื่องบินชุดที่สองอย่างเป็นทางการ คราวนี้อิรักนำเครื่องบินทั้ง 12 ลำมาจัดแสดง ย้ายมาใช้โรงจอดหลังใหม่ยิ่งใหญ่อลังการ เจ้าหน้าที่ KAI ต้องเหนื่อยกับการลากเครื่องบิน เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้มาทำข่าวกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ทั้งนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังเล็กน้อย

เครื่องบินที่ส่งมาประกอบชุดแรกสุด ผ่านไปแล้ว 10 เดือนยังบินได้แค่ 5 ลำ ไม่รู้จริงๆ ว่าลำสุดท้ายแก้ไขได้ตอนไหน รอบนี้จึงต้องโชว์เครื่องบินให้ครบทุกลำ ส่วนจะบินได้จริงกี่ลำอย่าไปสนใจ ตามหลักประเมินความสามารถฝ่ายตรงข้าม จะต้องถือว่าอิรักมี T-50IQ พร้อมใช้งาน 12 ลำ สุดยอดนักรบหรือนายพลคนดังในอดีต ดันประเมินกำลังรบฝ่ายตรงข้ามไว้ต่ำกว่าเหตุ ผลก็คือเอาชื่อเสียงที่สะสมมาโยนทิ้งทะเล ฉะนั้นอิรักมี T-50IQ 12 ลำแน่นอนครับ
เครื่องบิน 6 ลำถัดไปจะขนมาส่งช่วงปลายปีนี้ ส่วนอีก 6 ลำก็มาปีหน้าไม่เกินแน่นอน อิรักจะมีเครื่องบิน T-50IQ จำนวน 24 ลำภายในปี 2019 ช้าหรือเร็วอยู่ที่ฝีมือเจ้าหน้าที่ KAI ผู้อ่านอาจนึกสงสัยทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ประกอบเสร็จแล้วบินมาส่งถึงที่ไม่ได้เหรอ เรื่องนี้ต้องแอบไปดูรายละเอียดสัญญา ถ้าให้คาดเดาคงเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่ 2
ภาพถ่ายใบนี้แสดงให้เห็นว่า เครื่องบินทั้ง 24 ลำประกอบขึ้นมาหมดแล้ว แต่ 12 ลำหลังยังอยู่ระหว่างการทดสอบ



ในสัญญานอกจากเครื่องบินกับเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด สมัยก่อนชอบอ่านการ์ตูนเอเรีย 88 ขณะบินตรวจการณ์แล้วเจอฝ่ายตรงข้าม ซากิจะสั่งให้ปลดถังน้ำมันทิ้งหมดทั้งฝูง อิรักจึงต้องสั่งมาเผื่อเยอะๆ หน่อย



ภาพด้านล่างถ่ายที่โรงงานในเกาหลีใต้ ผบ.ทอ.ของอิรักเดินทางไปตรวจของ จะเห็นได้ว่าโกดังไม่มีเสาและคานแดง เจ้าหน้าที่ KAI สวมเสื้อเหมือนที่ผู้เขียนซื้อในตลาดนัด มีของครบทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจักรซิงเกอร์ ยาขัดรองเท้า น้ำยาเคลือบเบาะหนัง รวมทั้งจรวดและลูกระเบิดดัมมี่ขนาดเท่าจริง แท่นรองจรวดนี่ต้องส่งไปด้วยหรือเปล่า?



T-50IQ ใช้ชื่อโครงการว่าเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดขนาดเบา แล้วภารกิจที่แท้จริงนั้นคืออะไร? ผู้เขียนขอพาไปเยี่ยมชมเครื่องบินลำอื่นกันก่อน เริ่มจากสุดยอดเครื่องบินโจมตีจากรัสเซีย Su-25  อิรักมีเครื่องบินรุ่นนี้อยู่ประมาณ 20 กว่าลำ โดยจัดซื้อครั้งแรกจำนวน 12 ลำในปี 1998 ต่อมาได้จัดซื้อเพิ่มเติมในปี 2014 เป็นจำนวนที่ไม่ชัดเจนแต่ใกล้เคียงของเก่า Su-25 ชุดใหม่เป็นเครื่องบินมือสอง นำมาปรับปรุงคืนสภาพใช้งานได้ 10 กว่าปี ติดตั้งเลเซอร์วัดระยะกับเรดาร์ตรวจอากาศที่จมูก สามารถออกโจมตีในเวลากลางคืนได้ แต่ก็คงได้ตามสภาพนั่นแหละครับ

เครื่องบินลำต่อมาก็คือ L-159 ซึ่งพัฒนามาจาก L-39 ที่ผู้อ่านคุ้นเคย อิรักจัดหารุ่นที่นั่งเดียวจำนวน 12 ลำ และรุ่นสองที่นั่งอีกจำนวน 2 ลำ จึงนับว่าเป็นเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดขนาดเบา ในภาพจะเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยว กระจกห้องนักบินเปิดออกด้านขวามือ ที่นั่งด้านหลังตีตู้ลำโพงปกปิดมิดชิด ใต้ท้องเครื่องติดกระเปาะปืนกลอากาศ 20 มม.แบบถอดได้

ส่วนภาพนี้จะเป็นรุ่นสองที่นั่ง เปิดกระจกทั้งบานไปด้านหลัง (เริ่มคุ้นหน้าค่าตากันแล้ว) L-159 น่าจะใช้ในภารกิจตบเด็ก เป็นเครื่องใหม่เอี่ยมประจำการได้อีก 25 ปี ส่วน Su-25 น่าจะใช้ในภารกิจทิ้งระเบิดทั่วไป แต่อาจไม่ใช่กับเป้าหมายสำคัญ

เครื่องบินลำถัดมาสุดติ่งกระดิ่งแมว Cessna 208B Grand Caravan หรือ AC-208 Combat Caravan ซึ่งติดออปโทรนิกตรวจจับเป้าหมายใต้ท้องเครื่อง และมีจรวดต่อสู้รถถัง Hellfire ที่ปีกสองข้างข้าง เห็นติ๋มๆ แบบนี้ประมาทไม่ได้เชียวนา อิรักสั่งซื้อ Combat Caravan จำนวน 3 ลำ บังเอิญตกไปหนึ่งจึงเหลือแค่สอง

เครื่องบินลำสุดท้ายในภารกิจโจมตีทิ้งระเบิด เป็นเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุด โจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่สุด นั่นก็คือเครื่องบิน F-16 Block 52 โดยอิรักสั่งซื้อจำนวน 2 ครั้งเป็นรุ่นที่นั่งเดียวจำนวน 28 ลำ (หมายเลข 1607 ถึง 1618 กับ หมายเลข 1621 ถึง 1636) กับรุ่นที่นั่งคู่อีกจำนวน 8 ลำ ( หมายเลข 1601 ถึง 1606 กับ หมายเลข 1619 ถึง 1620) รุ่นที่นั่งเดี่ยวตกระหว่างฝึกบินไปหนึ่งลำ เห็นว่าสั่งเพิ่มอีก 3 ลำหรือเปล่าไม่แน่ใจ ที่สำคัญไม่ได้มาแค่เครื่องบินเปล่าๆ 

ในภาพเป็นเครื่องบิน F-16C Block 52 ลำสุดท้ายหมายเลข 36 รุ่นนี้ออกรบจริงทุกวันแล้วนะครับ
ภาพถัดมาเป็นเครื่องบิน F-16D Block 52 หมายเลข 2 หลังเครื่องจะมีโหนกยาวไปชนกับแพนหาง นอกจากใช้ฝึกนักบินให้กับรุ่นที่นั่งเดี่ยว ยังใช้เป็นเครื่องบินโจมตีทางลึกได้อีกด้วย (ดีไม่ดีอีกเรื่อง) ปัจจุบันใช้แค่ฝึกบินกับหล่อเข้ากล้อง



แล้วตอนออกรบจริงแบกอะไรบ้าง ตามภาพเลยครับ ระเบิดนำวิถีเลเซอร์ Paveway II จรวดต่อสู้อากาศยาน AIM-9L Sidewinder รวมทั้งหมวกนักบิน JHMCS HMD ภารกิจของวันนี้คือโจมตีภาคพื้นดินใส่กองกำลัง ISIS

มาดูภาพด้านนอกเครื่องบินกันบ้าง จะเห็นกระเปาะ AN-AAQ-33 Sniper โชว์หราอย่างชัดเจน อิรักยังได้สั่งซื้อจรวดต่อสู้อากาศยาน AIM-7M Sparrow และจรวดโจมตีนำวิถีเลเซอร์ AGM-65D Maverick มาด้วยจำนวนหนึ่ง เครื่องบิน F-16 อิรักนี่ของมาครบทุกอย่างนะครับ เพียงแต่ไม่ได้สั่งจรวดต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่ รวมทั้งไม่มีระเบิดนำวิถี GPS รุ่น JDAM ที่แพงกว่า Paveway ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า 

กลับมาที่ T-50IQ เป็นการปิดท้าย ช่วง 2 ปีแรกคงทำหน้าที่เครื่องบินฝึกกันไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่มีเครื่องบินไอพ่นสำหรับฝึกเลย หลังจากนี้อาจได้ออกสนามจริงกันบ้าง ใช้อาวุธเหมือนกับอาวุธดัมมี่นั่นแหละครับ เป้าหมายไม่สำคัญก็ระเบิดธรรมดา เป้าหมายมีค่าหรือเสี่ยงหน่อยค่อยจรวดโจมตี Maverick โดยมีจรวดต่อสู้อากาศยาน Sidewinder ติดไว้กันเหนียว
การมีเจ้าหน้าที่ KAI มาอยู่ในประเทศ คนเหล่านี้ต้องกิน ต้องใช้ ต้องเที่ยว ต้องว่าจ้างแรงงานในประเทศ เม็ดเงินที่ได้กลับคืนอาจแค่น้อยนิด (เกาหลีใต้ประมาณค่าไว้ด้วย บังเอิญผู้เขียนหาลิงค์ไม่เจอแล้ว) แต่เป็นเงินสดเข้ากระเป๋าประชาชนโดยตรง รวมทั้งเป็นหลักประกันอย่างมั่นคง ถึงจะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่เป็นใครก็ตาม T-50IQ ก็ยังใช้งานได้ไปอีก 20 ปีเต็ม
ส่วนการประกอบชิ้นส่วนเครื่องบินในประเทศ เป็นส่วนหนึ่งในการทดสอบเจ้าหน้าที่ KAI เพราะถ้าไม่ทำแล้วถึงเวลาเกิดทำไม่ได้ จะกลายเป็นโครงการขายฝันเหมือนคำว่า ถ่ายทอดเทคโนโลยี เจอกันใหม่บทความถัดไปสวัสดีครับ ;)



                 ------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก

            https://twitter.com/iqAirForce