วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Independence Class Littoral Mission Vessel


                                       เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Independence ของสิงคโปร์
              วันที่ พฤษภาคม 2017 ประธานาธิบดีลี เซียนลุง ได้เป็นประธานในพิธีรับตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ เข้าประจำการในกองทัพเรือสิงคโปร์ RSS Independence เป็นลำแรกสุดจากจำนวน ลำ ที่ได้สั่งซื้อจาก ST Marine ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือภายในประเทศ เพื่อใช้ทดแทนเรือตรวจการณ์ชั้น Fearless จำนวน 11 ลำ ซึ่งจะทยอยปลดประจำการไปจนกระทั่งครบทุกลำ
              ข่าวนี้ดูเหมือนจะช้าไปประมาณ ปีนะครับ ผู้เขียนตั้งใจช้าเองไม่ใช่ตกข่าวแต่อย่างใด เรือลำนี้สิงคโปร์ตั้งชื่อชนิดเรือว่า Littoral Mission Vessel (LMV) แน่นอนที่สุดว่ามีอยู่ลำเดียวบนโลกมนุษย์ ผู้เขียนขอกำหนดให้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ตามขนาด คุณสมบัติเรือ รวมทั้งภารกิจหลักที่เรือต้องทำ และขอเรียกชื่อสั้นๆ ว่าเรือ LMV ตลอดบทความ


คุณลักษณะทั่วไปของเรือ
                ความยาวตลอดลำ 80 เมตร
                ความกว้าง 12 เมตร
                กินน้ำลึก 3   เมตร
                ความเร็วสูงสุด 27 นอต
                ระวางขับน้ำสูงสุด 1,250 ตัน
                ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,500 ไมล์ทะเล
                เครื่องจักรใหญ่ 2 x Diesels MTU 20V 4000 M93
  กำลังพลประจำเรือ 23 -30 นาย
ระบบตรวจการณ์
                เรดาร์ตรวจการณ์ Thales NS100
  เรดาร์เดินเรือ Kelvin Hughes SharpEye X Band
                เรดาร์เดินเรือ  Kelvin Hughes SharpEye S Band
                ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง STELOP COMPASS D
                ระบบตรวจการณ์และติดตาม STELOP 360° all-round surveillance
ระบบอาวุธ
  ปืนหลัก OTO Melara 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก
                ปืนกล 25 มม. Mk38 Mod2 Typhoon ควบคุมรีโมทจำนวน 1 กระบอก
                ปืนกล 12.7มม. Hitrole ควบคุมรีโมทจำนวน 2 กระบอก
                จรวดต่อสู้อากาศยาน MBDA VL MICA จำนวน 12 นัด
                คุณสมบัติของเรือลำนี้ อ้างอิงข้อมูลจากกองทัพเรือสิงคโปร์เป็นหลัก ภาพรวมก็คือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งนั่นเอง ทีนี้เราจะมาส่องดูกันทีล่ะส่วน เห็นได้ว่าใช้ลูกเรือแค่เพียง 23 นายในยามปรกติ (เรือ ต.111 ยาว 36 เมตรของเราใช้ลูกเรือ 28 คน) เพราะสิงคโปร์ใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลัก ตั้งแต่ปืนใหญ่ไปจนถึงปืนฉีดน้ำความดันสูง

                แบบเรือมีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย หัวเรือเรียวแหลมรูปปากฉลาม ติดปืนใหญ่ 76/62 ที่หัวเรือ เจาะช่องระบายอากาศหน้าป้อมปืน และแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยานหลังป้อมปืน สะพานเดินเรือติดตั้งหน้าต่าง 360 องศา กราบสะพานเดินเรือตีโป่งเป็นทางเดิน ติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ 12.7 มม. LRAD 1000X ปืนฉีดน้ำความดันสูง และปืนกล 25 มม.อัตโนมัติไล่จากหน้ามาหลัง บนเสากระโดงทรงโดมสุดทันสมัย ติดตั้งเรดาร์เดินเรือ 2 ตัวไว้ด้านนอก กับเรดาร์ NS 100 ไว้ภายในโดม ตั้งเสาเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหนึ่งตัว สำหรับชักธงและติดอุปกรณ์สื่อสาร
เรือ LMV ไม่มีปล่องควันเรืออย่างที่เคยคุ้นตา ต่อจากสะพานเรือเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์กันเลย กราบเรือเจาะช่องระบายความร้อนจำนวน 4 ช่อง (กราบขวาเรือก็ 4 ช่องแต่จุดไม่ตรงกัน) รวมทั้งช่องว่างอีก 1 จุดซึ่งอาจเป็นช่องเติมน้ำมัน ส่วนท้ายเรือซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ต่ำสุดนั้น ใช้เป็นจุดปล่อยเรือเล็กจำนวน 2 ลำ พร้อมติดตั้งเครนอเนกประสงค์ ภาพรวมเป็นเรือที่สวยเรียบๆ ง่ายต่อการใช้งานและซ่อมบำรุงตามวงรอบ สิ่งที่น่าสนใจของเรือ LMV มีอยู่หลายอย่าง
เรื่องแรกก็คือปืนใหญ่หัวเรือขนาด 76/62 มม.ใช้ป้อมปืนทรงกลมที่ผู้ผลิตไม่มีขายแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าสิงคโปร์นำมาจากที่ไหน ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นรุ่น Compact หรือ Super rapid เรือตรวจการณ์ชั้น Fearless ที่ทยอยปลดระวางไปแล้วหลายลำ ผู้เขียนตามไปส่องมาแล้ว ปรากฏว่ายังมีปืนใหญ่ติดอยู่ที่หัวเรือ ปืนใหญ่ที่ติดตั้งกับเรือลำใหม่ทั้งหมด อาจซื้อปืนมือสองซ่อมคืนสภาพจากผู้ผลิต เหมือนเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงแหลมสิงห์ของเราก็ได้
เรื่องถัดมาก็คือจรวดต่อสู้อากาศยาน MBDA VL MICA สามารถตีต่อเป้าหมายอากาศยานและจรวดต่อสู้เรือรบได้ ระยะยิงไกลสุดประมาณ 20 กิโลเมตร ระบบนำวิถีมีทั้งอินฟาเรดและเรดาร์ โดยใช้ท่อยิงแนวดิ่งเฉพาะของตัวจรวด สิงคโปร์ติดแบบชุดละ 6 ท่อยิงจำนวน 2 ชุดเท่ากับ 12 ท่อยิง หรูหราเกินหน้าเกินตาเรือตรวจการณ์ไปแล้ว ทำไมเขาถึงเลือกของดีมาใช้งาน อาจเป็นเพราะระบบเรดาร์ที่อยู่ภายในราโดม
เรดาร์ Thales NS100 มีสเป๊กที่โหดร้ายทารุณเหลือเกิน เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วผู้ผลิตระบุในโบรชัวร์ว่า ระยะตรวจจับไกลสุดประมาณ 200 กิโลเมตร แต่โบรชัวร์ในปีนี้ระบุไว้ว่า 280 กิโลเมตร อาจเป็นการลงข้อมูลผิดพลาดก็เป็นได้ การใช้งานจริงอาจไม่ถึง 200 กิโลเมตรก็เป็นได้ ทว่าประสิทธิภาพของเรดาร์ AESA รุ่นใหม่แต่ตัวเล็ก สูงเกินพอที่จะเป็นเรดาร์ตัวเดียวของเรือฟริเกตได้เลย ที่สำคัญมีขนาดเล็กกะทัดรัด เรือยาวแค่ 80 เมตรยังซ่อนเร้นได้อย่างเนียนตา

สิงคโปร์เป็นลูกค้ารายที่สองที่สั่งซื้อ NS100  แต่เป็นลูกค้ารายแรกที่ติดตั้งบนเรือเรียบร้อย ลูกค้ารายแรกก็คือกองทัพเรือเนเธอร์แลนด์ ซื้อไปติดแทนเรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลาง LW08 (เรดาร์ตัวใหญ่บนเรือหลวงนเรศวร) บนเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก HNLMS Rotterdam (L800) ตอนนี้กำลังปรับปรุงเรืออยู่ยังไม่แล้วเสร็จ
ทีนี้เราไปดูระบบอาวุธรูปแบบใหม่กันบ้าง ที่เหมาะสมกับการทำสงครามอสมมาตรในปัจจุบัน สิ่งนั้นก็คือ Non Lethal Weapon อาวุธที่ไม่ทำอันตรายจนถึงชีวิต ใช้เพื่อควบคุมหรือผลักดันฝ่ายตรงข้ามให้ถอยห่าง ที่คุ้นเคยกันดีก็คือกระสุนยาง (Rubber Bullet) ซึ่งถูกพัฒนาและใช้งานตั้งแต่ยุค 1960s เรือ LMV ลำนี้ติดตั้งอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด อย่างแรกก็คือปืนฉีดน้ำแรงดันสูง อย่าที่สองก็คือ Long Range Acoustic Device หรือ LRAD หรือ แอลแรด หรืออุปกรณ์สงเสียงรบกวนระยะไกล  โดยที่ LRAD 1000X ซึ่งจะส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ระดับสูง ไปยังฝูงชนหรือเรือบางลำที่แสดงท่าทีคุกคาม ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วจะทนได้ไม่เกิน 10 วินาที ถ้ายังฝืนทนฟังจะเริ่มมีอาการหน้ามืด วิงเวียน อาเจียน ไปจนถึงปวดแสบปวดร้อนผิวหนัง
สิงคโปร์ใช้งาน Non Lethal Weapon ชนิดนี้มานานหลายปีแล้ว เรือฟริเกตทุกลำได้รับการติดตั้ง LRAD 500X มาตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันอุปกรณ์ชนิดนี้กำลังได้รับความนิยม ออกรบจริงกับโจรสลัดมาแล้วหลายครั้ง กองทัพเรือไทยก็มีในเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงตรัง นี่ผู้เขียนก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าเปิดเพลง ผู้สาวขาเลาะ แล้วจะสนุกสนานแค่ไหน

ภาพใหญ่คือ LRAD 1000X ระยะทำการไกลสุด 3,000 เมตร ควบคุมอัตโนมัติผ่านระบบเน็ตเวิร์ค ด้วยโปรแกรมที่แถมมากับเครื่อง โดยมีออฟชั่นเป็นโปรแกรมตัวเต็มให้ได้เสียเงิน ส่วนภาพเล็กคือ LRAD 500X ติดกับเรือฟริเกตชื่อ RSS Interpid ระยะทำการไกลสุด 2,000 เมตร รองรับ MP3 มากสุด 16 กิ๊ก โดยมีออฟชั่นระบบควบคุมไร้สาย 300 เมตรให้ได้เสียเงิน ตัวหลังนี่ถอดเข้าถอดออกได้นะครับ แต่ตัวแรกสิงคโปร์ใช้ติดตายตัวเจาะช่องไว้ให้ด้วยเลย
ไปดูอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจกันต่อ ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง STELOP COMPASS D จากบริษัทสิงคโปร์เองซึ่งมีหน้าตาเหมือนของยุโรป ไม่ต้องแปลกใจว่าเคยเห็นบนเรือเนเธอร์แลนด์หรือนอร์เวย์ เป็นแฝดผู้น้องที่ต้องพลัดพรากจากกันนั่นเอง อุปกรณ์อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ STELOP 360° All-Round Surveillance System ใช้ตรวจสอบและเฝ้าติดตามภัยคุกคามรอบตัวเรืออย่างละเอียด โดยการติดตั้งระบบออปโทรนิกส์จำนวน 4 จุดบนเสากระโดง ที่เห็นในวงกลมสีแดงๆ นั่นแหละครับ มีเลนส์กล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน นับตาเปล่าได้จุดละ 5 เลนส์ ส่วนภาพฝั่งขวามือจะเป็นตัวอย่างหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์แบบนี้ผู้เขียนเคยเห็นบนเรือฟริเกตชั้น F125 ของเยอรมัน รู้สึกจะมีเซนเซอร์ 6 จุดติดอยู่ติดรอบๆ ลำเรือ คงเป็นเพราะเรือยาวตั้ง 149.5 เมตร ติดบนเสากระโดงอาจมองได้ไม่หมด อนาคตจะเป็นที่นิยมหรือเปล่าไว้รอดูกันต่อไป
มาดูส่วนท้ายเรือกันบ้างนะครับ มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางจำนวน 1 ลำ เนื่องมาจากสิงคโปร์มีเรือที่มีลานจอดมากถึง 20 ลำ (นับรวม 8 ลำนี้ด้วย) เฮลิคอปเตอร์ไม่เพียงพอทุกลำอย่างแน่นอน เรือ LMV บางลำหรือทุกลำจะต้องใช้งานอากาศยานไร้คนขับ มีการทดลองใช้งาน  Schiebel Camcopter S-100 กันไปแล้วด้วย ท้ายเรือเป็นจุดปล่อยเรือเล็กจำนวน 2 ลำ โดยเปิดประตูหลังแล้ววิ่งขึ้นมาจอดภายในอู่ รองรับเรือยางและยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ที่ยาวไม่เกิน 11 ฝั่งขวามือติดตั้งเครนอเนกประสงค์ ใช้ปล่อยยานใต้น้ำควบคุมระยะไกล (ROV) หรือยานใต้น้ำอัตโนมัติ (AUV)

โครงการ Littoral Mission Vessel (LMV) มีความไม่ธรรมดาเล็กน้อย ในการคัดเลือกแบบเรือเข้าประจำการจริง อู่ต่อเรือ ST Marine มีแบบเรือของตัวเองอยู่พอสมควร ที่สร้างเป็นลำจริงก็คือแบบเรือ Fearless 75 ซึ่งกองทัพเรือโอมานสั่งซื้อไปแล้วจำนวน 4 ลำด้วยกัน เรือ Fearless 75 มีขนาดและสมรรถนะ ใกล้เคียงกับเรือ LMV ค่อนข้างมาก
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Al-Ofouq มีระวางขับน้ำ 1,250 ตัน ยาว 75 เมตร กว้าง 10.8 เมตร กินน้ำลึก 3.3 เมตร ความเร็งสูงสุด 25 น๊อต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,000 ไมล์ทะเล ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 Super Rapid จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 30 มม. Merlin ควบคุมรีโมทจำนวน 2 กระบอก ปืนกล 12.7มม. Hitrole ควบคุมรีโมทจำนวน 2 กระบอก บริเวณกลางเรือมีพื้นที่รองรับจรวดต่อสู้เรือรบ กองทัพเรือสิงคโปร์ไม่ได้เลือกแบบเรือนี้ อาจเป็นเพราะไม่เหมาะกับความต้องการ

ทำไมถึงไม่เหมาะกับความต้องการ? นำเรือมาติดเสากระโดงเหมือน LMV ก็ได้เหมือนกัน กลางเรือติดตั้งแท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยานก็ได้เหมือนกัน ส่วนตัวคิดว่า Fearless 75 หัวสั้นพิกล น่าจะสู้แรงคลื่นกลางทะเลลึกได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ที่เรือ LMV มีทีเด็ดทีขาดมากกว่า เห็นจะเป็นในส่วนการรองรับภารกิจเสริม คือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดได้ด้วย
ประมาณกลางปี 2017 ที่ผ่านมา บริษัท SAAB ได้เปิดตัวเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดรุ่นใหม่ ใช้ชื่อว่า MCMV 80 โมเดลเรือแบบแรกติดปืนใหญ่ 57 มม.ที่หัวเรือ และปืนกล 30 มม. ท้ายสะพานเดินเรือ รูปร่างเรือโดยรวมก็ดี เสากระโดงหลักก็ดี ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ดี เหมือนกันกับเรือ LMV ราวกับฝาแฝด โมเดลเรือแบบที่สองติดปืนกล 30 มม.จำนวน 2 กระบอก เสากระโดงขนาดเล็กลง ลานจอดลดลงแค่สำหรับอากาศยานไร้คนขับ มีจุดติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ Multi Mission จำนวน 2 ตู้ มีเรือยางจำนวน 1 ลำ เครนใหญ่จำนวน 1 ตัว และยานผิวน้ำไร้คนขับสำหรับภารกิจต่อต้านทุ่นระเบิดอีก 2 ลำ


MCMV 80 ยาว 80 เมตร ระวางขับน้ำ 1,250 ตัน ความเร็วสุงสุด 15 น๊อต ใช้ลูกเรือ 40-60 คน ตามสเป๊กระบุว่าบรรทุกเรือยางหรือยานผิวน้ำไร้คนขับได้ยาวสุด 11 เมตร เรือลำนี้เป็นฝาแฝดของเรือ LMV อย่างไม่ต้องสงสัย สาเหตุมาจากเป็นผลงานการออกแบบร่วมกัน ก่อนจะแยกเป็นเรือตรวจการณ์ของสิงคโปร์ กับเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดของสวีเดน ใช้เทคโนโลยีหลายอย่างจาก FLEXpatrol Multi-Mission Patrol Vessel นี่คือสาเหตุที่ Fearless 75 สู้กันไม่ได้เลย
MCMV 80 เป็นหนึ่งในสามผู้เข้าประกวด ในโครงการเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดของเนเธอร์แลนด์กับเบลเยี่ยมจำนวน 12 ลำ เพื่อทดแทนเรือกวาดทุ่นระเบิดของเดิมจำนวน 12 ลำเท่ากัน เห็นแบบนี้แล้วผู้อ่านอาจนึกสงสัย ว่าเรือ LMV ของสิงคโปร์ทำภารกิจที่ว่าได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งพวกเขามีของเล่นอะไรกันบ้าง
กองทัพเรือสิงคโปร์มีเรือกวาดทุ่นระเบิดอยู่แล้ว รวมทั้งมียานผิวน้ำไร้คนขับล่าทำลายทุ่นระเบิดใช้งานด้วย รุ่นที่พัฒนาเสร็จแล้วก็คือรุ่น Venus 16 ยาว 16.5 เมตร ระวางขับน้ำ 26 ตัน บรรทุกได้หนักสุด 10 ตัน ติดตั้งโซนาร์ลากท้าย Thales Towed Synthetic Aperture Sonar (T-SAS) ส่วนรุ่นที่ใช้ปล่อยยานใต้น้ำควบคุมระยะไกลหรือ ROV ซึ่งสิงคโปร์ใช้ K-STER นั้นผู้เขียนยังหาภาพไม่เจอ รวมทั้งรุ่นติดโซนาร์ปราบเรือดำน้ำกับตอร์ปิโดเบา คงต้องรอกันอีกซักพักหนึ่ง
Venus 16 ใหญ่และยาวเกินไปที่จะขึ้นท้ายเรือ LMV แต่ Venus 9 ซึ่งมีความยาว 9.5 เมตรขึ้นได้สบายมาก ในโบรชัวร์ปรากฏภาพ Venus 9 กำลังลาก T-SAS อยู่แถวชายฝั่ง กับภาพ Venus 9 แบก K-STER จำนวน 2 ตัว เข้าใจว่าสิงคโปร์คงไม่นำเข้าประจำการ ดูแล้วลำมันเล็กเกินไปหน่อย ปฏิบัติการได้ไม่ยาวนานเท่าไหร่ สู้คลื่นลมแรงๆ ก็ไม่ค่อยดีด้วย

ถ้าอย่างนั้นบนเรือ LMV มีของเล่นอะไรบ้าง ที่มีแน่นอนก็คือยานใต้น้ำอัตโนมัติ REMUS 100 เพราะนำมาโชว์ในวันเข้าประจำการด้วย ตามด้วยเจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ (EOD) เข้าไปจัดการทุ่นระเบิดโดยการโดดจากเฮลิคอปเตอร์ ที่มายากหน่อยแต่น่าจะมาได้ก็คือ ยานใต้น้ำควบคุมระยะไกล K-STER ส่วนโซนาร์ T-SAS นี่ไม่น่ามาเพราะไม่รู้จะเอาอะไรลาก


อ่านมาจนใกล้จบบทความแล้ว ผู้อ่านคงพอมองภาพรวมของเรือลำนี้ออก ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ทำภารกิจอะไรได้บ้าง มีพี่น้องร่วมคำสาบานชื่ออะไร ผู้เขียนอยากปิดท้ายด้วยความน่ากลัวของเรือ LMV ลำนี้
ไม่ใช่เรดาร์ NS100 ซึ่งมีระยะตรวจจับ 280 กิโลเมตร ไม่ใช่จรวด VL MICA ที่สามารถยิงจรวดเอ๊กโซเซต์ได้ ไม่ใช่ LRAD 1000X ที่ทำให้ปวดแก้วหู แต่เป็นความเร็วในการสร้างเรือของสิงคโปร์ เรือลำแรกทำพิธีวางกระดูกวันที่ 11 กันยายน 2014 ปัจจุบันสร้างเรือเสร็จแล้วจำนวน 6 ลำ เข้าประจำการจริงแล้วจำนวน 3 ลำ โดยที่เรือทั้ง 8 ลำจะเข้าประจำการภายในปี 2020 พร้อมๆ กับเรือหลวงตรังของเราเข้าประจำการนั่นเอง
บางทีผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าของเขาเร็วหรือของเราช้ากันแน่ พบกันใหม่บทความต่อไปนะครับ ;)

ภาพนี้จะเห็นภารกิจหลักของเรือ LMV อย่างชัดเจน สิงคโปร์เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่มาก มีเรือสินค้าจำนวนมหาศาลแล่นเข้าออกทุกวัน พวกเขาจึงต้องการเรือที่มีความเร็วความคล่องตัว มีระบบตรวจจับที่ดียอดเยี่ยม มีความทันสมัยรองรับความเจริญในอนาคต มีอาวุธเพียงพอในการป้องกันตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนไปทำภารกิจอื่นๆ ได้ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพเรือได้ในอนาคต  เรือ LMV จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ตรงกับคำถามมากที่สุด
                       ------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

M21 class Patrol Boat


เรือตรวจการณ์ชั้น M21
วันที่ 9 พฤษภาคม 2561) เวลา 10.19 . พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 - .269 จำนวน 5 ลำ ณ ท่าเรือหมายเลข 5 (LST Ramp) ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก รังสฤษดิ์ สัตยานุกูล ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเรือตรี อนุชา เอี่ยมสุโร ผู้บัญชาการกองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ กำลังพลประจำเรือ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ
เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 - .269 จะเข้าประจำการในกองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ มีภารกิจในการตรวจการณ์ สกัดกั้น ลาดตระเวน ป้องกันการแทรกซึมทางทะเลและชายฝั่ง คุ้มครองเรือประมงและเรือพาณิชย์ ป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายฝั่งทะเลในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รักษากฎหมายในทะเลตามอำนาจหน้าที่ที่กองทัพเรือได้รับมอบหมาย รวมถึงการถวายความปลอดภัยแด่พระบรมวงศานุวงศ์
คุณลักษณะของเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 - .269
1.มีขีดความสามารถปฏิบัติการรบ (Combat Capabilities) โดยสามารถปฏิบัติภารกิจได้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายฝั่งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน สามารถตรวจจับ ติดตามและพิสูจน์ทราบเป้าผิวน้ำ 
2.สามารถป้องกันตนเองจากเรือผิวน้ำและอากาศยานข้าศึกได้ตามสมรรถนะของอาวุธประจำเรือ สามารถปฏิบัติการทางเรืออย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
3.สามารถปฏิบัติงานได้ในสภาพทะเลไม่น้อยกว่า Sea State 2 สามารถตรวจค้นเรือที่ต้องสงสัย ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ และมีความสามารถการทรงตัวที่ดีในการบังคับเรือและบังคับเลี้ยวในการปฏิบัติงานที่ความเร็วสูง (Maneuverability)

คุณลักษณะทั่วไป (Ship System Performance)
ระวางขับน้ำเต็มที่ 45 ตัน
ยาว 21.40 เมตร กว้าง 5.56 เมตร ความลึกของเรือ 3.15 เมตร กินน้ำลึกตัวเรือ 1.05 เมตร
ความเร็วสูงสุด 30 น็อต ความเร็วเดินทาง 15 น็อต
กำลังพลประจำเรือ 9 นาย
สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้ต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุง
ระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 350 ไมล์ทะเล ด้วยความเร็วเดินทาง
เครื่องจักรใหญ่ดีเซล MAN รุ่น D2862 LE463 กำลัง 1,029 kW ที่ 2,100 RPM พร้อมเพลาใบจักร จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องยนต์ขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า PERKINS จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า MARATHON MAGNAPLUS ขนาด 32 kW, 220 V AC. 1 Phase 50 Hz. จำนวน 2 เครื่อง
เกียร์ทด ตราอักษร TWIN DISC ชนิด Intermediate Duty ขนาด Input Rating สูงสุดที่ 1,145 kW ที่ความเร็วรอบ 2,100 RPM จำนวน 2 ชุดเครื่อง
ระบบเพลาใบจักรแบบ Fixed Pitch จำนวน 2 ชุด
อาวุธประจำเรือ
1.ปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก
2.ปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด 81 มิลลิเมตร ร่วมแกน จำนวน 1 กระบอก 
โครงการเรือตรวจการณ์ชายฝั่งรุ่นใหม่
                ข้อมูลทั้งหมดของเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 ได้มาจากกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ ราชนาวีไทยมีโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ขนาด 45 ตันจำนวนมาก เพื่อทดแทนเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเดิม ที่ใช้ราชการมาเป็นเวลานาน และมีกำหนดที่จะปลดระวาง โดยได้ว่าจ้างให้ บริษัท มาร์ซัน จำกัด เป็นผู้ดำเนินการสร้างเรือ เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณ มากกว่าการจัดหาจากต่างประเทศ เรามาดูพัฒนาการของเรือแต่ล่ะชุดไปพร้อมกันเลยครับ
1.โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งกองทัพเรือ ชุดเรือ ต.228 - .230 จำนวน 3 ลำ 
ประกอบพิธีรับมอบเรือ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 เป็นเรือชุดแรกสุดของเรือชั้น M21 ของมาร์ซัน ซึ่งจะเรียกเรือทุกลำว่าเรือชั้น ต.228 ก็น่าจะได้อยู่นะครับ ทว่าก่อนอื่นผู้เขียนขอพาไปชมแบบเรือก่อนหน้านี้ซักเล็กน้อย นั่นก็คือเรือ ต.227 ซึ่งเข้าประจำการก่อนเรือ ต.228 และเข้าประจำการแค่เพียงลำเดียวเท่านั้น ผิดแปลกไปธรรมเนียมที่เคยปฎิบัติกันมาช้านาน เหตุผลไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพื่อทดแทนเรือต.215 ซึ่งเสียหายอย่างหนักจนต้องปลดประจำการ เพราะเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มในปี 2547

จากแบบเรือจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า.227 กับ ต.228 มีตัวเรือหรือ Hull รูปร่างหน้าตาและขนาดใกล้เคียงกันมาก ที่แตกต่างกันก็เห็นจะเป็นสะพานเดินเรือ มีการปรับปรุงให้ทันสมัยและเหมาะสมมากกว่าเดิม

และถ้าย้อนเวลากลับไปอีกซัก 30 ปี กองทัพเรือไทยเข้าประจำการเรือตรวจการณ์ชายฝั่งชุดเรือ ต.213 – .226 สร้างโดยบริษัท อิตัลไทยมารีน ในระหว่างปี 2523 -2527 จำนวนรวม 14 ลำ เท่ากับว่าเราสร้างเรือตรวจการณ์ชายฝั่งได้เองมานานหลายสิบปีแล้ว และยังสร้างเรือโดยใช้แบบเรือเดียวกันจำนวนมาก เข้าขั้นมาตราฐานสากลเทียบเท่าอารยะประเทศ เรือทั้งหมดสังกัดกองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ
                                        เรือ ต.227 ท่ามกลางฝูงเรือชั้น ต.213 สะพานเดินเรือสูงโด่งอยู่ลำเดียว ส่วนตัวเรือยาวกว่ากัน 1.7 เมตร
2.โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งกองทัพเรือ ชุดเรือ ต.232 - .237 จำนวน 6 ลำ 
ประกอบพิธีรับมอบเรือ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจำนวน 822 ล้านบาท เป็นค่าเรือตรวจการณ์จำนวน 6 ลำวงเงิน 709 ล้านบาท หรือเท่ากับลำละ 118.16 ล้านบาท ค่าปืนกลอัตโนมัติขนาด 20 มม.Denel GI-2 จำนวน 6 กระบอกวงเงิน 81 ล้านบาท หรือเท่ากับกระบอกละ 13.5 ล้านบาท รวมทั้งเป็นค่าจัดซื้ออมภัณฑ์อีกจำนวน 32 ล้านบาท
.232 มีความแตกต่างจาก ต.228 อยู่บางประการ บริเวณที่นั่งตรวจการณ์ชั้นดาดฟ้าบนสุด ต.228 จะมีแผ่นกระจกขนาดใหญ่จำนวน 3 บาน เอียงทำมุมเล็กน้อยป้องกันลมและละอองน้ำ แต่ ต.232 จะมีกระจกหูช้างด้วย ยื่นออกมาด้านข้างรับกับแผ่นอลูมิเนียมที่ยาวกว่าเดิม ตำแหน่งดังกล่าวตรงกับที่แขวนห่วงยางอันบน จะเห็นได้ว่าหูช้างเป็นแผ่นกระจกที่ยังไม่มีกรอบ
จุดติดตั้งเรดาร์เดินเรือก็แตกต่างกัน โดย ต.228 จะอยู่บนเสากระโดงพ้นหลังคานิดหน่อย ส่วน ต.228 จะวางอยู่บนหลังคาพอดี อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดมีความใกล้เคียงกัน จับตาดูตรงนี้ให้ดีนะครับ เพราะเรือชุดถัดไปจะมีความเปลี่ยนแปลง




3.โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งกองทัพเรือ ชุดเรือ ต.261 - .264 จำนวน 4 ลำ 
ประกอบพิธีรับมอบเรือ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจำนวน 546 ล้านบาท เป็นค่าเรือตรวจการณ์จำนวน 4 ลำวงเงิน 490 ล้านบาท หรือเท่ากับลำละ 122.5 ล้านบาท ค่าปืนกลอัตโนมัติขนาด 20 มม.Denel GI-2 จำนวน 4 กระบอกวงเงิน 54 ล้านบาท หรือเท่ากับกระบอกละ 13.5 ล้านบาท ค่าปรับปรุงซ่อมแซมปืนกล 12.7 มม.พร้อมเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มม.จำนวน 4 กระบอกวงเงิน 2 ล้านบาท หรือเท่ากับกระบอกละ 5 แสนบาท
สิ่งที่เรือ ต.261 แตกต่างจากเรือ ต.232 ก็คือ กระจกหูช้างมีกรอบเล็กๆ แล้วครับ ช่วยป้องกันแรงกระแทกให้เนื้อกระจกได้บ้าง เสากระโดงเรือสูงขึ้นเล็กน้อย มีการติดตั้ง SATCOM ลูกเล็ก ๆ บนเสากระโดง เพื่อใช้สื่อสารผ่านดาวเทียมดวงไหนก็เถอะ ทันทีที่เห็นผู้เขียนตะโกนลั่นห้องว่าพวกเรามาถูกทางแล้ว! ปัจจุบันการสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เมื่อกองทัพเรือให้ความสำคัญกับเรือที่ยาว 21 เมตร จะให้ผู้เขียนรออะไรนอกจากตีมือ


4.โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งกองทัพเรือ ชุดเรือ ต.265 - .269 จำนวน 5 ลำ 
ประกอบพิธีรับมอบเรือในวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจำนวน 627.5 ล้านบาท เป็นค่าเรือตรวจการณ์จำนวน 5 ลำวงเงิน 627.5 ล้านบาท หรือเท่ากับลำละ 125.5 ล้านบาท ค่าปืนกลอัตโนมัติขนาด 20 มม.Denel GI-2 จำนวน 5 กระบอกวงเงิน 67.5 ล้านบาท หรือเท่ากับกระบอกละ 13.5 ล้านบาท ค่าปรับปรุงซ่อมแซมปืนกล 12.7 มม.พร้อมเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มม.จำนวน 5 กระบอกวงเงิน 10 ล้านบาท หรือเท่ากับกระบอกละ 2 ล้านบาท
ถ้ารวมตัวเลขจะเห็นได้ว่าไม่เท่ากันนะครับ เพราะยอดรวมเท่ากับค่าเรือตรวจการณ์เปล่า ๆ เท่านั้น กองทัพเรือว่ามาแบบนี้ผู้เขียนก็ว่าตามกัน นี่คือชุดเรือล่าสุดที่เพิ่งรับมอบ รูปร่างหน้าตารวมทั้งอุปกรณ์เหมือน ต.261 นั่นแหละครับ แต่บนเสากระโดงติดอุปกรณ์เพิ่มเติม 1 อย่าง ภาพการทดสอบเรือซึ่งกองทัพนำมาเป็นภาพประกอบ ติดตั้งอาวุธปืนกล Denel GI-2 ที่หัวเรือเหมือนลำอื่นๆ ให้บังเอิญในพิธีรับมอบเรือทั้ง 5 ลำ ได้มีการติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 20 มม.Oerlikon GAM-CO1 เข้าไปทดแทน

GAM-CO1 พวกนี้มาจากไหน เพราะเป็นปืนเก่าที่ไม่มีขายในตลาด คิดว่าถอดมาจากเรือตรวจการณ์ที่ปลดประจำการแล้ว นำมาปรับปรุงซ่อมแซมคืนสภาพใช้งานใหม่ อย่างที่รู้ว่าปืนกล 20 มม.ใหม่เอี่ยมราคา 13.5 ล้านบาท ส่วนเอาของเก่ามาปรับปรุงคืนสภาพ จะใช้งบประมาณ 2.xx ล้านบาทไปจนถึง 4.xx ล้านบาท มีราคาแตกต่างกันพอสมควร
Denel GI-2 เป็นปืนกลจากแอฟริกาใต้ ปรับปรุงมาจากปืนกลอัตโนมัติ GIAT F2 อีกที ใช้ปืนขนาด 20/139 มม.อัตรายิงสุงสุด 720 นัดต่อนาที ระยะยิงหวังผลประมาณ 1 กิโลเมตร ป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงได้ 2 สาย แต่ละสายมีจำนวนกระสุน 150 นัด ยอดรวมก็คือ 300 นัดนั่นแหละครับ ติดตั้งแผ่นเหล็กด้านหน้าใช้ป้องกันได้เล็กน้อย

ส่วน GAM-CO1 ซึ่งส่วนใหญ่ต่างประเทศจะเห็นแต่ GAM-BO1 เริ่มเข้าประจำการกองทัพเรืออังกฤษหลังสงครามฟอกแลนด์ 3 ปีคือในปี 1985 ใช้ปืนขนาด 20/85 มม.อัตรายิงสูงสุด 1,000 นัดต่อนาที ระยะยิงหวังผลประมาณ 1 กิโลเมตร ป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงได้ 1 สาย มีจำนวนกระสุนรวม 200 นัด เทียบกับ Denel GI-2 แล้ว GAM-CO1 ลำกล้องปืนสั้นกว่า บรรจุกระสุนน้อยกว่า แต่มีอัตรายิงสุงกว่า รวมทั้งมีอายุราชการน้อยกว่า และนี่ก็คือปืนหลักของเรือตรวจการณ์ชั้น M21
ทางด้านปืนรองซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหลังเรือ ใช้ปืนกลอัตโนมัติขนาด 12.7 มม.Ordnance M2 HB ที่ทุกคนรู้จักกันดี โดยติดตั้งร่วมกับเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มม.รุ่น Mk2 ราคาปืนใหม่ M2 ประมาณ 1 ล้านบาทบวกลบ แต่เครื่องยิงลูกระเบิดซึ่งเป็นที่นิยมในสงครามเวียดนาม ปัจจุบันน่าจะไม่มีขายแล้วนะครับ (ไม่แน่ใจ) ต้องใช้วิธีปรับคืนสภาพสถานเดียว


5.โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งกองทัพเรือ ชุดเรือ ต.270 - .274 จำนวน 5 ลำ 
อยู่ระหว่างการสร้างเรือ ได้ประกอบพิธีวางกระดูก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 2561 โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจำนวน 627.5 ล้านบาท เป็นค่าเรือตรวจการณ์จำนวน 5 ลำวงเงิน 627.5 ล้านบาท หรือเท่ากับลำละ 125.5 ล้านบาท ค่าปรุบปรุงซ่อมแซมกลอัตโนมัติขนาด 20 มม.Oerlikon GAM-CO1 จำนวน 5 กระบอก ค่าปรับปรุงซ่อมแซมปืนกล 12.7 มม.จำนวน 5 กระบอก ซึ่งไม่ได้ระบุราคาเอาไว้ โดยโครงการนี้จะเป็นเรือเฟสสุดท้ายในการจัดหา ยอดรวมทั้ง 1+4 โครงการก็คือ 3+20 = 23 ลำ
นับรวมถึงตอนนี้เรามีการจัดหาเรือที่ใช้แบบเรือร่วมกันมากถึง 23 ลำ โดยเข้าประจำการจริงแล้ว 18 ลำ และอยู่ระหว่างกว่าการสร้างเรืออีกจำนวน 5 ลำ ถือเป็นแบบเรือที่มีการสร้างจำนวนมากที่สุด ทุบสถิติแบบเรือ ต.213 ที่มียอดรวม 14 ลำ ส่วนในอนาคตจะมีเรือตรวจการณ์ชั้น M21 ตามมาอีกหรือเปล่า คงต้องรอติดตามกันต่อไปนะครับ
สำหรับผู้เขียนพอใจแล้วกับเรือแบบชั้นนี้ ทั้งขนาดเรือ จำนวนอาวุธ รวมทั้งประสิทธิภาพ สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมมากกว่านี้ก็คือ การทำสีลายพรางให้กับเรือตามสมัยนิยม ไม่จำเป็นต้องเข้มแบบในภาพตัวอย่างก็ได้ อยากให้นึกถึงเรือ LCS ของอเมริกา หรือเรือคอร์เวตชั้นวิสบี้ของสวีเดนเข้าไว้ คือถ้าได้แบบนั้นล่ะโดนใจใช่เลย แล้วผู้อ่านล่ะครับชอบลายพรางแบบนี้หรือแบบดิจิตอล หรือชอบสีเทาเข้มเดิม ๆ ของราชนาวีไทยนี่แหละ

อ้างอิงจาก

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

Santa to the Sea

ซานตาคลอสจากเอเชียตะวันออก
ปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีข่าวเล็ก ๆ ที่น่าสนใจข่าวหนึ่ง กองทัพเรือนามิเบียเข้าประจำการเรือใหม่ 2 ลำ เป็นเรือที่มีอุปกรณ์ปราบเรือดำน้ำชุดแรกสุด เป็นเรือที่ได้รับมอบจากจีนชุดแรกสุด และเป็นประเทศล่าสุดที่ได้รับเรือฟรีจากจีน

วันที่ 27 ตุลาคม 2017 ประธานาธิบดี Hage Geingob เป็นประธานในพิธีเข้าประจำการเรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำชั้น Type-037I Hainan ชื่อ C12 Daures และ C13 Brukkaros มีระวางขับน้ำ 420 ตัน ยาว 58.77 เมตร กว้าง 7.2 เมตร กินน้ำลึก 2.2 เมตร (ไม่รวมโดมโซนาร์ SJD-3 ซึ่งสามารถยืดหดได้) ติดตั้งจรวดปราบเรือดำน้ำ Type-81 แฝดหกจำนวน 2 แท่นยิง ปืนกล 14.5 มม.แฝดสองจำนวน 2 กระบอก และปืนกลปริศนาลำกล้องเดี่ยวอีกจำนวน 2 กระบอก
ปืนกลปริศนามุมบนขวาของภาพ ดูยังไงก็ไม่เหมือนปืน 37 มม.หรือ 30 มม.ของจีน ไม่เหมือนปืน Bofors 40 มม.ของสวีเดน แต่คล้ายคลึงปืน Oerlikon KCA 30 มม.จากสวิสเซอร์แลนด์ เข้าใจว่าจีนซื้อปืนเก่า KCA นำมาปรับคืนสภาพ ขอเรียกว่าปืนกล 30 มม.ขัดตาทัพไปก่อน ใช้งานได้ทั้งรีโมทและพลยิงประจำป้อม ทำงานร่วมกับออปโทนิคควบคุมการยิง
นามิเบียอาจเพิ่งเคยได้รับเรือจากจีน แต่พวกเขาไม่ใช่ลูกค้าใหม่เอี่ยมถอดด้าม ปี 2012 เรือชื่อ S11 NS ELEPHANT ที่ซื้อจากจีนราคาพิเศษได้เข้าประจำการ ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,580 ตัน ยาว 109 เมตร เป็นเรืออเนกประสงค์ที่ทำหน้าที่ได้สมชื่อ ทั้งขนส่งสินค้า ลำเลียงอาวุธยุทธปัจจัย ลำเลียงทหาร ลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ ฝึกหัดลูกเรือ ลาดตระเวนคุ้มกัน และทำหน้าที่เป็นเรือธงของกองทัพ ติดตั้งปืนกล 30 มม.ที่หัวเรือพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง และปืนกล 14.5 มม.ลำกล้องแฝดอีก 2 กระบอก มีเรือชูชีพขนาดกลางและเรือชูชีพปฎิบัติการช่วยเหลือ ลานจอดท้ายเรือรองรับเฮลิคอปเตอร์ Z-9 จากจีน หรือเปลี่ยนมาใส่เรือยางขนาด 6.5 เมตรจำนวน 3 ลำได้พอดิบพอดี มีเครนยกเรือลงน้ำติดตั้งไว้พร้อมสรรพ (ปรกติใช้ยกตู้คอนเทนเนอร์)

เมื่อจีนบุกแอฟริกา
            หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ทหารญี่ปุ่นถูกส่งกลับบ้านไม่ก็เข้าค่ายกักกัน คนจีนจึงได้หันมารบราฆ่าฟันกันเอง สุดท้ายพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะเด็ดขาด ฝ่ายตรงข้ามจำต้องถอยร่นไปอยู่กลางทะเล จัดตั้งเป็นประเทศไต้หวันโดยมีอเมริกาช่วยหนุน ครั้นเกิดความกดดันจากชาติตะวันตกมากขึ้น จีนแผ่นดินใหญ่ก็ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว จึงได้เริ่มผูกไมตรีจิตกับ 8 ประเทศในแอฟริกาเหนือและซาเฮล (พื้นที่ระหว่างแอฟริกาเหนือกับแอฟริกาใต้) หวังเป็นคะแนนเสียงในเวทีการเมืองระดับโลก ก่อนขยายพื้นที่ไปยังแอฟริกาใต้และประเทศเล็ก ๆ แถบยุโรปและเอเชีย
                การสานความสัมพันธ์ยังช่วยในเรื่องทำมาค้าขาย คนจีนเดินทางไปทำงานประเทศไหน ทางการจะตามไปช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม ความช่วยเหลือที่สำคัญก็คือทางด้านการทหาร ใบเบิกทางที่ดีที่สุดผ่านการพิสูจน์มานับไม่ถ้วน ช่วงนั้นจีนยังคงมีอาวุธหนักไม่เพียงพอ ก็เลยแจกปืนกล ปืนพก ลูกระเบิด กระสุนขนาดต่าง ๆ รวมทั้งยานพาหนะน้อยใหญ่ไปก่อน กระทั่งย่างก้าวเข้าสู่กลางปี 1972 แล้ว จึงได้มีการแจกเรือกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง
                เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Type-062 Shanghai คือแบบเรือที่จีนใช้แจกจ่ายไปทั่วโลก แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยได้แก่ Shanghai I ถึง Shanghai III สร้างลำแรกในปี 195x และลำสุดท้ายเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง เรือส่วนใหญ่เข้าประจำการตามปรกติ เมื่อบางลำเริ่มชราภาพหรือมีเหตุอันควร จึงได้ปลดระวางแล้วส่งมอบไปยังมิตรสหาย บางประเทศแจกกันฟรี ๆ ไม่มีกำเหน็จ บางประเทศแถมเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงให้ด้วย บางประเทศอาจมีค่าใช้จ่ายตามสมควร บางประเทศอาจมีออปชั่นโน่นนั่นนี่เพิ่มเติม
                Type-062 Shanghai มีระวางขับน้ำ 125-170 ตันยาว 36-41 เมตร กว้าง 5.3-5.5 เมตร ความเร็วสุงสุด 25-28.5 น๊อต อาวุธที่ใช้บนเรือแตกต่างไปตามรุ่นย่อย ประเทศที่ได้รับแจกประกอบไปด้วย อียิปต์ (ชาติแรกสุดที่จีนเข้าไปจีบ) จำนวน 4 ลำ คองโกจำนวน 3 ลำ ซาอีร์จำนวน 4 ลำ แคเมอรูนจำนวน 2 ลำ ตูนิเซียจำนวน 2 ลำ เซียร์ราลีโอนจำนวน 2 ลำ กินีจำนวน 6 ลำ ศรีลังกาจำนวน 6 ลำ บังคลาเทศจำนวน 6 ลำ แอลบาเนียจำนวน 6 ลำ ปากีสถานจำนวน 12 ลำ รวมทั้งเกาหลีเหนือจำนวน 24 ลำขึ้นไป
                บังคลาเทศและศรีลังกาใช้งานแล้วเกิดชอบใจ จีนจึงสร้างเรือใหม่ให้ในราคามิตรภาพขอนแก่น เมื่อติมอร์ตะวันออกจัดตั้งประเทศสำเร็จ ก็ได้ซื้อเรือชั้นนี้จำนวน 3 ลำด้วยเงินกู้ระยะยาวจากจีน มีการปรับปรุงใหญ่ตั้งแต่หัวเรือจรวดท้ายเรือ ใส่เครื่องยนต์ใหม่ ระบบเรดาร์ใหม่ รวมทั้งอาวุธทันสมัยรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าผู้อ่านจำเรือตรวจการณ์ขนาด 46 เมตร ที่พม่าสร้างเองได้ ลำนั้นก็คือร่างอวตารใหม่ของเรือติมอร์ตะวันออกลำนี้ ติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ C-802 ด้วยนะฮร้าฟ
เรือตรวจการณ์ชายฝั่งชั้น Type-062 Shanghai คือจุดเริ่มต้นเทศกาลลดแลกแจกแถม คือจุดเริ่มต้นเรือแจกฟรีจากประเทศหลังม่านไม้ไผ่ คือแรงบันดาลใจให้เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ลอกการบ้านคำตอบเดียวกันในปัจจุบันและอนาคต

ภาพบนคือเรือ Type-062 ของจีนในอดีตกาล ติดตั้งปืนกล 37 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก และปืนกล 25 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ภาพกลางคือเรือของหน่วยยามฝั่งบังคลาเทศ ติดตั้งอาวุธเหมือนกับจีนแต่ยาวกว่าใหญ่กว่า ลำสุดท้ายคือเรือใหม่ของติมอร์ตะวันออก ระวางขับน้ำ 175 ตัน ยาวถึง 43 เมตร ติดตั้งปืนกล H/PJ17 30 มม.จำนวน 2 กระบอก และปืนกล 14.5 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ถอยหลังสะพานเดินเรือไป 2 เมตรก็เรือพม่าแล้วครับ
การแจกเรือจีนในปัจจุบัน
วันที่ 9 พฤษภาคม 2014 ประเทศเซเชลล์ซึ่งเป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ได้รับมอบเรือตรวจการณ์ Type-062 Shanghai II จากจีนจำนวน 1 ลำ ถึงจะใช้ชื่อเดิมแต่ใหญ่โตขึ้นและทันสมัยขึ้น P607 Etoile มีระวางขับน้ำ 135 ตัน ยาวถึง 38.78 เมตร ความเร็วสุงสุด 26 น๊อต ติดตั้งติดตั้งปืนกล H/PJ17 30 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกล 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก หน่วยยามฝั่งเซเชลล์มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก นอกจากของฟรีจากจีนที่ได้รับเป็นลำล่าสุด ยังมีเรือตรวจการณ์ขนาด 46 จากอินเดียจำนวน 2 ลำ และขนาด 30 เมตรจากยูเออีอีก 1 ลำ ทั้งหมดเป็นของบริจาคเพื่อการกุศล
วันที่ 20 กรกฎาคม 2017 ประเทศไอเวอรี่โคสต์หรือโกตดีวัวร์ ตั้งอยู่บนขอบทวีปแอฟริกาตะวันตก ได้รับมอบเรือใหม่เอี่ยมจากจีนจำนวน 1 ลำ ราคารวมทั้งโครงการอยู่ที่ 4.4 ล้านเหรียญ เรือชั้นคนเหล็กหรือ Predator ยาว 27 เมตร ติดตั้งปืนกลได้จำนวน 2 กระบอก ก่อนหน้านี้อเมริกาเคยสั่งซื้อเรือชั้นนี้จากจีน มอบให้อิรัคจำนวนหลายลำตามโครงการอะไรซักอย่าง โครงการต่อไปพี่กันซื้อเรือ M25 ของน้องไทยบ้างนะจ๊ะ

ภาพบนคือเรือตรวจการณ์ของเซเชลล์ ภาพล่างคือเรือตรวจการณ์ของไอเวอรี่โคสต์ สวยงามขึ้น อเนกประสงค์ขึ้น และทันสมัยขึ้น มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้นพอสมควร ถ้าไม่รู้จักมาก่อนอาจเดาว่าเรือยุโรป
วันที่ 18 กรกฎาคม 2017 ประเทศกานาซึ่งอยู่แอฟริกาตะวันตกติดกับไอเวอรี่โคสต์ ได้รับมอบเรือขนาดเล็กจากจีนจำนวน 4 ลำ รวมทั้งปืนกลหนักและกระสุนจำนวน 120,000 นัด มูลค่าความช่วยเหลืออยู่ที่ 7.5 ล้านเหรียญ กานามีท่าเรือน้ำลึกรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ จุดสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ทั้งเรือและปืนจากจีนได้ใช้งานจริงอย่างแน่นอน
ย้อนกลับไปในปี 2011 กานาสั่งซื้อเรือตรวจการณ์ชั้น Snake จากจีนจำนวน 4 ลำ เรือขนาด 46.8 เมตรมูลค่ารวม 68 ล้านเหรียญ ติดปืนกล 30 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกล 14.5 มม.จำนวน 2 กระบอก ถือเป็นลูกค้าเก่าแก่กันมาก่อนแต่ในอดีต จีนไม่ใช่ชาติเดียวที่เป็นผู้ให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ในปี 2012 เกาหลีใต้ได้มอบเรือตรวจการณ์ชั้น Chamsuri พร้อมอาวุธจำนวน 1 ลำ ส่วนเยอรมันขายเรือเร็วโจมตีชั้น Gepard จำนวน  2 ลำให้กานาในราคาแสนถูก แทนที่ปืนใหญ่และจรวดด้วยปืนกลและเรือยาง ถึงจะเป็นเรือเก่าแต่ก็ยังใช้งานได้อีกหลายปี ประเทศเล็กประเทศน้อยก็แบบนี้แหละครับ

เรือชั้น Snake เป็นอีกลำที่น่าสนใจ มีใช้งานบ้านใกล้เรือนเคียงกับเรานี่เอง ระหว่างปี 2005-2007 กัมพูชาได้รับบริจาคเรือจากจีนจำนวน 9 ลำ และได้เพิ่มอีกปีล่ะลำสองลำคละเคล้ากันไป ยอดรวมปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ 15 ลำ ติดตั้งปืนกล 40 มม.ลำกล้องคู่จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 23 มม.ลำกล้องคู่จำนวน 1 กระบอก และปืนกล 14.5 มม.ลำกล้องคู่จำนวน 2 กระบอก รูปร่างหน้าตาเหมือนเรือกานาทุกประการ ยกเว้นไม่มีแผ่นกันคลื่นที่หัวเรือ ความสวยงามหายไป 27.85 เปอร์เซนต์
นอกจากกัมพูชาจะเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานของจีนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่มีสถานะทัดเทียมกัน รัฐบาลปากีสถานต้องการจัดตั้งหน่วยยามฝั่ง มีการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ขนาด 600 ตันจำนวน 4 ลำ และขนาด 1,500 ตันจำนวน 2 ลำ โดยได้เทงบประมาณลงมาให้เกือบ 4,000 ล้านบาท มีการประกวดประชันและจีนเป็นผู้ชนะ อ่านมาถึงตรงนี้ก็ยังปรกติดีอยู่
วันที่ 17 มกราคม 2017 จีนส่งมอบเรือตรวจการณ์ชั้น Hingol จำนวน 2 ลำให้กับเจ้าของ ระวางขับน้ำ 600 ตัน ยาว 68 เมตร กว้าง 8.7 เมตร ติดตั้งปืนกล H/PJ17 30 มม.จำนวน 1 กระบอก และปืนกล 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ให้บังเอิญสื่อมวลชนจีนเกิดทำผิดแผน ตีข่าวทั่วโลกว่าเป็นเรือบริจาคจากเพื่อนถึงเพื่อน รัฐบาลปากีสถานรีบออกมาบอกว่านี่เงินฉัน หาใช่ไก่กาคอยแต่รับของฟรีเสียที่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่าจีนขายให้ในราคาต่ำกว่าทุน อย่างน้อยต้องคิดเงินค่าปืนกลบ้างล่ะน่า

เกาหลีใต้มาแล้ว
นอกจากกานาจะได้เรือตรวจการณ์ชั้น Chamsuri แล้ว ยังมีอีกหลายชาติที่ได้รับแจกของดีเมืองกิมจิ เรือขนาด 170 ตัน ยาว 37 เมตร กว้าง 7 เมตร  กินน้ำลึก 1.7 เมตร ถูกโอนไปยังบังคลาเทศจำนวน 4 ลำ ติมอร์ตะวันออกจำนวน 3 ลำ และฟิลิปปินส์จำนวน 8 ลำ ติดตั้งปืนกล 40 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอก และปืนกล 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก (นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) เรือลำนี้เปรียบได้กับหัวหมู่ทะลวงฟันของแดจังกืม

เกาหลีใต้ยังมีของดีของเด็ดอีกเพียบ ใครเห็นใครชอบใครเห็นใครหลงรวมทั้งผู้เขียน เริ่มต้นจากในปี 2014 กองทัพเรือโคลัมเบียได้รับมอบเรือคอร์เวตชั้น Donghae จำนวน 1 ลำ ระวางขับน้ำ 1,076 ตัน ยาว 78.1 เมตร กว้าง 9.6 เมตร กินน้ำลึก 2.6 เมตร ติดตั้งปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ปืนกล 30 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก และแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิง อายุอานามมากกว่าเรือหลวงรัตนโกสินทร์เพียง 3 ปี

ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2016 หน่วยยามฝั่งเปรูเข้าประจำการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชื่อ BAP Ferré (PM-211) ซึ่งได้รับแจกจากเกาหลีใต้ในปีเดียวกัน นี่คือเรือคอร์เวตชั้น Pohang ระวางขับน้ำ 1,200 ตัน ยาว 88.3 เมตร กว้าง 10 เมตร กินน้ำลึก 2.9 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 30 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก ผ่านการปรับปรุงใหญ่ใช้งานได้อีกยาวนาน อาวุธป้องกันตัวอยู่ในระดับดีหนึ่งประเภทหนึ่ง

ต้นเดือนมิถุนายน 2017 มีการปล่อยภาพเรือคอร์เวตลำใหม่ของเวียตนามชื่อ HQ-18 ซึ่งก็คือเรือคอร์เวตชั้น Pohang ชื่อ PCC-761 Gimcheon ที่ปลดประจำการแล้ว ดีลนี้ค่อนข้างแปลกเพราะไม่เคยมีข่าว วันดีคืนดีเรือมาจอดที่เวียตนามเสียแล้ว ติดตั้งปืนใหญ่76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 1 กระบอก และปืนกล 20 มม.หกลำกล้องรวบอีก 1 กระบอก จากภาพไม่มีแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเวียตนามไม่มีตอร์ปิโดเบา

วันที่ 26 ตุลาคม 2017 กองทัพเรืออียิปต์เข้าประจำการเรือคอร์เวตหมายเลข 1000 ชื่อ ENS Shbab Misr นี่คือเรือคอร์เวตชั้น Pohang ชื่อ PCC-763 Jinju ของเกาหลีใต้ ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 2 กระบอก มาพร้อมเรดาร์ควบคุมการยิง Signaal WM 28 และเรดาร์/ออปโทรนิคควบคุมการยิง Signaal LIOD Mk2 เรือลำนี้เคยติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ Exociet MM38 จำนวน 2 นัด ครั้นจรวดหมดอายุเกาหลีใต้เลยถอดแท่นยิงออก คิดว่าอียิปต์คงไม่ดิ้นรนติดจรวดเข้าไปใหม่ เพราะมีเรือทันสมัยใหม่เอี่ยมอยู่ในกองทัพอีกตั้งหลายลำ

มาที่ประเทศฟิลิปปินส์กันบ้าง เกาหลีใต้จะส่งมอบเรือคอร์เวตชั้น Pohang ชื่อ PCC-762 Chungju ให้ภายในปีนี้ โดยคิดราคาเรือเก๋ ๆ แค่เพียง 1 เหรียญอเมริกา ตามข่าวบอกว่าไม่ถอดอาวุธและอุปกรณ์ออกซักชิ้น รวมทั้งแท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำด้วย ฟิลิปปินส์ต้องการอาวุธชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง อาจยิงใครไม่ได้ก็จริงแต่ใช้ฝึกทหารตัวเอง พวกเขาห่างหายจากระบบปราบเรือดำน้ำมาแสนนาน ไอ้ที่คุ้นเคยก็โบราณมากสมัยพระเจ้าเหา การบริจาคเรือลำนี้มีดราม่าเกิดขึ้นเล็กน้อย จีนประท้วงอย่างหนักอ้างว่าจะทำให้ภูมิภาควุ่นวาย นาทีนี้จีนกลายเพื่อนรักของฟิลิปปินส์ ไม่ทราบว่ายังจะประท้วงอยู่อีกหรือไม่

เกาหลีใต้มาทีหลังหลายปีก็จริง ทว่าพ่อคุณแจกของดีของเด่นกันเลย เรือรบขนาด 1,200 ตันใหญ่เพียงพอสำหรับทุกภารกิจ ติดตั้งอาวุธทันสมัยได้รับความนิยมสุง ใช้งานง่ายดูแลง่าย ค่าใช้จ่ายพอดีกับกระเป๋าสตางค์ และที่น่าสนใจก็คือพวกเขายังมีเรือคอร์เวตชั้น Pohang อยู่อีกจำนวน 14 ลำ อนาคตจะไปเทียบท่าประเทศไหนบ้าง ต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป
ญี่ปุ่นก็มา
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2015 หน่วยยามฝั่งเวียดนามรับเรือบริจาคลำแรกสุดจากญี่ปุ่น โครงการนี้มียอดรวมอยู่ที่จำนวน 5 ลำ เรือลำเลียงและตรวจการณ์ CSB-6001 ในอดีตเคยชื่อว่า Syokaku สร้างในปี 1991 ระวางขับน้ำสุงสุด 725 ตัน ยาว 56 เมตร ความเร็วเดินทาง 12.5 น๊อต อายุอานามยังไม่มากเท่าไหร่ มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับภารกิจ หน้าตาเรือไม่ถึงกับเชยไม่ถึงกับใหม่ ใช้ลำเลียงยุทธปัจจัย กำลังพล รวมทั้งดูแลความสงบในน่านน้ำ เรือทั้ง 5 ลำทยอยเข้าประจำการครบแล้ว
ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2915 กรมประมงเวียตนามได้รับมอบเรือลำแรกสุดจากจำนวน 6 ลำ อดีตเรือชื่อ Hayato สร้างในปี 1993 ระวางขับน้ำสุงสุด 1,079 ตัน ยาว 56 เมตร ความเร็วสุงสุด 12.5 น๊อต ใช้ลูกเรือจำนวน 49 นาย ตามปรกติเรือที่เขียนคำว่า Vietnam Fisheries Resources Surveillance ทั้งสองกราบ มักได้ออกทีวีถ่ายทอดสดอยู่เป็นเนืองนิจ งานหลักคือการฉีดน้ำแรงดันสุงใส่ฝ่ายตรงข้าม พุ่งเข้าปะทะใช้สีข้างเบียดอีกฝ่ายให้แดดิ้น โดยปรกติเรือกรมประมงไม่ติดอาวุธ เพราะเกิดการกระทบกระทั่งแบบนี้ทุกวี่วัน มีปืนในมืออาจบานปลายเป็นชนวนสงคราม

ภาพบนคือเรือ CSB-6001 ของหน่วยยามฝั่งเวียดนาม ภาพล่างคือพิธีส่งมอบเรือตรวจการณ์ลำแรกของกรมประมง เวียตนามต้องการเรือใหญ่จากญี่ปุ่นจำนวน 10 ลำ สุดท้ายได้เกินมา 1 ลำต้องส่งพี่ไทยไปดูงานเสียหน่อย
ขอพาผู้อ่านไปยังประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นหน่วยยามฝั่งกันบ้างนะครับ กลางปี 2015 มีข่าวว่าญี่ปุ่นจะบริจาคเรือให้จำนวน 10 ลำ โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นหรือไจก้า (JICA) ที่คนไทยหลายคนได้รับทุนเรียนต่อหรือฝึกอบรม บทสรุปของโครงการนี้ก็คือ มีการสร้างเรือตรวจการณ์จากญี่ปุ่นจำนวน 10 ลำ ไจก้าให้เงินกู้ยืมเพื่อการพัฒนาในการสร้างเรือ 80 เปอร์เซนต์ รัฐบาลฟิลิปปินส์ควักกระเป๋า 20 เปอร์เซนต์ ส่วนจะใช้คืนเมื่อไหร่และยังไงไม่รู้เลยซักนิด เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ผู้เขียนหมดหนทางที่จะเข้าใจ แต่ที่เข้าใจแจ่มแจ้งก็คือเรือสร้างเสร็จแล้ว 7 ลำในเวลาเพียง 2 ปี

เรือตรวจการณ์ชั้น Parola ยาว 44.5 เมตร กว้าง 7.5 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร ความเร็วสุงสุด 25 น๊อต ระยะทำการ 2,800 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 15 น๊อต มีจุดติดตั้งปืนแต่ยังไม่มีปืนติดตั้ง ใช้แบบเรือหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นมาปรับปรุง เอนกประสงค์และทำงานได้หลายภารกิจ เรือทั้ง 10 ลำจะเป็นม้างานไปอีก 30 ปีเต็ม มาตราฐานการต่อเรือของญี่ปุ่นนั้นดีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าซ่อมบำรุงตามวงรอบได้ดีแค่ไหน ส่วนตัวมองว่าเรือสวยงามตามท้องเรื่อง เหมาะสมกับทะเลฝั่งอันดามันมากกว่าฝั่งอ่าวไทย
แม้มีโครงการเรือใหม่จำนวน 10 ลำแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเพิ่มเติม เรือจำนวนหนึ่งจะถูกสั่งซื้อใหม่ในเวลาอันควร บวกกับเรือที่ญี่ปุ่นอยากช่วยเหลืออีกจำนวน 2 ลำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเรือขนาดใหญ่ของหน่วยยามฝั่ง อาจจะเก่านิดหน่อยอายุซัก 20-25 ปี ปลดระวางเร็วขึ้นปรับปรุงตามความเหมาะสม
ภาพถัดไปคือเรือตรวจการณ์ลำใหม่ของหน่วยยามฝั่งมาเลเซียชื่อ KM Arau ที่ในอดีตคือเรือ PL-01 Ojima ของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น สร้างในปี 1989 ระวางขับน้ำประมาณ 1,000 ตัน ยาว 87 เมตร กว้าง 10.5 เมตร ไม่นานมานี้มาเลเซียทำสัญญามูลค่า 166 ล้านเหรียญ จัดหาเรือตรวจการณ์มือสองจากญี่ปุ่นจำนวน 3 ลำ เรืออายุ 28 ขวบลำนี้คือลำที่หนึ่งของโครงการ ได้รับการปรับปรุงใหญ่ติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เอี่ยม มีพิธีส่งมอบเรือในวันที่ 7 มิถุนายน 2017 ปัจจุบันลำที่สองส่งมอบแล้วตั้งชื่อว่าKM Pekan ส่วนลำที่สามจะตามมาภายในปีนี้ ฟิลิปปินส์อาจได้เรือชั้นนี้จำนวน 2 ลำก็เป็นได้

ญี่ปุ่นเคยบริจาคเรือให้อินโดนีเซียในปี 2007 เป็นเรือตรวจการณ์ความยาว 27 เมตรจำนวน 3 ลำ ใช้ป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย ปัจจุบันอินโดนีเซียคงไม่อยากรับแล้ว เพราะสร้างเองได้หมดรวมทั้งเรือฟริเกต Sigma 10514
การบริจาคเรือในอนาคต
                สามยักษ์ใหญ่เอเชียตะวันออกแจกเรือฟรีเหมือนกัน ในความเหมือนมีความแตกต่างที่พอมองออก ยักษ์ตัวแรกก็คือจีนแจกทั้งเรือเก่าและเรือใหม่ แตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์และผลประโยชน์ ถ้าเป็นเรือใหม่มีแบบเรือมากมายหลายขนาด ส่วนของเก่าเรือตรวจการณ์ชั้น Type-037 ถูกใช้เป็นตัวยืนพื้น จีนยังคงมีเรือชั้นนี้มากกว่า 100 ลำ แบ่งเป็นรุ่นปราบเรือดำน้ำซึ่งกำลังทยอยปลดประจำการ และรุ่นปราบเรือผิวน้ำติดจรวดต่อสู้เรือรบ ตัวหลังนี่ยังใหม่หน่อยแต่ก็แจกได้เหมือนกัน
                เรือชั้น Type-037 ขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 500 ตัน เอาดีกว่านี้ต้องเรือฟริเกตชั้น Type-053 เหมือนเรือหลวงเจ้าพระยา ลำนี้ออกจะใหญ่โตไปนิดคือขนาด 2,200 ตัน ติดอาวุธจีนทั้งลำต้องจัดหาเพิ่มเติมต่อไป ควรที่จะเป็นประเทศใช้งานอาวุธจีนอยู่ก่อน เขาจึงขายให้ในราคาพิเศษอาทิเช่นพม่าและบังคลาเทศ ปากีสถานเล็งรุ่นที่มีจรวดต่อสู้อากาศยานและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ แต่คงไม่ได้ในเร็ววันนอกจากจะเอาลำที่เก่ากว่า
                ส่วนเกาหลีใต้เจ้าพ่อซีรีย์ดราม่านั้น หันมาแจกเรือรบขนาดใหญ่ปลดประจำการแล้ว เรือคอร์เวตชั้น Pohang ยังมีให้แจกอีกมากมาย ทีเด็ดทีขาดอยู่ที่เรือฟริเกตชั้น Ulsan ระวางขับน้ำ 2,350 ตัน ยาว 103.5 เมตร กว้าง 12.5 เมตร กินน้ำลึก 3.8 เมตร ติดตั้งปืนใหญ่76/62 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกล 40 มม.ลำกล้องแฝดจำนวน 3 กระบอก แท่นยิงตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำแฝดสามจำนวน 2 แท่นยิง และจรวดต่อสู้เรือรบฮาร์พูนแฝดสี่จำนวน 2 แท่นยิง ติดตั้งเรดาร์ควบคุมการยิง เรดาร์ตรวจการณ์ระยะกลาง โซนาร์หัวเรือขนาดกลาง และระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ เกาหลีใต้เหลือเรือชั้นนี้อยู่ 6 ลำ ที่ปลดไปแล้วยังปรกติสุขดีอยู่อีก 1 ลำ นี่คือของขวัญที่ไม่มีประเทศไหนอยากปฎิเสธ เทียบกับเรือฟริเกตชั้น Type-053 ผู้เขียนก็เอาลำนี้
                และยักษ์ใหญ่ตัวสุดท้ายที่เพิ่งสะดุ้งตื่น รัฐบาลญี่ปุ่นแจกเรือใหม่ป้ายแดงราคาพิเศษ สร้างในประเทศมาตราฐานเดียวกับกองทัพ แต่มีเงื่อนไขหยุมหยิมเพราะกฎหมายยังไม่อำนวย แจกประเทศในเอเชียตามความสัมพันธ์และผลประโยชน์ พร้อมกับแจกเรือเก่าที่ยังไม่ปลดประจำการ ปรับปรุงซ่อมแซมให้ด้วยเพียงแต่ไม่ติดอาวุธ ญี่ปุ่นเป็นเกาะมีเรือพาณิชย์จำนวนนับไม่ถ้วน เรือที่แจกมาจากหน่วยยามฝั่งบ้าง กรมประมงบ้าง หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคต ว่าจะมีการแจกเรือรบปลดระวางกันบ้างไหม อาจต้องแก้ไขกฎหมายเสียก่อนนะครับ ฮ่า ฮ่า

เรือตรวจการณ์อาวุธนำวิถีชั้น Type 037II Houjian ของจีน และเรือฟริเกตปราบเรือดำน้ำชั้น Ulsan ของเกาหลีใต้ สองผู้เล่นหน้าใหม่ที่กำลังรอเวลาลงสนาม
                การแจกเรือฟรีไม่ได้มีแค่เพียง 3 ประเทศ การแจกของฟรีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรือรบ ถ้ามีโอกาสและมีประเด็นที่น่าสนใจ อาจมีซานตาคลอสภาคสองตามมาในภายหลัง วันนี้ลากันไปก่อนสวัสดีปีใหม่ 2018 ผู้อ่านทุกท่านนะครับ J
ปล.ข้อมูลในบทความเป็นเพียงบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด อาจมีตกหล่นมากบ้างน้อยบ้างผู้เขียนต้องขออภัยมณีเด้ง
                                       ----------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
หนังสือ : Jane's fighting ships 1986-1987