วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

Mine Countermeasure Support Ship

โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์
                เรือหลวงถลาง (MCS 621) สร้างขึ้นเองในประเทศโดยอู่ต่อเรือกรุงเทพ ใช้แบบเรือของ FERROSTAAL A-G MSSEN ประเทศเยอรมัน ขึ้นระวางประจำการวันที่ 25 มิถุนายน 2523 ระวางขับน้ำสุงสุด 1,102 ตัน ยาว 54.2 เมตร กว้าง 10 เมตร กินน้ำลึก 3.1 เมตร จัดอยู่ในประเภทเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดหรือเรือ สตท.ทำหน้าที่เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น รวมทั้งเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้นบางระจันและชั้นลาดหญ้า

                เรือลำนี้อายุอานามปาเข้าไป 37 ปีแล้ว มีแผนปลดประจำการในปีงบประมาณ 2563 คาดว่าคงล่าช้าไปอีกประมาณ 3- 5 ปี เพราะต้องจัดหาเรือพี่เลี้ยงลำใหม่เข้ามาทดแทน คุณสมบัติเรือตามข้อมูลในปี 2554 มีระวางขับน้ำประมาณ 1,500 ตัน ทดแทนภารกิจเดิมรวมทั้งรองรับภารกิจวางทุ่นระเบิด ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก
                วันเวลาผันผ่านย่างเข้าสู่กลางปี 2017 โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์ จึงได้เริ่มตั้งไข่กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง อู่ต่อเรือในประเทศซึ่งจับมือกับต่างชาติจำนวน 2 ราย นำเสนอแบบเรือของตนเข้าร่วมในโครงการ และคาดว่าจะมีรายที่สามเข้าร่วมชิงชัย โครงการนี้ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แล้วเสร็จสะเด็ดน้ำอย่างน้อยต้องมี 12 เดือน
อู่ต่อเรือทั้งสองรายคือใคร ใช้แบบเรือรุ่นไหน มีรายละเอียดหรือเปล่า
                ผู้เขียนมีรายละเอียดแค่พอประมาณ ขอขอบคุณไปยังเฟสบุค "Navy For Live" ที่ได้นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะชน ความต้องการกองเรือทุ่นระเบิดในปัจจุบัน นอกจากทดแทนเรือเก่าและทำภารกิจวางทุนระเบิด ยังใช้เรือเป็นเป็นศูนย์สงครามทุ่นระเบิดเคลื่อนที่ เป็นฐานปฎิบัติการส่วนหน้านอกอาณาเขต รองรับการจัดเก็บทุ่นระเบิดแบบลอยตามกระแสน้ำ เป็นฐานปฎิบัติการยานใต้น้ำไร้คนขับ จึงต้องการพื้นที่รองรับหน่วยปฎิบัติการดังกล่าว สามารถวางตู้คอนเทนเนอร์ Mission Module เพิ่มเติม มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ใช้หย่อนเจ้าหน้าที่ทำลายวัตถุระเบิดทางอากาศ
                แบบเรือลำแรกเป็นของอู่ต่อเรืออิตัลไทยมารีน จับมือกับ BMT Defense Services ประเทศอังกฤษ นำเสนอแบบเรือ VENARI-85 ซึ่งเป็นเรือต่อต้านทุ่นระเบิดและสำรวจอุทกศาสตร์ขนาดใหญ่ เรือลำนี้เพิ่งเปิดตัวต้นเดือนกันยายน 2017 แต่แอบนำเสนอกองทัพเรือไทยก่อนซะงั้น ยาว 85.9 เมตร น้ำหนักบรรทุก 500 ตัน ติดเครนขนาดใหญ่สุด 25 ตัน ทำภารกิจต่อต้านทุ่นระเบิดร่วมกับยานผิวน้ำไร้คนขับหรือ USV( Unmanned Surface Vehicle ) และยานใต้น้ำไร้คนขับหรือ UUV ( Unmanned Underwater Vehicle ) เราไปชมภาพวาดเรือกันเลยดีกว่า

                กราบเรือค่อนข้างสุงตามหลักสมัยนิยม ติดตั้งปืนหลักและระบบเป้าลวงบริเวณหัวเรือ สะพานเดินเรือสุง-ยาว-ใหญ่-ตีโป่ง ติดกระจกบานโตให้มุมมองกว้างไกล กราบเรือสองฝั่งเจาะช่องเป็นจุดปล่อยเรือเล็กขนาด 7 เมตร ระหว่างปล่องควันคู่เป็นที่ตั้งห้องควบคุมการบิน ส่วนชั้นล่างเป็นโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ
                ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 7 ตัน ใต้ลานจอดฝั่งขวามีช่องปล่อยยานล่าทำลายทุ่นระเบิดหรือ MDV (Mine Disposal Vehicle ) รองรับยานใต้น้ำควบคุมด้วยรีโมทหรือ ROV (Remotely Operated Underwater Vehicle) และยานใต้น้ำทำงานอัตโนมัติหรือ AUV (Autonomous Underwater Vehicle) บริเวณท้ายเรือกดเตี้ยลงพอสมควร ติดตั้งตู้ Mission Module จำนวน 2 ระบบ ขนาบข้างด้วยยานผิวน้ำไร้คนขับจำนวน 2 ลำ ปิดท้ายด้วยเครนขนาด 15 ถึง 25 ตัน
                เรือลำล่างเป็นของไทยนั่นเอง มีข้อแตกต่างตั้งแต่กลางลำเป็นต้นไป ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ยาวจรดท้าย บรรทุกทุ่นระเบิดจำนวน 150 ลูกใต้ลานจอด ไม่มีจุดปล่อยยานใต้น้ำไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และโรงเก็บอากาศยานไร้คนขับ มีจุดวางตู้ Mission Module หน้าห้องควบคุมการบิน (เจาะช่องเผื่อไว้แล้ว) มีเครนขนาด 15 ตันบริเวณกราบขวาเรือ เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้อ่านนึกถึงรถกระบะตอนเดียวกับสองตอน ของเราเป็นรถตอนเดียวที่มีฝาครอบกระบะท้าย
                กองทัพเรือต้องการปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.พร้อมระบบควบคุมการยิงและระบบตรวจจับสัญญานเรดาร์ ผู้เขียนนำมาใส่ไว้อย่างครบถ้วน โดยใช้ปืนรุ่น Compact มืองสองปรับปรุงใหม่ (เหมือนเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงแหลมสิงห์) ทำงานร่วมกับออปโทรนิคควบคุมการยิง อาวุธรองเป็นปืนกลขนาด 20 มม.และปืนกลขนาด 12.7 มม.ตามระเบียบพัก แค่ติดให้เป็นมาตราฐานเท่านั้นเอง ส่วนของจริงเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน เรือลำแรกมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ไปเรือลำที่สองกันต่อเลย

                อู่ต่อเรือกรุงเทพจับมือกับ Damen ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ผ่านบริษัทล๊อกเลย์) เสนอแบบเรือคล้ายคลึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น OPV2400 ระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ยาว 90 เมตร กว้าง 14.4 เมตร ความเร็วสูงสุด 20 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 5,000 ไมล์ทะเล ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่อง 30 วัน ทดตัวเลขไว้ในใจก่อนนะครับ
                ด้านท้ายปืนใหญ่ 76/62 มม.ติดตั้งเครนขนของจำนวน 1 ตัว สะพานเดินเรือแตกต่างจากต้นฉบับ ของเรายาวมากขึ้น บานกระจกก็เยอะขึ้น ถัดไปเป็นจุดติดตั้งเรือเล็กขนาด 8.5 เมตร ปล่องควันและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เหมือนต้นฉบับ (ถ้ามีโรงเก็บนะ) ใต้ลานจอดไม่มีช่องปล่อยเรือเล็ก ใช้เป็นจุดบรรทุกทุ่นระเบิดจำนวน 100-150 ลูก ลานจอดเฮลิคอปเตอร์มีช่องเปิดปิดได้ ใช้วางตู้ Mission Modules จำนวน 2 ระบบลงไปด้านใต้ ต้องเลือกว่าจะใช้เรือลำนี้วางทุ่นระเบิด หรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอย่างใดอย่างหนึ่ง บั้นท้ายสุดมีช่องปล่อยเรือเล็กอีก 1 ลำ ครบเครื่องเรื่องผู้หญิงอย่างถึงที่สุด
เรือลำที่สามยังไม่มีแบบเรือให้ชม อู่ต่อเรือมาร์ซันจับมือกับ SEFT ประเทศตุรกี เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาคงไม่รู้จักกันทั้งบาง แต่ถ้าเอ่ยถึงเรือหลวงมาตรา เรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่ของราชนาวีไทย อู่ต่อเรือกรุงเทพใช้แบบเรือจากที่นี่ทุกคนคงร้องอ๋อ…!! เมื่อเจ้าพ่อเรือเล็กจับมือกับเจ้าพ่อเรือช่วยรบ น่าจับตามมองว่าจะได้เรือหน้าตาแบบไหน โดยปรกติมาร์ซันใช้แบบเรือเยอรมันเกือบทุกลำ แปลกใจไม่ใช่น้อยว่าทำไมถึงมาแจมกับตุรกี หรือว่า SEFT มีไอเทมลับและรอฤกษ์ดีเพื่อปล่อยของ
เรืออังกฤษกับเรือเนเธอร์แลนด์ก็ดูสวยดี แล้วใครเหมาะสมที่สุดและดีที่สุด
            เรือที่เหมาะสมที่สุดกับเรือที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ลำเดียวกัน กรณีของเรืออังกฤษกับเรือเนเธอร์แลนด์ก็เช่นกัน VENARI-85 ขนทุ่นระเบิดและสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดได้พร้อมกัน เพราะมีจุดวางตู้ Mission Module แยกออกไป ท้ายเรือเป็นลานโล่งยาวประมาณ 35 เมตร นอกจากใช้จอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางแล้ว ยังใช้วางอะไรต่อมิอะไรได้อีกสารพัด รวมทั้งตู้  Mission Module เพิ่มเติมได้อย่างสบาย ยังเหลือที่ว่างให้จุมโพ่ได้นอนอาบแดด
                ส่วนเรือ OPV2400 มีความอเนกประสงค์มากกว่า จริงอยู่ว่าเลือกภารกิจได้เพียงหนึ่งภารกิจ แต่โดยปรกติก็ทำแค่หนึ่งภารกิจอยู่แล้ว เรือเนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ภายในกว้างขวาง ทุกอย่างที่คุณต้องการใส่มาในเรือลำนี้หมด มีกระทั่งจุดรับคนจากเรือเล็กที่ระดับน้ำ สาวน้อยสาวใหญ่ไม่ต้องปีนบันไดลิงให้ลิงโผล่ เรือจึงทำภารกิจเสริมได้อย่างหลากหลาย คุณสมบัติของเรือตรวจการณ์สุงกว่าเรือหลวงกระบี่ด้วยซ้ำ มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบ้อเริ่ม ทนทะเลมากกว่าอีก 1 ระดับ พื้นที่ภายในก็เยอะกว่า นำเรือเล็กไปด้วยได้มากกว่า ติดโซนาร์ลากท้ายใช้ปราบเรือดำน้ำได้อีก 2 ตัว
ดูเหมือน OPV2400 จะเป็นรองอยู่สองเสาไฟ Damen มีแบบเรือที่เหมาะสมกว่ามั้ย
                คำถามข้อนี้ ผู้เขียนขอตอบว่า....มี๊!!! (เสียงสุง)
                ว่ากันตามภารกิจหลักที่ต้องการ แบบเรือของ Damen ไม่โดดเด่นอะไรมากมาย ไปโดดเด่นที่ภารกิจรองเสียมากกว่า ทว่าพวกเขายังมีแบบเรือที่น่าจะเหมาะสมกว่า ทั้งยังเกี่ยวพันกับแบบเรือที่นำเสนอให้กับไทย
                ขอนำผู้อ่านทุกท่านไปยังประเทศออสเตรเลีย ในปี 2011 พวกเขาต้องการเรือฝึกอเนกประสงค์ลำใหม่ โครงการนี้ Damen นอนมาพร้อมพระสวด ตามข่าวจะใช้แบบเรือ OPV2400 ปรับปรุงเพิ่มเติม กลางปี 2016 เรือที่ต่อจากเวียตนามก็เสร็จสมบรูณ์ มีการส่งมอบและเข้าประการเป็นที่เรียบร้อย เรือฝึกลำใหม่มีชื่อว่า MV Sycamore จัดอยู่ในประเภทเรือ Multi-role Aviation Training Vessel (MATV) มีรูปร่างหน้าตาตามนี้เลย

                ไม่เหมือนเรือ OPV2400 ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ไช่ Base on เพียงแต่ใช้ตัวเรือ (Hull) และโครงสร้างบางส่วนร่วมกัน การออกแบบภายในแตกต่างโดยสิ้นเชิง มีห้องพักให้ลูกเรือและนักเรียนมากกว่าเดิม ติดตั้งเครนพร้อมลิฟท์ขนของหน้าสะพานเดินเรือ ถ้าให้เหมาะสมกับความต้องการของไทย ต้องย้ายเครนไปไว้ด้านข้างแล้วติดปืนใหญ่ 76/62 มม.ทดแทน (ไม่งั้นก็ถอดออก) สะพานเดินเรือและเสากระโดงคล้ายเรือเรา ปล่องควันแบบท่อเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก

                ชมภาพเรือ MV Sycamore จากมุมอื่นกันบ้าง บรรทุกเรือเล็กจำนวน 3 ลำ พร้อมเครนขนของกราบเรือฝั่งขวา ลานจอดมีขนาดใหญ่โตเพราะเป็นงานหลัก โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์กลายเป็นห้องเก็บของ ห้องควบคุมอากาศยานขนาดใหญ่โต ท้ายเรือกว้างและลึกบีบเข้าเล็กน้อย ถ้าปรับปรุงช่องเรือเล็กให้เป็นรางทุ่นระเบิดชั้นที่สอง ก็จะขนทุ่นระเบิดได้มากขึ้นพอประมาณ
                มีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ เรือ OPV2400 ต้นฉบับใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง ความเร็วสุงสุด 23 น๊อต ระยะปฏิบัติการ 6,000 ไมล์ทะเล ออกทะเลได้ต่อเนื่อง 40 วัน ส่วนเรือไทยความเร็วสุงสุด 20 น๊อต ระยะปฏิบัติการ 5,000 ไมล์ทะเล ออกทะเลได้ต่อเนื่อง 30 วัน และเรือออสซี่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่อง ความเร็วสุงสุด 20 น๊อต ข้อมูลอย่างอื่นไม่รู้ ถึงตอนนี้พอมองเห็นไส้ในกันบ้างแล้ว Damen อาจสับขาหลอกชาวโลกอีกครั้งก็ได้ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้แบบเรือที่เหมาะสมกว่า
                เรือช่วยรบออสเตรเลียทำอะไรได้บ้าง งานหลักก็คือฝึกนักบินเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือ ฝึกเจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยานประจำเรือ และฝึกเจ้าหน้าที่สื่อสารประจำเรือ งานรองก็คือการฝึกลูกเรือบางส่วน การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย การค้นหาและกู้คืนตอร์ปิโด รวมทั้งสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด ใช้เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำได้อย่างสบาย ใช้เป็นเรือโรงพยาบาลฉุกเฉินก็ยังไหว อเนกประสงค์กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
ยุคนี้เขารบกันด้วยจรวดความเร็ว 3 มัค แล้วจะจัดหาเรือวางทุ่นระเบิดไปเพื่ออะไร
            จริงครับ ปัจจุบันรบกันด้วยจรวดต่อสู้เรือรบสมรรถนะสุง แต่จรวดเพียงอย่างเดียวทำทุกภารกิจไม่ได้ ทุ่นระเบิดอาจไม่ได้ใช้โจมตีกองเรือฝ่ายตรงข้าม แต่ใช้สำหรับปิดล้อมพื้นที่สำคัญ ๆ เฉพาะจุด ทั้งในน่านน้ำประเทศเราเองและน่านน้ำประเทศอื่น รวมทั้งป้องกันการเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม จากเรือดำน้ำไม่ปรากฎสัญชาติทั้งมิตรและศัตรู เรือวางทุ่นระเบิดมีความจำเป็นไม่แพ้เรือชนิดอื่น เพื่อให้เห็นภาพรวมกว้างยิ่งกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างให้พิจารณาซักสี่ห้าราย
                เริ่มต้นกันที่กองทัพเรือเกาหลีใต้ ประเทศนี้มีภัยคุกคามชื่อเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือมีเรือดำน้ำจำนวนมาก เคยยิงเรือคอร์เวตเกาหลีใต้จมมาแล้ว ทุ่นระเบิดทันสมัยมีความสำคัญไม่แพ้อาวุธอื่น เกาหลีใต้มีเรือวางทุ่นระเบิดชื่อ Wonsan บรรทุกทุ่นระเบิดได้มากสุด 500 ลูก รองรับเฮลิคอปเตอร์ MH-53 ในภารกิจกวาดทุ่นระเบิดทางอากาศ ทว่าพวกเขายังไม่หยุดอยู่แค่นี้ กลางปี 2017 มีพิธีปล่อยเรือวางทุ่นระเบิดชื่อ Nampo ซึ่งเป็นเรือลำแรกของชั้น โดยใช้เรือฟริเกตชั้น Incheon ผ่าตัดแปลงโฉม

                เรือจากโครงการ  MLS-II ยาว 114.3 เมตร ระวางขับน้ำเต็มที่ 4,240 เมตร บรรทุกทุ่นระเบิดได้มากสุด 500 ลูก ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติ ระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ ระบบเป้าลวงจรวดต่อสู้เรือรบ และระบบเป้าลวงตอร์ปิโด เพราะเป็นเรือวางทุ่นระเบิดปราบเรือดำน้ำ จึงมีระบบโซนาร์และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำด้วย มีจุดติดตั้งแท่นยิงแนวดิ่ง K-VLS จำนวน 4 ท่อยิง สำหรับจรวดต่อสู้อากาศยาน K-SAM จำนวน 16 นัด หรือจรวดปราบเรือดำน้ำ K-ASROC จำนวน 4 นัด ที่เขียนมาทั้งหมดเกาหลีใต้ผลิตเองทั้งหมด รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมากระทันหัน
                ไปที่ประเทศญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า กองกำลังป้องกันตนเองมีเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดชั้น Uraga จำนวน 2 ลำ ระวางขับน้ำ 5,650 ตัน ยาว 141 เมตร สามารถแบกยุทธปัจจัยให้เรือกวาดทุ่นระเบิดมากสุดถึง 15 ลำ รองรับเฮลิคอปเตอร์ MH-53 ได้เช่นกัน บั้นท้ายนอกจากช่องลำเลียงขนาดใหญ่แล้ว ยังมีจุดปล่อยทุ่นระเบิด 2 ชั้น 4 ช่อง 12 ราง ยัดทุ่นระเบิดได้มากสุด 230 ลูก เรือลำที่สองติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่หัวเรือด้วย รูปทรงโดยรวมมีความเป็นเรือญี่ปุ่นในกระแสเลือด

                ข้ามทวีปไปยังประเทศสวีเดนกันบ้าง พวกเขามีเรือวางทุ่นระเบิดขนาด 3,800 ตัน ชื่อ HSwMS Carlskrona (P04) ปัจจุบันกลายเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่องปล่อยทุ่นระเบิดพร้อมเครนยก ไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขเพราะเรือถูกปรับปรุงภายใน สวีเดนยังมีเรือคอร์เวตชั้น Visby อีกจำนวน 5 ลำ ระวางขับน้ำ 640 ตัน ยาว 72.7 เมตร นอกจากทำภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำ ต่อต้านเรือผิวน้ำ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ยังใช้วางทุ่นระเบิด และต่อต้านทุ่นระเบิดได้เป็นอย่างดี ติดตั้งยานล่าทำลายทุ่นระเบิดรุ่น Seafox และ Double-Eagle Mk III พร้อมโซนาร์อีกจำนวน 3 ตัวครบเซต เรือขนาดไม่ใหญ่เพราะเน้นป้องกันน่านน้ำอาณาเขต ระบบโซนาร์เล็กตามเรือไปด้วย ทว่าเหมาะสมกับการใช้งานในเขตน้ำตื้น

                ออกจากสวีเดนเพื่อไปยังประเทศฟินแลนด์ ที่นี่ให้ความสำคัญกับทุ่นระเบิดค่อนข้างสุง ผลิตทุ่นระเบิดทันสมัยได้เองอีกต่างหาก พวกเขามีเรือวางทุ่นระเบิดชั้น Pansio ขนาด 680 ตันจำนวน 3 ลำ เรือวางทุ่นระเบิดชั้น Hämeenmaa ขนาด 1,450 ตันอีกจำนวน 2 ลำ บรรทุกทุ่นระเบิดได้ 50 ลูกและ 150 ลูกตามลำดับ เรือลำหลังซึ่งอยู่มุมบนซ้ายของภาพ มีเม็ดสิวจำนวน 8 เม็ดเรียงตามขวาง บริเวณท้ายสุดดาดฟ้าชั้นที่หนึ่ง ใต้แท่นยิงระบบเป้าลวงมองเห็นไหมหนอ

                เม็ดสิวดังกล่าวคือท่อยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน Umkhonto-IR นั่นเอง นี่เรือวางทุ่นระเบิดต่อสู้อากาศยานที่แท้จริง เรือชั้น Hämeenmaa จะปลดระวางไม่เกินปี 2025 ฟินแลนด์จึงผุดโครงการ Squadron 2020 จัดหาเรือรบทันสมัยขนาด 2,500 ตัน เรือใหม่ยังวางทุ่นระเบิดได้เหมือนเรือเก่า จิ๊ดจ๊าดกว่าเดิมติดอาวุธครบ 3 มิติ เพราะต้องทดแทนเรือเร็วโจมตีชั้น Rauma จำนวน 4 ลำด้วย จึงมีเรือใหม่จำนวน 4 ลำวงเงิน 1.2 พันล้านยูโร ฟินแลนด์กำลังจะก้าวข้ามกองเรือชายฝั่งขนาดเล็ก
                ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยประเทศที่อยู่สองทวีป กองทัพเรือตุรกีไม่มีเรือวางทุ่นระเบิด ทว่าพวกเขามีเรือยกพลขึ้นบกวางทุ่นระเบิดจำนวน 3 ลำ อ่านไม่ผิดหรอกครับ..เรือยกพลขึ้นบกวางทุ่นระเบิด โดยที่ 2 ลำแรกมีขนาด 2,600 ตัน แบกทุ่นระเบิดไปด้วยจำนวน 135 ลูก ส่วนเรือลำที่สามขอลงภาพให้เห็นหน้าตาเสียก่อน

                นี่คือเรือยกพลขึ้นบก TCG Osman Gazi (NL 125) ระวางขับน้ำ 3,775 ตัน ยาว 105 เมตร (ไม่มีปล่องควันเสียด้วย) รองรับทหารจำนวน 900 นาย พร้อมรถถังหลักจำนวน 15 คัน ติดตั้งปืนกล Oerlikon 35 มม.ลำกล้องแฝดรุ่น GDM-Aจำนวน 2 กระบอก ป้อมปืน GDM-A มีลูกเล่นน่ารักน่าชังจากยุค 197x ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าต่างด้านบนป้อมปืน เพื่อเล็งยิงด้วยสายตาได้อย่างแม่นยำ เรดาร์ควบคุมการยิงราคาแพงไม่ได้กินเงินผมร๊อกกก...
                ถัดมาหน่อยเดียวเป็นแท่นยิงเป้าลวง SRBOC เหนือสะพานเดินเรือติดตั้งระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ AN/SQL32-V2 (15 ล้านเหรียญ) มี SATCOM จำนวน 3 ใบ เรดาร์เดินเรือจำนวน 2 ตัว ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอก ปืนกล 12.7 มม จำนวน 2 กระบอก และระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx (16 ล้านเหรียญ) อีก 1 ระบบ แบกทุ่นระเบิดไปด้วย 200 ลูก ทั้ง AN/SQL32-V2 และ Phalanx นำมาจากเรือฟริเกตชั้น Knox ที่ปลดระวาง ไม่ทราบว่าเราพอทำแบบนี้บ้างได้มั้ย
เรือเกาหลีใต้ใหญ่ไป เรือญี่ปุ่นใหญ่เกิ๊น เรือสวีเดนก็เล็กโคตร เรือฟินแลนด์แพงหูฉี่ ส่วนเรือตุรกีก็นะ ยังมีเรือประเทศอื่นที่สร้างขึ้นจริง และเหมาะสมกับไทยมากกว่านี้หรือเปล่า
                คำถามข้อนี้ ผู้เขียนขอตอบว่า....มี๊!!! (เสียงสุง)
                ขอนำทุกท่านไปยังประเทศโปรตุเกส ผู้นำฝอยทองเข้าสู่เมืองไทยตั้งแต่กรุงศรี กองทัพเรือที่นี่ต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เหมือนกันกับประเทศเราและประเทศทั่วโลกต้องการ ทว่าโปรตุเกสเลือกที่จะพัฒนาเรือภายในประเทศ ทั้งที่ตนไม่ค่อยมีชื่อเสียงเหมือนฝอยทอง เราไปชมผลงานน้าชายคริสเตียนโน โรนัลโด้กันเสียหน่อย

                นี่คือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น Viana do Castelo ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,850 ตัน ยาว 83.10 เมตร กว้าง 12.95 เมตร เป็นเรือตรวจการณ์ในสายโลหิตร้อยเปอร์เซ็นต์ ติดตั้งปืนกลควบคุมด้วยรีโมท 30 มม.จำนวน 1 กระบอก ความพิเศษของเรือลำนี้อยู่ที่ส่วนท้าย ดูภาพแปลนเรือมุมบนขวากันก่อน มีจุดวางตู้ Mission Module กลางเรือสีน้ำเงินเข้ม ถัดไปสีเหลืองคือลิฟท์ขนของขนาดใหญ่ กราบซ้ายเรือติดตั้งเครนขนาด 10 ตัน ใช้ยกทุ่นระเบิด ยุทธปัจจัย หรือฮอนด้าแจ๊สได้อย่างสบาย ท้ายเรือติดตั้งรางปล่อยทุ่นระเบิดจำนวน 2 ราง โดยจะติดเมื่อจำเป็นต้องทำภารกิจ มีพื้นจัดเก็บทุ่นระเบิดซึ่งขอใช้คำว่าอเมซิ่ง ดูภาพแปลนเรือมุมบนซ้ายต่อนะครับ ใต้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาด 5.4 ตัน มีพื้นที่กว้างขวางยาวเหยียดตามสี่เหลี่ยมสีแดง พื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียวถูกกั้นเป็นห้อง รองรับนาวิกโยธินพร้อมอาวุธจำนวน 32 นาย หรือใช้เก็บทุ่นระเบิดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ

            ทีนี้เราไปชมพื้นที่ท้ายเรือกันอย่างเต็มอิ่ม ปูยางกันลื่นแต้มจุดวางทุ่นระเบิดตลอดแนว มุมบนซ้ายคือห้องผ่าตัดขนาดเล็ก มุมบนกลางคือจุดวางตู้ Mission Module (หมายเลข 1 ) และลิฟท์ขนของขนาดใหญ่ (หมายเลข 2) ขวามือบนคือความกว้างขวางพื้นที่ใต้ลานจอด ใช้ลำเลียงนักท่องเที่ยวติดค้างบนเกาะ หรือลูกเรือประมงต่างชาติได้ประมาณ 80-100 คน ขวามือล่างคือห้องพักนาวิกโยธิน กินลึกเข้ามาจนติดห้องกั้นปล่องควันเรือ ในภาพพื้นเรียบเท่ากันหมดนะครับ แค่เล่นสีแผ่นกันลื่นทางเดินเท่านั้นเอง นี่คือแบบเรือที่ไม่มีความซับซ้อนแม้แต่น้อย อู่ต่อเรือเอกชนของเราทุกรายสร้างได้แน่นอน
                เรือชั้น Viana do Castelo เพิ่งต่อแล้วเสร็จจำนวน 2 จาก 8 ลำ เนื่องจากติดขัดปัญหางบประมาณพอสมควร ก็เลยเพิ่งสร้างลำที่ 3 ในปี 2015 ด้วยวงเงิน 87 ล้านเหรียญ ผู้เขียนทดลองปรับปรุงเรือให้เหมาะสมกับประเทศไทย

                ลำที่หนึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (เรายังต้องการอีก 2 ลำ) ทุกอย่างหมือนเดิมหมด ติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.ตามที่ควรจะเป็น สะพานเดินเรือและเสากระโดงปรับปรุงเล็กน้อย กราบเรือตรงกลางถูกตีปิดช่องว่าง เพื่อความสวยงามและขยายห้องพักเล็กน้อย ใส่เรือเล็กขนาด 6.8 เมตรนั่งได้ 9 คน และเรือเล็กขนาด8.5 เมตรนั่งได้ 15 คน พร้อมเครนขนาด 10 ตันเหมือนต้นฉบับ ขยายลานจอดเฮลิคอปเตอร์จนไปสุดบั้นท้าย ใต้ลานจอดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์เหมือนเก่า ติดสะพานขึ้นเรือหรือ Gangway ให้ด้วย 1 ตัว ผู้ที่บังเอิญต้องมาใช้บริการเรือลำนี้ จะได้ไม่ไปวุ่นวายส่วนอื่นให้ต้นหนลำบากใจ
            ลำที่สองเป็นเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด พื้นที่หลังปืนหลักแปลงร่างเป็นห้องยุทธการ (ติดกระจกเพิ่ม 1 บานแสดงสัญลักษณ์ ) เรือเล็กขนาด 8.5 เมตรที่อยู่กราบขวา ถูกแทนที่ด้วยเรือเล็กขนาด 6.8 เมตรพร้อมเครนเล็ก เพื่อจะได้ช่วยยกยานใต้น้ำไร้คนขับลงสู่น้ำ ใต้ลานจอดมีการปรับปรุงมากกว่าเดิม ขยายพื้นที่ห้องติดแอร์รองรับทุ่นระเบิดชนิดพิเศษ สะพานขึ้นเรือถูกโยกไปอยู่ด้านบน ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด จะได้ไม่มาเข้าใกล้อาวุธอันตรายชนิดนี้
                เรือตรวจการณ์ติดปืนใหญ่ 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกล 30 มม.ควบคุมด้วยรีโมทจำนวน 2 กระบอก และปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอก ส่วนเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด จะมีแค่เรือเปล่าพร้อมโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิดและระบบ Thales M-cube เท่านั้น อาวุธป้องกันตัวประกอบไปด้วย ปืนกล 40/60 มม.จำนวน 1 กระบอกจากเรือหลวงถลาง ปืนกล 20 มม.จำนวน 2 กระบอกจากเรือหลวงถลาง และปืนกลขนาด 12.7 มม.จำนวน 2 กระบอกจากเรือหลวงถลางเช่นกัน ผู้เขียนอยากเอาเงินไปลงระบบต่อต้านทุ่นระเบิดให้มากที่สุด ไว้ได้งบเพิ่มค่อยหาปืนใหม่มาใส่ก็แล้วกัน
                เรือชั้น Viana do Castelo วางตู้ Mission Module ได้จำนวน 1 ระบบ พร้อมทุ่นระเบิดประมาณ 150 ลูก เหมาะสมกับความต้องการไม่มากก็น้อย ถ้ามีการจัดหาเรือจำนวน 3 ลำโดยเป็นเรือตรวจการณ์จำนวน 2 ลำ เท่ากับว่าเรามีเรือวางทุ่นระเบิดจำนวน 3 ลำ หรือเรือตรวจการณ์จำนวน 3 ลำแล้วแต่จะเลือก กรณีเรือพี่เลี้ยงต้องเข้าอู่แห้งตามวงรอบ หยิบยืมเรือตรวจการณ์ใช้งานไปก่อนก็ได้ หรือกรณีกองเรือตรวจอ่าวต้องการกำลังหนุน เรือหลวงถลางหมายเลข 2 พร้อมรับใช้ตลอดเวลา (มีเรือเหมือนกันหลายลำมันดีแบบนี้นี่เอง) รวมทั้งกรณีขาดแคลนเรือขนส่งเจ้าหน้าที่หรือขนส่งกำลังบำรุง ตู้เย็นอเนกประสงค์เคลื่อนนี้ลำนี้ ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว
                แต่ทว่าเรือลำนี้ไม่มีอุปกรณ์มาตราฐานราชนาวีไทยชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือห้องควบคุมอากาศยานใกล้ลานจอด เพราะจำเป็นต้องมีพื้นที่วางตู้ Mission Module จึงสร้างไม่ได้และไม่เหลือพื้นที่อื่นแล้ว วิธีแก้ไขมีด้วยกัน 2 ประการ ใช้ระบบอัตโนมือพร้อมกล้อง CCTV แบบโปรตุเกส หรือวางตู้ Mission Module ควบคุมอากาศยานมันเสียเลย
เรือลำใหม่ของเราทำภารกิจอะไรได้บ้าง และต้องมีอะไรหรือควรมีอะไรมากับเรือบ้าง
            นอกจากเป็นเรือพี่เลี้ยงเรือกวาดทุ่นระเบิดน้อยใหญ่ ยังใช้ทำภารกิจวางทุ่นระเบิดและสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิด ผู้เขียนอยากให้ชมแผนภาพถัดไป แสดงความสามารถเรือวางทุ่นระเบิดยุคใหม่อย่างชัดเจน

                ทุกระบบล้วนทำงานโดยอัตโนมัติ เรือเกาหลีใต้และเรือญี่ปุ่นได้ตามแผนภาพทุกประการ ส่วนเรือฟินแลนด์อาจใช้คนเพิ่มในบางจุด ขณะที่เรือสวีเดนและโปรตุเกสซึ่งติดตั้งชั่วคราว เวลาใช้งานจะมีหน้าจอคอนโซลและระบบไฟฟ้าควบคุม แต่ต้องพึ่งพาแรงคนมากกว่าประเทศอื่น ส่วนเรือตุรกีผู้เขียนไม่กล้าคาดเดา เจอเรือยกพลขึ้นบกแค่ลำเดียวถึงกับมืนตึ๊บ
                มาที่ภารกิจสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดกันบ้าง ประกอบไปด้วยสิ่งที่จำเป็นต้องมีจำนวน 3 อย่าง (ภาพมุมบน) และสิ่งที่สมควรจะมีอีกจำนวน 3 อย่าง (ภาพมุมล่าง) ส่วนสิ่งที่อยากได้แต่อยู่เกินเอื้อมก็ช่างมันเถอะ

                เริ่มกันที่ระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด Thales M-cube ซึ่งใช้โปรแกรมมาตรฐาน NATO ในการทำงาน จึงใช้งานอุปกรณ์จากค่ายตะวันตกได้เกือบหมด การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมีความสะดวกมากมาย ถัดมาก็คือตู้ Mission Module ความยาว 20 ฟุตน้ำหนัก 10 ตัน เป็นทั้งห้องควบคุมหรือห้องจัดเก็บอุปกรณ์ตามภารกิจ ตอนนี้กำลังขายดิบขายดีไปทั่วโลก ท้ายสุดก็คือบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวก ในการจัดเก็บทุ่นระเบิดโดยใช้คนหย่อนทางอากาศ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MCM Pouncer นั่นเอง ประกอบไปด้วยลานจอดและเฮลิคอปเตอร์ (ลำไหนก็ได้น่า) รวมทั้งอุปกรณ์โน่นนั่นนี่ครบเซต
                ภาพมุมล่างเริ่มจากยานใต้น้ำไร้คนขับ Remus100 เพื่อใช้ค้นหาทุ่นระเบิดตั้งวางบนพื้นทะเล อุปกรณ์วิ่งตามเส้นทางที่กำหนดให้โดยอัตโนมัติ แล้วเสร็จจึงค่อยเก็บขึ้นเรือภายหลัง สามารถเก็บข้อมูลอุณหภูมิในแต่ละความลึก ความเค็ม รวมทั้งระดับความลึก ช่วยในการประมวลผลก่อนจัดการเป้าหมาย เรือลำใหม่น่าจะมี Remus100 อย่างแน่นอน ถัดมาก็คือยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Pluto Plus จากสวิสเซอร์แลนด์ ดำได้ลึกสุด 400 เมตร เมื่อพบเป้าหมายจะนำระเบิดสีเหลืองไปติดตั้ง โอกาสที่จะมามีเพียงประการเดียว คือยกทั้งระบบมาจากเรือหลวงลาดหญ้า ด้วยว่ามีของใหม่ทดแทนหรืออะไรก็ตาม
                อุปกรณ์ชิ้นท้ายสุดก็คือยานล่าทำลายทุ่นระเบิด Seafox ดำได้ลึกสุด 300 เมตร ติดตั้งระเบิดขนาด 1.5 กิโลกรัมที่ส่วนหัว เรามี Sefox รุ่น Mobile จำนวน 1 ระบบ ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ควบคุมด้วยแผงคอนโซลหน้าตาเหมือนโน็ตบุค โอกาสที่จะมาเรือใหม่มากพอสมควร ขึ้นอยู่ภารกิจและงบประมาณในการจัดหา
                กองเรือทุ่นระเบิดยังมีความต้องการ ยานกวาดทุ่นระเบิดอิทธิพลไร้คนบังคับควบคุมระยะไกล หรือ RUMV (Remote Unman Mine countermeasure Vehicle) ซึ่งถ้ามาจริงวันใดวันหนึ่งในอนาคต คงไม่หนีจากเรือลำนี้ไปไหนหรอกครับ
คุยกันปิดท้าย
                โครงการจัดหาเรือสนับสนุนการต่อต้านทุ่นระเบิดอเนกประสงค์ เป็นการยกระดับมาตราฐาน รวมทั้งช่วยสร้างเสริมในสิ่งที่ขาดหาย สงครามทุ่นระเบิดยังคงมีอยู่ในตะวันออกกลาง กองทัพเรือซาอุยังคงทำงานอยู่ไม่เว้นวัน สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะพัฒนาให้ดีขึ้น และสมควรพัฒนาตามลำดับไม่กระโดดจากสามไปสิบ
                 เทคโนโลยีกำลังก้าวข้ามจากรุ่นปัจจุบันไปสู่รุ่นถัดไป นั่นคือการใช้ยานผิวน้ำไร้คนขับ แล่นออกห่างเรือแม่ในระยะสมควร แล้วบังคับยานใต้น้ำไร้คนขับลงไปจัดการทุ่นระเบิดใต้น้ำ คนใช้งานจึงมีความปลอดภัยมากกว่าเดิม แต่ต้องมีความรู้มากกว่าเดิมอีกเท่าตัว การจัดการทุ่นระเบิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประสบการณ์จริงและการฝึกฝนเท่านั้นที่ช่วยคุณได้
                เรือลำใหม่จะช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของกำลังพล ทำภารกิจได้ดีเยี่ยมทั้งตั้งรับและโต้กลับ มีความอเนกประสงค์ตามหลักสมัยนิยม เมื่อโครงการชัดเจนมากขึ้นเราค่อยว่ากันใหม่ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)
กองทัพเรืออาจใช้เรือเกาหลีใต้เป็นต้นแบบ แต่ผู้เขียนมองว่าเหมือนเรือสวีเดนมากกว่า ถ้ามีการจัดหาอุปกรณ์ครบถ้วน เรือเราจะทำได้ตามแผนภาพเหมือนเรือชั้นวิสบี้
         --------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
                        --------------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Novel by SuperBoy

                บทความนี้เป็นตอนพิเศษอีกครั้งนะครับ เพื่อต้องการสื่อสารกับผู้อ่านที่พลัดหลงเข้ามาในบ้านเล็ก ๆ หลังนี้ นับจนถึงวันนี้ "เทคโนโลยีและประวัติศาสตร์ด้านการทหารกองทัพไทยและกองทัพทั่วโลก" มีอายุอานามได้ 4 ปี กับอีก 4 เดือน กับอีก 20 กว่าวัน แล้ว ผู้เขียนซึ่งก็คือตัวผมไม่คิดเหมือนกันว่าตนเองจะเขียนได้ยาวนานขนาดนี้ เนื้อหาสาระเกือบทั้งหมดเกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีด้านทหาร ไม่ก็ประวัติศาสตร์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทหาร ตามที่เคยผ่านตากันมามากบ้างน้อยบ้างนั่นแหละครับ
                ทว่าตัวผู้เขียนเองยังมีสิ่งที่ชอบและทำควบคู่กันไป (กับการเขียนบทความ) นั่นก็คือการวาดภาพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาพเรือรบ และรวมถึงการแต่งนิยาย...น้ำเน่าบ้างน้ำจืดบ้างคละเคล้ากันไป ปัจจุบันผู้เขียนมีนิยายที่ออนไลน์อยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง ส่วนที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่ถึง ปล่อยให้เป็นเรื่องอดีตและอนาคตดีกว่าเนอะ วันนี้อยากจะมาแนะนำซักนิดนึง
                ทำไมถึงนำมาแนะนำในที่นี้ สาเหตุเป็นเพราะประมาณนี้ ผู้เขียนอยากนำบทความไปเผยแพร่ในฝั่งที่เขียนนิยาย ก็เลยเอานิยายมาแนะนำในฝั่งบทความไปพร้อมกัน ความจริงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน มันไม่มีเหตุผลนี่นา แฮ่..!!
                                  ---------------------------------------------------------------------------
                 เริ่มต้นกันที่นิยายเรื่องแรก "ห้องสามเดอะซีรีย์" เป็นเรื่องราวของเด็กมัธยมปลายห้องสามจากโรงเรียนไกลปืนเที่ยงแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง สับสน โกลาหล และอลหม่านตลอดเวลา ทัั้งในเรื่องของการบ้าน การเรียน ชีวิตส่วนตัว เรื่องของครอบครัว รวมทั้งเรื่องของหัวใจ โปรยหัวไว้ว่า...
          "...เมื่อนายหัวหน้าห้องจอมเฟอะฟะ ต้องเป็นผู้นำกำมะลอเพื่อแก้ปัญหา โดยมีอำนาจกับทรงเดชเพื่อนร่วมแก๊งค์คอยช่วยเหลือ นิตยากับชิดชนกเพื่อนสาวที่เขาแอบชอบก็ร่วมขบวนด้วย ความฮา ความสนุก ปนความซาบซึ้งจึงได้ตามมา..."

                อ่านจากเด็กดีน่าจะสบายตากว่ามั้งครับ ในขีดเขียนผู้เขียนลงช้าไปบ้างเพราะลงทีหลัง แต่น่าจะไล่กันทันในอีกไม่นานนี้
                http://www.keedkean.com/novel/KK0028664.html
                นิยายเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทจบในตอน (ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่จบในตอน) แต่ละตอนมีเงื่อนไขแตกต่างกันแล้วแต่ว่าเนื้อหาจะเดินไปทางไหน โดยรวมเป็นนิยายน่ารัก เด็กดี ไม่มีพิษภัย อ่านไปยิ้มไป รำลึกอดีตหรือปัจจุบันไปก็ว่ากันไป เคยลงในห้องสมุดมาก่อน กระทั่งต้นปีเว็บนี้ปิดในส่วนการลงนิยาย ก็เลยย้ายมาลงเด็กดีตามด้วยขีดเขียนในเวลาต่อมา แต่งสดไม่มีสต๊อก ดำเนินเนื้อหาในภาคแรกมาแล้วประมาณ 60 เปอร์เซนต์ ภาคต่อไปยังไม่แน่ใจ แต่อยากเขียนตอนพิเศษที่เป็นตอนยาวก่อนแล้วค่อยว่ากัน
                                  ---------------------------------------------------------------------------                        
                 นิยายเรื่องที่สองชื่อ "เจ้าชายปลาร้าสับ" เป็นนิยายรักคอมเมดี้สืบสวนสอบสวนอะไรทำนองนั้น โปรยหัวไว้ว่า (เขียนยากมาก ขี้เกียจคิด)
                 "...เขาคือเจ้าของบริษัทก่อสร้างระดับยักษ์ใหญ่ เธอคือแม่ค้าขายไข่ไก่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง วันดีคืนดีเขาโดนศัตรูลอบปองร้าย ต้องหนีกระเซอะกระเซงจนมาพบกับเธอเข้า ความรักอันบริสุทธิ์ของชายหนุ่ม-หญิงสาวจึงได้ก่อตัวขึ้น..."
                 "...ตำรวจทั่วกรุงออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน ศัตรูตัวฉกาจได้ส่งคนออกตามล่าตัว เขายังต้องพัวพันอยู่กับผู้ที่เกลียดเขามากที่สุด ผู้ที่ถูกเขาทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัส ผู้ที่ถูกหมายจับคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา และคนที่ตายในคดีดังกล่าวนั่นก็คือ…ตัวเขานั่นเอง..."
                เป็นนิยายเรื่องยาวประมาณ 200 กระดาษนิดหน่อย แต่งมาแล้วประมาณ 4 ปีแต่ยังไม่จบเสียที #_# ลงไว้ในเด็กดีและขีดเขียนพร้อมกัน จึงอัพเดทตอนพร้อมกันพอดิบพอดี แล้วแต่ผู้อ่านว่าจะเลือกอ่านจากที่ไหนน่ะครับ

                http://www.keedkean.com/novel/KK0028861.html
                เหมือนกันกับห้องสามเดอะซีรีย์ เคยลงในห้องสมุดไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซนต์ กระทั่งต้นปีเว็บนี้ปิดในส่วนการลงนิยาย ก็เลยย้ายมาลงเด็กดีตามด้วยขีดเขียน ถือโอกาสรีไรท์ใหม่อีกรอบและจะได้แต่งอีก 50 เปอร์เซนต์เพิ่มเติมให้จบ มีคดีฆาตรกรรม มีความรักชายหนุ่ม-หญิงสาว มีการสืบสวนสอบสวน มีปมขัดแย้งที่นำไปสู่บทสรุป และมีอะไรต่อมิอะไรซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรบ้าง
                ผู้อ่านที่อยากลองของแปลกติดตามกันได้นะครับ ยอมรับว่านิยายทั้งสองเรื่องมีข้อจำกัดพอสมควร ซึ่งถ้าไม่สนใจข้อจำกัดแล้วอ่านเอาสนุกก็พอได้อยู่ นิยายเรื่องต่อไปคงต้องรอให้ 2 เรื่องนี้แต่งจบเสียก่อน ซึ่งก็อาจเป็นต้นปีหน้ากระมังครับ เป็นเรื่องใหม่แต่งใหม่หมดเลย คิดเค้าโครงเรื่องไว้แล้วน้ำตาท่วมจอแน่งานนี้ ฮ่า ฮ่า ส่วนนิยายในสต๊อกบางเรื่องจากหลายเรื่อง อาจนำมารีบิวด์แล้วลงใหม่ก็เป็นได้ แต่ต้องรอให้ขึ้นเรื่องใหม่เอี่ยมที่ว่าก่อนแล้วค่อยว่ากัน
                บทความพิเศษนี้จะถือว่าเป็น SuperBoy meet the press ก็ได้นะครับ ;) ผู้อ่านท่านใดมีคำถามทิ้งไว้ได้เลย เดี๋ยวกลับมาตอบให้
                                  ---------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

HTMS Krabi meet the press

นานาสาระกับเรือหลวงกระบี่

กองทัพเรือมีความต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน  6 ลำ เพื่อใช้ปฏิบัติการทางทหารในการป้องกันประเทศ การป้องปรามและรักษากฎหมาย การช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถตามแผนยุทธศาสตร์ พื้นที่ในการปฏิบัติการของเรือตรวจการไกลฝั่ง โดยปรกติจะอยู่ที่ประมาณ 75 ถึง 200 ไมล์ทะเล จึงต้องใช้เรือที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับภารกิจ มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการน้อยกว่าเรือฟริเกต และมีขีดความสามารถป้องกันตนเองได้ในระดับหนึ่ง 
                ปัจจุบันเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งมีความจำเป็นสุงมาก โดยเฉพาะบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือ EEZ (Exclusive Economic Zone) ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อจากทะเลอาณาเขต มีระยะทางไม่เกิน 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง (เกินกว่านั้นถือเป็นน่านน้ำสากล) ตามกฎหมายสากลระหว่างประเทศนั้น ประเทศไทยมีสิทธิ์ครอบครองทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งเหนือน้ำ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และใต้ดินในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เท่าที่จะสามารถมีกำลังทางเรือเข้าไปดูแล ปัจจุบันทุกประเทศได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะกันหมดแล้ว จึงมีพื้นที่ทับซ้อนมากบ้างน้อยบ้างคละเคล้ากันไป
                ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะอยู่ประมาณ 420,280 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย 304,000 ตารางกิโลเมตร และฝั่งทะเลอันดามัน 116,280 ตารางกิโลเมตร เทียบกับช่วงเวลาที่ยังไม่มีการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เราเสียพื้นที่ทำการประมงในเขตน่านน้ำสากลไปประมาณ 300,000 ตารางไมล์ และถ้าผู้อ่านลองคิดในทางกลับกัน พื้นที่ทำการประมงของประเทศเพื่อนบ้านก็หายไปใกล้เคียงกับเรา จึงเกิดปัญหาเรือต่างชาติลักลอบจับปลากันแทบทุกวัน ก็เลยต้องจับคนและยึดของกลางกันแทบทุกวันเช่นกัน
                ผู้อ่านบางท่านอาจได้ดูข่าวเรือหลวงสุโขทัย (ซึ่งเป็นเรือคอร์เวตติดอาวุธทันสมัยล้นลำ) เดินทางกลับฝั่งพร้อมลากเรือประมงต่างชาติตามหลังมา ไต้ก๋งและลูกเรือนั่งหลบแดดใต้แท่นยิงจรวดต่อสู้อากาศยานแอสปิเด้ ลูกเรือบางส่วนนั่งประจิ้มประเจ๋อใกล้แท่นยิงตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำสตริงเรย์ นี่คือภาพถ่ายที่ผู้เขียนประทับใจน้ำตาไหลพราก ไม่ใช่ว่าเราใจดีส่งเรือรบไปรับพวกเขาหรอกนะ แต่เรามีเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่จำนวนไม่มากพอ อีกทั้งยังใหญ่ไม่พอที่จะทำภารกิจห่างไกลชายฝั่ง เรือชุดใหม่ทั้ง 6 ลำคือคำตอบที่ตรงคำถามมากที่สุด
กำเนิดเรือหลวงกระบี่
                กองทัพเรือได้ตั้งโครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดแรกจำนวน 2 ลำ อาจวุ่นวายไปบ้างแต่แล้วก็ได้ผู้ชนะการประกวด จึงได้ขออนุมัติจัดหาเรือจากประเทศจีนในวันที่ 13 สิงหาคม 1999 โดยได้ว่าจ้างบริษัท ไชน่าชิป บิวดิ้ง เทรดดิ้ง จำกัด จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษคือรัฐบาลต่อรัฐบาล ใช้งบประมาณผูกพันตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2005 วงเงิน 3,200 ล้านบาท โดยมีการสร้างเรือทั้งลำภายในประเทศจีน ติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศไทย เรือหลวงปัตตานีและเรือหลวงนราธิวาส เข้าประจำการตั้งแต่ปี 2005 ทั้งยังได้เคยเดินทางไปปราบโจรสลัดเยเมนมาแล้ว

                ถึงตอนนี้เราได้เรือชุดใหม่มาแล้ว 2 ลำ แต่ยังขาดอยู่อีก 4 ลำจึงต้องจัดหาต่อไป โดยในวันที่ 11 พฤษจิกายน 2008 กระทรวงกลาโหมได้ขอนุมัติงบประมาณจำนวน 3,014 ล้านบาท เพื่อจัดหาเรือตรวจการไกลฝั่งจํานวน 1 ลำ เรือลำใหม่จะสร้างขึ้นเองภายในประเทศ (โดยซื้อแบบเรือชั้น River บริษัท BAE Systems ประเทศอังกฤษ) ถือเป็นการพึ่งพาตนเองตามแนวพระราชดำริ ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือภายในประเทศ  ซึ่งจะได้ร่วมกันดำเนินการออกแบบเรือ จัดส่งพัสดุสำหรับการสร้างเรือ รวมทั้งสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญระหว่างสร้างเรือ
                โครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งภายในประเทศลำแรก ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2012 บริษัท ช.ทวีดอลลาเซียนเป็นผู้บริหารสัญญา บริษัทอู่กรุงเทพเป็นผู้จัดสร้าง กรมอู่ทหารเรือเป็นผู้ควบคุม โดยใช้สถานที่ในอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช เรือหลวงกระบี่ (OPV-551) เข้าประจำการวันที่ 1 สิงหาคม 2013
คุณลักษณะทั่วไป
                ความยาวตลอดลำ 90.50 เมตร
                ความกว้าง 13.50 เมตร
                กินน้ำลึก 3.80 เมตร
                ความเร็วสูงสุด 23 นอต
                ระวางขับน้ำสูงสุด 1,969 ตัน
                ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,500 ไมล์ ที่ 15 นอต
                ความคงทนทะเล ได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 5
                ปฏิบัติการต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 14 วัน
                กำลังพลประจำเรือ 92 นาย
                อากาศยานประจำเรือ Super Lynx 300
ระบบตรวจการณ์
                เรดาร์ 2D Thales Variant
                เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Thales LIROD Mk.2
                เรดาร์เดินเรือ X Band
                เรดาร์เดินเรือ S Band
                กล้องตรวจการณ์ 1 ระบบ
                ระบบพิสูจน์ฝ่าย Thales TSA 2525 (IFF)
ระบบอาวุธ
                ปืนหลัก OTO Melara 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก
                ปืนกล 30 มม. DS-3OMR จำนวน 2 กระบอก
                ปืนกล 12.7มม.จำนวน 2 กระบอก
ระบบขับเคลื่อนและเครื่องจักรช่วย
                เครื่องจักรใหญ่ 2 x Diesels
                ใบจักร แบบ CPP 2 พวง
                เครื่องไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งต่างจากเรือรบตรงไหน หรือเป็นเรือรบที่ไม่ติดอาวุธหนัก
                หลังได้เกริ่นนำค่อนข้างยาวพอสมควร รวมทั้งใส่ข้อมูลพื้นฐานแก่ผู้อ่านหน้าใหม่ที่อาจพลัดหลงเข้ามา ผู้เขียนขอตัดเข้าประเด็นหลักของบทความ คือตอบข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับเรือหลวงกระบี่ เริ่มต้นกันเลยดีกว่า
                สำหรับคำถามข้อแรกสุด ขอนำบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสุงอู่กรุงเทพจาก www.thaiarmedforce.com มาช่วยชี้แจงนะครับ เรือหลวงกระบี่ใช้แบบเรือตรวจการณ์ขนาด 90 เมตรจากบริษัท BAE เหล็กที่ใช้ในการสร้างมีความทนทานน้อยกว่าเรือรบ โครงสร้างของเรือมีความซับซ้อนน้อยกว่า จึงแข็งแรงและทนต่อการรบน้อยกว่า แต่ได้ออกแบบห้องผนึกน้ำตามแบบฉบับเรือรบแท้ ๆ ซึ่งถ้าโดนโจมตีก็จะสามารถจำกัดความเสียหายได้
                ห้องผนึกน้ำหรือ Water Tight Compartments คืออะไร เหมือนกับในภาพยนตร์หลายเรื่องนั่นแหละครับ ที่เรือดำน้ำโดนยิงมีน้ำทะลักเข้าท้ายเรือ เพื่อนพระเอกถีบพระเอกออกจากห้องแล้วล๊อคประตู ตนเองยอมจมน้ำแต่เรือปลอดภัยเพื่อนนางเอกปลอดภัย เพราะห้องผนึกน้ำช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านไปยังส่วนอื่น ฉะนั้น...จึงอาจกล่าวได้ว่า เรือหลวงกระบี่ใช้มาตราฐานสร้างเรือสุงกว่าเรือสินค้าแต่ต่ำกว่าเรือรบ และไม่ใช่เรือรบที่ไม่ติดอาวุธหนักแต่อย่างใด
ติดตั้งอาวุธน้อยเกินไปหรือไม่ และใช้คุ้มกันเรือหาปลาเท่านั้นเองหรือ
                เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งก็คือเรือตรวจการณ์นั่นแหละครับ เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าเพราะต้องออกทะเลลึกกว่า หน้าที่หลักนอกจากคุ้มกันเรือหาปลาของเราและจับกุมเรือหาปลาของเขาแล้ว ยังใช้ในการป้องกันการแทรกซึมทางทะเล การดูแลคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล การรักษากฎหมายในทะเลตามอำนาจหน้าที่ การปราบปรามการลักลอบขนส่งยาเสพติด รวมทั้งปัญหาผู้ลี้ภัยทางทะเลจากประเทศในโลกที่สาม
                เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งติดอาวุธน้อยเกินไปหรือไม่ สำหรับเรือ 3 ลำแรกผู้เขียนมองว่า ติดอาวุธกำลังพอดีถ้าดูจากภัยคุกคามในปัจจุบัน และติดอาวุธน้อยเกินไปถ้าภัยคุกคามถูกยกระดับสุงขึ้น ส่วนแนวโน้มที่ภัยคุกคามจะรุนแรงกว่าเดิมนั้น เป็นไปได้ก็จริงแต่น่าจะมาจากเรือดำน้ำมากกว่า ซึ่งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งไม่มีทางต่อสู้ได้อยู่แล้ว
                อาวุธหลักบนเรือได้แก่ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.รุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก โดยใช้เรดาร์และออปโทรนิกส์ในการควบคุมการยิง มีประสิทธิภาพในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม ที่ระยะ 8 กิโลเมตรสามารถ "ยิงหยุด" เรือที่ลุกล้ำน่านน้ำเข้ามาได้ เทียบกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของอังกฤษ โปรตุเกส นิวซีแลนด์ หรือบราซิล ซึ่งติดตั้งปืนกลขนาด 30 มม.เป็นอาวุธหลัก จึงทำได้เพียง "ยิงสกัด" หรือป้องกันตัว แต่ยิงหยุดเป้าหมายโดยทันทีไม่ได้แน่ เรือของเรายังติดตั้งปืนกลขนาด 20 ถึง 30 มม.และปืนกลขนาด 12.7 มม.เป็นอาวุธรอง โดยที่ปืน 30 มม.ของเรือหลวงกระบี่สามารถสั่งยิงได้จากห้องควบคุม

เรือหลวงตรังแตกต่างจากเรือหลวงกระบี่ตรงไหน
            เรือหลวงตรังใช้แบบเรือเดียวกันกับเรือหลวงกระบี่ ส่วนที่แตกต่างกันหลัก ๆ มีข้อมูลประมาณนี้
                -ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม. เปลี่ยนจากรุ่น Compact มือสองมาเป็นรุ่น Super Rapid มือหนึ่ง อัตรายิงสุงสุดเพิ่มขึ้นจาก 85 นัด/นาที เป็น 120 นัด/นาที สามารถใช้กระสุนปืนรุ่นใหม่ได้ อาทิเช่นกระสุนต่อระยะทาง ผู้เขียนไม่ลงรายละเอียดเรื่องกระสุนปืน เพราะไม่ได้ผูกตายตัวว่าปืนรุ่นนี้ต้องใช้กระสุนรุ่นนี้
                -จรวดต่อสู้เรือรบ RGM-84L Harpoon Block II จำนวนมากสุด 8 นัด ระยะยิงไกลสุดอยู่ที่ 124 กิโลเมตร เป็นจรวดรุ่นเดียวกับที่ใช้บนเรือหลวงท่าจีนเรือฟริเกตลำใหม่ของเรา และต่อไปการจัดหาจรวดรุ่นนี้จะเป็น Block II ทั้งหมด (เพราะ Block I เลิกผลิตแล้ว) จรวด 8 นัดพร้อมแท่นยิงมีน้ำหนักรวม 5.896 ตัน จึงต้องมีการเสริมความแข็งแรงให้กับจุดติดตั้ง
                -ระบบเป้าลวง Terma DL-12T SKWS Decoy ขนาด 16 ท่อยิงจำนวน 2 ระบบ ใช้ยิงเป้าลวงขนาด 130 มม.มาตราฐานนาโต้ ยิงได้ทั้งเป้าลวงจรวดต่อสู้เรือรบและเป้าลวงตอร์ปิโด อยู่ที่ว่าจะมีเงินซื้อเป้าลวงแบบไหนบ้าง
                -ระบบตรวจจับสัญญานเรดาร์ Thales VIGILE R-ESM (Radar Electronic Support Measures) ใช้ตรวจจับคลื่นเรดาร์ความถี่ต่าง ๆ ทุกประเภท โดยที่น่าจะเป็นรุ่น Lightweight หรือ LW สามารถตรวจจับในย่านความถี่ 2 ถึง 18 GHz ระบบจะทำการแจ้งเตือนทันทีที่ตรวจพบ แสดงทิศทางการแพร่คลื่นและระบุชนิดเรดาร์ตามฐานข้อมูล ซึ่งก็รวมเรดาร์ควบคุมการยิงเช่นกัน เหมือนในภาพยนต์ที่เจ้าหน้าเรดาร์ตะโกนบอกกัปตันว่า "บร๊ะเจ้าโจ๊ก! เรือเราโดนล๊อคเป้าแล้วครับ"
                VIGILE R-ESM ทำงานควบคู่ระบบเป้าลวง Terma DL-12T SKWS เมื่อตรวจพบจรวดต่อสู้เรือรบลอยเข้ามาสู่ระยะอันตราย ก็จะสั่งปล่อยเป้าลวงออกไปล่อลวงได้ทันท่วงที ส่วนเป้าลวงจะล่อลวงสำเร็จหรือไม่ผู้เขียนไม่กล้ายืนยัน

                -เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Thales STIR 1.2 EO Mk2 หรือ STING EO Mk2 ขณะที่เรือหลวงกระบี่ใช้รุ่น Thales Lirod Mk2 ทั้ง 2 ระบบมีข้อแตกต่างสำคัญก็คือ Lirod Mk2 ทำงานย่านความถี่ K-Band มีระยะตรวจจับ 36 กิโลเมตร ส่วน  STIR 1.2 EO Mk2 ทำงานย่านความถี่ K-Band มีระยะตรวจจับ 36 กิโลเมตร และยังทำงานย่านความถี่ I-Band มีระยะตรวจจับ 120 กิโลเมตรอีกด้วย ช่วยล๊อคเป้าเรือผิวน้ำให้กับจรวดต่อสู้เรือรบได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ต้องทำงานควบคู่กับระบบพิสูจน์ฝ่ายหรือ IFF ด้วยนะครับ
                 STIR 1.2 EO Mk2 ได้รับความนิยมค่อนข้างสุง โดยเฉพาะบนเรือคอร์เวตและเรือเร็วโจมตีอาวุธนำวิถี เมื่อนำมาติดตั้งบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่แบกจรวดต่อสู็เรือรบ ผู้เขียนอ่านเจอดีใจน้ำตาไหลพรากคำรบสอง STIR 1.2 EO Mk2 ยังทำงานกับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM ได้เป็นอย่างดี ใช้เป็นเรดาร์ชี้เป้าหรือ (Illuminator) ให้กับจรวดระหว่างเดินทาง แต่ต้องติดตั้งระบบส่งคลื่นเรดาร์แบบต่อเนื่องหรือ Continuous Wave (CW) เพิ่มเติมเข้าไปด้วย จัดเป็นออปชั่นเสริมราคาแพงที่มีประสิทธิภาพตามราคา เรือหลวงตรังไม่ได้ติดตั้งจรวด ESSM ก็คงไม่มีออปชั่นนี้

ซ้ายมือคือ Lirod Mk2 ส่วนขวามือคือ STIR 1.2 EO Mk2 ซึ่งมีประสิทธิภาพสุงกว่า มีออปชั่นทำงานร่วมกับจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM ให้เลือก

ไหนบอกว่าอาวุธบนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเพียงพอแล้ว แล้วทำไมถึงติดจรวดให้กับเรือหลวงตรัง
            กองทัพเรือให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กองเรือตรวจอ่าวมีอำนาจการยิงลดลงกว่าในอดีต เนื่องจากจรวดต่อสู้เรือรบกาเบรียลบนเรือชั้นเรือหลวงปราบปรปักษ์จำนวน 3 ลำนั้นหมดอายุไข ส่วนเรือหลวงวิทยาคมซึ่งติดจรวดต่อสู้เรือรบเอ๊กโซเซ่ต์ก็ได้ปลดประจำการเรียบร้อยแล้ว คงเหลือเรือที่ติดจรวดเอ๊กโซเซ่ต์แค่เพียง 2 ลำ จึงต้องมีการเสริมอำนาจการยิงจรวดต่อสู้เรือรบเพิ่มเติม และเรือหลวงตรังก็คือคำตอบที่ตรงคำถาม (อีกแล้ว) เนื่องจากมีขนาดใหญ่สุดและยังไม่ได้สร้าง
เรือหลวงตรังคือการเอาเรือหลวงกระบี่มาหั่น Superstructure ทิ้ง 3 เมตร เพื่อรองรับเฮลิคอปเตอร์ S-70B ใช่หรือไม่ การแบกเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่เกินตัวจะมีผลอะไรบ้างหรือเปล่า
                คำตอบข้อนี้ก็คือ "ใช่และไม่ใช่ครับ"
                เรือหลวงตรังหั่น Superstructure เรือหลวงกระบี่ทิ้ง 3 เมตรจริง แต่มีแบบเรือที่ตรงกับแบบเรือต้นฉบับ และรองรับอากาศยานปีกหมุนขนาด 11.5 ตัน ได้ตั้งแต่เกิด อ่านแล้วปวดหัวกันบ้างไหมครับ ผู้ขียนอธิบายด้วยภาพวาดน่าจะดีกว่า

เริ่มจากในปี 2010 เมื่อกองทัพเรือต้องการสร้างเรือหลวงกระบี่ในประเทศ ลำที่อยู่ด้านบนสุดจะเป็นแบบเรือแรกสุด ผู้เขียนวาดตามแบบเรือของกองทัพเรือนะครับ ไม่ได้อ้างอิงจาก Thales เพราะมีจุดที่แตกต่างนิดหน่อย จะเห็นได้ว่าบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ได้มีการสร้าง Superstructure เพิ่มเติมและเป็นเอกเทศ เข้าใจว่าเป็นห้องควบคุมการบินและห้องเก็บอุปกรณ์ของนักบิน กองทัพเรือ (ในตอนนั้น) ต้องการใช้เฮลิคอปเตอร์ขนาดไม่เกิน 7 ตัน ลาดจอดจึงมีที่ว่างมากเพียงพอ
                เรือลำกลางเป็นเรือหลวงกระบี่เวอร์ชั่น 2 และได้กลายมาเป็นเรือจริงโดยมีจุดปรับปรุงไม่มากนัก ห้องควบคุมการบินถอยเข้าไปรวมอยู่ที่ Superstructure หลัก ลานจอดยาวกว่าเวอร์ชั่นแรกและดูไม่รกตา แต่ทว่าเฮลิคอปเตอร์ S-70B ก็ยังลงจอดไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเรือหลวงกระบี่เพิ่มความยาว Superstructure ท้ายเรือขึ้นมา 3 เมตรจากต้นฉบับ
                เรือลำสุดท้ายก็คือเรือหลวงตรังนั่นเอง จะเห็นได้ว่า Superstructure ท้ายเรือตรงกับเรือลำแรกพอดีเป๊ะ บังเอิญผู้เขียนวาดเรือหลวงกระบี่ทั้ง 2 เวอร์ชั่นแล้วเสร็จ นึกเอะใจจึงนำแปลนเรือเรือหลวงตรังมาเปรียบเทียบ ผลก็คือเท่ากันพอดิบพอดี สรุปความตามท้องเรื่องได้ว่า เรือหลวงตรังใช้แปลนเรือต้นฉบับดั้งเดิม ส่วนเรือหลวงกระบี่ใช้แปลนเรือที่มีการต่อเติม Superstructure ให้ยาวมากขึ้น
เรือหลวงกระบี่ปรับปรุงจากต้นแบบมากแค่ไหน และจะมีผลอย่างไรต่อการใช้งานจริงบ้าง
                ว่ากันตามความจริง สิ่งที่เรือหลวงกระบี่ปรับปรุงคือสร้าง Superstructure เพิ่มขึ้น 3 เมตร และติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.เท่านั้นแหละครับ เรือชั้นเดียวกับเราของอังกฤษที่สร้างหลังเรา และเรือชั้นเดียวกับเราของบราซิลที่สร้างก่อนเรา ใช้แค่เพียงปืนกลขนาด 30 มม.บริเวณหัวเรือ มีแค่เราที่ใช้ของหนักและกินพื้นที่ใต้ดาดฟ้าเรือ แต่ทว่า...แต่ทว่า โดยปรกติจุดนี้เป็นจุดติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.ของเรือทุกลำอยู่แล้ว และภาพ CG แบบเรือก็มีการติดตั้งปืนใหญ่ 76/62 มม.เช่นกัน จึงเป็นการปรับปรุงที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย หัวเรือหนักขึ้นเล็กน้อยมีผลต่อการใช้งานจริงนิดหน่อย

                ในภาพคือเรือชั้น River ของบราซิล (ภาพบน) และของอังกฤษ (ภาพล่าง) จะเห็นได้ว่า Superstructure ท้ายเรือมีอยู่แค่นี้แหละ สั้นกว่าเรือหลวงกระบี่และเท่ากับเรือหลวงตรัง ติดตั้งเครนขนาด 16 ตันตำแหน่งที่เราติดตั้งจรวดต่อสู้เรือรบ ไม่ทราบว่าใช้ยี่ห้อเฮี๊ยบหรือเปล่าหนอ
เรือฟริเกต F14 UMS Sinphyushin ของพม่าทนทะเลได้แค่ระดับ 4 ส่วนเรือหลวงกระบี่ทนทะเลได้ถึงระดับ 5 หมายความว่าเรือของเราดีกว่าเรือของเขาสินะ
                คำตอบข้อนี้ก็คือ "ใช่และไม่ใช่ครับ"
                เรือรบทุกลำที่สร้างเองภายในประเทศพม่า รวมทั้งเรือฟริเกตจำนวน 3 ลำ เรือคอร์เวตจำนวน 3 ลำ และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งจำนวน 1 ลำนั้น (นับเฉพาะที่สร้างแล้วเสร็จ) มีลักษณะเป็นเรือที่กินน้ำตื้นกว่าปรกติ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า shallow draught แล้วที่ว่ากินน้ำตื้นกว่าปรกติเป็นอย่างไร อธิบายด้วยภาพถ่ายน่าจะดี
                แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อน ผู้เขียนจะอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์แบบชาวบ้าน นั่นคือตรวจสอบจากหลักกายภาพกันโต้ง ๆ ด้วยประสบการณ์เคยทำเรือเก็บบัวล่มมาแล้วนับสิบครั้ง ผู้เขียนกำหนดให้ขีดบนสุดของสีกันเพรียง คือระดับกินน้ำลึกของเรือแต่ละลำ เข้าใจตรงกันแล้วก็ลุยเลย

                ในภาพคือเรือใหญ่ 4 ลำล่าสุดที่พม่าสร้างเอง อยากให้ผู้อ่านสนใจ Underwater Hull หรือตัวเรือส่วนที่จมน้ำซักนิด ง่ายกว่านั้นก็คือตัวเรือส่วนที่ทาสีกันเพรียงสีแดง เรือ 2 ลำบนคือเรือฟริเกต F12 และ F14 นั้น มีลักษณะรูปทรงเรียว แหลม ยาว แต่กินน้ำลึกค่อนข้างน้อยผิดปรกติ มุมซ้ายด้านล่างคือเรือคอร์เวต UMS Tabinshwehti ขนาด 77 เมตร มีรูปทรงเรียว แหลม ยาว เช่นกันกับเรือฟริเกต สังเกตที่ขีดขาวบอกระดับน้ำบริเวณหัวเรือ ขอบบนสุดของสีกันเพรียงตรงกับตำแหน่ง 3.2 เมตร เท่ากับว่าเรือลำนี้กินน้ำลึก 3.2 เมตร ส่วนภาพล่างขวาคือเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งความยาว 80 เมตร ตัวเรือมีลักษณะอวบอ้วน สุง พุงป่อง ผิดไปจากเพื่อนร่วมขบวนการ กินน้ำลึก 3.5 เมตรพอดิบพอดี ลำนี้เห็นตัวเลขชัดเจนมาก

                ทีนี้เรามาเปรียบเทียบเรือฟริเกตกันบ้าง ภาพซ้ายมือคือเรือฟริเกต F12 UMS Kyansitthar ระวางขับน้ำเต็มที่ประมาณ 3,000 ตัน ยาว108 เมตร กว้าง 13.5 เมตร กินน้ำลึก 3.5 เมตร ติดครีบกันโครงจำนวน 1 คู่ และไม่มีโดมโซนาร์ที่หัวเรือแต่ประการใด ในอินเตอร์เน็ตบอกว่าทนทะเลระดับ 4 สาเหตุคงมาจากกินน้ำตื้นผิดปรกติ แม้กระทั่งกับเรือธรรมดาที่ทนทะเลเท่ากันนั้น เมื่อเจอคลื่นลม F12 อาจโครงเครงกว่านิดหน่อย
                ภาพเล็ก ๆ มุมบนซ้ายยิ่งแล้วไปใหญ่ เรือฟริเกต F14 UMS Sinphyushin กินน้ำลึก 3.4 เมตรเอง ??? ทำไมถึงกินน้ำลึกไม่เท่ากันผู้เขียนก็ยังประหลาดใจไม่ใช่น้อย จะให้ทราบชัดเจนต้องขอไปส่องไฟที่ข้างเรือ
                ส่วนภาพขวามือคือเรือหลวงตากสิน FF422 จะเห็นได้ว่ามี Underwater Hull สุงกว่าเรือฟริเกตพม่า ระวางขับน้ำเต็มที่ประมาณ 3,000 ตัน ยาว120 เมตร กว้าง 13.7 เมตร จากวิกิบอกว่ากินน้ำลึก 6 เมตร ผู้เขียนพยายามเพ่งน่าจะเป็นเลข 4.x ทดลองตัดโดมโซนาร์ออกไป 1.2 เมตรก็ยังกินน้ำลึกตั้ง 4.8 เมตร สุงกว่าเรือฟริเกตพม่าถึง 1.3 เมตรและ 1.4 เมตรตามลำดับ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างเรือธรรมดากับเรือ shallow draught
เรือหลวงตากสินติดตั้งครีบกันโครงถึง 3 คู่ด้วยกัน ช่วยในการทรงตัวได้ดีกว่าเรือพม่าแน่นอน (แต่ละตัวทำหน้าที่อย่างไรบ้างนั้น ถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะอธิบายความอย่างละเอียดให้) ตามข้อมูลวิกิบอกว่าทนทะเลระดับ 6 เรือฟริเกตลำใหม่จากเกาหลีใต้ก็ทนทะเลระดับ 6 แต่ลำนั้นกินน้ำลึกถึง 8 เมตร เพราะมีขนาดใหญ่กว่าและโดมโซนาร์อยู่ใต้ปืนใหญ่ 76/62 มม.

                หันมาเปิดกระโปรงเรือหลวงกระบี่ของเราบ้าง เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีรูปทรงอวบอั๋นอิ่มเอมไม่แพ้ใคร บริเวณหัวเรือมีขนาดค่อนข้างใหญ่โต ตามวิกิบอกว่ากินน้ำลึก 3.8 เมตร แต่จากภาพเขียนไว้ว่า 4 เมตรพอดิบพอดี ติดตั้งครีบกันโครงถึง 3 คู่ ทั้งยังมีแท่งไอติมอันเบ้อเริ่มติดอยู่ด้านหน้า มีความทนทะเลอยู่ในระดับ 5  
ตอบคำถามข้อนี้ให้ชัดเจนก็คือ เรือหลวงกระบี่ทนทะเลกว่าเรือฟริเกตพม่าจริงครับ แต่พูดไม่ได้ว่าเรือของเราดีกว่าเรือของเขา ต้องพิจารณากันเป็นหัวข้อถึงจะพอชี้ชัดได้
                ทำไมพม่าสร้างเรือ shallow draught เป็นเพราะข้อจำกัดของอู่ต่อเรือหรือเปล่า เรือประเภทนี้ต่างจากเรือทั่วไปอย่างไร
                ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมพม่าสร้างเรือ shallow draught แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีแม่น้ำค่อนข้างมาก แม่น้ำหลายช่วงก็มีความกว้างหลายกิโลเมตร ใช้เรือใหญ่หน่อยจึงน่าจะดีกว่าเรือเล็ก หน้าที่รักษาความปลอดภัยในแม่น้ำเป็นของกองทัพเรือ ทำให้พวกเขาต้องการใช้เรือในเขตแม่น้ำ และเรือที่กินน้ำตื้นใช้งานได้ดีกว่าเรือทั่วไป เราจึงได้เห็นภาพเรือ F-14 แล่นอยู่ในน้ำสีน้ำตาลโอวัลติน และเห็นภาพเรือลำเดียวกันแล่นอยู่ในน้ำสีเขียวมรกต

                อีกประการหนึ่งก็คือ อู่ต่อเรือกองทัพเรือพม่าอยู่ที่เมือง Yangon และ Sinmalaik ส่วนอู่ต่อเรือของเอกชนก็อยู่ไม่ไกลจากกัน ที่ตั้งทางทหารจำนวนมากอยู่ระแวกนี้ แม้จะย้ายเมืองหลวงไปไกลลิบแล้วก็ตาม เมืองหลวงเดิมก็ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารเหมือนเก่า พม่าต้องใช้อู่ต่อเรือเพื่อซ่อมบำรุงตามวงรอบ เรือรบทุกลำจำเป็นต้องแล่นเข้าเขตน้ำตื้น เป็นข้อจำกัดของอู่ต่อเรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่พม่าน่าจะเป็นชาติเดียวในโลกที่ต่อเรือฟริเกตกินน้ำตื้น
                เรือ shallow draught มีข้อดีก็คือกินน้ำตื้นกว่าปรกติ ใช้ทำภารกิจในเขตน้ำตื้นได้ดีกว่าเรือทั่วไป การเข้าเทียบท่าเรือก็ง่ายกว่า แล่นได้เร็วกว่า บังคับเรือง่ายกว่า โอกาสเกยตื้นมีน้อยกว่า ส่วนข้อเสียไม่ต้องบอกก็คงรู้ เรือที่กินน้ำตื้นจะสู้แรงคลื่นได้ไม่ดี การควบคุมเรือเมื่อเจอพายุเป็นงานสุดหิน แต่ไม่ใช่ว่าเรือต้องอยู่ในแม่น้ำตลอดเวลา แล่นออกไปไกลฝั่งได้ตามปรกติ ใช้งานได้เหมือนเรือทั่วไปทุกประการ แต่การทรงตัวอาจสู้ไม่ได้เท่านั้นเอง
แล้วเรือหลวงกระบี่สู้เรือฟริเกตพม่าได้หรือไม่
            ถ้าแข่งกันเดินทางจากปากน้ำโพไปถึงเมืองเวนิช ผู้เขียนต่อเรือหลวงกระบี่ร้อยบาทเอาขี้หมากองเดียว แต่ถ้าต้องยิงกันด้วยสาเหตุที่ไม่มีสาเหตุ ผู้เขียนต่อเรือฟริเกตพม่าร้อยบาทเอาขี้หมากองเดียว เรือทั้งสองลำมีดีมีเลวกันคนล่ะอย่าง ถึงได้บอกว่าต้องพิจารณากันเป็นหัวข้อ
                แล้วเรือหลวงตรังพอสู้เขาได้ไหม ผู้เขียนถามต่อให้เองเลยแล้วกัน การรบทางทะเลโดยใช้จรวดต่อสู้เรือรบ ฝ่ายไหนออกหมัดได้ก่อนย่อมได้เปรียบ ถ้าเรือเราตรวจจับเรือเขาได้ก่อนและยิงจรวดได้ก่อน ก็มีโอกาสรอดตัวกลับบ้านสบายใจเฉิบ แต่ถ้าตรงกันข้ามคือเรือเขาตรวจจับเรือเราได้ก่อน เรามีเป้าลวงจำนวน 24 ท่อยิง และปืนใหญ่ 76/62 มม.ที่ยิงได้ 120 นัด/นาทีไว้ป้องกันตัว (ถ้ามีกระสุนแตกอากาศไปด้วยนะครับ) ส่วนปืนกล DS-30MR ซึ่งยิงได้เร็วสุด 200 นัด/นาที น่าจะใช้ได้ดีกับเป้าหมายพื้นน้ำ ชายฝั่ง เฮลิคอปเตอร์ หรือโดรนขนาดเล็ก โอกาสที่จะยิงจรวดต่อสู้เรือรบสำเร็จมีน้อยเหลือเกิน
                อาวุธบนเรือฟริเกตพม่าประกอบไปด้วย ปืนใหญ่ขนาด 76/62 มม.จำนวน 1 กระบอก ปืนกลอัตโนมัติ 30 มม.6 ลำกล้องรวบ AK-630 จำนวน 3 กระบอก ปืนกล 14.5 มม.6 ลำกล้องรวบจำนวน 2 กระบอก จรวดต่อสู้อากาศยานอิ๊กล่าจำนวน 6 นัด (ควบคุมด้วยรีโมท) จรวดต่อสู้เรือรบ C-802A ระยะยิง 180 กม.จำนวน 8 นัด และจรวดปราบเรือดำน้ำ RBU-1200 จำนวน 2 แท่นยิง โดยมีเรดาร์ควบคุมการยิง Type-347G จำนวน 2 ระบบ ออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง Kolonka จำนวน 2 ระบบ (แท่งสุง ๆ อยู่หน้า Type-347G นั่นแหละครับ) เรือของเขาจึงสามารถยิงปืน 4 กระบอก 4 ทิศทางได้ในเวลาพร้อมกัน
                มาที่ระบบตรวจจับบนเรือฟริเกตพม่ากันบ้าง มีเรดาร์ตรวจการณ์ Type-362 ระยะทำการ 100-120 กม.เรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล RAWL-02 Mk III ระยะทำการ 350-400 กม.รวมทั้งเรดาร์เดินเรืออีก 2 ตัว ติดตั้งระบบสงครามอิเลคทรอนิกส์ Mirage NRJ-5 ติดตั้งระบบเป้าลวงไม่ทราบรุ่น เทียบกับเรดาร์ตรวจการณ์ Thales Variant บนเรือหลวงตรัง มีระยะทำการแค่เพียง 70 กิโลเมตร โอกาสที่ใครจะตรวจเจอใครก่อนคงพอเดาได้ นี่ว่ากันตามตัวเลขในโบรชัวร์นะครับ ใช้งานจริงระยะตรวจจับจะลดลงตามขนาดเป้าหมาย

                ผู้อ่านคงเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าเรือฟริเกตพม่าติดตั้งอาวุธน้อยใหญ่จนล้นลำ ระบบลิงค์ระหว่างเรือพม่าก็มีนะครับ เพียงแต่ผู้เขียนไม่ทราบว่ารุ่นไหนและใหม่หรือเก่า ข่าวล่าสุดพม่าได้จัดหาโซนาร์หัวเรือ BEL HMS-X และตอร์ปิโดเบาปราบเรือดำน้ำจากอินเดีย เพื่อนำมาติดตั้งบนเรือฟริเกต F-12 และ F-14 นั่นเอง (พื้นที่บริเวณหลังปืนกล AK-630 ท้ายเรือพอได้อยู่) ซึ่งจะทำให้เรือของเขากินน้ำลึกมากขึ้น ผู้การเรือต้องแสดงฝีมือมากขึ้นตามกัน "F12 UMS Kyansitthar และ F14 UMS Sinphyushin เป็นเรือฟริเกตแม่น้ำที่ดีที่สุดในโลก" ผู้เขียนใช้คำพูดนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่มีคู่แข่งเข้ามาเปรียบเทียบซักราย
นอกจากเรือ shallow draught แล้ว ยังมีเรือแปลก ๆ แบบอื่นอีกบ้างไหม
            มีสิครับมีเยอะด้วย จะให้อธิบายความจนครบถ้วนก็คงไม่ไหว ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเฉพาะ "เรือท้องป้าน" ก็แล้วกัน เรือชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือหัวเรือและท้ายเรือกินน้ำลึกต่างกันมาก (เหมือนมุมป้านนั่นเอง) ถึงตอนนี้เริ่มงงกันแล้วสินะ J ผู้เขียนอ่านเจอครั้งแรกก็มึนตึบไปสามชั่วโมง เราไปชมภาพเรือท้องป้านเทียบกับเรือชนิดอื่นกันเลยดีกว่า

เรือลำบนสุดคือเรือฟริเกต F14 UMS Sinphyushin ซึ่งเป็นเรือกินน้ำตื้นกว่าปรกติ เรือลำกลางคือเรือหลวงตรังลำใหม่ของเรา ซึ่งเป็นเรือธรรมดากินน้ำลึกตามปรกติ และเรือลำล่างสุดก็คือเรือท้องป้านชื่อเรือหลวงพระทอง เป็นเรือยกพลขึ้นบกหรือ LST (Tank Landing Ship ) ซึ่งอเมริกาโอนให้เราจำนวน 5 ลำหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระวางขับน้ำสุงสุด 4,080 ตัน ยาว 100 เมตร กว้าง 15 เมตร หัวเรือกินน้ำลึก 0.71 เมตร ท้ายเรือกินน้ำลึก 2.29 เมตร เรือ LST ถูกออกแบบให้บรรทุกรถถัง ยานเกราะ สัมภาระ และทหารได้เป็นจำนวนมาก สามารถแล่นเกยชายหาดเปิดประตูหัวเรือบริการรับ-ส่งชนิดเท้าไม่เปียกน้ำ จึงมีการออกแบบให้หัวและท้ายเรือกินน้ำลึกต่างกัน ผู้เขียนไมได้วาดผิดสเกลนะเออโปรดเข้าใจ
                ข้อดีของเรือท้องป้านนั่นคือเกยชายหาดได้ แต่ข้อเสียนั่นคือไม่ทนทะเลซักเท่าไหร่ (แม้จะมีระวางขับน้ำเยอะก็ตาม) รวมทั้งบังคับเรือได้ยากกว่าเรือทั่วไป ยามออกรบจริงหรือฝึกซ้อมชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทหารบกที่พลัดหลงมายังเรือยกพลขึ้นบก ต่างได้เคยผลิตโจ๊กกองปราบกันมาแล้วทั้งกองพัน ปัจจุบันความนิยมของเรือท้องป้านลดลงมาก ทุกประเทศหันไปสนใจเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกหรือ LPD (Landind Platform Dock) ซึ่งมีอู่ลอยอยู่ท้ายเรือกันหมด
คุยกันส่งท้าย
            กำลังเขียนถึงเรือหลวงกระบี่อยู่แท้เชียว ไฉนมาโผล่บนเรือหลวงพระทองได้หนอ บทความนี้จำต้องขออำลาเป็นการชั่วคราว เนื่องจากยาวจนตรวจทานคำผิดไม่ไหว ตอนต่อไปผู้เขียนจะรีบปั่นให้เร็วที่สุด โดยจะเป็นเรื่องคุณสมบัติเรือหลวงกระบี่ ข้อดีข้อเสียแตกต่างจากเรือหลวงปัตตานี การปรับปรุงให้เป็นเรือรบทำได้ขนาดไหน เรือคอร์เวตยุคใหม่ที่แนวความคิดเปลี่ยนไป และทำไมเรือหลวงกระบี่ถึงไม่เหมาะสมกับภารกิจปราบเรือดำน้ำ ตามอ่านเพื่อเป็นกำลังใจกันต่อไปนะครับ ;)

เรือหลวงสุรินทร์ LST722 คือเรือท้องป้านลำใหญ่ที่สุดของราชนาวีไทยในปัจจุบัน เข้าประจำการมาแล้ว 28 ปีก็ยังใช้งานได้ตามปรกติ เป็นเรือช่วยรบลำใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นเองภายในประเทศ
        ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------