โครงการจัดหาเรือหลวงหนองสาหร่าย
(ลำที่ 2)
กองทัพเรือได้พยายามเสริมกำลังรบทางเรือให้พร้อมในการป้องกันประเทศ
ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อภัยคุกคามทางทะเลมาโดยตลอด
เป็นที่ทราบกันดีว่าความลึกของน้ำและลักษณะพื้นท้องทะเลในอ่าวไทยและทะเลฝั่งอันดามัน
เกื้อกูลต่อการทำสงครามทุ่นระเบิดทุกรูปแบบ จำเป็นต้องมีกองเรือทุ่นระเบิดที่สามารถกวาดและล่าทำลายทุ่นระเบิด
เพื่อเปิดเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้าสู่ฐานทัพ ท่าเรือ ฐานส่งกำลังบำรุง
ตลอดจนพื้นที่จอดเรือให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามของทุ่นระเบิด
กองเรือทุ่นระเบิดยังสามารถวางทุ่นระเบิดทางรับ
เพื่อป้องกันการปฏิบัติการของเรือผิวน้ำ
และเรือดำน้ำข้าศึกตามพื้นที่สำคัญของฝ่ายเรา
นอกจากนี้ยังมีฐานขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ฐานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย
ที่กองทัพเรือต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัย
ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งและเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น
ซึ่งมีอายุการใช้งานค่อนข้างมากและอุปกรณ์ประจำเรือล้าสมัย
จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเรือให้มีขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดสมบูรณ์ขึ้น
และปรับปรุงเรือบางลำให้กลายเป็นเรือฝึก
ส่วนเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดยังไม่มีใช้งานในกองทัพเรือ จึงได้พิจารณาที่จะหาเพื่อไว้ใช้ในราชการ
และเป็นกำลังทดแทนทางเรือเสริมสร้างสมรรถนะกองทัพเรือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
การจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งจำเป็นต้องดำเนินการโดยวิธีพิเศษ
และต้องจ้างสร้างจากต่างประเทศเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการสร้างขั้นสูง
ทั้งในด้านการสร้างตัวเรือ
การติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยสลับซับซ้อนและมีคุณสมบัติพิเศษ
ซึ่งเป็นงานที่ต้องการช่างผู้มีฝีมือ
มีความรู้ความชำนาญในการสร้างเรือประเภทนี้โดยเฉพาะ
และประการสำคัญก็คือเมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องเข้าสถานีทดสอบ เพื่อตรวจสอบ SIGNATURE ของเรือทั้งในด้านแม่เหล็ก เสียง ความดัน ความทนทานต่อแรงกระแทก
ซึ่งสถานีทดสอบเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย
ภายหลังการตกลงใจ
กองทัพเรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง
หรือที่เรียกว่า กลท.โดยมีเสนาธิการทหารเรือเป็นประธานการจัดหาเรือ
ในปีงบประมาณ 2527 สามารถจัดหาได้เพียง 1 ลำคือเรือหลวงบางระจัน
เพื่อให้การปฏิบัติการทางยุทธวิธีร่วมกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบำรุงรักษาเรือให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด
กองทัพเรือจำเป็นต้องจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งเพิ่มเติม
ดังนั้นในปีงบประมาณ 2528
จึงได้พิจารณาจัดหาเรือแบบเดียวกับลำแรกและมีขีดความสามารถอย่างเดียวกันเพิ่มอีก 1
ลำ โดยตกลงใจให้บริษัท ลือเซนวาร์ฟ จำกัด
ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้สร้างเรือหลวงบางระจันสร้างลำนี้ต่อไป
มีการกระทำพิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือหลวงบางระจันใกล้ฝั่งลำที่
2
ในราคา 55,800,000.00
ดอยซมาร์ค คิดเป็นเงินไทยประมาณ 491,040,000.00 บาท (สี่ร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านสี่หมื่นถ้วน) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2528 โดยมีพลเรือเอกนิพนธ์
ศิริธรเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว
คุณลักษณะเรือหลวงหนองสาหร่าย
(ลำที่ 2)
ตัวเรือ
:
ทำด้วยไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก
ความยาวตลอดลำ
:
49.10 เมตร
ความยาวที่แนวน้ำ
:
45.70 เมตร
ความกว้าง
:
9.30 เมตร
กินน้ำลึก
2.5
เมตร
ระวางขับน้ำเต็มที่
:
450 ตัน
ความเร็วมัธยัสถ์
:
14 นอต
ความเร็วสูงสุด
(ต่อเนื่อง) : 17 นอต
ความเร็วขณะล่าทุ่นระเบิด
(ขับเคลื่อนด้วยเครื่องไฟฟ้า) : 0-8 นอต
ระยะปฏิบัติการที่ความเร็ว
12
นอต : มากกว่า 2,000 ไมล์ทะเล
กำลังพลประจำเรือ
:
41 นาย
ระบบขับเคลื่อน
เครื่องยนต์ดีเซล
MTU
12V 396 TB 83 จำนวน 2 เครื่อง
แต่ละเครื่องมีกำลัง 1470 HP ที่ 1940 rpm เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพลาละ 1 ตัว
เพลาใบจักร
: 2 เพลา
ใบจักร
: จำนวน 2 พวง พวงละ 5 ใบ
หางเรือประสิทธิภาพสูง
:
2 ใบแบบ Becker
ระบบอาวุธ
เครื่องโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด
1 เครื่อง
ระบบเดินเรือ
1
ระบบ
อุปกรณ์ดำน้ำ
:
ยานใต้น้ำ 2 ตัว
เครื่องกวาดทุ่นระเบิดทอดประจำที่
1
ชุด
ปืนกลขนาด
20
มิลลิเมตร 3 กระบอก
อ้างอิงจาก
:
นิตยสารสมรภูมิไม่ทราบเล่ม ปี 2531
++++++++++++++
ปัจจุบันเรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน
โดยใช้งบประมาณ 2,750 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดประกอบไปด้วย
-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility
Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ
สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ในกองทัพเรือ จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System) ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล
เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
-การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือจากเยอรมันทำจากไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก
จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s
register
-การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม
ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น
ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ
Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ
ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
-การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่
รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ
ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
-การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ
ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ 2 ที่นั่ง ความดัน 6
ATA จำนวนลำละ 1 ระบบ
การปรับปรุงส่งผลให้เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายซึ่งมีอายุมากกว่า
25 ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบในการทำภารกิจไล่ล่าทุ่นระเบิด
และมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัยทัดเทียมกองทัพเรือประเทศเพื่อนบ้าน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น