วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

HTMS Nong Sarai

 

โครงการจัดหาเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

กองทัพเรือได้พยายามเสริมกำลังรบทางเรือให้พร้อมในการป้องกันประเทศ ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อภัยคุกคามทางทะเลมาโดยตลอด เป็นที่ทราบกันดีว่าความลึกของน้ำและลักษณะพื้นท้องทะเลในอ่าวไทยและทะเลฝั่งอันดามัน เกื้อกูลต่อการทำสงครามทุ่นระเบิดทุกรูปแบบ จำเป็นต้องมีกองเรือทุ่นระเบิดที่สามารถกวาดและล่าทำลายทุ่นระเบิด เพื่อเปิดเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้าสู่ฐานทัพ ท่าเรือ ฐานส่งกำลังบำรุง ตลอดจนพื้นที่จอดเรือให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามของทุ่นระเบิด

กองเรือทุ่นระเบิดยังสามารถวางทุ่นระเบิดทางรับ เพื่อป้องกันการปฏิบัติการของเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำข้าศึกตามพื้นที่สำคัญของฝ่ายเรา นอกจากนี้ยังมีฐานขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ฐานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ที่กองทัพเรือต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัย

ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งและเรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น ซึ่งมีอายุการใช้งานค่อนข้างมากและอุปกรณ์ประจำเรือล้าสมัย จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเรือให้มีขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดสมบูรณ์ขึ้น และปรับปรุงเรือบางลำให้กลายเป็นเรือฝึก ส่วนเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดยังไม่มีใช้งานในกองทัพเรือ จึงได้พิจารณาที่จะหาเพื่อไว้ใช้ในราชการ และเป็นกำลังทดแทนทางเรือเสริมสร้างสมรรถนะกองทัพเรือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งจำเป็นต้องดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และต้องจ้างสร้างจากต่างประเทศเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการสร้างขั้นสูง ทั้งในด้านการสร้างตัวเรือ การติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยสลับซับซ้อนและมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเป็นงานที่ต้องการช่างผู้มีฝีมือ มีความรู้ความชำนาญในการสร้างเรือประเภทนี้โดยเฉพาะ และประการสำคัญก็คือเมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องเข้าสถานีทดสอบ เพื่อตรวจสอบ SIGNATURE ของเรือทั้งในด้านแม่เหล็ก เสียง ความดัน ความทนทานต่อแรงกระแทก ซึ่งสถานีทดสอบเหล่านี้ไม่มีในประเทศไทย

ภายหลังการตกลงใจ กองทัพเรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง หรือที่เรียกว่า กลท.โดยมีเสนาธิการทหารเรือเป็นประธานการจัดหาเรือ ในปีงบประมาณ 2527 สามารถจัดหาได้เพียง 1 ลำคือเรือหลวงบางระจัน เพื่อให้การปฏิบัติการทางยุทธวิธีร่วมกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบำรุงรักษาเรือให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด กองทัพเรือจำเป็นต้องจัดหาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งเพิ่มเติม ดังนั้นในปีงบประมาณ 2528 จึงได้พิจารณาจัดหาเรือแบบเดียวกับลำแรกและมีขีดความสามารถอย่างเดียวกันเพิ่มอีก 1 ลำ โดยตกลงใจให้บริษัท ลือเซนวาร์ฟ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้สร้างเรือหลวงบางระจันสร้างลำนี้ต่อไป

มีการกระทำพิธีลงนามสัญญาจ้างสร้างเรือหลวงบางระจันใกล้ฝั่งลำที่ 2 ในราคา 55,800,000.00  ดอยซมาร์ค คิดเป็นเงินไทยประมาณ 491,040,000.00 บาท (สี่ร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านสี่หมื่นถ้วน) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2528 โดยมีพลเรือเอกนิพนธ์ ศิริธรเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

คุณลักษณะเรือหลวงหนองสาหร่าย (ลำที่ 2)

ตัวเรือ : ทำด้วยไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก

ความยาวตลอดลำ : 49.10 เมตร

ความยาวที่แนวน้ำ : 45.70 เมตร

ความกว้าง : 9.30 เมตร

กินน้ำลึก 2.5 เมตร

ระวางขับน้ำเต็มที่ : 450 ตัน

ความเร็วมัธยัสถ์ : 14 นอต

ความเร็วสูงสุด (ต่อเนื่อง) : 17 นอต

ความเร็วขณะล่าทุ่นระเบิด (ขับเคลื่อนด้วยเครื่องไฟฟ้า) : 0-8 นอต

ระยะปฏิบัติการที่ความเร็ว 12 นอต : มากกว่า 2,000 ไมล์ทะเล

กำลังพลประจำเรือ : 41 นาย

ระบบขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ดีเซล MTU 12V 396 TB 83 จำนวน 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีกำลัง 1470 HP ที่ 1940 rpm เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพลาละ 1 ตัว

เพลาใบจักร : 2 เพลา

ใบจักร : จำนวน 2 พวง พวงละ 5 ใบ

หางเรือประสิทธิภาพสูง : 2 ใบแบบ Becker

ระบบอาวุธ

เครื่องโซนาร์ตรวจจับทุ่นระเบิด 1 เครื่อง

ระบบเดินเรือ 1 ระบบ

อุปกรณ์ดำน้ำ : ยานใต้น้ำ 2 ตัว

เครื่องกวาดทุ่นระเบิดทอดประจำที่ 1 ชุด

ปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร 3 กระบอก

อ้างอิงจาก : นิตยสารสมรภูมิไม่ทราบเล่ม ปี 2531

++++++++++++++

ปัจจุบันเรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุการใช้งาน โดยใช้งบประมาณ 2,750 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดประกอบไปด้วย

-การจัดหาเครื่องวัดค่าอิทธิพลตัวเรือแบบเคลื่อนที่ (Mobility Signature Test Range) จำนวน 1 ระบบ สำหรับตรวจวัดค่าอิทธิพลของเรือต่างๆ ในกองทัพเรือ จากบริษัท SAES ระบบ MIRS (Multi Influence Range System) ซึ่งจะสามารถวัดค่าอิทธิพล เสียง และ แม่เหล็ก ตัวเรือได้ และในอนาคตรองรับการติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าความดัน
          -การตรวจสอบสภาพ และซ่อมทำตัวเรือตลอดทั้งลำ ซึ่งตัวเรือจากเยอรมันทำจากไม้และวัสดุไร้อำนาจแม่เหล็ก จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ และผู้ตรวจสอบความแข็งแรงจาก Lloyds’s register
         -การปรับปรุงระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิด (CMS) จากเดิม ATLAS MWS 80 และ โซนาร์แบบ DSQS-11H เป็น ระบบ M-cube และ โซนาร์แบบ TSM2022 Mk III และติดตั้ง MWDC (Mine Warfare Database Compute)r และการ Integrate ระบบ M-cube ร่วมกับ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox MDV
        -การถอดถอนอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ และติดตั้งใหม่ รวมทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใหญ่ เครื่องไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในเรือ ด้วยอะไหล่แบบ Non-magnetic
       -การจัดหาและติดตั้ง Decompression Chamber สำหรับรองรับการปฏิบัติการใต้น้ำ ของ เจ้าหน้าที่ถอดทำลายอมภัณฑ์ แบบ 2 ที่นั่ง ความดัน 6 ATA จำนวนลำละ 1 ระบบ
       การปรับปรุงส่งผลให้เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่ายซึ่งมีอายุมากกว่า 25 ปี มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบในการทำภารกิจไล่ล่าทุ่นระเบิด และมีระบบอำนวยการล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัยทัดเทียมกองทัพเรือประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น